kounchanok rujjanapan

“จาตุรนต์” ปลดล็อคไร้ใบประกอบวิชาชีพ

11 กันยายน 2556

“จาตุรนต์” ปลดล็อคไร้ใบประกอบวิชาชีพ มอบ ก.ค.ศ.แก้กฎหมายเพื่อปลดล็อคปัญหา เปิดทางให้ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพมาเป็นครู ระบุไม่อยากให้ไปปิดช่องทางที่จะให้ผู้มีความรู้และมีประสบการณ์ เข้ามาเป็นครู

เมื่อวันที่ 10 ก.ย.นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการมีปัญหาการขาดแคลนครู แต่ไม่สามารถที่จะจ้างคนเก่งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพเฉพาะด้าน อาทิ วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต วิทยาศาสตร์บัณฑิต มาเป็นครูได้ เพราะติดปัญหาในเรื่องของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งไม่ใช่จะมีปัญหาเฉพาะในสถานศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เท่านั้น แต่ในส่วนของโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็มีปัญหาในเรื่องการจ้างครูต่างประเทศมาสอน เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งตนมองว่าข้อกำหนดดังกล่าวเป็นระบบที่ปิดเกินไป ทำให้เป็นอุปสรรคไม่สามารถดึงคนที่มีความรู้ในวิชาชีพต่างๆมาเป็นครูได้ ทั้งที่คนเหล่านั้นสามารถที่จะเข้ามาสอนเพื่อทดแทนครูที่เรากำลังขาดแคลนได้ ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปตั้งวงพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาในภาพรวม หากต้องแก้กฎหมายเพื่อปลดล็อคปัญหาเพื่อเปิดทางให้ผู้ที่มีความรู้ความ เชี่ยวชาญในวิชาชีพต่างๆเข้ามาเป็นครูได้ก็สามารถทำได้ เพราะตนไม่อยากให้ไปปิดช่องทางที่จะให้ผู้มีความรู้และมีประสบการณ์ หรือผู้ที่เชี่ยวชาญในวิชาชีพนั้นๆเข้ามาเป็นครู

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า ทางครุสภาเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 44 ของพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่กำหนดไว้ว่าผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพควบคุม ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ คุณสมบัติ มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ มีวุฒิปริญญาทางการศึกษา หรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง ผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าว ไม่มีความยืดหยุ่น ทำให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางมาเป็นครูได้

ดังนั้น คุรสภาจึงเสนอทางออกโดยการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตราดังกล่าว และกำหนดให้กรรมการคุรุสภาสามารถยกเว้นเงื่อนไขข้อนี้ได้ ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมตรงนี้ไม่ได้เป็นการแก้ทั้งมาตรา จึงสามรถเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา และเข้าสภาได้ทันที 3 สาระ เพราะถือว่าไม่ผิดเจตนารมณ์ในเรื่องใบประกอบวิชาชีพครู ขณะเดียวกันยังช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครูในวิชาชีพเฉพาะได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สาขาวิศวกรรมศาสตร์ นาฏศิลป์ ฯลฯ และไม่ได้ช่วยปลดล็อคเฉพาะปัญหาขาดแคลนครูของสอศ. เท่านั้น แต่ยังทำให้หน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอชน (สช.) สามารถจ้างผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางมาสอนได้มากขึ้น

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34050&Key=hotnews

“ประเสริฐ” ยันจบ ม.6 ใน 8 เดือนไม่ง่ายอย่างที่คิด

11 กันยายน 2556

“ประเสริฐ” แจงจบ ม.6 ใน 8 เดือน มีเป้าหมายชัดเปิดโอกาสให้นำความรู้-ประสบการณ์มาเทียบโอนได้ ระบุเพื่อแก้ปัญหาเข้าใจผิดเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น  “เทียบระดับการศึกษาขั้นสูงสุดการศึกษาขั้นพื้นฐาน” แทนแล้ว ขณะที่เลขาธิการ กอศ.ระบุ รมว.ศึกษาห่วงเหตุพบเด็กบางคนเรียน ปวช.ไม่ไหวและลาออกไปเรียนโครงการ กศน.แทน พอจบก็มาสมัครเรียนปวส.ทั้งที่เพื่อนยังอยู่แค่ ปวช. 2 เท่านั้นหวั่นปล่อยไว้เกิดปัญหาคุณภาพการศึกษา

จากกรณีที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ระบุว่าอาจต้องมีการทบทวนโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาจบ ม.6 ใน 8 เดือน อย่างมีคุณภาพ ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เนื่องจากปัจจุบันมีนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ( ปวช.)ที่เรียนไม่ไหวหรือไม่อยากเรียนหนีมาเรียนโครงการดังกล่าวของ กศน.จากนั้นก็มาสมัครเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) แต่ก็มีปัญหาเรียนไม่ได้จึงต้องการให้ กศน.กำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิ์เข้าโครงการให้ชัดเจนโดยอยากให้เน้นผู้เรียนที่มีประสบการณ์การทำงานไม่ใช่เด็กที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วดิ่งมาเรียนในโครงการดังกล่าวเลยนั้น

นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า ความจริงแล้วโครงการดังกล่าวไม่ได้จบง่ายอย่างที่ประชาชนเข้าใจซึ่งวัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ต้องการเปิดโอกาสให้คนที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในอาชีพได้นำความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นมาเทียบระดับได้ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการแบ่งระดับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยให้สามารถเทียบระดับการศึกษาแบบข้ามชั้นได้ไม่จำเป็นต้องเทียบทีละระดับเหมือนในอดีต อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อท้วงติงว่าการใช้ชื่อเดิมนั้นอาจจะส่งผลให้ประชาชนเข้าใจความหมายผิดได้ กศน.จึงเปลี่ยนชื่อโครงการใหม่จากคำว่า “จบ ม.6 ใน 8 เดือน” มาเป็น “เทียบระดับการศึกษาขั้นสูงสุดการศึกษาขั้นพื้นฐาน” แทนแล้ว

“ส่วนคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเทียบระดับกับ กศน.ได้กำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจนแต่ต้นคือต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป มีอาชีพที่มั่นคงและประสบความสำเร็จในอาชีพนั้น ที่สำคัญจะต้องมีความรู้ ความสามารถที่จะนำมาเทียบระดับ เพราะการจบต้องจบอย่างมีคุณภาพ ต้องผ่านการทดสอบ 9 มาตรฐานวิชาโดยต้องผ่านในสัดส่วน 60% ในทุกมาตรฐาน สำหรับ 9 มาตรฐานวิชาที่ กศน.กำหนดไว้ ได้แก่ 1.การใช้คอมพิวเตอร์ 2.คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน 3.การบริหารธุรกิจเอสเอ็มอีได้ 4.ระบอบประชาธิปไตย 5.การบริหารจัดการชุมชน 6.การสนทนาภาษาอังกฤษหรือจีน 7.ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 8.การวิจัยชุมชน และ 9.การจัดการอาหารเพื่อครอบครัวและชุมชน”นายประเสริฐ กล่าว

ด้าน นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่ามีเด็ก ปวช.จำนวนหนึ่งที่เข้ามาเรียนได้สักพักก็เรียนไม่ไหวตัดสินใจลาออกไปอยู่บ้านเฉย ๆ รอจนอายุครบ 18 ปี ก็ไปสมัครเรียนกับ กศน. ตามโครงการเรียนจบ ม.6 ใน 8 เดือน ทำให้จบม.6 ก่อน ในขณะที่เพื่อน ๆ ยังเรียนอยู่ปวช.ปี 2 และไปสมัครเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งเท่ากับว่าเด็กเหล่านี้เรียนเร็วกว่าเพื่อน 1 ปี ดังนั้น รมว.ศึกษาธิการ จึงเป็นห่วงว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ อาจจะเกิดปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาได้ จึงอยากให้กศน.กลับไปดูเจตนารมณ์ ของการดำเนินโครงการดังกล่าวใหม่ โดยอาจจะต้องมีการปรับหลักเกณฑ์บางข้อ เช่น คนที่มาเรียนในโครงการนี้ อาจจะต้องมีประสบการณ์การมีงานทำมาแล้ว หรือกำหนดอายุผู้ที่สมัครเข้าเรียนใหม่ เป็นต้น

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34049&Key=hotnews

 

ศธ.ติงกำหนดคุณสมบัติผู้บริหารสถานศึกษาขั้นต่ำต้อง ป.โท สูงเกินไป

11 กันยายน 2556

บอร์ดคุรุสภา พิจารณาร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ…. มีมติเห็นชอบให้ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา จบวุฒิขั้นต่ำ ป.ตรี หลัง “จาตุรนต์” ติงข้อกำหนดขั้นต่ำ ป.โท สูงเกินไป ห่วงโรงเรียนเอกชนบางแห่งปฏิบัติตามไม่ได้

ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานคณะกรรมการคุรุสภา เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ดคุรุสภาเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้หารือกรณี (ร่าง)ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ ที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เสนอความเห็นกลับมาในข้อบังคับหมวด 1 มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ เกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา ซึ่งเดิมคุรุสภาได้เสนอกำหนดคุณวุฒิไว้ไม่ต่ำกว่าปริญญาโททางการบริหารการศึกษา หรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรองนั้น รมว.ศธ.ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการกำหนดคุณสมบัติผู้บริหารขั้นต่ำปริญญาโทอาจเป็นระดับการศึกษาที่สูงเกินไป และสถานศึกษาบางแห่งอาจยังไม่มีความพร้อม โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนเอกชน ซึ่งที่ประชุมบอร์ดคุรุสภาได้พิจารณาแล้วเห็นตามที่ รมว.ศธ.ตั้งข้อสังเกต จึงอนุมัติร่างข้อบังคับฯ ให้ผู้บริหารในตำแหน่งดังกล่าวสามารถมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี หรือเหมือนในข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2548 ฉบับเดิม ก่อนเตรียมเสนอต่อ รมว.ศธ.พิจารณาอีกครั้ง

“เดิมคุรุสภามีเหตุผลในการเสนอเกณฑ์คุณวุฒิขั้นต่ำปริญญาโทในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันมีคนเรียน ป.โท สาขาบริหารการศึกษาเยอะไปหมด อย่างไรก็ตาม รมว.ศธ. ตั้งข้อสังเกตว่าเกณฑ์คุณวุฒิดังกล่าวอาจสูงเกินไปสำหรับสถานศึกษาบางแห่ง และจะทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนบางแห่งที่ยังไม่พร้อม และบางพื้นที่ก็อาจหาคนไม่ได้ อีกทั้งความพร้อมของสถานศึกษาแต่ละแห่งในปัจจุบันก็มีไม่เท่ากัน ดังนั้นหากประกาศใช้จะเป็นภาระกับบางหน่วยงาน ซึ่งในประเด็นเหล่านี้ทางตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ต่างก็แสดงความเห็นด้วย” ศ.ดร.ไพฑูรย์ กล่าว

ศ.ดร.ไพฑูรย์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามระเบียบของ ศธ. ได้กำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องได้รับการอบรมในโครงการต่างๆ ก่อนเข้ารับตำแหน่งอยู่แล้ว ดังนั้นเชื่อว่าผู้บริหารทุกคนจะได้รับการปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพ พร้อมกันนี้คุรุสภายังมีโครงการพัฒนาบุคลากรและผู้บริหารตามแนวมาตรฐานวิชาชีพใหม่ จึงคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร และถือเป็นการดีสำหรับสถานศึกษาที่ยังไม่มีความพร้อมจะได้ใช้แนวทางตามมาตรฐานวิชาชีพคุรุสภาในการพัฒนาไปพร้อมกัน ทั้งนี้เนื้อหาในร่างข้อบังคับฉบับใหม่จะมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้บริหารในแง่มุมวิชาการและให้ความสนใจเรื่องของคุณภาพการศึกษามากขึ้น ขณะเดียวกันในส่วนของผู้ประกอบวิชาชีพครูจะต้องมีลักษณะความเป็นครูรุ่นใหม่ที่สอนเด็กให้รู้จักการคิดวิเคราะห์และคิดสร้างสรรค์ได้.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34048&Key=hotnews

 

อันดับการศึกษาต่ำ เงินเดือนครูไทยอย่าต่ำ รมช.ศธ. ย้ำเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ครูทำงาน

10 กันยายน 2556

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่ World Economic Forum (WEF) จัดอันดับให้การศึกษาไทย ตกลงไปอยู่ในระดับที่ 8 แพ้ ประเทศกัมพูชา และ เวียดนาม ว่า ตนขอรับข้อวิจารณ์ และเสนอข้อเสนอแนะของทุกเสียงเพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้การศึกษาของเด็กไทยมีการพัฒนา และเกิดความสมบูรณ์มากที่สุด สำหรับกรณีที่ว่าให้เงินเดือนครูสูง แต่ครูไม่สามารถทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้นนั้น ตนคิดว่าการเพิ่มเงินเดือนให้ครู ยังเป็นความสำคัญ เนื่องจากเป็นการให้ขวัญกำลังใจของครู เราต้องทำให้ครูมีขวัญกำลังใจที่สุด เพราะหากครูมีขวัญกำลังใจที่ดีก็จะอุทิศเวลา อุทิศตนให้กับการเรียนการสอน หากจะมองถึงปัญหาที่การศึกษาไทยต้องตกต่ำเช่นนี้ น่าจะอยู่ที่ปัจจัยอื่นๆ ประกอบกันด้วย อาทิ หลักสูตร เครื่องมืออุปกรณ์ในการเรียนการสอน ความพร้อมของเด็ก สถานที่เรียน สภาพแวดล้อม และส่วนหนึ่งก็คือความพร้อมของครู ซึ่งครูเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ

รมช.กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า รัฐมนตรีทุกคนที่มาบริหารด้านการศึกษา ย่อมมุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะหัวใจของการศึกษา อยู่ที่คุณภาพหรือมาตรฐานการศึกษา และที่มุ่งพัฒนาแก้ไขอยู่ คือการให้โอกาสทางการศึกษา และการบริหาร จัดการที่เป็นธรรมาภิบาล ซึ่ง 3 เรื่องนี้คือ หัวใจสำคัญที่ต้องแก้ไขควบคู่กันไป

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)กล่าวว่า โดยส่วนตัว เข้าใจว่ารายงานผลการจัดอันดับของ WEF จะประเมินโดยวิเคราะห์ระบบ การศึกษา ในฐานะของการผลิตกำลังคน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมากกว่า โดยมองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น จึงมีการเปรียบเทียบเม็ดเงินที่ใช้ลงทุนและ ผลที่ได้รับกลับมา ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี ที่สูงแต่ได้ผลตอบแทนที่ต่ำ จึงทำให้อันดับของไทยอยู่ต่ำกว่าประเทศที่ลงทุนต่อจีดีพีต่ำกว่า แต่ได้คุณภาพที่สูง

นายชินภัทร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เข้าใจว่า WEF จะมอง 3 ส่วนหลัก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ ประเด็นแรกคือมองที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งปัจจัยสำคัญในการชี้วัดความสำเร็จคือคุณภาพและสมรรถนะของครู ในส่วนของประเทศไทยมีการลงทุนเกี่ยวกับบุคลากรที่สูงโดยเฉพาะเงินเดือนครู แต่ไม่สัมพันธ์กับคุณภาพของการศึกษาที่ได้รับกลับคืน ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของสถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) อยู่แล้ว และเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการศธ. ให้ความสำคัญ จึงมี นโยบายที่จะเพิ่มคุณภาพและสมรรถนะของครู รวมทั้งปรับการประเมินครูให้เป็นการประเมินที่สัมพันธ์กับคุณภาพของ ผู้เรียนของเด็ก โดยประเมินจากผลการสอนจริง ส่วนที่ 2 น่าจะดูจากทักษะของนักเรียน โดยให้ความสำคัญกับ ทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประกอบด้วย 3 สมรรถนะหลัก คือ สมรรถนะทางด้านการคิด สมรรถนะทางด้านภาษา และสมรรถนะทางด้านไอซีที อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน สพฐ. พยายามที่จะเติมคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 ให้กับ นักเรียนอยู่ ส่วนที่ 3 การประเมินของ WEF น่าจะประเมินจากอัตรากำลังคนทางด้านอาชีวะ ซึ่งเป็นกำลังคนที่สำคัญมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ผู้เรียนสายอาชีวะของไทย ยังมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และคุณลักษณะ ของผู้เรียนสายอาชีพก็ยังไม่ถึงระดับอินเตอร์เนชั่นแนล

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34038&Key=hotnews

ผู้ประกอบการชี้เด็กอาชีวะน่าสงสาร

10 กันยายน 2556

ผู้ประกอบการ ชี้เด็กอาชีวะน่าสงสาร ถูกวัดมาตรฐานเพียบ แนะ สทศ.ใช้วีเน็ตวัดผลทั้งทฤษฎี-ปฏิบัติ ควบคู่เป็นคนดี มีวินัย พร้อมด้วยคุณธรรม-จริยธรรม

นายอรรถการ ตฤษณารังสี ผู้แทนองค์กรเอกชน ในคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้เข้าร่วมงานเสวนา “วีเน็ต (V-NET) : ปัจจุบันและอนาคตอาชีวศึกษาไทย” จัดโดย สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) ซึ่งตนได้แสดงความเห็นว่า ขณะนี้นักศึกษาอาชีวะน่าสงสารมาก เพราะมีหลายมาตรฐานในการวัดความรู้ และการการันตีถึงคุณภาพ สมรรถนะ และทักษะอาชีพ อาทิ มาตรฐานอาชีวศึกษา มาตรฐานฝีมือแรงงาน มาตรฐานสมาคมวิชาชีพต่างๆ และมาตรฐานการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา หรือ วีเน็ต ของ สทศ. เป็นต้น ซึ่งตนมองว่าเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ เหล่านี้เยอะจนเด็กไม่รู้ว่าต้องสอบมาตรฐานไหนถึงจะได้การันตีคุณภาพ แล้วถ้าสอบผ่านมาตรฐานหนึ่งแต่อีกมาตรฐานไม่ผ่านจะถือว่ามีคุณภาพหรือไม่ ขณะเดียวกันการทดสอบต่างๆ ยังส่งผลให้อาจารย์อาชีวะเกิดความสับสนว่าควรสอนให้เด็กมีทักษะในการปฎิบัติงานจริงหรือสอนเพื่อให้เด็กทำข้อสอบได้

“อย่างไรก็ตามการกำหนดมาตรฐานต่างๆ เกิดจากคนชี้ไม่รู้ ส่วนคนรู้กลับไม่ชี้ ซึ่งผมมองว่าหาก สทศ.จะใช้การจัดทดสอบวีเน็ต โดยวัดเฉพาะความรู้แกนกลางตามทฤษฎีอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่ควรจะเป็นการวัดในเรื่องที่ใกล้เคียงกับวิถีชีวิตจริงของเด็ก และควรพิจารณาว่าจะออกข้อสอบอย่างไรให้ใกล้เคียงกับภาคปฎิบัติควบคู่ไปกับความรู้ด้านทฤษฎี อีกทั้งควรจะมีการทดสอบเรื่องความเป็นคนดี มีวินัย คุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเรื่องเหล่านี้ควรทดสอบตั้งแต่ช่วงที่เด็กนักศึกษากำลังอยู่ในวัยเรียน”นายอรรถการ กล่าวและว่า การจัดการเรียนการสอนอาชีวะที่ดีต้องเป็นการเรียนที่ใกล้เคียงกับวิถีชีวิตจริงมากที่สุด โดยสถานศึกษาจะต้องร่วมมือกับสถานประกอบการในการผลิตเด็ก เพราะถ้าการเรียนการสอนที่อยู่ในห้องเรียนแตกต่างจากการไปทำงานในวิถีชีวิตจริง เด็กจบมาก็ไม่สามารถทำงานได้ นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษาให้มากกว่าสายอุดมศึกษาด้วย.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34037&Key=hotnews

กศน.ปูพรมเคาะสนิมอ่าน – เขียน

10 กันยายน 2556

กศน.รับลูกเร่งขจัดปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เดินหน้าสำรวจแบบเคาะประตูบ้านก่อนวางแผนจัดการเรียนการสอนเฉพาะกลุ่ม

วานนี้ (9 ก.ย.) นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ระบุว่า คนไทยประมาณร้อยละ 4 ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ได้มีนโยบายเร่งด่วนที่จะขจัดปัญหาดังกล่าวและจะผลักดันให้คนไทยอ่านออกเขียนได้ 100% ภายในปี 2557 นั้น ในส่วนของสำนักงาน กศน.พร้อมที่จะดำเนินการตามนโยบายเต็มที่ โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน.จังหวัด ศูนย์ กศน.อำเภอ และ กศน.ตำบล ทำการสำรวจแบบเจาะลึกไปยังทุกหมู่บ้านว่า แต่ละครัวเรือนมีใครบ้างที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษา เพื่อจัดทำแผนจัดการเรียนการสอนพัฒนาคนกลุ่มนี้ให้สามารถอ่านออกเขียนให้ได้ภายในระยะเวลากี่วัน

“ผมได้มอบให้ครู กศน.ทั่วประเทศปูพรมลงพื้นที่เคาะประตูบ้านทุกบ้านสำรวจว่า มีใครบ้างที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พร้อมทั้งวางแผนการสอนให้ชัดเจน จากนั้นนับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไปให้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนเลย ซึ่งเบื้องต้นได้รับทราบข้อมูลมาว่า มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่เคยรู้หนังสือ อ่านออกและเขียนได้ แต่หลังจากที่ไม่ค่อยได้อ่านและเขียนจึงเกิดอาการลืม ดังนั้นจึงต้องวางแผนเพื่อเคาะสนิมกันใหม่” เลขาธิการ กศน. กล่าวและว่า นอกจากนี้สำนักงาน กศน.จะเร่งผลักดันจัดตั้งบ้านหนังสืออัจฉริยะให้ครบทุกหมู่บ้านอย่างเพียงพอโดยเร็วที่สุดหลังจากที่สามารถจัดตั้งไปได้แล้วกว่า 40,000 แห่ง ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้อ่านหนังสือทุกวันจะได้ไม่ลืมการอ่านออกและเขียนได้ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34036&Key=hotnews

ศธ.เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนเรียนต่อสายอาชีพ

10 กันยายน 2556

ศธ.เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนเรียนต่อสายอาชีพลดสายสามัญ ตั้งเป้าดูดเด็กที่เคยคิดต่อม.ปลายสายสามัญให้สมัครใจย้ายมาเรียนสายอาชีพ “จาตรุนต์“ เตรียมคุมเข้มจำนวนนักเรียนต่อห้องของโรงเรียนมัธยม

วานนี้ (9 ก.ย.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้เชิญนักวิชาการ นักการศึกษา ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานด้านการศึกษามาประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อยกร่างแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งที่ประชุมได้หยิบยกเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนต่อสายอาชีพเป็น 51 % ลดสัดส่วนผู้เรียนต่อสายสามัญให้เหลือ 49 % ภายในปี 2558 ขึ้นมาหารือเพราะปัจจุบันนักเรียนที่จบ ม.3 ปีละประมาณ 9 แสนคนจะเลือกเรียนต่อสายสามัญในสัดส่วนกว่า 60 % ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศและไม่ตรงความต้องการของตลาดแรงงานในประเทศ เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานฝีมือในสาขาต่างๆ จำนวนมาก แต่กลับไม่มีกำลังคนป้อนเข้าไปได้อย่างเพียงพอ เพราะเด็กส่วนใหญ่เลือกเรียนต่อสายสามัญมากกว่าสายอาชีพ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่าหากจะขับเคลื่อนการปรับสัดส่วนผู้เรียนต่อสายอาชีพและสายสามัญให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทุกฝ่ายเห็นว่าจะต้องเป็นความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพราะที่ผ่านมาพบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่สนใจแนะแนวการเรียนต่อสายอาชีพให้เด็ก เพราะต้องการดึงเด็กให้เรียนต่อม.ปลาย ดังนั้น ศธ.จึงต้องการให้ สอศ.และ สพฐ.มาทำงานร่วมกัน โดยจะให้สพฐ.เป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นหลักพร้อมสั่งการให้โรงเรียนแต่ละแห่งต้องกระตือรือร้นที่จะจัดการแนะแนวเรียนต่อสายอาชีพให้แก่นักเรียนของตัวเองอย่างจริงจังด้วย

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนักเรียนจบ ม.3 ปีละ 9 แสนคน เลือกเรียนต่อสายสามัญประมาณ 5 แสนคน สายอาชีพอาชีพ 3 แสนคน และเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยไม่ได้เรียนต่อ 1 แสนคน ซึ่งหากจะปรับสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพให้เป็น 51% เท่ากับว่าจะต้องมีผู้เลือกเรียนสายอาชีพประมาณ 4.6 แสนคน เพราะฉะนั้นจะต้องหาผู้เรียนมาเพิ่มอีกประมาณ 1.5 แสนคน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่จะดึงดูดมาได้มี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ เด็กที่ไม่เรียนต่อปีละ 1 แสนคนให้เปลี่ยนใจเรียนต่อสายอาชีพจำนวน 5 หมื่นคน อีกกลุ่ม คือ เด็กที่จะเลือกเรียนต่อสายสามัญให้หันมาเรียนสาอาชีพอีกประมาณ 1.2 แสนคน

อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าว จะไม่ใช้วิธีการบังคับ แต่จะให้เป็นไปตามความสมัครใจของเด็กและผู้ปกครอง โดยพยายามพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยอาชีพพร้อมรณรงค์ต่างๆ เพื่อเปลี่ยนค่านิยมของสังคม โดยเฉพาะการรณรงค์จุดแข็งว่า เรียนอาชีวะแล้วมีงานทำ มีรายได้สูง

“นอกจากหาทางเพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีพแล้ว ยังต้องรักษาคุณภาพของการเรียนสายอาชีพด้วย ซึ่งอาจจะต้องมีการทบทวนรายละเอียดนโยบายเรียนจบ ม.6 ภายใน 8 เดือน ของ กศน. เนื่องจากปัจจุบัน มีนักเรียน ปวช.ที่เรียนไม่ไหวหรือไม่อยากเรียนได้หนีมาเรียนโครงการนี้ของ กศน.แทน ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปจะมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อการศึกษาอาชีวะอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น กศน.จะต้องไปทบทวนรายละเอียดของโครงการนี้ใหม่ไม่ว่าจะเป็น หลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิ์เข้าโครงการต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า ต้องเป็นคนมีประสบการณ์ มีสมรรถนะทางอาชีพมาแล้วมาเรียนต่อ ไม่ใช่จบ ม.3 แล้งก็ดิ่งมาเรียนสั้นๆ กับ กศน.” นายจาตุรนต์ กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34035&Key=hotnews

“ชินภัทร” ไม่เอาด้วยยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6

10 กันยายน 2556

“ชินภัทร” ไม่เอาด้วยข้อเสนอ สทศ.ยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6 ระบุถอยหลังลงคลอง เพราะปัจจุบันคะแนนโอเน็ตโยงสอบเข้า ม.1 และประเมินครู ชี้เด็กเครียด มีหลายวิธีแก้ไข ด้าน “อ๋อย” สั่งสทศ.-สพฐ.วางระบบจัดสอบข้อสอบกลางเด็กทุกระดับชั้นทุกคน

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณีที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แก้ไขประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการใช้ผลการแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 โดยให้ยกเลิกการนำคะแนนโอเน็ตมาเป็นส่วนหนึ่งในการจบการศึกษาของนักเรียนชั้น ป.6 และยกเลิกการที่นักเรียนต้องสอบทุกคนเป็นสุ่มสอบ เหมือนการประเมินนักเรียนนานาชาติ (PISA) เนื่องจากมีงานวิจัยชี้ว่าทำให้เด็กเกิดความเครียด และครูเน้นติววิชาการซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศักยภาพเด็ก ว่าเรื่องนี้คงต้องมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง เพราะเดินหน้ามาไกลแล้ว และต้องเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับคะแนนโอเน็ตอย่างแท้จริง
“เมื่อก่อนจะเห็นได้ว่าคะแนนโอเน็ตไม่มีความหมาย เชื่อถือไม่ได้ และไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมา ศธ.จึงพยายามทำให้คะแนนโอเน็ตมีความหมายทั้งกับครู นักเรียน และโรงเรียน เราจึงต้องเดินหน้าต่อไป” นายชินภัทรกล่าว

ส่วนงานวิจัยที่ระบุว่าการสอบทำให้เด็กเครียด และครูเน้นติวแต่วิชาการนั้น หากมีปัญหาเกิดขึ้นจริงที่เป็นอาการข้างเคียงจากการสอบ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาร่วมกันหาทางแก้ไข ไม่ใช่เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแล้วจะต้องเดินถอยหลัง ซึ่งตนคิดว่าเวลานี้ทุกอย่างจะต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้การดำเนินการประเมินผลระดับชาติมีผลต่อวงจรในการพัฒนาการศึกษาของเด็ก

“ถ้าเด็ก ป.6 ไม่ได้สอบโอเน็ตทุกคน ก็จะส่งผลกระทบต่อการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 แน่ เพราะขณะนี้โรงเรียนต่างๆ กำหนดให้คะแนนโอเน็ตเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคัดเลือกเด็กแล้ว ดังนั้น จึงคิดว่าควรจะใช้คะแนนโอเน็ตให้เกิดประโยชน์ต่อไปไม่ใช่เดินถอยหลัง”

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบัน ศธ.จัดสอบด้วยข้อสอบกลางทุกช่วงชั้น ฉะนั้น เพื่อให้ทราบเรื่องดังกล่าว ตนมีแนวคิดจะเพิ่มการสอบด้วยข้อสอบกลางทุกระดับชั้นและสอบทุกคน เบื้องต้นจะให้ สทศ.เข้ามาช่วย สพฐ.วางระบบ ขณะที่ข้อเสนอของ สทศ.ให้ยกเลิกสอบโอเน็ตกับนักเรียนชั้นป.6 ทุกคนนั้น ตนยังไม่รับทราบ.

ที่มา: http://www.thaipost.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34034&Key=hotnews

‘จาตุรนต์’ อนุมัติจัดซื้อแท็บเล็ต 3 โซน

9 กันยายน 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดซื้อแท็บเล็ตปีการศึกษา 2556 ว่า ตนได้ลงนามอนุมัติการจัดซื้อไปแล้ว ประกอบด้วย โซน 1 ภาคกลางและภาคใต้ ของนักเรียนชั้น ป.1 จำนวน 431,105 เครื่อง โซน 2 ชั้น ป.1 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 373,637 เครื่อง และโซน 4 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของนักเรียนชั้น ม.1 และครู จำนวน 402,889 เครื่อง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่เชิญ 8 หน่วยงานมา

ลงนามจัดซื้อประมาณกลางเดือนนี้ ขณะที่ตามสัญญาเมื่อลงนามจัดซื้อแล้วบริษัทจะต้องทยอยจัดส่งแท็บเล็ตให้ถึงปลายทางภายใน 90 วัน คาดว่าประมาณกลางเดือนธันวาคม นักเรียนบางส่วนจะได้รับแท็บเล็ต

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการจัดซื้อโซน 3 ภาคกลางและภาคใต้ของนักเรียนชั้น ม. 1 และครู จำนวน 426,683 เครื่อง ที่คณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์พกพา ต่อ 1 นักเรียน มีมติให้ยกเลิกผลการประกวดราคานั้น ขณะนี้ทางคณะกรรมการประกวดราคาของ สพฐ.จะคงมติเดิมคือให้ยกเลิกผลการประมูล ซึ่งบริษัทสุพรีม ดิสทีบิวชั่น สามารถยื่นอุทธรณ์กับคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ภายใน 3 วัน แต่หากบริษัทเลือกที่จะฟ้องศาลปกครอง และศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็อาจทำให้การจัดซื้อยืดเยื้อออกไป แต่หากไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็จะเดินหน้าจัดซื้อกันใหม่

ต่อข้อถามว่า บริษัทสุพรีมฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากผลการประมูลโซน 3 ครั้งใหม่ยังมีราคาสูงกว่าโซน 4 จะยกเลิกอีกหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบทั้งราคา และการแข่งขัน ซึ่งที่ผ่านมามีการประมูลโซน 3 เพียงสองบริษัท และเคาะราคาแค่สองครั้ง แต่ราคาที่ได้ยังสูงและต่างจากโซน 4 อยู่ ดังนั้นคงต้องพิจารณาก่อน.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34023&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: การประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่ง บุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2)

9 กันยายน 2556

ประชาสัมพันธ์
สำนักงาน ก.ค.ศ.
ในช่วงเดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน 2556 สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้จัดให้มีการประชุมสัมมนา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ จำนวน 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค ซึ่งเป็นการประชุมสัมมนาที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นปัจจุบัน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการบริหารงานบุคคลระหว่าง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษากับ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ เพื่อนำความรู้ที่ได้รับในการประชุมสัมมนาไปใช้กับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาและส่วนราชการ ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาจะมีความสำคัญในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะเป็นผู้ที่คอยสนับสนุนการบริหารงานในเขตพื้นที่การศึกษาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ก.ค.ศ.ในคราวประชุมครั้งที่ 8/2556 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2556 ได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) ที่สำคัญๆ โดยมีมติดังนี้

1.กำหนดมาตรฐานตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)
2.กำหนดกรอบอัตรากำลังของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
3.กำหนดแนวทางการบริหารกรอบจัดการอัตรากำลังใหม่
4.กำหนดตำแหน่งและการประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ

เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ.จึงได้เชิญผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล ทุกเขตพื้นที่การศึกษาเข้าร่วมการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในวันที่ 9-12 กันยายน 2556 ณ ห้องริชมอนด์แกรนด์บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมริชมอนด์ ถนนรัตนาธิเบศร์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ยังได้ให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มเติม ในเรื่องการปรับเงินเดือนตามคุณวุฒิ และเงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้ที่สอนคนพิการ การให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะ และระเบียบว่าด้วยระบบทะเบียนประวัติอิเล็กทรอนิกส์

สำนักงาน ก.ค.ศ.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดประชุมสัมมนาในครั้งนี้จะทำให้บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ได้รับความรู้และความเข้าใจในหัวข้อการประชุมสัมมนาและสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องต่อไป

–มติชน ฉบับวันที่ 9 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34024&Key=hotnews