Every coin has two sides

รีวิว นอนในรถ หน้ารถ หลังรถ ที่เก็บของ

ไปกิน ไปเที่ยว ไปเดิน ไปนอนที่ไหน
ก็มักต้องหาเวลาพักผ่อน ชะแว็บ ๆ เสมอ
บางที บางที่ บางเที่ยว
พลขับก็มักแอบงีบหลังพวงมาลัย
ถ้าเป็นรถตู้ก็ปูเสื่อในรถได้ง่าย
ถ้าเป็นรถเก๋ง รถกระบะ
ก็มีหลายมุมให้เลือกนอนตามสะดวก
บางคันนอนเหยียดตรงกันสบาย
บางคันก็ต้องนอนงอเข่า
บางคันนั่งหลับ เพราะเอนเบาะไม่ได้
ในภาพนี้มี
1. นอนเอนเบาะเยียดขาไปกระจกหน้า
ยืดเหยียดยาวเต็มที่ได้ 160 ซม.
2. นอนเบาะหลังแนวขวาง
ยืดเหยียดได้ 130 ซม.
3. พับเบาะหลังลง
รวมพื้นที่เก็บของยาวได้ 150+ ซม.
4. พับเบาะหลังลง
รวมพื้นที่เก็บของทะแยงได้ 170+ ซม.

เมื่อถึงเวลาออกเที่ยว
จะนอนที่ไหนกันดี และปู topper ด้วยจะนุ่มสบาย

เบาะหน้า ฝั่งคนขับ
เบาะหลังแนวขวาง
พับเบาะหลัง รวมที่เก็บของ นอนแนวยาวได้ 2 คน
พับเบาะหลัง รวมที่เก็บของ นอนแบบทะแยง
แรงบันดาลใจ ความฝัน และการลงมือทำ

ฝันจะเป็นจริงได้นั้น ต้องเกิดจากการลงมือทำ

ปัจจุบันมีสื่อสังคม องค์กร ผู้คน หรือ influencer ให้เราได้ติดตามได้ง่ายกว่าในอดีต เหตุผลที่เราติดตามใคร หรือองค์กรใดก็อาจเกิดจากความสนใจ ความชอบ ความประทับใจในเรื่องราวที่ได้พบ หรือสัมพันธ์กับหน้าที่การงาน ยกตัวอย่างภาพที่ถูกบันทึกไว้ในขณะหนึ่ง ที่ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถัน และ Quote ที่สอดคล้องกับภาพอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย ในภาพนี้ คือ นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์กับคุณครู ใน พิธีมอบหมวก เข็มชั้นปี และทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย

ภาพนิสิตจากแฟนเพจ: มหาวิทยาลัยเนชั่น NTU Nation University

Quote ที่ทำให้ต้องหยุดอ่าน คือ การลงมือทำเท่านั้น ที่จะสามารถเปลี่ยน “ความฝัน” ให้เป็น “ความจริง” ซึ่งนึกถึงนักเรียน นิสิต นักศึกษา คนทำงาน ว่าคิดฝันสิ่งใดก็ตาม สิ่งที่ต้องตามมา หลังจากมีความฝัน คือ การลงมือทำ จากภาพ และข้อความ ชวนสรุปได้ว่า ถ้าต้องการประกอบอาชีพพยาบาล หรืออาชีพอื่นใด ก็เพียงแต่อ่านหนังสือ เตรียมตัวสอบ เลือกสถานที่เรียน เมื่อสำเร็จการศึกษาก็จะได้ประกอบอาชีพพยาบาล ตามที่ฝันไว้ สำหรับผมแล้ว ภาพนี้เป็นภาพที่ทรงพลังในการสร้างแรงบันดาลใจได้ดีมากอีกภาพหนึ่ง

“แรงบันดาลใจ” คือ การเติมไฟให้ความฝัน

เมื่อเห็นภาพทั้ง 2 นี้แล้ว ก็อยากมอบหมายงาน เรื่อง แรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ การอ่านบทความวิชาการ การค้าขาย การออกกำลังกาย หรือการเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ เพราะทุกการกระทำ ย่อมมีจุดเริ่มต้นเหมือนคำว่า ไม้ขีดก้านแรก ที่ทำให้เกิดเรื่องราวต่อเนื่อง ต่อมา และดำเนินต่อไป จนได้เห็นถึง ผลผลิต หรือผลลัพธ์ที่ตามมา


แรงบันดาลใจ ความฝัน และการลงมือทำ
แรงบันดาลใจ ความฝัน และการลงมือทำ
twitter_nearly_half

Twitter 2565 กับการประเมินประสิทธิภาพในการทำงาน

ข่าว Twitter เมื่อต้นเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ว่า Elon Musk สั่งปลดพนักงานประจำไปราว 3,700 คน หรือครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด และได้ปลดอีก 4,400-5,500 คน ในกลุ่มพนักงานสัญญาจ้าง แล้วเมื่อ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2565 มีข่าวปลดวิศวกรเพิ่มอีก 50 คน เพราะ เขียนโค้ดไม่มีคุณภาพ (Code is not satisfactory) ส่วนอีกกลุ่มได้รับคำเตือนเรื่อง ประสิทธิภาพในการทำงาน (Performance warning) สะท้อนว่าบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพที่วัดเชิงปริมาณได้ โดยใช้การประเมินประสิทธิภาพของพนักงานมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนวัฒนธรรมขององค์กรอย่างจริงจัง ซึ่งการประเมินจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการทำข้อตกลงในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ (Performance Agreement) แล้วจึงมีการประเมินประสิทธิภาพ (Performance Appraisal)

ข่าวนี้ทำให้นึกถึงการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครู โดยรู้จักในชื่อ วPA ที่มาจากคำว่า Performance Agreement และ Performance Appraisal ซึ่งมี 3 คำสำคัญที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) Performance แปลว่า สมรรถนะ สมรรถภาพ การกระทำ พฤติกรรม ประสิทธิภาพ 2) Agreement แปลว่า การเห็นด้วย การเห็นชอบร่วมกัน การยอมรับร่วมกัน ข้อตกลง ความตกลง 3) Appraisal แปลว่า การประเมิน การตีค่า การประเมินค่า การหาค่า

News ใน Blogone.com

ซึ่งมีนักวิชาการระดับประเทศออกมาเคลื่อนไหว แล้วสนับสนุนการประเมินวิทยฐานะ พร้อมกับให้กำลังใจว่าไม่ยากอย่างที่คิด โดยเชื่อว่า ข้อตกลงในการพัฒนางาน หรือ PA ตามหลักเกณฑ์ใหม่ จะช่วยพัฒนาการศึกษา ช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ช่วยให้ครูคิดค้น และพัฒนาเทคนิคการสอนใหม่ ๆ โดยเฉพาะการใช้ Active Learning มาแทน Passive Learning โดยข้อมูลอ้างอิงสำคัญคือ ผลการทดสอบภาษาอังกฤษของเด็กไทยที่มีผลการจัดอันดับอยู่ที่ 97 จากทั้งหมด 111 ประเทศทั่วโลก อ้างอิงจากข้อมูล 2.1 ล้านคน หากเทียบกับ 100 เท่ากับประเทศไทยอยู่อันดับที่ 87 อันดับนี่เกือบสุดโลก แต่ถ้าเราใช้การสอนที่มีประสิทธิภาพ คุณครูมีข้อตกลงพัฒนางานที่มีประสิทธิภาพ เชื่อว่า อันดับของไทยจะเลื่อนขึ้นมาเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านได้ไม่ยากนัก บริษัท Twitter ก็เหมือนประเทศไทย ถ้าคุณครูพัฒนางานได้อย่างมีทั้งคุณภาพ และประสิทธิภาพ ก็เชื่อได้ว่าการศึกษาไทยจะก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ข่าวเกี่ยวกับ Twitter

ทำเล กับ สังคม มีความคล้ายที่ต้องเลือกให้ถูกที่

#ทำเล คือ สถานที่ ที่ตั้ง พื้นที่
คล้ายกับ #สื่อสังคม ที่เป็นพื้นที่ให้สมาชิกได้มาพบกันและทำกิจกรรมร่วมกัน

เพราะสังคมก็เกิดจากที่แห่งหนึ่ง ซึ่งผู้คนที่มีความสนใจเฉพาะตัว ยินดีเข้าร่วมเป็นสมาชิกและทำกิจกรรมที่เกิดจากข้อตกลงร่วมของสังคมนั้น หากเข้าสังคมแล้วไม่ตอบโจทย์ ไม่เกิดปฏิสัมพันธ์ตามความสนใจที่มากพอ ก็ต้องย้ายไปอยู่ในสังคมที่ตอบโจทย์ได้มากกว่า หรือมีประชากรเป้าหมายอยู่กันหนาแน่นกว่า
เช่น ย้ายจาก hi5 ไป facebook

เหมือนทำเลดี มักถูกกำหนดขึ้นตามความสนใจของประชากรเป้าหมาย ที่ใดผู้คนเดินผ่านมาก มีกำลังซื้อ และตอบโจทย์ได้ก็จะถือว่าเป็นทำเลดี
เช่น ย้ายขายในหมู่บ้าน ไป ขึ้นห้าง

ดังนั้น การเลือกทำเลหรือสื่อสังคม หากใช้ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพ หรือ หลักการ 5W1H มาช่วยอธิบายในรายละเอียด หรือ ทำวิจัยตลาด หรือ การวิเคราะห์หาจุดคุ้มทุน ก็เป็นหลักการที่น่าสนใจที่ทำให้มีข้อมูลมาสนับสนุนทางเลือกที่กำลังตัดสินใจเลือกอยู่

อ่านโพสต์ของ Nuttapong พบ 5 ประเด็น
1. ปริมาณผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา
2. รายได้ของผู้คนในบริเวณนั้นเป็นอย่างไร
3. ความสะดวกสบาย
4. ราคาค่าเช่าที่เหมาะสม
5. รูปแบบของพื้นที่

https://cheechongruay.smartsme.co.th/content/26297

#socialmedia
#population
#objectives
#site
#advantage
#swot
#resource
#opportunity
https://www.thaiall.com/socialmedia/
.

ความหมายของทำเล

เรียนล่วงหน้า เรียนทบทวน เรียนพิเศษ

เรียนล่วงหน้า เรียนทบทวน เรียนพิเศษ

เรียนพิเศษ

ะเรียนอนาคต เรียนปัจจุบัน เรียนอดีต หรือเรียนซ้ำแล้วซ้ำอีก มักต้องนึกถึงคำว่า เรียนพิเศษ หรือ เรียนกวดวิชา พบว่า เหตุผลหนึ่งที่ต้องเรียนพิเศษ คือ ครูไม่สอนในเรื่องที่อยากรู้ หรือครูสอนไม่เข้าใจ หรือที่ครูสอนนั้นไม่สามารถใช้แข่งขันได้ ดังนั้นการเรียนพิเศษ ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ ช่วยควบคุมตนเอง ได้รู้แนวข้อสอบ เทคนิคเพิ่มเติมหรือมากกว่าเฉพาะในโรงเรียน
ดังนั้น ครูที่มี จรรยาบรรณวิชาชีพ ประจำใจ และมีความเชื่อมั่นในการสอนของตนเอง และมีความมั่นใจในสมรรถนะของผู้เรียนทั้งห้อง ว่ามีความรู้ความสามารถมากพอที่จะไปสอบแข่งขันในสังคมปัจจุบัน ก็จะไม่แนะนำให้นักเรียนขวนขวายหาเรียนเพิเศษ แต่ขอให้ตั้งใจเรียนในห้องเรียน ตามเนื้อหาที่คุณครูจัดเตรียมตามแผนการสอน เพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

เหตุผลที่ต้องเรียนกวดวิชา
อันดับ 1 คือ เรียนเพราะอยากรู้ 83.28%
อันดับ 2 คือ เรียนเพื่อสอบแข่งขัน 80.58%
อันดับ 3 คือ เรียนเพราะครูสอนไม่เข้าใจ 76.62%
อันดับ 4 คือ ผู้ปกครองบังคับหรือเพื่อนชวน 65.80%
 อ่านต่อที่ : dailynews.co.th/education/367435/

เหตุผลที่ต้อง เรียนพิเศษ
1. เพิ่มความมั่นใจ
2. รู้จักบริหารเวลา
3. ได้แนวข้อสอบ
4. มักได้เทคนิคที่นำไปใช้ตอบโจทย์
5. เรียนล่วงหน้าหรือทบทวน
 อ่านต่อที่ : chulatututor.com/article/168

‘โรงเรียนกวดวิชา’ ในยุคนี้ไม่จำเป็นแล้ว หรือยิ่งจำเป็นมากกว่าเดิม

“พลัสเอ็ดดูเซ็นเตอร์” ธุรกิจกวดวิชา-โตสวนกระแสโควิด

I-STEP โรงเรียนกวดวิชา ที่รอดจากวิกฤติโควิด และบริหารโดยผู้หญิงอายุ 27

growth #successpictures

successpictures กับความมุ่งมั่น

successpictures กับความมุ่งมั่น
มีภาพมากมายที่ให้ชวนคิด เช่น growth
เป็นภาพที่ชายหนุ่มกำลังปีนขึ้นที่สูง
แต่ถูกฉุดรั้งไว้ด้วย pay it safe!
หรือ you ‘ve changed!
หรือ you should be happy with what you have!
เป็นคำถามที่น่าสนใจว่า “ในระหว่างที่กำลังเดินอยู่”
ห้องเรียนควรสอนไปในทิศทางใด ระหว่าง

1. ปลอดภัยไว้ก่อน เสี่ยงไปจะได้ไม่คุ้มเสีย

2. ต้องเปลี่ยนแปลง ทำแบบเดิมย่อมได้ผลแบบเดิม

3. จงมีความสุขกับสิ่งที่เรามี

#เล่าสู่กันฟัง 63-002 กฎการเรียน ข้อ 1

ปัจจุบันสำหรับนักเรียนแล้ว จะมีข้อมูล สารสนเทศ กฎ กติกา ระบบ ระเบียบ เงื่อนไข โอกาส ภัยคุกคาม สิ่งล่อ สิ่งเร้า ทั้งจากในตนเอง ในกลุ่มเพื่อน ในครอบครัว ในหมู่บ้าน ในโรงเรียน ในประเทศ หรือในโลก วิ่งเข้ามาหา มาชนตลอดเวลา แบบที่เรียกว่า Too fast to think แล้ว

ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ เคยโพสต์ไว้ใน AJWiriya
ทำให้ฉุกคิดได้ว่า น่านำมาตั้งเป็นกฎได้ 2 ข้อ ดังนี้

กฎข้อ 1
เรียนเพื่อทำงานได้
ไม่ใช่เรียนเพื่อของานใครทำ
เรียนเพื่อปัญญา
ไม่ใช่เรียนเพื่อปริญญา

กฎข้อ 2
ถ้ามีกฎใดชวนคิดต่าง
ก็อย่าเสียเวลาให้มากนัก
ให้กลับไปมอง กฎข้อ 1

สรุปว่า #เรียนเพื่อทำงานได้
เป็นคาถาที่อยากฝากไว้เป็น #แรงบันดาลใจ
ฝั่งอยู่ในใจ และคิดถึงบ่อย ๆ
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10157186345671171&id=284423006170

ชวนดูหนังเรื่อง
#สยบฟ้าพิชิตปฐพี (ever night)
ที่เข้ากับคำว่า #เรียนไว้ใช้ ได้ดีจริง ๆ
http://thaiall.com/handbill/

โฮมเพจดี ๆ หายไป อยากย้อนอดีตเข้าไปอีก ทำอย่างไรง่ะ

back to the past
back to the past

เคยเข้าโฮมเพจดี ๆ ของอาจารย์หลายท่าน
ข้อมูลเยี่ยม
จึงทำลิงค์ไว้เรียบร้อย ลิงค์มาหลายหน้าเลย หลายคน
วันนี้จู่ ๆ เข้าไม่ได้ หายเกลี้ยงทั้งโฮสต์
.. ทำไงหราาาา
อึ้มๆๆ
พอมีวิธี (ถ้าโชคดีนะ)

เพราะมีผู้พัฒนาทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ทั้งโลกไว้
ในชื่อ archive.org เพื่อสำรองเว็บเพจ ตามช่วงเวลา
เรียกว่า เก็บเป็นเวอร์ชั่นไว้เลย ย้อนอดีตได้ตามสะดวก
แม้ server down หรือเป็น dead link ไปเรียบร้อยแล้ว
ก็เข้าไปเอาข้อมูลใน archive.org ได้
ใช้งานไม่ยาก ใช้บริการแล้วนึกถึงเรื่องการย้อนวัยเลย
http://web.archive.org/web/*/thaiall.com

ชีวิตก็มีขึ้น มีลง เป็นธรรมดา เดี๋ยว 0 เดี๋ยว 1
ชีวิตก็มีขึ้น มีลง เป็นธรรมดา เดี๋ยว 0 เดี๋ยว 1

กำลังนั่นปรับเนื้อหาใน ตรรกะ
ที่ http://www.thaiall.com/digitallogic
ก็ชะแว็บมาเขียน blog แปล็บ

เพลง “ต้องสู้จึงจะชนะ” ของ เจิน เจิน บุญสูงเนิน

ต้อง สู้ ต้องสู้จึงจะ ชนะ
อยู่ดีดี ทรุดลง ไม่น่าเสียใจ
อยู่อยู่ไป พลาดผิด ไม่น่าเศร้าซึม
ทำตัวเหมือนสิ้นแล้วทุกสิ่ง
วันวันเมาโซเซ
ร่างที่ไร้วิญญาณ เหมือนหุ่นไล่กา
เปรียบชีวิต คนดังคลื่นใต้น้ำใน ทะเล
บางครั้ง ขึ้น บางครั้ง ลง
ดวงดี ยินดี ดวงอับ ช่างมัน
พรหมท่านลิขิตไว้ ให้ เป็น
สามสิบลิขิตฟ้า เจ็ดสิบต้องฝ่าฟัน
ต้อง สู้ ต้องสู้จึงจะ ชนะ

อยู่ดีดี ทรุดลง ไม่น่าเสียใจ
อยู่อยู่ไป พลาดผิด ไม่น่าเศร้าซึม
ทำตัวเหมือนสิ้นแล้วทุกสิ่ง
วันวันเมาโซเซ
ร่างที่ไร้วิญญาณ เหมือนหุ่นไล่กา
เปรียบชีวิต คนดังคลื่นใต้น้ำใน ทะเล
บางครั้ง ขึ้น บางครั้ง ลง
ดวงดี ยินดี ดวงอับ ช่างมัน
พรหมท่านลิขิตไว้ ให้ เป็น
สามสิบลิขิตฟ้า เจ็ดสิบต้องฝ่าฟัน
ต้อง สู้ ต้องสู้จึงจะ ชนะ
อยู่ดีดี ทรุดลง ไม่น่าเสียใจ
อยู่อยู่ไป พลาดผิด ไม่น่าเศร้าซึม
ทำตัวเหมือนสิ้นแล้วทุกสิ่ง
วันวันเมาโซเซ
ร่างที่ไร้วิญญาณ เหมือนหุ่นไล่กา
เปรียบชีวิต คนดังคลื่นใต้น้ำใน ทะเล
บางครั้ง ขึ้น บางครั้ง ลง
ดวงดี ยินดี ดวงอับ ช่างมัน
พรหมท่านลิขิตไว้ ให้ เป็น
สามสิบลิขิตฟ้า เจ็ดสิบต้องฝ่าฟัน
ต้อง สู้ ต้องสู้จึงจะ ชนะ
ต้อง สู้ ต้องสู้จึงจะ ชนะ..

ตอนนี้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Back to the future

ประสบการณ์ของมนุษย์แปรผันตามอายุ

นักเลงคีย์บอร์ด
นักเลงคีย์บอร์ด

ถ้าอายุน้อย ประสบการณ์ก็จะน้อยไปด้วย
ทางกฎหมายมักนิยามว่า อายุน้อยแล้ว คิดอ่านไม่เป็น ทำอะไรผิดก็ไม่ควรรับโทษเท่าผู้ใหญ่

ถ้าอายุมาก ประสบการณ์มากก็จริง แต่ประสิทธิภาพในการตัดสินใจจะลดลง
เนื่องจากความสามารถทางสมอง ความจำลดลง
บ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุมีอาการของโรคความจำเสื่อม
ดังนั้นองค์กรต่าง ๆ จึงกำหนดอายุสูงสุดไว้ที่ 60 ปี
เพราะเชื่อว่าหลังจากนั้นจะทำงานได้ไม่เต็มที่

http://www.thaiall.com/mis/mis02.htm
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525
เยาวชน หมายถึง บุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 14 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์

กฎหมายไทยกำหนดว่า
– เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี (อายุไม่ถึง 7 ปี ไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย)
– เยาวชนอายุ 14 – 20 ปี
http://www.thailocalmeet.com/index.php?topic=22575.0

ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติ ได้จำกัดความว่า
เด็ก คือ มนุษย์ทุกคนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

วัยสูงอายุ หรือ วัยชรา หมายถึง มนุษย์ที่มีอายุอยู่ในช่วงปลายของชีวิต
ในทางสถิติมักถือว่าผู้ที่อยู่ในวัยสูงอายุ คือ บุคคลที่มีอายุ 60-65 ปีขึ้นไป
ประเทศไทยกำหนดไว้ว่าผู้สูงอายุ คือ บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
– การสูญเสียฟัน
– ผิวหนังเหี่ยวย่นเพิ่มขึ้น
– สีผมเปลี่ยนเป็นสีเทา หรือสีขาว
– ความสามารถในการมองเห็นลดลง
– การรับรู้ทางเสียงลดลง
– ร่างกายเคลื่อนไหวได้น้อยลง และใช้เวลามากขึ้น
– การใช้ความจำน้อยลง
– ความต้องการทางเพศลดลง หรือหมดไป

เล่าเรื่องสุดโต่ง กับบทบาทที่ต้องพูดเรื่องสุดโต่ง .. ผมว่าธรรมดานะ

อ่านความเห็นของท่านหนึ่งบอกว่า
หลายปีที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นความผิดพลาดอย่างหนึ่ง
ในระบบความคิดและการนำเสนอของสื่อไทย โดยเฉพาะ
แนวสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นบทความหรือบทสัมภาษณ์
ตัวอย่างผู้ประสบความสำเร็จก็คือ มักชอบสร้างสตอรี่ดราม่า
ให้ค่ากับความ ‘สุดโต่ง’ มากเกินไป
อ่านมาจาก http://storylog.co/story/55990ab560a1c1e968c6ab94

แต่ผมมองเห็นอีกมุมนะ และคิดว่าเป็นปกติของบทบาท
ของผู้พูด ผู้เขียน ที่ต้องสร้างแรงบันดาลใจแบบสุดโต่ง
.. เขาได้รับบทบาทมาอย่างนั้น

1. พวกเขาก็เป็นเพียง ผู้นำเสนอ ที่มีบทบาท มีเป้าหมายสร้างแรงบันดาลใจ
ไม่ได้รับมอบหมายมาให้รับผิดชอบต่อการพูด ไม่เหมือนพ่อแม่
สั่งสอนลูกอย่างไร ก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ได้มีอาชีพรับจ้างพูดหรือรับเขียน
ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องสร้างความประทับใจให้ฮือฮา
2. ตัวอย่าง ที่ยกมาอาจเป็นหนึ่งในสิบ ร้อน พัน หมื่น แสน ล้าน
ก็เป็นปกติที่ต้องหาเรื่องผิดปกติมาเล่า แต่ทำได้ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ
ย้อนกับไปข้อ 1 เขาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อชะตากรรมผู้ฟัง
เหมือนพ่อแม่ที่สั่งสอนลูก จะให้คาดหวังอะไรจากผู้พูด
ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ได้มีบทบาท หรือหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตน
3.  ตัวอย่างของบทสัมภาษณ์ในบทความ
“.. ชีวิตมันสั้น อย่าไปกลัวอดตาย ทำตามความฝันเลย
อย่าไปคิดเรื่องหากิน หรือเงินทองมากนัก ..”
ส่วนใหญ่เขาก็แค่พูดหรือเขียนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
ให้รู้สึกว่าเขาพูดน่ะ ผิดปกติ เพราะพูดปกติก็คงไม่มีใครฟัง
แล้วผลจากการพูด การเขียน ก็คงได้รับสิ่งตอบแทนที่ดี ไม่ทางตรง หรือทางอ้อม
4. จะให้พูดปกติหรือครับ
– ตั้งใจเรียนนะลูก หนทางอีกยาวไกล พยายามให้มาก และมากกว่าที่ทำอยู่
– ชีวิตไม่มีอะไรง่าย อ่านหนังสือ แล้วจะสอบได้ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
– ชีวิตแบบ steve jobs น่ะ หนึ่งในล้าน อย่าคิดเอาอย่างเชียว เราคงไม่โชคดี
– ชีวิตแบบ นักกีฬา นักร้อง นักแสดง ที่สำเร็จน่ะ หนึ่งในล้าน อย่าหลงเชื่อเชียว เราคงไม่โชคดี
พูดแบบนี้ พ่อแม่พูดกรอกหูทุกฟัง เด็กที่ไหนจะไปฟัง