kounchanok rujjanapan

สกอ.ตามจิกมหาวิทยาลัยเปิดข้อมูลการรับนักศึกษา57

25 กันยายน 2556

สกอ.ร่อนหนังสือถึงมหาวิทยาลัยรัฐทั่ประเทศ ขอข้อมูลการรับนักศึกษาปี 57 ทุกระบบ ยกเว้นแอดมิชชั่น เตรียมเสนอ”จาตุรนต์”ประกอบการตัดสินใจปรับปรุงระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ย้ำรมว.ศธ.มีอำนาจใช้มติครม.สั่งปรับเปลี่ยนระบบการคัดเลือกได้

วานนี้( 24 ก.ย.)รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) จัดประชุมเรื่องการพัฒนาระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เกี่ยวข้อง ปรากฏว่าหลายฝ่ายเห็นว่าระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในปัจจุบัน ก่อเกิดปัญหาและผลกระทบต่อนักเรียน ผู้ปกครอง และระบบการศึกษา จึงเสนอให้ปรับปรุงและพัฒนาระบบการรับนิสิตนักศึกษาเป็นการด่วน

รศ.นพ.กำจร กล่าวต่อไปว่า เมื่อเร็วๆนี้ สกอ.ได้ทำหนังสือส่งถึงมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือมหาวิทยาลัยนอกระบบ เพื่อขอข้อมูลการรับนิสิตนักศึกษา ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2557 โดยละเอียดในทุกระบบ ทุกวิธีการ ทุกคณะและสาขาวิชา ที่อยู่นอกเหนือจากระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นกลาง เพื่อจะนำมาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจในการพัฒนาหรือปรับปรุงระบบการคัดเลือกให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด สำหรับข้อมูลที่ขอไปประกอบด้วย จำนวนคณะ/สาขาวิชา จำนวนรับ อัตราการแข่งขันที่ผ่านมา ช่วงเวลาการรับสมัครและสอบ คุณสมบัติผู้สมัคร การสอบคัดเลือกดำเนินการอย่างไร และค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมการสมัครหรือสอบต่อคนเป็นเท่าใด โดยมหาวิทยาลัยทั้งหมดจะต้องส่งข้อมูลกลับมาที่ สกอ. ภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้

“ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยหลายแห่งออกมาปฎิเสธว่าไม่ได้คิดหารายได้จากการรับตรง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีของมหาวิทยาลัยที่จะเปิดเผยข้อมูลกับสกอ. เพื่อแสดงให้สังคมได้รู้ว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้ามหาวิทยาลัยใดไม่ยอมส่งข้อมูลก็จะถือว่ายอมรับการตัดสินใจของ รมว.ศึกษาธิการ หรือหากมหาวิทยาลัยทั้งหมดจะไม่ดำเนินการตามที่รมว.ศึกษาธิการตัดสินใจ รมว.ศึกษาธิการ ก็สามารถใช้อำนาจตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการสั่งการได้ เพราะในพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งกำหนดให้ รมว.ศึกษาธิการทำหน้าที่รักษาการอธิการบดีอยู่แล้ว และที่สำคัญตามนโยบายของรัฐบาลด้านการศึกษาก็กำหนดไว้ชัดเจนให้เร่งปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน รวมทั้งพัฒนาระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ” รศ.นพ.กำจร กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34240&Key=hotnews

ชงมหา’ลัย รับตรง “รอบเดียว”

24 กันยายน 2556

ASTVผู้จัดการรายวัน – อดีตเสมา 2 เสนอสอบรับตรงรอบเดียว เหมือนกสพท.แก้ปัญหาวิ่งรอก ลดค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง ขณะที่ประธาน ทปอ. รับข้อสอบรับตรงยากจริง เพราะต้องการคัดเด็กให้เหมาะสม

วานนี้ (23 ก.ย.) นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า กลุ่มสมาชิกทปอ. มีมติว่าในปีการศึกษา 2557 ขอให้เปิดรับตรงพร้อมกันในช่วงเดือนมกราคมนั้น ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยบางแห่งเปิดรับตรงก่อนเดือนมกราคมส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่อธิการบดีสื่อสารไปยังคณะต่างๆ ล่าช้า ทำให้บางคณะประกาศรับตรงไปแล้วเปลี่ยนแปลงได้ทัน อีกส่วนคือหลายคณะรับตรงหลายรอบ และจะเปิดรับเดือน ม.ค.ด้วย

นายสมคิดกล่าวต่อว่า สำหรับข้อสอบรับตรงที่นักเรียนบอกว่ายากและออกเกินหลักสูตรนั้น ยอมรับว่าข้อสอบรับตรงต้องยากอยู่แล้ว อย่างคณะนิติศาสตร์มธ. มีการถามเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ที่นอกเหนือหลักสูตร เพราะต้องการวัดความสนใจ และความถนัดของเด็กว่าเหมาะสมจะเรียนในคณะ/สาขานั้นๆ
ด้าน นายวรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า การเปิดรับตรงของมหาวิทยาลัย แล้วเด็กวิ่งรอกสอบ ผู้ปกครองเสียค่าใช้จ่ายสูง ไม่ใช่ปัญหาใหม่ ปัญหานี้มีมานานแล้ว จะแก้ปัญหานี้ได้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมแก้ปัญหา โดยเฉพาะ ทปอ. ขอให้มารับตรงพร้อมกันนั้นพบว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดรับตรง และมีเด็กมาสมัครจำนวนมาก

“ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ มีสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม ทปอ. กับกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ถ้า 2 กลุ่มนี้ ตกลงกันได้จะรับตรงในช่วงไหน จะลดปัญหาได้ส่วนหนึ่ง ถ้าจะให้ดีควรรับตรงพร้อมกันในวันเดียว และนำคะแนนมาจัดอันดับ จะทำให้ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบ และผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะหมดไป เหมือนกับของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย(กสพท.) ที่จัดสอบร่วมกัน วันเดียวกัน แล้วนำคะแนนมาจัดอันดับ และประกาศผลพร้อมกัน ขณะที่ตัวนักเรียนสามารถเลือกสมัครสอบได้ทีเดียวหลายที่ ทุกอย่างอยู่ที่ระบบ ว่าเราจะจัดการได้หรือไม่” นายวรากรณ์กล่าว

ด้าน นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมศว และรองประธาน ทปอ.กล่าวว่า มศว ตั้งใจจะเปิดรับตรงในช่วงเดียวกันในเดือนมกราคม ตามที่ทปอ.ขอความร่วมมือมาอยู่แล้ว แต่เนื่องจากการสอบรับตรงปีนี้ มีการเตรียมการและจองสถานที่ล่วงหน้าและไม่สามารถหาสถานที่ใหม่ได้ทัน เนื่องจากมีผู้สมัครจำนวนมาก แต่ในปีการศึกษา 2558 มศว จะรับตรงในช่วงเดือนมกราคมแน่นอน

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34222&Key=hotnews

เสมา 1 ไฟเขียวหลักสูตร ป.ตรีอาชีวะ 9 สถาบัน 16 สาขา หลัง สกอ.การันตี

24 กันยายน 2556

เมื่อวันที่ 23 กันยายน นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ลงนามในประกาศ ศธ.เรื่องให้ใช้หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการ พ.ศ.2556 ของสถาบันการอาชีวศึกษา 9 สถาบัน 16 สาขาวิชา ดังนี้

สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 จำนวน 4 สาขาวิชา คือ เทคโนโลยีไฟฟ้า, เทคโนโลยียานยนต์, การโรงแรม และเทคโนโลยีแม่พิมพ์ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 1 จำนวน 5 สาขาวิชาคือ เทคโนโลยีไฟฟ้า, คอมพิวเตอร์ธุรกิจ, เทคโนโลยียาง, เทคโนโลยียานยนต์ และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 จำนวน 2 สาขาวิชา คือ การโรงแรมและเทคโนโลยียานยนต์ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 จำนวน 1 สาขาวิชา คือ เทคโนโลยีไฟฟ้า สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จำนวน 7 สาขาวิชา คือ เทคโนโลยียานยนต์, เทคโนโลยีไฟฟ้า, เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์, เทคโนโลยีแม่พิมพ์, เทคโนโลยีก่อสร้าง, คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และการบัญชี สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จำนวน 7 สาขาวิชา คือ เทคโนโลยียานยนต์, เทคโนโลยีไฟฟ้า, เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์, เทคโนโลยีก่อสร้าง, การบัญชี, คอมพิวเตอร์ธุรกิจและการตลาด สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 1 จำนวน 5 สาขาวิชา คือ การบัญชี, เทคโนโลยีไฟฟ้า, เทคโนโลยียานยนต์, การโรงแรม และเทคโนโลยีการผลิตพืช สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 2 จำนวน 3 สาขาวิชา ได้แก่ การตลาด, การท่องเที่ยวและเทคโนโลยียานยนต์ และสถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 10 สาขาวิชา คือ เทคโนโลยีไฟฟ้า, เทคโนโลยีก่อสร้าง, เทคโนโลยีสถาปัตยกรรม, เทคโนโลยีสารสนเทศ, การบัญชี, การตลาด, คอมพิวเตอร์ธุรกิจ, การจัดการสำนักงาน, การโรงแรม และช่างทองหลวง ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556

“นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ยังมีหนังสือรับทราบ และรับรองหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการ พ.ศ.2556 ใน 9 สถาบัน 16 สาขาวิชาดังกล่าวแล้วว่ามีมาตรฐานสอดคล้องกับประกาศ ศธ.ซึ่ง สอศ.จะแจ้งประกาศดังกล่าว รวมทั้ง หนังสือรับรองของ สกอ.ไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อเทียบอัตราเงินเดือนต่อไป อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ สอศ.จะหารือเรื่องนี้กับประธาน กอศ.เพื่อให้การดำเนินการจัดการเรียนการสอนเป็นไปตามนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้มอบหมายให้การเรียนการสอนระดับปริญญาตรีอาชีวศึกษา มีลักษณะพิเศษอย่างแท้จริง” นายชัยพฤกษ์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34221&Key=hotnews

‘ป.3/ป.6’ อ่านไม่ออกเกือบแสนใน 80 เขต – จี้ ‘ร.ร.-ครู’ ทำแผนฟื้นฟู

24 กันยายน 2556

เมื่อวันที่ 23 กันยายน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบให้โรงเรียนทั่วประเทศใช้แบบทดสอบคัดกรองนักเรียนที่อ่านไม่ออกในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างวันที่ 9-20 กันยายน และให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษารายงานผลมายัง สพฐ. ซึ่งการคัดกรองเป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องมาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องและการสื่อสาร เพื่อทำให้สถานศึกษาปลอดการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ว่า ขณะนี้มีประมาณ 80 เขต พื้นที่ฯ จากทั้งหมด 183 เขต ได้ส่งผลข้อมูลการคัดกรองนักเรียนด้านการอ่านมายัง สพฐ.แล้ว พบว่า

–  ระดับชั้น ป.3 มีจำนวนนักเรียนที่ยังอ่านไม่ได้ ร้อยละ 8 หรือ 64,000 คน จากนักเรียนทั้งหมด 8 แสนคน

– นักเรียนชั้น ป.6 อ่านไม่ได้ร้อยละ 4 หรือ 32,000 คน จากนักเรียนทั้งหมด 8 แสนคน

– นักเรียนที่อยู่ในระดับดี ในระดับชั้น ป.3 มีร้อยละ 56 และ ป.6 ร้อยละ 60 ส่วนที่เหลืออยู่ในระดับพอใช้และปรับปรุง

ทั้งนี้ จำนวนนักเรียนที่อ่านไม่ออกในปีที่ผ่านมามีประมาณร้อยละ 2-3
นายชินภัทรกล่าวต่อว่า นักเรียนที่อ่านไม่ออกจะต้องมีการจัดการเรียนการสอนแบบเข้มข้น การใช้นวัตกรรม หรือจะใช้วิธีการจัดการสอนเพิ่มเติมในช่วงเย็นก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานศึกษา โดยนักเรียนที่อ่านไม่ได้ต้องได้รับการดูแลและพัฒนาเพื่อให้อ่านหนังสือได้ตามนโยบายของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ที่ให้นโยบายว่านักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ต้องหมดไป ซึ่ง สพฐ.และเขตพื้นที่ฯ ทั่วประเทศต้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมมากที่สุดตั้งแต่ปิดภาคเรียนเดือนตุลาคม พร้อมให้โรงเรียนและครูผู้สอนมีแผนช่วยเหลือฟื้นฟูสมรรถนะการอ่านให้กับนักเรียนกลุ่มนี้ โดยมีเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ซึ่ง สพฐ.จะติดตามความคืบหน้าทุกๆ เดือนเพื่อปรับลดจำนวนนักเรียนอ่านไม่ได้ให้ใกล้ศูนย์ให้มากขึ้น

“เมื่อ สพฐ.ได้ข้อมูลจากเขตพื้นที่ฯ ครบทั้งหมด จะประมวลผลและสังเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อให้เห็นภาพระดับประเทศต่อไป ส่วนเด็กชายขอบและกลุ่มเด็กชาติพันธุ์ที่มักจะมีปัญหาการสื่อสารภาษาไทย โดยเฉพาะการอ่านและเขียนนั้น เด็กกลุ่มนี้ที่อยู่ในโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทุกคน เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการดูแลเช่นกัน ถือเป็นเรื่องยาก เพราะเด็กยังอ่านภาษาไทยไม่ได้ โดย สพฐ.อาจนำนวัตกรรมเข้ามาช่วย และมีสะพานการเชื่อมโยงการเรียนภาษาไทย หรือที่เรียกว่าการเรียนแบบทวิภาษา จะทำให้เด็กเรียนรู้เรื่อง” นายชินภัทรกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34220&Key=hotnews

วิทยาลัยชุมชน ‘อุดมศึกษาเพื่อปวงชน’

23 กันยายน 2556

ถือว่าเป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่งของสำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชน (ส.วชช.) ที่ได้จัดประชุมสัมมนากรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนทั่วประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งนอกจากการประชุมจะมีกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมมากกว่า220 คน แล้ว ภายในงานยังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็นเพื่อนำเสนอแนวทางในการพัฒนาวิทยาลัยชุมชน (วชช.) ในอนาคต เพื่อเป็นก้าวย่างสำคัญ อันนำไปสู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาที่ยั่งยืน และสามารถสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนในแต่ละชุมชนได้อย่างแท้จริง

จากการเกาะติดเวทีการสัมมนาตลอดระยะเวลา 2 วันเต็ม ผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมเป็นวิทยากรได้นำเสนอทัศนะและมุมมองในแง่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยชุมชนที่น่าสนใจไม่น้อย เริ่มที่ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธาน คณะกรรมการวิทยาลัยชุมชน ที่ได้แสดงทัศนะในการเสวนาเรื่อง “บทบาทสภาวิชาการกับกรอบนโยบายในการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน” ว่า “โจทย์ใหม่ของวิทยาลัยชุมชน ขณะนี้มีผู้อยู่ในวัยทำงานประมาณ 35-40 ล้านคน และในจำนวนดังกล่าวเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยชุมชนประมาณ 11 ล้านคน ส่วนใหญ่ ประมาณ 29-30% จบการศึกษาจากสำนักงานส่งเสริมการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพฐ.) ดังนั้นจึงจำเป็นที่วิทยาลัยชุมชนจะต้องเข้าไปเก็บตกกลุ่มวัยแรงงานที่เหลือที่ยังขาดโอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ขณะเดียวกันต้องมีการเตรียมความพร้อมกับอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย หรือแม้แต่แนวนโยบายของภาครัฐที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น กองทุนตั้งตัวได้ การลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อวางโครงสร้างระบบสาธารณูปโภคของประเทศ ทั้งการทำรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ เป็นต้น สิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นต้องเริ่มที่วิทยาลัยชุมชน สภาวิชาการของวิทยาลัยชุมชนต้องเป็นสมองให้กับวิทยาลัยชุมชน ด้วยการคิดหลักสูตรระดับอนุปริญญา หลักสูตรอาชีพ หรือหลักสูตร Modula เพื่อสนองตอบชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในอนาคต”

ด้านนายวรวุฒิ บุญเพ็ญ ประธานกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนสมุทรสาคร กล่าวในการสัมมนาเรื่อง “เหลียวหลัง แลหน้า การจัดการเรียนรู้ในวิทยาลัยชุมชน” ว่า “กรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนทั้งหลายที่เข้ามาร่วมงานกับวิทยาลัยชุมชนนั้น ล้วนแต่มาด้วยความตั้งใจ เสียสละ เพราะเห็นว่าวิทยาลัยชุมชนคือคำตอบในการแก้ปัญหาทางการศึกษาของประเทศ ดังนั้น วิทยาลัยชุมชนจึงควรให้เกียรติกับกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนตามสมควรด้วย เพราะมีองค์กรหลายองค์กรเป็นแบบอย่างที่ดี เช่น สภาเกษตรกร มีระเบียบกำหนดสิทธิของผู้เป็นกรรมการไว้อย่างน่าภาคภูมิใจ ทำให้ทุกคนที่เข้าไปเป็นกรรมการนั้นจะยิ่งต้องทุ่มเทปฏิบัติงานเพื่อองค์กรนั้นๆ

มากขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อให้เกียรติกัน กรรมการ สภาฯ ก็จะยิ่งมีกำลังใจ และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้นตามมาด้วย”

ขณะที่อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาอย่าง ดร.สุเมธ แย้มนุ่น ซึ่งได้เข้ามานั่งฟังการอภิปรายของประธานสภาวิทยาลัยชุมชนทั้ง 4 ภาค ได้กล่าวเสวนาเรื่อง “ทิศทางของวิทยาลัยชุมชนในทศวรรษที่สอง” ว่า “จากที่ได้ฟังประธานสภาวิทยาลัยชุมชน แต่ละท่านขึ้นมาสะท้อนภาพการทำงานจริงในพื้นที่แล้ว พบว่าผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนนั้น มิได้ทำหน้าที่เพียงมาประชุมตามอำนาจหน้าที่ที่ถูกระบุไว้เหมือนกับในมหา วิทยาลัยทั่วๆ ไปเท่านั้น แต่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วนของชุมชนจริงๆ ซึ่งถ้ามองอย่างไม่เข้าใจก็จะคิดว่า เป็นการล้วงลูก แต่แท้จริงแล้วคือการให้การสนับสนุนเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ ของการทำงานในระดับพื้นที่จริงๆ วิทยาลัยชุมชน จึงต้องกล้าเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการทำหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ที่ต้องตอบโจทย์ในระดับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง”

ส่วนการประมวลผลการประชุมกลุ่มย่อยเรื่องการระดมทุนจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อมาเป็นกำลังในการขับเคลื่อนวิทยาลัยชุมชน หลังจากแยกกลุ่มวิภาคและวิเคราะห์กันอย่างเอาจริงเอาจัง สามารถสรุปในภาพรวมได้ว่า “การจะระดมเงิน หรือทรัพยากรใดๆ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ในการระดมทุนต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ มีเกียรติและศักดิ์ศรี เราควรตระหนักให้ดีว่า การที่ใครจะมอบอะไรให้กับเรานั้นเขาควรมอบให้ด้วยความศรัทธา เราต้องสร้างให้ทุกคนได้เห็นว่า วิทยาลัยชุมชน มีประโยชน์ต่อชุมชนจริงๆ เราจึงจะสามารถระดมทุนได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”

นี่เป็นเพียงบางเสี้ยวบางตอนของการประชุมสัมมนากรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนทั่วประเทศและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ประจำปี 2556 ซึ่งสะท้อนให้เห็นพัฒนาการ และก้าวย่างที่ชัดเจนของวิทยาลัยชุมชน ที่จะต้องเดินไปข้างหน้าในอนาคตโดยจะต้องมีการกำหนดเป็นแผนงานไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจน ภายใต้ปรัชญาที่ว่า “วิทยาลัยชุมชนเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อเพิ่มคุณค่าชีวิตและศักยภาพของบุคคลและชุมชน”

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34216&Key=hotnews

มทร.ธัญบุรีฟิตพร้อมออกนอกระบบ มุ่งเน้นพัฒนาบุคลากร

23 กันยายน 2556

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า ในปี 2559 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้กำหนดให้ มทร.ธัญบุรีก้าวไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นนโยบายหนึ่งที่สภามหาวิทยาลัยได้เร่งผลักดัน และที่ผ่านมามหาวิทยาลัยก็ได้ดำเนินการเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 เตรียมความพร้อมด้วยการสร้างความเข้าใจกับบุคลากรให้ทราบว่า มทร.ธัญบุรีกำลังจะเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ บุคลากรเริ่มมีความเข้าใจแนวทางที่กำลังจะเดินไปข้างหน้า เมื่อบุคลากรมีความเข้าใจแล้วทุกคนจะต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพ เพราะหลังการออกนอกระบบมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องหารายได้เลี้ยงตัวเอง แม้ว่าส่วนหนึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า ระยะที่ 2 เตรียมที่จะมอบอำนาจให้คณะต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งการปรับกฎระเบียบมุ่งเน้นให้อาจารย์สามารถรับงานภายนอกเข้าสู่มหา วิทยาลัยได้ โดยรายได้หลักที่น่าจะทำได้ คือการทำงานวิจัย หรือการรับงานภายนอก เช่น การฝึกอบรมให้บุคคลภายนอก ซึ่งขณะนี้ได้พยายามปรับโครงสร้างการบริหารเพื่อเอื้อให้ทุกคณะสามารถบริหารการจัดการรายได้ได้เอง ส่วนระยะที่ 3 เมื่ออาจารย์มีความพร้อม มีศักยภาพ กฎระเบียบก็เอื้ออำนวย ถึงวันนั้นจริงๆ การออกนอกระบบจะกลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนสามารถก้าวไปพร้อมๆ กัน

“การออกนอกระบบของ มทร.ธัญบุรี จะไม่ได้ทำแค่เรื่องการจัดการศึกษาอย่างเดียว แต่อาจมีการจัดตั้งอุตสาหกรรมขนาดเล็กขึ้นในมหาวิทยาลัยเพื่อหารายได้เข้าสู่สถาบัน” อธิการบดี มทร. กล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 24 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34215&Key=hotnews

อาชีวะไทย-ภูฏานแลกเปลี่ยนบุคลากร ครูสอนภาษาอังกฤษกับครูสอนวิชาชีพ

23 กันยายน 2556

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยถึง ความร่วมมือทางด้านการศึกษา ระหว่างประเทศไทยกับราชอาณาจักรภูฏาน ว่า ไทยกับภูฏาน มีความเหมือนๆ กันในหลายอย่าง อาทิ มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข และประชาชนนับถือศาสนาพุทธ โดยเฉพาะด้านอาชีวศึกษาที่เห็นได้ชัดก็คือ ทั้งสองประเทศมีปัญหาคล้ายๆ กัน คือคนมาเรียนอาชีวศึกษาน้อย และต่างก็มีความต้องการที่จะยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาของประเทศ จึงได้ร่วมกันดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนครูผู้สอนภาษาอังกฤษ เนื่องจากราชอาณาจักรภูฏานเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร จึงมีทักษะด้านภาษาอังกฤษที่ดี ในขณะเดียวกันประเทศไทยจะต้องเตรียมกำลังคนเข้าสู่อาเซียน จำเป็นต้องฝึกทักษะภาษาอังกฤษอย่างเร่งด่วน โดยราชอาณาจักรภูฏานจะคัดเลือกผู้ที่จบปริญญาตรี และมีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาของประเทศไทย โดยประเทศไทยจะรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายและที่พัก ทั้งนี้รุ่นที่ 1 ได้ส่งครูมาจำนวน 19 คน กระจายไปยังสถานศึกษาในสังกัด 19 แห่งทั่วประเทศ และเมื่อสิ้นสุดโครงการมีครูขออยู่ต่อจำนวน 15 คน เนื่องจากเกิดความประทับใจประเทศไทยส่วนรุ่นที่ 2 จะเดินทางมาในเดือนตุลาคม2556 นี้ จำนวน 48 คน และจะกระจายไปยังสถานศึกษาในสังกัด 38 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้การอาชีวศึกษาของประเทศไทยได้รับประโยชน์จากครูผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ ส่วนราชอาณาจักรภูฏานจะได้รับประโยชน์จากการที่ประชาชนมีงานทำ

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในอนาคตจะมีความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรของราชอาณาจักรภูฏาน ด้วยการพัฒนาความสามารถด้านการจัดการเรียนการสอนของครูอาชีวะราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งการอาชีวศึกษาของประเทศไทยยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือ โดยขณะนี้ราชอาณาจักรภูฏานกำลังวิเคราะห์ความต้องการครูในแต่ละสาขาวิชาชีพ เพื่อจัดส่งบุคลากรมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสถานศึกษาสังกัด สอศ. ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทั้งนี้ในบางสาขาวิชา มีความต้องการให้ส่งวิทยากรของ สอศ. ไปสอนที่ราชอาณาจักรภูฏาน นับว่าโครงการดังกล่าวนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศต่อไป

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34211&Key=hotnews

ชี้เด็กเรียนอ่อนถ้าไม่ไหวจริงๆ ต้องซ้ำชั้น

23 กันยายน 2556

ศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี อดีตคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) มีแนวคิดจะทบทวนนโยบายตกซ้ำชั้น ว่า ที่ผ่านมา ศธ.กระจายอำนาจให้สถานศึกษาประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเด็กเอง โดย ศธ.กำหนดเพียงตัวชี้วัดที่จะใช้ประเมินเท่านั้น ส่วนเครื่องมือที่จะนำมาวัดเด็ก เช่น แบบการทดสอบ การทำโครงงาน เป็นต้น ให้สถานศึกษาไปกำหนดเอง หากโรงเรียนใดไม่มีความพร้อม หรือไม่สามารถออกแบบเครื่องมือวัดเด็กได้อย่างแท้จริง จะทำให้ผลการประเมินออกมาไม่มีคุณภาพ ขณะที่ผลการประเมินเด็กก็มีผลต่อการเลื่อนตำแหน่งของผู้บริหารโรงเรียนและครู ทำให้ไม่มีใครกล้าให้เด็กตก หรือถ้าตกก็ให้มาซ่อมพอเป็นพิธี สุดท้ายเด็กก็ไม่มีคุณภาพซึ่งส่งผลต่อการศึกษาขั้นสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่ ศธ.ควรต้องทำให้ คือ พยายามให้โรงเรียนทั้งหมดมีเครื่องมือในการวัดและประเมินผลเด็กที่มีคุณภาพเท่ากัน เพื่อวัดความรู้ ความสามารถของเด็กอย่างแท้จริง และหากเด็กตกก็ต้องมีการซ่อมเสริมอย่างจริงจัง เพื่อพัฒนาเด็ก แต่ถ้าซ่อมเสริมแล้วไม่ผ่านอีกจะต้องให้เรียนซ้ำชั้น

“ส่วนผลการประชุม World Economic Forum (WEF)- The Global Competitiveness Report 2012-2013 ที่จัดอันดับ การศึกษาไทยอยู่อันดับที่ 8 ของประเทศในกลุ่มอาเซียน ผมถือเป็นข่าวร้ายของวงการศึกษาไทย ประกอบกับผลการประเมินระดับนานาชาติและระดับชาติก่อนหน้านี้ก็ชี้ชัดว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนไทยตกต่ำ เด็กด้อยความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ดังนั้นคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องประเมินตนเองแล้วว่า เรากำลังทำอะไรกันอยู่และควรจะร่วมมือกันอย่างไร ซึ่งครูคือคนที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้การศึกษาไทยแข็งแกร่ง เพราะต้องเป็นผู้บริหารจัดการ เรียนรู้ เป็นพี่เลี้ยง พี่อำนวย เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ต้องติดตามพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กทั้งในและนอกห้องเรียน โดยเฉพาะต้องมีความทันสมัยมีความรู้สากล มีทักษะภาษาอังกฤษและเทคโนโลยี ขณะเดียวกันหลักสูตรก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ที่สำคัญรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาโดยสรรหาคนดีคนเก่งให้อยู่ได้นานและขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีเอกภาพ” ศ.ดร.ศิริชัย กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 24 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34210&Key=hotnews

รอ ‘จาตุรนต์’ ชี้ชะตาอาชีวะอำเภอ

23 กันยายน 2556

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวถึงผลการศึกษาวิจัยทิศทางการผลิตและพัฒนาการอาชีวศึกษาของ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งเบื้องต้นพบว่าผู้แทนสถานศึกษาอาชีวะทั้งรัฐและเอกชนในพื้นที่ ภาคตะวันออกและภาคเหนือ เห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิด 1 อำเภอ 1 อาชีวศึกษา ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กำลังรอผลสรุปทั้ง 4 ภูมิภาค รวมถึงข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการฯ เพื่อนำมาปรับปรุงแผนการทำงานในปีงบฯ 2557 และทบทวนการตั้งงบฯปี 2558

“นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ต้องการให้มีการประเมินการจัดการอาชีวศึกษา เพื่อให้เห็นจุดในการพัฒนาการอาชีวศึกษา และนำไปพัฒนาในเชิงลึก ซึ่งเท่าที่ ดูข้อเสนอแนะเบื้องต้นมีหลายประเด็นที่ผมเห็นด้วยว่าควรปรับปรุงและพัฒนา สำหรับการจัดตั้งอาชีวศึกษาอำเภอนั้น ไม่ได้ทำในทุกอำเภอ เพียงแต่ที่ผ่านมาพ่อแม่ผู้ปกครองอยากให้ลูกหลานเรียนอาชีวศึกษา แต่ไม่มีวิทยาลัยอยู่ในพื้นที่ ขณะที่เราก็อยากกระจายโอกาสให้เด็กได้เรียนสายอาชีวะเช่นเดียวกับการเรียน ม.ปลาย ที่เข้าถึงในทุกตำบล และจากการเปิดอาชีวะอำเภอในปีการศึกษา 2556 พบว่า บางแห่งมีเด็ก เข้าเรียนรวดเดียวถึง 200 คน และในปีการศึกษา 2557 ก็มี เป้าหมายที่จะจัดตั้งอีก 5-6 แห่ง แต่หากมีคำแนะนำมาเช่นนี้ก็คงจะต้องมีการทบทวน” ดร.ชัยพฤกษ์กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามถ้าไม่มีการจัดตั้งอาชีวะอำเภอ สอศ. ก็ต้องพัฒนาอาชีวศึกษาที่มีอยู่เพื่อรองรับเด็กจากอำเภอและตำบลต่าง ๆ เช่น ให้มีหอพัก มีทุนการศึกษา เป็นต้น.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 24 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34209&Key=hotnews

กพฐ.หวั่นหลงประเด็นมุ่งเพิ่มคะแนนโอเน็ต สอนแต่ความรู้แกนจนลืมทักษะอื่น

23 กันยายน 2556

ดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์ ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมบอร์ด กพฐ.นัดพิเศษ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้มีการพูดถึงการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ว่า เป็นเรื่องที่ดีที่มีการจัดทดสอบดังกล่าว เพราะถือเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติก็ได้สร้างเครื่องมือทดสอบจนครบทุกชั้นทุกระดับ โดยมีการทดลองและปรับปรุงทดสอบจนเรียกได้ว่าขณะนี้เรามีข้อสอบที่เป็นมาตรฐานแล้ว แต่สิ่งที่บอร์ด กพฐ.ต้องการทราบ คือ มีการนำผลการทดสอบนี้ไปสู่กระบวนการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อให้คุณภาพการเรียนรู้ของเด็กเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะเมื่อดูคะแนนโอเน็ตที่ออกมาซึ่งยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แต่เมื่อเจาะดูเป็นรายโรงเรียนหรือรายเขตก็พบว่าได้มีการนำผลคะแนนไปปรับปรุงกันบ้างแล้ว แม้ในภาพรวมจะยังไม่พัฒนาดีจนเป็นที่น่าพอใจก็ตาม แต่ก็ทำให้เห็นว่าได้มีการขับเคลื่อนไปแล้ว
“อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่น่าสนใจซึ่งเป็นข้อสังเกตหรือข้อมูลจากพื้นฐานที่เป็นข้อเท็จจริงจากฝ่ายปฏิบัติว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้คะแนนโอเน็ตไม่สูงหรือไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรนั้น มาจากความไม่เข้าใจในการทำข้อสอบหรือแม้แต่การฝนกระดาษคำตอบ ซึ่งแม้จะเป็นประเด็นปลีกย่อยที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง แต่ตนมองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องนำมาคิดเพื่อแก้ปัญหาด้วย” ดร.สุรัฐ กล่าวและว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ทำอย่างไรที่จะให้ผลการสอบมีผลสะท้อนไปสู่กระบวนการเรียนการสอนว่า ครูได้สอนด้วยวิธีที่ถูกต้อง และนักเรียนเรียนได้ผลตามที่ต้องการหรือไม่ เพราะผลการสอบไม่ว่าจะสูงหรือต่ำเพียงใดก็แทบจะไม่มีความหมายเลยถ้าไม่ได้ย้อนกลับไปปรับปรุงกระบวนการเรียน การสอน

ประธาน กพฐ.กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่ภาครัฐพยายามที่จะส่งเสริมหรือผลักดันเพื่อยกระดับคะแนนโอเน็ตให้สูงขึ้นนั้น ต้องถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสข่าวว่ามีการติวข้อสอบโอเน็ตกันแล้ว ซึ่งหากมองในแง่ดีก็เป็นการทำให้เด็กได้ความรู้มากขึ้น แต่สิ่งที่ห่วงใยคือ การเรียนไม่ใช่มีเฉพาะองค์ความรู้แกนกลางหรือความรู้ พื้น ๆ ทั่วไปเท่านั้น เพราะสิ่งที่เด็กยุคใหม่ต้องมี คือ ทัศนคติและทักษะในการทำงานเพื่อออกไปเผชิญกับสังคม ดังนั้นความกลมกลืนระหว่างความรู้กับทัศนคติและทักษะต่าง ๆ ต้องมีและต้องไปด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร อย่ามุ่งเน้นไปที่คะแนนโอเน็ตจนลืมเรื่องทักษะด้านอื่น ๆ รวมถึงเรื่องศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมืองที่จะต้องมีด้วย ดังนั้นจะต้องมีการเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาคุย เรื่องนี้กันบ้าง.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 24 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34208&Key=hotnews