kounchanok rujjanapan

สทศ.เฉลยข้อสอบโอเน็ต-แก็ต-แพ็ต ปี 58

9 ตุลาคม 2556

พญาไท * นักเรียน-ครูเตรียมเฮ สทศ.พร้อมเฉลยข้อสอบระดับชาติ ทั้งโอเน็ต-แก็ต-แพ็ต ในปี 2558 นี้ แต่ถ้านักเรียนอยากดูก่อนสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.niets.or.th

รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวถึงกรณีที่เครือข่ายพ่อแม่ เยาวชน เพื่อการปฏิรูปการศึกษา จะเสนอให้ สทศ.เผยแพร่ข้อสอบเก่าพร้อมเฉลยของ สทศ. เช่น ข้อสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ข้อสอบทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) ข้อสอบทดสอบความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) ว่า สทศ.ยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายพ่อแม่ฯ ส่วนเรื่องข้อสอบเก่าของ สทศ.นั้น ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหาร สทศ.มีมติไม่ให้เผยแพร่ข้อสอบและเฉลย เพราะต้องการนำข้อสอบเก่าเก็บเข้าคลังข้อสอบ เพื่อพัฒนาข้อสอบให้มีมาตรฐาน ซึ่งขณะนี้คลังข้อสอบดำเนินการไปเกินครึ่งแล้ว และระหว่างที่ทำคลังข้อสอบมีการนำร่องใช้กับโรงเรียนต่างๆ ด้วย

ผอ.สทศ.กล่าวอีกว่า ถ้าทำคลังข้อสอบเสร็จตนจะเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร สทศ.ว่าจะให้มีการเผยแพร่ข้อสอบได้เหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าคณะกรรมการบริหาร สทศ.มีมติเห็นด้วย คาดว่าปี 2558 น่าจะมีการนำข้อสอบมาเผยแพร่ได้เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้หากนักเรียนต้องการจะดูแนวข้อสอบต่างๆ สามารถเข้ามาดูข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ สทศ. www. niets.or.th เพราะ สทศ.มีการเผยแพร่ข้อสอบเก่าก่อนปี 2554 ซึ่งจะใกล้เคียงกับข้อสอบที่ออกในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีรูปแบบข้อสอบให้นักเรียนได้ดูด้วย

ส่วนยอดการรับสมัครสอบ GAT และ PAT ครั้งที่ 1/2557 สอบเดือนธันวาคม 2556 โดยเปิดรับสมัครทางเว็บไซต์ สทศ. www.niets.or.th วันที่ 1-27 ต.ค.นี้ ข้อมูลล่าสุดถึงวันที่ 8 ต.ค. นี้มีผู้สมัคร 229,059 คน ชำระเงิน 125,908 คน ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวถือว่าปกติ และยังมีเวลาในการสมัครและชำระเงิน แต่ตนฝากให้รีบมาดำเนินการ เพื่อที่ว่ามีปัญหาจะได้แก้ไขได้ทัน.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34399&Key=hotnews

‘ลูกจ้าง-ภารโรง’ สพฐ.ได้เฮ ครม.เพิ่มเงินเดือนย้อนหลัง

9 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการให้ปรับอัตราค่าจ้างสำหรับลูกจ้างรายเดือน นักการภารโรง และบุคลากรอื่นๆ ที่ได้รับค่าจ้างรายวันหรือรายเดือน ในลักษณะจ้างเหมา ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดย

1. ผู้มีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปเดือนละ 15,000 บาท จากเดิมได้รับ 9,140 บาท

2. ผู้มีวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี เดือนละ 9,000 บาท จากเดิมวุฒิอนุปริญญา ได้รับ 6,410 บาท และ ปวช. ม.3 และ ม.6. ได้รับ 5,700 บาท

โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2555 – 30 กันยายน 2556 ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้มี 65,172 คน ต้องใช้งบประมาณ 3,300.82 ล้านบาท เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

ร.ท.หญิง สุณิสากล่าวว่า นอกจากนี้ ครม.ได้อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. … ซึ่งมีหลักการสำคัญ คือ ปรับเปลี่ยนสถานภาพมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จากมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นส่วนราชการ ไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและมีฐานะเป็นนิติบุคคล อีกทั้ง ครม.ยังได้อนุมัติหลักการให้ สพฐ. บรรจุนักศึกษาทุนพระราชทาน “บัณฑิตครูคืนถิ่น” ให้เป็นข้าราชการครูสังกัด สพฐ. หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วให้ครบทุกคนด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34397&Key=hotnews

 

เฟ้นครูดีเด่นประเทศไทย สสวท.ชวนร่วมโครงการ

8 ตุลาคม 2556

ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า สสวท.ซึ่งเน้นความสำคัญของการปฏิบัติงานวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ในการที่จะเป็นกลุ่มบุคลากรหลัก ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ จึงเห็นควรให้มีการคัดเลือกครูที่มีผลงานดีเด่นด้านพัฒนาการเรียนการสอนในวิชาดังกล่าว ที่นำไปสู่การพัฒนาเยาวชนของประเทศเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้เข้ารับรางวัลครูดีเด่นประเทศไทย และเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ครูผู้สอนทั่วประเทศ ได้ใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์งานด้านการเรียนการสอนที่มีประสิทธิผลต่อไป สสวท. จึงขอเชิญครูผู้มีผลงานดีเด่นในการจัดการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ทุกสังกัด ส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือกรางวัลครูดีเด่นประเทศไทย จำนวน 12 รางวัลๆ ละ 100,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร โดยสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2556 ขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย

1. ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้คัดเลือกครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่มีผลงานและสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ 1 คนต่อวิชาต่อระดับ

2. ผู้อำนวยการโรงเรียนให้การรับรองผลงานและประวัติของผู้สมัคร

3. ส่งหลักฐานการสมัครทั้งหมดไปยังหน่วยงานต้นสังกัด ดังนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักประสานและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น (สน.กศ.) สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร (สนศ.กทม.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

การคัดเลือกจะมีขั้นตอนในการคัดเลือก 3 รอบ ได้แก่ รอบแรก วันที่ 16 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2556 โดยคณะกรรมการจากหน่วยงานต้นสังกัด รอบสอง วันที่ 1-30 ธันวาคม 2556 โดยคณะกรรมการกลางผู้ทรงคุณวุฒิ รอบที่สามวันที่ 1 มกราคม-25 กุมภาพันธ์ 2557 โดยคณะกรรมการกลางผู้ทรงคุณวุฒิ ประกาศผลการตัดสินผู้ได้รับรางวัล 12 รางวัล วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้สนใจดาวน์โหลดเอกสารข้อมูลการรับสมัครต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ สสวท. http://www.ipst.ac.th/tta สอบถามเพิ่มเติมที่โทร.0-2392-4021 ต่อ 3202

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34386&Key=hotnews

แบ่งงานรองเลขาธิการ กกอ.-ที่ปรึกษา

8 ตุลาคม 2556

ศ.พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ได้มอบอำนาจให้รองเลขาธิการ กกอ. ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ กกอ. มีคำสั่ง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2556 ให้ รศ.นิติ รตะนานุกูล รองเลขาธิการ กกอ.ปฏิบัติราชการแทน สำนักนโยบายฯ, สำนักยุทธศาสตร์อุดมศึกษาต่างประเทศ และศูนย์ออสเตรเลียศึกษา ศูนย์ยุโรปศึกษา และศูนย์ศึกษาเอเปค, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT), ศูนย์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าด้วยการอุดมศึกษาและการพัฒนา (SEAMEO RIHED) และ 5 สำนักงานเลขานุการเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน (AUN)

“รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาฯ กกอ. ดูแลสำนักส่งเสริมฯ, สำนักประสานฯ, UniNet, สถาบันคลังสมองของชาติ, สำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาฯ, สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ส่วน นางวราภรณ์ สีหนาท รองเลขาฯ กกอ. ดูแลสำนักมาตรฐานฯ, สำนักส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักศึกษาฯ และงานกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)ส่วนกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มงานบริหารบุคคล สำนักอำนวยการ ให้ขึ้นตรงต่อเลขาฯ กกอ.” ศ.พิเศษ ดร.ทศพร กล่าว

ศ.พิเศษ ดร.ทศพร กล่าวต่อไปว่า ส่วนสำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชน (วชช.)ให้รศ. ชวนี ทองโรจน์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ดูแล และในราชการของสำนักอำนวยการ ยกเว้นกลุ่มงานบริหารบุคคลโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย (TCU) โครงการจัดตั้งศูนย์สารสนเทศอุดมศึกษา กลุ่มส่งเสริมการสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการ สำนักประสานและส่งเสริมกิจการอุดมศึกษา และกองทุนตั้งตัวได้ มอบอำนาจให้นายสุภัทร จำปาทอง ผู้ช่วยเลขาธิการ กกอ.ดูแลแทน

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34383&Key=hotnews

นักการศึกษาชี้ “มัธยมสายอาชีพ” ต้องเป็นของจริง ไม่ใช่เสมือนจริง

8 ตุลาคม 2556

ศ.นพ.ประเวศ วะสี เปิดเผยถึง การเปิดหลักสูตร “มัธยมสายอาชีพ” ว่า การที่โรงเรียนมีการเปิดการเรียนการสอนมัธยมสายอาชีพถือเป็นเรื่องดีที่จะทำให้เด็กมีอาชีพติดตัว หลุดพ้นจากการจัดการศึกษาที่จำเจกว่า 16 ปี ซึ่งเสียเวลาไปมาก และระบบการศึกษาของไทยมีคุณภาพต่ำ วิชาการก็อ่อน ดังนั้น การศึกษาถือเป็นการเอาชีวิตเป็นตัวประกัน เพราะเรียนจบทุกคนคาดหวังต้องมีงานทำ ซึ่งหากเพิ่มการศึกษาสัมมาชีพ เศรษฐกิจที่ตกต่ำก็จะดีขึ้น ตนเห็นว่า เมื่อการเรียนการสอนเปิดโอกาสให้เด็กออกไปเรียนรู้นอกโรงเรียนที่มีครูจำนวนมาจากการประกอบอาชีพ ก็จะช่วยให้เด็กเข้าใจชีวิตการทำงานได้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาสังคมให้ความสำคัญกับการศึกษา เคารพแต่คนชั้นสูง มองข้ามชาวบ้านที่ประกอบอาชีพ ถูกวางยาจากชนชั้นนำที่รังเกียจการทำงานหนัก สังคมไทยจึงขาดความเป็นธรรม เกิดการเหลื่อมล้ำทางสังคมขึ้น ทำให้มีการสร้างค่านิยมให้รังเกียจการทำงาน ดังสุภาษิตที่ว่า รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา แต่คนที่ขี้เกียจทำงานหนักจะขอให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน นั่งกินนอนกิน ทำให้เด็กในปัจจุบันเกิดความลำบาก เพราะไม่มีการส่งเสริมการทำงาน จึงอยากทิ้งท้ายให้เยาวชนยึดคำที่ว่า ชีวิตที่ลำบากเป็นชีวิตที่เจริญ

ศ.กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ กล่าวว่า รูปแบบการเรียนสายอาชีพมีแม่แต่ครั้งอดีต ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับแต่ละคน ดังเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีได้เขียนถึงเรื่องศึกษาพฤกษ์ คือต้นไม้แห่งการศึกษาชี้ให้เห็นความสำคัญของการศึกษาอย่างแท้จริง ซึ่งสมัยนั้นมีการเรียกการเรียนตามหลักสูตรว่าสามัญศึกษา ส่วนวิชาอาชีพเรียกว่าวิสามัญศึกษา เปรียบเทียบสามัญศึกษาเหมือนข้าว ส่วนวิสามัญเหมือนกับข้าว ทำให้เด็กกลายเป็นคนหัวโตแต่แขนขาลีบเพราะกินแต่ข้าวไม่มีกับข้าวไปประกอบ ฉะนั้น ผู้บริหาร ภาคี เครือข่ายที่จัดการศึกษาเน้นด้านอาชีวะ เตรียมใน 3 เรื่องคือ เตรียมใจ เตรียมตัว และเตรียมฝีมืออย่างหนัก และต้องนำเรื่องทักษะชีวิตเข้ามาสอนควบคู่กันไปด้วย เด็กต้องเรียนจากประสบการณ์จริง ทุกอย่างต้องเป็นของจริง ไม่ใช่เสมือนจริง ที่หาความจริงไม่ได้สักอย่าง จึงขอให้คิดถึงอนาคตของเด็กเป็นสิ่งสำคัญ เด็กต้องได้ดี ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงต้องกระจายอำนาจลงท้องถิ่น ประกาศเป็นวาระแห่งชาติเชิงพื้นที่ออกไป เพราะถ้าไม่ประกาศจะทำได้ยากมาก

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34382&Key=hotnews

สพฐ.-สอศ.หันหลังปฏิทินอาเซียน กลับใจ ‘ปิด-เปิดเทอม’ 16 พ.ค. ตามเดิม/จาตุรนต์เรียกประชุมสรุป 9 ต.ค.

8 ตุลาคม 2556

ศึกษาธิการ * “อ๋อย” เรียกทุกฝ่ายประชุมสรุปปฏิทินการศึกษาวันที่ 9 ตุลาคมนี้ หลังจาก สพฐ.-สอศ.กลับใจใช้ปฏิทินเดิม เป็นเปิดเทอม 1 วันที่ 16 พ.ค. ไม่ใช่เปิดวันที่ 10 มิ.ย.แล้ว ระบุเหมาะสมกับฤดูกาลของไทย

วันที่ 7 ตุลาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ที่ประชุมได้มีการหยิบยกเรื่องการเลื่อนเปิดปิดภาคการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด ศธ.ตามกลุ่มประเทศอาเซียน และนำมติที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ซึ่งกำหนดจะเลื่อนเปิด-ปิดภาคการศึกษาของมหาวิทยาลัยสมาชิกพร้อมกันทั้งหมดในปีการศึกษา 2557 มาหารือ ทั้งนี้ พบว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เริ่มมีความเห็นไปในทางเดียวกัน และมีแนวโน้มที่จะให้สถานศึกษาในสังกัด สพฐ.และ สอศ.กลับไปเปิดภาคการศึกษาที่ 1 เหมือนเดิม ในช่วงวันที่ 16 พฤษภาคมของทุกปี แม้ว่าก่อนหน้านี้ สพฐ.และ สอศ.จะมีมติให้เลื่อนเปิดภาคการศึกษาที่ 1 เป็นวันที่ 10 มิถุนายน เริ่มปีการศึกษา 2557 ก็ตาม

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า แนวคิดที่จะให้กลับมาเปิดภาคการศึกษาในช่วงเวลาเดิมนั้นไม่ได้เป็นนโยบายของตน แต่เป็นเพราะผลจากการสำรวจความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้อง และผลจากการศึกษาและวิจัยข้อดี-ข้อเสียต่างๆ ที่ผู้รับผิดชอบไปดำเนินการ ดังนั้นเพื่อให้เรื่องนี้มีข้อสรุปที่ชัดเจน ตนจะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะหารือให้ได้ข้อยุติ จากนั้นจะได้ประกาศชี้แจงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบอย่างเป็นทางการต่อไป ทั้งนี้ ที่ผ่านมาในการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ได้มีการหารือเรื่องนี้เป็นระยะอยู่แล้ว แต่ตนต้องการให้เป็นเหตุผลร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะขณะนี้ต้องได้ข้อสรุปที่เป็นระบบและเหตุผลที่ชัดเจนได้แล้ว

นายอกนิษฐ์ คลังแสง รองเลขาธิการคณะกรรม การการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การเลื่อนเปิด-ปิดภาคการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สอศ.จะยึดโยงกับ สพฐ. เนื่องจากการรับนักเรียนมาเรียนอาชีวะจะรับจากเด็ก สพฐ.เป็นหลัก ดังนั้นหาก สพฐ.มีแนวโน้มที่จะเลื่อนการเปิด-ปิดภาคการศึกษากลับไปเหมือนเดิม สอศ.ก็จะยึดตามนั้น ทั้งนี้ จากเหตุผลที่ได้มีการหารือกันในที่ประชุมองค์กรหลัก เห็นว่าการเปิด-ปิดภาคการศึกษาตามช่วงเวลาเดิมมีความเหมาะสม ทั้งในเรื่องของฤดูกาลและวัฒนธรรมของประเทศไทย นอกจากนี้ในส่วนของ สอศ.ก็เห็นว่าการเปิด-ปิดภาคการศึกษาในช่วงเวลาเดิมเหมาะสมกับฤดูกาลที่เด็กสามารถจะสามารถช่วยเหลือพ่อแม่ทำไร่ทำนาได้ อย่างไรก็ตาม รมว.ศึกษาธิการให้กลับไปจัดทำข้อดี-ข้อเสียให้ชัดเจนเพื่อนำมาพิจารณาตัดสินอีกครั้ง.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34381&Key=hotnews

อาชีวะโหมทวิภาคีดึงคนรุ่นใหม่เรียนเพิ่ม

8 ตุลาคม 2556

โพสต์ทูเดย์อาชีวะเร่งเพิ่มความร่วมมือทวิภาคี พร้อมเปิดหลักสูตรใหม่รับตลาดอาเซียน หวังดึงเด็กเรียนเพิ่ม

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สอศ. ได้นำร่องให้วิทยาลัยอาชีวะใน จ.ตาก และจ.กำแพงเพชร ร่วมกับภาคเอกชนในพื้นที่พัฒนาหลักสูตรการเรียนร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปและอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จจะใช้เป็นโมเดลในการพัฒนาพื้นที่อื่นต่อไป

พร้อมกันนี้ ได้ร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรม (คลัสเตอร์) ทำแผนการผลิตบุคลากรระดับชาติ ทั้งด้านจำนวนหลักสูตร และทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของบริษัทขนาดใหญ่ ธุรกิจกลางและขนาดย่อม ร่วมมือกับสมาชิกอาเซียนเช่น ลาว เวียดนาม โดยเปิดหลักสูตรร่วมระดับ ปวส. กับวิทยาลัยอาชีวะในเวียงจันทน์ ที่วิทยาลัยกุมภวาปี จ.อุดรธานี เปิดการเรียนการสอนได้ในปีการศึกษาหน้า ผู้เรียนจบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตร2 ใบ และต้นเดือน ต.ค.นี้ จะเดินทางไปหารือความร่วมมือกับสำนักงานการอาชีวศึกษากับประเทศพม่า

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชน เช่น สมาคมโรงแรมไทยพร้อมเข้าโครงการทวิภาคีโดยจัดตารางเรียนให้นักศึกษา ปวช. เรียนวิชาสามัญ 1 ปี เมื่อขึ้นปี2 ให้ทำงาน5 วัน เรียนวิชาสามัญ 1 วัน โดยหากเรียนจบวุฒิ ปวช. สมาคมโรงแรมยืนยันว่านักศึกษาจะมีงานทำ 100% ขณะที่สถาบันปิโตรเลียมที่ทดลองจัดการเรียนการสอนปิโตรเคมีในสถาบันอาชีวศึกษาก็ประสบความสำเร็จ นักศึกษาเรียนจบแล้วมีงานทำทันที

นายชัยพฤกษ์ กล่าวว่า หากสถาบันอาชีวะทุกแห่งจัดระบบการเรียนการสอนแบบทวิภาคีอย่างจริงจัง ตั้งแต่รับสมัครผู้เรียน จัดทำหลักสูตรร่วมกับเอกชน ให้ค่าตอบแทนการฝึกอาชีพ มีการประเมินผลอย่างต่อเนื่องมีการสร้างแรงจูงใจ ยกย่องภาคเอกชนที่ร่วมโครงการทวิภาคี ขณะที่นักศึกษาเรียนจบแล้วได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น เชื่อว่าจะทำให้การสอนทวิภาคีได้ผลดียิ่งขึ้น และทำให้คนรุ่นใหม่สนใจเรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34380&Key=hotnews

ม.เอกชนจี้ ม.รัฐปรับระบบรับนักศึกษา

8 ตุลาคม 2556

ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี ม.สยาม นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) เปิดเผยว่า จากการที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายที่จะปรับระบบการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษานั้น ในส่วนของ สสอท.ต้องการแสดงจุดยืนว่า เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะการกำหนดให้มหาวิทยาลัยรัฐหันมาใช้ระบบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษาหรือแอดมิชชั่นกลางให้มากขึ้น เพราะจากข้อมูลพบว่า มหาวิทยาลัยของรัฐใช้ระบบแอดมิชชั่นกลางในการรับเด็กประมาณ 30% และรับตรง 70% ซึ่งตนมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบฯ ในการจัดสอบแอดมิชชั่น เพราะมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ร่วมรับกลางพอเป็นพิธี แต่ในทางปฏิบัติจริงไปเน้นรับตรงกันหมด ส่งผลให้เกิดปัญหาการวิ่งรอกสอบ และทำให้นักเรียนไม่สนใจห้องเรียน จึงอยากให้มีการกำหนดให้ชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยรัฐแต่ละแห่งจะรับจำนวนเท่าใด เพื่อให้มหาวิทยาลัยเอกชนวางแผนรับนักศึกษาได้ถูก ไม่ใช่เปิดรับตรงแล้วก็เปิดรับกลางถ้ายังไม่พอก็เปิดรับตรงอีกตลอดเวลาแบบนี้

“นอกจากนี้ผมอยากเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เข้ามาทำหน้าที่จัดการสอบแอดมิชชั่น เพราะ สกอ.รู้และเข้าใจในระบบต่าง ๆ ของทุกกลุ่มมหาวิทยาลัยดีที่สุด ขณะเดียวกันอยากให้แบ่งภารกิจระหว่างมหาวิทยาลัยรัฐกับเอกชนให้ชัดเจน รวมถึงจัดสรรงบฯพัฒนาอาจารย์โดยแบ่งจากทุนของมหาวิทยาลัยรัฐอย่างน้อย 30% มาให้อาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชน เพราะเราจำเป็น ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน”ดร.พรชัยกล่าว

ดร.มัทนา สานติวัตร อธิการบดี ม.กรุงเทพ กล่าวว่า การยกเลิกระบบรับตรงเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะการรับตรงเป็นการให้โอกาส เด็กโควตาในพื้นที่หรือเด็กกลุ่มสอบเข้ารายวิชาที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง แต่ก็ต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสมและเปิดรับเพียงรอบเดียวพร้อมกัน โดยอยากเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยรัฐเสียสละเข้าร่วมปรับระบบการ คัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัย เพราะที่ผ่านมาไม่มีมหาวิทยาลัยไหนยอมกัน จึงทำให้เกิดปัญหาจากการแย่งกันรับตรง ทั้งนี้การจำกัดการรับตรงใช้ไม่ได้กับมหาวิทยาลัยเอกชน เพราะไม่ได้ใช้ภาษีของรัฐในการบริหารจัดการ.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34379&Key=hotnews

 

กกอ.ตามจิก ม.นอกที่ตั้งไร้คุณภาพ

8 ตุลาคม 2556

รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกอ. มีมติเห็นชอบผลการตรวจประเมินการจัดการศึกษา นอกสถานที่ตั้งปีงบประมาณ 2555-2556 รวมทั้งสิ้น 47 สถาบัน 146 ศูนย์ 357 หลักสูตร/สาขาวิชา โดยผลการประเมินมีดังนี้ ระดับผ่าน 65 หลักสูตร ระดับต้องปรับปรุง 90 หลักสูตร และไม่ผ่าน 202 หลักสูตร ซึ่งจากผลการประเมินแสดงว่า หลักสูตรที่เปิดสอนนอกสถานที่ตั้ง ส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาตรฐาน ขณะที่ กกอ.ก็พยายามให้มหาวิทยาลัยไม่เปิดสอนนอกที่ตั้งเพิ่มขึ้น และหลักสูตรใดที่ไปเปิดสอนนอกสถานที่ตั้งแล้วแต่ไม่มีคุณภาพก็ต้องปิดลง นอกจากนี้ กกอ.ยังกำชับให้คณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลของ กกอ.ทำงานเชิงรุกในการติดตามและประเมินผลหลักสูตรที่เปิดสอนนอกสถานที่ตั้งอย่าง เข้มงวด เพื่อสร้างคุณภาพให้แก่ผู้เรียน

“การตรวจประเมินผลหลักสูตรนอกสถานที่ตั้ง นั้น เป็นการตรวจตามเนื้อผ้าไม่มีการกลั่นแกล้งใครทั้งสิ้น เพราะต้องการคุณภาพจริง ๆ แต่ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า อาจจะมีบางมหาวิทยาลัยที่แอบไปเปิดสอนนอกสถานที่ตั้งแต่ไร้คุณภาพ  โดยที่สำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่ทราบ  ดังนั้น หากใครรู้ว่ามีมหาวิทยาลัยใดเปิดสอนนอกสถานที่ตั้งโดยหลักสูตรไม่ผ่านการรับทราบจาก สกอ.  ขอแจ้งเข้ามาได้เพื่อจะ ได้ไปตรวจสอบ แต่ถ้าปล่อยไปและประชาชนไม่รู้ไปเรียนจบออกมาก็จะมีปัญหาเสียเงินและเสียเวลา ไม่ได้รับปริญญาและที่สำคัญสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไม่ตีราคาวุฒิการศึกษาให้ด้วย” ประธาน กกอ. กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34378&Key=hotnews

ศธ.ดันปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ

8 ตุลาคม 2556

วังจันทรเกษม : “จาตุรนต์” ดึง สศช. ร่วมปฏิรูปการศึกษา หวังพัฒนาทุกด้านการศึกษาเพื่อปูพื้นฐานของประเทศ ดันตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ตั้งเป้ามอบทุนสายอาชีวะสร้างคนรองรับงาน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมกับ ผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ. โดยเร่งดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการปฏิรูปการศึกษา สืบเนื่องจากการที่นายกรัฐมนตรีได้ประชุมการปฏิรูปการศึกษาร่วมกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยได้เสนอทิศทางการพัฒนาการศึกษา การผลิต และการพัฒนากำลังคนในอนาคตเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้นและระยะยาว

ทั้งนี้ เห็นชอบให้มีการตั้งคณะทำงาน 3 ชุดคือ 1.คณะทำงานเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานและบุคลากร โดยมี สศช. เป็นผู้ประสานงาน 2.คณะทำงานบูรณาการสร้างแรงจูงใจในการสนับสนุนทุนการศึกษาจากภาครัฐ โดยปรับ แก้ไขกฎเกณฑ์การให้ทุน ซึ่งอาจเพิ่มในสายอาชีวศึกษาให้มากขึ้น มี สศช. เป็นผู้ประสานงาน 3.คณะทำงานจัดทำ Blueprint การศึกษาของประเทศซึ่งครอบคลุมทุกด้านและทุกช่วงวัย

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 12 ต.ค. นี้ จะลงพื้นที่ จ.ยะลาและปัตตานี เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพนโยบาย กิจกรรม และแนวทางดำเนินการอย่างจริงจังของ ศธ. ที่ได้เริ่มดำเนินการตามความต้องการของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งจะชี้แจงถึงแนวทางการดำเนินการของ ศธ. ตามข้อเรียกร้องต่างๆ เช่น เรื่องครูอัตราจ้าง เงินเพิ่มค่าเบี้ยเสี่ยงภัย ฯลฯ

ล่าสุดจากการที่ตนและคณะผู้บริหาร ศธ. ได้ลงพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจังหวัดที่ประสบเหตุอุทกภัยอย่างหนัก เพื่อตรวจสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือนั้น จะปล่อยคาราวานใหญ่ของ ศธ. พร้อมทั้งเปิดเป็นศูนย์รับบริจาคและช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34377&Key=hotnews