kounchanok rujjanapan

เผยข้อมูลตอกย้ำปัญหาการอาชีวะไทย

27 กันยายน 2556

ผลการเก็บข้อมูลการอาชีวศึกษา  5 ภูมิภาค พบปัญหาเพียบทั้งขาดแคลนบุคลากร ครุภัณฑ์เก่าเก็บ คุณภาพผู้เรียนไม่ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ เตรียมวิพากษ์สรุปอีกครั้ง 30 ก.ย.นี้
วานนี้ (26ก.ย.) ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.) มอบหมายให้ มจพ. ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ดำเนินการศึกษาสถานการณ์อาชีวศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาอาชีวศึกษาของประเทศนั้น ที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่รับฟังความเห็นและตรวจเยี่ยมสถานศึกษา เพื่อรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือไปแล้ว ล่าสุดได้มีการรับฟังความเห็นในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเสร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ซึ่งจากข้อมูลที่ได้ก็พบลักษณะปัญหาคล้ายคลึงกันกับ 3 ภูมิภาคก่อน คือ กำลังจะมีปัญหาขาดแคลนบุคลากร ครูผู้สอนในสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐ5 ปีข้างหน้า เพราะครูอาวุโสที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติจะเกษียณอายุราชการเป็นจำนวนมาก ขณะที่ครูที่มีอยู่และครูรุ่นใหม่ทั้งของรัฐและเอกชนจะขาดประสบการณ์การทำงานในสถานประกอบการ เนื่องจากส่วนใหญ่เมื่อเรียบจบแล้วจะเข้ามาเป็นครูทันทีทำให้ไม่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่สอนเท่าที่ควร อีกทั้งครูอัตราจ้างรายปีก็ไม่มีความมั่นคง มีการเข้าออกบ่อยทำให้การเรียนการสอนขาดความต่อเนื่อง

ศ.ดร.ธีรวุฒิกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของครุภัณฑ์อาชีวศึกษาก็มีปัญหามาก เพราะส่วนใหญ่เป็นครุภัณฑ์เก่า ล้าสมัย ขณะที่ครุภัณฑ์ที่มีการจัดซื้อตามโครงการไทยเข้มแข็ง หรือ เอสพี 2 ก็จัดให้บางสถานศึกษาเป็นจำนวนมาก แต่บางแห่งกลับไม่ได้รับเลย ที่สำคัญครุภัณฑ์ใหม่ที่ได้รับ ส่วนมากจะไม่สามารถใช้สอนได้ เพราะไม่ตรงตามหลักสูตรรายวิชา จึงต้องนำไปกองทิ้งไว้ทำให้เสียพื้นที่ที่จะใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากส่วนกลางเป็นผู้จัดซื้อให้สถานศึกษาโดยไม่ได้พิจารณาความต้องการของสถานศึกษา นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กอาชีวะปัจจุบันมีความรู้รอบตัวค่อนข้างน้อย รวมถึงทักษะภาษาไทยด้วย และผู้จบการศึกษาในภาพรวมมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ ทำให้ต้องการรับผู้ที่จบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) หรือ ปริญญาตรี เข้าทำงานมากกว่าประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) เพราะบรรลุนิติภาวะและมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า

“สำหรับการเปิดอาชีวศึกษาอำเภอตามแนวคิด 1อำเภอ 1อาชีวศึกษา หรือวิทยาลัยแห่งที่ 2 นั้น ผู้แทนสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งของเอกชนและรัฐบาล โดยเฉพาะวิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยการอาชีพมีความเห็นตรงกันกับทุกภาคว่า ไม่เห็นด้วย เพราะกลุ่มเป้าหมายก็เป็นกลุ่มเดียวกัน จึงเสนอว่าควรพัฒนาสถานศึกษาที่มีอยู่แล้วให้ดีก่อน หรือสร้างหอพักเพื่อให้ทุนแก่เด็กจากตำบลต่าง ๆ เข้ามาเรียนน่าจะคุ้มค่ากว่าการไปลงทุนตั้งสถานศึกษาใหม่แล้วต้องมาแย่งเด็กกันเอง”ศ.ดร.ธีรวุฒิ กล่าวและว่า ทั้งนี้จะมีการจัดประชุมเพื่อวิพากษ์และสรุปภาพรวมการจัดการอาชีวศึกษาทั้งหมดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ที่ มจพ. โดยจะเชิญตัวแทนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ความเห็นอีกครั้งก่อนที่จะสรุปแนวทางแก้ไขปัญหา และ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาการอาชีวศึกษาของประเทศต่อรมว.ศธ.ต่อไป

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34267&Key=hotnews

สกศ.ระดมความคิดวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาการจัดศึกษาทางเลือก

27 กันยายน 2556

ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมวิชาการเรื่อง “การจัดการศึกษาทางเลือกในประเทศไทย” โดยมีตัวแทนกลุ่มการศึกษาทางเลือกต่างๆ การศึกษาบ้านเรียน หรือโฮมสคูล ร่วมประชุมว่า การจัดประชุมครั้งนี้ เพื่อระดมความเห็นว่า ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ส่งเสริมการจัดการศึกษาของกลุ่มการศึกษาทางเลือกในด้านใดบ้าง เพราะก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้ย้ำกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ให้ดูแลการจัดการศึกษาทางเลือกให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ม.12 กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งการศึกษาตามอัธยาศัยนั้น ก็ร่วมการศึกษาทางเลือกด้วย โดยต้องเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ทั้งครอบครัว ชุมชน เอกชน รวมถึงโฮมสคูลและบุคคล องค์กรที่รวมกลุ่มกันจัดการศึกษาด้วย

น.ส.ศศิธารากล่าวว่า ปัจจุบันการศึกษาทางเลือกมีอยู่หลากหลายและที่ผ่านมากลุ่มการศึกษาทางเลือกได้มีการร้องเรียนเข้ามาว่า รัฐไม่ดูแล ไม่ให้ความเสมอภาคเช่นเดียวกับที่รัฐสนับสนุนสถานศึกษาในระบบ เช่น ประเด็นค่าใช้จ่ายรายหัวที่ ปัจจุบันรัฐจัดสรรให้สถานศึกษาในระบบ แต่ไม่ได้จัดสรรให้โฮมสคูล ก็มีประเด็นว่า โฮมสคูลควรได้รับการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวด้วยหรือไม่ ถ้าโฮมสคูลแห่งนั้น สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้ สกศ.จะเร่งสรุปความคิดเห็น เพื่อให้แนวทางแก้ปัญหาการจัดการศึกษาและสรุปประเด็นทั้งหมดเสนอนายกฯพิจารณาต่อไป

Source – มติชนออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34266&Key=hotnews

รมว.ศธ.ยันการศึกษาต้องเป็นวาระแห่งชาติ เร่งแก้ให้ทันประเทศพัฒนา

26 กันยายน 2556

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 25 กันยายน นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงเรื่องการจัดซื้อแท็บเล็ตว่า การซื้อแท็บเล็ตให้แก่เด็กประถมศึกษาปีที่ 1 จากผลการสำรวจ ร้อยละ 96.72 นักเรียนเชื่อว่าแท็บเล็ตมีประโยชน์ต่อการศึกษา แต่ก็ยอมรับว่าเกิดปัญหาในขั้นตอนการจัดซื้อ ทางเทคนิคและวิธีการ การประมูลแท็บเล็ตครั้งล่าสุด ทางกระทรวงศึกษาธิการได้แบ่งโซนพื้นที่รับผิดชอบเพื่อดูแลการแจกจ่ายแท็บเล็ตแต่ละพื้นที่ ซึ่งน่าจะเกิดวามสะดวกมากกว่าการดูแลทั้งประเทศ ซึ่งคงจะได้มีการสำรวจความเห็น ข้อสรุปว่าวิธีดังกล่าวจะเป็นประโยชน์มากกว่าได้หรือไม่ ทั้งนี้ การใช้แท็บเล็ตของนักเรียนอาจยังเกิดปัญหาด้านการใช้งานที่ถูกต้อง แต่ตนอยากให้คำนึงถึงความล่าช้าของนักเรียนต่อการเข้าถึงระบบการศึกษามากกว่า โดยในอนาคตทางกระทรวงศึกษาธิการจะได้สร้างมาตรฐานเนื้อหาการศึกษา และจัดทำแผนแม่บทเพื่อครอบคลุมกับการใช้ในอนาคตทุกชั้นวิชา และอุปกรณ์เพื่อการศึกษาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากแท็บเล็ต

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ส่วนกองทุนตั้งตัวได้ นายกฯได้กำชับเรื่องนี้ ซึ่งขณะนี้ได้มีร่างระเบียบออกมาแล้ว คาดว่าเดือนตุลาคมน่าจะจ่ายเงินได้ นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังมีแผนการทำกองทุนตั้งตัวได้สำหรับเด็กอาชีวะด้วย จึงเชื่อว่าเงินกองทุนตั้งตัวได้รวมกับงวดแรกเป็นจำนวน 6,000 กว่าล้านบาท จะสร้างผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นตามที่วางไว้ ขณะที่การปรับลดงบประมาณกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) นั้น ยอมรับว่าเกิดปัญหาการทำงานหลายอย่าง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงินกู้ แต่ยังเกิดปัญหาช่องโหว่การให้อำนาจสถานศึกษาเป็นผู้พิจารณานักเรียนสมควรได้รับการกู้ยืม ซึ่งอาจไม่ทั่วถึงสำหรับผู้จำเป็น รวมถึงการบริหารจัดการใช้เงินของผู้กู้ก็มีปัญหา ขณะเดียวกัน ก็เกิดหนี้เสียสูงและต้นทุนบริหารหนี้ยังเพิ่มขึ้น โดยกระทรวงศึกษาธิการจะได้มีการหารือเพื่อทบทวนความคิดกันใหม่ และจะได้มีการประสานเชื่อมโยงกับการกู้แบบ กรอ. ซึ่งเป็นกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคตร่วมด้วย

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า สำหรับการพัฒนาเด็กให้อ่านออกเขียนได้ โดยผลการสุ่มตรวจวัดเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และปีที่ 6 โดยกระทรวงศึกษาธิการพบว่า ยังมีเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จำนวนมาก ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเราควรมองปัญหาที่ระบบการศึกษา ไม่ใช่ปัญหารัฐบาล เพราะถึงแม้รัฐบาลจะมุ่งเน้นให้การศึกษาเต็มที่ 1 ปี ก็ใช่ว่าเด็กทุกคนจะรับได้หมด เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เรื่องนี้จึงถือเป็นปัญหาร่วมกัน ซึ่งถึงแม้การจัดอันดับของ The World Economic Forum หรือการวัดความเห็นของนักธุรกิจในอาเซียนจะจัดอันดับการศึกษาไทยให้อยู่ในลำดับที่ 8 แต่ทางกระทรวงศึกษาธิการเองก็ยังจะต้องปรับปรุงและแก้ปัญหาการศึกษาอีกมาก เพื่อให้ทันกับประเทศพัฒนา และเห็นว่าควรจัดเป็นวาระแห่งชาติต่อไปด้วย

Source – มติชนออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34254&Key=hotnews

 

จาตุรนต์หนุนแยกห้องติวเข้มเด็กอ่าน – เขียนแย่

26 กันยายน 2556

“จาตุรนต์” หนุนแยกห้องติวเข้มทั้งระบบแก้เด็ก 2 แสนอ่านเขียนแย่ เตรียมดันแบบวัดผลภาษาไทยมาตรฐานทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. การประชุมสภาเพื่อพิจารณารับทราบรายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หรือ การแถลงผลงานของรัฐบาล นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ชี้แจงถึงกรณี สส.พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายนโยบายจัดซื้อแท็บเล็ตของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ปัญหาการจัดซื้อแท็บเล็ตล่าช้า เพราะวิธีการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ที่กำหนดสเปกให้มีความโปร่งใสใช้เวลาเกินกว่าปีงบประมาณโดยลืมไปว่าความล่าช้านั้นทำให้นักเรียนและครูเสียโอกาสอันประเมินค่าไม่ได้ ดังนั้น ทาง ศธ.จึงจะมีการประมวลการจัดซื้อ 2 ปีงบประมาณที่ผ่านมาเพื่อมาปรับปรุงและจัดทำระบบการจัดซื้อให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันมีความสุจริตโปร่งใสด้วย

อย่างไรก็ตามยืนยันว่า มีงานวิจัยข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณจาก 500 กว่าโรงเรียนถึงการศึกษาเรียนรู้จากแท็บเล็ต พบว่า มีนักเรียนและครูเห็นว่าแท็บเล็ตมีผลสัมฤทธิ์เพิ่มมากที่สุด 62.05% ครูประถมศึกษา 75.45% เห็นว่าการเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น และนักเรียนถึง 96.72% มีทัศนคติว่าแท็บเล็ตมีประโยชน์ ทั้งนี้ทาง ศธ.เห็นว่าระบบการผลิตเนื้อหาที่จะใช้กับแท็บเล็ตต้องมีระบบคัดกรอง และกำหนดมาตรฐานสำหรับเนื้อหา โดยนายกรัฐมนตรี และทางศธ.มีความสนใจทำแผนแม่บทที่ครอบคลุมการใช้สื่อในอุปกรณ์เทคโนโลยีทุกชนิดทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ้ค มือถือ และแท็บเล็ต ให้ครอบคลุมทุกชั้นเรียน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ ศธ.ต้องเร่งดำเนินการ

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า จากการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาของไทยรั้งท้ายอาเซียนของ World Economic Forum และการสแกนทักษะของนักเรียน ป.3 และ ป.6 ที่พบว่าเด็กกว่า 2 แสนคนทั่วประเทศมีทักษะการอ่านออกเขียนได้อยู่ในระดับแย่นั้น ชัดเจนว่ายิ่งต้องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีปัญหาที่ขณะนี้เด็กตั้งแต่ ป.1-ป.3 ต้องเรียนถึง 8 กลุ่มสาระวิชา โดยทำให้มีเวลาที่เรียนภาษไทยน้อยมาก และการสอนของครูที่เน้นให้อ่านและจำเป็นคำๆ แทนที่จะสอนให้นักเรียนสะกดคำ ดังนั้นในปีการศึกษานี้ควรจะมีการแยกเด็กมาติวเข้ม สอนพิเศษหรือแยกออกมาเป็นห้องต่างหาก ที่ผ่านมามีการทำมาแล้วเพียงบางจุด แต่ต่อไปนี้จะต้องทำทั้งระบบเหมือนกัน

“ที่สำคัญ คือ ประเทศไทยไม่มีระบบการทดสอบวัดผลภาษาไทยที่เป็นมาตรฐานร่วมกันทั้งประเทศ ปล่อยให้ครูแต่ละแห่งวัดเกรดกันไปโดยอัธยาศัย ต่างจากภาษาอังกฤษและจีนที่มีการวัดผลอย่างเป็นระบบ ดังนั้นการจัดทำการวัดผลภาษาไทย จะอยู่ในส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ที่ต้องผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ โดยวันที่ 27 ก.ย.นี้ จะหารือกับนายกฯ ถึงแผนการปฏิรูปการศึกษาด้วย” นายจาตุรนต์กล่าว

ที่มา: http://www.posttoday.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34253&Key=hotnews

“อ๋อย” แนะมหา’ลัยจับมือจัดรับตรง

26 กันยายน 2556

‘อ๋อย’ ชี้สอบรับตรงวันเดียวกันไม่แก้ปัญหา แนะจับมือจัดสอบเพิ่มโอกาสเด็ก
เมื่อวันที่ 25 ก.ย.นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงแนวคิดของ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีต รมช.ศธ. ที่เสนอว่ามหาวิทยาลัยควรจัดสอบรับตรงพร้อมกัน เพื่อลดปัญหาการวิ่งรอกสอบ ว่า การให้มหาวิทยาลัยจัดสอบรับตรงพร้อมกันหมดในวันเดียวกัน จะเป็นปัญหาอีกแบบหนึ่งที่ทำให้เด็กขาดโอกาส เพราะเด็กจะมีโอกาสเข้าสอบได้เพียงมหาวิทยาลัยเดียว เมื่อสอบพลาดก็จะพลาดเลย ขณะที่มหาวิทยาลัยก็จะรู้สึกเสียโอกาสเหมือนกัน ดังนั้น ตนจึงเห็นว่าแนวทางที่ให้มหาวิทยาลัยมาจัดระบบรับตรงร่วมกันจะเป็นประโยชน์ที่สุด เพราะเด็กสอบเพียงครั้งเดียวแต่สามารถใช้คะแนน และการเลือกมหาวิทยาลัยของเด็กเป็นตัวตัดสินได้ว่าเด็กจะสอบได้ที่ใด อย่างไรก็ตามการสอบรับตรงยังคงมีอยู่ต่อไปได้ โดยเฉพาะการรับตรงในระบบโควต้า หรือการรับตรงหลังจากการสอบแอดมิชชั่น เพราะตนไม่ได้ต้องการปิดโอกาสการสอบรับตรง 100% เพียงแต่มหาวิทยาลัยไม่ควรจัดสอบตรงเองเท่านั้น “ผมได้พูดตั้งแต่ต้นแล้วว่าเรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องมาร่วมกันคิดว่าจะดำเนินการอย่างไรกับการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นในเบื้องต้นจากผู้ปกครอง นักเรียน และครู ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยที่จะให้มีการปรับระบบการรับคัดเลือกฯ มีเพียงกลุ่มเด็กม.6 บางส่วนที่ยังไม่แน่ใจว่าควรจะให้ปรับดีหรือไม่ เพราะกลัวจะกระทบกับการที่เด็กได้เตรียมตัวสอบมาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ผมประกาศชัดเจนแล้วว่าหากจะมีการปรับระบบการคัดเลือกฯ จริงจะต้องไม่ให้กระทบต่อนักเรียนที่เตรียมตัวมาแล้ว เช่น การเลิกสอบรับตรงจะทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่การเลื่อนเวลาสอบสามารถทำได้ อย่างไรก็ตามการที่จะปรับระบบคัดเลือกฯ ทั้งระบบนั้น อย่างเร็วจะต้องเริ่มที่เด็ก ม.4 ในปัจจุบัน หรืออย่างช้าต้องเริ่มที่เด็ก ม.3 ในปัจจุบัน” รมว.ศธ. กล่าว รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่มีเด็กออกมาระบุว่า ข้อสอบตรงของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีความยากมาก ออกไม่ตรงตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น เป็นเครื่องยืนยันว่าการออกข้อสอบในระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยเป็นปัญหาจริง ตนจึงอยากให้มีการออกข้อสอบสอดคล้องกับหลักสูตรฯมากขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงขอความร่วมือ และเสนอปัญหาให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความตระหนักในปัญหาดังกล่าว.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34252&Key=hotnews

พนง.มหาวิทยาลัยครวญ ครม.จ่ายโบนัสไม่ครอบคลุม

26 กันยายน 2556

พนักงานมหาวิทยาลัยรัฐโอดครวญมติ ครม.จ่ายโบนัสข้าราชการไม่ครอบคลุมถึง ชี้พนักงานมหาวิทยาลัยรัฐเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสถาบันอุดมศึกษาวอนขอความเป็นธรรม…เมื่อวันที่ 25 ก.ย. รศ.วีรชัย พุทธวงศ์ ประธานหลักสูตรนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ กล่าวว่า จากกรณีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา พิจารณาจัดสรรเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ 2555 สำหรับส่วนราชการจังหวัดและสถาบันอุดมศึกษาตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่มติ ครม. ดังกล่าว ไม่ครอบคลุมพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกลุ่มใหญ่ที่สุดในสถาบันอุดมศึกษาทั้งนี้ จากข้อมูลจำนวนบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทั้ง 79 แห่ง มี 165,341 คน และมีข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาในระบบที่มีสิทธิรับโบนัสเพียง 33,649 คน โดยพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในระบบ กำเนิดมาจาก มติ ครม. เมื่อปี 2542 ที่มีมติให้จ้างพนักงาน ทดแทนอัตราข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการออกนอกระบบในปี 2545 และทุกคนมีส่วนร่วมในการผลักดันองค์กรของรัฐ จึงไม่ยุติธรรมที่จะเลือกปฏิบัติในการให้โบนัสของรัฐบาล

นายณัฐปคัลภ์ ญาณมโนวิศิษฏ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า แม้ในมหาวิทยาลัยรัฐจำนวนมากมีสัดส่วนพนักงานมากกว่า 80% แต่ผู้บริหารส่วนใหญ่ก็ยังเป็นข้าราชการ และเมื่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ ครม. ให้โบนัสบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา เป็นเงินรางวัลให้กับบุคลากรที่สร้างสรรค์ผลงานให้สถาบันตนเอง โดยให้เป็นเงินพิเศษโบนัส แต่โบนัสเหล่านี้กลับห้ามแจกจ่ายให้พนักงานมหาวิทยาลัย ส่วนผู้บริหารรับหลักหลายแสนบาท

ด้าน นายประทัย พิริยะสุรวงศ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า พนักงานมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกที่รัฐ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยมักจะลืม และเป็นปัญหามานานกว่า 14 ปี จึงขอวิงวอนทุกภาคส่วนทำความเข้าใจและทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน พนักงานมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่ง ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการปรับเงินเดือน ที่ไม่ครบตามเกณฑ์กลางที่กำหนด และยังมาถูกบั่นทอนขวัญกำลังใจจากโบนัสรางวัลของภาครัฐและผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่มีการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนอีก

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34250&Key=hotnews

ผช.รัฐมนตรี ศธ.ห่วง ปรับเปิด-ปิดภาคเรียนไทยไม่เป็นเอกภาพ

26 กันยายน 2556

เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ จัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ผลกระทบทางเลือกและทางออกเกี่ยวกับการเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียนของสถานศึกษาที่มุ่งเตรียมพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน” โดยนายภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวบรรยายเปิดการสัมมนาฯว่า ศธ.เห็นความจำเป็นการเตรียมพร้อมเรื่องอาเซียนปี 2558 จึงกำหนดกรอบแนวทางให้สถานศึกษาปฏิบัติ ซึ่งเรื่องหนึ่งคือ การเลื่อนเปิด-ปิดภาคการศึกษาตามอาเซียน ทั้งนี้ เดิมการเปิด-ปิดภาคการศึกษาและการกำหนดระบบต่างๆ จะคำนึงถึงความจำเป็นตามภูมิภาคของรัฐและประเทศ โดยเฉพาะกำหนดให้สอดคล้องตามฤดูกาล

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสิงคโปร์ มาเลเซีย และบูรไน ขยับปฏิทินอุดมศึกษาตามชาติตะวันตกแล้ว ประมาณช่วงเดือนสิงหาคม และทราบว่าเร็วๆ นี้จะมีอีกหลายประเทศสมาชิกอาเซียนขยับปฏิทินตาม อาทิ ลาว กัมพูชา ขณะที่ไทยที่ผ่านมากลุ่มมหาวิทยาลัยสมาชิกที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ประกาศขยับปฏิทินการศึกษาตามอาเซียนพร้อมกันทั้งหมดในปีการศึกษา 2557 แล้ว แต่กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏก็เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยหนึ่ง ที่ยังประกาศใช้ปฏิทินการศึกษาเดิม ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ประกาศให้โรงเรียนขยับปฏิทินการศึกษาจากเดิมออกไปอีก 1 เดือน เริ่มในปีการศึกษา 2557 แต่โรงเรียนเอกชน อาชีวศึกษาเอกชนได้กำหนดปฏิทินอย่างหนึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะกำหนดปฏิทินการศึกษาไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นปัญหาต้องไปขบคิด หากปฏิทินการศึกษายังยุ่งอยู่อย่างนี้ ก็คงต้องมานั่งหารือกัน

Source – มติชนออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34249&Key=hotnews

“แม่พิมพ์” ยิ้มออก! ครม.ไฟเขียวร่างกฎ ก.พ.อ. เลื่อนขั้นเงินเดือนอัตโนมัติ

25 กันยายน 2556

เมื่อวันที่ 24 กันยายน นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการตามที่ ศธ.เสนอให้ปรับค่าใช้จ่ายต่อหัวในการจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับ ม.ต้น และ ม.ปลาย โดยระดับ ม.ต้น ปรับเพิ่มจาก 2,300 บาทต่อหัวต่อปี เป็น 3,500 บาทต่อหัวต่อปี ระดับ ม.ปลาย เดิม 2,300 บาทต่อหัวต่อปี เป็น 3,800 บาทต่อหัวต่อปี อย่างไรก็ตาม สำนักงบประมาณมีความเห็นว่า อัตราที่เสนอดังกล่าวจะเป็นภาระงบประมาณ 1,550 ล้านบาทต่อปี ซึ่งอัตราการขอเพิ่มเงินอุดหนุนดังกล่าวอ้างอิงจากการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากการศึกษานอกระบบ ดังนั้น จึงเสนอให้ ศธ.ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาค่าใช้จ่ายรายหัวการศึกษานอกระบบของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เพื่อให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่สะท้อนกับคุณภาพการศึกษา ซึ่งสำนักงบประมาณเห็นว่า อัตราค่าใช้จ่ายต่อหัวของเด็ก กศน.น่าจะต่ำกว่าอัตราที่เสนอมา ครม.จึงมอบหมายให้ ศธ.หารือกับสำนักงบประมาณ โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและเสนอให้ ครม.เพื่อทราบ

รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติร่างกฎ ก.พ.อ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาได้รับเงินเดือน (ฉบับที่) พ.ศ. …ในตำแหน่งวิชาการ ประกอบด้วย อาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ เมื่อได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงสุดของอันดับเงินเดือนของตำแหน่งที่ดำรงอยู่ ให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงของอันดับเงินเดือนเดิม โดยให้ไปอาศัยรับเงินเดือนในตำแหน่งถัดไปอีกหนึ่งตำแหน่ง

Source – มติชนออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34238&Key=hotnews

เครือข่ายเยาวชน ร้อง “จาตุรนต์” จัดระเบียบร้านเหล้ารอบมหา’ลัย ชี้นักดื่มหน้าใหม่พุ่งถึง 2.5 แสนรายต่อปี

25 กันยายน 2556

เครือข่ายเยาวชนร้อง รมว.ศธ.ดูแลร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัยแนะให้ออกกฎหมายลูกควบคุมหลังพบนักดื่มหน้าใหม่เพิ่ม 2.5 แสนคนต่อปี ระบุจากการวิจัยพบร้านขายรอบสถานศึกษากว่า 340 ร้านชี้ทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

วานนี้ (24 ก.ย.) ที่กระทรวงศึกษาธิการ นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ พร้อมด้วย มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา นำตัวแทนนักศึกษากว่า 30 คน จากหลายสถาบันการศึกษา เข้าพบ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เพื่อร้องเรียนปัญหาร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย โดยมีศ.ธเนศวร์ เจริญเมือง ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ มารับเรื่องแทน
นายธีรภัทร์ กล่าวว่า ได้นำหลักฐานการทำผิดพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ.2551และผลสำรวจความหนาแน่นของร้านเหล้ารอบสถานศึกษามามอบให้ ศธ. พร้อมนำเสนอข้อเรียกร้อง 3 เรื่อง ประเด็นแรก ขอเรียกร้องให้ ศธ.ในฐานะเป็นหน่วยงานด้านการศึกษา เป็นเจ้าภาพหลักวางแผนแก้ปัญหาเรื่องแอลกอฮอล์และเยาวชน 2. ขอเรียกร้องให้ รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ เป็นเจ้าภาพหลักในการแก้ไขปัญหาร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย โดยผลักดันให้การออกกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรัศมี 300 เมตรรอบมหาวิทยาลัย ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ปัจจุบัน แม้จะมีนโยบายห้ามร้านเหล้าตั้งอยู่ในรัศมี 300 เมตรรอบสถานศึกษาอยู่แล้ว แต่ได้รับการปฏิเสธในทางปฏิบัติและ 3. ขอให้กระทรวงศึกษาออกประกาศห้ามไม่ให้สถานศึกษาร่วมมือกับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำกิจกรรมเชิงสังคม หรือ CSR รวมถึงไม่ให้รับทุนการศึกษาจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท ป้องกันไม่ให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แทรกซึมมาทำประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์กับเยาวชน

“ปัจจุบัน เยาวชนเป็นเป้าหมายหลักของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้านเหล้าต่างๆ ก็มีเยาวชนเป็นลูกค้าหลัก ขณะที่ ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีกลยุทธในการเข้าถึงเด็กและเยาวชนที่แนวเนียนขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าภาครัฐไม่ออกยาแรงมาใช้ เยาวชนจะอยู่ในภาวะเสี่ยงและมีปัญหาตามมามากมาย อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้ว ทุกคนรู้ดีถึงปัญหาที่มีอยู้ ผู้มีอำนาจก็รู้ แต่ไม่มีใครจัดการอย่างจริงจัง มองกันเป็นเรื่องธรรมดา “ นายธีภัทร์ กล่าวและว่า ยอมรับว่าการจัดโซนนิ่งร้านเหล้าทำได้ยาก จึงเป็นสาเหตุหลักของการเข้าถึงง่าย ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีก็หาซื้อสุรามาดื่มได้ ทำให้จำนวนนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นถึง 250,000 รายต่อปี อย่างไรก็ตามเครือข่ายเยาวชนฯได้พูดคุยและเฝ้าระวังปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เห็นตรงกันว่าผลกระทบจากร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัยได้ลุกลามจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ ทั้งเสียการเรียน อุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท คุกคามทางเพศ แต่กลับไม่มีมาตรการป้องกันที่ตรงจุดหรือแนวทางที่ชัดเจน และหลายแห่งยังกลายเป็นแหล่งมั่วสุมทั้งอบายมุขและการพนันด้วย

ทั้งนี้ข้อมูลที่เครือข่ายเยาวชนได้นำมาร้องเรียนต่อกระทรวงศึกษาธิการนั้น เป็นข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่สำรวจร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษา12 แห่ง อาทิ ม.รามคำแหง มรภ.จันทรเกษม ม.หอการค้าไทย ม.เกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 3-10 ก.ย.56 ในรัศมี 300 เมตร พบว่า มีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น 340 ร้าน เฉลี่ย 28 ร้านต่อ 1 มหาวิทยาลัย และที่น่าตกใจคือ กว่า 105 ร้าน หรือ 1 ใน 3 ที่ขายเหล้าบริเวณหอพัก ซึ่งเป็นการทำผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 อย่างชัดเจน ทั้งนี้ในการสำรวจความคิดเห็นนักศึกษา พบว่า 64.98 %เห็นด้วยอย่างยิ่ง หากมีกฎหมายมาควบคุมให้ร้านเหล่านี้อยู่ห่างจากสถานศึกษา อย่างน้อย 300 เมตร ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุขเสนอมานานแล้ว แต่ยังไม่ผ่านการพิจารณาคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34236&Key=hotnews

สทศ.เปิดรับสมัครสอบ GAT/PAT 1-27 ตุลาคมนี้

25 กันยายน 2556

นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า สทศ.จะเปิดสมัครสอบวิชาความถนัดทั่วไปหรือ GAT และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพหรือ PAT ครั้งที่ 1/2557 (สอบเดือนธันวาคม) ตั้งแต่ 1-27 ตุลาคม 2556 ชำระเงิน 1-28 ตุลาคม 2556 ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลผู้สมัคร 1-29 ตุลาคม 2556 ประกาศเลขที่นั่งสอบ สถานที่สอบ พิมพ์บัตรประจำตัวผู้เข้าสอบ 11 พฤศจิกายน 2556 วันสอบ 7-10 ธันวาคม 2556 ประกาศผลสอบ 19 มกราคม 2557

สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครสอบ จะต้องเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ เทียบเท่า ม.6 หรือสูงกว่า ม.6 ขึ้นไป ทั้งนี้ สทศ.ขอให้ผู้ที่ต้องการสมัครสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2557 ตรวจสอบกำหนดการรับสมัครสอบและชำระเงินให้ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของผู้สมัครเอง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ สทศ. www.niets.or.th นอกจากนี้ สทศ.ได้จัดทำคู่มือสำหรับการสอบ GAT/PAT และวิชาสามัญ 7 วิชา ประจำปีการศึกษา 2557 โดย สทศ.ได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปยังโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดคู่มือการสอบดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ สทศ. www.niets.or.th

Source – มติชนออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34235&Key=hotnews