งานทำบุญบูชาพระอุปคุต
รูปเหมือนพระอุปคุตหน้าพระวิหาร
ประวัติความเป็นมาของงานทำบุญบูชาไหว้พระอุปคุต
 
หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน เหล่าพระอรหันต์สาวกโดยมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน พร้อมกับประชาชนจากแคว้นต่างๆ ในชมพูทวีป ก็ได้พร้อมใจกันจัดการประชุมเพลิงพระสรีระของพระพุทธองค์ และก็ได้แบ่งพระบรมอัฐิแก่หัวเมืองต่างๆ โดยหนึ่งในนั้นคือนครราชคฤห์ซึ่งผู้ที่ปกครองนครนี้คือพระเจ้าอชาตศัตรู เมื่อพระองค์ได้รับพระบรมอัฐิแล้วก็ทรงปรารภว่าจะทำอย่างไรกับพระบรมอัฐินี้ จึงได้เข้าไปปรึกษาพระมหากัสสปะ พระมหากัสสปะจึงแนะนำให้เก็บพระบรมอัฐิไว้ใต้ดินโดยให้ทำการดูแลรักษาให้ดี พร้อมกับทำนายว่า อีก 218 ปีหลังจากนี้ จะมีผู้ครองเมืองปาฏลีบุตร ชื่อว่า พระเจ้าอโศกมหาราช จะเป็นผู้ที่นำพระบรมอัฐิบรรจุในพระมหาเจดีย์ 84,000 องค์ และในคราวเดียวกันนี้จะมีพระสาวกรูปหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่มีฤทธิ์มากจะทรมาน(สั่งสอน) พระยาวัสสวดีมารที่เคยแย่งชิงบัลลังก์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งพระพุทธองค์กำลังจะตรัสรู้ จนพระยาวัสสวดีมารกลับใจ แล้วพระมหากัสสปะก็จารึกคำทำนายนี้บนแผ่นทองไว้
 
218 ปีหลังจากนั้น พระยาวินทุสารผู้ครองเมืองปาฏลีบุตรได้ทรงทิวงคต เจ้าชายอโศกซึ่งเป็น ราชโอรสจึงได้ขึ้นเสวยราชสมบัติแทนพระบิดา และได้พบแผ่นทองคำที่จารึกคำทำนายของพระมหา-กัสสปะ หลังจากที่อ่านแผ่นจารึกและได้รู้ว่าตนเองจะเป็นผู้บรรจุพระบรมอัฐิ จึงรับสั่งให้เหล่าเสนา อามาตย์ประกาศว่าหากผู้ใดรู้ตำแหน่งที่ฝังพระบรมอัฐิจะให้รางวัลเป็นทองคำ ครั้งนั้นได้มีภิกษุณีชรา รูปหนึ่ง เมื่อครั้งเป็นเด็กเคยบูชาที่ฝังพระบรมอัฐิกับแม่จึงได้บอกตำแหน่งที่ฝังแก่พระเจ้าอโศกมหาราช ดังนั้นจึงได้ทำการขุดพระบรมอัฐิขึ้นมาจนสำเร็จเรียบร้อยด้วยดี
แล้วพระเจ้าอโศกมหาราชพร้อมกับประชาราษฎร์จากทั่วสารทิศ จึงได้พร้อมใจกันสร้างพระมหาเจดีย์ 84,000 องค์ขึ้นจนสำเร็จเรียบร้อยโดยใช้เวลาทั้งหมด 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ครั้นแล้วพระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรงปรารภถึงการจัดงานฉลองอันยิ่งใหญ่ แต่พระองค์ก็ทรงกลัวว่าจะมีเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นในงานหรืออาจจะมีมารมาทำลายงานครั้งนี้ก็ได้ จึงทรงเข้าปรึกษากับประธานสงฆ์ ครั้งนั้นได้มีสามเณรองค์หนึ่งซึ่งมีอิทธิฤทธิ์แนะนำว่า มีพระอรหันต์รูปหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ปราสาทแก้วในน้ำมหาสมุทรมีชื่อว่า พระอุปคุต ซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่มีอิทธิฤทธิ์มากคงพอจะหยุดฤทธ์เดชพระยามารได้ ประธานสงฆ์จึงมอบหมายให้พระอรหันต์ที่มีฤทธิ์ไปนิมนต์พระอุปคุตในน้ำมหาสมุทร พระอุปคุตก็ได้รับนิมนต์และขึ้นมาอยู่ท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์นั้นเอง
 
 
พระเจ้าอโศกมหาราชหลังจากที่ได้เห็นลักษณะของพระอุปคุตและก็ทรงนึกในพระทัยว่า พระรูปนี้หรือที่จะมาปราบพระยามาร ตัวก็ผอม แก่ก็แก่ ปากก็กว้าง กลัวว่าจะถูกพระยามารจัดการเสียก่อน ดังนั้นในตอนเช้าวันพุธที่พระอุปคุตออกบิณฑบาต พระเจ้าอโศกมหาราชจึงทรงรับสั่งให้ปล่อยช้างตกมันออกมาเพื่อทดลองฤทธิ์ของพระอุปคุต พระอุปคุตได้ทราบดังนั้นจึงอธิษฐานจิตให้ช้างนั้นแข็งดังหิน พระเจ้าอโศกมหาราชพอได้ทราบเรื่องราวดังนั้นแล้วจึงยอมรับในฤทธิ์ของพระอุปคุต เข้าไปกราบขอขมาโทษพระอุปคุตท่านก็มีเมตตาไม่ถือโทษแล้วช้างที่แข็งดังหินนั้นก็กลับกลายเป็นช้างดังเดิม
การขนย้ายต้น(ปราสาท)ของพระอุปคุตเพื่อลงเรือ
การขนย้าย ได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากสาธุชนเป็นอย่างดี
รวมทั้งกรมเจ้าท่า ประจำท่าน้ำแม่กก
ตลอดจนถึงเจ้าของเรือหางยาวทุกลำ ที่ช่วยแบบไม่คิดค่าโดยสาร
นับว่าเป็นการร่วมมือร่วมใจเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
ขออนุโมทนามา ณ ที่นี้ด้วย
จนถึงวันที่ฉลองพระมหาเจดีย์ พระยาวัสสวดีมารที่อยู่บนสวรรค์ชั้นปรนิมิตวสวดี ได้ทราบดังนั้นก็กลัวว่าถ้าหากมีคนทำบุญมากจะทำให้คนขึ้นสวรรค์มากขึ้นและคนตกนรกจะน้อยลง จึงลงมาหวังจะทำลายงานบุญนี้โดยการบันดาลให้เกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ลมพายุ ฝนตก ไฟไหม้ แต่ไม่ว่าพระยามารจะทำอย่างไรพระอุปคุตก็ป้องกันและแก้ไขได้ทุกครั้งไป พระยามารจึงกลายร่างเป็นสัตว์ร้ายตัวใหญ่และกลายร่างเป็นพระยายักษ์แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้อีกเช่นกัน
 
จนพระยามารโกรธและได้คิดวิธีที่จะฆ่าพระอุปคุต จึงได้แปลงกายเป็นพราหมณ์เข้าไปกราบพระอุปคุตและหวังจะจับเท้าพระอุปคุตฟาดกับพื้นให้มรณะไปเสีย แต่พระอุปคุตก็รู้ได้ด้วยญานจึงอธิษฐานจิตให้หมาเน่าแขวนที่คอของพระยามาร ไม่ว่าพระยามารจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถเอาหมาเน่าออกจากคอได้ พระยามารจึงได้ไปขอร้องให้ท้าวจตุโลกบาล พระอินทร์ และพระพรหมเอาออกให้ แต่ท่านทั้งสามก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย พระยามารจึงยอมแพ้แก่พระอุปคุต พระอุปคุตเห็นว่าพระยามารก็ได้ใจอ่อนลงแล้วจึงเอาหมาเน่าออกจากคอพระยามาร และใช้ผ้าจีวรผูกคอพระยามารไว้ที่เชิงเขาสิเนรุวราชเพื่อจะให้พระยามารได้กลับใจ
 
จนกระทั่งงานทำบุญดำเนินไปอย่างราบรื่นจนถึงวันสุดท้ายของวาระ 1 เดือนงานบุญก็สิ้นสุดลงแล้วพระอุปคุตจึงไปที่เชิงเขาสิเนรุวราชเพื่อปล่อยพระยามาร บังเอิญขณะนั้นพระยามารกำลังกล่าวโทษแก่ตนเองว่าตนเองเป็นผู้ที่ทำความชั่วไว้มาก ตั้งแต่แย่งชิงบัลลังก์ของพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ก็ไม่ได้ถือโทษอะไรเลย จนมาตอนนี้ก็ยังได้ทำบาปไว้กับพระสาวกของพระพุทธองค์อีก พระอุปคุตได้ยินดังนั้นจึงแน่ใจว่าพระยามารไม่มีจิตใจพยาบาทแล้ว จึงปล่อยพระยามารจากเชิงเขาสิเนรุวราช และได้สั่งสอนพระยามาร พระยามารจึงกลายเป็นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาในคราวต่อมา
 
และตามประวัตินี้ ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ โดยเฉพาะทางตอนเหนือของประเทศที่อยู่ติดกับเขตแดนประเทศพม่า จึงได้รับเอาวัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มชนชาวไทยใหญ่ซึ่งอาศัยอยู่ในตอนเหนือของประเทศ ที่มีตำนานความเป็นมาของพระอุปคุตอย่างละเอียด จัดงานทำบุญบูชาคุณไหว้พระอุปคุตตามความเชื่อ และนำต้นพระอุปคุตพร้อมทั้งสาวกของพระพุทธเจ้าอีก 7 รูป ทำพิธีลอยจองที่ท่าน้ำเพื่อให้แม่น้ำช่วยเป็นสักขีพยานในการทำบุญและเพื่อบูชาคุณของพระพุทธเจ้าพร้อมกับพระสาวกทั้งหลาย
ต้น(ปราสาท)พระอุปคุต กำลังลอยอยู่กลางน้ำแม่กก
วัดแม่อายหลวง โดย พระครูวิธานธรรมโสภณ , พ่อเฒ่าจองหม่อง ลายคำ คณะกรรมการ และคณะศรัทธาทุกนาม ซึ่งเป็นหมู่บ้านมีชาวไทยใหญ่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้รวบรวมประวัติความเป็นมาของพระอุปคุตและเหล่าสาวกอีก 7 รูป ได้ร่วมกันจัดงานทำบุญนี้ขึ้น โดยอาศัยการสนับสนุนจากศรัทธาสาธุชนทั่วไป ได้ร่วมบริจาคปัจจัยเพื่อสร้างต้นพระอุปคุตและพระสาวกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก 7 รูป รวมถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ทั้งหมด 9 ต้น โดยที่ในปีนี้ (พ.ศ.2550) ได้จัดเป็นปีที่ 12
 
โดยมีกำหนดการดังนี้
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เหนือ
05.00 น. ถวายข้าวซอมต่อหลวง 09.00 น. ถวายข้าวซอมต่อพระอุปคุต
วันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 เหนือ
09.00 น. อาราธนาพระอุปคุตจากวัดแม่อายหลวงไปศาลาท่าน้ำแม่กก บ้านท่าตอน
10.59 น. พิธีหลู่หมอก บูชาพระรัตนตรัย กั๋นตอครูบาอาจารย์ ข่ามศีล ถวายข้าวซอมต่อ ถวายไทยทาน ถวายภัตตาหารเพล และแจกข้าวห่อแก่ผู้ที่มาร่วมทำบุญ
13.00 น. พิธีจุดเทียนบูชา อาราธนาลอยจองพระอุปคุต
ลำดับจอง(ปราสาท)พระลาและพระอุปคุต 8 จอง รวม 9 จอง
1.เจ้าพระลา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
2.พระอุปคุต อยู่ทิศใต้ พระอยู่ในน้ำ เฒ่าแล้วไม่ตาย
3.พระสาระตัตถะ อยู่ทิศเหนือ พระอยู่ในน้ำ เฒ่าแล้วไม่ตาย
4.พระสักโกสาระ อยู่ทิศตะวันออก พระอยู่ในน้ำ เฒ่าแล้วไม่ตาย
5.พระเมธาระ อยู่ทิศตะวันตก พระอยู่ในน้ำ เฒ่าแล้วไม่ตาย
6.พระมหากัสสปะ อยู่เขาเหว่ยภาระ 7 ชั้น พระอยู่บนภูเขา ตายแล้วไม่เน่าเปื่อย
7.พระสุภาระ อยู่เขากุตตมะดันตู พระอยู่บนภูเขา ตายแล้วไม่เน่าเปื่อย
8.พระอุเบกขาระ อยู่เขามะกูละสัน พระอยู่บนภูเขา ตายแล้วไม่เน่าเปื่อย
9.พระธัมมะสาระ อยู่เขามะกุระ พระอยู่บนภูเขา ตายแล้วไม่เน่าเปื่อย
 
คำไหว้บูชาพระอุปคุต
1.ภันเต๋ อุปะกุ๊กตอ เถรอ สิระวันตัม ปะริธัมมัม รักขันตุ มะมะ ปะติ ธิยอ สาธุ ฯ
2.ภันเต๋ สาระสัตตะตอ เถรอ สิระวันตัม ปะริธัมมัม รักขันตุ มะมะ ปะติ ธิยอ สาธุ ฯ
3.ภันเต๋ สะกอสาระตอ เถรอ สิระวันตัม ปะริธัมมัม รักขันตุ มะมะ ปะติ ธิยอ สาธุ ฯ
4.ภันเต๋ เหม่ส่าระตอ เถรอ สิระวันตัม ปะริธัมมัม รักขันตุ มะมะ ปะติ ธิยอ สาธุ ฯ
5.ภันเต๋ กัสสะปะ เถรอ สิระวันตัม ปะริธัมมัม รักขันตุ มะมะ ปะติ ธิยอ สาธุฯ
6.ภันเต๋ สุภะระตอ เถรอ สิระวันตัม ปะริธัมมัม รักขันตุ มะมะ ปะติ ธิยอ สาธุ ฯ
7.ภันเต๋ อุเปกขารอ เถรอ สิระวันตัม ปะริธัมมัม รักขันตุ มะมะ ปะติ ธิยอ สาธุ ฯ
8.ภันเต๋ ธัมมะสาระตอ เถรอ สิระวันตัม ปะริธัมมัม รักขันตุ มะมะ ปะติ ธิยอ สาธุ ฯ
อานิสงส์ของการทำบุญบูชาพระอุปคุต
1.อุกจ่าเหลิ่งมาก มีทรัพย์สมบัติมาก
2.อาซากยาวยืน อายุยืนยาว
3.วันคืนฮ่างหลี มีผิวพรรณผ่องใส
4.คนผีอยู่เส่ คน ผี เทวดารักษา
5.จากสะเหร่พูงโต มีสง่าราศรี
6.เป๋นคนเอ๋นแฮง มีพละกำลังสมบูรณ์
7.วันแลงอะจ่ามอ่อง สำเร็จผลตามที่ต้องการ
8.ญ่านป่องผายไพ มีสติปัญญาดี
9.วันยามลาภสู่ เจริญด้วยลาภสักการะ
10.ลูกหมู่ข้อนเกิน มีบริวารมาก
11.เงินคำหนำเหลิ่ง เงินทองมีมาก
12.โหล่เปิ๋งสังก็ไหล้ คิดอะไรก็สมปรารถนา
HOME
ขบวนแห่ปราสาทพระอุปคุต จากวัดแม่อายหลวงสู่แม่น้ำกก มีรถมาร่วมขบวนกว่า 30 คัน