kounchanok rujjanapan

ศธ.เล็งขยายเกณฑ์ทุนอำเภอใหม่ จัดสรรเด็ก’ม.3-สายอาชีวะ’เพิ่มเติม สนองนายกฯแก้ปัญหาน.ร.เลิกเรียน

7 ตุลาคม 2556

นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีนโยบายที่ต้องการให้ ศธ.จัดสรรทุนการศึกษาให้หลากหลายและครอบคลุมมากขึ้นโดยต้องการให้เน้นจัดสรรทุนให้นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ต้องออกจากระบบการศึกษาเพราะครอบครัวยากจนจึงไม่สามารถส่งเรียนต่อได้เมื่อเรียนจบทำให้ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานแทน ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลพบว่านักเรียนที่จบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแค่ 65% เท่านั้น ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงอยากให้ ศธ.จัดสรรทุนให้เรียนต่อทั้งสายสามัญและอาชีวศึกษาและเน้น ให้ทุนในสาขาที่ต้องกับความต้องการของประเทศ

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า ในส่วนของสำนักงานปลัด ศธ.ที่ดูแลโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนส่งนักเรียนเรียนต่อระดับปริญญาตรีในประเทศและต่างประเทศอยู่นั้น ตนจะเสนอปรับปรุงโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนใหม่จากเดิมทุนดังกล่าวจะมอบให้นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้นแต่ตนจะเสนอให้ปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้สามารถเริ่มจัดสรรทุนให้เด็กตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาต่อให้แก่นักเรียนในระดับชั้นดังกล่าว โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างศึกษารายละเอียดและต้องไปดูว่าระเบียบของทุนเปิดช่องให้ทำได้หรือไม่ และท้ายสุดจะต้องนำเสนอนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. และคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนพิจารณาก่อน

“นอกจากโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนแล้ว อาจต้องมีการเพิ่มทุนให้เปล่าในสาขาที่ประเทศต้องการ หรือให้ทุนลักษณะเรียนไปทำงานไป รวมถึงควรขยายทุนเรียนต่อสายอาชีพในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ด้วย ขณะเดียวกัน จะต้องเปิดโอกาสให้สถานประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสถานประกอบการหลายแห่งมารวมจัดการศึกษาแบบทวิภาคี ผู้เรียนสามารถทำงานหารายได้ระหว่างเรียนในสถานประกอบการและจบออกมาก็มีงานรองรับ ในส่วนของโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ควรจะเปิดช่องให้เด็กอาชีวะมีโอกาสรับทุนเพิ่มขึ้นเพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เด็กแล้ว ยังแก้ปัญหาผู้รับทุนได้ไม่ครบทุกอำเภอด้วย อย่างทุนรุ่น 4 ที่จะเปิดสอบรอบ 2 ในปลายเดือนตุลาคมนี้หากไม่มีผู้สอบข้อเขียนผ่านตามเกณฑ์ ครบทุกอำเภอ ก็อาจจะแก้ปัญหาโดยจัดสรรทุนให้เด็กอาชีวศึกษาแทน” นางสุทธศรีกล่าว และว่า นายกฯ ยังมอบให้ ศธ.ไปทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อวางแผนเร่งด่วนในการผลิตกำลังคนให้ตรงความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะการผลิตกำลังคนรองรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ มูลค่า 2.2 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมอบให้ ศธ.ทำงานร่วมกันสภาพัฒนาฯ วางแผนขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาคนตามช่วงอายุ ซึ่ง ศธ.จะเกี่ยวข้องในส่วน การวางแผนจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับช่วงอายุ

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34360&Key=hotnews

ดึง น.ร. 3 จว.ใต้เรียน กทม.เจ๋ง เข้าเรียนมหา’ลัยครบ 1,125 คน

7 ตุลาคม 2556

นายเกษม สดงาม ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัด “โครงการโรงเรียนอุปถัมภ์ ปีการศึกษา 2556” คัดเลือกนักเรียนในระดับชั้นมัธยมปลายในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับดี มีความประพฤติเรียบร้อย หรือเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ และการใช้ความรุนแรง หรือเป็นนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ และโรงเรียนดังประจำจังหวัด เพื่อสร้างโอกาส สร้างความพร้อม และศักยภาพทางวิชาการ เตรียมเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา โดยตลอด 1 ปี จะได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ และพัฒนาทั้งทักษะในทุกๆ ด้าน

“โครงการนี้ได้ทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 ได้ผลน่าพอใจ โดยนักเรียนที่ได้รับคัดเลือกในปีการศึกษา 2550-2555 จำนวน 1,125 คน เข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาได้ทุกคน สำหรับปีการศึกษา 2556 มีนักเรียนได้รับการคัดเลือก 300 คน เข้าเรียนมัธยมปลายในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ และโรงเรียนดังประจำจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ 45 แห่ง หลังส่งนักเรียนเข้าสู่โรงเรียนอุปถัมภ์ระยะหนึ่งแล้ว สพฐ.ได้จัดโครงการนำพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูที่ปรึกษาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นมาเยี่ยม ดูความเป็นอยู่ และทัศนศึกษาร่วมกัน 3 วัน” นายเกษมกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34359&Key=hotnews

คอลัมน์: การศึกษา : อ่านไม่ออก…เขียนไม่ได้ปัญหา(โลกแตก) วงการศึกษาไทย!!

4 ตุลาคม 2556

กลายเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาเรื้อรังมานานนับสิบปี เกี่ยวกับปัญหาที่เด็กไทยส่วนหนึ่ง “อ่านไม่ออก” และ “เขียนไม่ได้”

หรือแม้จะอ่านออกและเขียนได้ แต่ก็จะพบปัญหาว่า “เขียน” หรือ “สะกดคำ” ไม่ถูกต้อง
ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าวน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีการพูดถึงกันเลยก็ว่าได้

แต่หลังจาก ศธ. มีนโยบายเดินหน้า “ปฏิรูปการศึกษา” รอบใหม่ โดย “นายจาตุรนต์ ฉายแสง” รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้ประกาศมาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่อง และการสื่อสารได้ “นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ต้องไม่มี” โดยกำหนดมาตรการให้สถานศึกษา “ปลอดการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้”

โดยมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปจัดทำ “เครื่องมือ” ทดสอบ เพื่อตรวจสอบ และคัดกรองความสามารถในการอ่านออกเสียง และความเข้าใจของนักเรียนชั้น ป.3 และชั้น ป.6 เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหา และหาวิธีแก้ไขให้ตรงจุดที่สุด

โดยได้เริ่มคัดกรองระหว่างวันที่ 9-20 กันยายน ที่ผ่านมา และเร่งรัดพัฒนาครูตามผลประเมินในเดือนตุลาคม เพื่อจัดซ่อมเสริมให้นักเรียนที่มีปัญหาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556

ส่วนปัญหาที่คาดว่าทำให้เด็กไทย อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ น่าจะมาจากหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นที่ “หลักสูตร” เพราะกำหนดให้เด็กเรียนวิชาภาษาไทยน้อยเกินไป วิธีการสอนที่ให้เด็กอ่านเป็นคำ แต่ไม่ได้สอนให้เด็กสะกดคำ ทำให้เด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เป็นต้น

โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มั่นใจว่าถ้า สพฐ. กำกับ ติดตาม นิเทศ ให้ความช่วยเหลือครูภาษาไทย และให้ครูมีส่วนร่วมพัฒนาการอ่านของเด็ก เพราะพบว่าหลายโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ คือต้องดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด และต้องสอนแบบเข้มข้น โดยใช้เวลาสอนเพียง 120 ชั่วโมง ก็เปลี่ยนจากเด็กที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เป็นอ่านออกเขียนได้

และสิ่งที่ ศธ. จะเร่งรัดต่อไปหลังเด็กอ่านออก เขียนได้ คือ อ่านรู้เรื่อง และสื่อสารได้
ทาง สพฐ. เองคาดว่าการ “สแกน” นักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ในรอบนี้ จะทำให้รู้ข้อมูลเป็นรายเขตพื้นที่การศึกษา ว่าแต่ละเขตพื้นที่การศึกษามีเด็กอยู่เท่าใดที่มีปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จะได้เตรียมความพร้อมครูผู้สอนในช่วงปิดภาคเรียน และเตรียมจัดการซ่อมเสริมได้ทันทีในภาคเรียนที่ 2

โดยตั้งเป้าหมายให้นักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ อยู่ในกลุ่มที่ต้อง “ปรับปรุง” ลดลงเป็น “ศูนย์” ภายในสิ้นภาคเรียนที่ 2

อย่างไรก็ตาม การสแกนนักเรียนชั้น ป.3 และชั้น ป.6 ที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ใน 181 เขตพื้นที่การศึกษา จาก 183 เขตพื้นที่การศึกษา ที่ได้รายงานมายัง สพฐ. พบว่านักเรียนที่อ่านไม่ได้ และเป็นปัญหา “รุนแรง” ในระดับชั้น ป.6 จำนวน 7,920 คน จากทั้งหมด 441,988 คน คิดเป็น ร้อยละ 1.8 ระดับชั้น ป.3 จำนวน 25,373 คน จากทั้งหมด 442,617 คน คิดเป็น ร้อยละ 5.7

ส่วนนักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ อยู่ในระดับ “ปรับปรุง” ในระดับชั้น ป.6 จำนวน 27,943 คน คิดเป็น ร้อยละ 6.3 ระดับชั้น ป.3 จำนวน 43,028 คน คิดเป็น ร้อยละ 9.7

หากแบ่งตามเขตพื้นที่การศึกษาที่มีนักเรียนอ่านไม่ได้มากที่สุด ในระดับชั้น ป.3 ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ยะลา ร้อยละ 34.95 สพป.นราธิวาส เขต 2 ร้อยละ 26.25 สพป.นราธิวาส เขต 3 ร้อยละ 26.24 สพป.ปัตตานี เขต 3 ร้อยละ 25.39 สพป.นราธิวาส เขต 1 ร้อยละ 25.12 สพป.ปัตตานี เขต 1 ร้อยละ 23.80 สพป.นครพนม เขต 1 ร้อยละ 22.89 สพป.ยะลา เขต 3 ร้อยละ 21.53 สพป.เชียงใหม่ เขต 3 ร้อยละ 19.08 และ สพป.เชียงใหม่ เขต 5 ร้อยละ 17.27
ส่วนระดับชั้น ป.6 ได้แก่ สพป.ยะลา เขต 2 ร้อยละ 12.77 สพป.นราธิวาส เขต 1 ร้อยละ 10.09 สพป.ปัตตานี เขต 1 ร้อยละ 9.52 สพป.นราธิวาส เขต 3 ร้อยละ 7.56 สพป.นราธิวาส เขต 2 ร้อยละ 6.95 สพป.ปัตตานี เขต 3 ร้อยละ 6.73 สพป.เชียงใหม่ เขต 5 ร้อยละ 6.05 และ สพป.มุกดาหาร ร้อยละ 5.96

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้รับรายงานภาพรวมล่าสุดจาก สพฐ. จำแนกการอ่านออก เขียนได้ ดังนี้ ระดับชั้น ป.3 มีนักเรียนที่อ่านได้ แต่ไม่เข้าใจ ประมาณ 14,600 คน คิดเป็น ร้อยละ 3.2 อ่านได้ เข้าใจบ้าง ควรปรับปรุง ประมาณ 62,000 คน คิดเป็น ร้อยละ 14

เมื่อรวมกับนักเรียนที่อ่านไม่ได้ และกลุ่มที่อ่านได้ แต่อยู่ในระดับควรปรับปรุง มีจำนวนมากถึง 127,300 คน คิดเป็น ร้อยละ 1.59 อ่านได้ เข้าใจบ้าง ควรปรับปรุง ประมาณ 51,580 คน คิดเป็น ร้อยละ 11.6 และเมื่อรวมกับกลุ่มที่อ่านไม่ได้ กับกลุ่มที่อ่านได้ แต่อยู่ในระดับปรับปรุง มีจำนวนมากถึง 73,290 คน

แต่เมื่อรวมทั้ง 2 ส่วนนี้เข้าด้วยกัน จะมีนักเรียนที่อ่านไม่ได้ อ่านได้แต่อยู่ในระดับควรปรับปรุง อ่านได้แต่ไม่เข้าใจ หรืออ่านได้แต่เข้าใจบ้าง ควรปรับปรุง มีมากกว่า 200,590 คน

ปัญหาดังกล่าว นายจาตุรนต์ ยอมรับว่า “น่าเป็นห่วง” แต่ไม่อยากให้มองเป็นความผิดของ “ใคร” คนใดคนหนึ่ง ไม่อยากให้โทษว่าเป็นความผิดของครู แต่เป็นความผิดพลาดล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยที่อยู่ระหว่างการแก้ไข

ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ “ผู้บริหาร” และ “ครู” ต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริง และหาแนวทาง “ลด” จำนวนเด็กที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ โดยจะดึง “ผู้ปกครอง” เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

นอกจากปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ของเด็กไทยแล้ว ยังมีอีกหลายปัญหาที่ ศธ. ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งนายจาตุรนต์ได้เตรียมปฏิรูปการสอนภาษาอังกฤษ หลังพบว่า กว่า 90% ผู้เรียนถูกสอนแบบท่องจำคำศัพท์ หรือเน้นไวยกรณ์มากเกินไป ส่วนการพูด หรือเขียนมีน้อยมากจนถึงขั้นไม่มีเลย จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง และปฏิรูประบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศขนานใหญ่ ทั้งหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล กระบวนการผลิตและพัฒนาครู การใช้สื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

นอกจากนี้ ศธ. ยังต้องเร่งเพิ่มผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนให้ดีขึ้น การจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตร ซึ่งเป็นองค์กรมหาชน เพื่อรองรับเมื่อจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเสร็จ เพื่อดูแลเกี่ยวกับหลักสูตรขั้นพื้นฐานอย่างถาวร การยกคุณภาพการศึกษาไทย ทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับอุดมศึกษา เพื่อให้การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีต่างๆ กระเตื้องขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ล่าสุด “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 3 ชุด เพื่อให้จัดทำแผนงานให้ชัดเจน และจัดทำเป็นแผนแม่บท เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบให้เชื่อมโยงกัน

แบ่งเป็น ระยะสั้น ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และบุคลากร
ระยะกลาง คณะทำงานบูรณาการสร้างแรงจูงใจในการสนับสนุนทุนการศึกษาจากภาครัฐ โดยปรับแก้ไขกฎเกณฑ์การให้ทุน ซึ่งอาจเพิ่มทุนการศึกษาในสายอาชีวศึกษาให้มากขึ้น
และระยะยาว คณะทำงานปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยมี ศธ. เป็นเจ้าภาพหลัก
ก็ต้องจับตาดูว่า รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะขับเคลื่อน “การปฏิรูปการศึกษา” รอบใหม่ ได้สำเร็จหรือไม่!!

–มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 4 – 10 ต.ค. 2556–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34351&Key=hotnews

ต้องรื้อระบบการผลิตครู

4 ตุลาคม 2556

เลาะเลียบคลองผดุงฯ
ตุลย์ ณ ราชดำเนิน tulacom@gmail.com

สังเกตว่างานปฏิรูปการศึกษาไทยในทศวรรษที่ 2 ในยุคที่มี จาตุรนต์ ฉายแสง ถูกจับวางเป็นเสนาบดีการศึกษา ซึ่งมาพร้อมกับ ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ให้มาอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยเสนาบดี และมี เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รับบทช่วยว่าการฯ เริ่มพูดไปในทิศทางเดียวกัน

เห็นได้จากทุกงานจะมีสูตรสำเร็จในการบรรยายหรือนโยบาย ที่เสนาบดีมอบหมายอธิบายความเพื่อให้หน่วยงาน 5 แท่ง ของ ศธ. ต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะคุณภาพมาตรฐานทางการศึกษาไทยวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทาย ต้องทำอย่างทุ่มเทแบบไม่มีวันหยุด
จังหวะที่จะเรียกพลังความร่วมมือเพื่อยกคุณภาพการศึกษาไทยได้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่า จี้ไปที่ตัวเลขการจัดอันดับการศึกษาไทยในเวทีนานาชาติ และการประเมินผลที่หน่วยงานในประเทศ ออกมาตีแผ่ผสมโรง

แค่นี้ก็ยากที่จะสรรหาคำแก้ต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่กำลังตกเป็นจำเลยใหญ่น่าจะพุ่งเป้าไปที่สถาบันอุดมศึกษาซึ่งเป็นโรงงานใหญ่ในการผลิตครู ตามด้วยครูและบุคลากรทางการศึกษา ถือเป็นความสำคัญอันดับต้นๆ ที่ต้องถูกผ่าตัด

จับหางเสียงจากผู้ช่วยเสนาบดีการศึกษา ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ขึ้นบรรยายในงาน 121 ปี การสถาปนาการฝึกหัดครูไทย หัวข้อ อนาคตของการผลิตครูเพื่อเป็นพลังแห่งการพัฒนาชาติ ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร สดๆ ร้อนๆ 29 กันยายน นี้เอง

ปัจจุบันเรามีตัวเลขครูที่จะเกษียณอายุใน 15 ปีข้างหน้า ประมาณ 2.8 แสนคน และมีตัวเลขผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพครูอยู่แล้ว 1 ล้านคน ในจำนวนนี้ประกอบวิชาชีพครู 6 แสนคน

ขณะที่ในแต่ละปีฝ่ายผลิตจะมีผลผลิตครูออกมาเพิ่มเฉลี่ยปีละ 5 หมื่นกว่าคน ซึ่งมีความต้องการใช้ครูแทนอัตราเกษียณเต็มที่ ไม่เกินปีละ 2 หมื่นคน แต่ปรากฏว่าบางสถาบันรับนักศึกษาครู 5,600 คน ถามว่าจะเอาคุณภาพมาจากไหน ถึงกับกราบขอร้องให้เลิกรับในลักษณะนี้ เมื่อขอแล้วไม่ฟังเหตุผล สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ จะต้องรื้อระบบการผลิตครูใหม่ทั้งหมดและจะมีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในสายครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ให้สังคมได้รับรู้ถึงคุณภาพความน่าเชื่อถือ เพราะในชีวิตเกิดมาไม่เคยเห็นผู้บริหารการศึกษาคนใด ในโลก รับคนเข้ามาเรียนเพื่อตกงาน

หน้า 23

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34348&Key=hotnews

ลดโปรเจกต์ รร.ขนาดเล็ก ‘อภิชาติ’ ให้เวลาครูสอนดี / ‘สุทธศรี’ พร้อมลุยปฏิรูปการศึกษา

4 ตุลาคม 2556

ที่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 56 นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยภายหลังการเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ. วันแรก ถึงนโนบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการ คือ  การกำหนดวันปิด-เปิดภาคเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา และการจัดการศึกษาของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งในส่วนของมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้มีมติขยับวันเปิดภาคเรียนไปในเดือน ก.ย.โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ต้องมีการขยับตาม แต่รมว.ศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยเรื่องการสอบปลายภาคของนักเรียนที่จะไปตรงกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบ จึงมอบหมายให้ สพฐ. หารือถึงข้อสรุปและเสนออีกครั้ง

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนนโยบายในการทำงานเท่าที่หารือกับรองเลขาธิการ กพฐ. ทั้ง 3 คนแล้ว เห็นว่างานในความรับผิดชอบของ สพฐ. มีมากประกอบกับมีงานนโยบายทั้งจากรัฐบาลนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ที่เมื่อสั่งการลงไปแล้วจะต้องกระเพื่อมไปถึงโรงเรียนจึงหารือกันว่าจะทำอย่างไรที่จะลดงานธุรการของครูผู้สอนให้มากที่สุด ดังนั้นสพฐ. จะต้องกลับมาทบทวนนโยบาย หรือกิจกรรมที่ปัจจุบันมีมากถึง 162 แผนงาน/โครงการ ที่ส่งไปถึงเขตพื้นที่ และโรงเรียน

“ในส่วนของโรงเรียนนั้นมีหลายขนาด ตั้งแต่เล็กจิ๋วไปจนถึงใหญ่พิเศษ บางแห่งมีครูเพียง 1-2 คน แต่ก็ต้องทำกิจกรรมแผนงานโครงการเหมือนกับโรงเรียนใหญ่ซึ่งไม่เป็นธรรม โดยจะต้องมาคลี่ดูโครงการเพื่อทำให้ชัดว่าโครงการใดไม่จำเป็นสำหรับโรงเรียนบางประเภทก็ต้องตัดออกไป ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนทั้ง 30,000 กว่าแห่ง จะต้องทำแผนงาน/โครงการเหมือนกันทั้งหมด อาจจะเหมือนกันแค่ 10 แผนงาน/โครงการ ส่วนโครงการอื่นๆ ก็มาดูตามกำลังความจำเป็น โครงการแบบปูพรมที่เคยทำก็น่าจะรวบพรมได้แล้วเพื่อให้ครูมีเวลาจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนมากขึ้น ให้เด็กได้เรียนรู้ อ่านออกเขียนได้มากขึ้น เพราะการอ่านออกเขียนได้จะเป็นเครื่อง หมายในการเรียนการสอนที่สูงขึ้น” นายอภิชาติ กล่าว

ขณะที่นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวระหว่างการมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการในสังกัดสำนักงานปลัด ศธ. ซึ่งเป็นการเข้าทำงานในตำแหน่ง ปลัด ศธ. เป็นวันแรกว่า ตนไม่คาดคิดว่าจะได้รับตำแหน่ง ปลัด ศธ.เพราะเป็นงานที่ไกลเกินเอื้อม แต่เมื่อได้รับโอกาสนี้ก็จะมุ่งมั่นที่จะทำงาน โดยจะยึดคำสั่งสอนของนายสิปปนนท์ เกตุทัตอดีต รมว.ศึกษาธิการ ที่เคยสั่งสอนตนตั้งแต่เข้ารับราชการใหม่ๆ ว่า ให้ทำงานเพื่องานอย่าคาดหวังอะไร และสิ่งนั้นจะตามมาเอง อย่างไรก็ตาม งานในตำแหน่งดังกล่าวคงเป็นโจทย์ที่ท้าทายในเชิงบริหารมากขึ้น ซึ่งตนจะพยายามขับเคลื่อนงานต่างๆ และประสานองค์กรหลัก ศธ. ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และ รมว.ศึกษาธิการให้สำเร็จลุล่วงต่อไป อาทิ การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบให้มีความเชื่อมโยงกันการพัฒนาครูและการผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศเป็นต้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34347&Key=hotnews

โชว์กึ๋นสิ่งประดิษฐ์เด็กแก้น้ำท่วม สอศ.ผุดนวัตกรรม – รองรับศูนย์ซ่อมสร้างช่วยปชช.

3 ตุลาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ทุกๆ ปีสำนักวิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้กำหนดจัดการแข่งขันประกวดสิ่งประดิษฐ์ ของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา อาชีวศึกษา ส่งผลงานเข้าประกวดเป็นประจำ

โดยปีการศึกษา 2556 กำหนดประเภทสิ่งประดิษฐ์ออกเป็น 6 ประเภท และกำหนดหัวข้อย่อยให้มีสิ่งประดิษฐ์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วย เนื่องจากในช่วงระยะหลังๆ ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัย และ ทุกครั้งถึง สอศ.จะสนับสนุนสุขาลอยน้ำ เรือท้องแบน ตลอดจนจัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) เพื่อช่วยเหลือ ตรวจเช็ก และซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่จมน้ำแล้ว แต่ก็ยังไม่ครอบคลุม เพียงพอ สอศ.จึงกำหนดหัวข้อย่อยที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมรับมือปัญหาน้ำท่วม ขึ้นมา

“อย่างเช่นเรือท้องแบนที่นำไปบริการชาวบ้านที่เดือดร้อนยังมีข้อจำกัดอยู่ เช่น มีน้ำหนักมากจนเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานในพื้นที่น้ำตื้น หรือเคลื่อนย้ายไปใช้งานในบางพื้นที่ ดังนั้น อาจจะต้องมีการออกแบบเรือที่เหมาะสมกับสภาพการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น เรือแอร์โบ๊ต ซึ่งเป็นเรือที่ทำจากไฟเบอร์กลาส มีเครื่องยนต์และใบพัดอยู่บนเรือด้านหลังคนขับ

ซึ่งที่ผ่านมาเรือแอร์โบ๊ตผลงานนักเรียน นักศึกษา ได้รับการพัฒนาจนสามารถนำมาใช้งานในพื้นที่ จ.สระแก้ว มาแล้วเมื่อปี 2555 หรืออย่างเครื่องกรองน้ำ ซึ่งเป็นผลงานที่นักเรียน นักศึกษา ส่งเข้าประกวดในปี ที่ผ่านๆ มาก็ใช้ประโยชน์ได้จริง เพราะมีคุณสมบัติคือ ใช้ได้ทั้งในพื้นที่ที่มีไฟฟ้าและไม่มีไฟฟ้า รวมถึงใช้กรองได้ทั้งน้ำประปาและไม่ใช่น้ำประปาอีกด้วย ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้เราอยากให้เกิดขึ้นอีกในการแข่งขันสิ่งประดิษฐ์ในปีนี้ เพื่อที่อนาคตจะสามารถนำไปใช้อำนวยความสะดวก หรือช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้จริง” เลขาธิการ กอศ.กล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 4 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34345&Key=hotnews

วชช.เตรียมรับมือสังคมผู้สูงวัย

3 ตุลาคม 2556

นายกฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานคณะกรรมการวิทยาลัยชุมชน กล่าวบรรยายเรื่อง “บทบาทสภาวิชาการกับกรอบนโยบายในการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน (วชช.)” ที่รามาดาพลาซ่า แม่น้ำริเวอร์ไซด์ เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.วิทยาลัยชุมชนผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนี้จะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร โจทย์ใหม่ของ วชช.คือมีผู้อยู่ในวัยทำงาน 35-40 ล้านคน และในจำนวนดังกล่าวเป็นนักศึกษาของ วชช.ประมาณ 11 ล้านคน โดย 29-30% จบการศึกษาจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา

นายกฤษณพงศ์ กล่าวว่า ดังนั้นจึงจำเป็นที่ วชช.ต้องเข้าไปเก็บตกกลุ่มวัยแรงงานที่ยังขาดโอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ขณะเดียวกันต้องเตรียมความพร้อมเพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย หรือแม้แต่นโยบายภาครัฐที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น กองทุนตั้งตัวได้ การลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อวางโครงสร้างระบบสาธารณูปโภคของประเทศ สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นนี้ต้องเริ่มที่ วชช. สภาวิชาการของวิทยาลัยชุมชนต้องเป็นสมองให้กับ วชช. ด้วยการคิดหลักสูตรระดับอนุปริญญา หลักสูตรอาชีพ หรือหลักสูตร Modula เพื่อสนองตอบชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ

–มติชน ฉบับวันที่ 4 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34344&Key=hotnews

“จาตุรนต์” จี้เลื่อนสอบรับตรงหลังเด็กเรียนจบ

3 ตุลาคม 2556

จากกรณีที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มีแนวคิดปรับระบบการสอบรับตรงของมหาวิทยาลัย ขณะที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งแสดงความไม่เห็นด้วยนั้น นายจาตุรนต์กล่าวว่า เป็นประเด็นที่เสนอต่อสังคมเพื่อให้ช่วยกันคิดว่าระบบที่ดำเนินการกันมาดีหรือไม่ อย่างไร ไม่ได้เป็นนโยบายที่สั่งการมหาวิทยาลัยต้องดำเนินการ ซึ่งขณะนี้มอบหมายให้จัดวงพูดคุยกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็กำลังขอข้อมูลการรับตรงของทุกมหาวิทยาลัยเพื่อมาพิจารณาถึงภาพรวมทั้งหมด ซึ่งสาเหตุสำคัญที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะเป็นเรื่องที่มีการร้องเรียนและวิพากษ์วิจารณ์กันมานานแล้วว่าระบบการรับตรงของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ทำอยู่เวลานี้ส่งผลกระทบต่อความไม่เป็นธรรมต่อเด็กส่วนใหญ่ที่ทำให้ไม่มีสิทธิ์สอบเข้ามหาวิทยาลัย และยังส่งผลกระทบต่อการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง

รมว.ศึกษาธิการกล่าวด้วยว่า กรณีที่มหาวิทยาลัยไม่เห็นด้วยนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการสั่งการให้ดำเนินการ แต่เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาที่อยากให้ทำความเข้าใจและเกิดการแลกเปลี่ยน หากเสียงส่วนใหญ่เห็นดีอย่างไรก็ต้องคำนึงถึงเสียงส่วนใหญ่ และต้องประกาศก่อนล่วงหน้า 3 ปี จึงไม่มีผลต่อเด็ก ม.5-6 ในขณะนี้ แต่สิ่งที่อยากให้ปรับเปลี่ยนโดยเร็วที่สุด ซึ่งสามารถดำเนินการได้คือ เลื่อนสอบรับตรงออกไปหลังเด็กเรียนจบหลักสูตร ไม่ใช่จัดสอบกันขณะที่เด็กยังเรียนไม่จบอย่างเช่นที่หลายแห่งกำลังจัดสอบเวลานี้.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34343&Key=hotnews

มทร.ธัญบุรีเปิดรับ ปวส.เรียนต่อ ป.ตรี

3 ตุลาคม 2556

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า ตามที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมทร.ธัญบุรี ทำการวิจัยสถานการณ์อาชีวศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาของประเทศ ทำให้ทราบว่าขณะนี้ปัญหาสำคัญของการอาชีวศึกษาไทยที่เป็นปัญหาหลัก คือ เรื่องบุคลากรที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนอัตรากำลัง เนื่องจากมีแนวโน้มครูที่มีความเชี่ยวชาญจะเกษียณอายุราชการเพิ่มมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันก็มีปัญหาครูอาชีวศึกษาไม่ค่อยได้รับการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะความชำนาญเท่าที่ควร ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดงบประมาณในส่วนนี้

อธิการบดีมทร.ธัญบุรี กล่าวต่อไปว่า จากผลการวิจัยดังกล่าวทางคณะผู้วิจัยทั้ง 4 สถาบันจึงมีความเห็นร่วมกันว่าพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการพัฒนาครูอาชีวศึกษาทั้งการเรียนต่อในระดับปริญญาตรี โท เอก รวมถึงเป็นพี่เลี้ยงในการฝึกอบรมเฉพาะทางและการพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา เพราะเห็นความจำเป็นที่จะต้องเร่งยกระดับและพัฒนาครูอาชีวศึกษาให้ได้เรียนต่อสายตรง หรือเข้ารับการอบรมเฉพาะทางให้มากขึ้น นอกจากนี้ในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลยังมีเสียงเรียกร้องให้มทร.ธัญบุรี เปิดหลักสูตรต่อเนื่องระดับปริญญาตรี ในสายเทคโนโลยี/สายวิชาชีพ (ปฏิบัติการ) เพื่อรับผู้ที่จบหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ให้ได้เรียนต่อระดับปริญญาตรีในระหว่างที่สถาบันการอาชีวศึกษายังไม่พร้อม ซึ่งมทร.ธัญบุรีก็รับปากที่จะช่วยดูแล โดยจะเริ่มในปีการศึกษา 2557 นี้ทันที

“วันนี้เด็กที่จบ ปวส.จากอาชีวศึกษา มีเส้นทางการเรียนต่อน้อย ทำให้เด็กไม่ค่อยอยากเรียนอาชีวะ ประกอบกับหลายปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัย หรือ สถาบันเทคโนโลยีเกือบทุกแห่ง รวมถึง มทร.ธัญบุรี เน้นรับเด็กที่จบ ม.6 จึงมีการเรียกร้องให้เราเปิดเส้นทางให้ จนกว่าสถาบันการอาชีวศึกษาที่ตั้งขึ้นจะมีความพร้อม” รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34342&Key=hotnews

ดีเอสไอ สั่งสอบครูผู้ช่วยกว่า 2 พันราย คุณสมบัติไม่ผ่าน

3 ตุลาคม 2556

กรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่งเรื่องถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ตรวจสอบสอบคุณสมบัติครูผู้ช่วย 2,161 ราย หลังพบผู้สมัครสอบบรรจุยังขาดคุณสมบัติ

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เผยถึงผลการดำเนินคดีพิเศษกรณีทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่าผู้สมัครสอบคัดเลือกมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งการยื่นเอกสารหลักฐานการสมัครสอบไม่ถูกต้อง หรือขาดคุณสมบัติในการสมัครสอบ ดีเอสไอ จึงทำหนังสือถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษา ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบบุคคลที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 2,161 ราย และหากพบการกระทำความผิดขอให้ดำเนินการทางวินัยและทางอาญากับผู้ที่กระทำความผิดในการสมัครสอบทันที
สำหรับหลังการสืบสวนสอบสวนพบว่า มีผู้ที่สอบได้และได้รับการบรรจุแต่งตั้งแล้วมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น ได้แก่

1. ผู้สมัครสอบได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือใบอนุญาตปฏิบัติการสอน หรือหนังสือรับรองสิทธิที่ออกให้โดยคุรุสภา ตามคำสั่งจ้างหรือสัญญาจ้างรวมกันไม่ครบ 3 ปี
2. สัญญาจ้างที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการสอนมีระยะเวลารวมกันไม่ครบ 3 ปี
3. มีการรับรองคุณสมบัติของผู้สมัครสอบที่ไม่ชอบด้วยระเบียบกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังพบว่า ยังมีปัญหาข้อสอบรั่วรวมทั้งมีการนำเครื่องมือสื่อสารเข้าไปภายในห้องสอบ ขณะนี้พบปัญหาเพิ่มผู้ที่สอบได้คะแนนสูงจำนวน 344 คน และคนที่สอบไม่ได้ก็มีปัญหาว่ามีคุณสมบัติที่ไม่ครบ แต่กับได้รับการพิจารณาให้สอบผ่าน ดังนั้นผู้ที่เข้าข่ายต้องถูกดำเนินการเอาผิด คือ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบใบสมัครสอบด้วย

–อินโฟเควสท์ โดย สุดทีวัล สุขใส/ณัฐชญา อัครยรรยง อีเมล์: natchaya@infoquest.co.th–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34338&Key=hotnews