kounchanok rujjanapan

วชช.เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิด ‘ร่าง พ.ร.บ สถาบันวิทยาลัยชุมชน’ เน้นจัดการศึกษารูปแบบวิทยาลัยให้มีระดับทัดเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำ

11 ตุลาคม 2556

เตรียมความพร้อมปรับวิทยาลัยชุมชนให้มีระดับทัดเทียมกับมหาวิทยาลันชั้นนำ

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการวิทยาลัยชุมชน (วชช.) กล่าวเปิดงานโครงการสัมมนาประธานกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนว่า เพื่อต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับการจัดการศึกษารูปแบบวิทยาลัยชุมชนเพื่อกำหนดสาระสำคัญ ทิศทางของร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิทยาลัยชุมชน รวมถึงกำกับติดตามและประเมินผล เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยชุมชน เนื่องจากตอนนี้ในหลายๆ จังหวัดทั่วประเทศ ได้มีการตื่นตัวของ วชช.เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการเรียนการสอนในรูปแบบมหาวิทยาลัย ทาง วชช.จึงต้องจัดเตรียมความพร้อมให้มีระดับทัดเทียมเหมือนกับมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งอื่น

โครงการสัมมนาครั้งนี้มีการบรรยายเรื่อง “สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิทยาลัยชุมชน” โดยมี ศ.วิริยะ นามสิริพันธุ์ กรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ในขณะเดียวกัน คณะประธานกรรมการหลายท่านร่วมแสดงความคิดเห็นว่า องค์ประกอบหลักของวิทยาลัยชุมชนนั้น มี 3 ด้านด้วยกัน คือ ด้านการจัดการศึกษาเพื่อชุมชน ด้านการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพ และด้านการจัดการศึกษาต่อยอดใบประกาศนียบัตร ซึ่งเป็นข้อเด่นชัดให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างวิทยาลัยชุมชนกับมหาวิทยาลัยทั่วๆ ไป เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกที่หลากหลายและเหมาะสม ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง

ทั้งนี้ สภาวิทยาลัยชุมชนได้บอกถึงขอบเขตของร่าง พ.ร.บ. และแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นของคณะกรรมการ เพื่อนำไปปรับใช้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งร่าง พ.ร.บ. ของวิทยาลัยชุมชนในขณะนี้ได้ผ่านเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในขั้นตอนแรกแล้ว และในขั้นตอนต่อๆ ไป จึงอยากให้คณะกรรมการร่วมกันจัดเตรียมข้อมูล ข้อเสนอแนะ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้ในการพัฒนางานวิทยาลัยชุมชน เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมเด่นชัดมากยิ่งขึ้นต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34429&Key=hotnews

ครม.อนุมัติให้ มศว ออกนอกระบบ

10 ตุลาคม 2556

ครม.อนุมัติให้ มศว ออกนอกระบบ
รายได้ที่มหาวิทยาลัยหาได้ไม่ต้องส่งเข้าคลัง
นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. …. ที่แก้ไขปรับปรุง จากร่างที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาแล้ว มีหลักการสำคัญ คือ ปรับเปลี่ยนสถานภาพจากมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่เป็นส่วนราชการไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยกำหนดให้มหาวิทยาลัยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แต่พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้รับการคุ้มครอง และประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าว แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะประกันตนด้วยความสมัครใจ อย่างไรก็ตามส่วนรายได้ของมหาวิทยาลัยนั้นมหาวิทยาลัยจะมีรายได้ส่วนหนึ่งจากเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปีซึ่งเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ และเงินกองทุนที่รัฐบาลหรือมหาวิทยาลัยจัดตั้งขึ้น และรายได้หรือผลประโยชน์จากกองทุน ตลอดจนรายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมาย

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34415&Key=hotnews

ลดช่องว่างการศึกษาอาเซียน ผอ.ซีเมสแนะเลิกท่องจำสร้างพลเมืองคิดเป็นทำเป็น

10 ตุลาคม 2556

ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 9 ต.ค.56 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งเรื่องบูรณาการความร่วมมือทางการศึกษาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนในงานเวิลด์ไดแด็ค เอเชีย เอ็ดดูเคชั่น ลีดเดอร์ส ฟอรั่ม 2013 ว่าประเทศไทย ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ที่ทำให้การศึกษาสามารถเข้าถึงทุกคนได้อย่างมีคุณภาพ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้เวลาเรียนของเด็กในห้องเรียนมากเกินไป และเด็กขาดทักษะการคิดวิเคราะห์แต่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็พยายามที่จะนำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้มาพัฒนาเพื่อให้การศึกษามีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

“เชื่อว่าขณะนี้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างมุ่งพัฒนาการศึกษาดังนั้น เราจำเป็นต้องปรับระบบการศึกษา ให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ซึ่ง ศธ.ถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษา และปรับปรุงผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนไทยให้ดีขึ้น โดยเฉพาะผลประเมิน PISA ตลอดจนหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์ และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ขณะเดียวกันต้องมีการพัฒนาครูให้มีคุณภาพที่สูงขึ้นด้วย โดยการประเมินครูต้องควบคู่ไปกับผลงานที่เป็นผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ศธ.จะส่งเสริมคุณภาพของระบการศึกษาอาชีวศึกษา ให้มีมาตรฐานระดับโลก และสนองต่อความต้องการของประเทศ โดยจะมีการกำหนดกรอบให้เด็กอาชีวะมีทักษะ และมีความรู้ตามความต้องการของสถานประกอบการ นอกจากนี้จำเป็นต้องให้ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เข้ามาร่วมฝึกอบรมทั้งเทคนิคและการศึกษา เพื่อให้การเรียนอาชีวะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 ที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ประเทศสมาชิกจำเป็นต้องเข้าใจวัฒนธรรม และภาษาซึ่งกันและกันซึ่งภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการสื่อสาร ดังนั้น เราจะต้องเร่งพัฒนาภาษาอังกฤษให้กับเด็กไทย รวมทั้งการนำไอซีทีมาใช้ในการสอนภาษาให้มากขึ้น และในปี2558 ศธ.จำเป็นจะต้องมุ่งส่งเสริมการศึกษาเพื่อลดช่องว่างของการพัฒนาการศึกษาในประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งไทยได้สนับสนุนเรื่องนี้เพื่อให้มีการศึกษาอย่างยั่งยืน

ด้าน นายวิทยา จีระเดชากุล ผอ.สำนักงานเลขาธิการองค์การรัฐมนตรีศึกษา แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีเมส) กล่าวถึงภาพรวมระบบการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอนาคตจำเป็นต้องมีการปรับวิธีการสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์เป็นไม่ใช่การท่องจำเหมือนอดีต ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่นเดียวกับไทย ทั้งนี้ ในส่วนของไทยนั้นมีโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายต่อการปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาคือ การเปลี่ยนแปลงระบบความคิด ซึ่งทำอย่างไรให้นโยบายทางการศึกษามีความต่อเนื่อง เพราะต้องยอมรับว่าการเมืองเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษา เพราะหากคนที่เข้ามาทำหน้าที่ดูแลมีความเข้าใจระบบการศึกษาจริงๆก็จะช่วยพัฒนาได้ดีขึ้น และต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบ ให้มีการกระจายอำนาจจากศูนย์กลางออกไป เพื่อให้เกิดความรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ช่วยทำให้การยกระดับคุณภาพระบบการศึกษาของไทยทำได้เร็วขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34413&Key=hotnews

ศธ.เอาจริง ‘ซ้ำชั้น’ เล็งประถม ดันใช้ข้อสอบเดียวทั้งประเทศ

10 ตุลาคม 2556

สพฐ.-สทศ. ‘รับลูก’ รัฐมนตรี ‘อ๋อย’  ฟื้น ‘ตกซ้ำชั้นใช้ข้อสอบปลายภาครวมทั้งประเทศ’ เล็งปีการศึกษา 2557 ซ้ำชั้นเฉพาะ’ประถมฯ’ แต่ ‘ม.ต้น’ ให้เรียนซ่อมรายวิชาที่สอบตก นำร่องข้อสอบปลายภาคเหมือนกันทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ ว่าได้ฝากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) หารือร่วมกันเพื่อจัดทดสอบวัดผลกลาง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการทดสอบกลางที่เป็นมาตรฐานและเป็นระบบ ทำให้ไม่รู้ปัญหา กว่าจะมารู้ปัญหาต้องรอการวัดผลระดับนานาชาติหรือการวัดผลเองในบางช่วงชั้นและเพียงบางวิชาเท่านั้น เช่น การวัดผลภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากการสอบวัดประเมินผลระดับชาติ (เอ็นที) และล่าสุดการทดสอบการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่พบว่ามีนักเรียนประมาณ 2 แสนคน ที่ต้องปรับปรุง เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าต้องมาทบ ทวนเพื่อวางระบบการวัดผลกันใหม่ ทั้งนี้ สพฐ.และ สทศ.ต้องหารือร่วมกันว่าจะออกแบบข้อสอบให้เป็นมาตรฐานได้อย่างไร และจะต้องวัดผลวิชาและระดับชั้นใดบ้าง

“ระบบการศึกษาเราจำเป็นต้องใช้การทดสอบวัดผลกลางที่เป็นมาตรฐาน บางวิชาบางสาขาต้องอิงกับมาตรฐานต่างประเทศ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษา จำเป็นต้องมาคิดเรื่องระบบการทดสอบวัดผลอย่างจริงจัง ในประเทศที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ใช้ระบบวัดผลกลางเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษา แม้ว่าตอนนี้จะมีการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) อยู่แล้ว แต่ไม่ได้มีการทำทุกชั้นเรียน” รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าว และว่า การทดสอบวัดผลกลางไม่ใช่เพื่อให้เกิดการแข่งขัน แต่เพื่อให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอน เกิดความเข้าใจว่าเด็กเรียนแล้วได้ผลอย่างไร การวัดผลกลางเกิดการพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอน เกิดความเข้าใจว่าเด็กเรียนแล้วได้ผลอย่างไร การวัดผลกลางจะทำให้ทราบภาพรวมการจัดการศึกษาทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นการทดสอบวัดผลกลางจะมีผลต่อเกรดและคะแนนของนักเรียนด้วย โดยตนอยากให้เกิดขึ้นในปีการศึกษา 2557

ผู้สื่อข่าวถามว่า การทดสอบวัดผลกลางจะย้อนกลับไปใช้ระบบเดิมที่ใช้กันในอดีตหรือไม่ นาย จาตุรนต์กล่าวว่า เป็นเรื่องของศตวรรษที่ 21 และทั่วโลกทำกัน บังเอิญว่าสมัยก่อนการศึกษาไทยก็มีการทดสอบวัดผลกลาง เพียงแต่พอมีการเปลี่ยนมาใช้ผลการเรียนแบบหน่วยกิต ได้ทิ้งบางเรื่องที่เป็นประโยชน์ไป

ด้านนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จากแนวนโยบายของนายจาตุรนต์นั้น สพฐ.จะให้มีการจัดทดสอบวัดผลกลางโดยใช้ข้อสอบชุดเดียวกันทั้งประเทศในทุกชั้นปี แต่หากเริ่มพร้อมกันทุกระดับชั้น อาจจะมีปัญหาในเรื่องงบประมาณและความพร้อมของผู้ปฏิบัติ ดังนั้น จะเริ่มใช้ข้อสอบกลางในระดับชั้นที่มีผลต่อการเรียนในระดับสูงขึ้นก่อน คือ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 โดยข้อสอบกลางจะเป็นข้อสอบมาตรฐานที่ผ่านกระบวนการพิจารณาตรวจสอบโดยชุมนุมนักวัดผลการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ สพฐ.กำลังจะตั้งขึ้น จะมีค่าความเชื่อมั่นเพียงพอที่จะส่งผลเป็น กระจกให้รู้ได้ว่าจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขการจัดการศึกษาในด้านใด เพื่อให้ได้มาตรฐานของนักเรียนทั่วประเทศที่ใกล้เคียงกัน

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ข้อสอบวัดผลกลางจะใช้ในการสอบปลายภาคของทุกโรงเรียนที่จัดสอบ ปีละ 2 ครั้ง และจะใช้สอบทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เด็กเรียน โดยใน 1 วิชาใช้ข้อสอบ 60 ข้อ จะออกข้อสอบประมาณ 600-1,200 ข้อ และเลือกไปใช้สอบบางส่วน และส่วนที่เหลือเก็บไว้ในคลังข้อสอบเพื่อนำมาปรับใช้ในการสอบครั้งต่อไป ข้อสอบจะบันทึกข้อมูลลงในแผ่นซีดีให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) หรือโรงเรียนไปจัดพิมพ์ข้อสอบเอง เมื่อสอบครั้งใหม่ก็จะมีการนำข้อสอบชุดใหม่มาใช้และต่อไป(สพท.) หรือโรงเรียนไปจัดพิมพ์ข้อสอบเอง เมื่อสอบครั้งใหม่ก็จะมีการนำข้อสอบชุดใหม่มาใช้และต่อไปโรงเรียนไม่ต้องจัดทำข้อสอบปลายภาคเอง แต่ให้มาใช้ข้อสอบกลางนี้แทน สำหรับเรื่องการกวดวิชาข้อสอบให้แก่เด็กนั้น คงห้ามไม่ได้ แต่ข้อสอบที่จัดส่งไปจะเป็นข้อสอบใหม่และมีการพัฒนาตลอด ทั้งนี้ สพฐ.จะเริ่มใช้ข้อสอบกลางในระดับชั้นดังกล่าวในปีการศึกษา 2557 ขณะนี้เหลือเวลาอีกประมาณครึ่งปี จึงเชื่อว่าจะสามารถออกข้อสอบและดำเนินการเรื่องนี้เสร็จได้ทัน

“เมื่อจะมีการใช้ข้อสอบวัดผลกลาง สพฐ.จะต้องปรับปรุงระบบการวัดผลประเมินผลใหม่ด้วย โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้มอบให้มาทบทวนระบบการตกซ้ำชั้นใหม่ ขณะนี้ สพฐ.กำลังปรับปรุงโดยยกร่างระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการวัดผลประเมินผลการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ เพื่อจะใช้ในปีการศึกษาปี 2557 มีเนื้อหาสาระที่จะให้มีการตกซ้ำชั้นในระดับชั้นประถมศึกษา หากไม่ผ่านวิชาใดวิชาหนึ่งก็จะต้องตกซ้ำชั้น เพราะเป็นการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ส่วนระดับมัธยมศึกษานั้นหากไม่ผ่านในรายวิชาใด จะต้องมาลงเรียนรายวิชานั้นใหม่ในภาคเรียนถัดไปหรือเมื่อโรงเรียนเปิดให้โดยไม่ต้องซ้ำชั้น นอกจากนี้แล้ว สพฐ.อาจจะต้องไปดูว่าจะต้องพิจารณาการใช้ระบบเกรดเหมือนเดิมหรือใช้ระบบเปอร์เซ็นต์ในผลการเรียนเพราะหลายประเทศมีการใช้ระบบผลการเรียนแบบเปอร์เซ็นต์” นายอภิชาติกล่าว และว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อจัดทำร่างเสร็จแล้ว จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจะต้องนำเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ. พิจารณาเห็นชอบลงนามต่อไป โดยเมื่อประกาศใช้ จะมีผลบังคับใช้ในโรงเรียนสังกัด สพฐ. โรงเรียนเอกชน ส่วนโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สามารถอนุโลมนำไปใช้ได้ ปกติแล้วโรงเรียนเหล่านี้ก็อิงกับ ศธ.อยู่แล้ว ส่วนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยต่างๆ นั้น ขึ้นอยู่กับความสมัครใจว่าจะใช้การวัดผลดังกล่าวนี้หรือไม่

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34412&Key=hotnews

เคาะ’ร.ร.-อาชีวะ’เปิดเทอม 16 พ.ค. ศธ.ชี้เด็กมีเวลา 4 เดือนอ่านตำราสอบเข้าม. รับ’น.ศ.ครู’กระทบ-ไร้เวลาเตรียมฝึกสอน

10 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหาร ศธ. ว่าที่ประชุมได้หารือเรื่องการเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียนของสถานศึกษาในสังกัด ศธ. โดยที่ประชุมได้นำข้อดีและข้อเสียของการเลื่อนเปิดเทอมจาก 16 พฤษภาคม เป็น 10 มิถุนายน และการเปิดเทอมเป็นวันที่ 16 พฤษภาคมเหมือนเดิม รวมถึงนำผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการศึกษา อาทิ นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 15,696 คน เกี่ยวกับการเลื่อนเปิดเทอม ที่ระบุว่า 54.54% เห็นด้วยกับการเปิดเทอมวันที่ 16 พฤษภาคมมาพิจารณาด้วย ซึ่งที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันว่าการเปิดเทอมวันที่ 16 พฤษภาคม จะมีข้อดีมากกว่าการเลื่อนไปเปิดเทอมวันที่ 10 มิถุนายน เพราะเมื่อคำนึงถึงการเรียนการสอนของนักเรียนส่วนใหญ่ตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.5 จะพบว่ามีความสอดคล้องในแง่ของภูมิอากาศ และประเพณีไทย ซึ่งหากต้องเลื่อนเปิดเทอม จะทำให้เกิดผลกระทบกับสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะเปิดเทอมในวันที่ 16 พฤษภาคมเหมือนเดิม
รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวต่อว่า การให้เปิดภาคเรียนเหมือนเดิม ไม่ต้องแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และจะไม่กระทบต่อการขอรับเงินอุดหนุนรายหัว เพราะใช้ฐานข้อมูลนักเรียนวันที่ 10 มิถุนายน ขณะเดียวกันทาง สอศ. ยังเห็นว่าเด็กอาชีวะมีความเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยน้อย และการเปิดเทอมวันที่ 16 พฤษภาคม จะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่กำลังหาแรงงานมากกว่าด้วย ส่วนเด็ก ม.6 แม้ว่าการเปิดเทอมช่วงเวลาเดิม จะมีผลให้เด็กมีช่วงเวลาว่าง ค่อนข้างมากประมาณ 4 เดือนครึ่ง ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิดเทอมในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่จะเป็นโอกาสดี เพราะในบางประเทศจะใช้ช่วงเวลานี้สำหรับเรียนภาษา เพิ่มเติมหรือเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมเข้ามหาวิทยาลัย

นายจาตุรนต์กล่าวด้วยว่า สำหรับประเทศไทยเป็นโอกาสดีที่จะทำให้มหาวิทยาลัยสามารถจัดระบบการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งได้ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยเลื่อนการสอบรับตรงของมหาวิทยาลัยมาอยู่ในช่วงที่นักเรียนได้เรียนจบการศึกษาแล้ว เพื่อให้เด็กได้มีเวลาเตรียมตัว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ก็เห็นด้วยว่าการจัดสอบต่างๆ ของ สทศ.ควรจัดสอบหลังนักเรียนจบการศึกษาเช่นกัน ซึ่ง สทศ.ก็ยินดีที่จะพิจารณาขยับช่วงเวลาในการสอบให้สอดคล้องกับช่วงเวลาปิดภาคเรียนที่ 2 ที่จะมีช่วงเวลาที่นักเรียนหยุดเรียนนานขึ้นด้วย

“ความจริงแล้วการเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของกลุ่มประเทศอาเซียน ไม่ได้มีการเปิด-ปิดพร้อมกัน ซึ่งการเปิด-ปิดแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1.เปิดช่วงเดือนมกราคม

2.ช่วงเดือนมิถุนายนกรกฎาคม และ

3.ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม

ซึ่งถือว่ามีความแตกต่างกันมาก ดังนั้น การที่ประเทศไทยจะเลื่อนเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับกับกลุ่มประเทศอาเซียนจึงไม่ใช่ประเด็น” นายจาตุรนต์กล่าว และว่า ส่วนกรณีที่ห่วงว่าหากให้เปิดเทอมในวันที่ 16 พฤษภาคมเช่นเดิมแล้ว จะมีผลกระทบกับนักศึกษาฝึกสอนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่จะไม่มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนการฝึกสอนนั้น ได้มีการนำมาพูดคุยกันและเห็นว่าเป็นเพียงปัญหาข้อเดียว ฉะนั้นคงจะต้องหาวิธีแก้ไขปัญหากันต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34410&Key=hotnews

สำนักงานเลขาธิการแต่งตั้งที่ปรึกษา ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาและรองเลขาธิการคุรุสภา

9 ตุลาคม 2556

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 2 ท่าน คือ ดร.ดิเรก พรสีมา ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานวิชาชีพ และ นายเกษม กลั่นยิ่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาวิชาชีพ นอกจากนี้ คณะกรรมการคุรุสภา ในการประชุม ครั้งที่ 13/2556 มีมติแต่งตั้งรองเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 4 คน เพื่อรับผิดชอบงาน ดังนี้

1. นายสนอง ทาหอม รับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักยกย่องเชิดชูเกียรติวิชาชีพ และสำนักพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพ

2. ดร.สำเริง กุจิรพันธ์ รับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักอำนวยการและสำนักจรรยาบรรณ วิชาชีพและนิติการ

3. นายสุรินทร์ อินทรักษา รับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักมาตรฐานวิชาชีพ และสำนักทะเบียนและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

4. นายก๊ก ดอนสำราญ รับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักนโยบายและแผน และสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศคุรุสภาจัดประกวดคำขวัญวันครู ข้อเขียนความประทับใจที่ศิษย์มีต่อครู และบทร้อยกรอง เทิดเกียรติคุณครู เนื่องในโอกาสวันครู พ.ศ. 2557

ในโอกาสการจัดงานวันครู ครั้งที่ 58 วันที่ 16 มกราคม 2557 โดยกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมและ เชิดชูเกียรติวิชาชีพครู ส่งเสริมความสามัคคี ความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษากับประชาชนในการพัฒนา การศึกษาของชาติและสังคม อีกทั้งเพื่อดำรงไว้ ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม ของชาติ เป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้และทักษะ ในการประกอบวิชาชีพครู

คุรุสภาขอเชิญชวน นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไป ส่งคำขวัญวันครู ข้อเขียนความประทับใจที่ศิษย์มีต่อครู และบทร้อยกรอง เทิดเกียรติคุณครู เนื่องในโอกาสวันคร พ.ศ. 2557
ผู้สนใจสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ที่ กลุ่มยกย่องวิชาชีพ สำนักยกย่องเชิดชูเกียรติ วิชาชีพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 128/1 ถนนนครราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โดยวงเล็บผลงานที่ส่งเข้าประกวดไว้มุมซอง ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 ในวันและเวลาราชการ และจะประกาศผลให้ทราบ ภายในเดือน ธันวาคม 2556

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มยกย่องวิชาชีพ โทรศัพท์ 0 2281 4843 หรือ www.ksp.or.th

คุรุสภา
สภาครูและบุคลากรทางการศึกษาCall Center : 0-2304-9899 www.ksp.or.th
ขอให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจะหมดอายุในปี พ.ศ. 2557
ยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ก่อนวันที่ใบอนุญาตจะหมดอายุไม่น้อยกว่า 180 วัน

–มติชน ฉบับวันที่ 10 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34404&Key=hotnews

ถกร่วมมือการศึกษาเปรู

9 ตุลาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. กล่าวว่า ตนหารือความร่วมมือด้านการศึกษากับนายโอยันตา อุมาลา ตัสโซ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเปรู โดยไทยกับเปรูแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการติดต่อระหว่างมหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยที่พร้อมจะร่วมมือกับเปรูอีก 5 แห่ง รวมทั้งมีการเรียนการสอนภาษาสเปนในร.ร.มัธยมฯ ของไทยอีก 5 แห่ง การหารือถึงกรอบความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกและละตินอเมริกา (FEALAC) ซึ่งมีเปรูเป็นประเทศสมาชิก และมีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายความร่วมมือกัน ซึ่งการเดินทางมาเยือนไทยครั้งนี้นายโอยันตาให้ความสำคัญกับการศึกษาของรัฐบาลเปรู และอยู่ในช่วงของการปฏิรูปเช่นเดียวกัน

รมว.ศธ.กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลเปรูสนับสนุนทุนให้นักเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศ 1,500 ทุน แต่ยังไม่มีนักเรียนที่เดินทางมาเรียนในไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยของเปรูมีความเป็นอิสระ แต่รัฐบาลอยากให้เน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น นอกจากนี้ในปี 2015 จะเป็นโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เปรู คาดหวังว่าจะมีการขยายความร่วมมือกันมากขึ้น โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับมหาวิทยาลัย และอยากให้รัฐบาลไทยสนับสนุนทุนให้นักเรียนไทยไปศึกษาต่อที่เปรูด้วย

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 10 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34403&Key=hotnews

คอลัมน์: เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์: ต้องปฏิรูปผู้จะเป็นครูเสียก่อน

9 ตุลาคม 2556

เรื่องปฏิรูปการศึกษาส่วนแรกที่ต้องปฏิบัติให้บังเกิดผลก่อนอื่น คือ เรื่องของครู และหลักสูตรวิชาครู

การเรียนการสอนวิชาครู หรือสอนให้ผู้สำเร็จวิชาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หรือการศึกษาที่ต้องไปเป็นครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ คือส่วนประถมศึกษา และส่วนมัธยมศึกษา

จากนั้นยังแบ่งออกเป็นสองส่วนย่อย คือส่วนของประถมศึกษาตอนต้น และส่วนของประถมศึกษาตอนปลาย กับส่วนของมัธยมศึกษาตอนต้น และส่วนของมัธยมศึกษาตอนปลาย
ด้วยเหตุที่วิชาหรือสาระการเรียนการสอนคนละรูปแบบ ดังเคยกล่าวไปแล้วว่า ผู้ที่เข้าเรียนวิชาครูต้องมีแนวทางเบื้องต้นคือความเป็นครู จะทราบได้อย่างไรว่าใครเป็นครูได้ หรือเป็นครูไม่ได้
ก่อนที่จะรับสมัครเข้าเรียนวิชาครูเพื่อเป็นครูในชั้นพื้นฐาน ต้องมีการสอบ “แววความเป็นครู” เช่นเดียวกับการสอบเข้าเรียนในวิชาศิลปะ ต้องมีการ “ฝึกมือ” และสอบวิชาวาดเขียนเป็นหลัก
แววความเป็นครูมีการทดสอบได้เช่นเดียวกับการสอบเข้าเรียนวิชาแพทย์ หรือพยาบาล ผู้ที่จะเรียนแพทย์ หรือพยาบาลได้ ต้องผ่านการทดสอบให้ผ่านขั้นตอนของวิชาชีพแพทย์ พยาบาล อย่างน้อยต้องไม่กลัว “เลือด” หรือ “แมลง” บางชนิด เช่นแมลงสาบ รวมถึงสิ่งปฏิกูลจากร่างกายมนุษย์
ส่วนวิชาครู อย่างน้อยคือความมีเมตตาธรรม การรักที่จะสอน มีความอดทน อดกลั้น โดยเฉพาะการลงโทษเด็กด้วยการ “ตี” ไม่ควรมีอยู่ในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด

ดังเช่นกรณีผู้ปกครองชาวเชียงรายคนหนึ่งแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเชียงรายว่าบุตรสาววัย 8 ขวบ เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ถูกครูผู้ชายสอนภาษาไทยใช้บรรทัดแบน ตีก้นจนบอบช้ำ เนื่องจากลืมนำการบ้านไปส่ง ทั้งยังมีเพื่อนอีก 3 คนถูกตีด้วย ซึ่งครูยอมรับว่าตีเด็กด้วยไม้บรรทัดจริงจากสาเหตุที่เด็กไม่ส่งการบ้าน แต่เป็นความตั้งใจดีเพื่อสั่งสอนให้เด็กรับผิดชอบ และตีเพียง 5 ที ทั้งรู้สึกเสียใจและขอโทษ เป็นการทำหน้าที่ครูเพื่อต้องการให้ศิษย์เป็นคนดีในอนาคต

นับนานหลายปีมาแล้วที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งเลิกใช้ “ไม้เรียว” ลงโทษนักเรียน เพราะการลงโทษด้วยการตีเด็กนั้น ครูบางคนใช้อารมณ์และความรุนแรงกระทั่งเด็กได้รับบาดเจ็บ การลงโทษนักเรียนมีตั้งหลายร้อยหลายพันวิธี ครูที่ดีจึงไม่ควรลงโทษเด็กด้วยเหตุบางประการ เช่นไม่ส่งการบ้าน ทั้งทุกวันนี้ เรื่องการบ้านเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะยกเลิกได้ หรือให้เด็กทำที่โรงเรียนในเวลาเรียน
การเป็นครูนอกจากต้องวัดแววแล้ว ยังต้องมีการทดสอบอีกหลายประการ เช่นความเบี่ยงเบนทางเพศ โดยเฉพาะครูผู้ชายกับเด็กผู้ชาย หรือครูผู้หญิงกับเด็กผู้หญิง และครูผู้ชายกับนักเรียนหญิง ที่มีความสนิทสนมใกล้ชิดกันเกินเหตุ

ส่วนสำคัญของการเรียนครู นอกจากทางวิชาความรู้แล้ว ยังต้องมีการฝึกสอนจริง มีครูพี่เลี้ยง และครูนิเทศการสอนดูแล ขณะที่ครูต้องมีการทำงานในส่วนของอุปกรณ์การสอน และมีความพยายามสรรหาความรู้ แนวทางความคิดใหม่ ซึ่งเป็นนวัตกรรมมาถ่ายทอดให้เด็กได้เรียนรู้ ให้เด็กมีแนวทางความคิดสร้างสรรค์

ขณะนี้เป็นห้วงเวลาปิดภาคเรียนแรกของปีการศึกษา 2556 หากเป็นไปได้ มหาวิทยาลัยราชภัฏทุกแห่งที่มีคณะครุศาสตร์ ผลิตบัณฑิตเพื่อออกไปเป็นครู สมควรระดมความคิดทั้งเรื่องของหลักสูตร และการรับสมัครนักศึกษาครูในปีการศึกษาหน้า 2557 เพื่อพัฒนาคุณภาพทั้งด้านวิชาการและความเป็นครูในอีก 4-5 ปีข้างหน้า

เพราะการจะปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จ ทั้งเพื่อเขยิบคุณภาพการศึกษาไทยที่จัดอยู่ในอันดับต่ำสุดของกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้กลับขึ้นไปอย่างน้อยสองสามตำแหน่ง ประการแรกต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการเรียนการสอนของครู และทัศนคติของผู้ที่จะไปเป็นครูให้ก้าวทันสมัยแห่งยุคดิจิตอลเสียก่อนไม่อย่างนั้น ความคิดทิศทางที่จะปฏิรูปการศึกษาไทยจะสูญเปล่า

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 10 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34402&Key=hotnews

ม.อ.-มข.แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเพณี ถก 5 ประเด็นพัฒนาร่วมมหาวิทยาลัยภูมิภาค

9 ตุลาคม 2556

รายงานข่าวจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) แจ้งว่า สืบเนื่องจาก ม.อ. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ต่างมีนโยบายส่งเสริมการทำงานในลักษณะเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัย โดยการ จับมือกับมหาวิทยาลัยซึ่งมีภารกิจ ความสำเร็จและพัฒนาการที่คล้ายคลึงกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นทั้งแก่ทั้งสถาบันการศึกษา ชุมชนและสังคมนั้น ทั้งสองสถาบันจึงร่วมกันจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านบริหารและแนวปฏิบัติในการทำงาน มุ่งเน้นการเรียนรู้จากกรณีตัวอย่างที่มีความสำเร็จ และถือเป็นแนวปฏิบัติที่ดี รวมทั้งใช้โอกาสสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างมหาวิทยาลัยต่างภูมิภาคทั้งสองสถาบัน ภายใต้ชื่อโครงการ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเพณี มข.-ม.อ.” โดยจัดขึ้นเป็นประจำปีทุกปี นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ตามหัวข้อและประเด็นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยในด้านต่างๆ โดยผลัดเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคลากรของแต่ละมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการเทียบเคียงสมรรถนะและประยุกต์ใช้เพื่อการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม

สำหรับโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเพณี มข.ม.อ. ประจำปี 2556 นี้ นับเป็นครั้งที่ 5 โดย ม.อ.เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค.นี้ ที่ จ.พังงา ส่วนกิจกรรมในโครงการ แบ่งหัวข้อการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ออกเป็น 5 หัวข้อ ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพย์สิน การเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ การจัดขนาดองค์กรที่เหมาะสม แนวทางการนำแนวปฏิบัติที่ดีไปสู่การขยายผลในองค์กร และการขับเคลื่อนงานวิจัยและความเป็นนานาชาติ ด้านผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประกอบไปด้วย ผู้บริหารทั้งส่วนกลางและระดับคณะหน่วยงาน รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นๆ

นอกจากนี้ทั้งสองสถาบันยังจะทำพิธีลงนามความร่วมมือว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเพณี การลงนามความร่วมมือและร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประเพณี มข.ม.อ. ในระดับคณะอีกด้วย

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 10 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34401&Key=hotnews

สอศ.เล็งของบกลางปั๊มคน รองรับโครงการ ‘ 2 ล้านล.’

9 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตั้งกรรมการระดับกระทรวง โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อหารือเรื่องการผลิตกำลังคนรองรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการขนส่ง มูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท โดยได้วิเคราะห์ว่าภายใน 7 ปี ต้องการกำลังคนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) กว่า 100,000 คน เฉพาะ 3 ปีแรกต้องการกำลังคนมากกว่า 70,000 คน เพื่อรองรับโครงการใหญ่ดังกล่าวของรัฐบาล แต่ สอศ.มีกำลังผลิต ปวช.และ ปวส.ในสาขาที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง ประมาณ 6,000 คนต่อปี และ สอศ.ไม่มีงบประมาณสำหรับเพิ่มการผลิตกำลังคนตามยอดที่โครงการใหญ่ต้องการ ขณะที่ภารกิจในการผลิตกำลังคนเป็นภารกิจของ สอศ.โดยตรง ฉะนั้น สอศ.จะเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนงบฯ สำหรับเพิ่มกำลังผลิตแรงงานฝีมือของ สอศ.

“ตัวเลขงบฯโครงการ 2.2 ล้านล้านบาท มีแต่งบฯก่อสร้างล้วนๆ ไม่มีงบฯพัฒนากำลังคนรองรับการก่อสร้างและการบำรุงรักษาระบบเลย การโหมผลิตแรงงานฝีมือล็อตใหญ่อย่างเร่งด่วนเพื่อรองรับการก่อสร้าง รวมถึงการพัฒนาแรงงานในตลาดแรงงานให้เข้ามาทำงานในโครงการนี้ได้ ต้องใช้งบฯพอสมควร ซึ่งงบฯปกติที่ สอศ.ได้ประจำปี ไม่สามารถแบกรับได้ ฉะนั้น สอศ.จะเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนเงินให้ สอศ.โดยอาจใช้วิธีกำหนดไว้ใน TOR ว่าบริษัทเอกชนที่ชนะประมูลโครงการนี้ ต้องเตรียมงบฯสำหรับพัฒนากำลังคนไว้ แล้วทำงานร่วมกับภาครัฐและ สอศ.ในการพัฒนากำลังคน หรือรัฐบาลอาจนำงบกลางมาใช้แทน ปัญหาคือยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอนว่าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมนั้น ต้องการกำลังคนรองรับจำนวนเท่าใด และในสาขาอะไรบ้าง” นายชัยพฤกษ์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34400&Key=hotnews