kounchanok rujjanapan

นักวิชาการห่วงเด็กไทยใช้ ‘แทบเล็ต’ ผลการเรียนไม่ขยับ

19 กันยายน 2556

เสาวนีย์ นิ่มปานพยุงวงศ์
นักวิชาการยังคงมีความกังวลต่ออนาคตการศึกษาของเด็กไทย จากนโยบายการแจก “แทบเล็ต” ป.1 ทว่าผ่านมาหนึ่งปียังไม่เห็นพัฒนาที่ชัดเจน จึงถูกมองว่าอาจจะกลายเป็นดาบสองคม แทนที่เด็กจะเรียนรู้เพิ่มขึ้น กลับกลายเป็นถูกปลูกฝังให้เสพติดเทคโนโลยีมากเกินไป ไม่มีความเป็นจิตอาสา อยู่ในโลกส่วนตัวสูง แนะรัฐควรพัฒนาคุณภาพครู และรื้อระบบประเมินผลการศึกษาให้สอดคล้องกับผลการเรียนเด็ก

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินว่าขณะนี้อนาคตเด็กไทยมีความน่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะการมีความคิดแต่เรื่องของตัวเอง มีโลกส่วนตัวสูง ให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่าส่วนรวม และความเป็นจิตอาสาต่ำลงมาก สาเหตุมาจากพฤติกรรมในแต่ละวันมักจะอยู่กับเทคโนโลยีเครื่องมือสื่อสาร โทรศัพท์มือถือที่สามารถเข้าอินเทอร์เน็ตได้ หรือแม้แต่เครื่องแทบเล็ต จึงมีความกังวลว่าหากเด็กใช้เครื่องแทบเล็ตตั้งแต่เล็กๆ เด็กอาจจะติดเครื่องมือเหล่านี้ได้ โดยไม่สนใจคนรอบข้าง ทั้งนี้ เชื่อว่าในเจเนอเรชั่นต่อไปก็จะอยู่ในสังคมที่เรียกว่าสังคมเสมือน

“เชื่อว่าเด็กในเจเนอเรชั่นที่ใช้เครื่องแทบเล็ตตั้งแต่เริ่มต้นในวัยเรียนรู้ จะมีคุณภาพชีวิตในองค์รวมด้อยกว่ามาตรฐาน และเด็กจะไม่สนใจเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง แม้ว่าจะเป็นเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน เด็กเจเนอเรชั่นนี้กลับสามารถยอมรับได้ เพราะเห็นจากข่าวสารให้แต่ละวัน เช่น การทุจริตครูผู้ช่วย ทำให้เรื่องของการทุจริตมันซึมซับเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึก จนพวกเขายอมรับได้” นายสมพงษ์กล่าว

นอกจากนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงในสังคมไทย คือเด็กนักเรียนในปัจจุบันเรียนเยอะเกินไป ส่งผลให้เกิดการแข่งขันสูง ซึ่งไม่เพียงคิดแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น การแข่งขันของเด็กสมัยนี้ยังเน้นไปที่เรื่องปัจจัยภายนอกด้วย เช่น อยากสวยอยากเด่นเหมือนดารา หรืออยากมีของแบรนด์เนมใช้ แต่ไม่ค่อยได้คิดเรื่องของเป้าหมายในชีวิต และนี่คือคุณลักษณะแบบที่เรียกว่า เด็กไทยเกิดน้อยแถมด้อยคุณภาพ

นายสงพงษ์ เสนอว่าหากวันนี้ประเทศไทยยังไม่เร่งทำระบบการเรียนรู้ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ปฏิรูปการศึกษา ไม่ต้องรอถึงอนาคตก็จะเห็นว่า มีแต่เด็กที่อยู่ในเจเนอเรชั่นที่อ่อนแอต่อสังคม ขณะที่ในสังคมมีปัญหาหลายเรื่องทั้งเรื่องยาเสพติด เรื่องเพศ และเรื่องภัยแวดล้อมอันตราย หากยังไม่ทำอะไร เด็กเหล่านี้จะเป็นเด็กที่ตกยุคศตวรรษที่ 21 จะเข้าสู่ระบบการแข่งขันได้ลำบาก ออกไปสู่สังคมระดับชาติแทบไม่ได้ และการทำงานในอนาคต เด็กต่างชาติจะเข้ามาทดแทนเด็กไทย ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นเด็กไทยก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับใครได้

“การจัดอันดับของคุณภาพการศึกษาของ World Economic Forum หรือ WEF ซึ่งไทยอยู่อันดับสุดท้ายนั้นสะท้อนปัญหาการศึกษาไทยได้ชัดเจน และเชื่อว่าจากจุดนี้น่าจะเป็นจุดที่สะเทือนวงการศึกษาไทยว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากเป็นสิ่งที่สะท้อนคุณภาพของคนที่อยู่ในประเทศว่าจะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้หรือไม่” เรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของบ้านเมือง ถ้ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ เท่ากับกำลังทำร้ายประชาชน ทำร้ายสังคมและทำร้ายเด็กไทย ดังนั้น รัฐต้องเห็นความสำคัญเรื่องของการพัฒนาคน มากกว่าเรื่องข้าว เรื่องน้ำ และเรื่องยางพารา แต่ต้องมาคิดแล้วว่าทำอย่างไรจะปฏิรูปคน ให้คนที่อยู่ในประเทศ มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในศตวรรษที่ 21″ นายสมพงษ์กล่าว

ด้านนายศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัยจากสถานบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศหรือทีดีอาร์ไอ มองว่าเครื่องแทบเล็ต ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ แต่วิธีการใช้ต้องมีการเตรียมพร้อมมากพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องของซอฟต์แวร์ หรือเนื้อหาที่บรรจุลงในเครื่องแทบเล็ต เพราะเท่าที่ติดตามดูเนื้อหาในเครื่องแทบเล็ตของเด็ก ป.1 มองว่ายังไม่ถูกใช้งานได้จริง เพราะเป็นการเอาหนังสือมาทำให้อยู่ในแทบเล็ตมากกว่า แต่ยังไม่มีอะไรที่เป็นอินเตอร์แอคชั่น หากเทียบกับการใช้งานของต่างประเทศที่นำมาใช้กับเด็กเล็ก จะมีซอฟต์แวร์ที่กระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กมากกว่า ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

“หากถามว่าเหมาะสมไหมกับเด็ก 6-7 ปี จากการศึกษาการใช้งานแทบเล็ตในต่างประเทศของเด็กอายุ 6-7 ปีจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยหลังจากการใช้งาน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กับเด็กมัธยมขึ้นไป น่าจะมีประโยชน์มากกว่า ทั้งนี้ การจะใช้เครื่องแทบเล็ตมาส่งเสริมให้เกิดความรู้ต้องมีปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตมีความพร้อมหรือไม่ ซอฟต์แวร์และวิธีการสอนของครูไปด้วยกันได้หรือไม่ เพราะหากในเครื่องแทบเล็ตมีซอฟต์แวร์ที่ดีแต่ครูยังสอนเหมือนเดิมก็ไม่น่าจะเกิดประโยชน์ ” นายศุภณัฏฐ์กล่าว

นายศุภณัฏฐ์ เสนอว่าการใช้เครื่องแทบเล็ตให้เกิดประโยชน์ ต้องนำมาใช้ให้เหมาะกับวัยที่พร้อมจะเรียนรู้ และรัฐบาลควรที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ดียิ่งขึ้น เพราะอย่างไรเสียรัฐบาลก็เดินหน้าแจกแทบเล็ตไปแล้ว ก็ต้องมาคิดเรื่องของเนื้อหาว่าทำอย่างไรในแทบเล็ตจะมีซอฟต์แวร์ที่ดีขึ้นจากที่เด็กเรียนรู้ทางเดียวผ่านอี-บุ๊ค และ อี-เลิร์นนิ่งต่างๆ ให้เป็นอินเตอร์แอคชั่นให้มากขึ้น มีลูกเล่นที่ตอบสนองการเรียนรู้ของเด็กมากกว่าที่เป็นอยู่ และต้องพัฒนาครูให้พร้อมจะสอนทักษะการเรียนรู้ให้กับเด็กได้เข้าไปค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต และสอนให้เด็กวิเคราะห์ข้อมูล ให้รู้ว่าข้อมูลไหนเชื่อถือได้ ข้อมูลไหนเชื่อถือไม่ได้ เพราะส่วนนี้ถือเป็นการเรียนรู้อีกอย่างหนึ่ง

“ส่วนเรื่องการพัฒนาการศึกษา มองว่าที่ผ่านมามีการตั้งคำถามกับรัฐบาลไทยเพราะรัฐลงทุนกับการศึกษามาก ทั้งนโยบายแจกแทบเล็ต ทั้งให้ความสำคัญกับการขึ้นเงินเดือนให้กับครูแต่ทำไมผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษายังต่ำอยู่ ซึ่งล่าสุดเวทีเศรษฐกิจโลก รายงานขีดความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพการศึกษาก็จัดให้ไทยอยู่ดันดับ 8 ของอาเซียน ขณะที่ผลการสอบของ PISA ซึ่งเป็นคะแนนสอบนานาชาติไทยก็ยังอยู่ในอันดับรั้งท้ายตลอด จึงคิดว่าในส่วนนี้ต้องทบทวนว่าเหตุใดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยในภาพรวมยังไม่ดีขึ้นเลย” นายศุภณัฏฐ์ กล่าว
จุดบอดของการศึกษาไทยมี 4 เรื่องสำคัญคือ 1.หลักสูตรของไทยยังล้าสมัย 2.ชั่วโมงเรียนของเด็กมากเกินไป 3.ระบบการประเมินผลนักเรียนที่ล้มเหลว และ 4.การประเมินผลครูและโรงเรียน ไม่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน

“ต้องบอกว่าการประเมินผลการศึกษา ทั้งจากเด็ก ครูและโรงเรียน ควรเอาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กมาประเมิน ถ้าวันนี้เด็กยังมีผลการเรียนต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ครูและโรงเรียนถูกประเมินให้ผ่านและดีเยี่ยมการแก้ปัญหาก็ไม่เกิด คุณภาพการศึกษาของเด็กไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างแท้จริง” นายศุภณัฏฐ์ กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34176&Key=hotnews

“จาตุรนต์” สั่งรวมข้อมูลความต้องการครู โยงแต่งตั้งโยกย้าย

19 กันยายน 2556

“จาตุรนต์” สั่ง อ.ก.ค.ศ.รวมข้อมูลความต้องการครูภาพรวมทั่วประเทศ และเชื่อมโยงการแต่งตั้งโยกย้ายครูในพื้นที่กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อปฏิรูปการสอน อย่าพิจารณาการย้ายโดยดูแต่เพื่อสร้างความเป็นธรรมหรือแค่แก้ปัญหาระบบเส้นสาย โดยหลงลืมเรื่องคุณภาพ

วานนี้ (18 ก.ย.) ที่โรงแรมคุ้มภูคำ จ.เชียงใหม่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวระหว่างมอบนโยบายต่อที่ประชุมสัมมนาคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางกาศึกษา(อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษา ภาคเหนือ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)มีใจความสำคัญตอนหนึ่ง ว่า ที่ผ่านมาการบริหารงานบุคคลของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ให้ความสำคัญกับการแต่งตั้งโยกย้ายเท่านั้น แต่เป้าหมายสำคัญของการดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ใช่เพื่อความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ควรเชื่อมโยงการแต่งตั้งโยกย้ายให้สอดรับกับการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการปฏิรูปการเรียนการสอนให้มากขึ้น เพราะฉะนั้น อ.ก.ค.ก.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาต้องมีฐานข้อมูลผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนในเขตพื้นที่ฯ และมีข้อมูลการขาดแคลนครูเพื่อใช้ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะความเป็นธรรมและการแก้ปัญหาระบบเส้นสายในการโยกย้ายแต่งตั้งเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพการศึกษาด้วย ที่สำคัญการแต่งตั้งโยกย้ายบรรจุครู ต้องดูภาพรวมความขาดแคลนครูด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการแต่งตั้งโยกย้ายครูในพื้นที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จะพิจารณาไปตามความเห็นและความจำเป็นของแต่ละเขตพื้นที่ ขาดการดูแลในภาพรวมของประเทศ เช่น กรณีครูสอนภาษาฝรั่งเศสที่เหลือ 200 กว่าคนทั่วประเทศ หากประเทศไทยมีความต้องการครูในส่วนนี้มากขึ้นก็จะเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไร หากปล่อยให้ อ.ก.ค.ศ.เขตฯยังแต่งตั้งตามความพอใจแบบในปัจุบัน ทั้งนี้อยากให้ ก.ค.ศ.ไปคิดวิธีการและหลักเกณฑ์ โดยอาจจะต้องจัดทำข้อมูลความต้องการภาพรวมทั่วประเทศ เช่น หากต้องการให้บรรจุครูไอซีที 2,000 คนก็ให้แจ้งไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯให้บรรจุแต่งตั้งครูตามความต้องการ

“จะมอบให้ ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์ว่าจะประเมินการทำงานของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯได้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยมีการประเมินว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯว่าทำงานดีหรือไม่ดีอย่างไร เมื่อมีหลักเกณฑ์การประเมินแล้วจะทำให้ทราบผลการทำงานของแต่ละ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ทั่วประเทศ และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯเองก็จะต้องรับผิดชอบต่อสังคมและผลประเมินที่ออกมา”  รมว.ศึกษาธิการ กล่าว  และว่าในส่วนของการประเมินวิทยฐานะก็อยากให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนด้วย ที่ผ่านมาได้รับข้อมูลว่ามีผู้อำนวยการโรงเรียนหลายแห่งผ่านการประเมินวิทยฐานะที่สูง มีความก้าวหน้าในวิชาชีพแต่ผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนตัวเองกลับต่ำ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34174&Key=hotnews

 

รมว.ศธ.รับเรื่องหลอกเรียนไต้หวัน แจงต้องให้ฝ่ายข้าราชการประสาน

19 กันยายน 2556

เมื่อวันที่ 18 กันยายน นายจาตุรนต์ ฉายเสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ทราบเรื่องที่เด็กจำนวน 230 คน ในพื้นที่ภาคเหนือหลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากกงสุลไต้หวันปฏิเสธการออกวีซ่าให้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี 4 ปีฟรี ผ่านการสนับสนุนของมูลนิธิการศึกษาและมหาวิทยาลัยไต้หวันแล้ว โดยผู้อำนวยการ (ผอ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 34 (เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน) ได้รายงานเรื่องดังกล่าวมาแล้ว และได้สั่งการให้เร่งประสานไปยังมหาวิทยาลัย หรือตัวแทนไต้หวัน ซึ่งน่าจะเป็นกงสุล เพื่อช่วยตรวจสอบเป็นการเร่งด่วน เพราะทราบว่าไม่เพียงเชียงใหม่ แต่ยังมีอีกหลายจังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศติดต่อมาเอง และมีตัวแทนประสานรับเด็กไปเรียน

“ได้ให้ผู้ตรวจการกระทรวงศึกษาธิการและ ผอ.สพม.เขต 34 ช่วยประมวลข้อมูลทั้งหมดรายงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นได้อีก ในฐานะรัฐมนตรีไม่สามารถไปดำเนินการได้ด้วยตนเอง เพราะเป็นเรื่องระดับประเทศ จึงให้ฝ่ายข้าราชการเป็นผู้ประสานและดำเนินการแก้ไข” นายจาตุรนต์กล่าว
ในส่วนของฝ่ายผู้ปกครองและเด็กกว่า 230 คน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา กำแพงเพชร และเชียงราย ซึ่งสูญเสียโอกาสทางการศึกษาหลังสมัครรับทุนการศึกษาต่อที่ไต้หวันกับมูลนิธิการศึกษาและมหาวิทยาลัยของไต้หวัน โดยเสียค่าเครื่องบินไปแล้วคนละ 40,000 บาท เดินหน้าฟ้อง สพม.เขต 34 ต่อศาลปกครอง ศูนย์ดำรงธรรม และดีเอสไอ เชียงใหม่ เพื่อหาทางช่วยเหลือตามขั้นตอนและกระบวนการกฎหมายแล้ว

Source – มติชนออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34173&Key=hotnews

 

นักวิชาการชี้รายงานการศึกษาไทยรั้งท้ายคลาดเคลื่อน

19 กันยายน 2556

นักวิชาการชี้ รายงานของ WEF และข่าวการจัดอันดับการศึกษาประเทศไทยรั้งท้ายในอาเซียน เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสับสน…

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 56 มีรายงานจาก ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา กระทรวงวัฒนธรรม ถึงข่าวการจัดอันดับการศึกษาประเทศไทยรั้งท้ายในอาเซียน โดยระบุว่า “หลังจากใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการศึกษาผลการจัดอันดับการศึกษาประเทศไทย โดยรายงานของเวทีเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) และข้อมูลที่ค้นพบในกระแสข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมไทย ทำให้เกิดประเด็นขึ้นในความคิดว่า การศึกษาของประเทศไทย น่าจะถูกจัดอันดับรั้งท้ายของอาเซียนจริง ๆ เพราะยังไม่เจอนักวิชาการคนไทย ระดมความคิดรวบรวมข้อมูลวิพากษ์วิจารณ์รายงานของ WEF อย่างจริงจัง ในเชิงวิธีการศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล และเมื่ออ่านต้นฉบับของรายงาน WEF ฉบับเต็มที่ http://www.weforum.org/reports/global-competitiveness-report-2013-2014 พบว่า มีประเด็นที่น่าพิจารณาเบื้องต้น ดังนี้

ประการแรก ประเทศไทยถูกจัดอันดับโดย WEF ได้ที่ 37 จาก 148 อันดับของโลกในตัวชี้วัดการแข่งขันโดยภาพรวม และเป็นอันดับที่ 3 ของกลุ่มประเทศในอาเซียน รองจาก สิงคโปร์ และมาเลเซีย ดูอ้างอิงต้นฉบับได้ที่ http://www3.weforum.org/docs/GCR2013-14/GCR_Rankings_2013-14.pdf แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ดีเลยทีเดียว

ประการที่สอง รายงานด้านการศึกษาของประเทศไทย 5 ตัวชี้วัดจากทั้งหมด 8 ตัวชี้วัด อยู่ในอันดับที่ค่อนข้างดี ไม่ได้เลวร้ายเหมือนในข่าวที่แพร่สะพัดออกมา โดยหมวดด้านการศึกษา อยู่ในอันดับที่ดีที่สุด คือ ด้านการฝึกอบรม ที่ถามคนตอบแบบสอบถามในประเทศไทย ถึงการลงทุนด้านการฝึกอบรมบุคลากร และประเทศไทยได้อยู่ในอันดับที่ 50 ของโลกจาก 148 อันดับทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณารายละเอียดของแต่ละตัวชี้วัดด้านการศึกษาในกลุ่มประเทศของอาเซียน จะพบว่า การศึกษาของประเทศไทยในรายงานการศึกษาของ WEF ก็ไม่น่าจะทำให้ประชาชนคนไทยรู้สึกแย่เท่าไหร่นัก

ผลการจัดอันดับที่มีปัญหาที่วิพากษ์วิจารณ์กัน คือ การไปหยิบยกเพียงตัวชี้วัดเดียว ขึ้นมาสรุปภาพรวมของการศึกษาของประเทศทั้งหมด ซึ่งไม่ถูกต้อง และข้อมูลที่ได้จากตัวชี้วัดนั้นมาจากความคิดเห็นของผู้ตอบ

แบบสอบถามที่อ้างว่า เป็นผู้นำด้านธุรกิจของประเทศ แต่เมื่อไปอ่านรายละเอียดของรายงานฉบับเดียวกันของ WEF กลับระบุชัดเจนว่า คนที่แสดงความคิดเห็นเป็นเพียงกลุ่มคนที่มีศักยภาพทางธุรกิจ (Potential) ไม่ใช่ผู้นำด้านธุรกิจที่แท้จริง และคำถามที่ค้นพบในปี 2008 ถามทำนองว่า คุณคิดว่า ระบบการศึกษาของประเทศคุณ ได้บรรลุความต้องการต่าง ๆ ของเศรษฐกิจที่แข่งขัน มากน้อยเพียงไร 1 คือไม่บรรลุความต้องการ และ 7 คือบรรลุความต้องการ ซึ่งการตั้งคำถามแบบนี้มีปัญหาถกเถียงกันได้อย่างกว้างขวาง เนื่องจากคนตอบคนหนึ่งอาจจะนิยามถ้อยคำต่าง ๆ ในข้อคำถามแตกต่างกันได้ เช่น คำว่าระบบการศึกษาของคนหนึ่ง อาจแตกต่างไปจากสิ่งที่อีกคนหนึ่งคิดถึงระบบการศึกษา และคำว่า เศรษฐกิจเชิงแข่งขันอาจถูกให้ความหมายแตกต่างกันได้เช่นกัน

ประการที่สาม ในรายงานของ WEF มีส่วนของระเบียบวิธีวิจัยที่ต้องพิจารณาสำคัญ ๆ ได้แก่ กลุ่มคนที่แสดงความคิดเห็นที่ WEF ระบุไว้ในหน้าที่ 6 เป็นผู้นำทางธุรกิจ (Business Leaders) แต่ในหน้า 85 ระบุว่าคนตอบแบบสอบถามเป็นเพียงกลุ่มคนที่มีศักยภาพ (Potential) และถูกสุ่มมาตอบแบบสอบถามจำนวน 86 คนจากบริษัทต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดย WEF ระบุว่ากลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามมีความเป็นตัวแทน (Representative) ของประชากรทั้งประเทศซึ่งในทางวิชาการถ้าทำได้เช่นนั้นก็จำเป็นต้องระบุค่าความคลาดเคลื่อน (Sampling Error) แต่ไม่ปรากฏในผลการศึกษาฉบับเต็มที่เผยแพร่

กล่าวโดยสรุป รายงานของ WEF ที่จัดอันดับประเทศไทยในกลุ่ม 148 อันดับทั่วโลกครั้งนี้ ทำให้เกิดข้อเสนอแนะ ดังนี้
1) ผู้ใหญ่ในสังคม นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป น่าจะศึกษาข้อมูลจากรายงานต้นฉบับก่อนนำข้อมูลผลการศึกษาใด ๆ มาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารและลดความสับสนในหมู่ประชาชน

2) หน่วยงานที่ทำวิจัยเป็นเครือข่ายของ WEF ในประเทศไทยควรมีตัวแทนออกมาให้ข้อมูลความเป็นจริงที่เกี่ยวข้องแทนการปล่อยให้ผู้อื่นที่ไม่ทราบความเป็นจริงของการศึกษามาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง
3) WEF น่าจะพิจารณาปรับปรุงระเบียบวิธีวิจัยและหลีกเลี่ยงการเขียนผลการศึกษาที่เกิดขอบเขตของข้อมูลที่ค้นพบโดยหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่นำไปสู่การสื่อสารสร้างภาพลบต่อประเทศไทยเพราะ WEF ระบุไว้ในหน้า 35 ที่อาจถูกแปลได้ว่า สำหรับประเทศไทย การลงทะเบียนเรียน (Enrollment) และคุณภาพของอุดมศึกษาอยู่ในระดับที่ต่ำผิดปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลการศึกษาในหน้า365 ระบุไว้ว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับค่อนข้างดีเลยทีเดียวได้อันดับที่ 55 จาก 148 อันดับของโลกและอยู่ในอันดับที่ 2 ของอาเซียน ส่วนเรื่องของคุณภาพระบบการศึกษาก็มาจากความคิดเห็นของคนตอบแบบสอบถามเพียง 86 คน ดังนั้น ข้อเสนอแนะสำหรับการศึกษาในอนาคตน่าจะพิจารณาคุณภาพการศึกษาของประเทศต่าง ๆ จากความเป็นจริงแหล่งอื่น ๆ มากกว่าเพียงความรู้สึกความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว เช่น เด็กนักเรียนไทยที่ชนะเหรียญทองโอลิมปิกทางวิชาการด้านต่าง ๆ และจำนวนนักศึกษาไทยในต่างประเทศที่มีความสามารถศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก อันเป็นผลมาจากระบบการศึกษาในท้องถิ่นของประเทศไทย”.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34172&Key=hotnews

 

นักศึกษาครูเตรียมรวมพลค้านนโยบายปลดล็อกตั๋วครู

18 กันยายน 2556

นิสิตครู มศว ค้านนโยบายปลดล็อกตั๋วครู ย้ำไม่ใช่ใครก็มาเป็นครูได้ เตรียมประสานสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาวิชาชีพครูภาคกลาง รวมพลเข้าพบรมว.ศึกษาธิการ 25 ก.ย.เพื่อยื่นหนังสือแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบาย

นายกฤษณ์ คงเปีย นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ ในฐานะประธานสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว ) กล่าวถึงกรณีที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายปลดล็อคใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาวิชาต่างๆที่ไม่จบสายครูได้มีโอกาสเข้ามาเป็นครู เพื่อเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนครูเฉพาะทางว่า นิสิตครู มศว ต้องการให้รมว.ศึกษาธิการ ยกเลิกนโยบายดังกล่าว เพราะสร้างความไม่ยุติธรรมให้แก่นิสิตนักศึกษาที่เรียนวิชาชีพครู อีกทั้งการเรียนครูไม่ใช่เรียนเพื่อมาสอนให้เด็กเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสอนให้เด็กรู้จักคิด สอนให้เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม อยู่ร่วมในสังคมกับผู้อื่นได้ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่สร้างคนไม่ใช่สร้างตึก สร้างอาคาร ดังนั้นไม่ใช่ว่าใครก็จะมาเป็นครูได้

นายกฤษณ์ กล่าวต่อไป การแก้ปัญหาเรื่องของครูนั้นตนไม่อยากให้นักการเมืองเข้ามาวุ่นวาย เพราะพอมีรมว.ศึกษาธิการคนใหม่นโยบายก็จะเปลี่ยนแปลงไป แถมนโยบายที่เปลี่ยนไปก็ไม่ได้มาจากผู้ที่อยู่ในวงการศึกษา และทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา ดังนั้นภายในสัปดาห์นี้จะมีการรวบรวมรายชื่อกลุ่มนิสิตครู มศว เพื่อเสนอไปยัง ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(ส.ค.ศ.ท.) เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายดังกล่าว รวมถึงจะมีการประสานไปยังกลุ่มสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาวิชาชีพครูในกลุ่มภาคกลาง อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ฯลฯ เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและจุดยืนของนิสิตครูทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจะทำหนังสือขอเข้าพบรมว.ศึกษาธิการในวันที่ 25 ก.ย.ต่อไป

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34152&Key=hotnews

กศน.เตรียมสอน ปวช.กลุ่มเป้าหมายนอกระบบ

18 กันยายน 2556

กศน.เตรียมเปิดสอนหลักสูตร ปวช. สำหรับกลุ่มเป้าหมายนอกระบบ ย้ำผู้เรียนต้องมีงานทำและสมัครเข้าเรียนในสาขาที่ประกอบอาชีพอยู่แล้วเท่านั้น

นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงานกศน.) กล่าวในการประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์จัดการศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2556 สำหรับกลุ่มเป้าหมายพิเศษ วานนี้ (17ก.ย.)ว่า หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2556 เป็นหลักสูตรที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)พัฒนาขึ้นใหม่ เป็นหลักสูตรสมรรถนะที่เน้นความรู้ ความสามารถ และทักษะที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติได้ตามมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษา ระดับ ปวช. ซึ่งสำนักงาน กศน. ได้ขออนุญาตใช้หลักสูตรดังกล่าวจาก สอศ. แล้ว และได้จัดทำหลักเกณฑ์การจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวิธีการเรียนของ กศน.

นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า หลักเกณฑ์ที่กศน.จัดทำมีสาระสำคัญ ประกอบด้วย ผู้เรียนต้องจบมัธยมต้น หรือเทียบเท่า ต้องมีงานทำและเรียนในสาขาที่ประกอบอาชีพอยู่, สถานศึกษาเปิดสอนในสาขาที่ผู้เรียนประกอบอาชีพ, มีครู ปวช. หรือผู้สอนที่สำเร็จการศึกษาหรือมีความรู้ความสามารถตรงตามสาขาวิชาที่เปิดสอน, การเรียนการสอนต้องประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาของ สอศ.และหรือสถานประกอบการ เพื่อจัดการเรียนการสอนในวิชาที่ต้องใช้เทคโนโลยี การฝึกงาน หรือเพื่อการประเมินความรู้และประสบการณ์,การเรียนในแต่ละวิชาใช้วิธีเรียน กศน. โดยผู้เรียนต้องมีการพบกลุ่มไม่น้อยกว่า 14 ชั่วโมงต่อสัปดาห์,มีการประเมินความรู้และประสบการณ์ และสุดท้ายการจบหลักสูตรผู้เรียนต้องสอบผ่านการประเมินมาตรฐานวิชาชีพซึ่งเพิ่มเติมจากหลักสูตรเดิม

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34151&Key=hotnews

ม็อบครูสลาย! รมต.ศธ.รับข้อเรียกร้องค่าจ้าง

18 กันยายน 2556

ม็อบครูอัตราจ้างเรียกร้องรัฐบาลปรับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท จี้ พท.ทำตามสัญญาตอนหาเสียง ล่าสุดยอมสลาย หลัง รมต.ศธ.รับข้อเสนอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครูอัตราจ้างกว่า 800 คน จากทั่วประเทศ นำโดยนายวิชญ์พงศ์ พุ่มบุญภาศย์ ประธานสมาพันธ์ เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย และเครือข่ายลูกจ้างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เดินทางมาชุมนุมบริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เรียกร้องขอความเป็นธรรมและให้นายกรัฐมนตรีปรับเงินเดือน วิทยฐานะเป็น 15,000 บาท ตามนโยบายที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้ง รวมทั้งให้ต่อสัญญาจ้างจากปีต่อปี เป็น 4 ปี และต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุเป็นพนักงานราชการ

แถลงการณ์ของม็อบครู ระบุว่า ตามที่ลูกจ้างสพฐ.ได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรม เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ และค่าตอบแทนที่ควรได้รับ ตามนโยบายรัฐบาลเป็นระยะเวลา กว่า 2 ปี ถึงแม้สพฐ.จะมีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 รองรับก็ไม่อาจเบิกจ่ายได้ เนื่องจากลูกจ้างชั่วคราวในสังกัดจ้างด้วยงบดำเนินงาน แต่มติครม.อนุมัติหลักการให้ปรับค่าตอบแทนตามนโยบายรัฐบาล เฉพาะลูกจ้างชั่วคราวที่จ้างจากงบบุคลากรเท่านั้น

ยังระบุด้วยว่า การเรียกร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าวไม่มีความคืบหน้า ทำให้ลูกจ้าง สพฐ.ได้รับความเดือดร้อน จึงขอเรียกร้องนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการเสนอครม.เป็นการด่วน ตามข้อเรียกร้องคือ 1. ให้นายกรัฐมนตรีเสนอครม.เรื่องเงินเพิ่มค่าครองชีพ ตามนโยบายของรัฐบาล วุฒิปริญญาตรี 15,000 บาท และวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อขอทบทวนหลักการเพื่อปรับอัตราค่าจ้าง สำหรับลูกจ้างรายเดือน นักการ ภารโรงและบุคลากรอื่นของสพฐ. 2.ให้นายกรัฐมนตรีบัญชาการให้คณะกรรมการบริหาร บริหารอัตรากำลังคนภาครัฐและเลขาธิการกพ. ทบทวนการปรับอัตราสถานภาพลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียน 3. รัฐบาลต้องไม่ดำเนินคดีกับผู้เข้าร่วมชุมนุม เพราะเป็นไปโดยสันติวิธี และ 4.หากผลมติไม่ชัดเจนก็พร้อมที่จะยกระดับการชุมนุม จนกว่าครม.จะมีข้อยุติออกมาภายในเดือน ก.ย.นี้

ต่อมา ครูอัตราจ้างได้ส่งตัวแทน 12 คนเข้าพบ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนายสุภรณ์ อัตถาวงค์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อรับฟังคำชี้แจงและยื่นหนังสือดังกล่าว ซึ่งตัวแทนครูฯได้พยายามสอบถามว่า จะนำเรื่องเข้าครม.ได้เมื่อไหร่ จะมีผลบังคับใช้ได้เมื่อไหร่ เพราะเรื่องนี้รอมานานแล้ว รายรับไม่พอกับรายจ่าย และคาดหวังอยากให้เข้าครม.สัปดาห์หน้า อยากให้มีการปลดล๊อกเงินเพิ่มนี้ ที่ผ่านมาใน 2 ปีเคยเรียกร้องมา 4 รัฐมนตรีแล้วก็ขอร้องว่า อย่าเพิ่งเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีศึกษาธิการเสียก่อน จากนี้ไปถ้าไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ก็จะมาชุมนุมทวงถามอีกครั้ง

นายจาตุรนต์ ชี้แจงว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการให้อยู่ และไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งมั่นใจว่าเร็วๆนี้ จะได้รับการอนุมัติ พร้อมโชว์เอกสารหลักฐานการประชุมครม.ว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมนำเข้าครม.ในเดือนต.ต. แต่ขึ้นอยู่กับที่ประชุมด้วย ไม่สามารถกำหนดด้วยตัวเองได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนครูอัตราจ้างได้บอกกับนายจาตุรนต์ว่า พอใจที่นายจาตุรนต์รับเรื่องไว้ และจะไปชี้แจงกับผู้ชุมนุมที่ปักหลักรออยู่บริเวณประตู 5 ต่อไป

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34150&Key=hotnews

นายกฯ ปู สั่ง ศธ.จับมือสภาพัฒน์ แก้ปัญหาจัดอันดับไทยตกต่ำ

18 กันยายน 2556

นายกฯปู ห่วง! จัดอันดับประเทศไทยตกต่ำ สั่ง ศธ.ร่วม สภาพัฒน์หาทางแก้ปัญหา พร้อมสั่งดูแลปัญหาการจัดการศึกษาทางเลือก ขณะที่ ครม.เห็นชอบร่าง ยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพสตรีในสถานศึกษา

วานนี้ (17 ก.ย.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบตามที่ ศธ. เสนอร่าง ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพสตรีในสถานศึกษา (พ.ศ.2556-2559) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำหลักการ กลยุทธ์ของยุทธศาสตร์ฯดังกล่าวไปดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาสตรีไทยให้มีสุขภาพดี มีความรอบรู้ ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้นำนโยบายด้านการพัฒนาสตรี ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลมาเป็นหลักในการจัดทำ รวมทั้งนำหลักการ แนวคิดของแผนพัฒนาสตรีในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่11 (พ.ศ.2555-2559) และนโยบายในการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีมาบูรณาการและกำหนดแนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์การดำเนินงานพัฒนาศักยภาพเยาวชนสตรีใน 3 ส่วนคือ การพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ การพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพเชิงเศรษฐกิจ และการสร้างภูมิคุ้มกันครอบครัวและตนเอง

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ ศธ. ไปดูปัญหาเรื่องการศึกษาทางเลือก ว่าในทางปฏิบัตินั้น ศธ.ได้ให้บริการทางการศึกษาเป็นไปตามมาตรา 49 วรรค 3 กำหนดให้ การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และพ.ศ.2550 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยหรือไม่ ขณะเดียวกัน ยังเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา มาตรา 12 กำหนดให้ นอกเหนือจากรัฐ เอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสังคมอื่น มีสิทธิมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วย จึงขอให้ ศธ.ไปดู

“ที่ผ่านมาในส่วนของ ศธ.นั้นได้ดำเนินการออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 5 ฉบับ แต่จะไปดูเพิ่มเติมว่ามีอะไรบ้างที่จะต้องดำเนินการหรือเร่งดำเนินการซึ่งจะเชิญสมาคมสภาการศึกษาทางเลือก มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งนอกจากประเด็นนี้ นายกฯ ยังมีความห่วงใยกรณีที่ผลการจัดอันดับทางด้านการศึกษาของประเทศไทยตกต่ำลงเรื่อย ๆ โดยขอให้ศธ. เร่งแก้ปัญหาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ซึ่งในวันที่ 22 ก.ย.นี้ ศธ. จะจัดเสวนาระดมความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษาจากหน่วยงานภายนอก ทั้งองค์กรเอกชน และผู้สนใจโดยจะเชิญสภาพัฒน์ เข้าร่วมเสวนาเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันด้วย”นายจาตุรนต์ กล่าว

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34149&Key=hotnews

 

สกอ.ลงนามร่วมมือ 7 สถาบันพัฒนาภาษาอาเซียนให้นักเรียนและครู

18 กันยายน 2556

สกอ. ลงนามความร่วมมือ 7 สถาบันอุดมศึกษา พัฒนาทักษะภาษาให้แก่ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ครูและคณาจารย์ โดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ และทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อสนองความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

วานนี้ (17 ก.ย.) รศ.ดร.ชวนี ทองโรจน์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เปิดเผยว่า สกอ. ตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนานักเรียน นิสิต นักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาให้มีศักยภาพ ขีดความสามารถที่จะไปแข่งขันได้ และตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในประชาคมอาเซียน ดังนั้นเมื่อเร็ว ๆนี้ สกอ.จึงได้ทำความตกลงความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา 7 แห่ง ในการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาอาเซียนให้แก่นักเรียน นิสิตนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา โดยเบื้องต้นมหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.)จะพัฒนาทักษะภาษาลาว มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(มอ.)พัฒนาทักษะภาษาเวียดนาม มหาวิทยาลัยนเรศวร(มน.)พัฒนาทักษะภาษาเมียนมา มหาวิทยาลัย

มหาสารคาม (มมส.) พัฒนาทักษะภาษาเขมร มหาวิทยาลัยอิสลามยะลาพัฒนาทักษะภาษามลายู มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง(มฟล.) พัฒนาทักษะภาษาจีน และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ

“ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยหลายแห่งได้เข้าไปช่วยเตรียมความพร้อมทางด้านภาษาอาเซียนให้แก่นักเรียน และครู ดังนั้นความร่วมมือกันนี้จะสอดคล้องกับเป้าหมายที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2558 โดยกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ครูและคณาจารย์ เกิดความตระหนักในการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และพัฒนาศักยภาพของตนเอง โดยเฉพาะด้านภาษาต่างประเทศ และทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกต่อไป” รศ.ดร.ชวนี กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34148&Key=hotnews

 

ชวนผู้บริหารเร่งทำวิทยฐานะ

17 กันยายน 2556

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต(มสด.) ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้มีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และเชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับการพัฒนาเพิ่มพูนสมรรถนะในการปฏิบัติงานในหน้าที่และสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบและวางแผนพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานวิทยฐานะนั้น ตนเห็นว่า เรื่องนี้มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องเร่งพัฒนาตนเองให้มีวิทยฐานะเป็นที่ยอมรับในสังคม โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ มีการพูดถึงเรื่องการจัดอันดับการศึกษาของประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 8 แพ้ทั้งกัมพูชาและเวียดนาม จึงอยากให้ผู้บริหารสถานศึกษาใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง และนำความรู้ไปบูรณาการเพื่อบริหารจัดการศึกษาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น

“วิทยฐานะของผู้บริหารสถานศึกษามีคุณค่ามากกว่าเงินค่าตอบแทนที่ได้รับ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับสถานะทางสังคมว่าอยู่ในระดับใด จึงอยากให้ผู้บริหารสถานศึกษาเห็นความสำคัญและเร่งทำวิทยฐานะ เพื่อฟื้นฟูความสามารถของตนเองและนำศักยภาพไปใช้ในการบริหารจัดการศึกษาและพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และผู้บริหารที่ได้รับวิทยฐานะแล้วก็ควรนำความสามารถของตนเองออกมา ใช้เพื่อบริหารจัดการสถานศึกษาและพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหากทำได้เชื่อว่า จะส่งผลให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้นได้แน่นอน” รศ.ดร.สุขุม กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34136&Key=hotnews