kounchanok rujjanapan

ห่วงป.ตรีสายเทคโนโลยีหลงทางสอศ.ส่งทีมลงพื้นที่รีเช็ก/ประเมินความพร้อมสาขาที่ขอเปิดเพิ่มปี 57

15 ตุลาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยภายหลังบอร์ด กอศ.เข้าพบนายจาตุรนต์ ฉายแสงรมว.ศึกษาธิการ เพื่อหารือเรื่องการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้พูดคุยถึงหลักสูตรการเรียนการสอนของอาชีวศึกษา โดยเฉพาะในระดับปริญญาตรีซึ่งเห็นด้วยกับการจัดการศึกษาที่อยู่ในรูปแบบทวิภาคีโดยขณะนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องให้ใช้หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พ.ศ.2556 ของสถาบันการอาชีวศึกษา 9 สถาบัน 16 สาขาวิชาแล้ว และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็ได้มีหนังสือรับทราบและรับรองหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการแล้วเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะแจ้งไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเพื่อเทียบอัตราเงินเดือนของผู้จบการศึกษาต่อไป

“รมว.ศึกษาธิการ รู้สึกเป็นห่วงว่าสถาบันการอาชีวศึกษาที่เปิดสอนในระดับปริญญาตรีได้นำหลักสูตรดังกล่าวไปใช้ตรงกับรายละเอียดที่กำหนดไว้หรือไม่ อาทิคุณสมบัติของผู้เรียนที่จะต้องจบในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และมีงานทำอยู่แล้ว ไม่ใช่มาเรียนจบแล้วจึงไปหางานทำ จำนวนนักเรียนต่อห้องที่กำหนดไว้ห้องละ 20 คน และมีการจัดการสอนรูปแบบทวิภาคีจริงหรือไม่ ซึ่งการส่งเด็กไปฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการนั้น เด็กได้ฝึกงานตรงตามสาขาที่เรียนมาหรือไม่ ดังนั้น รมว.ศึกษาธิการ จึงได้สั่งการให้ สอศ.จัดทีมลงไปติดตามตรวจสอบการเปิดสอนระดับปริญญาตรีของสถาบันการอาชีวศึกษาทุกแห่งที่ได้เปิดสอน ว่าดำเนินการตามรายละเอียดที่กำหนดไว้หรือไม่”

นายชัยพฤกษ์กล่าวและว่า ขณะนี้ สอศ. ได้เปิดให้สถาบันการอาชีวศึกษาที่มีความพร้อมในการเปิดสอนระดับปริญญาตรี ในปีการศึกษา 2557 ส่งแผนการจัดการเรียนการสอนมาพิจารณาภายในเดือน พ.ย. 56 นี้จากนั้น สอศ. จะส่งทีมลงไปประเมินความพร้อมของสถาบันการอาชีวศึกษาว่าพร้อมจริงหรือไม่ ถ้ามีความพร้อมก็จะอนุญาตให้เปิดสอน ทั้งนี้สาขาที่จะเปิดสอนในปีการศึกษาหน้านั้น จะต้องเป็นสาขาที่ไม่ซ้ำซ้อนกับสาขาที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ อีกทั้งไม่ควรเปิดซ้ำสาขาที่วิทยาลัยในกลุ่มสถาบันการอาชีวศึกษาในจังหวัดเดียวกัน หรือพื้นที่ใกล้เคียงเปิดสอนอยู่แล้ว และต้องเน้นสาขาที่เป็นความต้องการของท้องถิ่นและประเทศเป็นหลัก ดังนั้น ในปีการศึกษา 2557 จะเปิดได้กี่แห่งก็คงต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถาบันการอาชีวศึกษาแต่คาดว่าคงจะเปิดเพิ่มอีกไม่มาก

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34463&Key=hotnews

จี้รัฐบาล 10 ชาติ อาเซียนใส่ใจดูแลครู

15 ตุลาคม 2556

ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานกรรมการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากการประชุมสภาครูอาเซียน ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 11-13 ต.ค. 2556 ที่ประเทศมาเลเซีย ที่ประชุมได้ข้อสรุปที่เป็นข้อเสนอร่วมกันว่า ทุกประเทศในอาเซียนควรมีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความเข้าใจระหว่างกัน เพื่อให้การศึกษาในกลุ่มอาเซียนมีคุณภาพมากขึ้น และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศได้พัฒนาครูโดยใช้กระบวนการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันอยากให้มีการกระตุ้นและส่งเสริมบทบาทของครูในการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กโดยรวมในทุกด้าน ที่สำคัญอยากให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องส่งเสริมสวัสดิการและดูแลครูให้อยู่ในสภาพที่ดี โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทั้ง 10 ประเทศในอาเซียนให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อให้การศึกษาในภูมิภาคมีคุณภาพ

ศ.ดร.ไพฑูรย์ กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าสิ่งที่จะทำให้การศึกษาเกิดคุณภาพประกอบด้วย 4 ประการสำคัญคือ คุณภาพการเรียนการสอน คุณภาพหลักสูตรและสิ่งแวดล้อมในการเรียน สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนส่งเสริม และครูที่ดี ที่จะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องมีการกระจายครูอย่างเป็นธรรมไม่ใช่กระจุกอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ทั้งนี้ที่ประชุมยังมีความเชื่อด้วยว่าคุณภาพการศึกษาของภูมิภาคจะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นความร่วมมือกันทั้งภูมิภาค

“ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าคุณภาพการศึกษาขึ้นอยู่กับครูเป็นหลัก โดยครูต้องเป็นครูที่มีคุณภาพ หมายถึงการศึกษาจะมีคุณภาพได้ขึ้นอยู่กับครูที่มีคุณภาพ ซึ่งที่ประชุมยังได้ย้ำถึงบทบาทของครูว่า ต้องมีบทบาทการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและสนับสนุนพัฒนาการของเด็กให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และอยากให้ครูมองไปในอนาคตให้มากขึ้น” ประธานคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวและว่า หลังจากนี้จะมีการประมวลผลสรุปทั้งหมดจากการประชุม และจัดทำเป็นข้อเสนอทั้งจากที่ประชุมโดยตรง และข้อเสนอจากกรรมการคุรุสภา จากนั้นจะพิจารณาว่าส่วนใดจะนำเสนอต่อสาธารณชน หรือส่วนใดจะเสนอรัฐบาล และส่วนใดที่คุรุสภาจะสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อผลักดันให้ข้อตกลงเกิดเป็นผลได้จริง.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 16 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34464&Key=hotnews

สทศ.เสียงแข็งยังไม่เผยแพร่ข้อสอบเก่า เครือข่ายพ่อแม่ฯ เดินหน้าล่าชื่อกดดัน

15 ตุลาคม 2556

รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศร ประธานเครือข่ายพ่อแม่ เยาวชน เพื่อการปฏิรูปการศึกษา และตัวแทนนักเรียนได้มาหารือกับตน เกี่ยวกับการให้ สทศ.เผยแพร่ข้อสอบเก่าของ สทศ. เช่น ข้อสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ข้อสอบทดสอบความถนัดทั่วไป หรือแกต และข้อสอบทดสอบความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ หรือแพต เป็นต้น แต่ตนยืนยันว่า สทศ.ยังไม่สามารถเผยแพร่ข้อสอบได้ เพราะต้องทำคลังข้อสอบให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ขณะเดียวกันเครือข่ายพ่อแม่ฯ เสนอว่าน่าจะให้ครูในโรงเรียนมาร่วมออกข้อสอบของ สทศ.มากขึ้น เพราะครูรู้ว่าเด็กเรียนอะไรบ้าง

“ที่ผ่านมา สทศ.พยายามดึงครูมาร่วมออกข้อสอบอยู่แล้ว แต่ครูส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีเวลา ดังนั้น สทศ. จึงมีแนวคิดว่าหากครูมาร่วมออกข้อสอบของ สทศ. ให้สามารถนำผลจากการออกข้อสอบไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการขอต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจากทางคุรุสภาได้ด้วย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ครูมาร่วมออกข้อสอบ เพราะการให้เป็นเงินอาจจะไม่ได้ผลมากนัก เนื่องจากครูไปเปิดสอนติวพิเศษให้แก่เด็กจะได้เงินมากกว่า” รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าว

ด้าน พญ.กมลพรรณ กล่าวว่า กลุ่มนักเรียนและผู้ปกครองยังยืนยันที่จะให้สทศ.เผยแพร่ข้อสอบเก่า เพื่อให้นักเรียน ครูอาจารย์ และบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อสอบ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อสอบและผลสอบได้อย่างโปร่งใสมากขึ้น แต่ สทศ. ยืนยันว่าจะต้องทำคลังข้อสอบให้เสร็จก่อน ดังนั้นทางเครือข่ายจะเคลื่อนไหวเรื่องนี้ต่อไป รวมทั้งเดินหน้า เปิดล่ารายชื่อผู้ที่เห็นด้วยกับการเผยแพร่ข้อสอบให้มาร่วมกันลงชื่อได้ที่ www.parent-youth.net www.eduzones.com และ kamolpanch@gmail.com เพื่อจะได้รวบรวมเสนอต่อ สทศ. ซึ่งขณะนี้มีผู้มาลงชื่อแล้ว 1,182 คน.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34461&Key=hotnews

มรส.ทบทวนยุทธศาสตร์พัฒนารับปี’ 57 ขับเคลื่อนสู่มหาวิทยาลัย 6 มิติ

15 ตุลาคม 2556

ผศ.ดร.ประโยชน์ คุปต์กาญจนากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) กล่าวถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์การบริหารมหาวิทยาลัยในระดับผู้บริหาร เพื่อทบทวนการทำงานในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ว่า ในการประชุมได้หยิบยกเอา 5 ประเด็นยุทธศาสตร์มาทบทวน ได้แก่

1.การผลิตบัณฑิต พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา

2.การวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน

3.การบริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

4.การพัฒนาระบบบริหารจัดการ และ

5.การแข่งขันในประชาคมอาเซียน

อธิการบดี มรส. กล่าวว่า ในการประชุมได้เจาะลึกลงไปในแต่ละยุทธศาสตร์ว่าจะไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างไร เช่น ด้านการพัฒนาบุคคล ได้กำหนดเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนอาจารย์ที่มีคุณวุฒิปริญญาเอกและมีตำแหน่งทางวิชาการ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ ให้บุคลากรทั้งสองสายได้มีโอกาสพัฒนา เติบโตเต็มตามศักยภาพของตน

อธิการบดี มรส.กล่าวต่อไปว่า ส่วนด้านคุณภาพการจัดการศึกษา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ต้นน้ำ ได้แก่ การรับนักศึกษา-อาจารย์ และการพัฒนาหลักสูตร กลางน้ำ ได้แก่ รูปแบบการเรียนการสอน การพัฒนาอาจารย์ การนิเทศนักศึกษา การพัฒนาระบบสารสนเทศ ส่วนปลายน้ำ ได้แก่ การติดตามและการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต การประเมินอาจารย์ และการประเมินหลักสูตร หากเปรียบคุณภาพการจัดการศึกษาเป็นแม่น้ำสายหนึ่ง ถ้าทำให้ต้นน้ำมีคุณภาพน้ำที่ดีได้ ก็ทำให้กลางน้ำมีคุณภาพได้ด้วย และท้ายที่สุดปลายน้ำก็ไม่มีทางที่จะเป็นน้ำเสียไปได้

“เป้าประสงค์การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์คือการนำ มรส.สู่ “มหาวิทยาลัย 6 มิติ” คือ 1.เป็นมหาวิทยาลัยของชุมชน 2.เป็นมหาวิทยาลัยเขียวสะอาด 3.เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ 4.เป็นมหาวิทยาลัยแห่งอาเซียน 5.เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณภาพ และ 6.เป็นมหาวิทยาลัยแห่งความสุข ซึ่งทั้ง 6 มิติเป็นการออกแบบองค์กรร่วมกันของประชาคม มรส.” อธิการบดี มรส. กล่าว

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34460&Key=hotnews

สพฐ.นำร่องห้องไอที 20 ร.ร.ทั่วประเทศ

15 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มี นโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำร่องจัดทำห้องเรียนแบบ smart classroom หรือห้องเรียนที่ใช้อุปกรณ์ไอซีที มาช่วยจัดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบขึ้น โดยนายจาตุรนต์ต้องการให้ศึกษาข้อดี และข้อเสีย เพื่อดูว่า smart classroom ส่งผลต่อผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างไร เพื่อนำผลการศึกษามาเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการตัดสินใจว่าจะดำเนินการโครงการจัดสร้าง smart classroom ในโรงเรียนทั่วไปหรือไม่ และขณะนี้กำลังจัดทำคุณลักษณะของ smart classroom ต้นแบบอยู่

“เบื้องต้น สพฐ.ตั้งใจนำร่องพร้อมกับ 5 ภูมิภาค รวม 20 โรง เฉลี่ยภูมิภาคละ 4 โรง ครอบคลุมโรงเรียนประถมและมัธยม รวมถึงโรงเรียนทุกประเภท ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์จัดการศึกษาระดับเด่นและด้อย เพื่อเปรียบเทียบว่าการนำ smart classroom มาใช้ส่งผลต่อนักเรียนของโรงเรียนแต่ละประเภทอย่างไร คาดว่าจะเริ่มดำเนินโครงการได้ในภาคเรียน 1 ปีการศึกษา 2557” นายอภิชาติกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34457&Key=hotnews

 

ศธ.เบรกยกระดับสกอ.เทียบ’ทบวง’เร็วไป

15 ตุลาคม 2556

“จาตุรนต์” เบรกดัน “สกอ.” เทียบเท่า “ทบวง” ชี้เน้นเรื่องปรับโครงสร้างของกระทรวงก่อน ลั่นเร่งสร้างคุณภาพบัณฑิต-งานวิจัย

จากกรณีที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เสนอให้มีการศึกษาถึงการแยกอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)มาเป็นกระทรวงอุดมศึกษาและการวิจัยซึ่งนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)แสดงความเห็นด้วยแต่เสนอว่าควรเป็นการตั้งทบวง ภายใต้ ศธ.ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ต.ค.56 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในเวลานี้ หาก ศธ.จะเน้นเรื่องปรับโครงสร้างของกระทรวงก่อน ก็จะทำให้วงการการศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องหันมาพูดกันแต่เรื่องเหล่านี้ ซึ่งตลอดช่วง10 ปีที่ผ่านมา ก็เห็นชัดแล้วว่าการเน้นแต่เรื่องการปรับโครงสร้าง ถือเป็นจุดบกพร่อง และจุดอ่อนที่สำคัญมากในการปฏิรูปการศึกษา ดังนั้นตนคิดว่าขณะนี้ควรจะมาหารือกันก่อนว่าจะจัดการอุดมศึกษาอย่างไรให้มีคุณภาพ ทั้งในเรื่องการวิจัยและผลิตบัณฑิต จากนั้นจึงไปสู่ประเด็นว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องปรับโครงสร้าง ซึ่งตนก็ยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้

“เรื่องโครงสร้างกระทรวงทำกันมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แน่นอนว่ามีปัญหาหลายอย่างที่ต้องแก้ไข ซึ่งต้องมีสักวันหนึ่งที่จะต้องมาพูดกันว่าจะปรับโครงสร้างให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร แต่คงไม่ใช่เวลานี้ เพราะถ้าเราย้อนมาพูด เรื่องนี้เร็วเกินไปก็จะทำให้ดึงความสนใจ จากเรื่องที่ควรจะทำ นั่นก็คือการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการเรียนการสอนการเพิ่มคุณภาพทั้งงานวิจัย การจัดการศึกษาและการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ เช่น การผลิตครูให้ตรงกับความต้องการ และมีคุณลักษณะที่ดี ไม่ใช่ผลิตครูจนล้นความต้องการนอกจากนี้จะต้องยกระดับมหาวิทยาลัยและผลิตบัณฑิตให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ดังนั้นผมจึงอยากให้เน้นในเรื่องเหล่านี้ก่อน” นายจาตุรนต์ กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34456&Key=hotnews

ทปอ.ย้ำมหาวิทยาลัยรับตรง ม.ค.57 ตั้ง ‘กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย’ อิสระ

14 ตุลาคม 2556

13 ต.ค.56 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาในระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยที่ประชุมยืนยันมติเดิม และย้ำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ จัดสอบระบบรับตรงพร้อมกันในช่วงเดือน ม.ค. ซึ่งขณะนี้ยังเหลือมหาวิทยาลัยอีกประมาณ 95% ที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดสอบรับตรง แต่ทั้งนี้ระบบรับตรงดังกล่าวจะเป็นการรับตรงทั่วไป ไม่รวมถึงระบบโควตา เช่น โครงการพิเศษ ที่สามารถจะดำเนินการจัดสอบได้ตามความเหมาะสม

ส่วนที่หลายฝ่ายต้องการจะให้มีการปรับระบบรับตรงในช่วงปีนี้คงเป็นไปไม่ได้แล้ว รวมทั้งที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ อยากให้มหาวิทยาลัยจัดสอบรับตรงภายหลังเด็กจบการศึกษาแล้ว นั้น ทาง ทปอ.เห็นด้วยและเรื่องนี้ก็ได้มีการหารือกันมาตลอด แต่สุดท้ายติดปัญหาทางเทคนิคในการดำเนินการจัดสอบ ถ้าจะให้เลื่อนจัดสอบรับตรงในปีนี้ก็คงไม่ทัน เพราะมหาวิทยาลัยทุกแห่งได้วางแผนการดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยได้ประกาศไปแล้วล่วงหน้าว่ามหาวิทยาลัยจะจัดสอบพร้อมกันในช่วงเดือนม.ค.เพราะฉะนั้นการสอบรับตรงประจำปีการศึกษา 2557 มหาวิทยาลัยจะจัดสอบเดือน ม.ค.2557 ถ้าจะขยับการสอบก็จะทำให้รวนไปทั้งระบบ แต่เมื่อสิ้นสุดการดำเนินการจะสรุปปัญหาอุปสรรคต่างๆ ทั้งหมด เพื่อนำไปปรับใช้ในปีการศึกษา 2558

ศ.ดร.สมคิด กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงข้อเสนอ ทปอ.ที่ให้มีการศึกษาถึงการแยกอุดมศึกษา ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)มาเป็น กระทรวงอุดมศึกษาและการวิจัย ซึ่งเห็นตรงกันว่าจะเดินหน้าต่อไป ขณะที่ ศ.(พิเศษ) ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) เห็นว่าหากจะแยกออกมาเป็นกระทรวงอุดมศึกษาและการวิจัย เป็นโจทย์ใหญ่และเป็นไปได้ยาก จึงไม่ได้เสนอให้มีการตั้งเป็นทบวง ภายใต้ ศธ. ซึ่งในประเทศไทยยังไม่เคยมีการตั้งทบวงภายใต้กระทรวงมาก่อน แต่แนวทางดังกล่าวมีการกำหนดไว้ในมาตรา 11 ของพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยเพราะจะทำให้มหาวิทยาลัยมีความอิสระและยังมีความเชื่อมโยงกับศธ.อยู่

รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มฟล. ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษา และจัดทำโครงการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าไม่อยากให้เป็นทบวงที่อยู่ภายใต้ ศธ. แต่อยากให้เป็นทบวงอิสระ เพราะจะทำให้รัฐมนตรีประจำทบวงมีอิสระในการบริหารงาน ไม่ต้องไปขึ้นตรงต่อ รมว.ศึกษาธิการ

ขณะที่ ศ.(พิเศษ) ดร.ทศพร กล่าวว่า ได้เสนอกับที่ประชุม ทปอ. ใน 4 เรื่อง ได้แก่

1. ให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีบทบาทสำคัญต่อการช่วยเหลือประเทศและแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยเฉพาะการสร้างงานวิจัย และทำเรื่องธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ช่วยเหลือผู้ประกอบการของประเทศ และช่วยชุมชนรอบมหาวิทยาลัยให้มีความเข้มแข็งซึ่งมหาวิทยาลัยก็รับข้อเสนอดังกล่าวแล้ว

2.เรื่องการประกันคุณภาพภายในของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และการประเมินคุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ซึ่งเห็นว่า ไม่ควรมีหลักเกณฑ์เดียวที่ใช้กับทุกหน่วยงาน แต่ควรมีหลักเกณฑ์ที่หลากหลาย

3. เรื่องกฎหมายอุดมศึกษา โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลนั้นตนไม่เห็นด้วยที่จะใช้มาตรฐานเดียวกันทุกมหาวิทยาลัย แต่ควรจะกำหนดเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่นำไปใช้ร่วมกันได้ตามความเหมาะสม

4.เรื่องกระทรวงอุดมศึกษาฯ ซึ่ง ทปอ.ได้มีการทำเรื่องแยกเป็นกระทรวงอุดมศึกษาฯ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ตน เป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร .) เห็นว่าการตั้งกระทรวงใหม่เป็นเรื่องยาก ดังนั้น ควรมีการจัดตั้งเป็นทบวง โดยมีบทบาทเรื่องอุดมศึกษาโดยเฉพาะ เพราะถ้านำในส่วนงานวิจัยมารวมด้วยอาจจะมีปัญหากับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งยังต้องการให้มีการแยกในส่วนอุดมศึกษา ออกจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วย

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34444&Key=hotnews

สสวท.สั่งขันนอตครู ‘วิทย์-คณิต’

14 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 13 ต.ค. นายปรีชาญ เดชศรี รอง ผอ.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เผยข้อมูลผลวิจัยความพร้อมความมั่นใจในการสอนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ของครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และมัธยมศึกษาปีที่ 2 ว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นการสำรวจความคิดเห็นของครูทั้งสองวิชา โดยครูผู้สอนเกินครึ่งไม่มีความมั่นใจในการสอน และไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับจัดการเรียนการสอน โดยผลสำรวจของครูระดับ ป.4 วิชาคณิตฯ แบ่งเป็น ครูมีความพร้อมเตรียมการสอน 50 เปอร์เซ็นต์ จากค่าเฉลี่ยทั่วโลก 83 เปอร์เซ็นต์ มีความมั่นใจการสอน 47 เปอร์เซ็นต์ จากค่าเฉลี่ยทั่วโลก 75 เปอร์เซ็นต์, วิชาวิทย์ ครูมีความพร้อมเตรียมการสอน 38 เปอร์เซ็นต์ จากค่าเฉลี่ยทั่วโลก 62 เปอร์เซ็นต์, มีความมั่นใจการสอน 39 เปอร์เซ็นต์ จากค่าเฉลี่ยทั่วโลก 59 เปอร์เซ็นต์

รอง ผอ.สสวท. กล่าวต่อว่า ผลสำรวจของครูระดับ ม.2 วิชาคณิตฯ แบ่งเป็น ครูมีความพร้อมเตรียมการสอน 55 เปอร์เซ็นต์ จากค่าเฉลี่ยทั่วโลก 84 เปอร์เซ็นต์, มีความมั่นใจการสอน 39 เปอร์เซ็นต์ จากค่าเฉลี่ยทั่วโลก 76 เปอร์เซ็นต์ ส่วนวิชาวิทย์ ครูมีความพร้อมเตรียมการสอน 53 เปอร์เซ็นต์ จากค่าเฉลี่ยทั่วโลก 72 เปอร์เซ็นต์ และมีความมั่นใจการสอน 42 เปอร์เซ็นต์ จากค่าเฉลี่ยทั่วโลก 73 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ผลการศึกษาชี้ด้วยว่า ครูมีส่วนสำคัญมากที่สุดต่อสัมฤทธิผลการศึกษาเด็ก ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จำเป็นต้องเร่งสร้างความพร้อม และความมั่นใจให้กับครู

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34448&Key=hotnews

1 อำเภอ 1 ทุน เพิ่มสายอาชีพ

14 ตุลาคม 2556

กรุงเทพฯ : “จาตุรนต์” ปรับหลักเกณฑ์ 1 อำเภอ 1 ทุน ขยายถึงสายอาชีพ ด้าน กอศ. ขอให้เด็กอาชีวะ 77 ทุน ต่อปริญญาตรีใน 13 สาขาขาดแคลนในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีข้อเสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือกโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนใหม่ เพื่อจัดสรรทุนให้นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีโอกาสได้เข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมฯปลาย และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ โดยเน้นให้ทุนสายอาชีพเพิ่มมากขึ้นนั้น ขณะนี้ผู้รับทุนจากโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ยังไม่เต็มจำนวน คิดว่าควรต้องปรับ-ปรุงหลักเกณฑ์การให้ทุนเพื่อให้มีผู้ รับทุนเพิ่มขึ้น และขยายโอกาสให้นักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีโอกาสรับทุนเพิ่มขึ้นด้วย

“ขณะนี้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสรุปปัญหาอุปสรรคเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือกทั้งหมด ส่วนนักเรียนอาชีวะอาจจะต้องจัดทำหลักเกณฑ์เฉพาะขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักเรียน สอศ. ได้รับทุนเพิ่มขึ้น”

ด้านนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า จะนำร่างโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (อาชีวศึกษา) ภายใต้โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 5 เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณา เพื่อขอจัดสรรทุนตามโครงการดังกล่าวให้นักเรียนและนักศึกษาสายอาชีวะ 77 ทุน เรียนต่อระดับปริญญาตรีทั้งในและต่างประเทศ เน้นสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศใน 13 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก

ทั้งนี้ ผู้รับทุนต้องเรียนดี มีฐานะยากจน ครอบครัวมีรายได้ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี มีความประพฤติดี และคิดค้นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34447&Key=hotnews

 

มข.ผุดระบบติดตามขอตำแหน่งวิชาการใช้เทคโนฯ หนุนมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของโลก

14 ตุลาคม 2556

มหาวิทยาลัยขอนแก่นรุดหน้านำเทคโนโลยีมาช่วยในการขอตำแหน่งทางวิชาการ (ผศ. รศ. ศ.) 

รศ.พิษณุ อุตตมะเวทิน รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยถึงโครงการระบบติดตามขอตำแหน่งวิชาการว่า ในอดีต มหาวิทยาลัยขอนแก่นใช้ระบบติดตามการขอตำแหน่งวิชาการเป็นเอกสาร จากการสำรวจพบว่าเกิดอุปสรรคในการทำงานมากมาย อาทิ เอกสารส่งไม่ถึง การติดตามงานล่าช้า เป็นเหตุให้ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ร่วมมือกับกองการเจ้าหน้าที่ นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการจัดการระบบ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ชัดเจน โปร่งใส ทุกขั้นตอน เอื้ออำนวยต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ และสะดวกต่อการตรวจสอบสถานะของผู้ยื่นขอ ตลอดจนง่ายต่อการตรวจสอบแนวโน้มการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการในภาพรวมของผู้บริหารระดับสูง โดยคาดหวังว่าระบบดังกล่าวจะสามารถอำนวยความสะดวกต่อคณาจารย์สายผู้สอน และสายสนับสนุน กระตุ้นให้เกิดการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย ในการก้าวสู่มหาวิทยาลัยวิจัยของโลกต่อไป

“ขณะนี้เราได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาพัฒนาระบบติดตามการขอตำแหน่งทางวิชาการโดยการร่วมมือของกองการเจ้าหน้าที่และฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ ระบบนี้จะช่วยลดความกังวลใจของคณาจารย์ บุคลากรที่ยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ เนื่องจากท่านสามารถตรวจสอบสถานการณ์ยื่นขอตำแหน่งวิชาการของท่านได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยเครื่องมือนี้จะมีประโยชน์ทั้งต่อผู้ยื่นขอ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ดำเนินงาน รวมถึงผู้บริหารระดับสูง เพื่อใช้ในการติดตามแนวโน้มการยื่นขอตำแหน่งวิชาการ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มผู้ยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการอันจะสอดคล้องต่อวิสัยทัศน์เพื่อการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ” รศ.พิษณุ กล่าว

อย่างไรก็ตามคณะทำงาน ได้คิดวิเคราะห์อย่างรอบด้าน วางแผนโครงการและปฏิบัติงานเป็นระยะเวลากว่า 6 เดือน กระทั่งได้ระบบติดตามการขอตำแหน่งทางวิชาการที่มีระบบชัดเจน สะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมทุกมิติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับบุคลากร เจ้าหน้าที่ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงอย่างดีที่สุด

ผศ.ดร.อิศรา ก้านจักร ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ กล่าวว่า แนวคิดในการพัฒนาระบบติดตามการขอตำแหน่งทางวิชาการ โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยนั้น เกิดจากการที่บุคลากรหลายคนมีความวิตกกังวล ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติงานก็ไม่สามารถจะตอบคำถามได้ครบทุกท่าน ฉะนั้นกองการเจ้าหน้าที่และฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงนำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วย โดยคาดว่าจะทำให้ผู้ที่ขอตำแหน่งทางวิชาการสามารถที่จะตรวจสอบ ดูสถานะตนเองได้ทุกที่ ทุกเวลา ประหยัด รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย ทำให้ทุกฝ่ายสามารถขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ดียิ่งขึ้น

“การพัฒนาระบบนี้ได้รับความเห็นชอบจากท่านอธิการบดี ท่านรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงท่านผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ เพื่อมอบหมายให้คณะทำงานสร้างกระบวนการ ประสานร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาคปฏิบัติ และโปรแกรมเมอร์ โดยนำขั้นตอนการขอตำแหน่งทางวิชาการในลักษณะเดิมมาวิเคราะห์ปัญหาการใช้งาน จนสามารถพัฒนาระบบใหม่ได้สำเร็จ ซึ่งระบบติดตามการขอตำแหน่งทางวิชาการนี้จะรองรับการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายผู้ยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ฝ่ายผู้บริหารระดับสูง รวมถึงระดับสภามหาวิทยาลัย ที่จะติดตามตรวจสอบระบบได้ทั้งกระบวนการ ทำให้กระบวนการโปร่งใส เป็นไปตามระบบการบริหารที่มีหลักธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบในระบบได้ ทั้งนี้กองการเจ้าหน้าที่จะมีฐานข้อมูลที่เป็นระบบ สะดวกในการทำงาน เอกสารไม่หาย ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงสามารถเช็คแนวโน้มการยื่นขอตำแหน่งวิชาการได้ว่าขณะนี้มีการขอ ศ. รศ. ผศ. กี่คน กระบวนการติดขัดที่ขั้นตอนใด ทำไมถึงช้า ช้าเพราะอะไร สามารถที่จะคำนวณได้เลยว่าจากนโยบายที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นกำหนดมาเพื่อขับเคลื่อนการยื่นขอตำแหน่งวิชาการให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นนั้น ทำให้บุคลากรของเรามีตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้นไหม อย่างไร ดังนั้นระบบนี้จะอำนวยความสะดวกให้กับทุกท่านได้ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยขอนแก่นร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น” ผศ.ดร.อิศรา กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34441&Key=hotnews