kounchanok rujjanapan

เมื่อเด็กชายแดนใต้สนใจภาษาอังกฤษ

8 ตุลาคม 2556

ปัจจุบันภาษาอังกฤษได้กลายเป็นภาษาที่สองของชาวอาเซียนไปแล้ว เคียงคู่ภาษาที่หนึ่งอันเป็นภาษาประจำชาติของแต่ละคน ยิ่งใกล้เข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 คนไทยก็ยิ่งตื่นตัวให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษกันมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของโลก เป็นภาษากลางของมนุษยชาติ เป็นภาษาที่มนุษย์บนโลกใช้ติดต่อระหว่างกันเป็นหลัก หลายชาติจึงบรรจุวิชาภาษาอังกฤษเป็นแกนหลักของหลักสูตรการศึกษาทุกระดับตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงการศึกษาตลอดชีวิต

ในส่วนของ วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา ได้เล็งเห็นความสำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อรองรับความเจริญของโลก และเตรียมรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 เช่นกัน จึงได้เน้นจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันวิทยาลัยมีนักศึกษาเรียนโปรแกรมภาษาต่างประเทศธุรกิจ สาขางานภาษาอังกฤษ ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ถึง 259 คน

นายมะนูซี เจะแต นายกองค์การวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย หน่วยวิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา นักศึกษาโปรแกรมภาษาต่างประเทศธุรกิจ สาขางานภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 2 บอกถึงเหตุผลที่เลือกเรียนภาษาอังกฤษว่า หลังจากม.6 ระหว่างปิดภาคเรียน ได้ไปปฏิบัติศาสนกิจ ดาวะห์ ที่ประเทศอินเดีย ปรากฏว่า เมื่อถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองสนามบินอินเดีย เกิดปัญหาในการสื่อสารภาษาอย่างมาก เพราะสื่อสารไม่เข้าใจกัน เกือบจะไม่ได้เข้าเมือง หากไม่เจอชาวอินโดนีเซียรายหนึ่งเข้ามาช่วยสื่อ ทำให้เกิดความมุ่งมั่นว่า เมื่อกลับมาเมืองไทยต้องเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ จึงได้มาสมัครเรียนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา ซึ่งปัจจุบันสามารถพูดคุยภาษาอังกฤษได้แล้ว และตั้งใจไว้ว่าหลังจบการศึกษาจะไปอินเดียอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทดสอบการใช้ภาษาอังกฤษและถ้าเป็นไปได้จะไปเรียนต่อปริญญาตรีที่อินเดียอีกด้วย ส่วนในอนาคตตั้งใจจะทำงานด้านธุรกิจเครื่องเพชรระหว่างประเทศ

ในขณะที่ นางสาวสาปียะห์ ดอเลาะ อายุ 20 ปี บ้านกียา หมู่ที่ 3 ต.ปะกาฮารัง อ.เมืองปัตตานี ชั้นปีที่ 2 ภาษาอังกฤษ เล่าว่า เกือบไม่มีโอกาสทางการศึกษาแล้ว เพราะฐานะทางบ้านยากจน อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ที่มีอายุมากแล้ว จึงไม่มีทุนพอที่จะเรียนหนังสือ เมื่อรู้ว่าที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเปิดสอนภาษาอังกฤษธุรกิจ และมีค่าใช้จ่ายน้อย จึงได้มาสมัครเรียน ปัจจุบันคิดว่าการไม่มีเงิน ไม่ใช่อุปสรรคในการเรียนอีกแล้ว เพราะทางสถานศึกษาเปิดโอกาสให้เรา เพียงแต่เราจะมีความตั้งใจมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในอนาคตอยากจะเรียนต่อเอกภาษาอังกฤษให้จบถึงปริญญาตรี มั่นใจว่าเมื่อเปิดประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว เราจะมีต้นทุนด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งคงไม่ยากนักที่จะเข้าถึงงานดี ๆ ได้อย่างแน่นอน

นางนัฐธมล ก่ำสี อาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษ บอกว่า ตนมีภูมิลำเนาอยู่ที่กาฬสินธุ์ แต่มาทำหน้าที่สอนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลาในสาขาภาษาอังกฤษ 4 ปีแล้ว และมีความสุขที่ได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักศึกษาโดยการจัดการเรียนการสอนจะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

ด้าน นายอิสมัน อิสสะมะแอ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา เปิดเผยว่า สำนัก งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้มอบหมายให้วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลาจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาต่างประเทศที่มีหลักสูตรเป็นสากล และเชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทางวิทยาลัยจึงจัดสอนสาขาวิชา “ภาษาต่างประเทศธุรกิจ” ในระบบ Mini English Program หรือ MEP และขยายในบางสาขาวิชาชีพที่จะรองรับการพัฒนาให้เป็นตลาดร่วม เป็นการผลิตอันเดียวกัน ตลอดจนพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถในการแข่งขันระดับสูง โดย สอศ. ได้สนับสนุนงบประมาณให้ 1,050,000 บาท ในการพัฒนาสถานศึกษา และจัดตั้งศูนย์อาชีวศึกษาอาเซียน รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

“เรายังให้ทุนแก่นักเรียนจากประเทศสมาชิกอาเซียนได้เข้ามาเรียนที่นี่ เช่น นักศึกษาจากอินโดนีเซีย ในขณะเดียวกันทางวิทยาลัยก็ส่งเสริมการปูพื้นฐานทางภาษาด้วยการส่งนักศึกษาออกไปฝึกงาน ณ แหล่งเรียนรู้ตามสถานประกอบการในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้มีโอกาสพัฒนาทักษะการใช้ภาษาในการสื่อสารจากสถานการณ์จริง ซึ่งได้รับการตอบรับจากสถานประกอบการทุกแห่งว่าวิทยาลัยอาชีวศึกษายะลาผลิตกำลังคนได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง”

แม้ในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่กระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป คงเป็นแง่คิดให้ผู้ปกครองได้ปรับทัศนคติหรือค่านิยมใหม่ เพื่อหันมาสนับสนุนและส่งเสริมบุตรหลานได้เรียนด้านอาชีวศึกษา มีภาษารองรับควบคู่กับการปฏิบัติศาสนกิจ มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำแน่นอน หรือเรียนต่อปริญญาตรีสายเทคโนโลยีในระบบทวิภาคี ในสถาบันการอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่น่าสนใจเช่นกัน.
อับดุลการิม รามันห์สิริวงศ์

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34376&Key=hotnews

สพฐ.ยกระดับคุณภาพผู้เรียน

7 ตุลาคม 2556

นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ตามที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. ให้นโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน 8 นโยบาย และเป้าหมายตามตัวบ่งชี้ 4 ประการนั้น นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานคนใหม่ เห็นว่ามีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 5 เรื่อง คือ 1.ปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบ 2.การพัฒนาครู 3.การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ปฏิรูปการเรียน 4.ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม และ 5.เพิ่มและกระจายโอกาสทางการศึกษา

นายกมลกล่าวต่อว่า ในการปฏิรูปการเรียนรู้ สพฐ.จะเน้น 2 เรื่อง คือ

1.การพัฒนาการสอนวิชาหลัก คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ซึ่งวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ สพฐ.ร่วมกับ สสวท. พัฒนาครู รวมทั้งผู้เรียนด้าน Numeracy และเทคนิคการจัดการเรียนการสอนตามแนวการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) ส่วนแผนระยะยาว สพฐ.จะสนับสนุนการวิจัย การสร้างชุมชนการเรียนรู้ เป็นต้น ส่วนภาษาต่างประเทศระยะสั้นภายในเดือนต.ค.นี้ สพฐ.มีแผนจะพัฒนาศักยภาพครูด้านภาษาอังกฤษ ภาษาอาเซียนและภาษาต่างประเทศที่ 2 เป็นต้น

2.พัฒนาทักษะการคิด สพฐ.จะสร้างความเข้าใจในแนวทางการจัดกิจกรรมทักษะการคิด การประเมินผลการคิดภายในเดือนพ.ย.นี้ แล้วนำไปจัดทำวีดิทัศน์รวบรวมเทคนิคการสอนคิด และวิจัยพัฒนานวัตกรรมการสอนคิดต่อไป

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34369&Key=hotnews

สอศ.ติว 27 วิทยาลัย รับประเมินรอบ 3

7 ตุลาคม 2556

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ในเร็ว ๆ นี้ตนจะหารือนอกรอบกับ ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผอ.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดในการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษา รอบ 4 พ.ศ. 2559-2563 เพื่อขอปรับปรุงตัวบ่งชี้ในการประเมิน เนื่องจากสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีร่วมกับสถานประกอบการ และสถาบันการศึกษา ต่างประเทศ โดยเฉพาะระดับปริญญาตรี ในสถาบันการอาชีวศึกษา ที่เป็นระบบทวิภาคี 100% จึงจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์และ ตัวบ่งชี้ให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอน

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า การประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษา รอบที่ 3 พ.ศ. 2554-2558 ซึ่งได้ประเมินมา 3 ปีแล้วสถานศึกษา 421 แห่งเข้ารับการประเมินแล้ว 394 แห่ง พบว่าสถานศึกษาที่เข้ารับการประเมิน ปี 2554-2555 ไม่ผ่านการประเมิน 8 แห่ง ซึ่งต้องรับการประเมินใหม่ภายใน 2 ปีนับจากวันที่วิทยาลัยรับทราบ ส่วนสถานศึกษาที่เข้ารับการประเมินในปี 2556 ขณะนี้ยังไม่ทราบผล อย่างไรก็ตามสำหรับอีก 27 แห่งที่จะเข้ารับการประเมิน รอบ 3 ซึ่งจะเริ่มในเดือนธ.ค. สอศ.จะเข้าไปทำความเข้าใจในจุดที่สถานศึกษายังอ่อนอยู่ โดยเฉพาะตัวบ่งชี้ที่ 4 ผลงานที่เป็นโครงงานทางวิชาชีพ หรือสิ่งประดิษฐ์ของผู้เรียนที่ได้นำมาใช้ประโยชน์ ตัวบ่งชี้ที่ 5 ผลงานที่เป็นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ งานสร้างสรรค์ หรืองานวิจัยของครูที่ได้นำไปใช้ประโยชน์ และตัวบ่งชี้ที่ 12 ผลการสร้างการมีส่วนร่วมในการประกันคุณภาพ

“นอกจากนี้อีก 2 ปีข้างหน้า ปริญญาตรีรุ่นแรกจะจบออกมา สถาบันการอาชีวศึกษาจะต้องเข้ารับการประเมินในระดับอุดมศึกษา ก็ต้องมาทำหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินให้สอดคล้องกับภารกิจของสถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่งสถาบันควรต้องรู้ตัวก่อนเข้ารับการประเมิน ว่าจะต้องถูกประเมินในด้านใดและอย่างไรบ้าง” ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34368&Key=hotnews

42 มหา’ลัยเปิดข้อมูลการรับนักศึกษา

7 ตุลาคม 2556

รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ทำหนังสือส่งถึงมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือมหาวิทยาลัยนอกระบบ เพื่อขอข้อมูลการรับนิสิตนักศึกษา ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2557 ในทุกระบบ ทุกวิธีการ ทุกคณะและสาขาวิชา ที่ไม่ใช่การรับในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นกลางโดยขยายเวลาการให้ส่งข้อมูลถึงวันที่ 4 ก.ย.ปรากฏว่าจากจำนวนมหาวิทยาลัยที่ต้องส่งข้อมูล 78 แห่ง มีส่งข้อมูลมาแล้ว 42 แห่ง ซึ่ง สกอ.จะต้องวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจในการพัฒนาหรือปรับปรุงระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ที่จะทำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

รศ.นพ.กำจร กล่าวอีกว่า สำหรับมหาวิทยาลัยที่ส่งข้อมูลมาแล้วได้แก่ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ม.บูรพา ม.เชียงใหม่ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.เทคโนโลยีสุรนารี ม.วลัยลักษณ์ ม.ทักษิณ ม.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ม.นเรศวร ม.มหาสารคาม ม.แม่โจ้ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) เชียงราย มรภ.เชียงใหม่ มรภ.ลำปาง มรภ.นครสวรรค์ มรภ.เพชรบูรณ์ มรภ.สกลนคร มรภ.อุดรธานี มรภ.บุรีรัมย์ มรภ.อุบลราชธานี มรภ.สุรินทร์ มรภ.ราชนครินทร์ มรภ.เทพสตรี มรภ.รำไพพรรณี มรภ.นครปฐม มรภ.เพชรบุรี มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.สงขลา มรภ.ภูเก็ต มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.จันทรเกษม มรภ.สวนดุสิต มรภ.พระนคร มรภ.สวนสุนันทา มรภ.ชัยภูมิ มรภ.ศรีสะเกษ ม.เทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี มทร.กรุงเทพ มทร.สุวรรณภูมิ และ มทร.ตะวันออก.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34367&Key=hotnews

เด็กสาธิตเก่งน้อยลงฟ้องปัญหาศึกษาไทย

7 ตุลาคม 2556

ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในวันที่ 7ต.ค.นี้ ตนจะเสนอนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) แต่งตั้งคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการประเมินตามโครงการนานาชาติของนักเรียนระดับการศึกษาภาคบังคับ หรือ วอร์รูมพิซ่า โดยในส่วนของคณะทำงานระดับปฏิบัติการจะเสนอให้ ดร.ธงชัย ชิวปรีชา อดีตผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นประธาน พร้อมกันนี้จะเชิญตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในวอร์รูม ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งดูแลกลุ่มโรงเรียนสาธิต เนื่องจากเด็กนักเรียนสาธิตเป็นนักเรียนกลุ่มที่ทำคะแนนสอบพิซ่าได้ดีที่สุดในกลุ่มนักเรียนไทยทั้งหมด โดยผลคะแนนที่ออกมาสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ซึ่งเทียบเท่าหรือมากกว่ากลุ่มเด็กนักเรียนในสหรัฐอเมริกา แต่อย่างไรก็ตามผลคะแนนของกลุ่มเด็กสาธิต แม้จะอยู่ในระดับสูง แต่ก็พบว่าแนวโน้มผลคะแนนก็ยังลดลงทุกปี แสดงให้เห็นว่าการศึกษาไทยในภาพรวมกำลังน่าเป็นห่วงจริง ๆ จึงต้องมีการวิเคราะห์และพัฒนาผลคะแนนเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่ม

ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ตนจะเสนอให้คณะทำงานดังกล่าวมีตัวแทนจาก สสวท.เข้าร่วมในวอร์รูมด้วย เพราะในการสอบพิซ่า มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับรายวิชาคณิตศาสตร์และวิทยา ศาสตร์ที่ สสวท.รับผิดชอบอยู่

“อย่างไรก็ตามในการสอบพิซ่าปี ค.ศ. 2015 จะมีการสอบรายวิชาบังคับเพิ่มขึ้นอีก 1 หัวข้อ คือ เรื่องการแก้ปัญหาร่วมกัน หรือ Collaborative Problems Solving อีกทั้งยังมีการเพิ่มการสอบวิชาไม่บังคับแต่มีความน่าสนใจอีก 1 หัวข้อด้วย คือ เรื่องความรู้ด้านการเงิน หรือ Financial Literacy ดังนั้น จะเห็นว่าโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ การสอบพิซ่า นับวันยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะผลการสอบสามารถช่วยสะท้อนให้เห็นถึงผลของการ เตรียมคนเพื่อการก้าวไปอยู่ในโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง” ผู้ช่วยรัฐมนตรี กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34366&Key=hotnews

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เตรียมพร้อมจัดทำมาตรฐานอาชีพเทียบเท่าระดับสากลรองรับ AEC

7 ตุลาคม 2556

การพัฒนากำลังคนให้มีทักษะ ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ นอกจากจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการแล้ว ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน) หรือ สคช.: Thailand Professional Qualifcation Institute (Public Organization) ขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี โดยจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2554 เพื่อพัฒนากำลังคนของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศ

ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)นายวีระชัย ศรีขจร กล่าวว่า สถาบันฯ จัดตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาและผลักดันระบบคุณวุฒิวิชาชีพของไทย ด้วยการจัดทำมาตรฐานอาชีพให้ได้มาตรฐานสากล และกำหนดภารกิจองค์กรเพื่อรับรองสมรรถนะบุคคล และเป็นศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะจัดทำมาตรฐานอาชีพใน 40 กลุ่มอุตสาหกรรม ครอบคลุมกว่า 400 สาขาอาชีพสำหรับพันธกิจเร่งด่วน ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ คือ การผลักดันโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพ และกรอบคุณวุฒิวิชาชีพในสาขาที่มีผลกระทบกับความปลอดภัย และสังคมในวงกว้าง

ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานอาชีพในกลุ่มอุตสาหกรรมนำร่องไปแล้ว 8 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ก่อสร้าง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโลจิสติกส์ สปา ผู้ประกอบการอาหารไทย รวมถึงจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ ในสาขาที่มีผลกระทบกับความปลอดภัยและสังคมในวงกว้าง เช่น อาชีพขับรถยนต์สาธารณะ รถโดยสารไม่ประจำทาง ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชนจำนวนมากและจากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นอันดับ 3 ของโลกการจัดทำมาตรฐานอาชีพของคนขับรถขนส่งสาธารณะ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน นอกจากนี้ กลุ่มผู้ควบคุมเครื่องจักรกลหนักในการก่อสร้างร่วมกับสาขาอื่นๆ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน มีเป้าหมายเพื่อพัฒนากำลังคน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและศักยภาพธุรกิจ สนับสนุนการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเตรียมความพร้อมบุคลากรรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558

นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนากรอบคุณวุฒิวิชาชีพ ศึกษาการทดสอบการใช้ความรู้ความสามารถ และทักษะในการประกอบอาชีพ และการฝึกอบรมแบบมุ่งเน้นสมรรถนะ รวมถึงการร่วมมือพัฒนามาตรฐานอาชีพ ความร่วมมือในการพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพระหว่างสถาบันฯ กับองค์กรต่างประเทศซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจว่าคุณวุฒิวิชาชีพไทยนั้นได้มาตรฐานสากล และเพื่อให้สอดคล้องกับระบบการศึกษาสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ยังได้เตรียมการอบรมและสนับสนุนสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ทดสอบและรับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ โดยร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในการพัฒนาองค์กรเหล่านี้ให้เข้าสู่ระบบ ISO 17024 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกสำหรับองค์กรที่รับรองบุคคล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมั่นในคุณสมบัติของบุคลากรที่ได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ

การพัฒนามาตรฐานอาชีพและการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพไม่เพียงแต่เสริมศักยภาพของผู้ใช้แรงงานเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้ประกอบการได้ผู้มีทักษะอาชีพในระดับที่ดีเข้าสู่องค์กร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จึงเป็นองค์กรที่ช่วยยกระดับมาตรฐานอาชีพของคนไทย ส่งเสริม สนับสนุน ยกระดับมาตรฐานความรู้ พร้อมก้าวสู่ “เออีซี” โดยใช้การพัฒนาทักษะทางอาชีพ เป็นกลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34365&Key=hotnews

นร.โซน 3 ส่อรอแท็บเล็ตยาว ลุ้นผลกวพ.อ.ชี้ขาดประมูลสุพรีมฯโมฆะ/โซน 1,2 ก็เจอเสิ่นเจิ้น อิงถังขอเลื่อนส่งด้วย

7 ตุลาคม 2556

ศึกษาธิการ * กวพ.อ.จ่อชี้ขาดจัดซื้อแท็บเล็บโซน 3 วันที่ 11 ต.ค.นี้ ชี้แนวโน้มน่าจะคล้อยตาม สพฐ.ให้ยกเลิกผลการประมูลของบริษัท สุพรีมฯ ส่งผลอาจทำให้มีการฟ้องร้อง เด็กต้องรอแท็บเล็ตนานเป็นปี ส่วนโซน 1, 2 เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ มีปัญหาขอเลื่อนส่งเครื่องไปอีก 1 เดือน อ้างโรงงานประกอบไฟไหม้ ขณะที่จัดซื้อแท็บเล็ตปี 57 อาจต้องมีการปรับวิธีการใหม่ให้ 225 เขตพื้นที่ฯ จัดการแทนส่วนกลาง

แหล่งข่าวกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอม พิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ต่อ 1 นักเรียน กล่าวว่า ตามที่บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ยื่นอุทธรณ์กับคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ (กวพ.อ.) ของกรมบัญชีกลาง กรณีที่คณะกรรมการประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ออคชั่น) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประ กาศยกเลิกผลการประมูลอี-ออคชั่นแท็บเล็ตนักเรียนโซน 3 ไปเมื่อประมาณวันที่ 13 ก.ย.2556 นั้น ขณะนี้ กวพ.อ.กำลังพิจารณาเอกสารคำชี้แจงทั้ง 2 ฝ่าย และคาดว่าจะตัดสินได้ประมาณวันที่ 11 ต.ค.นี้ ขณะที่ผลการตัดสินจะมี 2 ทาง ได้แก่ รับการอุทธรณ์ หมายถึงสั่งให้ สพฐ.เดินหน้าจัดซื้อไปโซน 3 ไปตามผลชนะประมูล แม้จะมีข้อสังเกตว่าราคาชนะประมูลสูงอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม หรือไม่รับการอุทธรณ์ คือเห็นตามข้อสังเกต สพฐ.ให้ยกเลิกผลการประมูล

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า หาก กวพ.อ.พิจารณายกเลิกก็ต้องมาดูอีกว่าจะสั่งยกเลิกอย่างเดียว หรือจะพ่วงด้วยการชี้ว่าบริษัท สุพรีมฯ ฮั้วประมูลด้วยหรือไม่ ซึ่งหากสั่งยกเลิกและพ่วงคำดังกล่าวมาด้วย ก็แน่นอนว่าบริษัท สุพรีมฯ ต้องยื่นฟ้องศาลปกครองให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแน่ เพื่อไม่ให้บริษัทถูกแบล็กลิสต์และถูกดำเนินคดีทางกฎหมายอาญา แต่ศาลปกครองอาจพิจารณาไม่รับคำฟ้องก็ได้ เพราะเห็นตาม กวพ.อ. แต่ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาพิจารณาเป็นปีซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อนักเรียนแน่ แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าผลการพิจารณาทั้งหมดจะออกมาในแนวทางนี้ อย่างไรก็ตาม การจัดซื้อแท็บเล็ตโซน 3 ถือเป็นการสะท้อนปัญหาการจัดซื้อแท็บเล็ตโดยส่วนกลาง ที่ผ่านมาจึงมีแนวคิดรัฐแจกคูปอง 3,000 บาทให้เด็กและผู้ปกครองนำไปซื้อแท็บเล็ตเอง แต่วิธีดังกล่าวก็มีปัญหาและช่องโหว่ เพราะผู้ปกครองอาจนำคูปองไปเลือกซื้อแท็บเล็ตที่ราคาถูกกว่าเพื่อหวังเงินทอน สุดท้ายได้แท็บเล็ตที่ไม่มีประ สิทธิภาพ และอาจผิดวัตถุประสงค์นโยบายรัฐบาล ฉะนั้นแนวคิดนี้คงใช้ได้กับเด็กกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

สำหรับการจัดซื้อแท็บเล็ตชุดปีการศึกษา 2557 แหล่งข่าวกล่าวว่า ในทางราชการพอขึ้นปีงบประมาณใหม่ต้องเริ่มกระบวนการจัดทำสเปกและร่างทีโออาร์แล้ว แต่ในทางปฏิบัติทางกลับยังไม่เริ่มอะไร ขณะเดียวกันวิธีจัดซื้อยังต้องถกเถียง เพราะการจัดซื้อครั้งล่าสุดก็เห็นชัดแล้วว่าการจัดซื้อโดยส่วนกลางมีปัญหา ฉะนั้นอาจมีเสนอวิธีการจัดซื้อใหม่โดยให้ 225 เขตพื้นที่ฯ แยกไปจัดซื้อเอง เหมือนโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ในปีการศึกษานี้ใช้วิธีดังกล่าว จนขณะนี้มีหลายโรงเรียนได้รับเครื่องแท็บเล็ตไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการเมืองว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ เพราะการให้เขตพื้นที่ฯ จัดซื้อเองยากที่จะมีเงินทอนจำนวนมากๆ ไม่เหมือนการจัดซื้อโดยส่วนกลาง

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา บริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถัง อินเทลลิเจ้น คอนโทรล จำกัด ในฐานะบริษัทผู้ลงนามในสัญญาจัดซื้อแท็บเล็ตโซน 1, 2 ของนักเรียนชั้น ป.1 ทั่วประเทศรวมจำนวนทั้งสิ้น 804,742 เครื่อง ได้ส่งหนังสือขอเลื่อนการจัดสรรแท็บเล็ตงวดแรก จำนวน 100,000 เครื่อง จากกำหนดเดิมเลื่อนไปอีก 1 เดือน โดยอ้างเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตชิ้นส่วนที่ประเทศเกาหลี เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2556 อย่างไรก็ตาม กำหนดจัดส่งแท็บ เล็ตงวดแรกจะต้องส่งภายใน 35 วันนับจากวันเซ็นสัญญา คือวันที่ 28 ก.ย.2556.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34364&Key=hotnews

วิทยาลัยชุมชนน่าน เสริมความเข้มแข็ง เครือข่ายภาคเหนือ

7 ตุลาคม 2556

ASTV ผู้จัดการรายวัน – ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 วิทยาลัยชุมชนกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน วชช.น่าน จัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง เครือข่าย วิทยาลัยชุมชนภาคเหนือ
เมื่อเร็วๆ นี้ (วชช.)จัดประชุมวิชาการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่าย วิทยาลัยชุมชนภาคเหนือ เรื่อง “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 วิทยาลัยชุมชนกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน” ให้แก่ประชาชนในจังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียง มุ่งเน้นให้การศึกษาและฝึกอบรมด้านวิชาการและวิชาชีพ ตามความต้องการของชุมชนและส่งเสริมให้มีการพัฒนาอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของ บุคคล และชุมชน

รองศาสตราจารย์ชวนี ทองโรจน์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า การจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน : เครือข่ายวิทยาลัยชุมชนภาคเหนือ เป็นหนึ่งใน สี่กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งเน้นสร้าง ความเข้มแข็งของชุมชน การพัฒนา ที่ยั่งยืน ดูแลแรงงานที่ออกจากภาคเกษตร การเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาและเติมเต็มศักยภาพบุคล ความเข้มแข็งชุมชน” คืออะไร ? ความเข้มแข็งของชุมชนแบ่งออกเป็น 3 มิติ มี ความรู้ ความเข้าใจ ภูมิปัญญาอาชีพ วิถีปฏิบัติที่ดี มีความยั่งยืน ความสุขความสงบร่มเย็น

การวางวิทยาลัยชุมชน (Positioning) ในทศวรรษที่สอง นโยบาย วชช. จัดการศึกษาตลอด ชีวิตเพื่อเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง และตรึงคนอยู่ในพื้นที่ เพื่อผลักดันให้ ไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มประชากรวัยแรงงาน (Non Age Group) อายุ 22 ปีขึ้นไป และเสริมด้วยผู้ด้อยโอกาสการศึกษา กระบวนการเรียนรู้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ของ ผู้เรียน ให้คิดเป็น ทำเป็น และสร้างปัญญา จัดการเรียนการสอนและฝึกอบรมในเรื่องที่ชุมชนต้องการและเสริมสร้างให้เกิดนวัตกรรมวิทยาลัยชุมชน บทบาทการสร้างความเข้มแข็งชุมชนในช่วงที่ผ่านมา จัดการศึกษา/ฝึกอบรม เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เข้าไม่ถึงการศึกษา (ระดับปัจเจกบุคคล) หลักสูตรอนุปริญญา ปวส. และประกาศนียบัตร หลักสูตรฝึกอบรม รศ.ชวนีกล่าว
“จุดเปลี่ยนของ วชช. วิทยาลัยชุมชนเดินตามกระแสหลักของอุดมศึกษาที่มุ่งปริญญาโครงสร้างการจัดการเรียนการสอนเน้นความรู้เชิงวิชาการ มากกว่าการส่งเสริมทักษะ การประกอบอาชีพ ความหลากหลาย และความแตกต่างระหว่างบุคคลสูงมาก การประกอบอาชีพและการแบ่งเวลาเพื่อการเรียนรู้ บทบาทการสร้างความเข้มแข็งชุมชนตามนโยบาย วชช. การจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน (ระดับกลุ่มบุคคล หรือชุมชน) โดยใช้กระบวนทัศน์ในการปรับวิธีทำงานใหม่หลักสูตรอนุปริญญา ปวส. และ ปวช. ประกาศนียบัตร หลักสูตรฝึกอบรม “ภายใต้พันธกิจเดิมโดยกระบวนทัศน์ใหม่ ในการจัดการศึกษา/ฝึกอบรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งชุมชน ของวิทยาลัยชุมชน (นโยบาย กวชช. ชุดปัจจุบัน)สอนคนชุมชน โดยคนชุมชน ใช้โจทย์ชุมชน เพื่อพัฒนาชุมชน การทบทวนนโยบายการจัดการเรียนรู้ของวิทยาลัยชุมชน ตามมติ กวชช. รูปแบบที่ 1 การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นชุมชน : TRACK วิทยาลัยชุมชนต่อยอดโครงการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนมุ่งส่งเสริมความร่วมมือ การพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ตอบสนองความต้องการ มิติเศรษฐกิจ การสร้างรายได้ การเป็นผู้ประกอบการ ความสงบ และสันติสุขในชุมชน รูปบบที่ 2 การจัดการศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพ : TRACK อาชีพการเลือกสรรอาชีพที่มีความต้องการระดับชาติ -ท้องถิ่น มุ่งเน้นความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ เพื่อการประกอบอาชีพ (Com petency based Education) จัดในรูป ชุดการเรียนรู้ (Modular System) National Certificate และ Institutional Certificate รูปแบบที่ 3 การจัดการศึกษาระดับอนุปริญญา : TRACK อนุปริญญาศึกกษาต่อระดับปริญญาที่มีคุณภาพสูงมีความยืดหยุ่น และเอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ที่ทันสมัย ปรับเข้าสู่ระบบ Modular และ หลักสูตรฐานสมรรถนะ เป็นกระบวนการของสถานศึกษาที่ต้องการปรับเปลี่ยนหลักการจัดการศึกษาที่เน้นองค์ความรู้ที่ได้จากอาจารย์ (ตำรา) ไปสู่ความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้เรียนเป็นการ ศึกษาที่มุ่งเน้นผลของการศึกษา คือ สมรรถนะที่ตอบสนองความต้องการในตลาดแรงงานที่กำหนดโดย นายจ้าง หรือ มืออาชีพ สมรรถนะโดยธรรมชาติแล้วจะมีความ ซับซ้อน และมีปัญหาในการวัดและการประเมิน การจัดการเรียนรู้ระบบ Module การจัดกลุ่มหรือองค์ประกอบของกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน เพื่อการประกอบอาชีพในระดับต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การประชุมวิชาการจัดการความรู้เสริมสร้างความเข้มแข็ง เครือข่ายวิทยาลัยชุมชนภาคเหนือ เพื่อคัดเลือกโครงการต้นแบบในการดำเนินงานตามโครงการดังกล่าว โดยนำเสนอผลงานทางวิชาการของบุคลากรวิทยาลัยชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่วิทยาลัยชุมชนทุกแห่งได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัดให้มีความเจริญก้าวหน้าด้านวิชาการและด้านวิชาชีพ อันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34363&Key=hotnews

‘ศิริพร’ เร่งประชุมแจงครู ผช.ว12 ดันปรับสวัสดิการ-วิทยฐานะ

7 ตุลาคม 2556

นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ จะเร่งรัดขับเคลื่อนงานด้านบุคลากรทางการศึกษาตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และตามภารกิจของสำนักงาน ก.ค.ศ.อย่างกรณีการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษหรือ ว 12 ที่ยังต้องเร่งแก้ปัญหา ตนจะเร่งจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้อง ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ. ที่ได้สั่งการไว้แล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาในกรณีจะให้กลุ่มอดีตครูผู้ช่วย 344 ราย ตามรายชื่อของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้กลับเข้ารับราชการและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะปรับปรุงระบบการประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และปรับปรุงระบบสวัสดิการและการเสริมสร้างขวัญกำลังใจของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อประสิทธิภาพการเรียนการสอนและคุณภาพผู้เรียน ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. รวมทั้งการเตรียมประเมินวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ ว 13 หรือการประเมินผู้ที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ การจัดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูฯและแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ทั้งนี้ ตนจะเน้นให้ความสำคัญในการกำกับ ติดตาม ดูแล และตรวจสอบการดำเนินการของผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านงานบริหารงานบุคคลให้มีความโปร่งใส เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยจะจัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความชัดเจนมีมาตรฐาน เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34362&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานีก.ค.ศ.: การประเมินตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) ระดับเชี่ยวชาญ

7 ตุลาคม 2556

อุษณีย์ ธโนศวรรย์
ผอ.ภารกิจนโยบายและระบบตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษา
ตามที่ ก.ค.ศ.ได้กำหนดตำแหน่งและมาตรฐานตำแหน่งประเภทวิชาการ สายงานบริหารทรัพยากรบุคคล ระดับเชี่ยวชาญ ของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ซึ่งได้นำเสนอสาระสำคัญของมาตรฐานตำแหน่ง ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น ในสัปดาห์นี้จะขอนำเสนอหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งและการประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

1.หลักเกณฑ์ โดยสรุปคือ การกำหนดตำแหน่ง ต้องยึดหลักประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความไม่ซ้ำซ้อนและประหยัด โดยไม่เพิ่มจำนวนตำแหน่งและไม่ทำให้งบประมาณรายจ่ายด้านบุคคลเพิ่มขึ้น โดยนำตำแหน่งว่างที่มีอัตราเงินเดือนมายุบรวมกับตำแหน่งที่จะกำหนดเป็นตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ เพื่อให้ครอบคลุมค่าตอบแทนเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้นจากการกำหนดตำแหน่งนั้น ซึ่งจะต้องมีการประเมินค่างาน โดยยึดปริมาณงานและคุณภาพงานของตำแหน่ง ที่แสดงถึงลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบที่เปลี่ยนแปลงไปในระดับสูงขึ้น ซึ่งเกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาจากการประเมินค่างานที่ ก.ค.ศ.กำหนด

2.วิธีการ
2.1 ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรวจสอบหน้าที่ความรับผิดชอบ ลักษณะงานของตำแหน่งที่ ก.ค.ศ.กำหนดระดับตำแหน่งไว้ถึงระดับเชี่ยวชาญ ตามแบบประเมินค่างาน หากเห็นว่ามีปริมาณงานและคุณภาพของงานเปลี่ยนแปลงไปใน ระดับที่สูงขึ้น ให้นำข้อมูลเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาให้ความเห็นชอบในการเสนอขอกำหนดตำแหน่งดังกล่าว เป็นระดับเชี่ยวชาญ โดยให้จัดทำข้อมูลเสนอส่วนราชการ ตามรายละเอียดเอกสารที่ ก.ค.ศ.กำหนด
2.2 ให้ส่วนราชการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองที่เห็นสมควร ตามความ เหมาะสม โดยมีเลขาธิการหรือรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน และผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการเป็นกรรมการและเลขานุการ ทำหน้าที่ ตรวจสอบความถูกต้องของปริมาณงานและคุณภาพของตำแหน่งที่ขอ พิจารณากลั่นกรอง ตำแหน่งที่มีปริมาณและคุณภาพของงานที่เห็นสมควรจะเสนอขอกำหนดเป็นตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญ จัดสรรงบประมาณหรือตำแหน่งที่จะยุบรวมประกอบการเสนอขอกำหนดตำแหน่งให้สอดคล้องกับจำนวนตำแหน่งที่เสนอขอ
2.3 ให้ส่วนราชการจัดทำแบบขอกำหนดตำแหน่ง และความเห็นของกรรมการที่เห็นว่าสมควรจะกำหนดตำแหน่งเป็นระดับเชี่ยวชาญ เสนอสำนักงาน ก.ค.ศ. โดยการยื่นคำขอกำหนดตำแหน่งให้ทำได้ปีละ 1 ครั้ง ในเดือนตุลาคม และส่วนราชการยื่นต่อสำนักงาน ก.ค.ศ. ภายในเดือนธันวาคม
2.4 ก.ค.ศ.จะประเมินค่างานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อ ก.ค.ศ.มีมติอนุมัติกำหนดตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญแล้ว ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการเกี่ยวกับการประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ตามแนวดำเนินการที่ ก.ค.ศ.กำหนด

สำนักงาน ก.ค.ศ.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบุคลากรทางการศึกษากลุ่มนี้ จะได้รับ การประเมินให้มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ ถึงระดับเชี่ยวชาญ ในเร็วๆ นี้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34361&Key=hotnews