kounchanok rujjanapan

แนะหาเวทีให้เด็กอาชีวะปล่อยพลัง

4 กันยายน 2556

“หมอวิจารณ์” ชี้อาชีวะต้องปรับใหญ่ทั้งเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรม หากหวังจะกระตุ้นให้เด็กหันมาเรียนมากขึ้น แนะหาเวทีให้เด็กอาชีวะปล่อยพลังที่มีเหลือเฟือในทางสร้างสรรค์ เปลี่ยนจากเกเรไปเป็นการใช้แรงทำประโยชน์ให้สังคม

วานนี้ (3 ก.ย.) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) ได้จัดเสวนาวิชาการ “เวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 20” ในหัวข้อ อาชีวศึกษา..สร้างคน…พัฒนาชาติ ซึ่ง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวในการเสวนาว่า การจัดหลักสูตรทวิภาคีที่สถานศึกษาร่วมมือกับสถานประกอบการคือการทำให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ทฤษฎีจากการปฏิบัติจริง แต่ก็ต้องไม่ลืมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ด้วย โดยเฉพาะทักษะชีวิตด้านต่างๆ อาทิ การสื่อสารที่มักวิจารณ์กันว่าคนเป็นช่างมักจะพูดกับคนอื่นไม่ค่อยเป็น รวมทั้งทักษะของการร่วมมือ และการทำงานเป็นทีมด้วย นอกจากนี้ในส่วนของครูอาชีวะก็ต้องมีการฝึกฝนและส่งเสริมให้ได้เรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ตนอยากย้ำว่าเส้นทางการเติบโตของครูนั้น เราต้องไม่ให้คุณค่าครูที่สอนระดับปริญญาสูงกว่าครูที่สอนปวช.หรือปวส. แต่ควรให้ตามความสามารถในการฝึกฝนผู้เรียน เหมือนกับการเป็นโค้ชให้เด็ก หากใครเป็นโค้ชที่เก่ง และอธิบายได้ก็ยกย่องให้ไปเลย ซึ่งผู้สอนทั้งระดับมหาวิทยาลัย ประถมหรือมัธยมก็ควรใช้วิธีนี้ด้วยเช่นกัน

การจะสร้างค่านิยมให้เด็กหันมาสนใจเรียนอาชีวะมากขึ้นนั้น อาชีวะของไทยต้องการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรม ต้องทำให้ทั้งครูและนักเรียนรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งการที่เด็กอาชีวะยังมีภาพของนักเลงเพราะมีพลังเยอะ เราจึงต้องหาทางให้เด็กอาชีวะได้มีเวทีปล่อยพลังในทางสร้างสรรค์ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจ และเปลี่ยนจากเกเรมาเป็นการใช้พลังทำประโยชน์ให้แก่สังคม” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว

ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ประธานกรรมการร่วมสภาธุรกิจไทย-สหภาพยุโรป กล่าวว่า อาชีวศึกษาของไทยควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาเด็กอาชีวะที่จบออกมาเมื่อเข้าสู่การทำงานยังไม่สามารถทำงานได้ทันที ทางสถานประกอบการยังต้องจัดฝึกอบรมเพิ่มเติมให้ ดังนั้นหลายแห่งจึงหันไปจ้างเด็กที่จบมัธยมแทน เพราะถึงอย่างไรก็ต้องฝึกอบรมให้ใหม่เหมือนกัน แต่ค่าจ้างเด็กมัธยมจะถูกกว่า

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33980&Key=hotnews

วิทยฐานะใหม่รูปแบบสารนิพนธ์ เล็งนำร่องครู “วิทย์-คณิต-อังกฤษ”

4 กันยายน 2556

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการประชุมระดมผู้รู้พัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะและความก้าวหน้าของครู เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบนั้น

ขณะนี้ สพฐ.กำลังจัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์การมีและเลื่อนวิทยฐานะแนวใหม่ด้วยการประเมินสมรรถนะ หรือ TPK Model ซึ่งจะมีองค์ประกอบหลักของการประเมินดังกล่าว ได้แก่ การประเมินสมรรถนะของผู้เข้ารับการประเมินทั้งสมรรถนะทางวิชาการ และสมรรถนะด้านการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน โดยจะมีการนำผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ทั้งคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน (เอ็นที) มาเป็นตัวชี้วัดการสอนของครู โดยจุดหลักสำคัญของการประเมินวิทยฐานะแนวใหม่คือ ครูต้องดี เก่ง และเด็กได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายในปีการศึกษา 2557 จะมีการนำร่องการประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ในสายการสอน 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มีความพร้อม ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้แม้ครูจะมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูอยู่แล้วก็ตาม แต่หากครูมีความประสงค์จะเข้ารับการประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ก็ต้องเข้ารับการประเมินสมรรถนะด้านความรู้ของครูด้วย ซึ่งต่อไปจะมีหน่วยงานจากภายนอกมาทำหน้าที่ประเมินสมรรถนะครูพร้อมให้ใบรับรอง เช่น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จะมีเครื่องมือประเมินครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งหากครูได้รับใบรับรองดังกล่าว ก็จะทำให้มีสิทธิได้รับวิทยฐานะที่สูงขึ้นได้ สำหรับการทำผลงานเพื่อประเมินวิทยฐานะแนวใหม่นี้ ครูจะไม่ต้องทำผลงานวิชาการที่มีความหนามาก แต่จะให้ครูเขียนผลงานในรูปแบบสารนิพนธ์ โดยจะเป็นการเรียบเรียงสิ่งที่ครูดำเนินการมาตั้งแต่ต้น อาทิ การเขียนงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ และการวิจัยในห้องเรียน เป็นต้น

ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ครูมีความถนัดอยู่แล้ว ส่วนครูที่คิดว่ายังไม่มีความพร้อมในการประเมินวิทยฐานะรูปแบบใหม่ก็กลับไป ใช้การประเมินวิทยฐานะรูปแบบเก่าได้ เพราะยังไม่มีการยกเลิก อย่างไรก็ตาม การประเมินวิทยฐานะแนวใหม่นี้จะใช้ประเมินวิทยฐานะชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ และเชี่ยวชาญ ทั้งนี้ สพฐ.จะสรุปเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ประมาณปลายเดือนกันยายนนี้

ที่มา : นสพ.มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33979&Key=hotnews

ศธ.ช็อก! WEF จัดอันดับการศึกษา “ไทย” คุณภาพต่ำ

4 กันยายน 2556

ศธ.เต้น! เหตุ WEF จัดอันดับการศึกษาไทยคุณภาพต่ำ ไล่ตาม กัมพูชา- เวียดนาม “จาตุรนต์” สั่งวิเคราะห์ด่วนหาที่มาที่ไปและข้อมูลตัวชี้วัดที่นำมาใช้ ก่อนปรับการศึกษาทั้งระบบ

วานนี้ (3 ก.ย.) ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลการประชุมของ World Economic Forum (WEF)- The Global Information Technology Report 2013 ได้จัดอันดับคุณภาพการศึกษาในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มสุดท้ายอันดับที่ 8 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีคะแนนต่ำที่สุด รองจากประเทศเวียดนาม ที่ได้อันดับ 7 และประเทศกัมพูชา อันดับ 6 ซึ่ง ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับได้สรุปว่า เงินทุนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดของการมีระบบการศึกษาที่ดี และการที่ครูอาจารย์มีเงินเดือนสูงก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสามารถทางการสอนสูงตามไปด้วย สำหรับประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการผลักดันเรื่องเงินเดือนครู ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่เราก็ต้องเร่งรัดครูในเรื่องประสิทธิภาพในการสอนควบคู่กันไปด้วย

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สำหรับประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาดีที่สุดในกลุ่มอาเซียนเรียงตามลำดับที่ดีที่สุด ดังนี้ อันดับ 1 ประเทศสิงคโปร์ อันดับ 2 ประเทศมาเลเซีย อันดับ 3 ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม อันดับ 4 ประเทศฟิลิปปินส์ อันดับ5 ประเทศอินโดนีเซีย อันดับ6 ประเทศกัมพูชา อันดับ 7 ประเทศเวียดนาม และอันดับ 8 ประเทศไทซึ่งนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากและได้สั่งการให้ตนวิเคราะห์ที่มาที่ไปของผลการจัดอันดับดังกล่าว จากนี้ ตนจะต้องไปศึกษาว่าผลการจัดอันดับที่ออกมามีความเที่ยงตรงมากน้อยแค่ไหน โดยจะต้องดูวิธีการจัดว่าใช้อะไรมาเป็นตัวชี้วัดบ้าง

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ดูหลัก ๆ พบว่า การจัดอันดับดังกล่าวเป็นการประเมินภาพรวมการจัดการศึกษาของแต่ละประเทศ และคาดว่าจะมีการนำคะแนนการสอบประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ Program for International Student Assessment (PISA) มาเป็นองค์ประกอบด้วย เพราะฉะนั้น ต้องไปดูรายละเอียดให้ชัดเจน เนื่องจากหากดูข้อมูลคะแนนสอบ PISA 2012 ที่กำลังจะประกาศผลเร็ว ๆ นี้โดยประเทศเวียดนามเข้าสอบครั้งแรก และขณะนี้เริ่มทราบผลคะแนนแล้วว่า คะแนนคณิตศาสตร์ของเวียดนามได้สูงพอ ๆ กับประเทศจีน เมื่อครั้งที่ร่วมเข้าสอบ PISA ในปี 2009 ซึ่งเท่าที่ดู เวียดนามน่าจะติดอันดับ 1 ใน 5 มากกว่า ดังนั้น จึงต้องไปศึกษาวิธีการประเมินและตัวชี้วัดให้ละเอียดก่อน จึงจะสามารถวิเคราะห์ผลการจัดอันดับครั้งนี้ได้

“ข้อมูลนี้ถือว่าน่าตกใจ เพราะอันดับของเราถือว่าต่ำมาก แต่เมื่อเทียบในอันดับโลกเราก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ต่ำขนาดนี้ ดังนั้นจึงต้องไปวิเคราะห์ข้อมูลให้ชัดเจนก่อนว่า เป็นเพราะอะไร แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาไทยก็จะต้องมีการปรับใหญ่ทั้งระบบ โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่การปรับหลักสูตรเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญต้องไปดูการจัดการศึกษาในภาพรวมว่า ได้มาตรฐานโลกหรือไม่ และถ้าดูจากผลการวิเคราะห์คะแนน PISA ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเจนว่า เด็กไทยคิดไม่เป็น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ประเด็นสำคัญที่เราจะต้องไปเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ การปฏิรูปวิธีการเรียนการสอน และปฏิรูปครู ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบการศึกษา” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. กล่าว

–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33978&Key=hotnews

ครม.ไฟเขียวโยกย้าย ศธ. “พินิติ” คืนรัง สกอ.

4 กันยายน 2556

ครม.ไฟเขียว! แต่งตั้งซี 10 ศธ. 10 ตำแหน่ง “พินิติ” ได้กลับรังเก่า สกอ.หลังถูกเก็บเข้ากรุผู้ตรวจสมัย “สุชาติ” เช่นเดียวกับ “ศิริพร” กลับที่เดิม ก.ค.ศ.ฟาก “รัตนา” โยกไปรองเลขา สกศ. ส่วน “พิษณุ” ถูกเขี่ยกลับกรุผู้ตรวจ ศธ. รอบ 3 “โรจนะ-อ่องจิต” นั่งรอง กพฐ. “เสริมศักดิ์” ชี้ครั้งนี้เป็นดุลยพินิจของ “จาตุรนต์”

วานนี้ (3 ก.ย.) นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่ ศธ.ได้เสนออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 10 ราย เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการและสับเปลี่ยนหมุนเวียน ได้แก่

นางจุไรรัตน์ แสงบุญนำ ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็น รองปลัด ศธ.
นางผานิตย์ มีสุนทร ผู้ตรวจราช ศธ.เป็น รองปลัด ศธ.
นายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็น ผู้ตรวจราชการ ศธ.
น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (รองเลขาธิการ กกอ.) เป็น ผู้ตรวจราชการ ศธ.
นางศิริพร กิจเกื้อกูล รองปลัด ศธ.เป็น เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็น รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)
นายพินิติ รตะนุกูล ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็น รองเลขาธิการ กกอ.
นางอ่องจิต เมธยะประภาส ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็น รองเลขาธิการ กพฐ.
นายโรจนะ กฤษเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (รองเลขาธิการ กอศ.) เป็น รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)
และนายวณิชย์ อ่วมศรี ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็น รองเลขาธิการ กอศ.
โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป

นายเสริมศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับรายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายคราวนี้เป็นดุลยพินิจของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ที่ได้พิจารณาและสอบถามความเห็นรอบด้านรวมถึงได้สอบถามความเห็นของตนว่าใครเหมาะสมที่จะไปดำรงตำแหน่งใด เพราะอะไร ซึ่งตนได้ตอบตามความเหมาะสมและยึกในหลักการในฐานะที่เคยกำกับดูแลและคลุกคลีกับผู้ที่ทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ มาก่อน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นต้น
ทั้งนี้ ในส่วนของ นายพิษณุ นั้นก็ได้ให้ความเห็นต่อ นายจาตุรนต์ เช่นกัน ว่าเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญในงานบริหารงานบุคคล แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับ นายจาตุรนต์ เพราะฉะนั้นขอให้ รมว.ศึกษาธิการ เป็นผู้ชี้แจงเอง และส่วนที่มีกระแสข่าวว่า นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จะถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่งนั้นตนได้หารือกับ รมว.ศึกษาธิการ ว่าที่ผ่านมานั้น นายประเสริฐ ก็ได้ปฏิบัติงานมีผลงานที่ดีและมีความเหมาะสมตำแหน่งหน้าที่นี้จึงไม่สมควรปรับออก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพินิติ นั้นถูกโยกย้ายมาเป็นผู้ตรวจราชการ ศธ.ในสมัย นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็น รมว.ศึกษาธิการ เนื่องจากทำงานไม่สนองนโยบาย ขณะที่ นายพิษณุ ถูกปรับโยกย้ายมาเป็นผู้ตรวจ ศธ. เป็นครั้งที่ 3

–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33977&Key=hotnews

สพฐ.ผุดเครื่องสแกนเด็ก “อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” เปิดตัว 5 ก.ย.

4 กันยายน 2556

สพฐ.เตรียมจัดแถลงข่าวโชว์เครื่องมือสแกนคัดเด็กที่มีปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ 5 ก.ย.นี้ สนองนโยบาย “จาตุรนต์” พร้อมเสนอเป็นแผนใหญ่ทำคู่กับแผนพัฒนาการคิดวิเคราะห์ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้เห็นผลจริง

วานนี้ (3 ก.ย.) นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า สพฐ.ได้จัดแผนปฏิบัติการสนองนโยบายสำคัญของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เสร็จเรียบร้อยแล้วและเตรียมเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาก่อนแถลงข่าวโครงการใหญ่นี้อย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ก.ย.นี้ ซึ่งจากนโยบายที่ รมว.ศึกษาธิการ ต้องการให้ สพฐ.เร่งแก้ปัญหาใหญ่เด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ อ่านจับใจความไม่รู้เรื่องนั้น สพฐ.จะนำร่องปูพรมพัฒนาทักษะการเขียนให้กับนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.6 โดยตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีการศึกษา 2556 นักเรียนระดับ ป.3 ทุกคนจะต้องอ่านออกเขียนได้ ส่วนนักเรียน.ป.6 ทุกคนจะต้องอ่านรู้เรื่อง และขณะนี้ สพฐ.ได้พัฒนาเครื่องมือที่จะนำไปสแกนวัดระดับทักษะการอ่านเขียนของนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.6 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และหลังจากนี้จะนำเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นไปชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และศึกษานิเทศก์ ซึ่งจะต้องนำเครื่องมือไปสแกนเด็ก 2 ชั้นจำนวนประมาณ 1.6 ล้านคน โดยวางปฏิทินไว้ว่าจะลงมือสแกนก่อนปิดภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2556 ในเดือนกันยายนนี้ เพื่อนำตัวนักเรียนที่มีปัญหาในการอ่านเขียน เข้ารับการฟื้นฟูช่วงปิดภาคเรียน ทั้งนี้ ในวันแถลงข่าวจะมีการโชว์เครื่องมือในการสแกนด้วย

นายชินภัทร กล่าวต่อว่า ส่วนอีกนโยบายสำคัญของ รมว.ศึกษาธิการ ต้องการให้เร่งพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ให้กับนักเรียนซึ่งหากนักเรียนไทยมีทักษะในการคิดแล้ว จะช่วยให้อันดับของคะแนนการสอบประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ของไทยสูงขึ้นได้เพราะข้อสอบ PISA ส่วนใหญ่เป็นข้อสอบเน้นการคิดวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม สพฐ.มีความเห็นว่า ก่อนจะลงมือขับเคลื่อนการพัฒนากระบวนการคิดให้กับนักเรียน จะต้องมั่นใจก่อนว่า กำลังคนหรือครูที่มีอยู่ ตั้งแต่ครูระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาในทุกกลุ่มสาระวิชา มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการพัฒนากระบวนการคิดให้กับนักเรียน เพราะฉะนั้น สพฐ.จะเสนอให้มีการสแกนความสามารถด้านนี้ให้กับครูเช่นเดียวกัน และพัฒนาหลักสูตรขึ้นมาอบรมครูทุกคนให้เข้าใจการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิดของเด็ก

“เราต้องมั่นใจก่อนว่าบุคลากรที่มีอยู่ เข้าใจกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการคิดไปสู่การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนได้ รวมทั้งสามารถคิดวิธีประเมินทักษะในการคิดของเด็กได้ด้วย เพราะฉะนั้น สพฐ.จึงได้พัฒนาหลักสูตรขึ้นมา 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการคิด หลักสูตรการนำทฤษฎีเกี่ยวกับการคิดไปสู่การเรียนการสอน และหลักสูตรวิธีการในการประเมินผู้เรียน โดยสพฐ.ตั้งเป้าว่า จะให้ครูทุกคน ทุกวิชา เข้ารับการอบรมทั้ง 3 หลักสูตร ซึ่งการอบรมอาจจะมีวิธีที่หลากหลาย ค่าใช้จ่ายไม่สูง รวมถึงอาจจะใช้การอบรมผ่านระบบอีเลิร์นนิ่ง ทั้งนี้ ถ้าเราประสบความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการคิดให้นักเรียน เป้าหมายที่จะไต่อันดับการประเมิน PISA ก็จะประสบความสำเร็จ” นายชินภัทร กล่าว

–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33976&Key=hotnews

รวมพลัง อาชีวะเอกชน “รักษ์ป่า รักษ์น้ำ”

3 กันยายน 2556

ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวถึง การจัดกิจกรรม “อาชีวะเอกชนรวมพลัง รักษ์ป่า รักษ์น้ำ” มีกำหนดจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกันยายน 2556 ทั่วประเทศ แบ่งออกเป็น 5 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ (บ้านแม่สาย อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (บ้านถ้ำเต่าพัฒนา อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา) ภาคกลางและภาคตะวันออก (ศูนย์การเรียนรู้เชิงอนุรักษ์ป่าชายเลน จ.ชลบุรี) ภาคใต้ (อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า อ.ศรีบรรพต จ.พัทลุง) และกรุงเทพมหานคร (โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ เขตบางขุนเทียน) ว่า เป็นกิจกรรมภายใต้ โครงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม นักเรียน นักศึกษาโรงเรียนเอกชน ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจัดขึ้น โดยนำนักเรียน นักศึกษา อาชีวศึกษาเอกชน บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมด้วยการปลูกป่าในรูปแบบต่างๆ ตามความเหมาะสมของแต่ละภูมิภาคเพื่อปลูกฝังจิตสำนึก ให้กับนักเรียน นักศึกษา เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างความสามัคคี มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ มีความอดทน รู้จักเสียสละ มีจิตสาธารณะบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ทั้งทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ ทั้งทางด้านทักษะชีวิตและกระบวนการคิดเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ตลอดจนเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ได้รับการยกย่องชมเชยจากภายในและภายนอกสถานศึกษา เกิดการยอมรับจากสังคม นำไปสู่การสร้างทรัพยากรมนุษย์ของชาติให้มีประสิทธิภาพ อันเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีคุณภาพต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33973&Key=hotnews

‘สมรักษ์’ ให้การคดี ม.สันติภาพโลก ดีเอสไอเตรียมแจ้งข้อหาผู้บริหาร

3 กันยายน 2556
เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เรือเอก สมรักษ์ คำสิงห์ อายุ 40 ปี อดีตนักมวยเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ เข้าพบ พ.ต.ท.ศักพล สุขปาน หัวหน้าสำนักสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก สาขา 2 เลขที่ 2991/1/19 โครงการวิสุทธานี ซอยลาดพร้าว 101/3 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม.โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อให้ปากคำในฐานะพยานกรณีถูกติดต่อให้เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก สาขา 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 1 ชั่วโมง

พ.ต.ท.ศักพลกล่าวว่า ดีเอสไอตรวจสอบมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก สาขา 2 ได้แจกปริญญาไป 234 คน มีทั้งในส่วนที่เสียค่าใช้จ่ายและไม่เสียค่าใช้จ่าย มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์แล้วจำนวนหนึ่ง คาดว่าอีกประมาณ 2 สัปดาห์ จะสรุปสำนวนแจ้งข้อหากับผู้ก่อตั้งและอธิการบดีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก สาขา 2 พร้อมพวก รวม 3 คน ข้อหาตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษา ก่อตั้งมหาวิทยาลัยและแจกปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ลงข้อความอันเป็นเท็จ รวมทั้งคดีฉ้อโกง
พ.ต.ท.ศักพลกล่าวอีกว่า ส่วนผลการตรวจสอบเอกสารบันทึกการประชุมของมูลนิธิศรัทธา ที่ได้ทำหนังสือสอบถามเรื่องบริจาคเงิน 1,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 40,000 ล้านบาท เข้ามูลนิธิศรัทธาไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่ดีเอสไอเข้าค้นมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก สาขา 2 พบว่ายังไม่มีเงินบริจาคจำนวนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย โดยพบข้อพิรุธน่าเชื่อว่าอาจจะเป็นการหลอกลวง เนื่องจากพบว่ามีการเสนอเงื่อนไขให้มูลนิธิศรัทธาโอนเงินเป็นค่าใช่จ่าย 3 ล้านบาท เข้าบัญชีธนาคารของผู้บริหารระดับสูงของมูลนิธิศรัทธาคนหนึ่ง หรือบัญชีของบริษัทต่างชาติที่อ้างว่าจะบริจาคเงิน 1,000 ล้านยูโร ถึงจะดำเนินการโอนเงินบริจาคจำนวนดังกล่าวเข้ามูลนิธิศรัทธา เพราะที่ผ่านมาหากมีกำหนดเงื่อนไขค่าใช้จ่ายก่อนการบริจาคส่วนใหญ่จะเป็นการหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหาย
เรือเอกสมรักษ์กล่าวว่า ได้รับการติดต่อจากผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก สาขา 2 ให้เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิต รู้สึกดีใจที่ยังมีคนเห็นคุณค่าเห็นความสำคัญของเรา เมื่อเชิญมาก็มาไม่ได้จ่ายเงิน ส่วนชุดครุยเจ้าภาพเตรียมให้ เมื่อดีเอสไอเชิญมาให้การจึงยินดีให้ความร่วมมือ

–มติชน ฉบับวันที่ 4 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33971&Key=hotnews

ทปอ.เตรียมวิจัยแอดฯ 360 องศา ชี้ระบบเดิมยังดีอยู่-สกอ.นัดถก 14 ก.ย.นี้

3 กันยายน 2556

ทปอ.มอบ มศว-จุฬาฯ ศึกษาวิจัยระบบแอดมิชชั่นส์แบบ 360 องศา ยันตอนนี้ระบบยังดีอยู่ แจงหาก รมว.ศึกษาฯ ให้ปรับปรุงแอดมิชชั่นส์พร้อมรับฟัง แต่ไม่อยากแก้ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐมนตรี ขณะที่ สกอ.เตรียมจัดประชุมถกแอดมิชชั่นส์ 14 ก.ย.นี้

ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทปอ.ได้มอบให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปศึกษาวิจัยและประเมินผลระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง หรือแอดมิชชั่นส์แบบ 360 องศา คือ

1.พิจารณาในทุกเรื่อง รอบด้าน ตั้งแต่ระบบการสอบ ข้อสอบ การจัดห้องสอบ เป็นต้น เพื่อดูว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ส่วนกรณีข้อเสนอของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงการให้ปรับปรุงระบบแอดมิชชั่นส์นั้น จริงๆ มหาวิทยาลัยพร้อมจะรับฟังอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าไม่ว่าจะระบบเอนทรานซ์จนมาระบบแอดมิชชั่นส์ทุกระบบก็ล้วนแต่มีปัญหาทั้งสิ้น การให้ปรับปรุงระบบแอดมิชชั่นส์ เนื่องจากต้องการแก้ปัญหาการสอบรับตรงของมหาวิทยาลัยนั้น ไม่อยากให้นำระบบแอดมิชชั่นส์กับการสอบตรงมารวมกัน เพราะจริงๆ แล้วเป็นการสอบที่ไม่เหมือนกัน การสอบตรงเป็นการสอบเพื่อทำให้มหาวิทยาลัยได้นักศึกษาที่สนใจในสาขา คณะนั้นโดยตรง ขณะเดียวกัน ทปอ.ได้กำหนดความร่วมมือการสอบตรง ได้แก่ การสอบตรงต้องมีไม่เกิน 50% ของทั้งมหาวิทยาลัย

2.ขอให้การสอบตรงอยู่ช่วงเวลาเดียวกันทั้งประเทศ คือ ช่วงเดือนมกราคม 2557 เพื่อลดการวิ่งรอกสอบที่เป็นปัญหาให้ได้ ซึ่งจะดูผลว่าหากลดการวิ่งรอกได้จริงก็จะดำเนินการต่อ แต่เชื่อว่าสามารถแก้ได้

“ทปอ.ไม่ได้หยุดนิ่ง เรารู้ว่ามีปัญหาอยู่จริงและพยายามแก้อยู่ แต่เราก็ไม่อยากแก้ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐมนตรี เพราะหากทำอย่างนั้นแอดมิชชั่นส์คงต้องเปลี่ยนไปแล้ว 5 ครั้งแล้ว เพราะเปลี่ยนรัฐมนตรีไป 5 คนแล้วในช่วงที่มาเป็นประธาน ทปอ. ทั้งนี้ ระบบแอดมิชชั่นส์หากเทียบกับระบบเอนทรานซ์ถือว่าเราเดินมาถูกต้องแล้ว เพราะระบบแอดมิชชั่นส์เป็นการแก้ปัญหาระบบเอนทรานซ์ที่ผ่านมา เช่น การเพิ่มรอบสอบจาก 1 ครั้ง เป็น 2 ครั้ง เพื่อป้องกันการเสียโอกาส ลดความเครียด หรือการเพิ่มผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า (จีแพ็กซ์) มาเป็นสัดส่วนคัดเลือก เพื่อให้นักเรียนยังสนใจและอยู่ในห้องเรียน” ศ.ดร.สมคิด กล่าว

รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า วันที่ 14 กันยายนนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาระดมความเห็นในการปรับปรุงระบบแอดมิชชั่นส์ ระบบการรับตรงผ่านระบบโควตามหาวิทยาลัย และระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮ้าส์ของ ทปอ.

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33970&Key=hotnews

ลุ้นโผซี 10 ศธ.เข้า ครม. 3 ก.ย.นี้

3 กันยายน 2556

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 กันยายนนี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ จะเสนอบัญชีรายชื่อแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการะดับ 10 ของศธ.ขอ ความเห็นชอบจาก ครม. แทนตำแหน่ง ข้าราชการระดับ 10 ที่จะเกษียณอายุราชการ ในเดือนกันยายนทั้งหมด 7 ตำแหน่ง ดังนี้ นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.), นางอรทัย มูลคำ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วมกพฐ., นายสมบัติ สุวรรณพิทักษณ์ รองปลัด ศธ., นายธวัช ชลารักษ์ ผู้ตรวจราชการ ศธ., นายเกียรติศักดิ์ เสนไชย ที่ปรึกษาสำนักงาน ปลัด ศธ., นายสุรพล รัตนชัย ที่ปรึกษา สำนักงานปลัด ศธ. และนางสุนันทา แสงทอง ที่ปรึกษาคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) รวมถึงมีตำแหน่งรองเลขาธิการสภาการศึกษาว่างอยู่เดิมอีก 2 ตำแหน่ง

ทั้งนี้ผู้ที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อให้มาดำรงตำแหน่งที่ว่างลง ดังนี้ นางศิริพร กิจเกื้อกูล รองปลัดศธ. ถูกโยกกลับไปตำแหน่งเดิม คือเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)แทนนางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการก.ค.ศ.ที่ย้ายไปเป็นรองเลขาธิการสกศ. สาเหตุเพราะนางรัตนาทำงานล่าช้าโดยเฉพาะการแก้ปัญหาทุจริตครูผู้ช่วย ฝ่ายการเมืองจึงตัดสินใจให้นางศิริพรกลับตำแหน่งเดิม, นายรังสรรค์ มณีเล็ก ผู้ตรวจราชการศธ. ลูกหม้อสพฐ.มาเป็นรองเลขาธิการสกศ., นางจุไรรัตน์ แสงบุญนำ ผู้ตรวจราชการศธ. กลับมาเป็นรองปลัดศธ. นางผานิตย์ มีสุนทร ผู้ตรวจราชการศธ. ลูกหม้อสพฐ. มาเป็นรองปลัดศธ. นายโรจนะ กฤษเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กลับถิ่นเดิมมาเป็นรองเลขาธิการกพฐ. คู่กับนางอ่องจิต เมธยะประภาส ผู้ตรวจราชการศธ. อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ มาเป็นรองเลขาธิการกพฐ., ส่วนนายพิษณุตุลสุข รองเลขากพฐ. ถูกเด้งมาเป็นผู้ตรวจราชการศธ. อีกรอบ และแต่งตั้งนายวณิชย์อ่วมศรี ที่ปรึกษาสอศ. มาเป็นรองเลขาธิการ กอศ.

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33968&Key=hotnews

จี้จัดชั่วโมงฝึกภาษา ครู-น.ร.อาเซียน ศธ.ชี้ ร.ร.ตื่นตัวแต่ขาดครูต่างชาติ-คุณภาพสอน

3 กันยายน 2556

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และอาชีวศึกษา มีการเปิดหลักสูตรมินิอิชลิชโปรแกรมมากขึ้น แต่สำหรับนักศึกษาของกศน.มีผู้เรียนหลักสูตรนี้ออกกลางคันจำนวนมาก เนื่องจากส่วนหนึ่งมีงานทำแล้ว และด้วยความไม่คุ้นเคยกับสำเนียงของชาวต่างชาติทำให้ยาก ต่อการสื่อสารให้เข้าใจและขาดความตั้งใจ “สถานศึกษาหลายแห่งในเขตนี้ มีนักเรียนชาวพม่า กัมพูชา และเวียดนาม ที่ย้ายติดตามผู้ปกครอง ซึ่งมาเป็นแรงงานกระจายอยู่ในสถานประกอบการขนาดเล็กเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มีผลการเรียนดี โดยได้เสนอให้ร.ร.ใช้โอกาสนี้ ฝึกทักษะครู นักเรียน กับภาษาของแต่ละชาติไปพร้อมกัน และมีข้อเสนอแนะในเขตอุตสาหกรรมและในตัวเมืองนนทบุรี ปทุมธานี มีแรงงานพม่า กัมพูชา เวียดนาม ลาว มากขึ้น สพฐ.ควรมีนโยบายจัดชั่วโมงให้เด็กแต่ ละชาติแสดงออกแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม นอกเหนือจากเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จีน” น.ส.จุไรรัตน์กล่าว

น.ส.จุไรรัตน์ แสงบุญนำ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า จากผลตรวจราชการในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 1 และกทม. ตามนโยบายของรัฐบาล พบว่าเรื่อง การเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน มีความคล้ายคลึงกันทุกสังกัด คือ มีความตื่นตัว และเน้นพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของบุคลากรในหน่วยงาน และการอบรมพัฒนาทักษะครูไทย ที่สอนภาษาอังกฤษ โดยบางแห่งร่วมมือกับศูนย์ ERIC ตลอดจนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องอาเซียน จัดทำคู่มือการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ จัดหาครูอาสามาสอนภาษาอังกฤษ และเปิดสอนภาษาจีน ญี่ปุ่น และแม้ว่าเขตพื้นที่การศึกษาหลายแห่งจ้างครูชาวต่างชาติให้กับร.ร.เพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมยังไม่พอเพียง ทั้งด้านจำนวนและมาตรฐานคุณภาพของผู้สอนภาษา

หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ศธ.กล่าวต่อว่า สถานศึกษาหลายแห่งทั้งของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และอาชีวศึกษา มีการเปิดหลักสูตรมินิอิชลิชโปรแกรมมากขึ้น แต่สำหรับนักศึกษาของกศน.มีผู้เรียนหลักสูตรนี้ออกกลางคันจำนวนมาก เนื่องจากส่วนหนึ่งมีงานทำแล้ว และด้วยความไม่คุ้นเคยกับสำเนียงของชาวต่างชาติทำให้ยาก ต่อการสื่อสารให้เข้าใจและขาดความตั้งใจ

“สถานศึกษาหลายแห่งในเขตนี้ มีนักเรียนชาวพม่า กัมพูชา และเวียดนาม ที่ย้ายติดตามผู้ปกครอง ซึ่งมาเป็นแรงงานกระจายอยู่ในสถานประกอบการขนาดเล็กเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มีผลการเรียนดี โดยได้เสนอให้ร.ร.ใช้โอกาสนี้ ฝึกทักษะครู นักเรียน กับภาษาของแต่ละชาติไปพร้อมกัน และมีข้อเสนอแนะในเขตอุตสาหกรรมและในตัวเมืองนนทบุรี ปทุมธานี มีแรงงานพม่า กัมพูชา เวียดนาม ลาว มากขึ้น สพฐ.ควรมีนโยบายจัดชั่วโมงให้เด็กแต่ ละชาติแสดงออกแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม นอกเหนือจากเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จีน” น.ส.จุไรรัตน์กล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 4 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33966&Key=hotnews