การออกแบบสิ่งพิมพ์และการออกแบบแผ่นใส

 

หลักในการพิจารณาออกแบบสิ่งพิมพ์

                1.  วัตถุประสงค์ของงานพิมพ์  เป็นการกำหนดเป้าหมายว่า  เป็นสิ่งพิมพ์สำหรับบุคคลในลักษณะใด  เช่น  วัย  เพศ  ระดับการศึกษา  หรือเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีลักษณะใด  เช่น  เป็นหนังสือทางวิชาการ  เริงรมย์  สารคดี  เป็นต้น

                2.  รูปร่างองงานพิมพ์  โดยปกติสิ่งพิมพ์มักมีรูปร่างมาตรฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ดังนั้นการพิมพ์ให้มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าจึงไม่ทำให้กระดาษเสียเศษ  ซึ่งมีทั้งสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง  (Portrait)  และสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอน  (Landscape) 

กล่องข้อความ:                  3.  ตำแหน่งจุดแห่งความสนใจในงานพิมพ์  มักพบว่าผู้ออกแบบสิ่งพิมพ์จะให้ความสำคัญแก่ปกหน้าเป็นพิเศษกว่าส่วนอื่น  ทั้งนี้เพราะเป็นจุดดึงดูดสายตา  และสามารถสร้างความน่าสนในแก่ผู้ดูในกรณีที่มีการแข่งขันกับสิ่งพิมพ์อื่น ๆ สำหรับการจัดหน้าภายในหนังสือนั้นสมัยก่อนมักให้ความสำคัญหน้าขวามือ  หรือหน้าคี่  ได้แก่  1, 3, 5, 7  ไปตามลำดับแต่ในปัจจุบันจากผลการวิจัยพบว่าผู้อ่านให้ความสำคัญแก่หน้าหนังสือทางซ้ายเท่า ๆ กับหน้าขวา  ดังนั้นในการจัดหน้าจึงควรออกแบบตกแต่งให้มีความประณีตน่าสนใจเท่า ๆ กันและจากการวิจัยพบว่าผู้ดูจะมีความสนใจต่อตำแหน่งต่าง ๆ ของหน้าไม่เท่ากัน  โดยความสนใจจะมีมากบริเวณมุมบนซ้ายสำหรับหนังสือหน้าซ้าย  และมุมบนขวาสำหรับหนังสือหน้าขวา  จากนั้นความสนใจจะค่อย ๆ ลดลงตามลำดับเมื่อสายตาเลื่อนลงมาข้างล่างและน้อยที่สุดเมื่อใกล้บริเวณพับกลางของหนังสือ

 

 


 

 


          

การวางตำแหน่งของ ข้อความที่ต้องการเน้นควรอยู่บนเส้น  GOLDEN PROPORTION  จะสามารถเร้าความสนใจจากผู้ดูได้ดีที่สุด

Golden Proportion

 

 การจัดพื้นที่สำหรับการพิมพ์หน้าเดียว  นิยมจัดเว้นขอบด้านซ้ายและขวาให้แคบเท่ากันและให้ขอบด้านบนกว้างกว่าด้านข้างเล็กน้อยโดยให้ขอบด้านล่างมีความกว้างมากที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


4.                   ขนาดของกระดาษที่จะทำสิ่งพิมพ์  ขนาดของสิ่งพิมพ์ย่อมขึ้นอยู่กับขนาดของกระดาษเป็นสำคัญ  สำหรับประเทศไทยนิยมใช้กระดาษ  ขนาด  31 ´ 21  นิ้ว  โดยเรียกเป็นกระดาษ  ยก

 

 

 

ขนาดโดยประมาณ

ชื่อขนาด

31  ´  43  นิ้ว

21  ´  31  นิ้ว

15  ´  21  นิ้ว

ตัด  1

ตัด  2

ตัด  4

 

 

                5.  ศักยภาพของระบบการพิมพ์

                                5.1  การพิมพ์ระบบเลตเตอร์เพลส  ผลของการพิมพ์จะได้ลักษณะดังต่อไปนี้

                                                -  การพิมพ์พื้นที่ทึบ  (Solid)  หรือที่เรียกว่า  “พื้นตาย”  ของระบบนี้จะลงไปบนกระดาษที่ไม่เคลือบผิวมักแสดงให้เห็นลักษณะงานพิมพ์ที่พิมพ์ไม่ทั่วอยู่เสมอ

                                                -  หมึกจะหนาบริเวณขอบตัวอักษรและเม็ดสกรีน  และจะมีรอยแตกขรุขระตามตัวอักษร

                                                -  จะมีรอยนูนที่ด้านหลังของงานพิมพ์เนื่องจากแรงกดของแม่พิมพ์

                                5.2  การพิมพ์ระบบแม่พิมพ์ร่องลึก  ผลของการพิมพ์จะมีลักษณะดังนี้

                                                -  ถ้าขยายอักษรให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจะเห็นขอบของตัวอักษรมีรอยหยักคล้ายฟันเลื่อย

                                                -  ในการพิมพ์บนพื้นทึบอาจเกิดรอยสีขาวตามขอบของโพรงหมึกได้

                                                -  ถ้าใบปาดหมึกแตกเป็นรอยบิ่นแหว่ง  ทำให้ปาดหมึกได้ไม่หมด  เมื่อพิมพ์ออกมาจะเห็นเส้นหมึกบนงานพิมพ์ได้

                                5.3  การพิมพ์ระบบออฟเซต  การพิมพ์ระบบนี้ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือตัวอักษรพบว่าหมึกจะติดทั่วทั้งภาพอย่างสม่ำเสมอขอบภาพและขอบตัวอักษรจะมีความคมชัดโดยมีการอัดบี้ตามขอบภาพเหมือนการพิมพ์ระบบเลตเตอร์เพรส

                                5.4  การพิมพ์ระบบซิลคสกรีน  การพิมพ์ระบบนี้ปริมาณหมึกพิมพ์จะติดบนชิ้นงานมากกว่าการพิมพ์ด้วยระบบอื่น  จนสามารถสัมผัสได้

                                                -  เป็นการพิมพ์ซึ่งสามารถพิมพ์ได้บนวัสดุทุกชนิด  ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ  ไม้  แก้ว  โลหะ  หนัง  พลาสติก  ฯลฯ  และสามารถพิมพ์ได้บนชิ้นภาพทุกลักษณะไม่ว่าจะเป็นผิวเรียบ  ผิวโค้ง  และทรงกลม  เช่น  ขวด  แก้ว  ฯลฯ

                ดังนั้น ผู้ออกแบบสิ่งพิมพ์จึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจต่อลักษณะของการพิมพ์แต่ละระบบอย่างลึกซึ้ง  เพื่อจะได้เลือกระบบการพิมพ์ให้ตรงกับความต้องการของงานพิมพ์  โดยมีหลักในการพิจารณาดังนี้

                                1.  สิ่งพิมพ์ที่เหมาะสมกับการพิมพ์ระบบเลตเตอร์เพรส

                                                -  มีจำนวนในการพิมพ์ไม่เกิน  2,000  ชุด

                                                -  ไม่ต้องการคุณภาพงานที่สูงมาก

                                                -  มีภาพประกอบน้อย

                                                -  ไม่ควรเป็นงานพิมพ์หลายสี

                                                -  มีงบประมาณในการพิมพ์น้อย

                                2.  สิ่งพิมพ์ที่เหมาะกับการพิมพ์ระบบออฟเซต

                                                -  ควรมีจำนวนการพิมพ์เกิน  2,000  ชุดขึ้นไป

                                                -  มีภาพประกอบมาก

                                                -  ต้องการความรวดเร็วในการพิมพ์

                                                -  ต้องการพิมพ์หลายสี

                                3.  สิ่งพิมพ์ที่เหมาะสมกับการพิมพ์ระบบร่องลึก

                                                -  ควรมีจำนวนการพิมพ์มากกว่า  5,000  ชุด

                                                -  เป็นการพิมพ์บนกระดาษพลาสติกหรือฟอยด์

                                                -  ต้องการรายละเอียดของภาพสูง

 

ขั้นตอนในการออกแบบสิ่งพิมพ์

                1.  การทำต้นฉบับ  (Manuscript หรือ Copy)  เป็นผลงานของผู้แต่ง  หรือผู้เขียนในต้นฉบับ  ประกอบด้วยหัวเรื่อง  เนื้อเรื่อง  และอาจมีภาพตารางแผนภูมิ  (Chart)  หรือแผนภาพ  (Diagram)  ประกอบเรื่องด้วยก็ได้  ต้นฉบับควรใช้กระดาษหน้าเดียวจะเขียนด้วยลายมือก้ได้แต่ต้องเขียนให้เรียบร้อยอ่านง่าย

                2.  การทำต้นแบบร่าง  (Dummy)  นิยมเรียกกันว่าทำ  “ดัมมี่”  ซึ่งหมายถึงการจัดหน้าของสิ่งพิมพ์ทั้งฉบับมีลักษณะเหมือนการจำลองสิ่งพิมพ์ทั้งเล่มเพื่อใช้ในการกำหนดจำนวนหน้าในสิ่งพิมพ์นั้น ๆ  ในทางปฏิบัติเมื่อผู้ออกแบบสิ่งพิมพ์ได้รับเนื้อหาต้นฉบับมาครบเรียบร้อยแล้วก็จะคำนวฯว่า  เนื้อหาจากต้นฉบับทั้งหมดเมื่อนำมาพิมพ์เป็นหนังสือทั้งเล่มจะได้จำนวนหน้าทั้งสิ้นกี่หน้าซึ่งจะทำให้ผู้ออกแบบได้ทราบต่อไปว่าจะต้องใช้กระดาษจำนวนกี่ยกต่อเล่ม

                3.  การกำหนดตำแหน่งพื้นที่หน้าพิมพ์หรือการจัดหน้าพิมพ์  (Layout)  นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า  “เลย์เอาท์”  หมายถึงการกำหนดพื้นที่ของสิ่งพิมพ์ในแต่ละหน้าว่าจะประกอบด้วยอะไรบ้าง  โดยอาจเป็นตัวอักษร  ภาพประกอบ  ว่าควรจะอยู่ในตำแหน่งบริเวณใด  จึงจะเกิดความเหมาะสม  งดงามตามหลักองค์ประกอบศิลป์และสามารถเร้าความสนใจจากผู้ดูสิ่งพิมพ์บางอย่างเช่น  ตำราซึ่งมีแต่ตัวพิมพ์ล้วน ๆ ไม่มีภาพประกอบเมื่อผ่านขั้นตอนการทำต้นแบบร่าง  (Dummy)  ผู้พิมพ์ก็สามารถดำเนินการจัดพิมพ์ได้ตามวัตถุประสงค์  แต่สิ่งพิมพ์บางอย่างเช่น  นิตยสาร  แผ่นพับ  จุลสาร  อนุสาร  ฯลฯ  ซึ่งล้วนแต่มีอักษณลักษณะพิเศษและภาพประกอบมีความต้องการให้เป็นสิ่งพิมพ์ที่งดงาม  สะดุดตา  ต้องมีการจัดหน้าหรือเลย์เอาท์  ในทางปฏิบัติหลังจากที่ผู้ออกแบบทำต้นแบบร่างหรือดัมมี่แล้วจะนำดัมมี่นั้นมาจัดทำเลย์เอาท์ทีละหน้า

                                ภาพร่าง  (Sketch)  จะใช้วิธีเสก็ตซ์ไปบนหน้าสิ่งพิมพ์แบบคร่าว ๆ เช่น  ลากเส้นขยุกขยิกแทนภาพ  ใช้ดินสอแรเงาเป็นผันปลาแทนตัวอักษร  ในขั้นภาพร่างนี้เรื่องที่สำคัญกว่าความละเอียดของภาพคือเรื่องสัดส่วน  ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของรูปภาพและขนาดตัวอักษร

                                รูปแบบสำเร็จ  (Finished Layout)  เป็นการทำเลย์เอาท์ขั้นละเอียดมากกว่าภาพร่างแต่ก็ยังไม่ละเอียดที่สุดในขั้นนี้มีการออกแบบตัวอักษรที่พาดหัวเห็นชัดทั้งรูปแบบ  สไตล์และขนาด  สำหรับภาพก็ไม่ใช้เส้นขยุกขยิกแสดงสัดส่วนของภาพเท่านั้น  แต่เป็นการแสดงภาพซึ่งอาจจะเป็นภาพวาด  ภาพถ่ายก็ได้เหมือนกัน  ขนาดของตัวอักษรตลอดจนกรอบเนื้อเรื่องก็จะกำหนดอย่างถูกต้อง

                                -  รูปแบบสมบูรณ์  (Comprehensives)  เป็นการออกแบบพื้นที่ที่ละเอียดกว่าขั้นที่  เพราะต้องการนำเสนอเพื่อพิจารณารายละเอียดที่สมบูรณ์ในขั้นนี้ตัวอักษรหรือภาพต้องมีลักษณะเหมือนจริงทุกประการ  หากเป็นภาพถ่ายก็จะถูกปะไว้ในจุดที่เป็นจริง  ตัวอักษรก็จะต้องทำให้เห็นถึงขนาดเนื้อที่ที่ถูกต้อง  ซึ่งถ้าไม่พิมพ์ให้เหมือนจริงก็ต้องลากเส้นคู่  แสดงขนาดตัวอักษรให้แน่นอน

 

                รูปแบบของการจัด  Layout

                เมื่อทำดัมมี่ของสิ่งพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว  ก็มาถึงขั้นตอนการทำ  เลย์เอาท์  ซึ่งสามารถเลือกรูปแบบได้หลายลักษณะดังนี้

 

1.  รูปแบบแถบ  (BAND LAYOUT)  เป็นการวางองค์ประกอบอันได้แก่รูปภาพและ

ข้อความในลักษณะเป็นแถบตามแนวตั้งชิดขอบภาพด้านในด้านหนึ่งการวาง  เลย์เอาท์ลักษณะนี้จะเกิดบริเวณพื้นที่ว่างและเน้นให้มีความสะดุดตาน่าสนใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       2.  รูปแบบแกน  (AXIAL LAY OUT)  องค์ประกอบภาพจะมีลักษณะเป็นแกนตรงกลางในแนวตั้งโดยอาจมีแกนแนววางประกอบอยู่ด้วยได้บ้างเล็กน้อย

 

 

 

 

 

 

 

 


       3.  รูปแบบตัวที  (T SHAPE LAY OUT)  เป็นการวางองค์ประกอบในลักษณะตัวทีของอักษรโรมัน  (T)  ซึ่งภาพจะมีลักษณะเป็นสมดุล

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       4.  รูปแบบตัวแอล  (L SHAPE LAYOUT)  เป็นการวางองค์ประกอบให้มีลักษณะเป็นรูปตัวแอล  (L)  ซึ่งจะทำให้ลักษณะภาพไม่เท่ากันจนเกินไปและเกิดความน่าสนใจให้แก่ผู้ดู

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       5.  รูปแบบตัว  แซด  (Z SHAPE  LAYOUT)  และ  เอส  (S SHAPE LAYOUT)  เป็นการจัดให้เส้นแกนหลักมีรูปคล้ายตัวแซด  (Z หรือตัว S)  ซึ่งจะทำให้ดูมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       6.  รูปแบบตารางหรือแบบมอนเครียน  (MONDRIAN LAYOUT)  เป็นการวางองค์ประกอบในลักษณะตารางย่อย ๆ โดยมีขนาดที่แตกต่างกันในภาพ

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       7.  รูปแบบหน้าต่าง  (PICTURE WINDOW LAYOUT)  เป็นการจัดวางรูปภาพให้อยู่ในกรอบช่องสี่เหลี่ยมคล้ายช่องหน้าต่าง

 

 

 

 

 

 

 


       8.  รูปแบบกรอบภาพ  (FRAME LAYOUT)  เป็นการสร้างกรอบภาพล้อมรูปภาพและข้อความภายในเพื่อบีบสายตาผู้ดูให้พุ่งเข้าไปที่กรอบภาพนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 


       9.  รูปแบบจุด  (SPOT LAYOUT)  เป็นการวางรูปภาพให้มีลักษณะเป็นจุดลอยกลางพื้นภาพและใช้ข้อความจำนวนน้อยมากเพื่อให้ภาพแลดูเด่นชัด

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       10.  รูปแบบเน้นรายละเอียดของข้อความมากกว่ารูปภาพ  (COPY HEAVYLAYOUT)  เป็นการวางองค์ประกอบโดยเน้นข้อความมากกว่ารูปาภาพ

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       11.  รูปแบบเน้นตัวอักษร  (TYPE LAYOUT)  เป็นการนำตัวอักษรที่มีลักษณะและขนาดต่างกันมาจัดวางอย่างเหมาะสมตามหลักองค์ประกอบศิลป์

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       วิธีเสริมคุณค่าให้แก่งานออกแบบสิ่งพิมพ์โดยใช้หลักองค์ประกอบศิลป์

        1.  ส่วนสัด  (PROPORTION)  ไม่ควรใช้สัดส่วนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส  หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ขนาด  1:2  เพราะจะดูไม่น่าสนใจ  อาจจะเลือก  1:3, 2:3, 3:5  หรือ  5:8  จะดูส่วยงามและน่าสนใจกว่า

        การจัดองค์ประกอบของภาพหรือหน้าให้มีส่วนสัดต่าง ๆ กัน  จะเรียกความสนใจและดูแปลกตากว่าการให้มีส่วนสัดที่ใกล้เคียงหรือเท่ากันไปหมด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       2.  ความสมดุล  (BALANCE)

 

 

 

 

 

 

 


.

       3.  ความแตกต่าง  (CONTRAST)

                3.1  ความแตกต่างโดยขนาด

 

 

 

 

 

 

 


             

 

 

 

3.2  ความแตกต่างด้วยรูปร่าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


              3.3  ความแตกต่างด้วยน้ำหนักของสีในภาพ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                3.4  ความแตกต่างด้วยทิศทาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       4.  จังหวะ  (RHYTHM)

              4.1  การกำหนดให้มีองค์ประกอบที่มีรูปแบบเดียวกันเรียงในตำแหน่งที่ต่างกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


              4.2  การใช้เส้นนำเรื่อง  ทำให้เกิด  RHYTHM

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       5.  เอกภาพ  (UNITY)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       6.  ความผสมผสานกลมกลืน  (HARMONY)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       7.  การจัดรูปร่าง  (OUTLINE - SHAPE)

       องค์ประกอบของภาพหากจัดให้เป็นบล็อกสี่เหลี่ยมหรือรูปทรงใดรูปทรงหนึ่งที่ชัดเจนเกินไป  จะทำให้ความน่าสนใจน้อยแต่อย่างไรก็ตามการออกแบบต้องคำนึงถึงเส้นกรอบของภาพในแต่ละด้านซึ่งมีทั้งหมด  ด้าน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


       4.  การตกแต่งต้นฉบับที่สมบูรณ์  (ART WORK)  มักจะเรียกกันโดยทั่วไปว่างาน  “ARTWORK”  นับว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการออกแบบสิ่งพิมพ์โดยใช้วัสดุจริงจากรูปแบบที่ได้กำหนด  ไว้ในขั้นตอนการทำ  LAYOUT  ลงบนกระดาษต้นฉบับ  ซึ่งนิยมใช้กระดาษกราฟสีเขียวขนาดเท่ากับชิ้นภาพที่จะพิมพ์จริง  เหตุผลที่นักออกแบบนิยมใช้กระดาษชนิดนี้เนื่องจากเส้นกราฟจะช่วยให้สะดวกต่อการปะติดตัวอักษรและภาพประกอบให้ได้ระดับและเป็นมุมฉาก  เมื่อนำต้นฉบับไปถ่ายฟิล์มเส้นกราฟนี้จะไม่ติดบนแผ่นฟิล์มด้วย

                งาน  ART WORK  เป็นงานที่เกี่ยวกับตัวอักษรในงานพิมพ์ตัวอักษรประดิษฐ์เครื่องหมายและสัญลักษณ์  ภาพประกอบแผนภูมิ  แผนสถิติและแผนภาพ  การจัดองค์ประกอบศิลป์และทฤษฎีสี  ดังนั้นผู้ที่ทำงาน  ART WORK  จึงต้องศึกษาหาความรู้จากสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

                                1.  ตัวอักษรในงานพิมพ์

                                ตัวพิมพ์แบบหนึ่ง ๆ อาจแตกแขนงไปได้หลาย ๆ แบบ  มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ลักษณะของแบบตัวพิมพ์นั้น ๆ ในการนำหัวพิมพ์หรือตัวอักษรมาตกแต่งต้นฉบับเพื่อให้เกิดแระสิทธิผลตามวัตถุประสงค์  ผู้ออกแบบจะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบในการออกแบบตัวอักษร  ประการนี้

                                     1.1  ขนาดของตัวอักษร  (TYPESIZE)

                                             หมายถึงสัดส่วนตามโครงสร้างของตัวอักษรได้แก่ความสูงและความกว้างของตัวอักษร

 

                                ขนาดความสูงของตัวอักษรในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษจะนิยมใช้ระบบพอยท์ 

(POINTSIZE)  โดยสามารถเปรียบเทียบกับมาตราวัดเป็นนิ้วและเซนติเมตรได้ดังนี้

                                72  พอยท์  เท่ากับ  นิ้ว  หรือ  2.543  เซนติเมตร

                                12  พอยท์  เท่ากับ  ไพกา  หรือ  .423  เซนติเมตร

                                6  ไพกา  เท่ากับ  นิ้ว  หรือ  2.543  เซนติเมตร

                                สำหรับความกว้างของตัวอักษรนิยมใช้หน่วยเป็นไพกา  (PICA)  ตัวอย่างเช่น  ตัวอักษรสูง  36  พอยท์  กว้าง  ไพกา  ตัวอักษรนี้จะสูงเท่ากับ  36/72  นิ้ว  หรือเท่ากับ  1/2  นิ้ว  และกว้างเท่ากับ  24/72 นิ้ว  หรือเท่ากับ  1/3  นิ้ว

                การกำหนดขนาดของอักษรในสิ่งพิมพ์มีข้อพิจารณาดังนี้

                                -  หนังสือสำหรับอนุบาลหรือต่ำกว่าประถมศึกษาควรมรขนาด  30  พอยท์  ขึ้นไป

                                -  ชั้น  . 1 – . 2  ใช้อักษร  24 – 32  พอยท์  โดยประมาณ

                                -  ชั้น  . 3 – . 4  ใช้อักษร  18 – 24  พอยท์  โดยประมาณ

                                -  ชั้น  . 5 – . 6  ใช้อักษร  16 – 18  พอทย์  โดยประมาณ

                                -  มัธยมศึกษาปีที่  1 – 6  ใช้อักษร  16  พอทย์ 

                                -  หนังสือตำราทางวิชาการสาขาต่าง ๆ ใช้อักษร  14 – 16  พอยท์

                                1.2  การจัดระยะของตัวอักษร  (TYPESPACING)

                                      การจัดระยะหรือการจัดช่องไฟของตัวอักษรมี  ลักษณะ  ได้แก่

                                      1.  การจัดระยะระหว่างตัวอักษรแต่ละตัวเป็นการวางตัวอักษรแต่ละตัวเพื่อรวมเป็นคำได้อย่างเหมาะสมไม่ถี่หรือห่างจนเกินไป  ในการจัดระยะตัวอักษรนั้น  ไม่นิยมใช้การจัดโดยเครื่องมือเพราะระยะห่างของตัวอักษรบางตัวไม่ได้มีลักษณะเป็นแท่งเหลี่ยมแต่จะมีช่องว่างในส่วนล่างหรือส่วนบนเช่น  ตัว                ฯลฯ  ซึ่งจะทำให้ระยะระหว่างตัวอักษรดูห่างเกินไป

                                     ดังนั้นผู้ออกแบบจึงควรจัดระยะระหว่างตัวอักษรโดยใช้สายตาซึ่งทำให้สามารถยืดหยุ่นระยะระหว่างตัวอักษรที่มีหัวได้ระยะที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

                                     ตัวอักษรภาษาไทยจำแนกขนาดความกว้างของตัวอักษรได้  กลุ่ม

                                      -  กลุ่มที่มีความกว้างปกติ  เช่น  ก บ      เป็นต้น

                                     -  กลุ่มที่มีความกว้างมากกว่าปกติ  (ประมาณ  11/2  ของตัวปกติเช่น          เป็นต้น

                                     -  กลุ่มที่มีความกว้างน้อยกว่าปกติ  (ประมาณ  1/2  ของตัวอักษรปกติเช่น          เป็นต้น

                                สำหรับตัวอักษรภาษาอังกฤษก็จะพบปัญหาในลักษณะเดียวกันดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดจึงควรใช้การจัดโดยสายตามากกว่าการจัดด้วยเครื่องมือ

                                การจัดระยะระหว่างประโยคต่อประโยคควรจัดห่างเท่ากับความกว้างของตัวอักษร 

ตัว

                               

1.3  รูปแบบของตัวอักษร  (TYPESTYLE)

                                ตัวอักษรแต่ละแบบย่อมมีลักษณะโครงสร้างเฉพาะของตัวและมีอิทธิพลต่อการรักรู้ของผู้ดูในลักษณะที่แตกต่างกัน  ผู้ออกแบบจำเป็นต้องศึกษาลักษณะของรูปแบบและเลือกนำมาใช้ให้เหมาะกับงานออกแบบ

                               

รูปแบบของตัวอักษรไทยแบ่งออกได้เป็น  รูปแบบได้แก่

                                1.  แบบตัวมาตรฐานหรือตัวพิมพ์  ตัวอักษรที่มี่เส้นเท่ากัน  ตัวอักษรแบบฝรั่งเศส  ตัวแซ  หรือตัวหัวบอด  ตัวเขียน

                                2.  แบบตัวประดิษฐ์เป็นตัวอักษรที่ผู้ออกแบบสร้างสรรค์ขึ้นเฉพาะข้อความสั้น ๆ เช่น  หัวเรื่อง  มีลักษณะงดงามและสอดคล้องกับเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอ  โดยมีทั้งตัวประดิษฐ์แบบเส้นหนา  และ  แบบเส้นบาง

                                รูปแบบของตัวอักษรภาษาอังกฤษ  แบ่งออกได้เป็น  รูปแบบได้แก่

                                1.  แบบโรมัน  (Roman)  หรือแบบมีเชิง

 

 

 

 

                                2.  แบบโกธิค  (Gothic)  หรือแบบไม่มีเชิง

 

 

 

 

                                3.  แบบตัวเขียน  (Script)  เขียนแบบอิสระด้วยปากกา

 

 

 

 

 


                                4.  แบบตัวประดิษฐ์  เป็นอักษรที่สร้างขึ้นพิเศษสำหรับใช้เป็นหัวเรื่อง  เพื่อเร้าความสนใจจากผู้ดู

 

 

 

 

 

 


                                1.4  ลักษณะของตัวอักษร  (TYPECHARACTER) 

                                ตัวอักษรภาษาอังกฤษนั้นถึงแม้ว่าจะมีรูปแบบเดียวกัน  แต่ยังมีความแตกต่างในลักษณะ  ของความหนา  บาง  ความกว้าง  แคบ  และทิศทางของตัวอักษร  จึงทำให้เกิดตัวอักษรในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

 

                                                -  ตัวหนา

 

                                                -  ตัวบาง

 

                                                -  ตัวแสดงเฉพาะขอบ

 

                                                -  ตัวเอียง

 

                                                -  ตัวที่มีความแคบพิเศษ    

 

                                                -  ตัวที่มีความกว้างพิเศษ

 

                                2.  เครื่องหมายและสัญลักษณ์

                                เครื่องหมาย  (MARK, SIGN)  และสัญลักษณ์  (SYMBOLS)  นับได้ว่ามีความเกี่ยวพันกับการสื่อความหมายและการแสดงออกของมนุษย์มาเป็สเวลาช้านานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน  เครื่องหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้แทนสภาพของจริง  ในการสื่อความหมายระหว่างมนุษย์ด้วยกันในลักษณะรูปภาพโดยการรับรู้จากประสบการณ์ร่วมกัน  ในที่สุดก็เป็นจุดเริ่มต้นของภาษา

                                รูปแบบเครื่องหมายและสัญลักษณ์ สามารถนำเสนอได้หลายรูปแบบดังต่อไปนี้

                                1.  การใช้รูปภาพเป็นสัญลักษณ์  (PICTORIAL)  คือการนำภาพวัตถุต่าง ๆ มาใช้เป็นตัวแทนภาพสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียวล้วน ๆ โดยไม่มีการนำตัวอักษรมาประกอบเช่นภาพ  ครุฑ  เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์

                                2.  การใช้ตัวอักษรเป็นสัญลักษณ์  (LOGO)  แบบนี้ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน  เนื่องจากสามารถดัดแปลงให้เป็นสัญลักษณ์ที่ลดงามและน่าสนใจได้มากกว่าการใช้รูปภาพซึ่งกระทำได้  ลักษณะ  ได้แก่

                                                การใช้ตัวอักษรตัวเดียวเป็นสัญลักษณ์

                                                -  การใช้ตัวอักษรหลาย ๆ ตัวเป็นสัญลักษณ์

                                3.  การใช้รูปภาพและตัวอักษรผสมกัน  เป็นการออกแบบโดยใช้ทั้งภาพและตัวอักษรผสมกัน  เพื่อให้เกิดความงามและสามารถสื่อความหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

                3.  ภาพประกอบ  (ILLUSTRATION)

                ภาพประกอบเป็นองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบสิ่งพิมพ์  ผู้ออกแบบสามารถสร้างประกอบได้หลายกรรมวิธี  โดยจำแนกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้

                                3.1  ภาพเหมือนจริง  เป็นภาพ  วัตถุ  คน  สัตว์  พืช  ฯลฯ  ซึ่งมีรายละเอียดตลอดจนแสงเวาเหมือนกับภาพที่ตามองเห็นภาพลักษณะนี้อาจเป็นภาพถ่าย  (PHOTOGRAPHY)  หรือการวาดภาพและระบายสี  (DRAWING & PAINTING)  ภาพเหมือนจริงนี้สามารถให้ข้อเท็จจริงแก่ผู้ดูได้ดีกว่าภาพในลักษณะอื่นๆ

                                3.2  ภาพกึ่งสัญลักษณ์  เป็นภาพซึ่งได้ดัดแปลงหรือตัดทอนรายละเอียดจากภาพเหมือนจริงซึ่งจะสร้างความรู้สึกที่แปลกใหม่และน่าสนใจแก่ผู้พบเห็น  โดยที่ผู้ดูสามารถรับรู้ได้ว่าเป็นภาพอะไร  เช่น  ภาพการ์ตูน  ภาพวาดแบบ  Abstract  เป็นต้น

                                3.3  ภาพสัญลักษณ์  เป็นภาพในลักษณะนามธรรม  เช่น  รูปเรขาคณิตมาใช้ในกานำเสนอ  เนื้อหาเพื่อให้เกิดการรับรู้ร่วมกัน  หรือการแสดงระบบการทำงานตลอดจนโครงสร้าง  ขององค์กรต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น  การใช้สัญลักษณ์ในแผงวงจรไฟฟ้า  กราฟ  แสดงปริมาณผลผลิตในแต่ละปี  เป็นต้น

 

การออกแบบแผ่นใส

               

การออกแบบแผ่นภาพโปร่งใส  มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการผลิตแผ่นภาพโปร่งใสทุกประเภท  การออกแบบที่ดีย่อมจะทำให้แผ่นภาพโปร่งใสมีคุณภาพดีไปด้วย  ผู้สอนเป็นจำนวนมากมักจะมีความรู้สึกว่าตนไม่สามารถออกแบบแผ่นภาพโปร่งใสได้  นั่นเป็นความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องนัก  ความจริงแล้วผู้สอนทุกคนมีความสามารถในการออกแบบแผ่นใสที่แตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์  ที่ว่าไม่มีความสามารถดังกล่าวนั้นน่าจะหมายถึงความสามารถในเชิงศิลปะมากกว่า  ซึ่งเป็นไม่เป็นจริงสำหรับในปัจจุบันนี้  เพราะมีเครื่องมือช่วยในการทำงานด้านศิลปะสำหรับผู้ขาดทักษะในด้านนี้อยู่มากมายที่อาจจะนำมาใช้ได้  ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเขียนตัวอักษรหรือการวาดภาพ

                คำว่า  “การออกแบบ”  ในที่นี้  หมายถึงการวางแผนการสื่อความหมายให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ผู้ออกแบบเพียงแต่แสดงแนวความคิดที่ต้องการสื่อความหมายลงบนกระดาษเขียนโครงร่าง  (lay - out)  หลังจากนั้นอาจจะมอบหมายให้ผู้ที่มีทักษะทางด้านศิลปะเขียนตัวอีกษรและวาดภาพให้  หรือผู้ออกแบบอาจจะดำเนินการวาดภาพและเขียนตัวอักษรเองโดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่มากมายหลายชนิดช่วย  สิ่งจำเป็นที่ผู้ออกแบบควรจะทราบเป็นเบื้องต้น  คือ  หลักเบื้องต้นในการผลิตภาพโปร่งใสและวิธีการผลิตแผ่นภาพโปร่งใสชนิดต่าง ๆ ตามความจำเป็น

 

องค์ประกอบการออกแบบแผ่นภาพโปร่งใส

                การออกแบบแผ่นภาพโปร่งใสเป็นการผสมผสานองค์ประกอบ  องค์ประกอบเข้าด้วยกัน  คือ

                1.  ความรู้ในเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวข้อง

                2.  ความเข้าใจในหลักเทคโนโลยีทางการศึกษา

                3.  ความสามารถในเชิงศิลปะ  ทั้งการเขียนตัวอักษรและการจัดทำภาพประกอบ

                ถ้าสามารถผสมผสานองค์ประกอบทั้ง  นี้  เข้าด้วยกันได้อย่าเหมาะสมก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายในการทำแผ่นภาพโปร่งใสที่มีคุณภาพ

                ความรู้ในเนื้อหาวิชา  ก็คือ  ความรู้ที่เป็นไปตามข้อกำหนดในหลักสูตร  ผู้ที่มีความรู้ในเนื้อหาวิชาใด  ก็คือ  ผู้ที่สอนเนื้อหาวิชานั้น  หรือผู้ที่ศึกษามาในเนื้อหานั้นโดยเฉพาะ

                ความเข้าใจในหลักเทคโนโลยีทางการศึกษา  จะช่วยให้การนำเอาเนื้อหาวิชามาจัดระบบการนำเสนอที่เหมาะสม  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบบ  ขนาดรูปภาพหรือตัวอักษร  สีสัน  และการจัดข้อความ  ทั้งนี้เพื่อการสื่อความหมายที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ตลอดจนรูปแบบของแผ่นภาพโปร่งใส

                องค์ประกอบที่เกี่ยวกับความสามารถทางศิลปะก็จะช่วยทำให้การออกแบบตามแนวของหลักเทคโนโลยีทางการศึกษาบรรลุผล  เป็นความรู้  ความสามารถ  และทักษะในการเขียนตัวอักษร  การจัดทำภาพประกอบ  และการจัดองค์ประกอบของภาพให้มีรูปแบบสีสันที่ถูกต้องและเหมาะสมและ

สวยงาม

 

 

 

 

หลักการออกแบบแผ่นภาพโปร่งใส

                ดังที่กล่าวมาแล้วว่าการออกแบบแผ่นภาพโปร่งใสจะต้องอาศัยการผสมผสานขององค์ประกอบที่เกี่ยวกับความรู้เนื้อหาวิชา  ความเข้าใจหลักเทคโนโลยีทางการศึกษา  และความสามารถเชิงศิลปะการออกแบบแผ่นภาพโปร่งใสสำหรับเนื้อหาวิชาใดก็ตามจะต้องเป็นไปตามหลักการออกแบบ  ดังจะกล่าวต่อไปนี้

                หลักการออกแบบทั่วไป  แผ่นภาพโปร่งใสควรออกแบบดังนี้

                1.  แผ่นภาพโปร่งใสแต่ละแผ่นไม่ควรจะมีเนื้อหามากเกินไป  แผ่นหนึ่ง ๆ ควรจะมีเพียงแนวความคิดเดียว  ยกเว้นเพื่อจุดมุ่งหมายการเปรียบเทียบ

                2.  แผ่นภาพโปร่งใสที่มีเนื้อหาที่ซับซ้อนมาก  ควรจะทำเป็นแผ่นภาพโปร่งใสแยกเป็นหลาย ๆ แผ่นมิฉะนั้นจะทำให้ผู้ดูสับสนได้

                3.  การออกแบบควรจะออกแบบให้ง่าย  รูปภาพ  ตัวอักษร  หรือสัญลักษณ์  ควรให้มีปรากฏเฉพาะที่มีความจำเป็นเพื่อการสื่อความหมายจริง ๆ เท่นั้น

                4.  เลือกรูปแบบของแผ่นภาพโปร่งใสที่เหมาะสมกับการสื่อความหมาย  จะทำเป็นแผ่นภาพโปร่งใสแผ่นเดียว  แผ่นภาพโปร่งใสแบบซ้อน  แผ่นภาพโปร่งใสแบบเลื่อน  หรือแผ่นภาพโปร่งใสแบบเคลื่อนที่จะต้องกำหนดให้แน่ชัดตามผลจากการวิเคราะห์หาความเหมาะสม

                5.  เลือกวิธีการผลิต  การที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการผลิตแบบใดนั้นจะต้องพิจารณาองค์ประกอบที่เกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตที่มีในสถานที่นั้น ๆ ความสามารถในากรผลิตของบุคลากรและงบแระมาณที่จะใช้จ่ายในกระบวนการผลิตทั้งหมดโดยจะต้องประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนเมื่อเทียบกับผลที่จะได้จากการใช้ที่จะตามมา

                หลักการออกแบบโครงร่าง  การออกแบบต้นแบบจะเริ่มต้นด้วยการเขียนโครงร่าง  (lay out)  ของแผ่นภาพโปร่งใสตามมโนทัศน์ที่กำหนดไว้  โดยการตีความเนื้อหานั้น ๆ ออกมาเป็นรูปภาพ  ตัวอักษรและหรือ  สัญลักษณ์  ในลักษณะที่จะทำให้สื่อความหมายได้อย่างรวดเร็ว  ชัดเจน  และดึงดูดใจมากที่สุดสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้

 

               

 

 


                กระดาษที่ใช้เขียนโครงร่างอาจจะใช้กระดาษสำเนาหรือกระดาษพิมพ์  ขนาดสั้น  หรือ  A4  โดยเขียนเส้นขอบเขตด้วยดินสอ  ขนาด  7 ½  ´ 9 ½   นิ้ว  แล้วร่างแบบเท่าขนาดแผ่นภาพโปร่งใสจริง  ร่างแบบคร่าว ๆ โดยให้ข้อความที่สำคัญอยู่ในเนื้อที่ตอนกลางห่างจากขอบด้านละ  ¼  นิ้ว  เพื่อป้องกันมิให้ขอบแท่นฉายบังเนื้อหา  ถ้าบังเอิญแผ่นภาพโปร่งใสไม่ตรงกลางแท่นฉาย  หรือภาพฉายล้นจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                การเขียนโครงร่างโดยใช้กระดาษขนาดเต็มแผ่นนี้  มีข้อดี  คือ

                1.  สามารถออกแบบรูปภาพ  ตัวอักษร  และสัญลักษณ์เท่าขนาดจริง  ไม่ต้องสับสนเกี่ยวกับการขยายแบบเมื่อทำจริง

                2.  สามารถใช้โครงร่างที่แก้ไขเรียบร้อยแล้ว  เป็นแบบทาบลอกลงบนแผ่นอาซีเตท  หรือกระดาษไขเขียนแบบได้เลย

                กระดาษเขียนโครงร่างดังกล่าวถ้ามีขนาดสัดส่วนและเส้นกราฟไว้ให้  จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ร่าง  สามารถร่างได้เท่าแบบจริง  ไม่ต้องย่อหรือขยาย  ซึ่งจะทำให้การวางแผนการเขียนรูปภาพและตัวอักษรทำได้เลยโดยอาศัยเส้นกราฟเป็นเส้นนำ

                การเขียนโครงร่างแบบเท่าแบบเป็นวิธีที่เหมาะกับผู้ที่จะผลิตแผ่นภาพโปร่งใสเอง  สำหรับอีกวิธีหนึ่ง  เป็นการเขียนโครงร่างแบบย่อส่วน  การเขียนแบบนี้เป็นการเขียนโครงร่างแนวความคิดที่ต้องการเพียงคร่าว ๆ เมื่อจะทำต้นแบบจริงจะต้องเขียนใหม่ให้สมบูรณ์  กรอบแบบที่ใช้เขียนจะมีสัดส่วนเดียวกับแผ่นภาพโปร่งใสจริง  ถ้าใช้กระดาษทั้งแผ่นทำก็จะมีที่ว่างสำหรับเขียนรายละเอียดการสั่งทำแผนภาพโปร่งใส  การอธิบายรายละเอียดของภาพเพิ่มเติม  และการสั่งงานอื่น ๆ ในกระบวนการผลิต

                โครงร่างแบบนี้ยังสามารถใช้สำหรับเขียนโครงร่างสื่อประเภทอื่นได้อีกด้วย  เช่น  แผนภูมิ  (Chart)  แผนภาพ  (diagram)  แผนสถิติ  (graph)  แผนที่  (map)  ภาพโปสเตอร์  (poster)  การ์ตูน  (cartoon)  และงานศิลปะอื่น ๆ

                ถ้าเป็นการเขียนโครงร่างแผ่นภาพโปร่งใสแบบซ้อน  อาจจะใช้วิธีแยกแผ่นภาพโปร่งใสหนึ่งสีแทนรูปภาพในแผ่นภาพโปร่งใสหนึ่งแผ่น  วิธีนี้อาจจะทำให้แยกส่วนของภาพที่ซ้อนกันยาก  อีกวิธีหนึ่งอาจจะทำโดยการตัดกระดาษโปร่งแสง  เช่น  กระดาษไขเขียนแบบ  หรือแผ่นอาซีเตทขนาดเท่ากรอบแบบมาติดด้านหนึ่งบนขอบแต่ละด้านของกระดาษเขียนโครงร่างด้วยเทปกาวซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ตามจำนวนของแผ่นภาพโปร่งใส  เมื่อวางซ้อนกันหมดหรือซ้อนกันเป็นชุด ๆ จะสามารถมองทะลุเห็นแผ่นล่างได้

                การเขียนร่างให้เขียนภาพและคำบรรยายแบบภาพสเก็ต  ถ้ามีรายละเอียดอธิบายเพิ่มเติมให้เขียนไว้ข้างล่างภาพ

                การเขียนโครงร่างในลักษณะนี้มีข้อดีคือ  ผู้ร่างไม่จำเป็นต้องทำต้นแบบ  หรือผลิตแผ่นภาพโปร่งใสเอง  เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตแผ่นภาพโปร่งใสตามสายงาน  มีการตรวจสอบและสั่งงานตามลำดับ

               

หลักการออกแบบต้นแบบแผ่นภาพโปร่งใส

                เมื่อการเขียนโครงร่างเรียบร้อยแล้ว  ก็เป็นการเตรียมต้นแบบแผ่นภาพโปร่งใส  ถ้าต้องการทำแผ่นภาพโปร่งใสจำนวนมากกว่า  แผ่น  หรือทำเป็นแบบสมบูรณ์  แต่ถ้าเป็นการทำแผ่นภาพโปร่งใสเพียงแผ่นเดียวด้วยวิธีตรงจะเป็นการทำลงบนแผ่นอาซีเตทเลย  ด้วยเครื่องเขียนและวัสดุช่วยการเขียนต่าง ๆ

                การทำต้นแบบแผ่นภาพโปร่งใส  อาจทำบนกระดาษอาร์ตหรือกระดาษไขเขียนแบบก็ได้  แต่การใช้กระดาาอาร์ตทำต้นแบบมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้วิธีการผลิตบางวิธีไม่ได้  จะต้องผลิตด้วยวิธีถ่ายทำสะท้อน  จะใช้วิธีฉายแสงผ่านไม่ได้  แต่ถ้าทำต้นแบบด้วยกระดาาไขเขียนแบบจะสามารถใช้วิธีการผลิตได้แทบทุกวิธี

 

 

 

 

 

 

 

 ×   แสดงการเขียนโครงร่างแผ่นภาพโปร่งใสแบบซ้อนขนาดเล็กกว่าแบบ

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การออกแบบต้นแบบแผ่นภาพโปร่งใส  มีหลักปฏิบัติดังนี้

                1.  ออกแบบให้รูปภาพ  ตัวอักษร  และสัญลักษณ์  อยู่ภายในกรอบ  ตามสัดส่วนของกรอบแผ่นภาพโปร่งใสมาตรฐาน  คือ  7 ½ ´ 9 ½  นิ้ว  เนื้อหาสำคัญของภาพจะต้องอยู่ภายในพื้นที่  7 ´ 9 นิ้ว                

 

2.  รูปภาพประกอบควรเลือกให้เหมาะสมกับวิธีการผลิตเพราะวิธีการผลติบางวิธีไม่สามารถผลิตภาพที่มีความตัดกันน้อย  เช่น  ภาพถ่ายโทนต่อเนื่องได้ดี

                3.  รูปภาพประกอบควรให้มีเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น  ภาพที่ไม่จำเป็นให้ตัดออกเสีย

                4.  รูปภาพไม่ควรมีขนาดเล็กเกินไป  ขนาดรูปภาพที่เล็กที่สุดไม่ควรต่ำกว่า  ¼ ของความสูงของต้นแบบตามแนวนอน  ต้นแบบแผ่นภาพโปร่งใสตามแนวนอนสูง  8 นิ้ว  (โดยประมาณดังนั้นรูปภาพที่เล็กที่สุดควรสูงอย่างน้อย  นิ้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงพื้นที่การออกแบบแผ่นภาพโปร่งใสมาตรฐาน

 


                5.  ตัวอักษรที่ใช้บนแผ่นโปร่งใสควรแบ่งระดับการเน้นความสำคัญให้เหมาะสม  เช่น  ถ้าเป็น  ตัวอักษรบอกชื่อเรื่องควรมีขนาดใหญ่กว่าตัวอักษรบรรยายภาพ

                6.  แบบตัวอักษรที่ใช้ควรเป็นแบบอ่านง่าย  ตัวอักษรประดิษฐ์ที่อ่านยากไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับแผ่นภาพโปร่งใสซึ่งต้องการความรวดเร็วในการสื่อความหมาย         

7.                           ขนาดตัวอักษรที่ใช้บนแผ่นภาพโปร่งใสควรมีขนาดพอเหมาะโดยถือเกณฑ์ตัวอักษรที่เล็กที่สุดที่ใช้ต้องสูงไม่น้อยกว่า  1/50  ของความสูงของต้นแบบในแนวนอน  ดังนั้น  จากต้นแบบแผ่นภาพโปร่งใสที่สูง  นิ้ว  (โดยประมาณควรใช้ตัวอักษรขนาดเล็กที่สุด  0.16  นิ้ว  หรือ  0.4  เซนติเมตร  เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนที่อยู่ไกลสุดสามารถอ่านตัวหนังสือได้ชัดเจน  จึงควรเขียนตัวอักษรขนาดเล็กสุดประมาณ  0.5  เซนติเมตร  ถ้าจะใช้ตัวอักษรขนาดเล็กกว่านี้ควรเขียนโดยใช้ปากกาเส้นหนายิ่งขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงขนาดตัวอักษรที่ใช้กับแผ่นภาพโปร่งใส


                8.  ไม่ควรใช้สีมากเกินไป  ควรเลือกใช้สีเฉพาะที่มีความจำเป็นเท่านั้น  เช่นใช้เพื่อแยกความแตกต่าง  ใช้เพื่อเน้นตรงบริเวณที่ต้องการ  เพื่อแสดงการจัดกลุ่ม  เป็นต้น

                9.  ควรจัดภาพให้เหมาะสมตามหลักศิลปะ  เช่น  จัดภาพให้มีสมดุล  จัดภาพให้มีช่องว่างพอเหมาะจัดภาพให้มีรูปทรงต่าง ๆ เป็นต้น

                10.  การออกแบบแผ่นภาพโปร่งใสแบบซ้อนต้องวางตำแหน่งแผ่นต้นแบบแต่ละแผ่นซ้อนให้ตรงกัน  โดยทำเครื่องหมายวางตำแหน่งบนมุมไม่น้อยกว่า  มุม  ให้ตรงกันทุกแผ่น  ตามตำแหน่งของภาพที่ซ้อน

 

 

 

 

 

 


  แผ่นภาพโปร่งใสแบบซ้อนควรทำเครื่องหมายวางตำแหน่ง

                                     

 คลิกเพื่อกลับ Menu