การออกแบบสิ่งพิมพ์และการออกแบบแผ่นใส
หลักในการพิจารณาออกแบบสิ่งพิมพ์
1. วัตถุประสงค์ของงานพิมพ์ เป็นการกำหนดเป้าหมายว่า เป็นสิ่งพิมพ์สำหรับบุคคลในลักษณะใด เช่น วัย เพศ ระดับการศึกษา หรือเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีลักษณะใด เช่น เป็นหนังสือทางวิชาการ เริงรมย์ สารคดี เป็นต้น
2. รูปร่างองงานพิมพ์ โดยปกติสิ่งพิมพ์มักมีรูปร่างมาตรฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ดังนั้นการพิมพ์ให้มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าจึงไม่ทำให้กระดาษเสียเศษ ซึ่งมีทั้งสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง (Portrait) และสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอน (Landscape)
3.
ตำแหน่งจุดแห่งความสนใจในงานพิมพ์ มักพบว่าผู้ออกแบบสิ่งพิมพ์จะให้ความสำคัญแก่ปกหน้าเป็นพิเศษกว่าส่วนอื่น ทั้งนี้เพราะเป็นจุดดึงดูดสายตา
และสามารถสร้างความน่าสนในแก่ผู้ดูในกรณีที่มีการแข่งขันกับสิ่งพิมพ์อื่น ๆ สำหรับการจัดหน้าภายในหนังสือนั้นสมัยก่อนมักให้ความสำคัญหน้าขวามือ หรือหน้าคี่ ได้แก่ 1, 3, 5, 7 ไปตามลำดับแต่ในปัจจุบันจากผลการวิจัยพบว่าผู้อ่านให้ความสำคัญแก่หน้าหนังสือทางซ้ายเท่า
ๆ กับหน้าขวา ดังนั้นในการจัดหน้าจึงควรออกแบบตกแต่งให้มีความประณีตน่าสนใจเท่า
ๆ กันและจากการวิจัยพบว่าผู้ดูจะมีความสนใจต่อตำแหน่งต่าง ๆ ของหน้าไม่เท่ากัน
โดยความสนใจจะมีมากบริเวณมุมบนซ้ายสำหรับหนังสือหน้าซ้าย และมุมบนขวาสำหรับหนังสือหน้าขวา จากนั้นความสนใจจะค่อย ๆ
ลดลงตามลำดับเมื่อสายตาเลื่อนลงมาข้างล่างและน้อยที่สุดเมื่อใกล้บริเวณพับกลางของหนังสือ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
การวางตำแหน่งของ ข้อความที่ต้องการเน้นควรอยู่บนเส้น GOLDEN PROPORTION จะสามารถเร้าความสนใจจากผู้ดูได้ดีที่สุด
|
การจัดพื้นที่สำหรับการพิมพ์หน้าเดียว นิยมจัดเว้นขอบด้านซ้ายและขวาให้แคบเท่ากันและให้ขอบด้านบนกว้างกว่าด้านข้างเล็กน้อยโดยให้ขอบด้านล่างมีความกว้างมากที่สุด
4. ขนาดของกระดาษที่จะทำสิ่งพิมพ์ ขนาดของสิ่งพิมพ์ย่อมขึ้นอยู่กับขนาดของกระดาษเป็นสำคัญ สำหรับประเทศไทยนิยมใช้กระดาษ ขนาด 31 ´ 21 นิ้ว โดยเรียกเป็นกระดาษ 1 ยก
|
ขนาดโดยประมาณ |
ชื่อขนาด |
|
31 ´ 43 นิ้ว 21 ´ 31 นิ้ว 15 ´ 21 นิ้ว |
ตัด 1 ตัด 2 ตัด 4 |
5. ศักยภาพของระบบการพิมพ์
5.1 การพิมพ์ระบบเลตเตอร์เพลส ผลของการพิมพ์จะได้ลักษณะดังต่อไปนี้
- การพิมพ์พื้นที่ทึบ (Solid) หรือที่เรียกว่า พื้นตาย ของระบบนี้จะลงไปบนกระดาษที่ไม่เคลือบผิวมักแสดงให้เห็นลักษณะงานพิมพ์ที่พิมพ์ไม่ทั่วอยู่เสมอ
- หมึกจะหนาบริเวณขอบตัวอักษรและเม็ดสกรีน และจะมีรอยแตกขรุขระตามตัวอักษร
- จะมีรอยนูนที่ด้านหลังของงานพิมพ์เนื่องจากแรงกดของแม่พิมพ์
5.2 การพิมพ์ระบบแม่พิมพ์ร่องลึก ผลของการพิมพ์จะมีลักษณะดังนี้
- ถ้าขยายอักษรให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจะเห็นขอบของตัวอักษรมีรอยหยักคล้ายฟันเลื่อย
- ในการพิมพ์บนพื้นทึบอาจเกิดรอยสีขาวตามขอบของโพรงหมึกได้
- ถ้าใบปาดหมึกแตกเป็นรอยบิ่นแหว่ง ทำให้ปาดหมึกได้ไม่หมด เมื่อพิมพ์ออกมาจะเห็นเส้นหมึกบนงานพิมพ์ได้
5.3 การพิมพ์ระบบออฟเซต การพิมพ์ระบบนี้ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือตัวอักษรพบว่าหมึกจะติดทั่วทั้งภาพอย่างสม่ำเสมอขอบภาพและขอบตัวอักษรจะมีความคมชัดโดยมีการอัดบี้ตามขอบภาพเหมือนการพิมพ์ระบบเลตเตอร์เพรส
5.4 การพิมพ์ระบบซิลคสกรีน การพิมพ์ระบบนี้ปริมาณหมึกพิมพ์จะติดบนชิ้นงานมากกว่าการพิมพ์ด้วยระบบอื่น จนสามารถสัมผัสได้
- เป็นการพิมพ์ซึ่งสามารถพิมพ์ได้บนวัสดุทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ ไม้ แก้ว โลหะ หนัง พลาสติก ฯลฯ และสามารถพิมพ์ได้บนชิ้นภาพทุกลักษณะไม่ว่าจะเป็นผิวเรียบ ผิวโค้ง และทรงกลม เช่น ขวด แก้ว ฯลฯ
ดังนั้น ผู้ออกแบบสิ่งพิมพ์จึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจต่อลักษณะของการพิมพ์แต่ละระบบอย่างลึกซึ้ง เพื่อจะได้เลือกระบบการพิมพ์ให้ตรงกับความต้องการของงานพิมพ์ โดยมีหลักในการพิจารณาดังนี้
1. สิ่งพิมพ์ที่เหมาะสมกับการพิมพ์ระบบเลตเตอร์เพรส
- มีจำนวนในการพิมพ์ไม่เกิน 2,000 ชุด
- ไม่ต้องการคุณภาพงานที่สูงมาก
- มีภาพประกอบน้อย
- ไม่ควรเป็นงานพิมพ์หลายสี
- มีงบประมาณในการพิมพ์น้อย
2. สิ่งพิมพ์ที่เหมาะกับการพิมพ์ระบบออฟเซต
- ควรมีจำนวนการพิมพ์เกิน 2,000 ชุดขึ้นไป
- มีภาพประกอบมาก
- ต้องการความรวดเร็วในการพิมพ์
- ต้องการพิมพ์หลายสี
3. สิ่งพิมพ์ที่เหมาะสมกับการพิมพ์ระบบร่องลึก
- ควรมีจำนวนการพิมพ์มากกว่า 5,000 ชุด
- เป็นการพิมพ์บนกระดาษพลาสติกหรือฟอยด์
- ต้องการรายละเอียดของภาพสูง
ขั้นตอนในการออกแบบสิ่งพิมพ์
1. การทำต้นฉบับ (Manuscript หรือ Copy) เป็นผลงานของผู้แต่ง หรือผู้เขียนในต้นฉบับ ประกอบด้วยหัวเรื่อง เนื้อเรื่อง และอาจมีภาพตารางแผนภูมิ (Chart) หรือแผนภาพ (Diagram) ประกอบเรื่องด้วยก็ได้ ต้นฉบับควรใช้กระดาษหน้าเดียวจะเขียนด้วยลายมือก้ได้แต่ต้องเขียนให้เรียบร้อยอ่านง่าย
2. การทำต้นแบบร่าง (Dummy) นิยมเรียกกันว่าทำ ดัมมี่ ซึ่งหมายถึงการจัดหน้าของสิ่งพิมพ์ทั้งฉบับมีลักษณะเหมือนการจำลองสิ่งพิมพ์ทั้งเล่มเพื่อใช้ในการกำหนดจำนวนหน้าในสิ่งพิมพ์นั้น ๆ ในทางปฏิบัติเมื่อผู้ออกแบบสิ่งพิมพ์ได้รับเนื้อหาต้นฉบับมาครบเรียบร้อยแล้วก็จะคำนวฯว่า เนื้อหาจากต้นฉบับทั้งหมดเมื่อนำมาพิมพ์เป็นหนังสือทั้งเล่มจะได้จำนวนหน้าทั้งสิ้นกี่หน้าซึ่งจะทำให้ผู้ออกแบบได้ทราบต่อไปว่าจะต้องใช้กระดาษจำนวนกี่ยกต่อเล่ม
3. การกำหนดตำแหน่งพื้นที่หน้าพิมพ์หรือการจัดหน้าพิมพ์ (Layout) นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า เลย์เอาท์ หมายถึงการกำหนดพื้นที่ของสิ่งพิมพ์ในแต่ละหน้าว่าจะประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยอาจเป็นตัวอักษร ภาพประกอบ ว่าควรจะอยู่ในตำแหน่งบริเวณใด จึงจะเกิดความเหมาะสม งดงามตามหลักองค์ประกอบศิลป์และสามารถเร้าความสนใจจากผู้ดูสิ่งพิมพ์บางอย่างเช่น ตำราซึ่งมีแต่ตัวพิมพ์ล้วน ๆ ไม่มีภาพประกอบเมื่อผ่านขั้นตอนการทำต้นแบบร่าง (Dummy) ผู้พิมพ์ก็สามารถดำเนินการจัดพิมพ์ได้ตามวัตถุประสงค์ แต่สิ่งพิมพ์บางอย่างเช่น นิตยสาร แผ่นพับ จุลสาร อนุสาร ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่มีอักษณลักษณะพิเศษและภาพประกอบมีความต้องการให้เป็นสิ่งพิมพ์ที่งดงาม สะดุดตา ต้องมีการจัดหน้าหรือเลย์เอาท์ ในทางปฏิบัติหลังจากที่ผู้ออกแบบทำต้นแบบร่างหรือดัมมี่แล้วจะนำดัมมี่นั้นมาจัดทำเลย์เอาท์ทีละหน้า
- ภาพร่าง (Sketch) จะใช้วิธีเสก็ตซ์ไปบนหน้าสิ่งพิมพ์แบบคร่าว ๆ เช่น ลากเส้นขยุกขยิกแทนภาพ ใช้ดินสอแรเงาเป็นผันปลาแทนตัวอักษร ในขั้นภาพร่างนี้เรื่องที่สำคัญกว่าความละเอียดของภาพคือเรื่องสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของรูปภาพและขนาดตัวอักษร
- รูปแบบสำเร็จ (Finished Layout) เป็นการทำเลย์เอาท์ขั้นละเอียดมากกว่าภาพร่างแต่ก็ยังไม่ละเอียดที่สุดในขั้นนี้มีการออกแบบตัวอักษรที่พาดหัวเห็นชัดทั้งรูปแบบ สไตล์และขนาด สำหรับภาพก็ไม่ใช้เส้นขยุกขยิกแสดงสัดส่วนของภาพเท่านั้น แต่เป็นการแสดงภาพซึ่งอาจจะเป็นภาพวาด ภาพถ่ายก็ได้เหมือนกัน ขนาดของตัวอักษรตลอดจนกรอบเนื้อเรื่องก็จะกำหนดอย่างถูกต้อง
- รูปแบบสมบูรณ์ (Comprehensives) เป็นการออกแบบพื้นที่ที่ละเอียดกว่าขั้นที่ 2 เพราะต้องการนำเสนอเพื่อพิจารณารายละเอียดที่สมบูรณ์ในขั้นนี้ตัวอักษรหรือภาพต้องมีลักษณะเหมือนจริงทุกประการ หากเป็นภาพถ่ายก็จะถูกปะไว้ในจุดที่เป็นจริง ตัวอักษรก็จะต้องทำให้เห็นถึงขนาดเนื้อที่ที่ถูกต้อง ซึ่งถ้าไม่พิมพ์ให้เหมือนจริงก็ต้องลากเส้นคู่ แสดงขนาดตัวอักษรให้แน่นอน
รูปแบบของการจัด Layout
เมื่อทำดัมมี่ของสิ่งพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการทำ เลย์เอาท์ ซึ่งสามารถเลือกรูปแบบได้หลายลักษณะดังนี้
1. รูปแบบแถบ (BAND LAYOUT) เป็นการวางองค์ประกอบอันได้แก่รูปภาพและ
ข้อความในลักษณะเป็นแถบตามแนวตั้งชิดขอบภาพด้านในด้านหนึ่งการวาง เลย์เอาท์ลักษณะนี้จะเกิดบริเวณพื้นที่ว่างและเน้นให้มีความสะดุดตาน่าสนใจ
2. รูปแบบแกน (AXIAL LAY OUT) องค์ประกอบภาพจะมีลักษณะเป็นแกนตรงกลางในแนวตั้งโดยอาจมีแกนแนววางประกอบอยู่ด้วยได้บ้างเล็กน้อย
3. รูปแบบตัวที (T SHAPE LAY OUT) เป็นการวางองค์ประกอบในลักษณะตัวทีของอักษรโรมัน (T) ซึ่งภาพจะมีลักษณะเป็นสมดุล
4. รูปแบบตัวแอล (L SHAPE LAYOUT) เป็นการวางองค์ประกอบให้มีลักษณะเป็นรูปตัวแอล (L) ซึ่งจะทำให้ลักษณะภาพไม่เท่ากันจนเกินไปและเกิดความน่าสนใจให้แก่ผู้ดู
5. รูปแบบตัว แซด (Z SHAPE LAYOUT) และ เอส (S SHAPE LAYOUT) เป็นการจัดให้เส้นแกนหลักมีรูปคล้ายตัวแซด (Z หรือตัว S) ซึ่งจะทำให้ดูมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจ
6. รูปแบบตารางหรือแบบมอนเครียน (MONDRIAN LAYOUT) เป็นการวางองค์ประกอบในลักษณะตารางย่อย ๆ โดยมีขนาดที่แตกต่างกันในภาพ
7. รูปแบบหน้าต่าง (PICTURE WINDOW LAYOUT) เป็นการจัดวางรูปภาพให้อยู่ในกรอบช่องสี่เหลี่ยมคล้ายช่องหน้าต่าง
8. รูปแบบกรอบภาพ (FRAME LAYOUT) เป็นการสร้างกรอบภาพล้อมรูปภาพและข้อความภายในเพื่อบีบสายตาผู้ดูให้พุ่งเข้าไปที่กรอบภาพนั้น
9. รูปแบบจุด (SPOT LAYOUT) เป็นการวางรูปภาพให้มีลักษณะเป็นจุดลอยกลางพื้นภาพและใช้ข้อความจำนวนน้อยมากเพื่อให้ภาพแลดูเด่นชัด
10. รูปแบบเน้นรายละเอียดของข้อความมากกว่ารูปภาพ (COPY HEAVYLAYOUT) เป็นการวางองค์ประกอบโดยเน้นข้อความมากกว่ารูปาภาพ
11. รูปแบบเน้นตัวอักษร (TYPE LAYOUT) เป็นการนำตัวอักษรที่มีลักษณะและขนาดต่างกันมาจัดวางอย่างเหมาะสมตามหลักองค์ประกอบศิลป์
วิธีเสริมคุณค่าให้แก่งานออกแบบสิ่งพิมพ์โดยใช้หลักองค์ประกอบศิลป์
1. ส่วนสัด (PROPORTION) ไม่ควรใช้สัดส่วนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 1:2 เพราะจะดูไม่น่าสนใจ อาจจะเลือก 1:3, 2:3, 3:5 หรือ 5:8 จะดูส่วยงามและน่าสนใจกว่า
การจัดองค์ประกอบของภาพหรือหน้าให้มีส่วนสัดต่าง ๆ กัน จะเรียกความสนใจและดูแปลกตากว่าการให้มีส่วนสัดที่ใกล้เคียงหรือเท่ากันไปหมด
2. ความสมดุล (BALANCE)
.
3. ความแตกต่าง (CONTRAST)
3.1 ความแตกต่างโดยขนาด
3.2 ความแตกต่างด้วยรูปร่าง
3.3 ความแตกต่างด้วยน้ำหนักของสีในภาพ
3.4 ความแตกต่างด้วยทิศทาง
4. จังหวะ (RHYTHM)
4.1 การกำหนดให้มีองค์ประกอบที่มีรูปแบบเดียวกันเรียงในตำแหน่งที่ต่างกัน
4.2 การใช้เส้นนำเรื่อง ทำให้เกิด RHYTHM
5. เอกภาพ (UNITY)
6. ความผสมผสานกลมกลืน (HARMONY)
7. การจัดรูปร่าง (OUTLINE - SHAPE)
องค์ประกอบของภาพหากจัดให้เป็นบล็อกสี่เหลี่ยมหรือรูปทรงใดรูปทรงหนึ่งที่ชัดเจนเกินไป จะทำให้ความน่าสนใจน้อยแต่อย่างไรก็ตามการออกแบบต้องคำนึงถึงเส้นกรอบของภาพในแต่ละด้านซึ่งมีทั้งหมด 4 ด้าน
4. การตกแต่งต้นฉบับที่สมบูรณ์ (ART WORK) มักจะเรียกกันโดยทั่วไปว่างาน ARTWORK นับว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการออกแบบสิ่งพิมพ์โดยใช้วัสดุจริงจากรูปแบบที่ได้กำหนด ไว้ในขั้นตอนการทำ LAYOUT ลงบนกระดาษต้นฉบับ ซึ่งนิยมใช้กระดาษกราฟสีเขียวขนาดเท่ากับชิ้นภาพที่จะพิมพ์จริง เหตุผลที่นักออกแบบนิยมใช้กระดาษชนิดนี้เนื่องจากเส้นกราฟจะช่วยให้สะดวกต่อการปะติดตัวอักษรและภาพประกอบให้ได้ระดับและเป็นมุมฉาก เมื่อนำต้นฉบับไปถ่ายฟิล์มเส้นกราฟนี้จะไม่ติดบนแผ่นฟิล์มด้วย
งาน ART WORK เป็นงานที่เกี่ยวกับตัวอักษรในงานพิมพ์ตัวอักษรประดิษฐ์เครื่องหมายและสัญลักษณ์ ภาพประกอบแผนภูมิ แผนสถิติและแผนภาพ การจัดองค์ประกอบศิลป์และทฤษฎีสี ดังนั้นผู้ที่ทำงาน ART WORK จึงต้องศึกษาหาความรู้จากสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. ตัวอักษรในงานพิมพ์
ตัวพิมพ์แบบหนึ่ง ๆ อาจแตกแขนงไปได้หลาย ๆ แบบ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ลักษณะของแบบตัวพิมพ์นั้น ๆ ในการนำหัวพิมพ์หรือตัวอักษรมาตกแต่งต้นฉบับเพื่อให้เกิดแระสิทธิผลตามวัตถุประสงค์ ผู้ออกแบบจะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบในการออกแบบตัวอักษร 4 ประการนี้
1.1 ขนาดของตัวอักษร (TYPESIZE)
หมายถึงสัดส่วนตามโครงสร้างของตัวอักษรได้แก่ความสูงและความกว้างของตัวอักษร
ขนาดความสูงของตัวอักษรในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษจะนิยมใช้ระบบพอยท์
(POINTSIZE) โดยสามารถเปรียบเทียบกับมาตราวัดเป็นนิ้วและเซนติเมตรได้ดังนี้
72 พอยท์ เท่ากับ 1 นิ้ว หรือ 2.543 เซนติเมตร
12 พอยท์ เท่ากับ 1 ไพกา หรือ .423 เซนติเมตร
6 ไพกา เท่ากับ 1 นิ้ว หรือ 2.543 เซนติเมตร
สำหรับความกว้างของตัวอักษรนิยมใช้หน่วยเป็นไพกา (PICA) ตัวอย่างเช่น ตัวอักษรสูง 36 พอยท์ กว้าง 2 ไพกา ตัวอักษรนี้จะสูงเท่ากับ 36/72 นิ้ว หรือเท่ากับ 1/2 นิ้ว และกว้างเท่ากับ 24/72 นิ้ว หรือเท่ากับ 1/3 นิ้ว
การกำหนดขนาดของอักษรในสิ่งพิมพ์มีข้อพิจารณาดังนี้
- หนังสือสำหรับอนุบาลหรือต่ำกว่าประถมศึกษาควรมรขนาด 30 พอยท์ ขึ้นไป
- ชั้น ป. 1 ป. 2 ใช้อักษร 24 32 พอยท์ โดยประมาณ
- ชั้น ป. 3 ป. 4 ใช้อักษร 18 24 พอยท์ โดยประมาณ
- ชั้น ป. 5 ป. 6 ใช้อักษร 16 18 พอทย์ โดยประมาณ
- มัธยมศึกษาปีที่ 1 6 ใช้อักษร 16 พอทย์
- หนังสือตำราทางวิชาการสาขาต่าง ๆ ใช้อักษร 14 16 พอยท์
1.2 การจัดระยะของตัวอักษร (TYPESPACING)
การจัดระยะหรือการจัดช่องไฟของตัวอักษรมี 2 ลักษณะ ได้แก่
1. การจัดระยะระหว่างตัวอักษรแต่ละตัวเป็นการวางตัวอักษรแต่ละตัวเพื่อรวมเป็นคำได้อย่างเหมาะสมไม่ถี่หรือห่างจนเกินไป ในการจัดระยะตัวอักษรนั้น ไม่นิยมใช้การจัดโดยเครื่องมือเพราะระยะห่างของตัวอักษรบางตัวไม่ได้มีลักษณะเป็นแท่งเหลี่ยมแต่จะมีช่องว่างในส่วนล่างหรือส่วนบนเช่น ตัว ง จ ร ว า เ โ ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ระยะระหว่างตัวอักษรดูห่างเกินไป
ดังนั้นผู้ออกแบบจึงควรจัดระยะระหว่างตัวอักษรโดยใช้สายตาซึ่งทำให้สามารถยืดหยุ่นระยะระหว่างตัวอักษรที่มีหัวได้ระยะที่เหมาะสมยิ่งขึ้น
ตัวอักษรภาษาไทยจำแนกขนาดความกว้างของตัวอักษรได้ 3 กลุ่ม
- กลุ่มที่มีความกว้างปกติ เช่น ก บ ป อ เป็นต้น
- กลุ่มที่มีความกว้างมากกว่าปกติ (ประมาณ 11/2 ของตัวปกติ) เช่น ฌ ญ ณ ฒ เป็นต้น
- กลุ่มที่มีความกว้างน้อยกว่าปกติ (ประมาณ 1/2 ของตัวอักษรปกติ) เช่น เ โ ใ ข เป็นต้น
สำหรับตัวอักษรภาษาอังกฤษก็จะพบปัญหาในลักษณะเดียวกันดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดจึงควรใช้การจัดโดยสายตามากกว่าการจัดด้วยเครื่องมือ
การจัดระยะระหว่างประโยคต่อประโยคควรจัดห่างเท่ากับความกว้างของตัวอักษร
3 ตัว
1.3 รูปแบบของตัวอักษร (TYPESTYLE)
ตัวอักษรแต่ละแบบย่อมมีลักษณะโครงสร้างเฉพาะของตัวและมีอิทธิพลต่อการรักรู้ของผู้ดูในลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้ออกแบบจำเป็นต้องศึกษาลักษณะของรูปแบบและเลือกนำมาใช้ให้เหมาะกับงานออกแบบ
รูปแบบของตัวอักษรไทยแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบได้แก่
1. แบบตัวมาตรฐานหรือตัวพิมพ์ ตัวอักษรที่มี่เส้นเท่ากัน ตัวอักษรแบบฝรั่งเศส ตัวแซ หรือตัวหัวบอด ตัวเขียน
2. แบบตัวประดิษฐ์เป็นตัวอักษรที่ผู้ออกแบบสร้างสรรค์ขึ้นเฉพาะข้อความสั้น ๆ เช่น หัวเรื่อง มีลักษณะงดงามและสอดคล้องกับเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอ โดยมีทั้งตัวประดิษฐ์แบบเส้นหนา และ แบบเส้นบาง
รูปแบบของตัวอักษรภาษาอังกฤษ แบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบได้แก่
1. แบบโรมัน (Roman) หรือแบบมีเชิง
2. แบบโกธิค (Gothic) หรือแบบไม่มีเชิง
3. แบบตัวเขียน (Script) เขียนแบบอิสระด้วยปากกา
4. แบบตัวประดิษฐ์ เป็นอักษรที่สร้างขึ้นพิเศษสำหรับใช้เป็นหัวเรื่อง เพื่อเร้าความสนใจจากผู้ดู
1.4 ลักษณะของตัวอักษร (TYPECHARACTER)
ตัวอักษรภาษาอังกฤษนั้นถึงแม้ว่าจะมีรูปแบบเดียวกัน แต่ยังมีความแตกต่างในลักษณะ ของความหนา บาง ความกว้าง แคบ และทิศทางของตัวอักษร จึงทำให้เกิดตัวอักษรในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
- ตัวหนา
- ตัวบาง
- ตัวแสดงเฉพาะขอบ
- ตัวเอียง
- ตัวที่มีความแคบพิเศษ
- ตัวที่มีความกว้างพิเศษ
2. เครื่องหมายและสัญลักษณ์
เครื่องหมาย (MARK, SIGN) และสัญลักษณ์ (SYMBOLS) นับได้ว่ามีความเกี่ยวพันกับการสื่อความหมายและการแสดงออกของมนุษย์มาเป็สเวลาช้านานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน เครื่องหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้แทนสภาพของจริง ในการสื่อความหมายระหว่างมนุษย์ด้วยกันในลักษณะรูปภาพโดยการรับรู้จากประสบการณ์ร่วมกัน ในที่สุดก็เป็นจุดเริ่มต้นของภาษา
รูปแบบเครื่องหมายและสัญลักษณ์ สามารถนำเสนอได้หลายรูปแบบดังต่อไปนี้
1. การใช้รูปภาพเป็นสัญลักษณ์ (PICTORIAL) คือการนำภาพวัตถุต่าง ๆ มาใช้เป็นตัวแทนภาพสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียวล้วน ๆ โดยไม่มีการนำตัวอักษรมาประกอบเช่นภาพ ครุฑ เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์
2. การใช้ตัวอักษรเป็นสัญลักษณ์ (LOGO) แบบนี้ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถดัดแปลงให้เป็นสัญลักษณ์ที่ลดงามและน่าสนใจได้มากกว่าการใช้รูปภาพซึ่งกระทำได้ 2 ลักษณะ ได้แก่
- การใช้ตัวอักษรตัวเดียวเป็นสัญลักษณ์
- การใช้ตัวอักษรหลาย ๆ ตัวเป็นสัญลักษณ์
3. การใช้รูปภาพและตัวอักษรผสมกัน เป็นการออกแบบโดยใช้ทั้งภาพและตัวอักษรผสมกัน เพื่อให้เกิดความงามและสามารถสื่อความหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
3. ภาพประกอบ (ILLUSTRATION)
ภาพประกอบเป็นองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบสิ่งพิมพ์ ผู้ออกแบบสามารถสร้างประกอบได้หลายกรรมวิธี โดยจำแนกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้
3.1 ภาพเหมือนจริง เป็นภาพ วัตถุ คน สัตว์ พืช ฯลฯ ซึ่งมีรายละเอียดตลอดจนแสงเวาเหมือนกับภาพที่ตามองเห็นภาพลักษณะนี้อาจเป็นภาพถ่าย (PHOTOGRAPHY) หรือการวาดภาพและระบายสี (DRAWING & PAINTING) ภาพเหมือนจริงนี้สามารถให้ข้อเท็จจริงแก่ผู้ดูได้ดีกว่าภาพในลักษณะอื่นๆ
3.2 ภาพกึ่งสัญลักษณ์ เป็นภาพซึ่งได้ดัดแปลงหรือตัดทอนรายละเอียดจากภาพเหมือนจริงซึ่งจะสร้างความรู้สึกที่แปลกใหม่และน่าสนใจแก่ผู้พบเห็น โดยที่ผู้ดูสามารถรับรู้ได้ว่าเป็นภาพอะไร เช่น ภาพการ์ตูน ภาพวาดแบบ Abstract เป็นต้น
3.3 ภาพสัญลักษณ์ เป็นภาพในลักษณะนามธรรม เช่น รูปเรขาคณิตมาใช้ในกานำเสนอ เนื้อหาเพื่อให้เกิดการรับรู้ร่วมกัน หรือการแสดงระบบการทำงานตลอดจนโครงสร้าง ขององค์กรต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การใช้สัญลักษณ์ในแผงวงจรไฟฟ้า กราฟ แสดงปริมาณผลผลิตในแต่ละปี เป็นต้น
การออกแบบแผ่นใส
การออกแบบแผ่นภาพโปร่งใส มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการผลิตแผ่นภาพโปร่งใสทุกประเภท การออกแบบที่ดีย่อมจะทำให้แผ่นภาพโปร่งใสมีคุณภาพดีไปด้วย ผู้สอนเป็นจำนวนมากมักจะมีความรู้สึกว่าตนไม่สามารถออกแบบแผ่นภาพโปร่งใสได้ นั่นเป็นความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องนัก ความจริงแล้วผู้สอนทุกคนมีความสามารถในการออกแบบแผ่นใสที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ ที่ว่าไม่มีความสามารถดังกล่าวนั้นน่าจะหมายถึงความสามารถในเชิงศิลปะมากกว่า ซึ่งเป็นไม่เป็นจริงสำหรับในปัจจุบันนี้ เพราะมีเครื่องมือช่วยในการทำงานด้านศิลปะสำหรับผู้ขาดทักษะในด้านนี้อยู่มากมายที่อาจจะนำมาใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเขียนตัวอักษรหรือการวาดภาพ
คำว่า การออกแบบ ในที่นี้ หมายถึงการวางแผนการสื่อความหมายให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ผู้ออกแบบเพียงแต่แสดงแนวความคิดที่ต้องการสื่อความหมายลงบนกระดาษเขียนโครงร่าง (lay - out) หลังจากนั้นอาจจะมอบหมายให้ผู้ที่มีทักษะทางด้านศิลปะเขียนตัวอีกษรและวาดภาพให้ หรือผู้ออกแบบอาจจะดำเนินการวาดภาพและเขียนตัวอักษรเองโดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่มากมายหลายชนิดช่วย สิ่งจำเป็นที่ผู้ออกแบบควรจะทราบเป็นเบื้องต้น คือ หลักเบื้องต้นในการผลิตภาพโปร่งใสและวิธีการผลิตแผ่นภาพโปร่งใสชนิดต่าง ๆ ตามความจำเป็น
องค์ประกอบการออกแบบแผ่นภาพโปร่งใส
การออกแบบแผ่นภาพโปร่งใสเป็นการผสมผสานองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบเข้าด้วยกัน คือ
1. ความรู้ในเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวข้อง
2. ความเข้าใจในหลักเทคโนโลยีทางการศึกษา
3. ความสามารถในเชิงศิลปะ ทั้งการเขียนตัวอักษรและการจัดทำภาพประกอบ
ถ้าสามารถผสมผสานองค์ประกอบทั้ง 3 นี้ เข้าด้วยกันได้อย่าเหมาะสมก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายในการทำแผ่นภาพโปร่งใสที่มีคุณภาพ
ความรู้ในเนื้อหาวิชา ก็คือ ความรู้ที่เป็นไปตามข้อกำหนดในหลักสูตร ผู้ที่มีความรู้ในเนื้อหาวิชาใด ก็คือ ผู้ที่สอนเนื้อหาวิชานั้น หรือผู้ที่ศึกษามาในเนื้อหานั้นโดยเฉพาะ
ความเข้าใจในหลักเทคโนโลยีทางการศึกษา จะช่วยให้การนำเอาเนื้อหาวิชามาจัดระบบการนำเสนอที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบบ ขนาดรูปภาพหรือตัวอักษร สีสัน และการจัดข้อความ ทั้งนี้เพื่อการสื่อความหมายที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ตลอดจนรูปแบบของแผ่นภาพโปร่งใส
องค์ประกอบที่เกี่ยวกับความสามารถทางศิลปะก็จะช่วยทำให้การออกแบบตามแนวของหลักเทคโนโลยีทางการศึกษาบรรลุผล เป็นความรู้ ความสามารถ และทักษะในการเขียนตัวอักษร การจัดทำภาพประกอบ และการจัดองค์ประกอบของภาพให้มีรูปแบบสีสันที่ถูกต้องและเหมาะสมและ
สวยงาม
หลักการออกแบบแผ่นภาพโปร่งใส
ดังที่กล่าวมาแล้วว่าการออกแบบแผ่นภาพโปร่งใสจะต้องอาศัยการผสมผสานขององค์ประกอบที่เกี่ยวกับความรู้เนื้อหาวิชา ความเข้าใจหลักเทคโนโลยีทางการศึกษา และความสามารถเชิงศิลปะการออกแบบแผ่นภาพโปร่งใสสำหรับเนื้อหาวิชาใดก็ตามจะต้องเป็นไปตามหลักการออกแบบ ดังจะกล่าวต่อไปนี้
หลักการออกแบบทั่วไป แผ่นภาพโปร่งใสควรออกแบบดังนี้
1. แผ่นภาพโปร่งใสแต่ละแผ่นไม่ควรจะมีเนื้อหามากเกินไป แผ่นหนึ่ง ๆ ควรจะมีเพียงแนวความคิดเดียว ยกเว้นเพื่อจุดมุ่งหมายการเปรียบเทียบ
2. แผ่นภาพโปร่งใสที่มีเนื้อหาที่ซับซ้อนมาก ควรจะทำเป็นแผ่นภาพโปร่งใสแยกเป็นหลาย ๆ แผ่นมิฉะนั้นจะทำให้ผู้ดูสับสนได้
3. การออกแบบควรจะออกแบบให้ง่าย รูปภาพ ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ ควรให้มีปรากฏเฉพาะที่มีความจำเป็นเพื่อการสื่อความหมายจริง ๆ เท่นั้น
4. เลือกรูปแบบของแผ่นภาพโปร่งใสที่เหมาะสมกับการสื่อความหมาย จะทำเป็นแผ่นภาพโปร่งใสแผ่นเดียว แผ่นภาพโปร่งใสแบบซ้อน แผ่นภาพโปร่งใสแบบเลื่อน หรือแผ่นภาพโปร่งใสแบบเคลื่อนที่จะต้องกำหนดให้แน่ชัดตามผลจากการวิเคราะห์หาความเหมาะสม
5. เลือกวิธีการผลิต การที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการผลิตแบบใดนั้นจะต้องพิจารณาองค์ประกอบที่เกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตที่มีในสถานที่นั้น ๆ ความสามารถในากรผลิตของบุคลากรและงบแระมาณที่จะใช้จ่ายในกระบวนการผลิตทั้งหมดโดยจะต้องประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนเมื่อเทียบกับผลที่จะได้จากการใช้ที่จะตามมา
หลักการออกแบบโครงร่าง การออกแบบต้นแบบจะเริ่มต้นด้วยการเขียนโครงร่าง (lay out) ของแผ่นภาพโปร่งใสตามมโนทัศน์ที่กำหนดไว้ โดยการตีความเนื้อหานั้น ๆ ออกมาเป็นรูปภาพ ตัวอักษรและหรือ สัญลักษณ์ ในลักษณะที่จะทำให้สื่อความหมายได้อย่างรวดเร็ว ชัดเจน และดึงดูดใจมากที่สุดสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้
|
|
|
|
|
|
กระดาษที่ใช้เขียนโครงร่างอาจจะใช้กระดาษสำเนาหรือกระดาษพิมพ์ ขนาดสั้น หรือ A4 โดยเขียนเส้นขอบเขตด้วยดินสอ ขนาด 7 ½ ´ 9 ½ นิ้ว แล้วร่างแบบเท่าขนาดแผ่นภาพโปร่งใสจริง ร่างแบบคร่าว ๆ โดยให้ข้อความที่สำคัญอยู่ในเนื้อที่ตอนกลางห่างจากขอบด้านละ ¼ นิ้ว เพื่อป้องกันมิให้ขอบแท่นฉายบังเนื้อหา ถ้าบังเอิญแผ่นภาพโปร่งใสไม่ตรงกลางแท่นฉาย หรือภาพฉายล้นจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การเขียนโครงร่างโดยใช้กระดาษขนาดเต็มแผ่นนี้ มีข้อดี คือ
1. สามารถออกแบบรูปภาพ ตัวอักษร และสัญลักษณ์เท่าขนาดจริง ไม่ต้องสับสนเกี่ยวกับการขยายแบบเมื่อทำจริง
2. สามารถใช้โครงร่างที่แก้ไขเรียบร้อยแล้ว เป็นแบบทาบลอกลงบนแผ่นอาซีเตท หรือกระดาษไขเขียนแบบได้เลย
กระดาษเขียนโครงร่างดังกล่าวถ้ามีขนาดสัดส่วนและเส้นกราฟไว้ให้ จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ร่าง สามารถร่างได้เท่าแบบจริง ไม่ต้องย่อหรือขยาย ซึ่งจะทำให้การวางแผนการเขียนรูปภาพและตัวอักษรทำได้เลยโดยอาศัยเส้นกราฟเป็นเส้นนำ
การเขียนโครงร่างแบบเท่าแบบเป็นวิธีที่เหมาะกับผู้ที่จะผลิตแผ่นภาพโปร่งใสเอง สำหรับอีกวิธีหนึ่ง เป็นการเขียนโครงร่างแบบย่อส่วน การเขียนแบบนี้เป็นการเขียนโครงร่างแนวความคิดที่ต้องการเพียงคร่าว ๆ เมื่อจะทำต้นแบบจริงจะต้องเขียนใหม่ให้สมบูรณ์ กรอบแบบที่ใช้เขียนจะมีสัดส่วนเดียวกับแผ่นภาพโปร่งใสจริง ถ้าใช้กระดาษทั้งแผ่นทำก็จะมีที่ว่างสำหรับเขียนรายละเอียดการสั่งทำแผนภาพโปร่งใส การอธิบายรายละเอียดของภาพเพิ่มเติม และการสั่งงานอื่น ๆ ในกระบวนการผลิต
โครงร่างแบบนี้ยังสามารถใช้สำหรับเขียนโครงร่างสื่อประเภทอื่นได้อีกด้วย เช่น แผนภูมิ (Chart) แผนภาพ (diagram) แผนสถิติ (graph) แผนที่ (map) ภาพโปสเตอร์ (poster) การ์ตูน (cartoon) และงานศิลปะอื่น ๆ
ถ้าเป็นการเขียนโครงร่างแผ่นภาพโปร่งใสแบบซ้อน อาจจะใช้วิธีแยกแผ่นภาพโปร่งใสหนึ่งสีแทนรูปภาพในแผ่นภาพโปร่งใสหนึ่งแผ่น วิธีนี้อาจจะทำให้แยกส่วนของภาพที่ซ้อนกันยาก อีกวิธีหนึ่งอาจจะทำโดยการตัดกระดาษโปร่งแสง เช่น กระดาษไขเขียนแบบ หรือแผ่นอาซีเตทขนาดเท่ากรอบแบบมาติดด้านหนึ่งบนขอบแต่ละด้านของกระดาษเขียนโครงร่างด้วยเทปกาวซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ตามจำนวนของแผ่นภาพโปร่งใส เมื่อวางซ้อนกันหมดหรือซ้อนกันเป็นชุด ๆ จะสามารถมองทะลุเห็นแผ่นล่างได้
การเขียนร่างให้เขียนภาพและคำบรรยายแบบภาพสเก็ต ถ้ามีรายละเอียดอธิบายเพิ่มเติมให้เขียนไว้ข้างล่างภาพ
การเขียนโครงร่างในลักษณะนี้มีข้อดีคือ ผู้ร่างไม่จำเป็นต้องทำต้นแบบ หรือผลิตแผ่นภาพโปร่งใสเอง เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตแผ่นภาพโปร่งใสตามสายงาน มีการตรวจสอบและสั่งงานตามลำดับ
หลักการออกแบบต้นแบบแผ่นภาพโปร่งใส
เมื่อการเขียนโครงร่างเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นการเตรียมต้นแบบแผ่นภาพโปร่งใส ถ้าต้องการทำแผ่นภาพโปร่งใสจำนวนมากกว่า 1 แผ่น หรือทำเป็นแบบสมบูรณ์ แต่ถ้าเป็นการทำแผ่นภาพโปร่งใสเพียงแผ่นเดียวด้วยวิธีตรงจะเป็นการทำลงบนแผ่นอาซีเตทเลย ด้วยเครื่องเขียนและวัสดุช่วยการเขียนต่าง ๆ
การทำต้นแบบแผ่นภาพโปร่งใส อาจทำบนกระดาษอาร์ตหรือกระดาษไขเขียนแบบก็ได้ แต่การใช้กระดาาอาร์ตทำต้นแบบมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้วิธีการผลิตบางวิธีไม่ได้ จะต้องผลิตด้วยวิธีถ่ายทำสะท้อน จะใช้วิธีฉายแสงผ่านไม่ได้ แต่ถ้าทำต้นแบบด้วยกระดาาไขเขียนแบบจะสามารถใช้วิธีการผลิตได้แทบทุกวิธี
× แสดงการเขียนโครงร่างแผ่นภาพโปร่งใสแบบซ้อนขนาดเล็กกว่าแบบ
การออกแบบต้นแบบแผ่นภาพโปร่งใส มีหลักปฏิบัติดังนี้
1. ออกแบบให้รูปภาพ ตัวอักษร และสัญลักษณ์ อยู่ภายในกรอบ ตามสัดส่วนของกรอบแผ่นภาพโปร่งใสมาตรฐาน คือ 7 ½ ´ 9 ½ นิ้ว เนื้อหาสำคัญของภาพจะต้องอยู่ภายในพื้นที่ 7 ´ 9 นิ้ว
2. รูปภาพประกอบควรเลือกให้เหมาะสมกับวิธีการผลิตเพราะวิธีการผลติบางวิธีไม่สามารถผลิตภาพที่มีความตัดกันน้อย เช่น ภาพถ่ายโทนต่อเนื่องได้ดี
3. รูปภาพประกอบควรให้มีเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ภาพที่ไม่จำเป็นให้ตัดออกเสีย
4. รูปภาพไม่ควรมีขนาดเล็กเกินไป ขนาดรูปภาพที่เล็กที่สุดไม่ควรต่ำกว่า ¼ ของความสูงของต้นแบบตามแนวนอน ต้นแบบแผ่นภาพโปร่งใสตามแนวนอนสูง 8 นิ้ว (โดยประมาณ) ดังนั้นรูปภาพที่เล็กที่สุดควรสูงอย่างน้อย 2 นิ้ว
|
|
|
|
|
|
|
|
แสดงพื้นที่การออกแบบแผ่นภาพโปร่งใสมาตรฐาน
|
5. ตัวอักษรที่ใช้บนแผ่นโปร่งใสควรแบ่งระดับการเน้นความสำคัญให้เหมาะสม เช่น ถ้าเป็น ตัวอักษรบอกชื่อเรื่องควรมีขนาดใหญ่กว่าตัวอักษรบรรยายภาพ
6. แบบตัวอักษรที่ใช้ควรเป็นแบบอ่านง่าย ตัวอักษรประดิษฐ์ที่อ่านยากไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับแผ่นภาพโปร่งใสซึ่งต้องการความรวดเร็วในการสื่อความหมาย
7. ขนาดตัวอักษรที่ใช้บนแผ่นภาพโปร่งใสควรมีขนาดพอเหมาะโดยถือเกณฑ์ตัวอักษรที่เล็กที่สุดที่ใช้ต้องสูงไม่น้อยกว่า 1/50 ของความสูงของต้นแบบในแนวนอน ดังนั้น จากต้นแบบแผ่นภาพโปร่งใสที่สูง 8 นิ้ว (โดยประมาณ) ควรใช้ตัวอักษรขนาดเล็กที่สุด 0.16 นิ้ว หรือ 0.4 เซนติเมตร เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนที่อยู่ไกลสุดสามารถอ่านตัวหนังสือได้ชัดเจน จึงควรเขียนตัวอักษรขนาดเล็กสุดประมาณ 0.5 เซนติเมตร ถ้าจะใช้ตัวอักษรขนาดเล็กกว่านี้ควรเขียนโดยใช้ปากกาเส้นหนายิ่งขึ้น
|
|
|
|
|
|
|
|
แสดงขนาดตัวอักษรที่ใช้กับแผ่นภาพโปร่งใส |
8. ไม่ควรใช้สีมากเกินไป ควรเลือกใช้สีเฉพาะที่มีความจำเป็นเท่านั้น เช่นใช้เพื่อแยกความแตกต่าง ใช้เพื่อเน้นตรงบริเวณที่ต้องการ เพื่อแสดงการจัดกลุ่ม เป็นต้น
9. ควรจัดภาพให้เหมาะสมตามหลักศิลปะ เช่น จัดภาพให้มีสมดุล จัดภาพให้มีช่องว่างพอเหมาะจัดภาพให้มีรูปทรงต่าง ๆ เป็นต้น
10. การออกแบบแผ่นภาพโปร่งใสแบบซ้อนต้องวางตำแหน่งแผ่นต้นแบบแต่ละแผ่นซ้อนให้ตรงกัน โดยทำเครื่องหมายวางตำแหน่งบนมุมไม่น้อยกว่า 2 มุม ให้ตรงกันทุกแผ่น ตามตำแหน่งของภาพที่ซ้อน
|
แผ่นภาพโปร่งใสแบบซ้อนควรทำเครื่องหมายวางตำแหน่ง