kounchanok rujjanapan

เลขาธิการ กกอ.ค้านตั้งกระทรวงอุดมฯ ชงแก้ กม.แยกเป็นทบวงแทน

3 ตุลาคม 2556

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยถึงกรณีข้อเสนอของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)ที่กำลังศึกษาและจัดทำโครงการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย เนื่องจากเห็นว่าการอยู่รวมกับกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ทำให้เกิดปัญหาในการทำงานที่ไม่คล่องตัว ว่า ตนต้องขอเข้าไปศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ก่อน และเท่าที่ดูขณะนี้มหาวิทยาลัยเองมีอิสระในการทำงานอยู่แล้ว โดยตอนนี้ยังมองไม่เห็นงานอะไรของมหาวิทยาลัยที่จะต้องเสนอผ่านศธ. ยกเว้นเรื่องงบประมาณ ซึ่งต่อไปถ้าพ.ร.บ.การอุดมศึกษา มีผลบังคับใช้แล้ว ก็จะเป็นกลไกที่หนึ่งที่เข้ามาช่วยจัดสรรงบประมาณให้สอดรับกับความต้องการของมหาวิทยาลัย และทำให้คล่องตัวมากขึ้น ดังนั้นก็อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องพูดเรื่องการแยกกระทรวง

เลขาธิการกกอ. กล่าวต่อว่า เว้นแต่มองว่า มหาวิทยาลัยอยากนำเรื่องงานวิจัยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ตรงนั้นก็ต้องมองภาพกว้างไปที่หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย อาทิ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นต้น ต้องมองเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายโมเดลที่น่าสนใจ ต้องศึกษารายละเอียดให้รอบคอบก่อน เพราะถ้าแยกออกไปเลยอาจจะมีปัญหา

“จริง ๆ อาจจะต้องไปดูแนวทางอื่น ๆ เพิ่มเติม โดยแนวทางที่น่าสนใจคือ เป็นทบวงอิสระที่อยู่ในสังกัด ศธ. ซึ่งในกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กำหนดให้มีทบวงใต้กระทรวงได้ โดยมีปลัดทบวงฯ เป็นผู้กำกับดูแล อย่างไรก็ตามปัจจุบันระบบการบริหารงานของสกอ.เป็นรูปแบบคณะกรรการการอุดมศึกษา(กกอ.)ขึ้น โดยมีเลขาธิการกกอ. อยู่ในการกำกับดูแล ดังนั้นในการบริหารงานรัฐมนตรีว่าการศธ. ก็ถูกตัดออกจากสายงานบังคับบัญชาอยู่แล้ว เป็นการกระจายอำนาจให้กกอ. เป็นผู้กำหนดนโยบาย และเลขาธิการกกอ.เป็นคนรับไปดำเนินการบริหารจัดการ เป็นระบบที่กระจายอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการศธ.ลงมา แต่หากจะต้องมีการปรับเปลี่ยนจริง ๆ การเปลี่ยนสถานะเป็นทบวงที่อยู่ภายใต้ศธ. ก็ถือเป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ ” นายทศพรกล่าว

Source – มติชนออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34336&Key=hotnews

“อนุดิษฐ์” หวั่นแจกคูปองแท็บเล็ตทำระบบการเรียนป่วน

3 ตุลาคม 2556

“อนุดิษฐ์” ปัด ไม่ทราบกรณีที่ สพฐ.เล็งแจกคูปองแท็บเล็ต 3,000 บาท ให้เด็ก ป.1 และ ม.1 ระบุ หากต่างคนต่างซื้ออาจมีปัญหารุ่นและเครื่องที่ต่างกัน เกรงจะเชื่อมโยงข้อมูลไม่ได้ แง้มขอศึกษาข้อมูลก่อน

วานนี้ (2 ต.ค.) ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอแนวคิดให้รัฐบาลพิจารณาแจกคูปองมูลค่า 3,000 บาท ให้กับเด็กนักเรียนชั้นป.1 และ ม.1 แทนการแจกเครื่องแท็บเล็ตตามนโยบายของรัฐบาล ในปีการศึกษา 2557 ว่า ส่วนตัวยังไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว และยังไม่ได้มีการหารือกันทั้งกับสพฐ.และ กระทรวงศึกษาธิการ
อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัวหากนักเรียนใช้แท็บเล็ตรุ่นที่ต่างกัน ระบบปฏิบัติการที่ต่างกัน สเปคเครื่องที่ต่างกัน จะต้องมาดูว่าจะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลถึงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะส่วนสำคัญในการใช้แท็บเล็ตในห้องเรียนนั้น จะต้องใช้กระบวนการในการเรียนการสอนร่วมกันได้ ซึ่งหากต่างคนต่างซื้อ ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องของระบบที่จะเชื่อมโยงกัน

ทั้งนี้ หากมีแนวความคิดว่าจะดำเนินการดังกล่าว ก็ต้องกำหนดมาตรฐานของเครื่องว่าจะเป็นแบบใด และรองรับอะไรได้บ้าง ถ้าสามารถจัดการเรื่องมาตรฐานซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบัติการ ตลอดจนแอพพลิเคชั่นได้นั้น แนวคิดดังกล่าวก็อาจจะเป็นไปได้

“ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้บริหารจัดการเรื่องการแจกแท็บเล็ต ทั้งการจัดหาและการใช้จ่ายงบประมาณ โดยความเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีการแจกคูปองนั้น ตนไม่ขอออกความเห็นในตอนนี้ เนื่องจากยังไม่เห็นรายละเอียด ซึ่งในมุมมองการบริหารจัดการแท็บเล็ตนั้น ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าแท็บเล็ตมีความจำเป็นต่อการศึกษาและยังช่วยให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นสนใจการเรียนมากขึ้น” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34335&Key=hotnews

ข่าวดี!! คุรุสภาฟื้น ป.บัณฑิต

3 ตุลาคม 2556

คอลัมน์ ชีพจรครู
กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์
“ชีพจรครู” ซึ่งสัปดาห์นี้มีข่าวดีมาป่าวประกาศให้เพื่อนครูรับทราบเหมือนเช่นเคย นั่นคือ การฟื้นหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู หรือ ป.บัณฑิต ต้องบอกว่า เป็นข่าวดีอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ทั้งครูและสถาบันการผลิตครูต่างเรียกร้องมาที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาว่าขอให้สถาบันการศึกษาสามารถเปิดสอนหลักสูตรป.บัณฑิตได้ ภายหลังคณะกรรมการคุรุสภาได้มีมติยกเลิกการจัดการสอนไปเมื่อปี 2553 เนื่องจากเกิดปัญหาสถาบันการศึกษาจัดการเรียนการสอนไม่ได้คุณภาพ ทำให้เกิดปัญหาซื้อขาย ป.บัณฑิต โดยเฉพาะตามศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งต่างๆ ขณะเดียวกันยังรับคนที่ไม่ได้เป็นครูมาเรียนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดคณะกรรมการคุรุสภาทนเสียงเรียกร้องไม่ไหว จึงได้มีมติเห็นชอบให้เปิดสอนหลักสูตร ป.บัณฑิตอีกครั้ง นายไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวว่า ขณะนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดหลักสูตร ป.บัณฑิต อีกครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่เป็นครูประจำการ หรือครูจ้างสอน ที่ปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 7-8 หมื่นคน แต่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ได้พัฒนาตัวเองเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตฯ โดยที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา วางหลักเกณฑ์และแบบประเมินการติดตามหลักสูตรการเรียนการสอนทางด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ซึ่งจะคุมตั้งแต่หลักสูตร จำนวนผู้เรียน รายชื่อผู้เรียน รายชื่อผู้สอนที่จะต้องส่งให้คณะกรรมการคุรุสภาอนุญาตก่อนจึงจะเปิดสอนได้ ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถจัดทำหลักเกณฑ์แล้วเสร็จและเริ่มเปิดหลักสูตร ป.บัณฑิตได้อีกครั้งอย่างช้าในปีการศึกษา 2557

อย่างไรก็ตาม หลักสูตร ป.บัณฑิตที่จะเปิดใหม่นี้ จะเปิดให้เฉพาะคนที่เป็นครูอยู่แล้ว เช่น ครูอัตราจ้างในโรงเรียนต่างๆ ที่ยังไม่มีใบอนุญาตฯ ไม่รับคนทั่วไป โดยจะต้องได้รับการรับรองจากสถานศึกษาว่าได้ทำการสอนจริงๆ นอกจากนี้ที่ประชุมยังหารือถึงเรื่องการควบคุมคุณภาพการเปิดสอน ป.บัณฑิต โดยเห็นว่าที่ผ่านมาวิชาชีพครูค่อนข้างอะลุ้มอล่วย ทำให้หลายสถาบันจัดการศึกษาไม่มีคุณภาพ ดังนั้น ในอนาคตถ้าต้องการให้วิชาชีพครูมีคุณภาพจริงๆ ต้องดูแลเชิงคุณภาพอย่างเข้มข้น โดยต่อไปหลักสูตรที่เปิดสอน จะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการคุรุสภาก่อน และจำนวนผู้เรียนจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เป็นต้น ขณะเดียวกันหลักเกณฑ์สำหรับสถาบันที่จะเปิดสอน ป.บัณฑิต ก็ต้องเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะอาจารย์ผู้สอน จะต้องมีตัวตนจริงๆ จำนวนผู้สอนกับจำนวนนักศึกษาเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และจะอนุญาตให้เปิดสอนเฉพาะในที่ตั้งเท่านั้น ไม่ให้เปิดสอนนอกสถานที่ตั้งเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการจัดการศึกษาไม่มีคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม การฟื้นหลักสูตร ป.บัณฑิตดังกล่าว ดูจะมีข้อห่วงใยจากนายสุรวาท ทองบุ ประธานสภาคณบดีครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ที่มองว่าคนที่มาเรียน จะเป็นครูประจำการหรือครูจ้างสอนแท้จริงหรือไม่ ดังนั้น จึงเสนอให้คุรุสภาเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลว่าคนที่ถูกส่งรายชื่อมา เป็นครูที่ปฏิบัติการสอนจริงๆ วุฒิการศึกษาตรงกับความต้องการ และขาดแคลนครูหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาพบปัญหาว่าโรงเรียนรับคนที่จบในสาขาที่แปลก และไม่เหมาะสมมาเป็นครู เช่น สาขาการโรงแรม สาขาการจัดการ สาขาบริหารธุรกิจ เป็นต้น และส่งคนเหล่านี้มาเรียนหลักสูตร ป.บัณฑิต ซึ่งคนที่จบสาขาเหล่านี้ อาจไม่ตอบโจทย์ด้านคุณภาพการศึกษาในระยะยาว แต่หากจบวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ แล้วรับมาเป็นครู จะส่งเสริมคุณภาพการศึกษาได้ดีมาก จึงอยากให้เข้มงวดในการรับเข้าเรียน

เป็นอีกเสียงสะท้อน ที่คุรุสภาคงต้องไปขบคิดเพื่อหาแนวทางการแก้ไขให้ลงตัวและสามารถตอบโจทย์คุณภาพการศึกษาให้ได้มากที่สุด…

ที่มา : นสพ.มติชน

ที่มา: http://www.prachachat.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34334&Key=hotnews

ฮือฮาวัดเชียงราย-เปิด ร.ร.ผู้เฒ่า

3 ตุลาคม 2556

ร.ร.ผู้เฒ่า – ผู้สูงอายุนับร้อยคนเข้าเรียนหนังสือทั้งภาษาไทย อังกฤษและจีน ที่วัดหัวฝาย อ.พาน จ.เชียงราย โดยบางคนอายุมากถึง 96 ปี เจ้าอาวาสเผยต้องการสร้างวัดเป็นศูนย์การเรียนของผู้สูงวัย เมื่อวันที่ 1 ต.ค.

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่วัดหัวฝาย ต.สันกลาง อ.พาน จ.เชียงราย พระครูปิยวรรณ พิพัฒน์ เจ้าอาวาส เปิดเผยว่า ทางวัดได้เปิดสถานศึกษาเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นแก่ผู้ใหญ่ ซึ่งมีนักเรียน เป็นหญิงสูงอายุชื่อคุณยายจันสม เจียมสกุล อายุกว่า 96 ปี เป็นหนึ่งใน 100 คนของผู้ที่มาสมัครเรียน ที่โรงเรียนวัดแห่งนี้ อาตมาเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนตั้งแต่ปี 2554 โดยร่วมกับทางชุมชนและศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นกับผู้ที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่และทำกิจกรรม เข้าแถวเคารพธงชาติ และสวดมนต์ไหว้พระ ยายจันสมก็มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงเดินเหินได้ดีร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนเป็นประจำ

เจ้าอาวาสกล่าวว่า ทางโรงเรียนยังได้เชิญครูผู้สอนที่สมัครใจมาให้ความรู้ด้านต่างๆ กับ ผู้เข้าเรียนไม่ว่าจะการอ่านหนังสือ และเขียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และจีน เบื้องต้น ฯลฯ ปัจจุบันมีครูอาสาผลัดเปลี่ยนกันมา 20 คน ส่วนผู้เข้าเรียนก็รับสมัครเป็นรุ่นๆ แต่ละรุ่นใช้เวลาเรียนประมาณ 1 ปี เพราะไม่ใช่หลักสูตรเร่งรัดใดๆ จนกว่าผู้เรียนจะเข้าใจ นอกจากนี้ยังมีการเรียนและทำกิจกรรมนันทนาการและเพื่อส่งเสริมสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ เช่น จัดรำวงย้อนยุค เต้นรำประกอบท่าทาง รวมถึงการฝึกสอนด้านการทำสมุนไพรประเภทลูกประคบ ขนมพื้นบ้าน ถักทอผ้า สานทางมะพร้าว ฯลฯ เพื่อใช้ในกิจกรรมภายในชุมชนหรือสร้างรายได้ให้กับผู้เข้าเรียน

ด้านคุณยายจันสมกล่าวว่า ตนเป็นนักเรียนรุ่นที่ 2 และคงเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุด แม้ว่า หูตาจะฝ้าฟางมองเห็นไม่ค่อยชัดเจน รวมทั้งหูไม่ค่อยจะได้ยินเสียงแต่ก็มีความตั้งใจเรียนรู้ เพราะการมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ทำให้มีความรู้ด้านภาษาบอกกล่าวลูกหลานได้ ขณะเดียวกันมีการทำอาหารและมีกิจกรรมอื่นๆ ทำ ให้มีเพื่อนมากมาย ทำให้มีความสุขซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34333&Key=hotnews

เบรกคูปองซื้อแท็บเล็ต นร.’จาตุรนต์’ชี้แนวคิดไม่ตกผลึกเร่งอี-ออกชันโซน 3 อีก 4 แสนเครื่อง

2 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 1 ต.ค.56 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกระแสข่าวว่าในปีงบประมาณ 2557 รัฐบาลมีแนวคิดจะแจกคูปองเงินสด 3,000 บาท ให้ผู้ปกครองนักเรียนชั้น ป.1 และ ม.1 เพื่อนำไปซื้อแท็บเล็ต ว่า เป็นเพียงแนวคิดที่เสนอกัน แต่ไม่ใช่ข้อสรุป และขณะนี้ต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแท็บเล็ต ตามระเบียบในโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาไทย ที่ผ่านมาให้เสร็จสิ้นเสียก่อนซึ่งในส่วนของโซน 3 ยังอยู่ระหว่างยกเลิกสัญญาและเปิดประมูลใหม่ซึ่งคาดว่าคงใช้เวลาไม่นานจากนั้นจะมีการประชุมสรุปบทเรียนที่ผ่านมาทั้ง 2 ปีงบประมาณว่า การจัดซื้อจัดจ้างมีข้อดีและข้อเสีย อุปสรรคอย่างไร เพื่อหาแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะคือเรื่องของความล่าช้า ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ยาก เพราะตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอี-ออกชั่น มีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่รัดกุม เพื่อป้องกันการล็อกสเปกและการสมยอมราคา หากมีการร้องเรียน หรือทักท้วงก็ต้องตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งมักจะใช้ระยะเวลานาน และส่งผลกระทบต่อนักเรียนที่ทำให้อุปกรณ์ไปถึงเด็กช้ามาก บางครั้งข้ามปีงบประมาณก็ยังดำเนินการไม่เสร็จอีกประเด็นเป็นเรื่องของคุณสมบัติ จะต้องพิจารณาว่าสามารถกำหนดมีสเปกที่มีคุณสมบัติสูงขึ้นได้หรือไม่ เพื่อรองรับแอพพลิเคชั่นที่จะพัฒนาไปอีก 2-3 ปีข้างหน้าด้วย

“ข้อเสนอที่จะให้มีการใช้คูปองแทนเป็นเพียงแนวคิดที่คิดว่าเด็กบางส่วนที่ครอบครัวมีฐานะ ก็อาจจะมีความต้องการแท็บเล็ตที่มีขีดความสามารถสูงขึ้น เพื่อการใช้ประโยชน์ที่มากขึ้น จึงคิดว่าน่าจะให้เป็นคูปองแทนเพื่อนำไปซื้อในสเปกที่ต้องการ โดยเพิ่มเงินส่วนต่างเอง แต่ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนเป็นคูปองเพราะต้องการแก้ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างที่เกิดปัญหาขึ้น รวมถึงงบประมาณการจัดซื้อที่ไม่เพียงพอ”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ในแนวคิดนี้ก็อาจจะยังมีปัญหาโดยเฉพาะความรู้สึกของเด็กที่อาจจะเกิดการเปรียบเทียบ รวมถึงรายละเอียดต่างๆ ที่ต้องพิจารณาประกอบด้วยคงต้องสำรวจความคิดเห็นของเด็ก ผู้ปกครองรวมถึงความพร้อมต่างๆ หากจะเปลี่ยนแปลงมาใช้คูปองแทน แต่เชื่อว่าเด็กส่วนใหญ่อาจจะไม่มีความพร้อม หรือฐานะที่จะจัดซื้อเองแนวคิดดังกล่าวจึงรองรับได้เฉพาะเด็กส่วนน้อยดังนั้นคิดว่าคงเป็นไปได้ยากที่จะใช้คูปองแทน

ด้านนายเอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผอ.เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กล่าวถึงแนวคิดแจกคูปองเงินสดว่า เนื่องจากวิธีจัดซื้อเดิมมีหลายขั้นตอนทำให้เกิดความล่าช้าในปีงบประมาณ 2556 นักเรียนควรจะได้รับแท็บเล็ตตั้งแต่เดือน พ.ค.-มิ.ย.56 แต่ด้วยกระบวนการต่างๆ ทำให้ได้รับเครื่องช้าประมาณเดือน พ.ย.56 ซึ่งเป็นภาคการศึกษาที่ 2 แล้วแม้ว่าจะเป็นการจัดซื้อแท็บเล็ตเป็นครั้งที่ 2 หลังจากประกาศเป็นนโยบายของรัฐบาลแล้วก็ตาม
“ขณะนี้ควรจะมีการหารือเรื่องสเปก การทำประชาพิจารณ์วิธีการจัดซื้อเครื่องแท็บเล็ตสำหรับปีงบประมาณ 2557 แล้ว แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เพราะการจัดซื้อปี 2556 ยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้น การแจกคูปองน่าจะเป็นวิธีการที่รวดเร็ว และตรงตามความต้องการของผู้ปกครองและนักเรียนมากกว่า อีกทั้งการ เลือกซื้อเครื่องต่างยี่ห้อ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการบรรจุเนื้อหาและแอพพลิเคชั่น เพราะ สพฐ.ได้พัฒนาเนื้อหาสำหรับแท็บเล็ตทั้งในรูปแบบAndroid และ IOS สามารถฝากเนื้อหาดังกล่าวไว้ในระบบ Cloud ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตหรือในโรงเรียนได้” นายเอนก กล่าว
ความคืบหน้าการจัดซื้อแท็บเล็ตนักเรียนและครู จำนวนกว่า 1.6 ล้านเครื่อง ประจำปีการศึกษา 2556 ได้ลงนามอนุมัติการจัดซื้อแท็บเล็ตโซน 1 ชั้น ป.1 ภาคกลางและภาคใต้431,105 เครื่อง, โซน 2 ชั้น ป.1 ภาคเหนือและภาคอีสาน 373,637 เครื่อง และโซน 4 ชั้นม.1 และครู ภาคเหนือและภาคอีสาน 402,889 เครื่อง ซึ่งลอตแรกจะต้องมีการแจกให้กับนักเรียนและครูภายในเดือนหน้า ขณะที่โซน 3 ชั้น ม.1 และครู ภาคกลางและภาคใต้ 426,683 เครื่อง ที่ถูกยกเลิกไปต้องรอผลการอุทธรณ์จากกรมบัญชีกลางก่อนจึงสามารถจัดประมูลใหม่ได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34321&Key=hotnews

10 ครูต้นแบบรางวัลพระพฤหัสบดีทองคำ

2 ตุลาคม 2556

นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการคัดเลือกครูฯเพื่อรับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ” ประจำปี2556 ได้พิจารณาคัดเลือกครูผู้มีคุณธรรมจริยธรรมดีเด่น โดยการประเมินจากเอกสารผลงาน และให้มีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานเชิงประจักษ์เสร็จสิ้นแล้ว โดยมีผู้ที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 10 คน ดังนี้

จ่าสิบตรีโสภณฤทธิสาร ครู รร.วัดช่องลาภ จ.ราชบุรี, นางลำปาง ฉายชูวงษ์ ครู รร.บ้านแปรง จ.นครราชสีมา, นางปราณี หนูขาว ผอ.รร.วัดแก้วศิลาราม จ.ชลบุรี, นางอุดมภรณ์ อินทร์แก้วผอ.รร.บ้านนาแสน จ.สงขลา, นายเรวัต กิ่งแก้ว ผอ.รร.วัดห้วยโรง (หนึ่งนฤมิตรพิทยาคาร) จ.เพชรบุรี, นายสมชัย ชวลิตธาดา ผอ.รร.เอกชัย จ.สมุทรสาคร, นายสามารถ รอดสำราญ ผอ.รร.สิรินธรราชวิทยาลัย จ.นครปฐม,นายสุวรรณ เทียบสี ผอ.รร.ชุมชนบ้านหนองคูฯ จ.ยโสธร, นางมณฑ์ธวัล วุฒิวิชญานันท์ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) เขต 5 และนายสะอาด ฟองอินทร์รอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.)เชียงราย เขต 4

“การคัดเลือกครูที่ได้รับรางวัลจะพิจารณาจากผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ ทั้งการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี โดยมีการประเมินด้านความอุตสาหะ ขยัน อดทนมุ่งมั่น และรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ของงานการยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม หลักนิติธรรมยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยวางตัวเป็นกลางทางการเมืองและเป็นผู้มีส่วนร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สิ่งแวดล้อมรวมถึงการประเมินด้านการดำรงชีวิตตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผู้ละเว้นอบายมุขและสิ่งเสพติด เป็นผู้ใช้หรือให้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล และทางราชการอย่างเป็นไปด้วยความถูกต้อง เป็นผู้ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีเหมาะสมกับสถานภาพและตำแหน่งหน้าที่ อีกทั้งเป็นผู้ประหยัดมัธยัสถ์ และอดออม”

จ่าสิบตรีโสภณ ฤทธิสาร ครู รร.วัดช่องลาภ จ.ราชบุรี หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลกล่าวถึงหลักความพอเพียงในวิชาชีพครูว่า วิชาชีพครูนั้นเงินเดือนไม่มากไม่น้อยจึงต้องรู้จักใช้จ่ายอย่างประมาณตน และไม่ประมาทหลงไปกับรูปทรัพย์ เพราะถ้าไม่มีสติในการใช้จ่ายก็ย่อมเป็นหนี้สินรัดตัว ครูต้องรู้จักสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง มองถึงความจำเป็นเป็นหลัก รู้จักทำบัญชีรายรับรายจ่าย ทั้งนี้ วิชาชีพครูนั้นย่อมผูกพันกับงานสังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรทำแต่พอสมฐานะอย่าคิดเอาหน้าเอาตาจนเกินตัว
“ที่โรงเรียนเป็นหนึ่งในต้นแบบโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้นแบบโรงเรียนวิถีพุทธ ทั้งครูและนักเรียนจึงมีหลักยึดด้านความพอเพียง รู้จักมัธยัสถ์อดออมและมีคุณธรรมควบคู่กัน ที่สำคัญคือเมื่อเด็กๆ มีสองสิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจ เขาก็ยังถ่ายทอดไปถึงคนในครอบครัว ซึ่งก็หมายถึงชุมชนโดยรอบโรงเรียนอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม รางวัลพระพฤหัสบดีทองคำนี้จัดขึ้นเป็นปีแรก เพื่อส่งเสริมให้ครูดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและหลักธรรมคำสอนทางศาสนา อีกทั้งเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่ครูที่เป็นต้นแบบแก่นักเรียน และสังคมโดยจะมีพิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการในวันครู 16 ม.ค.57

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34319&Key=hotnews

สกอ.เร่งดัน พ.ร.บ.การอุดมศึกษา

2 ตุลาคม 2556

ศรีอยุธยา : นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจที่ได้มาทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กสอ.) เนื่องจากเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน และเคยร่วมงานกับ สกอ. ในช่วงที่ยังเป็นทบวงมหาวิทยาลัย ดังนั้น ไม่รู้สึกหนักใจที่จะมาบริหารงานอุดมศึกษา และที่สำคัญ สกอ. มีทีมผู้บริหารที่ทำงานเข้มแข็งอยู่แล้ว

สำหรับงานที่ สกอ. ต้องเร่งดำเนินการจะเป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาลและของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เช่น เรื่องการปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา การเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆของพนักงานมหาวิทยาลัย เพื่อเกิดความเท่าเทียมกับข้าราชการมหาวิทยาลัย การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาอุดมศึกษาทั้งระบบ รวมถึงจะเข้า ไปสนับสนุนและส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของประเทศรับตลาดแรงงานในอนาคต ตลอดจนส่งเสริมให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยสร้างงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34318&Key=hotnews

อาชีวะชงตั้ง กก.ร่วมผลิต 2.8 แสนคน รับ’โลจิสติกส์’

2 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เสนอว่าถ้าจะทำให้แผนยุทธศาสตร์ประเทศเดินหน้า จะต้องมีตัวชี้วัดร่วมกันในระดับกระทรวง เดิมที สศช.เสนอ 5 ตัวชี้วัด ก่อนที่ประชุมจะเสนอเพิ่มเป็น 10 ตัวชี้วัด โดยตัวชี้วัดที่เพิ่มมาอีก 5 ตัวชี้วัดตรงกับภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 2 ตัวชี้วัด คือ การยกระดับความสามารถของกำลังคนที่จะสนับสนุนโครงการปรับปรุงโครงสร้าง ด้านโลจิสติกส์และการคมนาคมขนาดใหญ่ และการปฏิรูปการศึกษาโดยพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพเหมาะสม

นายชัยพฤกษ์กล่าวว่า ส่วนการเตรียมกำลังประมาณ 280,000 คน รองรับการก่อสร้างขนาดใหญ่นั้น สอศ.ได้เสนอว่า 1.ควรจะมีกรรมการร่วมจาก ศธ. กระทรวงแรงงาน และภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนบริษัทที่ได้รับสัมปทาน ในการพัฒนากำลังคนให้มีศักยภาพอย่างที่ต้องการ 2.ควรจัดทำหลักสูตรใหม่ เช่น หลักสูตรสร้างถนน หลักสูตรรางรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น 3.ช่วยกันคิดว่าจะแบ่งการผลิตกำลังคนอย่างไร เพราะตอนนี้ สอศ.ผลิตนักศึกษาออกมายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เช่น ผลิตกำลังคนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ต่อปีได้ประมาณ 58,200 คน แต่ความต้องการกลับอยู่ที่ 280,000 คน และเนื่องจากโครงการนี้มีระยะเวลาแค่ 5-6 ปี จะต้องดูแลกลุ่มกำลังคนดังกล่าวไม่ให้ตกงานเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34317&Key=hotnews

จี้มหา’ลัยส่งข้อมูลรับตรง 4 ต.ค.

1 ตุลาคม 2556

นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ทำหนังสือถึงมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐเพื่อขอข้อมูลการรับนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2557 เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการรับนิสิตนักศึกษานั้น จนถึงวันที่ 30 กันยายน มีมหาวิทยาลัยส่งข้อมูลมาเพียง 27 แห่ง จาก 80 แห่ง ดังนั้น สกอ.จะเปิดรับข้อมูลจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม เนื่องจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งรับนิสิตนักศึกษาหลายระบบและต้องรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก

นพ.กำจรกล่าวว่า สำหรับข้อมูลที่ขอจะเป็นรายละเอียดการรับนิสิตนักศึกษาในทุกระบบ ทุกวิธีการ ทุกคณะและสาขาวิชา ที่ไม่ใช่แอดมิสชั่นส์ เช่น จำนวนคณะ/สาขาวิชา จำนวนรับ อัตราการแข่งขัน ช่วงเวลาการรับสมัครและสอบ คุณสมบัติผู้สมัคร การสอบคัดเลือก และค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมการสมัครหรือสอบต่อคน ทั้งนี้ สกอ.จะนำข้อมูลเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการ ศธ. เพื่อประกอบการตัดสินใจในการพัฒนาหรือปรับปรุงต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34308&Key=hotnews

สพฐ.ชวนครูไทยร่วมงาน EDUCA 2013 มั่นใจช่วยเด็กไทยพ้นท้ายอาเซียน

1 ตุลาคม 2556

สพฐ.ชูธง ปรับหลักสูตร เน้นทักษะมากกว่าความรู้แบบท่องจำ หวังยกอันดับการศึกษาไทยพ้นท้ายอาเซียน แนะครูเข้าร่วมงานมหกรรมการศึกษาพัฒนาวิชาชีพครู EDUCA 2013 ที่ระดมผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาหัวกะทิจากทั่วโลกมาบรรยาย พร้อมด้วยเวิร์คช็อปตอบโจทย์ทุกความต้องการครู

ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) กล่าวว่า จากผลการจัดอันดับการศึกษาไทยรั้งท้ายในอาเซียน โดย World Economic Forum (WEF) ตัวชี้วัดย่อยในเรื่อง คุณภาพการศึกษาที่มีปัญหานั้น ได้มาจากความคิดเห็นของกลุ่มนักธุรกิจในเรื่องการศึกษา ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ เพราะเป็นเรื่องความคิดเห็นตามการรับรู้ อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้ทำให้เราต้องยอมรับว่ายังมีจุดที่เป็นปัญหาอยู่ ขณะนี้ได้มีความพยายามจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนถึงท้องถิ่นร่วมทำความเข้าใจที่ตรงกันเรื่องการศึกษา เนื่องจากอีก 2 ปีข้างหน้าประเทศไทยไม่เพียงแต่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เท่านั้นแต่จะเข้าสู่สนามสอบ PISA 2015 ซึ่งเป็นการวัดระดับการศึกษานานาชาติ จำเป็นต้องยกระดับหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เน้นการเรียนการสอนแบบบูรณาการเชื่อมโยงทุกวิชาให้เป็นภาพเดียวกัน เพื่อให้เด็กได้คิดอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่ท่องจำแบบที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ กำลังเร่งผลักดันให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ การยกระดับวิชาชีพครู โดยสนับสนุนครูให้พัฒนาตนเอง และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องหลักสูตรก็คงต้องจัดทำเป็นพิมพ์เขียวที่สามารถเข้าใจร่วมกันได้ทุกฝ่าย ตลอดจนสื่อสารให้ภาคประชาชนรับรู้และเข้าใจร่วมกันทั้งสังคม

ดร.เบญจลักษณ์ กล่าวอีกว่า การศึกษาไทยในอนาคตจำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน (ภาคเอกชน) รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เพราะในอนาคตตลาดจะต้องการบุคลากรที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์เพราะเป็นทักษะสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและคุณลักษณะที่ดีในการทำงาน ไม่ได้เน้นมีความรู้ได้คะแนนสูงแต่เพียงอย่างเดียว เชื่อว่าคุณภาพของการศึกษาพัฒนาขึ้นได้ และควรเน้นพัฒนาคุณภาพครูในเรื่องของการค้นหาวิธีปฏิบัติที่ดี (Best Practice)ให้ครูได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เห็นตัวแบบที่เป็นรูปธรรมซึ่งมันเป็นจริงได้ในห้องเรียน และในฐานะที่ สพฐ.เองเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องพัฒนาวิชาชีพของครู จึงอยากแนะนำให้คุณครูทุกคนได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน มหกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู หรือ EDUCA 2013 ซึ่ง สพฐ.ได้ร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) จัดงานครั้งนี้ขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคุณครู โดยครูสามารถใช้เวทีนี้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนปัญหา ตลอดจนได้ต้นแบบการจัดการศึกษา ที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ และการจัดการเรียนการสอนที่เป็น good practice ในระดับประเทศ เป็นทั้งความรู้สากลและแนวปฏิบัติที่นำไปปรับใช้ในสถานศึกษาของตัวเองได้เป็นอย่างดี สำหรับงาน EDUCA ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “Strong Performers and Successful Reformers” โดยภายในงานจะพบกับเวทีการประชุมและนิทรรศการหลากหลาย ทั้งการประชุมนานาชาติ การบรรยายพิเศษและการประชุมอภิปรายโดยผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และ ฮ่องกง จัดคู่ขนานกันสองหัวข้อ คือ “หลักสูตร การสอนและการวัดประเมินผล” และ “ครุศึกษาเพื่ออนาคต” นอกจากนี้ยังมีการจัดทำเวิร์คช็อป ครอบคลุมความต้องการของครูไทย เช่น ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21, ICT สำหรับการสอนและการจัดการเรียนรู้, อาเซียน, การวัดและประเมินผล เป็นต้น รวมทั้งสิ้นมากกว่า 200 หัวข้อย่อย อีกทั้งยังมีการประชุมอภิปรายสำหรับผู้บริหารโรงเรียนทุกระดับ ตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา

ขณะเดียวกันยังมีการจัดนิทรรศการแสดงสินค้า นวัตกรรมทางการศึกษาและเทคโนโลยี โดยสาธิตในรูปแบบห้องเรียนตัวอย่าง อาทิ ห้องพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และห้องเรียนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ AEC เป็นต้น EDUCA 2013 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม ณ อาคารอิมแพค ฟอรั่ม(ฮอลล์9) เมืองทองธานี โดยครูผู้สนใจเข้าร่วมงานสามารถสมัครและสำรองที่นั่งได้ที่ www.educathai.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02 748-7007 ต่อ 134

ที่มา: http://www.thanonline.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34307&Key=hotnews