kounchanok rujjanapan

ศธ.เตรียมเสนอตั้ง กก.ขับเคลื่อนหวังปรับภาพใหม่อาชีวศึกษาไทยทั้งระบบ

1 ตุลาคม 2556

ดร.กิตติ ลิ่มสกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงผลการวิจัยสถานการณ์อาชีวศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาของประเทศ ที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทำการวิจัย ว่า ผลการวิจัยเบื้องต้นที่ออกมานับว่าเป็นงานวิจัยที่ดี เพราะสามารถบอกถึงสถานการณ์อาชีวศึกษาที่เป็นปัจจุบัน เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้ผลักดันและขับเคลื่อนการอาชีวศึกษาให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่จะเพิ่มกำลังคนด้านอาชีวศึกษา เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการของประเทศได้ โดยหลังจากนี้ตนจะเสนอต่อนายจาตุรนต์ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ในการดำเนินการนั้นหากมีส่วนใดที่นอกเหนือจากอำนาจของกระทรวงศึกษาธิการก็จะเสนอต่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานด้านสังคมเพื่อให้ช่วยผลักดัน เช่น เรื่องอัตรากำลังที่เป็นปัญหาใหญ่ของอาชีวะ เป็นต้น

“สำหรับเรื่องครุภัณฑ์อาชีวศึกษาที่ทราบกันดีว่ามีปัญหาอยู่นั้น ก็จะมีการจัดระบบใหม่ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)จะต้องมีการจัดทำบัญชีครุภัณฑ์ เพื่อทำแผนการใช้ที่ชัดเจน และในอนาคตต้องกระจายอำนาจให้สถานศึกษาจัดหาตามความต้องการเพื่อความโปร่งใสด้วย”ดร.กิตติกล่าว

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่พบจากการวิจัยคือเรื่องบุคลากร เพราะ สอศ.มีบุคลากรที่เป็นอัตราจ้างเกือบร้อยละ 30 หรือกว่า 2 หมื่นคน และมีแนวโน้มที่ครูประจำการจะเกษียณอายุเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้กำลังรอผลสรุปจากการวิจัยดังกล่าว เพื่อนำมาจัดทำแผนพัฒนากำลังคนในภาพรวมของสอศ. ที่ต้องวิเคราะห์ว่าจะมีครูเกษียณอีกเท่าใด และจะมีความต้องการครูสาขาใดบ้าง และในช่วงเวลาใด ซึ่งจะต้องทำควบคู่ไปกับแผนการจัดหาครุภัณฑ์ที่ต้องมีการกระจายอำนาจการจัดซื้อด้วย นอกจากนี้สิ่งที่มองว่ามีความสำคัญและจะต้องเร่งดำเนินการคือเรื่องการแนะแนวที่สอศ.จะต้องพัฒนาครูแนะแนวเพื่อเข้าไปให้คำแนะนำเรื่องการศึกษาต่อ โดยเฉพาะกับกลุ่มนักเรียนที่จะจบชั้น ม.3 รวมถึงต้องมีโครงการพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับเด็กช่างเป็นการเฉพาะด้วย เพราะมีเสียงสะท้อนจากสถานประกอบการจำนวนมากว่าเด็กอาชีวศึกษายังขาดทักษะในหลายด้าน รวมทั้งยังมีความอดทนน้อยด้วย

Source – มติชนออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34306&Key=hotnews

“พนิตา” ย้ำถ้าเลือกได้ขอทำงาน ศธ.หลังเกษียณ

1 ตุลาคม 2556

“พนิตา” ย้ำหลังเกษียณถ้าเลือกได้อยากกลับมาช่วยทำงานที่กระทรวงศึกษาธิการมากกว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมฯ แต่จะขอเวลาไปสักการะสังเวชนียสถานที่อินเดีย-เนปาลก่อน ส่วนงานในหน้าที่ปลัด ยืนยันไม่แตะต้องทุกโครงการที่รอต่อสัญญาตั้งแต่ 1 ต.ค.ชี้เป็นมารยาทต้องรอให้ปลัดคนใหม่ตัดสินใจ

วานนี้ (30ก.ย.) นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวได้รับการทาบทามให้กลับเข้าทำงานในตำแหน่งรมช.ศธ.ภายหลังเกษียณอายุราชการว่า ไม่ทราบ เพราะเรื่องตำแหน่งตนไม่ได้เป็นคนแต่งตั้งและไม่มีสิทธิ์เสนอตัวเอง ที่ผ่านมาก็มีข่าวลือมากเหมือนกันภายในพรรค แต่ยืนยันว่าไม่เคยเสนอตัวเอง ทั้งนี้ภายหลังเกษียณอายุราชการแล้วจะเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานที่อินเดีย-เนปาล เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต แต่ไม่ได้ทำบุญเสริมดวงหรือขอพรใดๆ เพราะที่ผ่านมาถือว่าได้รับสิ่งที่พึงปรารถนาครบถ้วนแล้ว หลังจากนี้ไปจะเป็นกำไรเพื่อชีวิต แต่หากใครต้องการให้ตนทำงานเพื่อประเทศชาติก็ยินดี รวมถึงไม่ปฏิเสธถ้าจะได้รับแต่งตั้งให้ทำงานใน ศธ. แต่ถ้าจะให้เลือกระหว่างการทำงานที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ตนขอเลือกทำงานให้กับ ศธ.

“ถ้าจะให้เลือกระหว่าง พม.กับ ศธ. พี่ก็เลือกกระทรวงศึกษาธิการนะคะ เพราะงาน ศธ.เป็นงานต้นทางของปัญหา ถ้าเรามาอยู่ ศธ. ได้ผลิตเด็กออกมาเป็นอนาคตของชาติได้อย่างใจเราต้องการ ปัญหาสังคมจะหมดไปเยอะเลย ส่วนงานที่ พม.ถือเป็นปลายเหตุ แต่อย่างไรก็ตามเราคงเลือกเองไม่ได้” นางพนิตา กล่าวและว่า นิสัยของตนเป็นคนเดินหน้าแล้วไม่กลับหลัง นับตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ ศธ. เวลามีคนนำเรื่องที่ พม.มาเล่าให้ฟังก็จะรับฟังไว้ แต่จะไม่เข้าไปวุ่นวาย ตนเป็นคนไม่ชอบเข้าไปยุ่งยากวุ่นวายกับหน่วยงานเก่าที่ออกมา สำหรับ ศธ.ก็เช่นกัน จะต้องให้เกียรติปลัดคนใหม่ ซึ่งตนได้แจ้ง ดร.สุทธศรี ไปแล้วว่า โครงการต่างๆ ที่รอการต่อสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.56 เป็นต้นไปนั้น ตนไม่ได้อนุมัติเพราะถือเป็นมารยาทในการทำงานที่ต้องรอปลัดคนใหม่ ซึ่งขณะนี้มีหลายเรื่องที่จะให้อนุมัติต่อสัญญาตั้งแต่ 1 ต.ค.56 ไปจนถึง 30 ก.ย.57 แต่ตนก็บอกไปว่าหมดวาระแล้ว อนุมัติให้ไม่ได้ เก็บไว้ให้ปลัดคนใหม่เป็นคนอนุมัติเอง เพราะว่าปีที่แล้ว โดนอนุมัติก่อนเรามาเยอะมาก เป็นลังเลย เราก็สงสัยว่าทำไมไม่รอ เพราะมันเป็นเรื่องของมารยาท ไม่ควรคาบเกี่ยวกัน

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34304&Key=hotnews

“ชินภัทร” เผยหลังเกษียณยังอยากช่วยงานการศึกษา

1 ตุลาคม 2556

“ชินภัทร” สดชื่นหลังอำลาตำแหน่งเลขาธิการกพฐ.เผยรู้สึกเรื่องหนักกำลังคลี่คลายออกไป ยืนยันมีผลงานสร้างประโยชน์ให้แก่วงการศึกษาไว้มาก พร้อมยินดีกลับมาช่วยงานศธ.ถ้าเจ้ากระทรวงต้องการ

วานนี้ (30ก.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยในโอกาสอำลาตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุราชการว่า ตนได้ฝากข้าราชการ สพฐ.ให้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญอย่างจริงจัง อาทิ การรณรงค์แก้ปัญหาอ่านออกเขียนได้ การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กเพื่อเตรียมพร้อมรับการทดสอบในโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ พิซ่า ในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะกรณีการสรุปบทเรียนจากประสบการณ์การดำเนินโครงการแท็บเล็ตเสนอต่อนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. เพื่อลดข้อติดขัดในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้การจัดสรรเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตรวดเร็วขึ้นและได้ผลสัมฤทธิ์ของโครงการตามเจตนารมณ์รัฐบาลในการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ตนไม่เป็นห่วงการทำงานของเลขาธิการกพฐ.คนใหม่ เพราะเป็นผู้มีความรู้ในงานของ สพฐ.อยู่แล้ว และเชื่อมั่นว่าจะสามารถขับเคลื่อนให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างดี

ดร.ชินภัทร กล่าวต่อไปว่า ตนมั่นใจว่าตลอดเวลาสี่ปีที่ผ่านมา ได้ริเริ่มงานไว้หลายเรื่อง ถ้าจะทบทวนทุกเรื่องคงใช้เวลานาน ยกตัวอย่างเพียง 2-3 เรื่องเพื่อให้สื่อมวลชนได้ระลึกด้วยว่า ถ้าพูดถึงการศึกษาไม่ใช่ว่า สพฐ.จะมีแต่ความล้มเหลวและผิดพลาด เพราะในความจริงเราประสบความสำเร็จหลายเรื่อง อาทิ โรงเรียนมาตรฐานสากล โรงเรียนดีประจำตำบล หรือการบริหารโรงเรียนรูปแบบนิติบุคคล นอกจากนี้เรื่องการพัฒนาไอซีทีเพื่อการเรียนการสอนก็ถือว่าก้าวหน้าไปมาก ทั้งนี้ตนรู้สึกภาคภูมิใจในการทำงานที่ สพฐ. แม้ว่าจะเป็นงานที่หนักชนิดที่ว่าถ้าใครไม่มาทำก็ไม่มีทางรู้ว่าหนักอย่างไร เนื่องจากปริมาณงานมาก แต่ก็ได้ทุ่มเทมาโดยตลอด จนกระทั่งวันนี้กำลังจะก้าวพ้นไป ด้วยความรู้สึกสดชื่น เพราะรู้สึกว่า อะไรที่มันทับถมอยู่บนบ่ากำลังจะคลี่คลายออกไป

” ผมรู้สึกทั้งโล่งใจและปลอดโปร่ง แต่บางครั้งก็รู้สึกเสพติดงานหนัก ดังนั้นจึงยินดีหาก รมว.ศธ.อยากใช้ประสบการณ์ความรู้ของผมเพื่อประโยชน์ต่อวงการศึกษา ซึ่งในช่วงแรกคงจะขอไปสูดอากาศลึกๆ ก่อนให้เต็มปอด หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับรมว.ศธ.ว่าอยากให้ทำอะไร เพราะเคยมาพูดที่นี่ไว้ว่าประสบการณ์ความรู้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงศึกษาธิการก็รอสักพัก” ดร.ชินภัทร กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34303&Key=hotnews

18 กลุ่มอาชีพมีเฮ! เทียบวุฒิค่าแรง สกศ.เผย ‘กรอบคุณวุฒิ’ ใกล้คลอด

1 ตุลาคม 2556

น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ดำเนินการจัดทำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อนำเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม. และประกาศใช้ต่อไป โดย สกศ.ได้จัดทำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติทั้งหมด 18 กลุ่มอาชีพ ใกล้เสร็จเรียบร้อย คาดว่าในสัปดาห์นี้จะสามารถนำเสนอนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ

อย่างไรก็ตาม สกศ.จะนำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของไทย ไปเทียบกับกรอบคุณวุฒิอาเซียนด้วย ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ และถือว่าไทยมีความก้าวหน้าในการจัดทำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติมากที่สุดในอาเซียน และประมาณเดือน พ.ย.56 นี้ จะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ประเทศไทยเพื่อนำร่องเรื่องการเทียบคุณวุฒิอาเซียนด้วย

“เมื่อมีกรอบคุณวุฒิแห่งชาติใช้แล้ว แรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา แต่มีประสบการณ์ มีฝีมือ จะสามารถนำองค์ความรู้ ทักษะที่ได้จากการทำงานขอเทียบออกมาเป็นวุฒิการศึกษาได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าตัว ทั้งในแง่ของนำไปเทียบค่าแรง และนำไปใช้ในการศึกษาต่อเพื่อเพิ่มเติม” น.ส.ศศิธารา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สกศ.ได้จัดทำสมรรถนะและมาตรฐาน (Competency and Standard) ของกรอบคุณวุฒิวิชาชีพจำนวน 18 กลุ่มอาชีพ ได้แก่
1.ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
2.ยานยนต์
3.การบริการอิเล็กทรอนิกส์ไฟฟ้า เครื่องกล และเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)
4.ประมง
5.บริการดูแลสุขภาพและผู้สูงอายุ
6.ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง
7.สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
8.การท่องเที่ยวและสปา
9.ผลิตภัณฑ์ไม้และเครื่องเรือน
10.โลจิสติกส์
11.เทคโนโลยีการผลิต เครื่องมือโลหะและพลาสติก
12.การทดสอบ ตรวจสอบและรับรอง
13.อัญมณีและเครื่องประดับ
14.การค้าปลีก
15.การบริหารสินทรัพย์
16.การประกันภัย
17.ปิโตรเคมี
และ 18.ก่อสร้าง

ทั้งนี้โครงสร้างกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของไทยแบ่งออกเป็น 9 ระดับ (1-9) ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงปริญญาเอก แต่ละระดับจะมีการกำหนดสมรรถนะหรือความสามารถในการปฏิบัติงานไว้โดยเชื่อมโยงกับระดับวุฒิการศึกษา ขณะที่กรอบคุณวุฒิอาเซียนจะมีทั้งหมด 8 ระดับ ซึ่งจะต้องมีการจัดระบบเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิของไทยและอาเซียน

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34302&Key=hotnews

สพฐ.เผยแจกคูปอง 3 พันบาทซื้อแท็บเล็ตเอง

1 ตุลาคม 2556

สพฐ.ทดสอบแนวคิดแจกคูปองเงินสด 3 พันบาท ให้พ่อแม่ซื้อแท็บเล็ตเองปี 57 ย้ำยังเป็นเพียงข้อเสนออยู่

นายเอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผู้อำนวยการเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในประชุมสัมมนาวิชาการและเครือข่ายคนทำงานเพื่อขับเคลื่อน มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในหัวข้อเด็กไทยกับไอที ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 1 และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการในปีการศึกษา 2556 อยู่ ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดการจัดซื้อแท็บเล็ตในปีงบประมาณ 2557 เพื่อแจกให้กับเด็กชั้น ป.1 และ ม.1 โดยแจกคูปองเงินสดใบละ 3,000 บาทให้กับผู้ปกครองนักเรียนนำไปซื้อแท็บเล็ตเอง ภายใต้สเปกกลางที่หน่วยงานราชการกำหนด จำนวนเงิน 3,000 บาท ผู้ปกครองสามารถซื้อเครื่องแท็บเล็ตจากประเทศจีนได้ หรือหากใครที่ต้องการเครื่องอื่น ๆ เช่น ไอแพด ซัมซุง ฯลฯ ก็เพิ่มเงินส่วนต่างเอง

“แนวคิดเรื่องแจกคูปองนี้เป็นเพียงข้อเสนอหนึ่งจากผู้เข้าร่วมในการประชุมกลุ่มย่อย ภายใต้การประชุมรวมพลังปฏิรูปการศึกษา ครั้ง 2 เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมาเท่านั้นยังไม่ได้เป็นข้อยุติ เนื่องจากระหว่างการประชุมมีผู้ตั้งคำถามถึงแนวทางหรือแนวโน้มที่การจัดหาและใช้แท็บเล็ตในอนาคต ขณะเดียวกันก็มีข้อคิดเห็นจากผู้ปกครองบางส่วนระบุว่าแท็บเล็ตจากจีนนั้นคุณภาพไม่ดี จึงเกิดเป็นข้อเสนอขึ้นมาว่าเป็นไปได้หรือไม่ หากจะใช้วิธีการแจกเป็นคูปองเงินสดเพื่อให้พ่อแม่ไปเลือกซื้อเครื่องแท็บเล็ตให้ลูกตามที่ต้องการ หากใครอยากได้ที่ดีกว่าก็เพิ่มเติมเงินส่วนต่างเอง ซึ่งนอกจากจะได้เครื่องตามคุณภาพที่ต้องการแล้ว วิธีการนี้จะช่วยลดปัญหาการจัดซื้อโดยหน่วยงานราชการ เพราะปัจจุบันที่ดำเนินการจัดซื้อแท็บเล็ตปีการศึกษา 2556 นั้นหลายฝ่ายมองว่ามีปัญหาล่าช้าไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะฉะนั้น แนวคิดนี้จึงเป็นลักษณะของการโยนหินถามทาง และดูผลตอบกลับจากผู้ปกครองว่าเห็นด้วยหรือไม่ หรือมีความคิดเห็นอย่างไรเท่านั้น” นายเอนก กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าในการทำสัญญากับบริษัทที่ชนะการประมูล คือ บริษัท เซิ่นเจิ้น อิงถัง ซึ่งชนะการประมูลในโซนที่ 1 (ภาคกลางและภาคใต้) ป.1 จำนวน 431,105 เครื่อง และ โซน 2 (ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ระดับ ป.1 จำนวน 373,637 เครื่อง และบริษัท จัสมิน เทเลคอมซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน) ที่ชนะการประมูลโซนที่ 4 โซน 4 (ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ม.1 และครู จำนวน 402,889 เครื่อง ขณะนี้ทั้ง 3 โซนได้มีการทำสัญญาเรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากนี้ทั้ง 2 บริษัท จะต้องจัดส่งเครื่องแท็บเล็ตงวดแรกภายหลังเซ็นสัญญา 35 วัน

ส่วนโซนที่ 3 (ภาคกลางและภาคใต้) ม.1 จำนวน 426,683 เครื่อง ที่บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ชนะประมูล แต่เนื่องจากคณะกรรมการบริหารนโยบายคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตพกพาต่อหนึ่งนักเรียน มีมติให้ยกเลิกการประมูลและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประกาศยกเลิกแล้วนั้น ขณะนี้ บ.สุพรีมฯ ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ (กวพอ.) ของกรมบัญชีกลาง เรียบร้อยและต้องรอผลการพิจารณาภายใน 30 วัน

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34301&Key=hotnews

เผยผลวิจัยสถานการณ์อาชีวศึกษาในปัจจุบัน

1 ตุลาคม 2556

เปิดงานวิจัยสถานการณ์อาชีวศึกษาไทย ขาดแคลนบุคลากรปัญหาสำคัญ สถานประกอบการระบุเด็กอาชีวะขาดทักษะหลายด้าน

วานนี้ (30ก.ย.) ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) ได้จัดการสัมมนา อภิปรายและวิพากษ์ผลการวิจัยสถานการอาชีวศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาของประเทศ ตามที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการมอบหมาย โดยนายธารี วารีสงัด หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนา สำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา มจพ. ได้นำเสนอผลการวิจัยสถานการอาชีวศึกษา ว่า มีสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นและมีศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นจำนวนมาก มีหลักสูตรและสาขาการศึกษาที่หลากหลายสามารถตอบสนองความต้องการแรงงานในแต่ละภูมิภาค ระบบการจัดการศึกษาฝึกงาน/ทวิภาคีเป็นระบบที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์วิชาชีพ ช่วยให้นักศึกษาที่เรียนจบมีความสามารถในการประกอบอาชีพ แรงงานเป็นที่ต้องการของสถานประกอบการ ครูอาชีวศึกษามีบทบาทในสังคมโดยเฉพาะบทบาทการให้บริการวิชาการด้านต่าง ๆ มีอาจารย์อาวุโสที่มีความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ มีความร่วมมือกับสถานประกอบการ แต่ในภาพรวมผลงานวิจัยของครูและผลงานสิ่งประดิษฐ์ของทั้งครูและนักศึกษามีค่อนข้างน้อย

นายธารีกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.)และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.)มีน้อยลง แต่คนที่จบแล้วเรียนต่อมากขึ้น ประกอบอาชีพน้อยลงโดยเฉพาะในระดับปวช. สำหรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาที่เป็นการคิดจากจำนวนผู้เรียนทำให้สถานศึกษาขนาดเล็กที่มีผู้เรียนน้อยประสบปัญหาขาดแคลนงบฯเพื่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ และขาดแคลนงบฯเพื่อการพัฒนาการศึกษา ขณะเดียวกันหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนเน้นเนื้อหาทักษะวิชาชีพน้อยเกินไป โดยเฉพาะในห้องเรียนยังให้ความสำคัญกับเนื้อหาวิชาการโดยอิงทฤษฎีค่อนข้างมาก ทำให้มีผลต่อการเตรียมความพร้อมก่อนฝึกงาน/ปฏิบัติงานทวิภาคี อีกทั้งหลักสูตรระดับปวช.บางสาขาก็ขาดความชัดเจนว่าจะมุ่งเน้นเพื่อประกอบอาชีพหรือเพื่อการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น

” นอกจากนี้สถานประกอบการในแต่ละภูมิภาคไม่ค่อยให้ความร่วมมืออย่างจริงจังกับการฝึกงาน/ปฏิบัติงานทวิภาคี ทำให้นักศึกษาต้องหาที่ฝึกงานและต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะสถานประกอบการให้ความเห็นว่านักศึกษายังขาดทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ความมีวินัย ความขยันและความอดทน รวมถึงขาดทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารด้วย และที่สำคัญสถานการณ์ด้านบุคลากรขณะนี้คือ ครูประจำการที่มีประสบการณ์สูงมีแนวโน้มเกษียณอายุมากขึ้น แต่ได้รับอัตราทดแทนน้อยลง ขณะเดียวกันครูอัตราจ้างก็ไม่มีความมั่นคงในอาชีพ ทำให้ครูที่มีทักษะสูงเปลี่ยนงานบ่อยจนส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษา” นายธารี กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34300&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานีก.ค.ศ.: ความก้าวหน้าบุคลากรทางการ ศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)

30 กันยายน 2556

อุษณีย์ ธโนศวรรย์
ผอ.ภารกิจนโยบายและระบบตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษา
ตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้จัดให้มีการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในวันที่ 9-12 กันยายน 2556 ณ โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา

ในเรื่องของการกำหนดกรอบอัตรากำลัง และแนวทางการบริหารกรอบอัตรากำลังของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่กำหนดใหม่ การกำหนดมาตรฐานตำแหน่ง การกำหนดตำแหน่งและการประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ในสายงานบริหารทรัพยากรบุคคล นั้น ในวันนี้จะขอนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งและมาตรฐานตำแหน่งประเภทวิชาการ สายงานทรัพยากรบุคคล ระดับเชี่ยวชาญ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1.ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ระดับเชี่ยวชาญ มีหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก คือ ปฏิบัติงานในฐานะผู้ปฏิบัติงานที่มีความเชี่ยวชาญในงาน โดยใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในทางวิชาการบริหารหรือการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ปฏิบัติงานที่ต้องตัดสินใจหรือแก้ปัญหาในทางวิชาการที่ยากและซับซ้อนมากและมีผลกระทบในวงกว้าง โดยต้องมีลักษณะงานที่ปฏิบัติด้านการปฏิบัติงาน ด้านการวางแผน ด้านการประสานงาน และด้านการให้บริการ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานตำแหน่ง

2.จะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ดังนี้
2.1 มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ระดับปฏิบัติการ และ
2.2 ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งมาแล้ว ดังต่อไปนี้- ประเภทอำนวยการระดับสูง- ประเภทอำนวยการระดับต้น ไม่น้อยกว่า 1 ปี- ประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ- ประเภทวิชาการระดับชำนาญการพิเศษ ไม่น้อยกว่า 3 ปี- ตำแหน่งอย่างอื่นที่เทียบเท่าตำแหน่งดังกล่าวข้างต้น แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ก.ค.ศ.กำหนด และ
2.3 ปฏิบัติงานด้านการบริหารงานบุคคลหรือการพัฒนาทรัพยากรบุคคล หรืองานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่ส่วนราชการเจ้าสังกัดเห็นว่าเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบและลักษณะงานที่ปฏิบัติงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

3.ต้องมีความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งตามที่ ก.ค.ศ.กำหนดและที่สำคัญจะต้องผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตาม 38 ค.(2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด ซึ่งจะนำเสนอในสัปดาห์ต่อไป

–มติชน ฉบับวันที่ 30 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34288&Key=hotnews

ศธ.สั่งตั้งวอร์รูมยกระดับบทเรียนรับโครงการนานาชาติ

30 กันยายน 2556

ศธ.ตั้งวอร์รูมยกระดับบทเรียนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการประเมินนักเรียน ตามโครงการนานาชาติ
เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดการประชุม ปฏิบัติการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการประเมินตามโครงการนานาชาติของนักเรียนระดับการศึกษาภาคบังคับ หรือ Program for International Student Assessment (PISA) โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจาก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโน โลยี (สสวท.) ผู้บริหารองค์กรหลัก นักวิชาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 50 คน เข้าร่วม

นายจาตุรนต์กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า ได้ไปหารือกับฝ่ายการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ด้วยตนเองแล้ว โดยพบว่าประเทศฟินแลนด์ไม่ได้สนใจคะแนนสอบ PISA ร่วมถึง ประเทศจีนด้วย ที่ไม่เคยเข้าสอบ PISA มาก่อน แต่พอสอบก็ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งทั้ง 3 ด้าน คือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ สำหรับประเทศไทยหากจะพัฒนาทั้งสามด้านให้ดีต้องตั้ง เป้าหมาย โดยมีตัวชี้วัดในประเด็นสำคัญๆ เพื่อให้ คุณภาพการศึกษาดีขึ้น ซึ่งหากคุณภาพการศึกษาดีขึ้นก็จะส่งผลให้อันดับในการสอบ PISA ดีขึ้นด้วย

ดังนั้น จึงต้องมีการถอดบทเรียนและประสบการณ์ เพื่อวางแผนพัฒนาการจัดการศึกษา ทั้งระบบ อาทิ ต้องรู้ว่าข้อสอบวัดอะไร และถ้าจะสอนให้เด็กสอบได้ต้องสอนอย่างไร โดย สสวท.เคยเสนอว่า ให้โรงเรียนนำข้อสอบ PISA ไปให้เด็กทดลองทำ และนำผลการทดสอบมาวิเคราะห์ว่า เด็กทำข้อสอบข้อใดไม่ได้ และทำไม่ได้เพราะอะไร ครูต้องสอนอย่างไร ทั้งนี้หวังว่า ข้อมูลที่ได้จากการเสวนาครั้งนี้จะนำไปสู่กระบวนการวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป

นางสุนีย์ คล้ายนิล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สสวท. กล่าวว่า ระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จจะต้อง สามารถจัดให้นักเรียนมีโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกัน ไม่ว่านักเรียนจะมีภูมิหลังทางเศรษฐกิจอย่างไร เช่น ประเทศที่ได้คะแนนสูงๆ อย่างประเทศ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เกาหลี เป็นต้น สำหรับประเทศไทยค่าดัชนีเฉลี่ยของสถานะทางสังคม ของโรงเรียนกลุ่มสูงและต่ำ มีความแตกต่างกัน ค่อนข้างมาก ขณะที่ระบบโรงเรียนที่ประสบความ สำเร็จส่วนใหญ่ให้อิสระแก่โรงเรียนในการกำหนด การเรียนการสอน และออกแบบการประเมินเอง

“ขณะที่ผลการศึกษาการเรียนการสอนในระดับนานาชาติพบว่า ยิ่งเด็กใช้คอมพิวเตอร์มาก คะแนนยิ่งต่ำ ส่วนเด็กที่ใช้คอมพิวเตอร์ในระดับปานกลางคะแนนจะดีขึ้น เพราะคอมพิวเตอร์ไม่สามารถมาแทนครูได้ ดังนั้นจึงไม่ควรให้เด็กใช้คอมพิวเตอร์มากเกินไป และหากจะใช้ก็ควรให้อยู่ในการดูแลของครู โดยสิ่งสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการตอนนี้ไม่ใช่การปรับหลักสูตร เพราะหลักสูตร ส่วนใหญ่ดีอยู่แล้ว แต่ควรคิดว่าจะทำอย่างไรให้ครูสอนเด็กให้คิดวิเคราะห์เป็น” นางสุนีย์กล่าว

นายธงชัย ชิวปรีชา ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอในการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการ PISA อันดับแรกจะต้องพัฒนาสื่อในการอ่าน การเขียนและการคิดวิเคราะห์ขึ้นเป็นการเฉพาะ สำหรับใช้ในการเรียนการสอนของเด็กระดับประถมศึกษาเป็นต้นไป และในระยะเร่งด่วน ปีการศึกษา 2556-2557 เสนอให้ ส่วนกลาง/เขตพื้นที่ จัดทำข้อสอบกลางตามแนว PISA สำหรับให้โรงเรียนนำไปใช้ในการสอบปลาย ภาคกับนักเรียน ในบางรายวิชาที่ตกลงกัน และจะ ต้องศึกษาวิเคราะห์ข้อสอบที่โรงเรียนใช้ว่ามีความเหมาะสม มีความน่าเชื่อถือได้เพียงใดต้องมีการ พัฒนาอย่างไร โดยทั้งหมดนี้จะต้องกำหนดให้เกิด ความชัดเจนลงไปในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง รวมถึงวัฒนธรรม การเรียนการสอนต้องปรับเปลี่ยนใหม่ด้วย

นายภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะต้องมีแผนปฏิบัติการ PISA โดยจะเริ่มจากระยะสั้น เตรียมการกับนักเรียน ม.2 ที่จะสอบในปี2558 แผนระยะกลาง ที่จะเตรียมสำหรับการสอบในปี 2561 และแผนระยะยาวเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน โดยจะต้องตั้งศูนย์ปฏิบัติการ PISA ขึ้นมาเป็น PISA วอร์รูม ที่มี รมว.ศึกษาธิการเป็นประธาน

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34284&Key=hotnews

ปรับเกณฑ์มาตรฐานครู

30 กันยายน 2556

นายไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานคุรุสภา เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการคุรุสภาเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาคัดเลือกรองเลขาธิการคุรุสภา 4 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายก๊ก ดอนสำราญ รองผอ.สพป.เลย เขต 2 นายสนอง ทาหอม ผอ.ร.ร.บ้านตาอุด สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 นายสำเริง กุจิรพันธ์ ผอ.ร.ร.อนุบาลนครปฐม สพป.นครปฐม เขต 1 และนายสุรินทร์ อินทรักษา ผอ.ร.ร.บ้านป่าเหมือด สพป.เชียงใหม่ เขต 2 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี พร้อมกันนี้ยังหารือถึงข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2556 และข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พ.ศ.2556 ที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. เห็นชอบ และอยู่ระหว่างประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นเมื่อมีมาตรฐานวิชาชีพฉบับใหม่ คุรุสภาจะกำหนดหลักเกณฑ์ให้คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ทั่วประเทศ นำไปพัฒนาหลักสูตรทั้งปริญญาตรี โท และเอก

“มาตรฐานวิชาชีพใหม่นี้จะเป็นแนวทางให้ครูและผู้บริหารทางการศึกษาปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์นี้ โดยคุรุสภาจะสรุปหัวใจหลักๆ เผยแพร่ให้กับผู้ประกอบวิชาชีพได้รับทราบต่อไป โดยจุดเน้นหลักๆ จะมุ่งเน้นให้ครูรุ่นใหม่สอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์และพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ผู้บริหารต้องเป็นผู้นำทางวิชาการ บริหารงานตรงไปตรงมา ศึกษานิเทศก์รุ่นใหม่ต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม” นายไพฑูรย์กล่าว

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34291&Key=hotnews

ผลสำรวจเผยครูผู้ชำนาญการใช้เทคโนโลยีกำลังปฏิวัติการเรียนการสอนทั่วเอเชีย

27 กันยายน 2556

ผลวิจัยล่าสุดจาก เคมบริดจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กแซมมิเนชั่นส์ (Cambridge International Examinations) แสดงให้เห็นว่า ครูผู้มีความเชื่อมั่นและปราดเปรื่องด้านเทคโนโลยีช่วยให้นักเรียนยุคปัจจุบันได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีในห้องเรียน จากการสำรวจครูอาจารย์กว่า 500 คนทั่วโลกเนื่องในวันครูโลก หรือ World Teachers’ Day ประจำปี 2556 เผยว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียได้จัดทำยุทธศาสตร์ไอที และใช้โซลูชั่นแปลกใหม่ในห้องเรียน

ครูจำนวนมากในเอเชียเริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพื่อเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน ครูกว่าหนึ่งในสามใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรุ่นล่าสุดในห้องเรียน และอีกหนึ่งในสามใช้แอพลิเคชั่นหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กในห้องเรียนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา ในขณะที่เทคโนโลยีดั้งเดิมอย่างวิทยุ โทรทัศน์ และเครื่องเล่นซีดีกำลังเสื่อมความนิยมนั้น ครูกว่า 80% ในปัจจุบันใช้โน้ตบุ๊กในห้องเรียนเพื่อสนับสนุนการสอน ส่วนนักเรียนกว่าสามในสี่ใช้โน้ตบุ๊กเพื่อเข้าถึงบทเรียน โดยโรงเรียนหลายแห่งกำลังแก้ปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยีด้วยการอนุญาตให้นักเรียนใช้โน้ตบุ๊กของตนเองได้ นอกจากนี้ กระแส “Bring Your Own Device” (BOYD) ก็กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในโรงเรียน โดยครูกว่า 75% ยืนยันว่านักเรียนได้รับอนุญาตให้นำเครื่องของตนเองมาใช้ในห้องเรียนได้

สำหรับในอนาคตนั้น ผลสำรวจเผยให้เห็นว่า ครูในเอเชียเกือบทั้งหมดที่ร่วมตอบแบบสำรวจเชื่อว่า เทคโนโลยีสามารถข้ามผ่านพรมแดนและเขตเวลาได้ โดยครู 85% อยากเห็นการใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงห้องเรียนทั่วโลก เพื่อแบ่งปันข้อมูลและวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด ในขณะที่ครูกว่าสองในสามอยากเห็นผู้ที่ปราดเปรื่องที่สุดในแต่ละสาขาทำการสอนเชิงโต้ตอบผ่านทางออนไลน์ นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจหนึ่งในสามรู้สึกว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า นักเรียนจะเรียนในห้องเรียนเสมือนจริง ซึ่งจะทำให้ห้องเรียนจริงล้าสมัย และเลิกใช้กันในที่สุด

ที่เคมบริดจ์ เราสนับสนุนครูและนักเรียนในด้านนี้ผ่านพื้นที่การเรียนออนไลน์รูปแบบใหม่สำหรับโรงเรียนต่างๆ โดยโรงเรียนที่เปิดสอนวิชา Cambridge IGCSE Global Perspectives ซึ่งเป็นสหวิทยาการที่พัฒนาทักษะการสื่อสารของผู้เรียนนั้น สามารถเข้าถึงพื้นที่การเรียนรู้ออนไลน์แห่งใหม่ที่มอบประสบการณ์การเรียนให้แก่นักเรียนในห้องเรียนทั่วโลก หลักสูตรนี้จะช่วยให้โรงเรียนแต่ละแห่งทำงานร่วมกันและสร้างชุมชนออนไลน์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมนวัตกรรมและความเป็นเลิศด้านการศึกษาสู่ระดับสากล

ไมเคิล โอซัลลิแวน ประธานบริหารของเคมบริดจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กแซมมิเนชั่นส์ กล่าวว่า:  “โลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอัตราที่น่าทึ่ง เนื่องในโอกาสที่เราร่วมยกย่องวิชาชีพครูในวันครูโลก ผมจึงรู้สึกยินดีที่ผลสำรวจของเราได้แสดงให้เห็นว่า ครูทั่วโลกขานรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในเชิงบวก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าครูทั่วโลกเข้าใจถึงความจำเป็นในการบ่มเพาะทักษะที่จำเป็นให้แก่นักเรียนเพื่อการใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่สำหรับใช้ในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต และสำหรับเด็กและเยาวชนในโลกยุคใหม่”

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ
การสำรวจจัดทำโดยเคมบริดจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กแซมมิเนชั่นส์ ในระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2556 โดยมีครูจากโรงเรียนในเครือเคมบริดจ์ทั่วโลกร่วมตอบแบบสำรวจเป็นจำนวน 519 ราย

หากท่านต้องการดูผลสำรวจทั้งหมด กรุณาติดต่อ อลิซ กัตต์แมนน์ จากมันโร แอนด์ ฟอร์สเตอร์

เคมบริดจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กแซมมิเนชั่นส์

เคมบริดจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กแซมมิเนชั่นส์ เป็นผู้ให้บริการโปรแกรมการศึกษาระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับบุคคลอายุตั้งแต่ 5 – 19 ปี เราเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษา ชื่อเสียงของเราเป็นที่ยอมรับจากมหาวิทยาลัยและผู้จ้างงานทั่วโลก เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.cie.org.uk

Cambridge Global Perspectives

Cambridge Global Perspectives คือหลักสูตรสหวิทยาการซึ่งเปิดสอนอยู่ที่ Cambridge IGCSE, Cambridge International AS Level และ Cambridge Pre-U ผู้เรียนจะได้พัฒนาทักษะในการสื่อสาร การทำวิจัยอิสระ และการคิดเชิงวิพากษ์ ด้วยการสำรวจประเด็นระดับโลกจากมุมมองส่วนบุคคล ระหว่างบุคคล และระดับประเทศ

แหล่งข่าว: เคมบริดจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กแซมมิเนชั่นส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34269&Key=hotnews