kounchanok rujjanapan

ศธ.ประกาศเร่งรัดแก้ปัญหาเด็กไทยอ่าน-เขียนไม่ได้

6 กันยายน 2556

“จาตุรนต์” ประกาศมาตรการเร่งรัดแก้ปัญหาเด็กไทย อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ ต้องไม่มีอีกต่อไป ชี้ปัจจัยทำทักษะภาษาไทยอ่อน หลักสูตรภาษาไทยเปลี่ยน ครูไม่สอนการสะกด-ประสมคำ สพฐ.ทำเครื่องมือทดสอบพร้อมสแกนกลุ่มเสี่ยง ป.3 และ ป.6 ทั่วประเทศ เดือน ก.ย.นี้ ตั้งเป้าลดจำนวนเหลือศูนย์ในภาคเรียนที่ 2/2556

ที่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 ก.ย.56 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในการแถลงข่าวประกาศนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ “นักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ต้องไม่มี” ว่า หลังจากที่ตนได้มอบนโยบายเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้เชื่อมโยงกันเพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาและเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เรียนต้องมีเพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง คือ ความสามารถในการใช้ภาษา แต่เนื่องจากยังพบว่าเด็กไทยจำนวนมากที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงต้องมีการกำหนดมาตรการให้สถานศึกษาปลอดการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

และขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้ไปจัดทำเครื่องมือทดสอบเพื่อตรวจและคัดกรองความสามารถการอ่านออกเสียงและความเข้าใจของนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.6 เพื่อจัดแบ่งเด็กเป็นกลุ่มและวิเคราะห์สภาพปัญหาและหาวิธีแก้ไขที่ตรงจุด โดยจะเริ่มดำเนินการคัดกรองพร้อมกันทุกเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศให้แล้วเสร็จและรายงานมายังสพฐ.ภายในเดือน ก.ย.นี้ จากนั้นจะมีการเร่งรัดพัฒนาครูตามผลการประเมินภายในเดือน ต.ค.56 เพื่อจะได้จัดสอนซ่อมเสริมให้แก่นักเรียนที่มีปัญหาภายในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 โดย สพฐ.จะมีการกำกับ ติดตาม นิเทศให้ความช่วยเหลือครูภาษาไทย และครูทุกคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาการอ่านของเด็ก

“ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะเชื่อมโยงไปถึงการให้เด็กคิดวิเคราะห์การเรียนภาษาต่างประเทศ และการเรียนภาษาอื่นๆ รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการดูแลแก้ไข ซึ่งจากตัวอย่างของหลายโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาคือการให้การดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดและมีการสอนแบบเข้มข้น บางโรงเรียนใช้เวลาเพียง 120 ชั่วโมง ก็สามารถเปลี่ยนให้เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เป็นอ่านออกเขียนได้ แล้วกลับเข้าห้องเรียนตามปกติ ซึ่งวิธีการนี้จะใช้เวลาไม่มาก แต่สิ่งที่จะต้องเร่งรัดต่อไป หลังจากเด็กอ่านออกเขียนได้แล้วคือ การอ่านรู้เรื่อง และสื่อสารได้ ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงการเรียนในวิชาอื่น ๆ ด้วย เพราะเมื่ออ่อนภาษาไทย ก็ไม่ต้องพูดถึงวิชาอื่น”

นายจาตุรนต์ กล่าวและว่า ปัญหาเรื่องการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลักสูตรที่กำหนดให้เด็กเรียนวิชาภาษาไทยน้อยเกินไปหรือไม่ ปัญหาวิธีการสอนที่สอนให้เด็กอ่านเป็นคำ ไม่ได้สอนให้สะกด เด็กประสมคำแจกลูกไม่เป็น ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให่ฃ้เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ นอกจากนี้ระบบการทดสอบก็ไม่มีมาตรฐานกลางที่อ้างอิงหลักวิชาว่าด้วยการวัดผล หรือความรู้ทางมาตรฐานภาษา เป็นต้น

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าวันนี้มีเด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้กี่คน แต่การสแกนครั้งนี้จะทำให้เรารู้ข้อมูลที่ชัดเจนเป็นรายเขตพื้นที่ฯซึ่งจะทราบว่ามีเด็กอยู่ในกลุ่มที่ต้องปรับปรุงจำนวนเท่าได เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมครูผู้สอนในช่วงปิดภาคเรียนและดำเนินการสอนซ่อมเสริมได้ทันทีในภาคเรียนที่ 2 โดยมีเป้าหมายว่าแต่ละเดือนนักเรียนกลุ่มที่ต้องปรับปรุงจะต้องลดลงจนเป็นศูนย์ภายในสิ้นเทอมที่ 2

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34004&Key=hotnews

เสนอเลิกใช้โอเน็ตตัดสินผลการเรียนเด็ก ป.6

6 กันยายน 2556

ประธานบอร์ด สทศ.เสนอเลิกใช้ผลโอเน็ตตัดสินผลการเรียนเด็ก ป.6 หวังลดแรงกดดันครู-นักเรียน ชี้เด็กประถม เหมือนผ้าขาวสั่งให้ตั้งใจเรียนได้ไม่ต้องบังคับสอบ

ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้มีประกาศเรื่องการใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ทั้งระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสัดส่วนร้อยละ 20 โดยให้สถานศึกษาดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 นั้น จากการประเมินของตนเห็นว่าข้อกำหนดดังกล่าวควรให้มีผลบังคับใช้เฉพาะนักเรียนระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป เพราะนักเรียนระดับประถมศึกษายังอยู่ในวัยที่สามารถควบคุมได้ อีกทั้งมีงานวิจัยต่างชาติ ระบุตรงกันว่า เด็กนักเรียนประถม เป็นวัยที่มีระเบียบวินัย เป็นเด็กดี เชื่อฟังครู และเปรียบเสมือนผ้าขาว ถ้าครูสั่งให้ทำอะไรก็สามารถทำตามได้โดยไม่ขัดข้อง ให้อ่านหนังสือก็อ่าน ให้ตั้งใจสอบก็สอบ ดังนั้นประกาศของศธ.ดังกล่าวที่มีขึ้นเพื่อให้นักเรียนตั้งใจทำข้อสอบโอเน็ต จึงไม่จำเป็นสำหรับนักเรียนประถม ทั้งนี้ตนได้เตรียมยื่นข้อเสนอให้ยกเลิกการใช้คะแนนโอเน็ตเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของนักเรียนชั้นป.6 ต่อนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. ในการประชุมระดับนโยบายรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา วันที่ 7 ก.ย.นี้ ที่จังหวัดชลบุรี

ศ.ดร.สมหวัง กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาไม่ได้มีเสียงสะท้อนว่าการทดสอบระดับชาติ ป.6 ไม่ดี เพียงแต่ตนเห็นว่านโยบายดังกล่าว ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อครูและเด็กมากเกินไป เพราะมุ่งจะทำข้อสอบให้ได้คะแนนดี และทำให้ครูเน้นติวความรู้วิชาการมากจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศักยภาพเด็กในด้านอื่น ขณะเดียวกันตนไม่ได้เสนอให้ยกเลิกการสอบโอเน็ต ป.6 เพียงแต่อาจปรับปรุงให้เป็นการสอบเพื่อวัดประเมินผลคุณภาพการศึกษา โดยการสุ่มตัวอย่างนักเรียนมาเข้าสอบ สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)จะนำคะแนนไปใช้อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของสพฐ. เอง

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34003&Key=hotnews

“1 ทศวรรษ สกสค.ตั้งศูนย์ช่วยเหลือ ดูแลครอบครัวครูชายแดนใต้ 24 ชั่วโมง”

5 กันยายน 2556

10 ปี ของเหตุการณ์ความรุนแรงที่ได้ปะทุขึ้นบนพื้นที่ชายแดนใต้ เป็น 10 ปี ที่ประเทศไทยต้องสังเวยชีวิตประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้กระทั่งครู และพระสงฆ์ ซึ่งรวมแล้วมีผู้เสียชีวิตกว่า 5,528 คน บาดเจ็บกว่า 9,524 คน

“ชีวิตคนที่ดับสูญเหมือนใบไม้ร่วง” ณ วันนี้ ไม่ได้บรรเทาเบาบางลงไปเลย ตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร ชรบ. ครู ผู้นำศาสนา ประชาชนทั่วไป กลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อการร้าย จนเกิดเหตุ “ตายรายวัน” วันละหลายๆ เหตุการณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ดูเหมือนสถานการณ์จะดีขึ้นระยะหนึ่งในช่วงเริ่มต้นเดือน “รอมฎอน” แต่ทว่าในช่วงปลายของเดือนรอมฎอนเหตุการณ์กลับมาสู่ “โหมด” ของความรุนแรงและเลวร้ายอีกครั้งหนึ่ง

นายบุญสม ทองศรีพราย ประธานสมาพันธ์ครูสามจังหวัดชายแดนใต้ และผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค. จังหวัดปัตตานี เปิดเผยถึงรายละเอียดจำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ความไม่สงบถึง 159 คนรวมทั้งโรงเรียนที่ถูกเผาถึง 335 โรง นับจากปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา และจากการไม่ปฏิบัติการกับ “ครู” มาเป็นเวลาเกือบ 1 ปี วันนี้ก็กลับมาปฏิบัติการมุ่งหมายเอาชีวิตครูเป็น “เหยื่อ” อีกครั้ง เฉพาะในห้วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม มีครูใน จ.นราธิวาส ปัตตานี ถูกฆ่าไปแล้ว 3 ราย บาดเจ็บอีก 1 ราย ชีวิตของครูในขณะนี้จึงเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายอีกครั้ง

ขณะที่นายสมศักดิ์ ตาไชยเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ในฐานะผู้นำองค์กรวิชาชีพครูที่ดูแลงานด้านสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งประเทศ ได้แสดงความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของเพื่อนครู ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตลอดจนสมาชิกในครอบครัวของผู้ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรารู้ถึงความทุกข์ใจ รู้และรับทราบถึงความสุ่มเสี่ยงในชีวิตกับการทำหน้าที่แต่ละวันที่ไม่อาจมองถึงวันพรุ่งนี้ได้ จึงคิดว่าทำอย่างไรจะให้เพื่อนผู้ปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นได้ทุเลาความทุกข์ ความกังวลใจลงได้ สกสค.ของเราจึงได้จัดตั้งกองทุนฯ ขึ้นมาหนึ่งกองทุนเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาสมาชิกและครอบครัวในอีกหนึ่งทาง” …กองทุนสวัสดิการและสวัสดิภาพเพื่อสงเคราะห์ครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษในชายแดนใต้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ สกสค.กำหนด ในวาระเริ่มแรกได้นำเงินสนับสนุนพิเศษโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ช.พ.ค. เป็นเงินจำนวนยี่สิบสองล้านบาท มาจัดตั้งเป็นกองทุนประเดิม ผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา เลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด พนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งลูกจ้างในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ที่ประสบเหตุเภทภัยจากการปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ

จากการลงพื้นที่ของนายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. พบว่าการดำเนินการช่วยเหลือดังกล่าวยังมีปัญหากับกลุ่มครูไทยมุสลิมที่เสียชีวิต เนื่องจากประเพณีประกอบพิธีทางศาสนาให้แก่ผู้เสียชีวิตต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง ตามประเพณีของชาวไทยมุสลิมที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือต้องปรับยุทธวิธีในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของชุมชน

ในการนี้ สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จึงมีแนวคิดในการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือดูแลครอบครัวครูชายแดนใต้ โดยกำหนดภารกิจและบทบาทหน้าที่ในการดำเนินงาน 3 มาตรการ ได้แก่
1.การจัดตั้งศูนย์ดูแลครอบครัวครูชายแดนใต้
2.การช่วยเหลือดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์
3.การช่วยเหลือครอบครัวครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบ

โดยกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความช่วยเหลือจะแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นสมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. และกลุ่มที่ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. ซึ่งสมาชิกทั้ง 2 กลุ่มนี้ เมื่อประสบเหตุเภทภัยถึงแก่ชีวิตจะได้รับเงินสงเคราะห์รายศพ รายละ 500,000 บาท จากเงินกองทุนสวัสดิการและสวัสดิภาพครูเท่ากัน แต่กลุ่มที่สมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ยังจะได้รับเงินช่วยเหลือฌาปนกิจสงเคราะห์ ช.พ.ค. / ช.พ.ส. อีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ยังดำเนินงานจัดโครงการดูแลครอบครัว การสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวผู้ประสบภัย อาทิ การให้ทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาผู้ประสบภัย การเยี่ยมเยือนปลอบขวัญผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ การช่วยเหลือความเสียหายด้านทรัพย์สิน รวมทั้งการนำไปศึกษาดูงาน นับถึงปัจจุบันสำนักงาน สกสค. ให้ความช่วยเหลือครูผู้เสียชีวิตแล้ว 45 ราย รายละ 500,000 บาทคิดเป็นเงิน 22,500,000 บาท (ยี่สิบสองล้านห้าแสนบาทถ้วน)

และในวาระครบรอบการสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ครบ 10 ปี ซึ่งจะจัดงานในระหว่างวันที่ 5-9 กันยายนนี้ การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือดูแลครอบครัวครูชายแดนใต้ ทั้งนี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติและให้ความสำคัญมาเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ฯ ในวันที่ 5 กันยายน 2556 เวลา 10.30 น. ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จะจัดงานครบรอบ “1 ทศวรรษ สกสค.” ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญอีกหนึ่งก้าวในการที่ สกสค.จะได้ยกระดับการดูแลสวัสดิการ สวัสดิภาพครูให้เข้าถึงส่วนที่อยู่ลึกที่สุด และเป็นโครงสร้างทางสังคมที่แข็งแกร่งที่สุด นั่นก็คือ “ครอบครัว” ครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่พิเศษเสี่ยงภัย จะได้รับความอุ่นใจในการดูแลครอบครัวครู ซึ่งวันนี้ สกสค. ได้รับความร่วมมือที่ดียิ่งจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการ สกสค. คณะผู้บริหารในจังหวัดชายแดนใต้ ผู้แทนครูและผู้ปฏิบัติในพื้นที่ และนี่ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเอื้ออำนวยให้การช่วยเหลือประสานงานเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในชายแดนภาคใต้ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์เป้าหมายที่ตั้งไว้ และเป็นไปดังปณิธานของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ที่กำหนดไว้ว่า “ครอบครัวครู…. เราดูแล” อย่างแท้จริง www.otep.go.th 0-2282-3831

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33991&Key=hotnews

 

ยูเนสโกเผยงานวิจัยพบเด็กไทยเครียดเพราะสอบมาก

5 กันยายน 2556

สทศ.ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 9 เดินหน้าสู่ความเป็นสากล เชิญวิทยากรจากอเมริกาและยูเนสโกร่วมแสดงทัศนะการจัดการทดสอบทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้าน “พงศ์เทพ” หวังเรียนรู้เทคนิคนำมาปรับใช้พัฒนาหลักสูตรและข้อสอบ ประกอบการปฏิรูปการศึกษาไทย ขณะที่ผู้แทนยูเนสโก ชี้เด็กไทยสอบมากส่งผลเครียด-ต้องเรียนเพิ่ม แนะทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

วานนี้ (4 ก.ย.) ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ได้มีการประชุมนานาชาติ 2013  “NIETS International Symposium”  ในโอกาสครบรอบ 8 ปีสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ซึ่งนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานว่า ทรัพยากรมนุษย์เป็นองค์ประกอบสำคัญของรัฐและทรัพยากรมนุษย์ที่มีการศึกษาก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากในสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยประเทศไทยลงทุนด้านการศึกษามากที่สุดประเทศหนึ่ง คือ มากกว่าร้อยละ 20 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี แต่คุณภาพการศึกษาของเรายังตามหลังอยู่หลายประเทศ ดังนั้นการประชุมระดับนานาชาติครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีในการเรียนรู้ แนวปฏิบัติและเทคนิคจากต่างประเทศ ในการพัฒนาระบบการทดสอบให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น รวมถึงเรียนรู้วิธีการจัดทำเนื้อหาข้อสอบเพื่อชี้วัดการใช้ทักษะความจำและการวิเคราะห์ของผู้เรียน ซึ่งตนเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาหลักสูตรและการปฏิรูประบบการศึกษาของไทยต่อไป

รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สทศ. กล่าวว่า ตนมีนโยบายที่จะเดินหน้าพัฒนาการทดสอบให้เป็นมาตรฐานสากล โดยพัฒนาระบบการจัดทำข้อสอบในด้านต่างๆ อาทิ การจัดทำคลังข้อสอบโอเน็ต ทดสอบความรู้ที่เชื่อมโยงกับเนื้อหา มุ่งวัดสมรรถนะผู้เรียนเพื่อนำผลการทดสอบไปใช้เชื่อมโยงกับหลักสูตรและการเรียนการสอน รวมถึงให้ผลการทดสอบสามารถเทียบเคียงกับผลการทดสอบระดับนานาชาติได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้จะพัฒนาระบบอี-เทสติ้งให้มีเสถียรภาพและน่าเชื่อถือ และจะมีการนำร่องการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา รวมทั้งเร่งพัฒนาระบบการทดสอบด้านภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

ดร.ฉาง กว่าง ซอย ผู้แทนยูเนสโก กรุงเทพฯ กล่าวว่า จากงานวิจัยของยูเนสโก พบว่าประเทศไทยมีการจัดทดสอบในทุกระดับชั้น ส่งผลให้นักเรียนมีความเครียด และต้องไปเรียนพิเศษนอกห้องเรียนมากขึ้น ซึ่งข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาจะต้องมีการลงทุนพัฒนาความสามารถเชิงหลักสูตร และคุณภาพของครูให้มากขึ้น แต่ทั้งนี้การพัฒนาคุณภาพการเรียนและการประเมินผลจะต้องมีการทำวิจัย ซึ่งอาจเป็นงานวิจัยที่ทำร่วมกันในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งยูเนสโกได้ร่วมกับหลายหน่วยงานในการทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ซึ่งปัจจุบันยูเนสโกได้มีการทำวิจัยการทดสอบด้านศิลปะและพลศึกษา เพราะการประเมินผลการทดสอบเพียงแค่ด้านวิทยาศาสตร์และ คณิตศาสตร์ยังไม่เพียงพอ แต่จะต้องมีการทดสอบเพื่อให้เห็นถึงความรู้ความสามารถด้านศิลปะ และพลศึกษาด้วย อันนำไปสู่การช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้น

ด้าน ศ.ดร.มาร์ค แอล เดวิสัน อาจารย์ด้านจิตวิทยาการศึกษา จากมหาวิทยาลัยมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า สหรัฐอเมริกามุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ เป็นหลัก โดยปัจจุบันมีระบบการจัดสอบ 2 รูปแบบ คือ ให้แต่ละรัฐจัดสอบเองโดยรัฐบาลกลางเป็นผู้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ ส่วนอีกระบบเป็นนโยบายของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีที่เน้นการจัดการทดสอบโดยมีรัฐบาลกลางเป็นผู้กำหนดหลักสูตรและออกข้อสอบเป็นชุดเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะมีการพัฒนาการทดสอบของสหรัฐ ให้เปลี่ยนมาเป็นแบบทดสอบเดียว แต่จะต้องสามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ของทุกรัฐได้ และนักเรียนแต่ละคนสามารถเปรียบเทียบได้ว่า เขามีความสามารถในการเรียนรู้เมื่อเปรียบเทียบนักเรียนในแต่ละรัฐอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ในการดำเนินการรัฐบาลจะมอบให้หน่วยงานเอกชนเป็นผู้จัดการทดสอบผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพการสอบและการประเมินผลได้ ขณะที่เนื้อหาการสอบยังคงเน้นการอ่านและคณิตศาสตร์ ซึ่งรูปแบบที่สหรัฐใช้อยู่เป็นรูปแบบเดียวกับที่รัฐบาลไทยทำอยู่แล้ว

” การพัฒนาระบบการทดสอบประเมินผลจำเป็นต้องมีการเก็บข้อมูลการดำเนินงานที่ผ่านมาทุกระยะเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลของแต่ละรูปแบบได้ และสิ่งสำคัญที่สุด คือการสร้างเครือข่ายการทำบททดสอบในเชิงมืออาชีพ ทั้งในระดับรัฐหรือชุมชน และระดับรัฐบาล โดยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น พร้อมกับช่วยกันดูทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการทำข้อสอบ หรือการออกข้อสอบในระดับชาติ” ดร.มาร์ค กล่าว.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33990&Key=hotnews

 

ชี้ WEF จัดอันดับศึกษาไทยร่วงลงทุนสูงคุณภาพต่ำ

5 กันยายน 2556

“ชินภัทร”วิเคราะห์ผลการจัดอันดับ WEF เน้นความคุ้มค่าในการลงทุนด้านการศึกษา ส่งผลไทยอันดับร่วงเพราะลงทุนสูงแต่คุณภาพต่ำ

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)กล่าวว่า โดยส่วนตัวเข้าใจว่า รายงานผลการจัดอันดับของ WEF จะวิเคราะห์ระบบการศึกษาของแต่ละประเทศในฐานะของการผลิตกำลังคนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มองการศึกษาว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น อาจมีการเปรียบเทียบเม็ดเงินที่ใช้ลงทุนด้านการศึกษาและผลที่ได้รับกลับมา ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือGDP ที่สูงแต่ได้ผลตอบแทนที่ต่ำ เลยทำให้อันดับอยู่ต่ำกว่าประเทศอื่นซึ่งลงทุนต่อ GDP ต่ำกว่า แต่ได้คุณภาพที่สูง

นายชินภัทร กล่าวต่อว่า เข้าใจว่าการจัดอันดับของ WEF จะมอง 3 ส่วนหลัก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการผลิตกำลังพลที่มีคุณภาพ ประเด็นแรกคือมองที่คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีปัจจัยสำคัญในการชี้วัดความสำเร็จคือคุณภาพและสมรรถนะของครู ในส่วนของประเทศไทยมีการลงทุนเกี่ยวกับบุคลากรที่สูงโดยเฉพาะเงินเดือนครู แต่ไม่สัมพันธ์กับคุณภาพของการศึกษาที่ได้รับกลับคืน ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI ) อยู่แล้ว และเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่ รมว.ศึกษาธิการ ให้ความสำคัญ มีนโยบายที่จะเพิ่มคุณภาพและสมรรถนะของครู รวมทั้งปรับการประเมินครู ให้เป็นการประเมินที่สัมพันธ์กับคุณภาพของผู้เรียน และประเมินจากผลการสอนจริงส่วนที่ 2 WEF น่าจะดูจากทักษะของนักเรียน โดยให้ความสำคัญกับ ทักษะในศตวรรษที่21 โดยหลักประกอบด้วย 3 สมรรถนะหลัก คือ สมรรถนะทางด้านการคิด สมรรถนะทางด้านภาษา และสมรรถนะทางด้านไอซีที อย่างไรก็ตามปัจจุบัน สพฐ. พยายามที่จะเติมคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 ให้กับนักเรียนอยู่ และส่วนที่3 การประเมินของ WEF น่าจะประเมินจากอัตรากำลังคนทางด้านอาชีวะ ซึ่งเป็นกำลังคนที่สำคัญมาในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแต่ผู้เรียนสายอาชีวะของไทย ยังมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และคุณลักษณะของผู้เรียนสายอาชีพก็ยังไม่ถึงระดับอินเตอร์เนชั่นแนล เพราะฉะนั้นจุดบกพร่องทั้ง 3 เรื่องนี้ของไทย โดยเฉพาะในเรื่องอัตรากำลังคนในสายอาชีวะ ทั้งนี้จะมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสพฐ.นำผลการจัดอันดับมาศึกษาวิจัย เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาต่อไป

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ข้อมูลของ WE มีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่งอยู่แล้ว และจากข้อมูลนี้ น่าจะทำให้ประเทศไทยเกิดการตื่นตัว ว่าทำไมการจัดการศึกษาของเราถึงแพ้ประเทศกัมพูชา ซึ่งเท่าที่ตนได้ศึกษาประเทศในกลุ่มอาเซียนพบใน 4-5 ปีที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่จะเข้ามาศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ในประเทศไทย และนำความรู้ต่าง ๆ กลับไปพัฒนาประเทศ ขณะที่ปัญหาการศึกษาของไทยเดินหน้าไปแทบทุกวัน แต่กระบวนการแก้ปัญหายังคงเดินถอยหลัง ติดหล่ม ไม่มีความต่อเนื่อง นโยบายเปลี่ยนบ่อยทุก 6 เดือน ไม่มีความต่อเนื่อง

“อย่างที่เห็นว่าปัญหาการศึกษาของเรายังย่ำอยู่ที่เดิม เหมือนติดหล่ม เช่น ตอนนี้เรามีปัญหาเด็ก 1.6 ล้านคนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นปัญหาเดิมที่เราพยายามแก้มาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่ากลไกทางด้านการศึกษาของเราตายซาก นโยบายเปลี่ยนบ่อย ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็เปลี่ยนบ่อย ขณะที่นโยบายด้านการศึกษาของประเทศเพื่อนบ้าน มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีเป้าหมายอยู่ที่เด็กและเยาวชน ซึ่งหากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ รัฐบาลจะต้องดูแลเรื่องปัญหาเยาวชนให้มากขึ้น รวมถึงอาจจะต้องมีการกำหนดไว้ในกฎหมายเพื่อให้เป็นการบังคับไปในตัว โดยไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนเข้ามาจะต้องเดินหน้าพัฒนาการศึกษาให้เกิดความต่อเนื่อง”นายสมพงษ์ กล่าว

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33989&Key=hotnews

สพฐ.เร่งยกระดับการศึกษาหลัง WEF จัดอันดับคุณภาพการศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน

5 กันยายน 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงผลการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาไทยในที่ประชุม World Economic Forum หรือ WEF ซึ่งประเทศไทยอยู่อันดับที่ 8 ในกลุ่มอาเซียนว่า ยังไม่ทราบว่าที่ประชุมใช้หลักเกณฑ์ใดมาใช้วัด แต่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งแล้ว โดยยินดีที่จะนำฐานข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงแก้ไขระบบการเรียนการสอนของไทย ซึ่งขณะนี้ สพฐ.มีความพยายามในการยกระดับการศึกษา โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและสื่อการเรียนการสอน ให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์แทนการท่องจำอยู่แล้ว และมั่นใจว่าระบบการศึกษาไทยทำได้ดีพอสมควร

ด้าน รศ.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเห็นด้วยกับผลของการจัดอันดับ เนื่องจากที่ผ่านมาการแก้ปัญหาระบบการศึกษาของไทยยังย่ำอยู่กับที่ และขาดความต่อเนื่องทั้งด้านนโยบายและการลงมือปฏิบัติ หลายปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ก็ยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบันอยู่ อย่างเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งการแก้ปัญหาการศึกษาของไทย ต้องเริ่มจากคัดบุคลากรครูที่มีคุณภาพและสามารถเป็นต้นแบบ ระบบหลักสูตรที่ยังเน้นเรื่องการท่องจำ ไม่ใช่คิดวิเคราะห์ รวมถึงการปฏิรูประบบการวัดผลทางการศึกษาและระบบประเมินวิทยฐานะทั้งระบบ
ทั้งนี้ เวทีการประชุมเศรษฐกิจโลกดังกล่าวเป็นเวทีการประชุมเพื่อเสนอทิศทาง กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาระหว่างประเทศ ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งได้ระบุว่าคุณภาพการศึกษาของกลุ่มประเทศอาเซียนใน 8 ประเทศนั้น ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 8 โดย เรียงลำดับดังนี้ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม และไทย

–มติชนออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33988&Key=hotnews

กศน.อุดรธานีสอน 2 ภาษาปั้นคนไทยเก่งอังกฤษรับเอซี

4 กันยายน 2556

ธรรมรัช กิจฉลอง
ทักษะภาษาอังกฤษ” จำเป็นต้องใช้ในการเรียนและประกอบอาชีพ ยิ่งในปี 2556 ประชาคมอาเซียน(เอซี)เต็มรูปแบบ จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกับชาติอาเซียนมากขึ้น ดังนั้น สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.)จังหวัดอุดรธานี จึงได้จัดโครงการจัดการศึกษาหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานภาคภาษาอังกฤษ หรือ “อิงลิช โปรแกรม” ขึ้นเพื่อให้ชาวอุดรธานีได้เรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษ

ว่าที่ ร.ต.สมปอง วิมาโร ผอ.สำนักงานกศน.จังหวัดอุดรธานี เล่าว่า จ.อุดรธานี เป็นเมืองน่าอยู่และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มีเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน จึงมีการติดต่อค้าขายระหว่างกัน และอีกไม่นานจะเปิดประชาคมอาเซียน เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ แต่ทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยด้อยกว่าคนในประเทศสมาชิกอาเซียน จะทำให้เสียเปรียบ จึงต้องเร่งยกระดับการศึกษาและทักษะภาษาอังกฤษให้ชาวอุดรธานีเพื่อให้สามารถแข่งขันและค้าขายกับอาเซียนได้

การจัดการศึกษาหลักสูตรอิงลิชโปรแกรม เริ่มใน 2 พื้นที่ที่เห็นว่ามีศักยภาพ ที่ “อำเภอหนองหาน” ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์บ้านเชียง ทำให้มีชาวต่างชาติเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาประวัติศาสตร์ รวมทั้งที่ “อำเภอเพ็ญ” ตั้งอยู่ที่ว่าการอำเภอและมีอาสาสมัครต่างชาติมาช่วยสอน หลักสูตรนี้เรียน 2 ปี 4 ภาคเรียน ขณะนี้มีเปิดสอนหลักสูตรนี้ในระดับ ม.ปลาย มีผู้เรียน 62 คน ที่ อ.หนองหาน 30 คน และ อ.เพ็ญ 32 คน โดยมี “นางนวลฉวี ภูดิน” ผอ.กศน.อำเภอหนองหาน และ “นายสมัย แสงใส” ผอ.กศน.อำเภอเพ็ญ เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ

“หลักสูตรอิงลิชโปรแกรม กศน.ยึดหลักผู้เรียนมีความต้องการเรียนและมีความพร้อม เพราะถ้าไม่พร้อมแล้วเรียนไม่จบ จะทำให้สิ้นเปลืองงบเพราะให้เรียนฟรี นักศึกษาจะต้องเรียนจบอย่างมีคุณภาพ เมื่อจบแล้วนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง”  ว่าที่ร.ต.สมปอง กล่าว ขณะที่ นายเชิดชัย เรียบร้อย หัวหน้ากศน.ตำบลหนองหาน อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ผู้ดูแลการจัดการศึกษาหลักสูตรอิงลิชโปรแกรม อธิบายว่า นักศึกษา 30 คนที่มาเรียนหลักสูตรระดับม.ปลาย มีพื้นฐานความรู้และอาชีพที่ต่างกัน ก่อนเรียนจึงทดสอบความรู้ เพื่อให้รู้ถึงพื้นฐานภาษาอังกฤษของแต่ละคน โดยมีวิชาเรียนประกอบด้วยวิชาภาษาไทย สังคม คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ สุขศึกษาและพลศึกษา ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจพอเพียง เอสเอ็มอี รวมทั้งให้เรียนคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตด้วย

“เราใช้หลักจิตวิทยาปลูกฝังให้นักศึกษามีความรัก ความเข้าใจ เอื้ออาทรต่อกัน เพราะที่มาและความรู้พื้นฐานต่างกัน โดยจัดตารางเรียนตั้งแต่ 17.00-21.00 น. ช่วงวันจันทร์-พฤหัสบดี และวันศุกร์เรียนคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต วิชาภาษาไทยและสังคมสอนเป็นภาษาไทย วิชาที่เหลือสอนเป็นภาษาอังกฤษ หากบทเรียนยากจะแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยให้นักศึกษาเข้าใจง่ายขึ้น สื่อการสอนก็ดัดแปลงตามความเหมาะสม มีการทดสอบหลังการสอน และพูดคุยเป็นรายบุคคล เพื่อให้ปรับปรุงเรื่องที่เป็นจุดอ่อน ซึ่งจากการประเมินผลเทอมแรก พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่ตั้งใจเรียนและผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี” นายเชิดชัย กล่าวด้วยรอยยิ้มนางนิวร จันดาดอน หนึ่งในนักศึกษาหลักสูตรอิงลิชโปรแกรมระดับม.ปลายของ กศน.อำเภอหนองหาน ซึ่งเปิดร้านสองพี่น้องขายของที่ระลึกอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง บอกว่า มาเรียนเพราะจบชั้นม.3 จึงอยากได้วุฒิม.6 และมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีเพื่อใช้พูดคุยแนะนำสินค้าและเผยแพร่ความรู้เรื่องบ้านเชียงซึ่งเป็นมรดกโลกกับลูกค้าชาวต่างชาติโดยเฉพาะอีกกว่า 2 ปีจะเข้าสู่เอซีทำให้มีต่างชาติมาประเทศไทยมากขึ้น
“ทักษะภาษาอังกฤษถือเป็นสิ่งสำคัญ ช่วงแรกที่เรียนรู้สึกยากแต่ตอนนี้ปรับตัวได้แล้ว จะขยันอ่านหนังสือ ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ มีดิกชันนารีติดตัวอยู่ตลอด และหมั่นฝึกสนทนา ซึ่งการใส่ใจกับการเรียนจะทำให้พัฒนาได้เร็วขึ้น” นางนิวรบอกเทคนิคการเรียน

เช่นเดียวกับ นางน้อย งอกวงษ์ นักศึกษาหลักสูตรอิงลิชโปรแกรมระดับ ม.ปลายของ กศน.อำเภอเพ็ญ ซึ่งมาเรียนหลักสูตรนี้เพราะอยากมีวุฒิ ม.6 และมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีเพื่อนำไปประโยชน์ในการขายสินค้ากับชาวต่างชาติ เพราะนอกจากทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อบต.แล้ว เธอมีอาชีพเสริมปลูกหม่อนเลี้ยงไหมขายและเชื่อมั่นว่าการเกิดขึ้นของเอซีเป็นโอกาสในค้าขายของคนไทย ถ้าทักษะภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องกลัวเสียเปรียบ จึงไม่ท้อถอยกับการเรียน ค่อยๆ ปรับตัว หมั่นฝึกทักษะฟัง พูด อ่านเขียน กระทั่งผลการเรียนเทอมแรกออกมาน่าพอใจ ท้ายสุดเธอฝากว่าอยากให้รัฐบาลส่งเสริมให้เด็กด้อยโอกาสได้เรียนหลักสูตรนี้เพื่อจะได้มีอนาคตที่ดี

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33985&Key=hotnews

สอศ.ดันมาตรฐานคุณภาพอาชีวะ ผุดหลักสูตรช่างสอนม.ปลาย-จูงใจเรียนอาชีพ

4 กันยายน 2556

น.ส.จุไรรัตน์ แสงบุญนำ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการเขต 1 และกทม.ว่า หลังจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศได้รับนโยบายด้านการศึกษาทั้ง 8 ข้อ ของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ.มาปฏิบัตินั้น ในส่วนของนโยบายข้อที่ 4 “การพัฒนาคุณภาพการอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานเทียบได้กับระดับสากล” พบว่าสถาน ศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้นำกรอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพมาใช้กำหนดทักษะ ความรู้ความสามารถของผู้เรียน ขณะที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในรูปแบบทวิภาคีเพิ่มมากขึ้น ส่วนการกำหนดค่าจ้างตามความรู้ความสามารถนั้น อยู่ในระหว่างดำเนินการ ทั้งนี้ยังพบว่าสถานศึกษาที่มีความพร้อมหลายแห่ง ได้เปิดสอนหลักสูตร Mini English Program ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ระดับละ 1 ห้อง โดยจ้างครูต่างชาติมาสอน พร้อมทั้งจัดทำแผนการเรียนวิชาภาษาอังกฤษเพื่อรองรับความต้องการตลาดแรงงาน

หัวหน้าผู้ตรวจฯ ศธ.กล่าวต่อว่า ที่น่าสนใจ คือการเตรียมหลักสูตรช่างพื้นฐานสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เช่น ร.ร.วังม่วงวิทยาคม จ.สระบุรี เปิดสอนวิชาสามัญเพื่อใช้เทียบโอนรายวิชาสามัญกับหลัก สูตร ปวช.ของวิทยาลัยเทคนิค (วท.) มวกเหล็ก ส่วนวิชาชีพนั้น วท.มวกเหล็กจะเป็นผู้สอนเอง โดยนำรถมารับนักเรียนไปเรียนที่วิทยาลัยในวันศุกร์และเสาร์ เมื่อจบการศึกษา ม.6 นักเรียนจะได้รับวุฒิ ม.ปลาย และวุฒิ ปวช. นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานว่า โรงเรียนอื่นๆ ในเขตตรวจราชการเริ่มเปิดโอกาสให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาเข้าไปแนะแนวการเรียนต่อสายอาชีพมากขึ้น โดยผู้ปกครอง นักเรียน ใน จ.สระบุรี และจ.พระนครศรีอยุธยา ให้ความสนใจการเรียนสายอาชีพเพิ่มมากขึ้น สัดส่วนอยู่ประมาณ 60:40 ส่วน จ.นนทบุรี ปทุมธานี และกทม. ยังมีสัดส่วนไม่สูงมาก เนื่องจากปัจจัยหลักอย่างปัญหาการทะเลาะวิวาท

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 5 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33984&Key=hotnews

ศธ.หนุนไทยศูนย์อาเซียน

4 กันยายน 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. กล่าวถึงการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนว่า ต้องเตรียมการในเรื่องสำคัญต่างๆ เช่น การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาในภูมิภาค ต้องพิจารณาถึงแนวโน้มนักศึกษาในอาเซียน หาแนวทางให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน เช่น แนวทางและ หลักเกณฑ์ในการส่งเสริมสนับสนุนให้ประเทศชั้นนำของโลกเข้ามาจัดการศึกษาในไทย ส่งเสริมให้นักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเรียนมากขึ้น การอำนวยความสะดวกต่อการเข้ามาเรียนหรือการศึกษาในประเทศ

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า การพัฒนากำลังคนต้องพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอาชีวศึกษา ที่จะต้องมีความร่วมมือกับประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศในอาเซียนให้มากขึ้น ควรมีแนวทางการพัฒนาแรงงานต่างชาติจากอาเซียน ซึ่งเข้ามาทำงานในไทยกว่า 3 ล้านคน เพื่อให้มีฝีมือ ทักษะ และคุณภาพมากขึ้น เพราะแรงงานไทยขณะนี้มีเพียง 5 แสนคน

“เราต้องวางแผนทั้งระบบในการทำให้ผลการประเมินการทดสอบพิซ่าดีขึ้น ซึ่งศธ.กำหนดให้ปี 56 จากนี้ไป เป็นปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา ต้องเร่งปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบ ให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ขณะที่การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องจำเป็น ต้องอาศัยทั้งสังคมมาช่วยกัน จะพลิกโฉมประเทศให้มีความพร้อมเข้าสู่อาเซียนและแข่งขันในเวทีโลกได้” นายจาตุรนต์กล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 5 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33983&Key=hotnews

โปรแกรมติดตามดูแลนักเรียน – ฉลาดทันกาล

4 กันยายน 2556

การออกกลางคัน ถือเป็นปัญหาสำคัญต่อการจัดการศึกษาของประเทศที่ต้องเร่งดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

เนื่องจากปัญหาการออกกลางคัน ของผู้เรียนทำให้เกิดความสูญเปล่าของงบประมาณในการจัดการศึกษา ถึงแม้ว่าหน่วยงานภาครัฐจะมีหน้าที่เกี่ยวข้องและทุ่มเทที่จะแก้ปัญหาการออกกลางคันของเด็กแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนยังไม่หมดไป

จากข้อมูลการสำรวจและติดตาม การออกกลางคันของผู้เรียนช่วงปีการศึกษา 2552–2554 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พบว่า ภาพรวมของผู้เรียนการออกกลางคัน จำนวน 64,773 คน คิดเป็นร้อยละ 27.52

ซึ่งที่วิทยาลัยการอาชีพสอง จ.แพร่ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้ดำเนินการคิดค้นระบบติดตามดูแลนักเรียน นักศึกษาขึ้น โดยเน้นการมี ส่วนร่วมของผู้บริหาร ครู ผู้เรียน และผู้ปกครอง ในการแจ้งข้อมูลการขาดเรียนที่เป็นปัจจุบัน ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านโปรแกรม Web-Based ซึ่งสามารถใช้งานผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน

อ.วุฒิชัย คำมีสว่าง อาจารย์ประจำวิชาคอมพิวเตอร์ วิทยาลัยการอาชีพสอง จ.แพร่ อธิบายว่า ระบบติดตามดูแลผู้เรียน เป็นโปรแกรม Web-Based ที่สามารถใช้งานได้ทุกที่ที่มีระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถส่งเอสเอ็มเอส ของผู้เรียนที่ขาดกิจกรรมหน้าเสาธง และขาดเรียนโดยอัตโนมัติไปยังผู้ปกครองได้ทันทีหลังบันทึกข้อมูล

ใช้สำหรับติดตามดูแลผู้เรียน โดยเช็กข้อมูลนักเรียนรายบุคคลว่า เด็กคนไหนเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียน และส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังผู้ปกครอง

ที่ผ่านมามีการเช็กชื่อนักเรียนผ่านกระดาษ แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นระบบการแจ้งเตือนผ่านเทคโนโลยี ทำให้สามารถเช็กข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที

ผู้ปกครองสามารถทราบทันทีว่า บุตรหลานออกจากบ้านมาแล้ว ไปโรงเรียนหรือไม่ ขณะเดียวกันยังสามารถตรวจสอบนักเรียนที่เข้าเรียนในวิชาต่าง ๆ ได้ด้วย หากไม่พบระบบจะทำการส่งข้อความแจ้งเตือนถึงผู้ปกครองทันทีเช่นกัน

ทั้งนี้โปรแกรมดังกล่าวจะทำให้ผู้ปกครองได้ทราบถึงพฤติกรรมบุตรหลานของตนเอง และช่วยลดปัญหาเด็กไม่ยอม เข้าเรียนหนังสือได้

ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งโปรแกรมระบบติดตามนักเรียนจึงถือเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่งที่ช่วยดูแลและตรวจสอบพฤติกรรมของนักเรียนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว.

อุทิตา รัตนภักดี  ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33981&Key=hotnews