kounchanok rujjanapan

ผุดโปรแกรมพัฒนาการสอน

3 กันยายน 2556

ปทุมวัน : กระทรวงไอซีทีเปิดตัวโปรแกรมประยุกต์ใช้งานบนแทบเล็ต “ไทยแลนด์ สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น” แพลตฟอร์มมาตรฐานเพื่อการจัดการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา

น.อ.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดตัว “ไทยแลนด์ สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น” ว่าตามนโยบายการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและแทบเล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทยในโครงการ One Tablet PC Per Child ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทรวง ไอซีทีได้ทำหน้าที่เร่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาให้ทัดเทียมกับนานาชาติ และยกระดับมาตรฐานคุณภาพทางการศึกษาไทย โดยได้มอบนโยบายให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และทีมงานโปรแกรมเมอร์ ร่วมกันพัฒนา “ไทยแลนด์ สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น” เพื่อใช้ทดสอบการทำงานในโครงการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนและแพลตฟอร์มมาตรฐาน เพื่อให้บริการระบบซอฟต์แวร์ด้านการศึกษา ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 3.0 ที่สามารถใช้งานได้บนอุปกรณ์แทบเล็ตและคอมพิวเตอร์พีซีบนแพลตฟอร์มยอดนิยม

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาด้วยระบบ E-learning ที่สามารถส่งความรู้ไปยังผู้เรียนโดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์แทบเล็ตเพื่อการศึกษาให้กว้างขวาง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาให้ก้าวไกล และสอดคล้องกับรูปแบบการเรียนการสอนที่กำลังเปลี่ยนไปในอนาคต “ไทยแลนด์ สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น” เป็นนวัตกรรมใหม่ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาผนวกกับเครือข่ายข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ระบบบริการคลาวด์ และการนำศักยภาพของแทบเล็ตมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการศึกษาในทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการเร่งผลักดันการยกระดับคุณภาพทาง การศึกษา ทั้งด้านการพัฒนามาตรฐานหลักสูตรการเรียนรู้ ในด้านทักษะการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการสอน การพัฒนาการวิจัยและประเมินผล ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาการศึกษาเป็นไปอย่างถูกต้องและยั่งยืน

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33965&Key=hotnews

วิทยฐานะใหม่รูปแบบสารนิพนธ์เล็งนำร่องครู ‘วิทย์-คณิต-อังกฤษ’

3 กันยายน 2556

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการประชุมระดมผู้รู้พัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะและความก้าวหน้าของครู เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบนั้น ขณะนี้ สพฐ.กำลังจัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์การมีและเลื่อนวิทยฐานะแนวใหม่ด้วยการประเมินสมรรถนะ หรือ TPK Model ซึ่งจะมีองค์ประกอบหลักของการประเมิน ดังกล่าว ได้แก่ การประเมินสมรรถนะของ ผู้เข้ารับการประเมินทั้งสมรรถนะทางวิชาการ และสมรรถนะด้านการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน โดยจะมีการนำผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ทั้งคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน (เอ็นที) มาเป็นตัวชี้วัดการสอนของครู โดยจุดหลักสำคัญของการประเมินวิทยฐานะแนวใหม่คือ ครูต้องดี เก่ง และเด็กได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายในปีการศึกษา 2557 จะมีการนำร่องการประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ในสายการสอน 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มีความพร้อม ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้แม้ครูจะมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูอยู่แล้วก็ตาม แต่หากครูมีความประสงค์จะเข้ารับการประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ก็ต้องเข้ารับการประเมินสมรรถนะด้านความรู้ของครูด้วย ซึ่งต่อไปจะมีหน่วยงานจากภายนอกมาทำหน้าที่ประเมินสมรรถนะครูพร้อมให้ใบรับรอง เช่น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จะมีเครื่องมือประเมินครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งหากครูได้รับใบรับรองดังกล่าว ก็จะทำให้มีสิทธิได้รับวิทยฐานะที่สูงขึ้นได้ สำหรับการทำผลงานเพื่อประเมินวิทยฐานะแนวใหม่นี้ ครูจะไม่ต้องทำผลงานวิชาการที่มีความหนามาก แต่จะให้ครูเขียนผลงานในรูปแบบสารนิพนธ์ โดยจะเป็นการเรียบเรียงสิ่งที่ครูดำเนินการมาตั้งแต่ต้น อาทิ การเขียนงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ และการวิจัยในห้องเรียน เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ครูมีความถนัดอยู่แล้ว ส่วนครูที่คิดว่ายังไม่มีความพร้อมในการประเมินวิทยฐานะรูปแบบใหม่ก็กลับไปใช้การประเมินวิทยฐานะรูปแบบเก่าได้ เพราะยังไม่มีการยกเลิก อย่างไรก็ตาม การประเมินวิทยฐานะแนวใหม่นี้จะใช้ประเมินวิทยฐานะชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ และเชี่ยวชาญ ทั้งนี้ สพฐ.จะสรุปเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ประมาณปลายเดือนกันยายนนี้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33964&Key=hotnews

ก.ค.ศ.-อ.ก.ค.ศ.เขตฯยันไม่ใช่’มวยล้ม’ หนุนดึง’ครูผช.’กลับรับราชการก่อนตั้งสอบนัดชี้แจงแนวปฏิบัติ 119 เขตพื้นที่ฯ 12 ก.ย.นี้

3 กันยายน 2556

จากกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ได้สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ดำเนินการให้อดีตครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกจากราชการ เนื่องจากปัญหาในการทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 โดยที่ยังไม่มีการสอบสวน และไม่ได้รับโอกาสชี้แจง ให้เขตพื้นที่การศึกษาเรียกให้กลับเข้ารับราชการ เพื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และได้รับโอกาสชี้แจง เพื่อป้องกันการฟ้องร้อง ส่วนกรณีที่ให้ออกโดยดำเนินการตามกฎหมายอย่างครบถ้วนแล้ว เขตพื้นที่ฯไม่ต้องทำอะไร ส่วนกรณีที่เขตพื้นที่ฯยังไม่ได้สอบสวนข้อเท็จจริง หรือยังไม่ได้ดำเนินการ ให้ไปแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มาชี้แจง เมื่อได้ผลสรุปอย่างไรก็ให้ดำเนินการตามนั้น

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายสมเกียรติ บุญรอด กรรมการ ก.ค.ศ.และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ เปิดเผยว่า ในการประชุม ก.ค.ศ.ที่ผ่านมา ได้พิจารณากรณีการสั่งให้ครูผู้ช่วย 344 ราย ตามรายชื่อของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกจากราชการ ซึ่งพบว่าการสั่งให้ออกจากราชการมีความลักลั่นกัน เพราะบางเขตพื้นที่ฯสั่งให้ออกจากราชการเลยโดยไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง แต่บางเขตพื้นที่ฯตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เรียกครูผู้ช่วยมาชี้แจงตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง มาตรา 30 ก่อน ถึงสั่งให้ออกจากราชการ ซึ่งขณะนี้มีอดีตครูผู้ช่วยที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการแล้วกว่า 100 คน หรือประมาณ 75 เขตพื้นที่ฯ จากทั้งหมด 119 เขตพื้นที่ฯ และคาดว่าเกินครึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการโดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งคนกลุ่มนี้เมื่ออุทธรณ์มา อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯก็ต้องสั่งให้กลับไปรับราชการ และให้ดำเนินการให้ถูกต้องคือ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าผิดก็ให้ออกคำสั่งให้ออกจากราชการ โดยผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีอำนาจตามมาตรา 53

พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ส่วนการกลับเข้ามารับราชการนั้นผู้อำนวยการสถานศึกษาน่าจะเป็นผู้ออกคำสั่ง และต้องเสนอให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯพิจารณา

“การสั่งให้อดีตครูผู้ช่วยกลุ่มนี้เข้ารับราชการ มีการอภิปรายในที่ประชุม ก.ค.ศ.เช่นกันว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าไม่น่าห่วง เพราะหลักฐานต่างๆ จากดีเอสไอ และข้อมูลการวิเคราะห์คะแนนของคณะอนุกรรมการชุดที่นายชอบ ลีชอ เป็นประธาน ชัดเจนอยู่ เพียงแต่ทำให้ถูกขั้นตอนกระบวนการ โดยการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และให้เจ้าตัวมีโอกาสมาชี้แจง” นายสมเกียรติกล่าว

นายสานิตย์ พลศรี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 กล่าวว่า เรื่องนี้เคยเสนอไว้ตั้งแต่แรกว่าควรตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะให้ครูผู้ช่วยออกจากราชการ จึงเห็นด้วยที่จะให้อดีตครูผู้ช่วยกลุ่มที่ถูกให้ออกจากราชการโดยที่ไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกลับมารับราชการ แล้วตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตามขั้นตอนนั้นผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ลงนามคำสั่งให้ครูผู้ช่วยออกจากราชการสามารถเพิกถอนคำสั่งได้ ทั้งนี้ การให้กลุ่มอดีตครูผู้ช่วยออกจากราชการกลับมารับราชการใหม่ ดูแล้วไม่ยุ่งยาก เพราะหากไม่ดำเนินการเช่นนี้คนที่จะโดนฟ้องก่อนคือผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ฯ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ และ ก.ค.ศ.
ด้านนายสุบรรณ ประทุมทอง ผู้แทนครูและบุคลากรทางการศึกษา ในคณะกรรมการ ก.ค.ศ.กล่าวว่า กรณีที่สั่งให้ออกจากราชการโดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน หากมีการร้องทุกข์และอุทธรณ์ และฟ้องศาลปกครอง คนกลุ่มนี้ต้องถูกสั่งให้กลับเข้ารับราชการอยู่ดี ดังนั้น การให้อดีตครูผู้ช่วยกลับเข้ารับราชการ และให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จึงเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ในการออกคำสั่งกลับเข้ารับราชการ ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 สามารถลงนามคำสั่ง และนำเข้าสู่การพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯพิจารณาอนุมัติ

รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 12 กันยายนนี้ ที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี สำนักงาน ก.ค.ศ.จะประชุมชี้แจงกับเขตพื้นที่ฯ 119 เขต ในประเด็นการให้อดีตครูผู้ช่วยที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการโดยไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติฯ รวมทั้งจะชี้แจงกับเขตพื้นที่ฯที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้ครูผู้ช่วยออกจากราชการด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33963&Key=hotnews

คอลัมน์ : สถานีก.ค.ศ.: สรุปผลการประชุมสัมมนา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ ภาคกลาง

2 กันยายน 2556

ประชาสัมพันธ์ สำนักงาน ก.ค.ศ.
ตามที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธาน ก.ค.ศ. มอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ.จัดให้มีการประชุมสัมมนา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ จำนวน 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้เคยนำเสนอกำหนดการประชุมสัมมนาฯ ในคอลัมน์นี้ไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 20-22 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้จัดให้มีการประชุมสัมมนา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ ภาคกลาง ไปแล้ว ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาฯ พร้อมทั้งมอบนโยบาย 8 ข้อ ให้กับ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ ในภาคกลาง นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อผู้เรียนโดยเร็ว ซึ่งสรุปการมอบนโยบายในการประชุมสัมมนาโดยสังเขป คือ

จากอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 จะเห็นได้ว่า อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการบริหารงานบุคคลในเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ฝากประเด็นให้กับที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา นำนโยบาย 8 ข้อ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยไปสู่การปฏิบัติ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ในประเด็นดังต่อไปนี้

1.การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในเขตพื้นที่การศึกษา ให้สูงขึ้นได้อย่างไร โดยไม่มีความแตกต่างกันมากระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ กับโรงเรียนขนาดเล็ก
2.จากความแตกต่างระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่ กับโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่าอาจเป็นผลจากการขาดแคลนครูในสาขาวิชาที่เป็นเครื่องมือการเรียนรู้สำคัญๆ คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ และการกระจุกตัวของครูในสาขาวิชาเหล่านี้ในโรงเรียนขนาดใหญ่ เพื่อการแข่งขันระหว่างโรงเรียนโดยละเลยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกัน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ ควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหานี้
3.ผู้ปกครองและเด็กนักเรียน ที่มีฐานะส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนในระบบ โดยมุ่งไปที่โรงเรียนกวดวิชา เพื่อให้สอบแข่งขันเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงให้ได้ ในขณะที่นักเรียนที่อยู่ในถิ่นห่างไกลไม่สามารถที่จะไปเรียนกวดวิชาได้ ต้องมีการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนให้มีคุณภาพให้ได้

ประการท้าทายเพื่อปรับทิศทางเป้าหมายการบริหารงานบุคคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำว่า งานด้านการบริหารบุคคล ไม่ใช่เฉพาะการบริหารงานบุคคลเพื่อดูแลบุคคลอย่างเดียวโดยไม่สัมพันธ์กับการจัดการศึกษา ต้องมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันทั้งระบบ ให้นำไปสู่การรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ได้ ผลการประชุมใน ภาคอื่นๆ จะนำเสนอในโอกาสต่อไป

–มติชน ฉบับวันที่ 2 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33938&Key=hotnews

ปี 57 เริ่มประเมินวิทยฐานะครูแนวใหม่

2 กันยายน 2556

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการประชุมปฏิบัติการการพัฒนาระบบการประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้เสนอแนวทางการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีและเลื่อนวิทยฐานะแนวใหม่ ด้วยการประเมินสมรรถนะ หรือ TPK Model ซึ่งจะประเมินสมรรถนะของผู้เข้ารับการประเมิน ทั้งสมรรถนะทางวิชาการ และสมรรถนะด้านการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน โดยนำผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน ทั้งคะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต และการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หรือเอ็นที มาเป็นตัวชี้วัดการสอนของครู อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้แสดงความห่วงใยว่าหากจัดทำระบบการประเมินไม่ดี อาจส่งผลเสียต่อการเรียนการสอนในชั้นเรียน ให้กลายเป็นการเรียนการสอนเพื่อกวดวิชาโอเน็ตและเอ็นที

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า การพัฒนาระบบวิทยฐานะแนวใหม่ เพราะต้องการให้เรื่องการประเมินวิทยฐานะ ไม่ใช่แค่เพื่อความก้าวหน้าและขวัญกำลังใจของครูแต่จะต้องเชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนโดยรวมด้วย ส่วนข้อห่วงใยเรื่องการกวดวิชาโอเน็ตและเอ็นทีนั้น การสอนของครูต้องเชื่อมโยงกับหลักสูตร และข้อสอบโอเน็ตและเอ็นทีก็ต้องออกตามหลักสูตร ซึ่งตนมองว่าจะเป็นการช่วยลดปัญหาที่นักเรียนต้องไปเรียนกวดวิชาไปในตัว และการกวดวิชาไม่ใช่สิ่งเลวร้าย หากเป็นการกวดวิชาเพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนของนักเรียน แต่การเรียนการสอนของครูในห้องเรียนต้องทำให้ดี เพื่อลดการกวดวิชาลง

ด้าน ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้การประเมินวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์เดิมยังไม่มีการยกเลิก เพียงแต่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รับหลักการให้มีการประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ ด้วยการประเมินสมรรถนะเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งในปีการศึกษา 2557 จะมีการนำร่องการประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ในสายการสอน 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มีความพร้อม ได้แก่ วิทยาศาสาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ โดยจะเริ่มในช่วงชั้นที่มีเครื่องมืออยู่แล้ว คือ ป.3 ป.6 ม.3 และม.6 จากนั้นจะจัดทำเครื่องวัดและประเมินผลให้ครบทุกกลุ่มสาระและระดับชั้น เพื่อให้ใช้การประเมินแนวใหม่ได้ทั้งหมด.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 2 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33937&Key=hotnews

เปลี่ยนคำจบม.6 ใน 8 เดือน

2 กันยายน 2556

ตามที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบนโยบายแก่สำนักงานปลัด ศธ. เมื่อเร็ว ๆ นี้โดยได้พูดถึงโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา จบ ม.6 ใน 8 เดือน อย่างมีคุณภาพ ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ซึ่งเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี แต่การใช้คำว่า จบ ม.6 ใน 8 เดือน อาจทำให้คนยังเข้าใจผิดว่าถ้าอยากได้วุฒิ ม. 6 ให้มาเรียนกับ กศน.ใช้เวลาเพียง 8 เดือนก็ได้วุฒิ ม.6 แล้ว ง่ายกว่าการเรียนกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้จบง่าย ๆ อย่างที่คิด ดังนั้น จึงขอให้ กศน.มาใช้คำว่า “เทียบระดับการศึกษาขั้นสูงสุดการศึกษาขั้นพื้นฐาน”แทนคำว่า “จบ ม.6 ใน 8 เดือน”นั้น

นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการ กศน.กล่าวว่า เมื่อ รมว.ศธ. ต้องการให้ปรับถ้อยคำ กศน.ก็พร้อมที่จะดำเนินการ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ศธ.ได้มีการแก้กฎกระทรวงว่าด้วยการแบ่งระดับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้สามารถเทียบระดับการศึกษาจากเทียบทีละชั้นมาเทียบแบบข้ามชั้นได้ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ให้คนมีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในอาชีพได้นำความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นมาเทียบระดับได้ และจากการประเมินเทียบระดับสูงสุดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เข้ามาทดสอบ พบว่า มีผู้ทำคะแนนสูงสุดในภาษาจีนได้ถึง 96 คะแนน และคอมพิวเตอร์ 80 คะแนน แสดงว่าคนที่เข้ามาเทียบระดับการศึกษาเป็นผู้มีความรู้อย่างแท้จริง

“ผมยืนยันว่าคนที่เข้ามาเทียบระดับกับ กศน.จะต้องมีความรู้ ความสามารถ และการจบต้องจบอย่างมีคุณภาพ เพราะต้องผ่านการทดสอบ 9 มาตรฐานวิชา ได้แก่ 1. การใช้คอมพิวเตอร์ 2. คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน 3. การบริหารธุรกิจเอสเอ็มอีได้ 4. ระบอบประชาธิปไตย 5. การบริหารจัดการชุมชน 6.การสนทนาภาษาอังกฤษหรือจีน 7. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 8. การวิจัยชุมชน และ 9. การจัดการอาหาร เพื่อครอบครัวและชุมชน โดยต้องผ่านในสัดส่วน 60% ในทุกมาตรฐาน” เลขาธิการ กศน. กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 2 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33936&Key=hotnews

 

ชงโยกงบฯ 57 ทำโมเดลจัดเงินอุดหนุน

2 กันยายน 2556

ดร.กิตติ ลิ่มสกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ.ได้มอบให้ตนสรุปเรื่องการจัดสรรเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพทั้งระบบ เพื่อปรับหลักเกณฑ์การให้เงินอุดหนุนใหม่ นั้น ในสัปดาห์นี้ตนจะเรียกข้อมูลเรื่องดังกล่าวทั้งจากในส่วนที่ ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กำลังดำเนินการอยู่ และผลงานวิจัยที่มีมาดูประกอบ ขณะเดียวกันจะทำบันทึกไปถึงผู้บริหารองค์กรหลัก ที่มีสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดทั้งหมดว่ามีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่องการปรับปรุงค่าใช้จ่ายรายหัวฯ พร้อมทั้งให้ส่งตัวแทนมาร่วมประชุม ทั้งนี้ รมว.ศธ.จะแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลเรื่องดังกล่าว โดยมีตนเป็นประธาน และจะเชิญตัวแทนจากสำนักงบประมาณเข้าร่วมด้วย นอกจากนี้จะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการในแต่ละองค์กรหลัก เพื่อนำเสนอข้อคิดเห็นในส่วนของตนเอง ซึ่งคณะอนุกรรมการฯจะต้องส่งความคิดเห็นมาภายในเดือนกันยายนนี้

ดร.กิตติ กล่าวต่อไปว่า จากนั้นในเดือนตุลาคมนี้ หรือต้นปีงบประมาณ 2557 ตนจะเสนอให้ รมว.ศธ. พิจารณาออกคำสั่งให้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายรายหัวภายในวงเงินงบประมาณที่มีอยู่ เพื่อเป็นการทดลองรูปแบบ หรือโมเดลการบริหารงบฯ เพราะขณะนี้ ทุกองค์กรหลักต่างก็บอกว่างบฯค่าใช้จ่ายรายหัวที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการบริหารงาน ขณะที่เงินงบฯแผ่นดินก็มีอยู่จำนวนจำกัด ดังนั้นหากให้แต่ละองค์กรหลักไปบริหารเงินโดยโยกงบฯภายในวงเงินที่ตนเองมีไปเพิ่มในบางส่วน และลดในบางส่วน และติดตามประเมินผล ถ้าเรื่องใดดีก็ควรจัดสรรงบฯเพิ่มให้ แต่ถ้าให้งบไปแล้วไม่ดีขึ้นก็ไม่ควรให้อีก จากนั้นจะนำผลสรุปของการบริหารงบฯผ่านโมเดลนี้ไปพิจารณาตั้งงบฯปี 2558 ต่อไป ว่าต้องการใช้เงินอุดหนุนฯต่อหัวเด็กเท่าไหร่ หรือต้องการรับการจัดสรรเงินเพิ่มในส่วนใดบ้าง ดร.กิตติ กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 2 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33935&Key=hotnews

รื้อเกณฑ์เฟ้น ผอ.เขตพื้นที่ฯ

2 กันยายน 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคล เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ผอ.สพม.) ใหม่ ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกรณีที่ค้างคามานาน เนื่องจากนายวีระ เกตุแก้ว รอง ผอ.สพป.กับพวกรวม 19 คน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลกเมื่อปี 2553 ขอให้ทุเลาการดำเนินการรับสมัคร ผอ.สพม. 23 ตำแหน่ง และขอให้เพิกถอนประกาศคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สพม.เนื่องจากกลุ่มรอง ผอ.สพป.1,941 คน ไม่มีสิทธิสมัคร ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1948/2553 ลงวันที่ 16 ธ.ค. 2553 ที่ขอให้ศาลเพิกถอนมติ ก.ค.ศ. ดังนั้น ที่ประชุมจึงมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.หารือไปยังศาลปกครองกลาง ในกรณีที่ต้องมีการดำเนินการคัดเลือกระหว่างที่ยังไม่มีคำพิพากษาว่า สามารถทำได้หรือไม่ เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของเขตพื้นที่การศึกษาที่ขาด ผอ.มากว่า 3 ปีแล้ว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 2 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33934&Key=hotnews

กคศ.ปัดรับครูผช.กลับ ปธ.โคราชหวั่นฟ้องวุ่น

2 กันยายน 2556

เลขาฯ ก.ค.ศ.ยันไม่ได้สั่งให้อดีตครูผู้ช่วยกลับเข้ารับราชการ มึน!ครูปัดโอกาสชี้แจง เลี่ยงตอบปฏิบัติทางปกครองครบหรือไม่

จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน มีคำสั่งให้การพิจารณาลงโทษครูผู้ช่วย จำนวน 344 ราย ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่า ส่อเข้าข่ายทุจริตการสอบบรรจุครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว12 เมื่อครั้งที่ผ่านมา ว่าให้การปฏิบัติการลงโทษเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดยต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อเปิดโอกาสให้อดีตครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกจากราชการไปแล้ว ได้รับโอกาสชี้แจงนั้น

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า กรณีครูผู้ช่วยได้รับคำสั่งให้ออกจากราชการโดยยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ยังไม่มีโอกาสได้ชี้แจงนั้น ตนจำตัวเลขไม่ได้ว่าครูผู้ช่วยที่เข้าข่ายกรณีนี้มีกี่ราย เพราะที่ผ่านมามีการรายงานตัวเลขเข้ามาที่สำนักงาน ก.ค.ศ.ทุกวัน ทั้งกรณีที่ให้ออกโดยตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว และให้ออกโดยที่ยังไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ไม่ได้สั่งให้กลับเข้ารับราชการ เพียงแต่ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อเปิดโอกาสให้อดีตครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกจากราชการโดยที่ยังไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ได้มีโอกาสชี้แจง ส่วนผลจะออกมาอย่างไร ก็ให้ว่าไปตามข้อเท็จจริง ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ส่วนถ้าอดีตครูผู้ช่วยกลุ่มดังกล่าว จะไม่มาชี้แจง ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ในการประชุม ก.ค.ศ.ที่ผ่านมา ไม่ได้หารือถึงประเด็นนี้ เพราะคิดกันว่าเมื่อได้รับสิทธิแล้ว ก็ควรจะมาใช้สิทธิกันทุกคน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า การสั่งให้ออกจากราชการไปแล้ว สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อให้มาชี้แจงได้อีกหรือ นางรัตนากล่าวว่า สามารถทำได้ เมื่อถามต่อว่า ทางอดีตครูผู้ช่วยยืนยันว่าจะไม่มาชี้แจง ฉะนั้น จะถือว่าการดำเนินการของ ศธ. ครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ที่จะนำมาสู่การไม่แพ้คดีถ้าหากมีการฟ้องศาลปกครองได้หรือไม่ นางรัตนากล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ เพราะไม่มีการหารือประเด็นนี้ในที่ประชุม ก.ค.ศ. อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจว่าในการประชุมชี้แจงแก่คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการโรงเรียนที่เกี่ยวข้อง ที่สำนักงาน ก.ค.ศ. อยู่ระหว่างประสานนัดวันประชุมชี้แจงกับนายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะประธาน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้มาเป็นผู้ชี้แจงแก่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯและผู้อำนวยการโรงเรียนนั้น เข้าใจว่าน่าจะมีการซักถามประเด็นนี้ในที่ประชุม ทั้งนี้ หลังประชุมทางผู้บังคับบัญชาจึงจะทำหนังสือถึงอดีตครูผู้ช่วยให้มาชี้แจงต่อไป

นายอดิศร เนาวนนท์ ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 7 กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 7 ได้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการปฏิบัติราชการทางปกครองครบถ้วนแล้วก่อนที่จะสั่งให้ครูผู้ช่วยออกจากราชการ โดยทางผู้อำนวยการโรงเรียนได้เปิดโอกาสให้ครูผู้ช่วยมาชี้แจง ก่อนที่ทางเราจะยืนยันคำสั่งที่จะให้ออกจากราชการ

นายอดิศรกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวล คือ กรณีของครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกจากราชการโดยที่ไม่ได้รับโอกาสชี้แจง ตนได้พูดคุยกับอดีตครูผู้ช่วยกลุ่มนี้หลายคน ต่างยืนยันว่าจะไม่ไปชี้แจงแน่นอนแม้จะได้รับโอกาส ซึ่งทาง ศธ.ไปบังคับให้พวกเขามาชี้แจงไม่ได้ด้วย เพราะไม่ได้เป็นข้าราชการแล้ว ฉะนั้น จะใช้คำสั่งหรือกฎหมายมาตราไหนไปบังคับ ทนายความของอดีตครูผู้ช่วยกลุ่มดังกล่าวแนะนำว่า ไม่ต้องไปชี้แจงกฎหมายมาตราไหนไปบังคับ ทนายความของอดีตครูผู้ช่วยกลุ่มดังกล่าวแนะนำว่า ไม่ต้องไปชี้แจงเพราะ ศธ.ตั้งธงไว้อยู่แล้วว่าเป็นผู้ทุจริต การให้ไปชี้แจงเพื่อให้ครบถ้วนกระบวนการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพื่อว่าจะได้ไม่ถูกฟ้องร้อง ดังนั้น ทางทนายความจึงแนะนำว่าไม่ต้องไปชี้แจง และจะอาศัยช่องทางนี้ในการฟ้องศาลปกครอง มีการวิเคราะห์กันว่าจะมีโอกาสชนะคดีความสูงด้วย

ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯนครราชสีมา เขต 7 กล่าวต่อว่า การให้สัมภาษณ์ของนาย จาตุรนต์ ที่ระบุให้อดีตครูผู้ช่วยที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการโดยที่ยังไม่มีการสอบสวนและมีโอกาสได้ชี้แจง ให้ได้กลับเข้ามารับราชการก่อน เพื่อจะได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและเปิดโอกาสให้ชี้แจงนั้น กำลังก่อให้เกิดความสับสนและจะเกิดความวุ่นวายในทางปฏิบัติตามมาแน่นอน เพราะหากสั่งให้ระงับการให้ออกและให้กลับมาเข้ารับราชการจริง จะส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องตามมาไม่จบ ทั้งการเรียกร้องเรื่องเงินเดือน เรื่องสิทธิต่างๆ ที่หายไปในช่วง 2-3 เดือนที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการ ดังนั้น จึงอยากขอความชัดเจนในเรื่องนี้ จากรัฐมนตรีว่าการ ศธ. พร้อมทั้งอยากเรียกร้องให้นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. กลับมาดูแลเรื่องนี้ต่อ เพื่อจะได้เร่งดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำความผิดได้รวดเร็วขึ้น

–มติชน ฉบับวันที่ 2 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33933&Key=hotnews

ปัญหาเด็กอาชีวะ นักเรียนไทย-อเมริกันคล้ายกัน

30 สิงหาคม 2556

ปัญหาเด็กอาชีวะ นักเรียนไทย-อเมริกันคล้ายกัน
นักวิชาการมะกัน ชี้แนวทางออกของการแก้ปัญหา
นายทอม คอร์คอแรน ผู้อำนวยการร่วมสถาบันวิจัยนโยบายการศึกษา Teachers College แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวถึงระบบเตรียมความพร้อมด้านอาชีพในระบบโรงเรียนสายสามัญกรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกา ในการเสวนาวิชาการนานาชาติด้านการศึกษา ครั้งที่ 4 ที่สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จัดขึ้นว่า การศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกามีปัญหาคล้ายกับประเทศไทย คือ เด็กออกกลางคัน สูงถึงร้อยละ 25 ร้อยละ 32 ไม่เรียนต่อในระดับที่สูงกว่ามัธยมปลาย ขาดทักษะความพร้อมในการประกอบอาชีพ และไม่นิยมเรียนต่อด้านอาชีวศึกษา ดังนั้น จึงได้มีการจัดการศึกษาทางเลือกหรือ Career Academies ขึ้นเป็นการจัดการศึกษาที่ผนวกด้านอาชีพไว้ในมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียน แก้ปัญหาเด็กออกกลางคัน และให้เด็กได้ค้นพบตนเองในการประกอบอาชีพหรืองานที่ชอบ จากการดำเนินงานมากว่า 30 ปี ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมกว่า 8,000 แห่ง โดยหลักสูตรที่นักเรียนมีทักษะสามารถออกไปทำงานก็ได้หรือเข้าสู่มหาวิทยาลัยก็ได้ มีทั้งหมด 16 กลุ่มอาชีพ ซึ่งต่างจากหลักสูตรของอาชีวะที่เน้นเทคนิคเฉพาะทางแต่หลักสูตร Career Academies สามารถเข้าสู่อาชีพได้มากถึง 79 อาชีพ มีรูปแบบการจัดการศึกษา 3 รูปแบบ คือ

1.เป็นสายการศึกษาทางเลือกในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญในระดับ ม.3-6, ม.4-6 หรือ ม.5-6 รูปแบบที่

2.หลักสูตรเตรียมอาชีพเพื่อเข้าสู่วิทยาลัยชุมชน/มหาวิทยาลัย บูรณาการระหว่างวิชาชีพกับวิชาสามัญในระดับ ม.ปลาย เน้นการสอนในลักษณะโครงงานที่ให้ทั้งทักษะความรู้วิชาการและอาชีพ เชื่อมโยงหลักสูตรระดับอุดมศึกษานักเรียนสามารถเก็บสะสมรายวิชาพื้นฐานเพื่อในการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยได้ และ

3.การจัดการสอนแบบทวิภาคีร่วมกับภาคเอกชน ชุมชนและมหาวิทยาลัย โดยให้ภาคเอกชนได้มาร่วมออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน เมื่อจบหลักสูตรนักเรียนสามารถมีทางเลือกได้ 3 ทาง คือ 1)เรียนต่อมหาวิทยาลัย 2)เรียนต่อสายเทคนิค และอาชีวศึกษาหรือ 3)เข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีพื้นฐานการทำงานเพียงพอ โดยจะได้รับใบประกอบวิชาชีพ (Career Certificate) ด้วย ซึ่งประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความเหมือนกันอย่างหนึ่งคือทัศนคติของผู้ปกครองที่ต้องการให้บุตรหลานเรียนสูงๆ ดังนั้น การพยายามเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางสังคมอาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดจุด จึงควรแนะนำให้ผู้ปกครองรู้จักกับเส้นทางสู่ความสำเร็จหลายๆ เส้นทาง ซึ่งอาจไม่ใช่การเรียนต่อในมหาวิทยาลัยสายวิชาการเสมอไป

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33925&Key=hotnews