kounchanok rujjanapan

มทร.ธัญบุรีปูทางออกนอกระบบ

17 กันยายน 2556

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ในปี 2559 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้กำหนดให้ มทร.ธัญบุรี ก้าวไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นนโยบายหนึ่งที่สภามหาวิทยาลัยได้เร่งผลักดัน และที่ผ่านมามหาวิทยาลัยก็ได้มีการดำเนินการเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 มหาวิทยาลัยได้เตรียมความพร้อมด้วยการสร้างความเข้าใจแก่บุคลากรภายในให้ทราบว่า มทร.ธัญบุรี กำลังจะเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ ระดับที่ 2 มหาวิทยาลัยเตรียมจะมอบอำนาจให้คณะต่าง ๆ มากขึ้น รวมทั้งการปรับกฎระเบียบมุ่งเน้นให้อาจารย์สามารถรับงานภายนอกเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่เพียงแค่สอนอย่างเดียว ซึ่งขณะนี้เราได้พยายามปรับโครงสร้างการบริหาร เพื่อเอื้อให้ทุกคณะสามารถบริหารการจัดการรายได้ได้เอง ส่วนระดับที่ 3 เมื่ออาจารย์มีความพร้อม มีศักยภาพ กฎระเบียบก็ เอื้ออำนวย ถึงวันนั้นจริง ๆ การออกนอกระบบจะกลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนสามารถก้าวไปพร้อม ๆ กันได้

“ในทัศนคติของผม คิดว่าการออกนอกระบบของ มทร.ธัญบุรี จะไม่ได้ทำแค่เรื่องการจัดการศึกษาอย่างเดียว แต่อาจจะมีการจัดตั้งอุตสาหกรรมขนาดเล็กขึ้นในมหาวิทยาลัย เพื่อหารายได้เข้าสู่สถาบันด้วย โดยรูปแบบของมหาวิทยาลัยจะทำทุกอย่างที่ภาคอุตสาหกรรม ประชาชน และรัฐต้องการ หรือพูดง่าย ๆ คือ ใครมีความต้องการอะไรมหาวิทยาลัยจะสนองเพื่อบริการวิชาการและหารายได้ไปพร้อม ๆ กัน” รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34135&Key=hotnews

ธุรกิจกวดวิชาพากันรวย! ศธ.แจ้งสรรพากรเก็บภาษีโรงเรียนเถื่อน – “รีด” ค่าเรียนแพงเวอร์ (ตอนที่ 2)

17 กันยายน 2556

ธุรกิจกวดวิชาพากันรวย ตอนที่ 2 จะเป็นภาพสะท้อนระบบการศึกษาไทยและอนาคตธุรกิจกวดวิชาได้เป็นอย่างดี โดย นายธีระพันธ์ พุทธิสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้กำกับ ดูแล โรงเรียนกวดวิชา เปิดใจกับทีม Special Scoop ยอมรับว่าการกวดวิชามีทั้งข้อดี-เสีย แต่ยังเป็นธุรกิจที่จำเป็นโดยเฉพาะกวดวิชาแบบ on demand-ออนไลน์ จะได้รับความนิยมมากขึ้น เตรียมแจ้งสรรพากรเก็บภาษีสถานกวดวิชาเถื่อนทั่วประเทศ แจงพวก “รีด” ค่าเรียนแพงๆ แนะผู้ปกครองแจ้ง สช.จัดการ

กฎใหม่คุมเข้มสถานกวดวิชาเกิดใหม่
การจัดตั้งโรงเรียนกวดวิชา เราจะมีระเบียบกำหนดมาตรฐานของครูผู้สอน และกำหนดในเรื่องของขนาดห้อง ความจุ วิธีการสอน มีการสอนสด สอนผ่านทีวี และสอนโดยผ่านคอมพิวเตอร์ และจะมีวิธีกำหนดรอบ ซึ่งเรามีฐานความคิดเรื่องค่าธรรมเนียมการศึกษา มีสูตรที่เป็นอัตราในการคิดว่ามีการคิดค่าใช้จ่ายอย่างไร บวกผลตอบแทนเท่าไร ซึ่งเราล้อตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ที่มีข้อกำหนดไว้ว่า ในมาตรา 32 ให้ค่าตอบแทนเป็นไปตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดซึ่งเป็นในระบบ เราก็เลยเอามาล้อกับนอกระบบว่าให้บวกผลตอบแทนจากต้นทุนได้ไม่เกิน 20% จากฐานวิธีคิดได้แก่ เขาคิดค่าเช่าเท่าไร ค่าอุปกรณ์เท่าไร ซึ่งเราใช้วิธีคิดตามระบบบัญชีทั่วไปคือมีค่าเสื่อมบวกค่าลงทุน และเอามาเฉลี่ยหารด้วยจำนวนนักเรียน และเมื่อคิดเป็นค่าเฉลี่ยต้นทุนแล้ว ก็มาคิดค่าบริการที่เมื่อคิดต่อหัวแล้วไม่เกิน 20% ของต้นทุน

อย่างไรก็ดี ตามกฎกระทรวงใหม่คือกฎกระทรวงว่าด้วยการขอรับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ พ.ศ. 2555 ระบุว่าอาคารที่จะมาใช้เปิดเป็นโรงเรียนกวดวิชานั้นต้องเป็นอาคารวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ ดังนั้นใครมีอาคารที่อยู่อาศัยแต่จะเปิดเป็นโรงเรียนกวดวิชานั้น ไม่สามารถทำได้แล้ว จะต้องเป็นอาคารที่เปิดโดยวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาด้วย แต่อาคารที่ขอเปิดเพื่อทำที่อยู่อาศัยที่มีแต่เดิม ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ไข คือสามารถไปขอเทศบาล หรือใน กทม.ก็ไปขอตามเขตต่างๆ ว่าจะขอเพิ่มวัตถุประสงค์ของอาคารเป็นอาคารเพื่อการศึกษาก็ได้เช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมองว่าเป็นการเพิ่มความยุ่งยาก แต่ก็เป็นเรื่องความปลอดภัยในความมั่นคงด้านอาคารที่จะมีผลกระทบต่อเด็ก ก็ต้องให้ความสำคัญ โดยก่อนอนุญาตเจ้าหน้าที่จะมีการไปดูสถานที่ว่ามีความพร้อมหรือไม่ ทั้งเรื่องขนาดห้อง ห้องน้ำ ที่ให้เด็กพักผ่อน ฯลฯ ถ้าผ่านถึงอนุญาตให้จัดตั้ง

“คิดว่าอาจจะมีคนร้องเรียนเพราะความยุ่งยากเรื่องอาคาร เพราะมีคนที่มีอาคารอยู่แล้วแล้วไม่อยากยุ่งยาก ก็เข้าใจว่าเวลาเปลี่ยนวัตถุประสงค์อาคารมันยุ่งยากจริงๆ แต่เจตนาของเรื่องนี้คือถ้าอาคารเดิมแล้วมาใช้ทำเป็นโรงเรียนกวดวิชาแล้วไม่ได้มีย้อนหลัง แต่คนที่ทำโรงเรียนกวดวิชาใหม่จะต้องทำตามกฎใหม่นี้”

สถานที่กวดวิชาเถื่อนเต็มเมือง
สำหรับจำนวนโรงเรียนกวดวิชาในปีการศึกษา 2555 ที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องนั้น มีทั้งหมด 2,005 โรงเรียน ในจำนวนนี้มีโรงเรียนกวดวิชาตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ 460 โรงเรียน และตั้งที่ต่างจังหวัด 1,545 โรงเรียน แล้วก็จะมีโรงเรียนกวดวิชาในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่เป็นการสอนเฉพาะวิชาตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่โรงเรียนสอนศาสนา, ศิลปะและกีฬา, วิชาชีพ และเสริมสร้างทักษะชีวิต รวมอีกประมาณ 3,216 โรงเรียน รวมโรงเรียนกวดวิชาอีก 2,005 โรงเรียน รวมตอนนี้ทั้งประเทศไทยมีโรงเรียนกวดวิชาประเภทต่างๆ 5,221 แห่งทั่วประเทศ

มีโรงเรียนกวดวิชาอีกมากที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง แต่ทางราชการไม่ได้ไปตรวจสอบจับกุม เพราะมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ เว้นแต่เป็นโรงเรียนกวดวิชาเถื่อน (ไม่ได้จดทะเบียนกับ สช.) แล้วยังมีการหลอกนักเรียนว่าเป็นครูจากสถาบันมีชื่อเสียง เช่น หลอกว่าใช้อาจารย์จากจุฬาฯ คิดค่าใช้จ่ายสูงเกินไป แล้วมีเด็กหรือผู้ปกครองมาร้องเรียน ก็จะมีการเข้าไปตรวจสอบดำเนินคดี เราจะปรับ แล้วภายหลังหากมีคนชื่อนี้มาขอจัดตั้งโรงเรียนกวดวิชา ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนกวดวิชา เพราะเราถือว่าไม่มีจิตวิญญาณของคนที่ทำงานด้านการศึกษา

“บางโรงเรียนเคยพบว่ามีการประจานเด็ก ครูประพฤติไม่เรียบร้อย ไม่เหมาะสม เรียกว่าบกพร่องในศีลธรรมอันดี เราก็ไม่ให้ ถือว่ามีความประพฤติไม่เรียบร้อย บางเคสเราก็ถูกฟ้องกลับ ก็สู้คดีชนะ เขาฟ้องว่าไม่อนุญาตให้เขาไม่ถูกต้อง เราก็สู้ว่าคนที่จะทำธุรกิจการศึกษา ต้องมีจิตที่เป็นการกุศล ไม่ใช่ว่าไปเอาเปรียบเด็ก เราก็ชนะ โรงเรียนนั้นก็เปิดไม่ได้”

ในส่วนของโรงเรียนกวดวิชาเถื่อนนี้ ยังมีอยู่อีกมากมาย แต่บริเวณที่นิยมไปเรียนกันมากที่สุดอย่างสยามสแควร์จะไม่ค่อยพบแล้ว เพราะมีระบบการตรวจสอบจากเจ้าของที่ให้เช่าที่อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาช่วยตรวจสอบอีกทีหนึ่ง แต่ที่ตรวจสอบยากจะเป็นการสอนตามบ้านครู ที่เปิดอยู่รอบๆ โรงเรียนดัง หรือตามห้างสรรพสินค้า ที่เด็กและผู้ปกครองจะรู้กันว่าควรจะไปเรียนที่ไหน
“ใน กทม.พอจะไล่ได้ แต่ในต่างจังหวัดเป็นหน้าที่ของทางเขตพื้นที่ แต่ในบางพื้นที่ก็ลำบาก เช่นบ้านครู”

ลองไปดูที่ต่างจังหวัดมันเกิดขึ้นจากครู สพฐ.ทั้งนั้น ครูคนไหนเก่ง เด็กตามไปเอง เด็กกวดวิชาตามไปเรียน เด็กเดี๋ยวนี้ไม่ได้โง่นะ เขาเช็กแม้กระทั่งครูสอน จะไปบอกว่าอาจารย์คนนี้จากจุฬาฯ นะ เด็กไม่โง่นะ เขาไปเช็กได้หมด

ณ วันนี้ ทุกคนบอกว่ากวดวิชามันเลวมันไม่ดี ทำไมไม่บอกว่าในระบบมันเลวล่ะ ทำไมสมัยก่อนคนไม่กวดวิชา เพราะการเรียนการสอนในโรงเรียนมันเต็มที่ และครูก็ติวเด็ก มีจิตวิญญาณความเป็นครู แต่วันนี้เป็นครูเชิงพาณิชย์มากกว่า

สถานกวดวิชา ‘เลี่ยงบาลี’ พบติดคุก 1 ปี  การกวดวิชา ปกติแล้วก็จะเป็นการสอนตามช่วงชั้นต่างๆ ไล่มาตั้งแต่ ป.1 มา ป.6 เข้า ม.1 ม.4-5-6 เพื่อเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย แต่ก็เป็นการสอนตามช่วงชั้น แล้วแต่ใครขออนุญาตว่าจะสอนช่วงชั้นไหน หลักสูตรไหน แต่ก็มีบ้างที่มีการเลี่ยงไปหาประโยชน์ เช่นในการเปิดคอร์สเรียนพิเศษ GAT/PAT ตามสถานที่กวดวิชานั้น ข้อเท็จจริงไม่ใช่หลักสูตร ม.ปลาย จึงถือว่าผิดกฎกระทรวง เพราะการควบคุมของเราจะคุมว่ามีการขอสอนในวิชาอะไร ระดับอะไร เช่น วิชาฟิสิกส์ ม.ปลาย ก็จะไปกวดวิชาอื่นที่ไม่ได้ขอไม่ได้ ต้องมาขออนุญาตเพิ่มหลักสูตรการสอน เช่น สอนตามช่วงชั้นก็จะสอนภาษาไม่ได้ จะสอนครอบจักรวาลไม่ได้ ดังนั้นถ้าพบว่ามีการขอเปิดสอนช่วงชั้นไหน แล้วมีการไปเปิดสอนเพิ่มก็จะถือเป็นความผิด แต่ที่ผ่านมาหลายที่ก็ใช้วิธีเลี่ยง เช่น สอนระดับ ม.ปลาย โดยเฉพาะ Gat/Pat คือไม่ได้บอกว่าสอน Gat หรือ Pat โดยเฉพาะ บอกว่าสอน ม.ปลาย เป็นวิธีการเลี่ยงที่พบเห็นกันอยู่ในขณะนี้

“มหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นคนออกข้อสอบ แล้วออกข้อสอบแบบที่เด็กไม่ได้เรียนในระดับ ม.ปลาย ตรงนี้เด็กก็เลยต้องแห่กันไปกวดวิชา ผมถามหน่อยถ้าเป็นอย่างนี้ใครเป็นคนผิด แล้วทำอย่างนี้ทำไม”

ดังนั้นหากพบว่ามีการเลี่ยงจะมีความผิด แต่เดิมโทษจับ 2,000 บาท จับไปจ่ายตังค์ เดี๋ยวก็เปิดใหม่ แต่ตอนนี้เพิ่มบทลงโทษแล้ว เป็นจับแล้วติดคุกไม่เกิน 1 ปี ก็ยังมีปัญหาการเลี่ยงบาลีอย่างที่บอกไป ทีนี้ตอนนี้เราเลยจะใช้มาตรการใหม่ คือแจ้งสรรพากรไปตรวจสอบรายได้ในโรงเรียนกวดวิชาที่ไม่ได้รับอนุญาตจัดตั้ง ก็ให้สรรพากรจับไป แต่ถ้าใครมาจดทะเบียนจัดตั้งให้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องเสียภาษี เรื่องนี้ผู้ปกครองต้องช่วยกันตรวจสอบ เพราะการจดทะเบียนจัดตั้งให้ถูกต้องอย่างน้อยเราก็คุมได้เรื่องการคิดค่าการเรียนการสอนที่ต้องบวกไม่เกิน 20%

“ถ้าเป็นครู สพฐ. สพฐ.ก็ต้องตามเอาผิดทางวินัย แต่ผมพูดตรงๆ นะ มันตรวจสอบยาก เพราะบ้านก็สอนได้ และบางทีไปสอนในเคเอฟซี เยอะแยะไปหมด ตรงนี้ถ้ามันเหลืออดจริงๆ ถ้ามันดื้อด้านมากๆ เราใช้วิธีแจ้งสรรพากร เราจะแจ้งว่าโรงเรียนที่ถูกต้องของเรามีโรงเรียนนี้ๆ ถ้าไม่ถูกต้องให้ไปตรวจภาษีเลย เราทำอยู่แล้วตอนนี้”

ไล่เถื่อนไม่ได้ เราก็ประกาศของถูกต้อง ต่อไปจะประกาศเลยว่าโรงเรียนไหนถูกต้อง มีชื่อไหนบ้าง ที่เหลือก็ให้ผู้ปกครองตรวจสอบ

พวกโรงเรียนเถื่อนจะคิดค่าการเรียนการสอนที่แพงมาก คือเราก็ต้องตระหนักว่าการทำธุรกิจการศึกษาอย่าไปคิดแพงมาก อย่าทำแต่ในเชิงพาณิชย์ กำไรทางเศรษฐกิจไม่ใช่ว่าลงทุนวันนี้จะได้กำไรคืนวันหน้า ต้องค่อยๆ น้ำซึมบ่อทรายไป วันหนึ่งก็คุ้มทุน และควรทำกำไรในเชิงสังคมให้มากกว่า แต่ก็นั่นแหละมีคนบางส่วนคิดกำไรทางเศรษฐกิจอย่างเดียว สังคมไทยมันเป็นอย่างนี้
“หลอกลวงกันเยอะ สช.ประกาศให้ทราบว่า โรงเรียนกวดวิชาในกรุงเทพฯ ถ้าเจอที่ไหนเถื่อนให้แจ้งเรามา ที่เบอร์นี้ๆ ตรงนี้ถึงไปจับได้ เพราะถ้าไปตรวจเองไม่ค่อยเจอ แต่ผู้ปกครองก็ไม่ค่อยกล้าแจ้ง กลัวลูกไม่ได้เรียน ต่อไปนี้ขอให้แจ้งมาที่ สช.ได้เลย”

แม้กระทั่งโรงเรียนกวดวิชาที่ดี แต่ผิดกฎหมายก็ต้องแจ้ง เพราะเขาคิดราคาแพงมาก ไม่มีใครควบคุมเขาได้ เช่น คอร์สเข้ามหาวิทยาลัยราคา 50,000 บาท เป็นราคาที่สูงเกินไป ต้องแจ้ง เพราะโรงเรียนกวดวิชาเหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษี เมื่อมีคนแจ้ง สช.มา สช.ก็จะใช้มาตรการโดยการไปแจ้งสรรพากรเข้าไปตรวจสอบ

ธุรกิจกวดวิชาฟันกำไรเนื้อๆ
เด็กกวดวิชาตอนนี้มีประมาณ 4 แสนกว่าคน คิดต่ำสุดก็คิดว่ามีค่าใช้จ่ายคนละ 1,000 บาท วงเงินในธุรกิจกวดวิชาอย่างน้อยที่สุดตอนนี้คือ 400 ล้านบาท แต่ถ้าคิดว่าใช้จ่ายอย่างต่ำคนละ 5,000 บาท ก็ 2,000 ล้านบาท ตรงนี้คิดกำไรแค่ 10% ก็ 200 ล้านบาทเข้าไปแล้ว ส่วนใครจะกำไรเท่าไรก็แล้วแต่ต้นทุนของแต่ละโรงเรียน ส่วนใหญ่อยู่ในทำเลดีก็ค่าเช่าสูง ต้นทุนค่อนข้างแพง

ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะระบบการศึกษาไทยเป็นการศึกษาเพื่อกระดาษ ต้องยอมรับในจุดนี้ก่อน จึงทำให้เด็กส่วนใหญ่มุ่งที่จะเรียนระดับปริญญาตรีเพื่อใบปริญญาบัตร

“ทุกวันนี้ ระบบโรงเรียนเรา กลัวเด็กสอบตก กลัวเด็กถูกตี จะไล่เด็กออกก็ไม่ได้ ในโรงเรียนจะเรียนไม่เรียนก็ช่างมัน ล้มเหลวทั้งระบบ แต่ถ้าปฏิรูปการศึกษาแล้วก็เชื่อว่ากวดวิชาจะน้อยลง”

แต่ก็ใช่ว่าการกวดวิชาจะไม่มีข้อดี การกวดวิชามีข้อดี คือช่วยดูแลลูกหลานให้เวลาที่พ่อแม่ไม่ว่าง และดีสำหรับเด็กที่เรียนอ่อนในโรงเรียน เพื่อมาเสริมความรู้ความเข้าใจให้มากขึ้น

“สำหรับผมแล้ว ผมไม่คิดว่ากวดวิชาไม่มีดี ไม่มีเลว แล้วแต่คนจะมอง ผู้ปกครองวันนี้เขาก็มองว่าถ้าไม่มีกวดวิชา ลูกฉันสอบเข้าไม่ได้ ก็โทษเขาไม่ได้ ถ้าระบบการศึกษาไม่ได้เปิดโอกาสให้เขา ก็ทำไม่ได้”

ที่สำคัญ คนที่จะมาเป็นครูโรงเรียนกวดวิชา ก็ต้องมีพรสวรรค์ในการอธิบาย หรือคิดเทคนิคการทำข้อสอบด้วย ไม่ว่าจะเป็น นพ.ประกิตเผ่า, ครูลิลลี่, ครูอุ๊ ฯลฯ มองว่าน่าเสียดายที่ระบบการศึกษาไม่ได้ใช้คนเหล่านี้

“ในระบบมีแต่การบ้าตำแหน่ง แข่งขันกันให้ตำแหน่งสูงขึ้น แต่ไม่ได้พัฒนาเทคนิคการสอน คนที่สอนเก่งๆ ก็เข้าระบบมาสอนไม่ได้”

สช.คุมหลักสูตรไม่ได้คุมแฟรนไชส์กวดวิชา
นอกจากนี้บรรดาสถาบันกวดวิชาหลายแห่งมีการเปิดขายแฟรนไชส์การศึกษา ซึ่งเรื่องนี้ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ยอมรับว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีการเปิดแฟรนไชส์ แต่ก็นั่นแหละ อาจจะเป็นเพราะเด็กต่างจังหวัดต้องนั่งรถบัสมาเรียนในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ เลยต้องมีการขยายสาขาออกไป แต่ข้อเท็จจริงการทำแฟรนไชส์ไม่ได้ทำง่ายๆ เพราะจุดเด่นของโรงเรียนกวดวิชาคือทำอย่างไรให้เด็กอยากมาเรียน และทำอย่างไรให้เด็กตอบข้อสอบให้เร็วที่สุด เพราะการเรียนกวดวิชาคือการสอนเทคนิคการทำข้อสอบให้เร็วที่สุด

“ระบบการศึกษาของเราเป็นระบบการศึกษาที่เน้นให้เด็กต้องแข่งขันสูงมาก ระบบการศึกษาของเราไปสร้างเงื่อนไข กลายเป็นการผลักดันให้เด็กไปเรียนกวดวิชา ดังนั้นโรงเรียนกวดวิชาจึงอยู่ได้ ระบบการศึกษาในระบบมันแย่ สมัยก่อนทำไมเด็กไม่ต้องกวดวิชา เพราะในระบบโรงเรียนครูสอนเต็มที่ มีการติวเสริมหลังเลิกเรียนให้เด็กด้วยซ้ำ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มี”

ในการขายแฟรนไชส์โรงเรียนกวดวิชาไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้จัดการเรียนการสอน เป็นการขายเทคนิคการเรียนการสอน สช.จะคุมเฉพาะที่ดำเนินการสอนเท่านั้น

“ต้องพูดให้ถูกนะการขายแฟรนไชส์ มันเป็นการขายแท็กติก คือสอนว่าจะทำข้อสอบอย่างไร ไม่ใช่หลักสูตรการสอน พวกทำคลังข้อสอบ ถ้าคุณเปิดโรงเรียนกวดวิชาคุณต้องไปหาคลังข้อสอบ แต่นี่มันมีอยู่แล้ว ขายแค่แท็กติก คือเมื่อเราขายแฟรนไชส์ไปให้นาย ก.แล้ว สช.ก็จะไปดูเรื่องของการจัดสถานที่ถูกต้องไหม มีความพร้อมตามกฎหมายไหม ความปลอดภัยในความมั่นคงเป็นอย่างไร แล้วการคิดค่าธรรมเนียมเป็นอย่างไร พออนุญาตกวดวิชาแล้วก็ต้องสอนแค่อนุญาตตรงนี้ สช.คุมด้วย เช่นเปิดหลักสูตรสอนภาษาต่างประเทศ แต่จะไปเปิดเพิ่มสอนวิชาภาษาไทยให้ต่างชาติ อย่างนี้ก็ไม่ได้
แต่มาตรฐานการสอนเราไม่ต้องคุมมาก เพราะใครไปเรียนแล้วทำข้อสอบไม่ได้ ก็ไม่มีคนมาเรียนอีก ก็เจ๊งเอง

กวดวิชาหน้าใหม่คิดใช้แฟรนไชส์การศึกษาไม่ง่าย
สำหรับนักธุรกิจรายใหม่ที่คิดจะโดดเข้าไปสู่ธุรกิจนี้ เพราะหวังรวยนั้น รองเลขาฯ สช.บอกว่า การทำธุรกิจกวดวิชาไม่ใช่ว่าใครทำแล้วจะรวย ต้องมีเทคนิค และกลยุทธ์การสอนที่มันได้ผล ดังนั้น การซื้อแฟรนไชส์โรงเรียนกวดวิชาที่มีชื่อเสียงไป ก็เป็นเพียงการซื้อในส่วนของการจ้างคนมาบริหารจัดการ
“การทำการตลาดที่สำคัญคือการดึงดูดให้คนมาเรียนให้ได้ เป็นสิ่งที่ต้องทำเอง ถ้าไม่มีคนเรียนก็เจ๊ง ยิ่งในต่างจังหวัดถ้าซื้อแฟรนไชส์ไปอาจจะยิ่งยาก เพราะในต่างจังหวัดส่วนใหญ่คนที่เปิดโรงเรียนกวดวิชาคือครูของ สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ที่เด็กในระบบโรงเรียนจะรู้อยู่แล้วว่าครูคนไหนเก่ง เด็กก็จะแห่ตามกันไปเรียน เด็กเดี๋ยวนี้ไม่โง่ เขาเช็กแล้วใครเก่ง ไม่เก่ง ถ้าเราไม่รู้เรื่องการสอนเลย แล้วคิดว่าการซื้อแฟรนไชส์ของอาจารย์ดังๆ ไปอย่างเดียว ก็สำเร็จได้ รวยได้ เป็นเรื่องไม่จริง จะต้องใช้ความสามารถของตัวเองด้วย”

อย่าลืมว่าโรงเรียนกวดวิชาไม่มีหลักสูตรเฉพาะ คนขายแฟรนไชส์เลยจะขายแค่เทคนิคการจัดการ คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองอยากง่าย เหมือนชาย 4 บะหมี่เกี๊ยว แต่ถ้าใครๆ ก็ตั้งได้ มาตรฐานอาจจะเป็นเรื่องยาก

“ผมถามคำเดียว ถ้าคุณทำโรงเรียนกวดวิชา เป็นผู้คิดค้นเทคนิคการสอนจนสำเร็จ เวลาคุณขายแฟรนไชส์คุณจะยกองค์ความรู้ให้คนซื้อทั้งหมดไหม มันเป็นไปไม่ได้ เขาให้แค่ส่วนเดียว คุณต้องมีความเป็นครูด้วย ต้องสอนเองได้ด้วยเมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ตรงนี้ความเสี่ยงจะน้อยหน่อย”

นอกจากนี้การขอขึ้นค่าแฟรนไชส์ยังเป็นความเสี่ยงที่คนซื้ออาจจะประสบได้ เหมือนร้านขายอาหาร คุณขายดี ปีต่อไปเขาขอขึ้นค่าแฟรนไชส์ ก็ต้องยอม ดังนั้นคนที่ไม่รู้ ไม่มีความสามารถด้านนี้โดยตรง ไม่มีศักยภาพโดยตรงก็มีความเสี่ยงสูงมาก และที่เหนื่อยกว่านั้นคือต้องคิดพลิกแพลงวิธีการดึงคนมาเรียนอยู่ตลอด จึงไม่ใช่ของง่าย

“ผมเชื่อนะ ว่าการทำโรงเรียนกวดวิชาหนึ่งขึ้นมาจนประสบความสำเร็จได้ นอกจากเงินลงทุนแล้ว ยังมีต้นทุนอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เทคนิคการเรียนการสอนไปตรงกับข้อสอบของมหาวิทยาลัยพอดี มันมีต้นทุนนะ ผมขอไม่พูดว่ายังไง แต่มันมีวิธีการของมัน ดังนั้นคนที่ทำโรงเรียนกวดวิชาไม่ใช่ว่าเปิดไปก่อน เดี๋ยวรวยเอง ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะรวยง่ายๆ ต้องฟิตอยู่เรื่อย ไม่ฟิตก็ตกหลังเสือ”

นอกจากนี้ คนที่สอนเก่ง พอทำแบบแฟรนไชส์อาจจะไม่เก่งเลยก็ได้ ต้องคิดด้วยว่าจะรอดไหม
“แล้วกว่าจะรวยต้องล้มลุกคลุกคลานมาก ต้องพัฒนาการสอนไปตามศักยภาพของเด็ก และต้องปรับตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดให้ทัน อย่างวันนี้มีการสอบ Gat Pat ก็คนละเรื่องกับการเรียนกวดวิชาสมัยก่อน และคนละเรื่องกับหลักสูตรที่ในโรงเรียนสอน เพราะมหาวิทยาลัยเป็นคนออกข้อสอบที่ไม่ได้มีการเรียนการสอนในระดับ ม.ปลาย เป็นข้อสอบวิเคราะห์ สังเคราะห์ เด็กในระบบการศึกษาทำไม่เป็น ก็ต้องไปเรียนกวดวิชา โรงเรียนกวดวิชาก็ต้องปรับให้เป็นการสอนแบบวิเคราะห์ สังเคราะห์ จุดอ่อนของระบบการศึกษาไทยอยู่ตรงไหน ก็เป็นโอกาสของโรงเรียนกวดวิชา แต่ก็ต้องปรับตัว ใครไม่ปรับตัวก็ตามคนที่ปรับตัวไม่ทัน ธุรกิจก็ไม่รอด”

เช่น ธุรกิจกวดวิชาที่ทำแบบที่เรียกว่า on demand ในขณะนี้ ใช้การเรียนการสอนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เด็กสามารถย้อนกลับไปเรียนตอนที่ไม่เข้าใจได้ใหม่ ตรงนี้ก็เป็นรูปแบบการเรียนกวดวิชาใหม่ที่เด็กชอบ

อนาคตธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา
ดังนั้นการกวดวิชาแบบออนไลน์ จะเป็นการกวดวิชาที่มีความนิยมอย่างมากในอนาคต แต่ก็ยอมรับว่าในระเบียบการควบคุมยังไม่มีประเภทการศึกษาออนไลน์ ซึ่งมองว่าอนาคตถ้ามีการเปิดประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 แล้ว ธุรกิจนี้จะได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะการกวดวิชาที่เป็นลักษณะทักษะวิชาชีพ อย่างการเรียนทำอาหารไทย เป็นต้น

ความจริงการกวดวิชาก็มีส่วนที่ดี ในเมื่อระบบการศึกษาไทยยังมีปัญหา อย่างเช่นตอนนี้ทางคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนก็มีการทำโครงการโดยขอให้โรงเรียนกวดวิชาดังๆ ไปติวการสอนให้ครูที่อยู่ในภาคใต้ ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยนายกสมาคมโรงเรียนกวดวิชาได้รับอาสาไปสอนให้ ในวันที่ 15 ก.ย.นี้ โดยจะไปสอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ
“ในเมื่อครูเหล่านี้เขาสอนเก่ง เรายังแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทยเรายังไม่ได้ ก็ให้ครูกวดวิชาที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ไปถ่ายทอดเทคนิคการสอนให้ครูแทน เช่นการสอนกระตุ้นให้เด็กสนใจทำอย่างไร ทำอย่างไรให้เด็กสนใจเนื้อหาบทเรียนจนจบ ไม่หลับ เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นวิธีการที่ช่วยได้ระดับหนึ่ง ซึ่งโครงการนี้จะเริ่มจากภาคใต้ก่อน”

ปฏิรูปการศึกษาลดกวดวิชา
อย่างไรก็ดี แนวโน้มโรงเรียนกวดวิชาจะมีน้อยลงได้เช่นกัน หากมีการปฏิรูปการศึกษาแล้ว โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นทักษะการนำวิชาไปใช้ในการทำงาน

“รู้ไหมว่าบริษัทต่างๆ เดี๋ยวนี้เขาต้องการภาคปฏิบัติ ไม่ได้ต้องการปริญญา หลายที่ประกาศรับแต่ปวช. ปวส. และต่อไปยิ่งน่ากลัวเพราะเมื่อเปิด AEC ภาคแรงงานจะต้องการคนภาคปฏิบัติ ต่อไปคนไทยจะเป็นลูกน้องคนในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะระบบการศึกษาเขาสอนให้เขาเรียนรู้ทักษะ และคนเหล่านี้เรียนจนเก่ง หลายคนได้ทุนการศึกษา แต่บ้านเราเด็กเป็นแบบคาบช้อนเงินช้อนทองมา ไม่เคยลำบาก”

โดยปฏิรูปการศึกษาที่ต้องเกิดขึ้นคือต้องเน้นให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น สังเคราะห์เป็น เป็นคนหนักเอาเบาสู้ ทำงานด้วยความรับผิดชอบ มีความกระตือรือร้น ตรงต่อเวลา และมีความสุข อย่างงานต่ำต้อยก็ต้องสอนเขา ไม่ให้เขารู้สึกว่าเป็นงานต่ำต้อย

“เดิมเราสอนมีทักษะอาชีพนะ ใครวาดรูปเก่งก็ไปเรียนเพาะช่าง เดี๋ยวนี้ลดน้อยลงแล้ว วันนี้ ป.ตรีๆๆ อย่างเดียว เวลานี้เลยขาดคนเรียนอาชีวะมหาศาล”

การศึกษาไทยจึงต้องปฏิรูป ให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น สังเคราะห์เป็น ซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยเอกชนเริ่มปรับตัวแล้ว ด้วยการตั้งหลักสูตรใหม่ ให้เด็กที่เรียนจบ ป.ตรี ไปแล้ว มาเรียนในหลักสูตร ปวช. ปวส.ได้ เพราะในระบบแรงงานในประเทศไทย บริษัทใหญ่ๆ ต้องการคนที่มีทักษะวิชาชีพซึ่งตอบโจทย์สังคมไทยมากกว่า

ตรงนี้เป็นจุดที่น่าจับตามอง ว่าเอกชนกำลังทำให้การศึกษาตอบรับกับภาคแรงงาน ถ้าสำเร็จ ก็เรียกว่ามีการปฏิรูปการศึกษาไประดับหนึ่ง เรื่องกวดวิชาก็จะค่อยๆ ลดลงได้ เพราะต่อไปมันไม่จำเป็นต้องกวดวิชา

ดังนั้น ใครที่คิดจะมาทำธุรกิจกวดวิชาวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องปรับกลยุทธ์ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34130&Key=hotnews

สร้างห้องเรียน Interactive แชร์ไอเดียระหว่างผู้เรียน-ผู้สอนได้ทันใจ

17 กันยายน 2556

ขณะที่ เครื่องมืออิเลกโทรนิกส์ต่างๆ กำลังกระตุ้นให้การเรียนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่ในห้องเรียนอีกต่อไป การถาม-ตอบ พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันในโลกโซเชียลก็ยิ่งตอบสนองความต้องการของผู้คนที่ชอบแชร์ไอเดีย ถ้างั้น คลาสเรียนในยุคดิจิตอลก็ยิ่งต้องถูกออกแบบให้ถูกใจนักศึกษาที่เน้นรวดเร็ว สนุก เพลิดเพลิน และเห็นผลทันที

บรรยากาศในห้องเรียน Interactive หรือการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรังสิต มีเครื่องมืออิเลกโทรนิกส์ E-Board ที่อาจารย์สามารถโยนคำถาม กระตุ้นให้นักเรียนคิด และโต้ตอบกลับมาผ่าน Tablet เป็นการ Discuss ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการเรียนที่ทั้งนักเรียนและอาจารย์มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ที่สำคัญคือในภาคเรียนการศึกษา 2556 ที่เพิ่งเริ่มเปิดเรียนไปนั้น เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ นักศึกษาปี 1 ทั้งหมด 7,500 คนมี Samsung Galaxy note 10.1 พกติดตัวเข้าเรียนในวิชาวิชาบังคับ หรือวิชาธรรมาธิปไตย ที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ห้อง กลายเป็นคลาสเรียนที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้น แต่สามารถดึงดูดความสนใจของนักศึกษาได้ครอบคลุมทั่วทั้งห้องเรียน และเริ่มต้นนโยบายการเรียนวิชานี้เป็นรูปแบบ Paperless ทั้งหมด

“เรื่องนี้เหมาะกับเด็กไทยมาก เพราะยังขี้อายที่จะตอบคำถามในชั้นเรียน แต่เมื่อมี Galaxy note 10.1 ครูสามารถประเมินผลความเข้าใจได้ทันทีว่า มีนักเรียนที่เข้าใจการสอนกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะได้ปรับแผนการสอนในคลาสได้ทันที” มลฑล มังกรกาญจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าว

โดยเบื้องหลังมีการใช้เทคโนโลยีของ Samsung การเรียนในห้องเรียนจึงสนุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มตั้งแต่

“แอพมาครับ” จากการเช็คชื่อนักศึกษาในอดีตที่หากมีทั้งหมด 80 คนในห้องเรียน การให้นักศึกษายกมือขานชื่อทีละคนก็กินเวลาเข้าไป 15 นาทีได้ แต่วันนี้นักศึกษาพกแทบเล็ตเดินเข้ามาในห้องเรียน ก็จะมี Wifi ที่สามารถจับสัญญาณจาก Account ในเครื่อง และพอนักศึกษาเขย่าเครื่องเพื่อยืนยันการเข้าห้องเรียน การเช็คชื่อของนักศึกษาทั้งหมด จะทำได้ภายในเวลา 30 วินาที
ในขณะที่ อาจารย์ใช้สไลด์ Power point ประกอบการสอนในคลาสเรียน ข้อมูลประกอบการสอนจะถูกถ่ายโอนเข้ามาในเครื่องแทบเล็ตของนักศึกษาได้ทันที ขณะเดียวกัน ข้อดีของ Samsung Galaxy note 10.1 ยังสามารถเขียนโน้ตลงบนจอได้เปรียบเสมือนเขียนลงบนแผ่นกระดาษ
การโหวตในห้องเรียนที่ นักศึกษาสามารถเลือกคำตอบ A, B, C, D ได้ผ่านแทบเล็ต เพิ่มบรรยากาศแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในห้องเรียนได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยดูจากคำตอบว่า สอดคล้องกับความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่อย่างไร

และเมื่อใกล้จบคลาสเรียน อาจารย์จะตั้งโจทย์เพื่อวัดผลความเข้าใจบทเรียนของนักศึกษาในแต่ละครั้งได้ทันที และแน่นอนว่า อาจารย์เองก็ได้รับฟีดแบ็คการสอนจากนักศึกษาว่า มีความเข้าใจเป็นอย่างไร เพื่อพัฒนาการสอนให้เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเชื่อมโยงสู่การทำวิจัยในชั้นเรียน

การส่งงานผ่านทางระบบ Samsung Smart Classroom ในรูปแบบไฟล์ดิจิตอลที่ไม่จำเป็นต้องพิมพ์แล้วปรินต์ส่ง โดยเฉพาะคณะที่เกี่ยวกับการออกแบบอย่าง คณะสถาปัตยกรรม ที่เริ่มต้นโครงการไปแล้ว ปัจจุบัน นักศึกษาออกแบบงานเป็นไฟล์ดิจิตอลและส่งตรวจโดยใช้เวลารับ-ส่งที่สั้นลง
การสืบค้นหนังสือในห้องสมุด ในรูปแบบหนังสือและวารสารอิเลกโทรนิกส์ที่เพิ่มสัดส่วนอิเลกโทรนิกส์เป็น 80-90% จากเดิมที่หนังสือ Hard copy ทั้งหมด สร้างความง่าย และน่าสนใจในการเรียกหาข้อมูลที่ต้องการได้ดียิ่งขึ้น

“จากอดีตที่ครูสอนแล้วนักเรียนจดตาม ปัจจุบันครูสามารถแทรกความรู้ผ่านคลิปวิดีโอเพื่อเพิ่มความง่ายต่อการทำความเข้าใจ หรือการแชร์ผลงานให้เพื่อนทั้งห้องได้เห็นทั่วถึง” ผศ.ดร.นเรฏฐ์ พันธราธร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต ยังเสริมถึงการเปิดเทอมในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า นักศึกษามีความกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น และยังสนุกกับการเข้าเรียน

และยืนยันว่าในอีก 4 ปีต่อจากนี้ นักศึกษาทุกคนจะไม่ต้องพกหนังสือ เพราะคอนเทนท์บทเรียนจะสร้างในรูปแบบ E-learning สามารถทำการเรียนทุกอย่างเบ็ดเสร็จอยู่ในแทบเล็ต เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายการเป็น E-university อย่างสมบูรณ์แบบ

จุดเด่นห้องเรียน Smart classroom
One-on-one Learning
คือ การเรียนการสอนที่เจาะลึกเข้าไปเป็นรายบุคคล หรือการเรียนแบบ Customization การพัฒนาตามความต้องการเฉพาะของนักศึกษาแต่ละคนในชั้นเรียน สามารถโต้ตอบ สอบถามความเห็นระหว่างผู้เรียน-ผู้สอนในชั้นเรียนได้จริง

Immediate Feedback
วัดผลความเข้าใจในแต่ละคลาสได้ทันที ไม่ว่านักศึกษาหลังห้อง หรือหน้าห้องทุกคนสามารถตอบคำถามอาจารย์ได้ทั่วถึงกันทั้งห้อง และยังแชร์ไอเดียได้รวดเร็วน่าทึ่ง

Fun Learning Environment
ความสนุกในการเรียนที่ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะแค่ในห้องเรียน แต่แปลงเป็นการเรียนรู้ตลอดเวลา ทั้งในห้อง Common room ใต้ตึกเรียนผ่าน E-learning บนแทบเล็ต หรือการวางแผนให้มี Project base ครีเอตคลิปวิดีโอเพื่อแชร์ไอเดียระหว่างนักศึกษาเมื่อจบภาคการศึกษา

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34129&Key=hotnews

ยันมหาวิทยาลัยไม่ได้ต้องการเงินจากรับตรง

17 กันยายน 2556

อธิการบดียันรับตรง ไม่ได้สร้างภาระแก่นักเรียน ผู้ปกครอง แต่ขยายโอกาสทางการศึกษา ชี้อย่าเหมารวมมหาวิทยาลัยหารายได้จากรับตรง

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ศ.พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา(มพ.) กล่าวกรณีประธานเครือข่ายพ่อแม่ เยาวชน เพื่อการปฎิรูปการศึกษา เสนอยกเลิกการคัดเลือกระบบรับตรง เนื่องจากทำให้นักเรียนและผู้ปกครองต้องเสียเงินจำนวนมาก และวิ่งรอกสอบ ว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยในกลุ่มของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)พยายามที่จะรับตรงให้น้อยลง ส่วนมพ.มีนโยบายเปิดรับตรง เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษา โดยใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ตและคะแนนการทดสอบวัความถนัดทั่วไป หรือ แกต คะแนนการทดสอบความถนัดความทางวิชาการ/ วิชาชีพหรือแพต โดยให้โรงเรียนเป็นผู้ยื่นคะแนนแทนนักเรียน เพื่อนักเรียนจะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาสมัครสอบ

ตนไม่อยากให้เหมารวมว่าการรับตรงสร้างภาระให้แก่นักเรียนและผู้ปกครอง เชื่อว่าไม่มีมหาวิทยาลัยใดที่จัดสอบรับตรง เพื่อต้องการสร้างรายได้ให้แก่มหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตามหากจะมีการปรับระบบการคัดเลือกเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาควรพิจารณาปัญหาที่แท้จริงอย่างรอบคอบ และเน้นปรับการสอบรายวิชาให้น้อยลงดีกว่าจะยกเลิกระบบรับตรง

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะให้มหาวิทยาลัยยกเลิกระบบรับตรง เพราะการรับตรงเพื่อขยายโอกาสให้แก่เด็กในพื้นที่นั้นๆ ได้เข้าถึงการศึกษามากขึ้น ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยก็มีการสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.) ที่ให้เด็กสามารถนำคะแนนสอบรับตรงที่สอบกับ มข.ม.อ.หรือ มช.มายื่นสมัครเข้าเรียนได้ที่มข.ได้ ซึ่งจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และเด็กไม่ต้องไปวิ่งสอบหลายที่ด้วย

“ผมยืนยันว่าการรับตรงยังมีความจำเป็นในการคัดเลือกเด็กเข้ามหาวิทยาลัย เพราะเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษา ถ้าการสอบรับตรงไม่ได้เป็นการหารายได้ให้แก่มหาวิทยาลัย เพราะค่าสมัครสอบ 200-300 บาท เมื่อเทียบกับการดำเนินการจัดสอบคงไม่สามารถทำให้มหาวิทยาลัยรวยได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาการคัดเลือกเด็กเข้ามหาวิทยาลัย ผมอยากให้ดูหลายมิติว่าปัญหาคืออะไรและแก้ปัญหาให้ถูกจุด อย่ามาโทษเพียงว่ามหาวิทยาลัยจัดสอบรับตรง เพื่อต้องการหารายได้ หรือสร้างความเดือนร้อนให้แก่เด็ก” รศ.ดร.กิตติชัย กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34128&Key=hotnews

กรอบคุณวุฒิไทยยกระดับสู่อาเซียน สภาการศึกษาจับมือนานาชาตินำร่องก่อนใช้จริง

16 กันยายน 2556

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ได้รับมอบหมายงานใหญ่ จากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้นำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (National Qualifications Framework NQF) ซึ่งได้รับความเห็นชอบตั้งแต่ช่วงต้นปี 2556 มาขับเคลื่อน และสร้างความเข้าใจพร้อม วางระบบรองรับก่อนจะนำมาใช้จริง ขณะเดียวกัน ประชาคมอาเซียนก็กำลังจะมาถึงในปี 2558 สกศ.จึงมีภารกิจเพิ่มขึ้นในการยกระดับ กรอบคุณวุฒิแห่งชาติของไทยให้เทียบเคียงกับ กรอบคุณวุฒิอาเซียน (ASEAN Qualifications Framework) ด้วย เพื่อเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานผู้เรียนระหว่าง 10 ประเทศในอาเซียนได้
เพราะฉะนั้น เมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา สกศ.จึงใช้โอกาสในการจัดประชุมสัมมนาทางวิชาการระหว่างประเทศ “การศึกษาเพื่ออนาคตประเทศไทย” ที่กรุงเทพฯ หยิบยกเรื่อง กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาเป็นหัวข้อสำคัญในการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ ด้านกรอบคุณวุฒิแห่งชาติจากประเทศภูมิภาคอาเซียน และจากประเทศต้นแบบที่พัฒนา กรอบคุณวุฒิได้สำเร็จแล้ว พร้อมจัดทำรายละเอียด ของกรอบคุณวุฒิของกลุ่มอุตสาหกรรม

ดร. ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์เลขาธิการ สภาการศึกษา กล่าวว่า สกศ. ได้กำหนดกลุ่มอาชีพ กลุ่มธุรกิจ อุตสาหกรรม และบริการที่สำคัญ เพื่อจัดทำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ จำนวน 18 กลุ่มอาชีพ อย่างไรก็ตาม ก่อนนำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติมาใช้จริง จำเป็นต้องมีการวางระบบรองรับและต้องสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อยกระดับกรอบคุณวุฒิ สู่อาเซียนและประชาคมโลก เพราะฉะนั้น สกศ. จึงเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศนิวซีแลนด์ซึ่งเป็น ต้นแบบของระบบคุณวุฒิวิชาชีพ เริ่มพัฒนากรอบคุณวุฒิ แห่งชาติตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 มาถ่ายทอดองค์ความรู้พร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศฮ่องกง และอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังพัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งได้นำไปสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย ฮ่องกงและอินโดนีเซียในการนำร่องกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ โดย สกศ. ได้ร่วมมือกับประเทศฮ่องกง นำร่องระบบคุณวุฒิแห่งชาติ ในกลุ่มอาชีพการบริหารสินทรัพย์ และร่วมมือ กับประเทศอินโดนีเซียนำร่องกลุ่มอาชีพประมง

“อินโดนีเซียได้จัดทำกรอบคุณวุฒิเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งระดับคุณวุฒิเป็น 9 ระดับ และจะนำไปใช้เทียบเคียงกับกรอบคุณวุฒิอาเซียนด้วย ทั้งนี้รัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับกรอบคุณวุฒิมาก เพราะมี ประชากรมากและทุกคนไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษา ในระบบได้ ส่วนฮ่องกงได้ตั้งหน่วยงานที่ รับผิดชอบเรื่องกรอบคุณวุฒิเป็นการเฉพาะ เพราะที่ฮ่องกงมีผู้ที่เรียนจบจากสายอาชีพมากกว่าผู้ที่จบปริญญา แต่ผู้ที่จบสายอาชีพกลับไม่ได้รับการยอมรับเท่าผู้ที่ จบปริญญา ฮ่องกงจึงพยายามดึงภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม เข้ามาช่วยผลักดันระบบคุณวุฒิวิชาชีพ”

สกศ.ยังได้ร่วมมือกับ ASEAN-AUSTRALIA-NEW ZEALAND FREE TRADE AREA (AANZFTA)ภายใต้คณะทำงานกรอบคุณวุฒิอาเซียน ทำหน้าที่พัฒนากรอบคุณวุฒิอาเซียน มีการจัดประชุม คณะทำงานทุก 6 เดือน การประชุมครั้งถัดไป จะมีขึ้นระหว่าง วันที่ 6-8 พฤศจิกายน นี้ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่ง สกศ. ในฐานะผู้แทนประเทศไทยจะนำเสนอผลการดำเนินงาน กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ รวมทั้งนำเสนอผลการทดลอง นำร่องกับประเทศฮ่องกงและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ การประชุมนัดสุดท้ายของคณะทำงานจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2557 ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่า กรอบคุณวุฒิอาเซียนจะเสร็จสมบูรณ์เพื่อให้สมาชิกอาเซียนพิจารณา

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34118&Key=hotnews

“ภาวิช” จี้สำนึกอธิการบดีเลิกระบบรับตรง

16 กันยายน 2556

“ภาวิช” จี้สำนึกอธิการบดีเลิกระบบรับตรงช่วยแก้ปัญหาการศึกษาชาติ เล็งเพิ่มเนื้อหาร่างกฎหมายการอุดมศึกษากำกับการรับเด็กเข้ามหาวิทยาลัย

จากกรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) มีนโยบายปรับระบบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษานั้น วันที่ 15 ก.ย. ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วยรมว.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้ ศธ.ยังไม่มีโครงร่างระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาแบบใหม่ เพราะจะขอเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน พร้อมศึกษาดูระบบการคัดเลือกฯของประเทศอื่นๆไปด้วย แต่โดยหลักการของระบบคัดเลือกฯ ใหม่นั้นจะต้องมี ได้แก่ ระบบใหม่จะต้องไม่สร้างความเดือดร้อน ความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กและผู้ปกครองที่มีฐานะดีและไม่ดีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีเด็กมีฐานะจะมีโอกาสมากกว่า และจะต้องไม่ไปทำลายการศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างปัจจุบันการเปิดสอบรับตรง ของมหาวิทยาลัย/คณะที่ทำให้เด็กทิ้งห้องเรียน นอกจากนี้การออกข้อสอบจะต้องอยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะหากออกข้อสอบแบบไม่คำนึงหลักสูตรเลย เด็กก็จะไม่สนใจเรียนตามหลักสูตร

“มหาวิทยาลัยต้องสำนึกตัวเองก่อน อย่างการสร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในปัจจุบันถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นกระจกเงาสะท้อนอยู่แล้ว อย่าให้คนอื่นไปไปกระชากแรงๆ อย่างไรก็ดี ในส่วนร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ….ที่กำลังดำเนินการนั้น อาจต้องเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการรับเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา โดยจะต้องมีเงื่อนไขและรายละเอียดอะไรบ้าง คงต้องไปจัดทำ เพราะร่างพ.ร.บ.ฯจะระบุเพียงหลักการเท่านั้น อย่างต่อไปหากยังมีกรณีเด็กมีเงินแสนถึงเข้ามหาวิทยาลัยได้ ส่วนเด็กมีเงินพันมีโอกาสน้อยกว่า ตรงนี้จะถือว่าผิดหลักการแล้ว ฉะนั้นในเรื่องนี้ต่อไปจะมีกฎหมายมาดูแล” ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อเสนอจากเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษาให้ประกาศให้มหาวิทยาลัยยกเลิกการเปิดสอบรับตรงของตัวเองไปเลย เพื่อแก้ปัญหา ศ.พิเศษ ภาวิช กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวประกาศได้ แต่มหาวิทยาลัยอาจไม่เชื่อ เพราะขณะนี้ไม่มีกฎหมายอะไรไปบังคับเขาได้ แต่จริงๆเรื่องนี้ไม่ควรใช้กฎหมายไปบังคับ เพราะอยากให้ใช้สำนึกเหมือนในอดีตที่ทำ ซึ่งตนสงสัยว่าทำไมคนที่เป็นอธิการบดีเมื่อไปรวมกลุ่มกันกลับไม่มีสำนึก ทั้งยังตะแบงไปเรื่อย อ้างว่าการศึกษาอ่อนแอ แต่จริงๆแล้วใครล่ะเป็นคนทำให้อ่อนแอ

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34111&Key=hotnews

คอลัมน์ : แวดวงการศึกษา : สสวท.คัดครูดีเด่นปทท.

13 กันยายน 2556

นางพรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า สสวท.เน้นความสำคัญของการปฏิบัติงานวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในการที่จะเป็นกลุ่มบุคลากรหลัก ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ จึงเห็นควรให้คัดเลือกครูที่มีผลงานดีเด่นด้านพัฒนาการเรียนการสอนในวิชาดังกล่าว ที่นำไปสู่การพัฒนาเยาวชนของประเทศเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้เข้ารับรางวัลครูดีเด่นประเทศไทย และเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ครูผู้สอนทั่วประเทศได้ใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์งาน ด้านการเรียนการสอนที่มีประสิทธิผลต่อไป

จึงขอเชิญครูผู้มีผลงานดีเด่นในการจัดการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ทุกสังกัด ส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือกรางวัลครูดีเด่นประเทศไทย 12 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร ส่งผลงานถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2556 การคัดเลือกมี 3 รอบ ได้แก่ รอบแรก วันที่ 16 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2556 โดยคณะกรรมการจากหน่วยงานต้นสังกัด รอบสอง วันที่ 1-30 ธันวาคม 2556 โดยคณะกรรมการกลางผู้ทรงคุณวุฒิ รอบสาม วันที่ 1 มกราคม- 25 กุมภาพันธ์ 2557 โดยคณะกรรมการกลางผู้ทรงคุณวุฒิ ประกาศผล วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ดาวน์โหลดข้อมูลการรับสมัครที่ http://www.ipst.ac.th/tta โทร.0-2392-4021 ต่อ 3202

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34094&Key=hotnews

โพลเผยร้านเหล้าเกลื่อนมหาลัยจี้รัฐคุมเข้ม

13 กันยายน 2556

โพลเยาวชนเผยร้านเหล้าเกลื่อนรอบมหาลัย อึ้ง 1ใน 3 แหกกฎหมายขายใต้หอพัก จี้เร่งออกกฎหมายควบคุม

วานนี้(12ก.ย.) ที่โรงแรมฮิปโฮเทล เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)จัดเวทีเสวนา เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ หัวข้อ “ร้านเหล้ารอบมหา’ลัย ภัยคุกคามเยาวชน…ปัญหาที่ไม่ถูกแก้” ทั้งนี้ภายในงานมีการโต้วาที “ปัญหาอยู่ที่ตัวนักศึกษาร้านเหล้าผับบาร์ไม่เกี่ยว…จริงหรือ” โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆกว่า 60 คน เข้าร่วม

นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เปิดเผยผลสำรวจร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษา 12 พื้นที่ ได้แก่ ม.รามคำแหง มรภ.จันทรเกษม ม.หอการค้าไทย ม.เกษตรศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มรภ.สวนสุนันทา ม.เทคนิคกรุงเทพ ม.สยาม ม.ศรีนครินทรวิโรฒ มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา และวิทยาลัยราชพฤกษ์ ระหว่างวันที่3–10 ก.ย. 2556 ในรัศมี 300 เมตร พบว่า มีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น 340 ร้าน เฉลี่ย 28 ร้านต่อ 1 มหาวิทยาลัย และที่น่าตกใจคือ กว่า 105 ร้าน หรือ 1 ใน 3 ที่ขายเหล้าบริเวณหอพัก ซึ่งเป็นการทำผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ. 2551 อย่างชัดเจน

นายธีรภัทร์ กล่าวว่า เครือข่ายเยาวชนฯ ยังได้สำรวจความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัย 16 แห่งใน กทม.และปริมณฑล จำนวน 1,608 ตัวอย่าง แบ่งเป็นชาย 46.71 % หญิง 53.29% โดยกลุ่มตัวอย่าง 74.75% ระบุว่า หากมีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษาจะเป็นแรงจูงใจให้เยาวชนนักเรียน นักศึกษาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังระบุถึงปัญหาที่พบในร้านเหล้ารอบสถานศึกษา อันดับแรก คือ ทะเลาะวิวาท 39.73% เสียการเรียน 20.28% เสียงดังรบกวน 12.87% อุบัติเหตุ11.69% คุกคามทางเพศ 7.24% ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่ง หรือ 64.98% เห็นด้วยอย่างยิ่ง หากมีกฎหมายมาควบคุมให้ร้านเหล่านี้อยู่ห่างจากสถานศึกษา อย่างน้อย 300 เมตร ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเสนอมานานแล้ว แต่ยังไม่ผ่านการพิจารณาคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งรัฐบาลควรตระหนักว่าจะช่วยลดผลกระทบ ปัญหาต่างๆ รวมถึงลดการเกิดนักดื่มหน้าใหม่

นายธีรภัทร์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าห่วงคือกลุ่มตัวอย่าง 71.08% เคยพบเห็นการใช้ศิลปินดารา นักกีฬา หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง มาโฆษณาผ่านสื่อและกิจกรรมต่างๆ ของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดย 48.89% มองว่าจะเป็นการสร้างแรงจูงใจ ให้เยาวชนอยากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่าง 51.32% เห็นด้วย หากมีมาตรการห้ามธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใช้ ศิลปิน ดารา นักกีฬาโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมถึงห้ามใช้เป็นภาพปรากฏบนกระป๋อง ขวด หรือหีบห่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ นักศึกษา 58.16% ยังเห็นด้วยหากมีมาตรการห้ามโฆษณาสินค้าของบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านทางสื่อโฆษณาทุกรูปแบบด้วย

“ร้านเหล้ารอบสถานศึกษา ถือเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน โดยไม่มีแนวโน้มลดลง อีกทั้งยังไม่ได้รับการแก้ไขจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกชินชากับการทำผิดกฎหมายของร้านเหล้า อย่างไรก็ตาม วันเยาวชนแห่งชาติปีนี้ จึงอยากขอยาแรงจากรัฐบาลออกมาตรการควบคุมร้านเหล้าให้อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัย 300 เมตร รวมถึงมีมาตรการห้ามศิลปินดารา นักกีฬาโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์สินค้าของบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกรูปแบบ เนื่องจากเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ดื่ม และในเร็วๆนี้ทางเครือข่ายเยาวชนจะนำข้อมูลเข้าร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)” นายธีรภัทร์ กล่าว
ด้าน นางสาวเบญจพร บัวสำลี อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยงานวิจัยล่าสุด ปี 2555 กรณีสถานการณ์ร้านเหล้ารอบรั้วมหาวิทยาลัย และผลกระทบต่อนักศึกษา พบว่า นักศึกษาสูงถึง 80.1% เห็นว่าร้านเหล้าเป็นแหล่งพบปะเพื่อนฝูง 57.0 % มองว่าเป็นแหล่งผ่อนคลาย และ 39.8% ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนรอบข้าง ซึ่งทัศนคติดังกล่าวมีผลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งที่น่าห่วง คือ สถิติการเข้าใช้บริการร้านเหล้า พบมากถึง 84.4% มีการดื่ม 60.2% และที่สำคัญไม่ทราบถึงผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 29.2% เช่น ทำลายระบบสมองหรือประสาท อุบัติเหตุ เจ็บป่วยง่าย

นางสาวเบญจพร กล่าวว่า สภาพปัญหาที่เห็นได้ชัด คือ การปล่อยปะละเลย ไม่ควบคุมดูแลธุรกิจร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย ทำให้มีผลต่อทัศนคติและเกิดพฤติกรรมตอบสนองของนักศึกษา เห็นได้จากปริมาณนักศึกษาที่เข้าใช้บริการ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแนวทางแก้ไข มหาวิทยาลัยต้อง สอดส่องดูแลร้านเหล้าที่ผิดกฎหมาย และแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการเอาผิด นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต้องสนับสนุนการจัดอบรม หรือกิจกรรม ปฎิเสธเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งควรออกกฎระเบียบบทลงโทษ ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อพบนักศึกษาอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าใช้บริการ รวมถึงสร้างความร่วมมือกับชุมชน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาธุรกิจร้านเหล้ารอบสถานศึกษาและเผยแพร่ผลกระทบให้ชุมชนได้ทราบ

“ขอฝากไปยังภาครัฐให้ควรควบคุมสื่อโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด เช่น โทรทัศน์ นิตยสาร วิทยุ อินเตอร์เน็ต ฯลฯเพราะการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถพบเห็นได้ทั่วไป อีกทั้งกลยุทธ์ในการทำธุรกิจนี้ยังขยายออกไปในทางเชิง CSR หรือในเชิงธุรกิจสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นความรู้สึกกลุ่มลูกค้าให้เกิดมุมมองที่ดี และกลายเป็นเรื่องชินตาที่เกิดขึ้นเป็นปกติในสังคม นอกจากนี้ขอให้หน่วยงานที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เข้มงวด กำกับ ติดตาม สอดส่อง ดูแล และเอาผิดลงโทษต่อผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย” นางสาวเบญจพร กล่าว

ที่มา: http://www.posttoday.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34090&Key=hotnews

เล็งใช้ ครม.บีบ มหา’ลัย ลดรับตรง

13 กันยายน 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงข้อเสนอของคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ที่ให้มีการปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษา เพราะเป็นปัญหาซ้ำซ้อน สิ้นเปลือง ไม่เท่าเทียม และทำให้มีการกวดวิชาเพิ่ม โดยเฉพาะการรับตรงว่า ได้ทราบข้อเสนอดังกล่าวแล้วโดยประเด็นหลักๆ ที่ กกอ. เสนอ คือ ให้ลดการรับตรง และให้รับกลางมากขึ้น ซึ่งต้องไปดูว่าจะรับนักศึกษาเข้าเรียนด้วยวิธีอย่างไร เพื่อแก้ปัญหามหาวิทยาลัยต่างคนต่างรับ และแต่ละคณะก็รับกันเอง จัดสอบเอง แถมออกข้อสอบนอกหลักสูตร ซึ่งตรงกับนโยบายที่ตนกำลังดำเนินการอยู่ คือเปลี่ยนระบบคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัย ลดการสอบ โดยคณะให้จัดสอบเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ และมาเป็นใช้ผลการสอบกลาง ซึ่งอาจจะใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ต้องไปคิดระบบการสอบกลางร่วมกัน และควรให้สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วนข้อกังวลของมหาวิทยาลัยที่เกรงว่า จะไม่สามารถคัดเลือกเด็กเข้าเรียนได้ตามต้องการนั้น เรื่องนี้ไม่น่าห่วง เพราะสามารถดูผลสอบและดูคุณสมบัติอื่นๆ ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยสามารถเข้ามาช่วยกำหนดการสอบได้

“เรื่องใหญ่ คือ ระบบการคัดเลือกแบบนี้ทำให้ทั้งครู เด็ก และผู้ปกครองไม่สนใจการเรียนในระบบ ทุกคนจะมุ่งไปที่ว่ามหาวิทยาลัยออกข้อสอบอย่างไร หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีทางที่จะปฏิรูปการศึกษาได้ อย่างไรก็ตาม หากมหาวิทยาลัยยังยืนยันแนวทางเดิมก็มีสิทธิ์ เพราะมีอิสระตามกฎหมาย แต่มหาวิทยาลัยก็ยังต้องทำตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ถ้าเราใช้มติ ครม.ออกคำสั่งตอนนี้อาจไม่ได้ผล ต้องให้ส่วนรวมเห็นปัญหาว่าระบบที่ทำอยู่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการจัดการศึกษาพื้นฐาน และสร้างความไม่เท่าเทียม หากสังคมไม่เข้าใจมหาวิทยาลัยไม่เปลี่ยน การปฏิรูปการศึกษาที่ทำมาก็ล้มเหลวหมด” นายจาตุรนต์ กล่าว

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34089&Key=hotnews

รมช.ศึกษายันไม่มีตำราเรียนถูกไฟไหม้

13 กันยายน 2556

รมช.ศึกษายันไม่มีตำราเรียนถูกไฟไหม้ พบค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท
จากกรณีไฟไหม้อาคารเก็บหนังสือภายในโรงพิมพ์องค์การค้าของสำนักงานคณะ กรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง เมื่อกลางดึก วันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า เมื่อเวลา 13.00 น. นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่ตรวจความเสียหายอาคารที่ถูกไฟไหม้ โดยอาคารดังกล่าวเป็นโกดังขนาดใหญ่ 2 ชั้น ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 3,000 ตร.ม. จากการตรวจสอบชั้นที่ 2 พบความเสียหายส่วนใหญ่เป็นหนังสือและเครื่องจักรขนาดใหญ่เสียหายไปทั้งหมด และไฟยังลุกลามไปที่บริเวณชั้นล่างเสียหายบางส่วน ด้านอาคารและโครงสร้างนั้นเสียหายไปทั้งหลัง ซึ่งคาดว่าต้องทุบทิ้งและสร้างใหม่ทั้งหมด

นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า ในวันนี้ตนเองและคณะได้เดินทางมาตรวจสอบรายละเอียด เบื้องต้นพบว่าสถานที่ถูกไฟไหม้นั้นเป็นอาคาร 2 ซึ่งเหตุเกิดจากชั้นบนของอาคาร และลามลงมาชั้นล่างบางส่วน โดยเสียหายหมดทั้งอาคาร แต่ไม่พบว่าว่ามีใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุแล้ว ส่วนสาเหตุเบื้องต้นทราบว่าเป็นไฟฟ้าลัดวงจร แต่ก็ต้องรอผลสรุปจากทางเจ้าหน้าที่อย่างละเอียดอีกครั้ง และตนได้สั่งการไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปในอาคารโดยเด็ดขาด เพราะเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัย

นายเสริมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของความเสียหายนั้นพบว่าส่วนใหญ่เป็นหนังสือของบริษัทเอกชนที่ว่าจ้างให้โรงพิมพ์องค์การค้าเป็นผู้พิมพ์ให้ ส่วนเครื่องจักรเสียหายไป 14 เครื่อง รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดน่าจะไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ในส่วนกรณีที่เป็นห่วงว่าจะไหม้หนังสือตำราเรียนและส่งผลกระทบต่อการศึกษานั้น จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า หนังสือที่ถูกไฟไหม้ไปไม่มีหนังสือตำราเรียนของทางเราอยู่เลย จึงไม่มีผลกระทบอะไร

ขณะที่ พ.ต.อ.ธนวัตร วัฒนกุล ผกก.สน.โชคชัย เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ประสานให้ทางเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน(พฐ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ถูกไฟไหม้แล้ว ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้นั้น ยังไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งอุบัติเหตุไฟฟ้าลัดวงจรและการลอบวางเพลิง ตนจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่หาข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในองค์กรแล้ว ซึ่งทั้งหมดจะต้องรอผลสรุปจากเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อนำมาประกอบสวนในคดีต่อไป

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34088&Key=hotnews