kounchanok rujjanapan

เตรียมพร้อมด้านภาษา ตอบโจทย์รู้เขา รู้เรา รู้เท่าทัน

28 สิงหาคม 2556

ปี 2558 จะมีการเปิดประชาคมอาเซียน (Asean Community : AC) เวลานี้ประเทศสมาชิกทั้ง 10 ชาติ ย่อมต้องมีการเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชนของตนเองเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียนกันแล้ว แน่นอนว่าเรื่องของภาษาและวัฒนธรรมก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยจะพบว่าขณะนี้แม้จะยังไม่ถึงวันที่ประตูจะเปิดกว้างให้การเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างเสรีเต็มที่ แต่เราก็เห็นแล้วว่ามีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านไหลเข้ามาทำงานในบ้านเราเป็นจำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยทำให้การสื่อสารเป็นไปด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องนั้นก็คือภาษา และหากสังเกตจะพบว่าแรงงานต่างชาติเหล่านั้นจะพูดภาษาไทยได้เข้าใจภาษาไทย ขณะที่คนไทยเราเองกลับไม่ตระหนักเท่าที่ควรเปรียบเหมือนการที่เขารู้เรา แต่เราไม่รู้เขา

วันนี้ยังไม่ถือว่าสายจนเกินไป ยังมีเวลาอีกกว่า 2 ปีที่เราจะเร่งเตรียมความพร้อมกัน ซึ่งพระธรรมภาวนาวิกรม ประธานมูลนิธิร่มฉัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ได้มองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้ริเริ่มโครงการสาธิตชุมชนต้นแบบชุมชนไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ชุมชนพื้นที่รอบ ๆ วัดไตรมิตรฯ ด้วยการตั้ง “ห้องศึกษาอาเซียน” เพื่อให้ความรู้แก่ชุมชนโดยเฉพาะเรื่องของภาษาโดยเริ่มจากการสอนภาษาพม่า ปรากฏว่าได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี จากเด็กนักเรียนก็ขยายผลไปสู่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจในพื้นที่ และวันนี้ได้มีการขยายผลลงไปใน 4 ภูมิภาคเรียบร้อยแล้ว

พระธรรมภาวนาวิกรม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยและอีก 9 ประเทศกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อรวมทั้ง 10 ประเทศให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งด้านการเมือง การค้าขาย วัฒนธรรม และด้านอื่น ๆ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้นหลาย ๆ หน่วยงานก็มีการดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมกันไปบ้างแล้ว แต่สำหรับมูลนิธิร่มฉัตร ได้ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ดำเนิน “โครงการขยายผลชุมชนต้นแบบและการสื่อสารการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน” เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการเรียนภาษาเพื่อนบ้าน โดยนำ 2 ทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ นั่นคือ “บ-ว-ร” และ “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” เพราะการเตรียมความพร้อมนั้นทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือกัน จะปล่อยให้วัด หรือ บ้าน หรือ โรงเรียนทำกันเองไม่ได้ ทั้งโรงเรียน รัฐ และชุมชน ต่างก็มีส่วนสำคัญที่จะต้องมาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
“เราเริ่มต้นโครงการด้วยการสอนเรื่องของภาษาประเทศเพื่อนบ้านก่อน ถึงแม้ภาษาอังกฤษและจีนจะเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ตามชายแดน มีการไปมาหาสู่ ติดต่อค้าขายกันนั้นควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ภาษาเพื่อนบ้านมากกว่า เพราะการที่เขารู้ภาษาเราและเรารู้ภาษาเขาสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย การเมืองความมั่นคง หรือเศรษฐกิจ รวมไปถึงเรื่องสังคมและวัฒนธรรม เมื่อเราใช้ภาษาเป็นสื่อถึงกันได้แล้ว ก็จะนำไปสู่ทฤษฎีที่ 2 คือ การเข้าใจซึ่งกันและกัน เข้าถึงซึ่งกันและกัน และในที่สุดก็เกิดเป็นการพัฒนาร่วมกันเพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมโลกได้อย่างสง่างาม” พระธรรมภาวนาวิกรมระบุ

โรงเรียนบ้านแม่จัน (เชียงแสนประชานุสาสน์) อ.แม่จัน จ.เชียงราย เป็นโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์อาเซียนศึกษาภาคเหนือ ที่เน้นการจัดอบรมภาษาเพื่อนบ้านโดยเฉพาะภาษาพม่า โดยผอ.สว่าง มโนใจ ผอ.โรงเรียนบ้านแม่จันฯ กล่าวว่า อำเภอแม่จันเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่เชื่อมต่อไปยังอำเภอแม่สาน เชียงแสน และเชียงของ ซึ่งเป็นพื้นที่การค้าชายแดนที่สำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและลาว เมื่อโรงเรียนได้รับการคัดเลือกให้จัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาอาเซียน” ของภาคเหนือ ก็ได้มีการสอบถามความเห็นจากหลายฝ่ายก็ได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า ภาษาพม่ามีความสำคัญมากสำหรับพื้นที่นี้ จึงได้จัดให้มีการอบรมภาษาพม่าให้แก่เยาวชนและผู้ประกอบการและกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพของชุมชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยจัดเป็นโครงการอบรมหลักสูตรเร่งรัด 3 วัน โดยใช้ครูเจ้าของภาษามาเป็นผู้สอน

แต่กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้โรงเรียนบ้านแม่จันฯ ได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะปลุกประชากรในโรงเรียนให้ตื่นตัวที่จะเรียนภาษาอื่นนอกจากภาษาไทยมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่ง ผอ.สว่าง เล่าว่า โรงเรียนเริ่มพัฒนาตนเองเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นศูนย์ภาษาด้วยการเป็นโรงเรียนต้นแบบโรงเรียนในฝันตั้งแต่เดือน มี.ค. 2549 พยายามทำให้โรงเรียนเป็น School Lab คือ ทุกอย่างในโรงเรียนต้องเป็นแล็บ อาคารสถานที่ต่าง ๆ ต้องเป็นแล็บทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องเป็นห้องแล็บหรือห้องปฏิบัติการทางภาษาที่ต้องสร้างโดยเฉพาะ แต่ต้องเป็นได้ทั้งหมดตามต้นไม้ชายคาก็ต้องเป็นได้ ครูในโรงเรียนผู้บริหารต้องเป็น ต้องฝึกพูดโดยเริ่มจากภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งแนวทางของโรงเรียนคือ ใช้ครูเจ้าของภาษามาสอน เพราะครูคนไทยที่มาสอนภาษาอังกฤษมักจะมีความอดทนน้อยเดี๋ยวก็แปลให้เด็กฟัง ดังนั้นเราจึงใช้ครูเจ้าของภาษาซึ่งได้รับความอนุเคราะห์อาสาสมัครจากประเทศอังกฤษ บางคนเขาพูดภาษาไทยแต่จะไม่ยอมพูดภาษาไทยในห้องเรียน ถ้าจะต้องอธิบายก็ว่ากันเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งระยะแรก ๆ ทั้งเด็กและครูของเราจะเครียดมาก แต่ด้วยวิธีการนี้และการสื่อสารด้วยภาษาง่าย ๆ ก็สามารถทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ดี เพราะเมื่อเราไม่กลัวครูและครูก็ให้ความเป็นกันเองทำให้มีการสื่อสารมีการพัฒนาสามารถพูดคุยกันด้วยภาษาที่สูงขึ้นได้

ผอ.สว่าง บอกว่า ถ้าเราไม่เปลี่ยนวิธีคิดยังสอนแบบเดิม ๆ อยู่อย่างนั้น เรียนมามากขนาดไหนก็พูดไม่ได้ จากแรก ๆ ที่ครูเราไม่กล้าที่จะเดินสวนกับครูต่างชาติ เพราะกลัวที่จะต้องคุยหรือถูกถามเป็นภาษาอังกฤษ โรงเรียนก็ต้องกระตุ้นโดยกำหนดว่าคนที่จะเดินผ่านทางนี้ขึ้นอาคารนี้ต้องพูดภาษาอังกฤษเท่านั้น หรือวันจันทร์ต้องพูดภาษาอังกฤษ วันศุกร์ต้องพูดภาษาจีน เพราะเราเริ่มต้นมาจากภาษาอังกฤษกับภาษาจีน ใหม่ ๆ ก็ไม่กล้าแต่คุณครูก็พยายามทำการบ้านแล้วมาสื่อสาร แต่พอเราเปลี่ยนวิธีมาวันนี้กล้าบอกว่าครูโรงเรียนบ้านแม่จันฯ ใช้ภาษาอังกฤษได้ทุกคน และตอนนี้เรากำลังมุ่งสู่ภาษาพม่า ซึ่งก็ต้องใช้วิธีการเดียวกัน คือ ต้องใช้เจ้าของภาษา แต่ถ้าจะใช้ครูไทยก็ได้ แต่ต้องมีความอดทนที่จะไม่แปลถ้าจะแปลต้องแปลเป็นภาษานั้น มิฉะนั้นคนเรียนก็จะไม่ได้อะไรเหมือนเดิม
พ.ต.อ.วีระวุธ ชัยชนะมงคล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่จัน กล่าวว่า แม่จันเป็นจุดยุทธศาสตร์ เป็นจุดผ่านจากแม่สาย เชียงแสน ยาเสพติดที่จับได้มาก ๆ ก็ที่แม่จัน ดังนั้นการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ารับการอบรมภาษาพม่าจึงเป็นการตื่นตัวว่าเราจะต้องติดต่อกับเพื่อนบ้าน เป็นโลกไร้พรมแดนจะอยู่กันเองไม่ได้แล้ว ซึ่งพม่าเองก็ตื่นตัวและพร้อมที่จะเปิดประเทศ ถ้าสื่อสารไม่ได้เวลาเราถามเขาเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเขาจะไม่ตอบ และปฏิเสธอย่างเดียว เพราะเขาไม่มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ แต่พอเราพูดกับเขาได้เขาก็ยอมบอกและให้ความร่วมมือมากขึ้น ทำให้กระบวนการยุติธรรมเกิด อีกอย่างเวลาที่เขาใช้ล่ามมาแปลเราก็จะรู้ว่าเขาคุยอะไรกัน เรียกว่าเมื่อเขารู้เราแล้วเราก็รู้เขาด้วย เป็นการรู้เท่าทันกัน

วันนี้ยังไม่สายหากจะมาเริ่มต้นเตรียมความพร้อมด้านภาษาของประเทศในกลุ่มอาเซียนหรืออย่างน้อยก็ภาษาของประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกัน เพื่อเปิดประตูอาเซียนพร้อม ๆ กัน.
อรนุช วานิชทวีวัฒน์

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33886&Key=hotnews

กพฐ. รับ จัดซื้อแท็บเล็ตปีนี้มีปัญหา ชี้แก้ปัญหา-ควบคุมต้องใช้เวลา

28 สิงหาคม 2556

“ชินภัทร” ยอมรับจัดซื้อแท็บเล็ตปีนี้มีปัญหา ชี้หลายประเด็นเกินกว่าจะควบคุมได้และต้องใช้เวลาแก้ไข เตรียมสรุปเป็นบทเรียนเพื่อวางแนวทางแก้ปัญหาปีถัดไป

วานนี้ (27 ส.ค.) นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่มีการทักท้วงและข้อสงสัยจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เกี่ยวกับการจัดประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-ออกชัน จัดซื้อแท็บเล็ต ในโครงการคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตพกพาต่อ 1 นักเรียน ปีการศึกษา 2556 เพื่อแจกนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทั้ง 4 โซน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีทางอิเลคทรอนิกส์ ของกรมบัญชีกลางนั้น ได้ตอบข้อสังเกตการพิจารณาจัดซื้อแท็บเล็ตเฉพาะโซน 1 ระดับป.1 (ภาคกลางและภาคใต้) โซน 2 ระดับ ป.1 (ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และโซน 4 ระดับ ม.1 (ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ไปยัง สตง.เป็นที่เรียบร้อย โดยขั้นตอนต่อจากนี้ไปคณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 แท็บเล็ตต่อ 1 นักเรียน ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของการจัดซื้อในโซน 1 , 2 และ 4 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนประเด็นการประมูลแท็บเล็ตโซน 3 ม. (ภาคกลางและภาคใต้) ที่บอร์ดแท็บเล็ตมีมติให้ดำเนินการยกเลิกผลอี-ออกชันนั้นตนยังไม่อยากให้รายละเอียดอะไรมาก ซึ่งขอให้เป็นเรื่องของการ ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องก่อน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่ากระบวนการจัดซื้อแท็บเล็ตในปีนี้ค่อนข้างมีปัญหา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็จะรวบรวมข้อมูลสรุปเป็นบทเรียนสำหรับการแก้ปัญหาจัดซื้อแท็บเล็ตในปีต่อไป อย่างไรก็ตามตนเข้าใจว่าประเด็นที่เกิดปัญหานั้นหลายเรื่องเหนือการควบคุมและเมื่อเกิดปัญหาขึ้นจำเป็นต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาอย่างมีขั้นตอนและคงจะไปเร่งรัดให้การแก้ปัญหาเสร็จสิ้นโดยเร็วคงทำไม่ได้ แต่ต้องมาดูบทสรุปถึงข้อดีข้อเสียที่เกิดขึ้นว่าควรจะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้จากการติดตามผลการวิจัยติดตามการใช้งานคอมพิวเตอร์พกพาของนักเรียนชั้น ป.1 สังกัด สพฐ.ในปีการศึกษา 2555 ที่ผ่านมาพบว่า นักเรียนมีความกระตือรือร้น สนุกกับการเรียนรู้และมีพัฒนาการทางด้านภาษาอย่างรวดเร็ว โดยสังเกตได้จากผลสัมฤทธิ์ของคะแนนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามการใช้งานแท็บเล็ตแต่ละปีจะมีสเปคที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนนี้ก็จะพัฒนากันต่อไป เพราะเข้าใจดีว่าเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการใช้งานแท็บเล็ตของเด็กของปีก่อนจะใช้การไม่ได้

–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33885&Key=hotnews

จบ ม.6 ใน 8 เดือน ฟังชวนเชื่อ! “จาตุรนต์” เปลี่ยนใช้ชื่อใหม่ “เทียบการศึกษาสูงสุดขั้นพื้นฐาน”

28 สิงหาคม 2556

วันที่ 27 ส.ค.56 ตามที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายแก่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งพูดถึงโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา จบ ม.6 ใน 8 เดือน อย่างมีคุณภาพ ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ว่าเป็นโครงการที่ดี แต่การใช้คำว่า จบ ม.6 ใน 8 เดือนนั้นอาจไม่เหมาะสม และทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่า ถ้าอยากได้วุฒิการศึกษา ม.6 ให้มาเรียนกับ กศน.ใช้เวลาเพียง 8 เดือนก็ได้วุฒิ ม.6 แล้ว ง่ายกว่าการไปเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้จบง่ายอย่างที่คิด ดังนั้นจึงขอให้ กศน. เปลี่ยนข้อความจากคำว่า “จบ ม.6 ใน 8 เดือน” มาใช้คำว่า “เทียบระดับการศึกษาขั้นสูงสุดการศึกษาขั้นพื้นฐาน” แทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้โครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา จบ ม.6 ใน8 เดือน อย่างมีคุณภาพ เป็นโครงการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยการแบ่งระดับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สมัยที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็น รมว.ศึกษาธิการ ที่ต้องการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษา และยังไม่จบชั้น ม.6 ที่มีอยู่ขณะนี้ 18 ล้านคน เนื่องจากปัจจุบันค่าเฉลี่ยการศึกษาของคนไทยอยู่แค่ระดับชั้น ม.2 เท่านั้น โดยรัฐบาลให้เงินอุดหนุนรายหัวสำหรับโครงการนี้รายละ 3,000 บาท แต่ผู้เรียนจะต้องจ่ายค่าครูพี่เลี้ยง 1,500 บาท

ทั้งนี้ ผู้เรียนในโครงการนี้จะต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป และประกอบอาชีพที่มั่นคง ไม่น้อยกว่า 3 ปี เพื่อใช้ประสบการณ์มาทดสอบใน 9 มาตรฐานวิชาที่ กศน.กำหนดไว้ ให้ได้สัดส่วน 60% จึงจะเกณฑ์ สำหรับ 9 มาตรฐานวิชา ได้แก่ การใช้คอมพิวเตอร์, คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน, การบริหารธุรกิจเอสเอ็มอีได้, ระบอบประชาธิปไตย, การบริหารจัดการชุมชน, การสนทนาภาษาอังกฤษหรือจีน, ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร, การวิจัยชุมชน และการจัดการอาหารเพื่อครอบครัวและชุมชน

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33884&Key=hotnews

เพิ่มเงินเดือนข้าราชการอุดมศึกษายาก

28 สิงหาคม 2556

“กำจร” ชี้เพิ่มเงินเดือนอุดมศึกษายาก หวั่นข้าราชการกระทรวงอื่นขอเพิ่มด้วย แนะของบกลางมาจ่ายเงินเดือนย้อนหลังพนักงานมหาวิทยาลัย ขณะที่ รมช.ศึกษาธิการ รับดูแลปัญหาอุดมศึกษาเต็มที่

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวในการประชุมสามัญที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) เมื่อเร็วๆนี้ ว่า รัฐบาลได้ฝากให้มหาวิทยาลัยต่างๆช่วยกันพัฒนาตนเอง และพัฒนาคุณภาพบัณฑิตมากขึ้น และตนเองจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในเรื่องต่าง ๆอย่างเต็มที่ เพื่อให้การขับเคลื่อนอุดมศึกษาเดินไปข้างหน้าได้ โดยตนจะช่วยดูทั้งงบวิจัย การขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยและข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งขณะนี้พบว่ายังเป็นปัญหาและที่ผ่านมามีอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาร้องเรียนมาว่าได้รับเงินเดือนต่ำกว่าข้าราชการครูอีก ซึ่งเป็นเรื่องจริง สาเหตุหนึ่งมาจากบัญชีเงินเดือนของข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษาไปผูกติดกับบัญชีเงินเดือนของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)ดังนั้นการจะขึ้นเงินเดือนต้องดูทั้งระบบ ซึ่งแตกต่างกับของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ที่มีบัญชีเงินเดือนต่างหาก ดังนั้นตนเห็นว่าอาจจะต้องมาดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ให้มีความชัดเจนมากขึ้น

รศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า ตนขอให้รมช.ศึกษาธิการ ช่วยของบกลางปี 2557 เพื่อให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆนำไปใช้ในการปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งก่อนวันที่ 1 มกราคม 2555 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งสำนักงบฯ ขอให้มหาวิทยาลัยใช้เงินรายได้ของตนเองจ่ายเงินเดือนย้อนหลังให้พนักงานตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2555 ถึง 30 กันยายน 2556 และจะตั้งงบประมาณคืนให้ในปี 2558 ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไม่กล้าจะนำเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยมาจ่ายให้ก่อน เพราะจะกระทบกับงบฯที่นำไปใช้ในการพัฒนามหาวิทยาลัยในส่วนอื่น ๆ ส่วนงบฯที่ใช้จ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปนั้น ไม่ต้องห่วง เพราะรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณปี 2557 ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

“ หากนายเสริมศักดิ์ ช่วยของบกลางของปี 2557 มาเบิกจ่ายในส่วนนี้ก่อน โดยไม่ต้องรอตกเบิกในปี 2558 ก็จะช่วยผ่อนคลายให้กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆได้มาก ขณะที่จำนวนเงินที่จะใช้ก็ถือว่าไม่มาก เพียง 1,000 กว่าล้านบาท หากเทียบกับงบประมาณกลางที่รัฐบาลมีอยู่ 2-3 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลตั้งไว้ เพื่อนำไปใช้งานที่เกิดประโยชน์ประเทศ”นพ.เฉลิมชัย กล่าว

ด้านรศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า การที่จะปรับเงินเดือนให้กับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษานั้น คงเป็นเรื่องยาก เพราะถ้าข้าราชการในอุดมศึกษาได้เงินเดือนเพิ่มจริง ข้าราชการในส่วนอื่นๆ ก็จะต้องขอเพิ่มเช่นกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน..

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33883&Key=hotnews

กยศ.ปรับเงื่อนไขจูงใจลูกหนี้ชำระคืนเงินกู้

28 สิงหาคม 2556

มติบอร์ด กยศ.สั่งแก้ปัญหาลูกหนี้ผิดนัด ห่วงสภาพคล่องทางการเงินไม่เพียงพอสำหรับปล่อยกูให้กับนักเรียน นักศึกษาในรุ่นถัดไป…

เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2556 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ (บอร์ด) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดมีมติให้ฝ่ายบริหารเข้าไปแก้ไขปัญหานักเรียนและนักศึกษาที่ กู้เงินยืมเงิน กยศ. แต่ผิดนัดชำระหนี้ ทำให้มียอดหนี้ค้างกว่า 1.485 ล้านราย เป็นวงเงินกู้ 136,237 ล้านบาท จากจำนวนผู้กู้ทั้งหมด 2.15 ล้านราย วงเงินกู้ 194,711 ล้านบาท ถือเป็นยอดเบี้ยวหนี้เกือบ 80% ทำให้ กยศ.อาจต้องประสบกับปัญหาสภาพคล่องในอนาคต เพราะลูกหนี้ที่กู้ยืมเงิน กยศ. ไม่ผ่อนชำระคืน ในขณะที่ กยศ. ต้องปล่อยกู้ให้แก่นักเรียนและนักศึกษารายเก่าจนกว่าสำเร็จการศึกษา ส่วนนักศึกษาใหม่ที่จะในระดับอุดมศึกษาก็จะมีจำนวนรายลดน้อยไปด้วยเพราะ กยศ.ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะปล่อยกู้ให้แก่ผู้กู้ได้ครบทุกราย

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น บอร์ด กยศ.เสนอให้ กยศ.ไปปรับแนวทางการทำงาน เพื่อจูงใจให้ผู้กู้ที่มีเจตนาเบี้ยวหนี้หรือไม่ เบี้ยวหนี้ก็ตาม แต่มีภาระหนี้อื่น ๆ ให้นำเงินที่เหลือใช้มาชำระหนี้กับ กยศ.ก่อนเป็นอันดับแรก กรณีที่ผู้กู้ที่ไม่เคยมีประวัติติดหนี้ค้างชำระเลย หากนำเงินมาชำระหนี้ที่เหลือทั้งหมด หรือปิดบัญชี จะได้รับส่วนลดพิเศษ 3.5% จากยอดเงินคงเหลือ ส่วนกรณีที่ ผู้กู้มีหนี้ค้างชำระ นำเงินมาชำระหนี้ทั้งหมด หรือปิดบัญชี จะได้รับการพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยปรับลง 50% ซึ่งปัจจุบัน กยศ.คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี สำหรับลูกหนี้ปกติ แต่หากเป็นผู้หนี้ผิดนัดชำระหนี้ เกิน 12 เดือนจะคิดเบี้ยปรับ 18% ต่อปี

ส่วนกรณีที่ผู้กู้มีเงินไม่เพียงพอ แต่ขอกลับมาเป็นลูกหนี้ที่ดี กยศ.จะงดคิดอัตราดอกเบี้ยปรับตั้งแต่งวดที่ค้างชำระหนี้ เช่น ในปีนี้ ครบกำหนดชำระหนี้ วันที่ 5 ก.ค.จนถึงปัจจุบัน ค้างชำระหนี้มาเป็นระยะเวลา 1 เดือน ก็จะไม่ถูกเรียกเบี้ยปรับในอัตราดอกเบี้ย 12% กรณีค้างไม่เกิน 12 เดือน ส่วนกรณีที่ค้างเกินกว่า 12 เดือนจะเสียดอกเบี้ยขึ้นเป็น 18% โดยมาตรการนี้ จะเปิดให้ผู้กู้สมัครใจเข้าแก้ไขหนี้กับ กยศ.ตั้งแต่เดือนพ.ย.นี้ จนถึงเดือน มี.ค.ปี 57 ส่วนการขึ้นบัญชีดำ หรือแบล็กลิสต์กับเครดิตบูโรนั้น ยังอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งกรณีนี้ หากผู้กู้ไม่ชำระหนี้เกิน 5 ปี ถึงจะขึ้นแบล็กลิสต์ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เข้มงวด เพราะผู้กู้จะไม่สามารถทำธุรกรรมทางเงินกับสถาบันการเงินใด ๆ ได้.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33882&Key=hotnews

ส่งเสริมเรียนรู้ภาษาจีนต่อกรกับโลกยุคใหม่

27 สิงหาคม 2556

จากประชากร 6,000 ล้านคนทั่วโลก มีคนที่พูดภาษาจีนมากถึง 1,050 ล้านคนเลยทีเดียว ประเทศจีนมีประชากรและมีบทบาทในสังคมโลก ทั้งในแง่การเติบโตและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ภาษาจีนกลางจึงกลายเป็นภาษาที่ทรงอิทธิพลภาษาหนึ่งของโลก กระทรวงศึกษาธิการของจีนสำรวจความสนใจของคนทั่วโลก พบว่ามีคนต่างชาติสนใจจะเรียนภาษาจีนกลางมากถึง 100 ล้านคนในปี 2015

เพื่อให้เยาวชนไทยก่อเกิดการเรียนรู้ และสร้างรากฐานความได้เปรียบทางภาษาพร้อมรับการแข่งขัน บริษัท นานมี จำกัด จัดโครงการประกวดทักษะภาษาจีนนานมี ครั้งที่ 3 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเด็กไทยจะได้พัฒนาความรู้ทางด้านภาษาจีนอย่างรอบด้าน และเชื่อมความสัมพันธ์ ไทย-จีน ซึ่งเป็นมิตรประเทศกันมายาวนาน

คุณหญิงอารยา พิบูลนครินทร์ ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตรัสว่า พระองค์ทรงศึกษาภาษาจีนมากว่า 30 ปี ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทั้งประวัติศาสตร์จีน วรรณคดีหรือพงศาวดารจีนที่มีผู้แปลเป็นภาษาไทย เพราะการอ่านวรรณคดีหรือพงศาวดาร นอกจากจะทำให้มีความรู้แตกฉานในภาษาแล้ว ยังช่วยให้รอบรู้ปัญหาชีวิตและเข้าใจโลกได้ดี นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรักใคร่และผูกพันกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นอย่างมาก โดยเสด็จฯ เยือนจีนมาแล้วถึง 34 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2524 อีกทั้งยังทรงศึกษาภาษาจีน ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมจีน อย่างลึกซึ้งถึงแก่น จนได้รับพระสมัญญานามจากประเทศจีนให้ทรงเป็น “ทูตสันถวไมตรีไทย-จีน” โดยประชาชนชาวจีนเทิดทูนและยกย่องพระองค์ให้ทรงเป็นหนึ่งใน “มิตรที่ดีที่สุดในโลก” สื่อจีนกล่าวขวัญถึงพระองค์ว่า “เจ้าหญิง “ผู้ทรงรอบรู้เรื่องจีน” ทั้งได้ทรงพระราชนิพนธ์แปลวรรณกรรมจีนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

ปรีญาณี สุพุทธิพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมี จำกัด เปิดเผยว่า จัดโครงการนี้อย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะทางภาษาจีนแก่เยาวชนไทย ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ซึ่งในปีนี้มีนักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมการประกวดกว่า 210 ทีม กว่า 500 คน จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะสร้างให้เด็กไทยมีความสามารถในการแข่งขัน มีพลังในการก้าวทันโลกอย่างทัดเทียมและรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม อาทิ ความกตัญญู ความเรียบง่าย ซึ่งสอดแทรกอยู่ในภาษา ปรัชญา โคลงกลอน นิทาน และบทเพลงของวัฒนธรรมจีน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นสุข

ด.ช.ชินธันย์ หลู หรือน้องนีโอ อายุ 8 ขวบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จาก โรงเรียนนานาชาติไทยสิงคโปร์ ผู้ชนะการประกวดรับรางวัลยอดเยี่ยมระดับชั้นประถมต้น ได้รับถ้วยพระราชทานฯ เล่าว่า ได้เลือกท่องกลอนภาษาจีน ซึ่งเป็นเรื่องราวของความรักที่แม่มีต่อลูก เป็นบทกลอนที่ไพเราะและมีความหมายเตือนใจ ให้ลูกทุกคนนึกถึงความรักที่แม่มีให้ลูกเสมอ และหาทางตอบแทนบุญคุณ แสดงความกตัญญูเพื่อให้แม่มีความสุข การเตรียมตัวก่อนมาประกวดใช้เวลาพอสมควรในการทำความเข้าใจความหมายอย่างถ่องแท้ เพื่อให้การอ่านเป็นไปได้อย่างมีอารมณ์และความรู้สึก มีการเว้นจังหวะและออกเสียงสูงต่ำ เพื่อสร้างให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ สิ่งที่อยากฝากไว้ในการเรียนภาษาจีนคือต้องขยัน หมั่นฝึกฝนออกเสียงอยู่เสมอ จะทำให้การเรียนภาษาจีนง่ายขึ้น

ด.ญ.พรปวีณ์ ฐิติชัยวรภัทร หรือน้องลิลลี่ อายุ 11 ปี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนประชาวิทย์ จ.ลำปาง ผู้ชนะรางวัลยอดเยี่ยมระดับประถมศึกษาตอนปลาย เล่าว่า เรียนภาษาจีนตั้งแต่ชั้นอนุบาล วันนี้เลือกการแสดงเล่านิทานจีน ซึ่งแม้จะเป็นนิทาน แต่ความยากอยู่ที่การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกด้วยน้ำเสียงและท่าทาง นิทานจีนมักสอดแทรกข้อคิดและคติเตือนใจ ทำให้ผู้เล่าและผู้ฟังได้แง่มุมที่เป็นประโยชน์นำไปใช้ในชีวิตประจำวันด้วย สำหรับการเรียนภาษาจีนของคนไทยถือว่าได้เปรียบ เพราะภาษาจีนมีความคล้ายคลึงกับภาษาไทยที่มีวรรณยุกต์ และรูปประโยค ส่วนเคล็ดลับการเรียนภาษาจีนให้ได้ผลดี คือควรฝึกฝนกับเรื่องราวในชีวิตประจำวัน พูดกับคนรอบข้าง อ่านหนังสือ ฟังเพลงจีน และดูโทรทัศน์ช่องภาษาจีน จะทำให้เรียนรู้ภาษาจีนได้เร็วขึ้น หากโตขึ้นมั่นใจว่าจะได้ใช้ภาษาจีนแน่นอน เพราะที่บ้านเป็นโรงงานผลิตเซรามิกอยู่ที่ลำปาง ซึ่งต้องมีการค้าขายกับจีนและคนทั่วโลก จึงอยากนำความรู้ด้านภาษาจีนไปช่วยธุรกิจของที่บ้าน

โลกที่หมุนเร็วเพราะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงควรพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะด้านภาษาเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน และยังสามารถเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมอันดีงามระหว่างกันด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33874&Key=hotnews

ศธ.เร่งวางแผนทำไอทีเพื่อการศึกษา

27 สิงหาคม 2556

ศธ.เตรียมทำแผนระยะยาวปรับปรุงการการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมผลักดันจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้เป็นองค์กรกลางในการกำหนดทิศทางนโยบายการใช้สื่อเทคโนโลยีพื่อการเรียนการสอน

วานนี้ (26ส.ค.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ศธ.กำลังเตรียมทำแผนระยะยาวเพื่อปรับปรุงการการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นกระแสทั้งโลก ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากกระแสนี้ และจะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ศธ. ได้มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการจัดการเรียนการสอนมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณากันต่อไป คือ เรื่องของสื่อที่จะนำมาใช้กับแท็บเล็ต โดยปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีสื่อที่ผลิตแล้ว 2 รูปแบบ คือแบบออฟไลน์ 5 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสังคมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่1-ป.3 จำนวน 2,310 บทเรียน ส่วนมัธยมศึกษาปีที่1 และม.3 มี 1,020 บทเรียน และยังมีแอพพลิเคชั่นสำหรับแท็บเล็ต ชั้น ป.2 วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ 400 เรื่อง และที่กำลังพัฒนาของชั้น ป.2 ป.3 ใน 5 วิชาหลัก อีก 1,100 เรื่อง

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อไปว่า สพฐ. ได้ทำวิจัยผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนที่ใช้แท็บเล็ตในปี 2554-2555 พบว่า นักเรียน ป.1 ในวิชาภาษาไทย มีคะแนนเพิ่มขึ้น 56.82 % คณิตศาสตร์ 55.45 % วิทยาศาสตร์ 56.14 % สังคม 52.95% วิชาศิลปะ 53.64 % การอาชีพ 54.55% สุขศึกษา 57.27% ส่วนภาษาอังกฤษ 62.05 และยังพบว่า การใช้แท็บเล็ตมีข้อดี คือ เด็กสนุกสนาน มีแรงจูงใจในการเรียน และช่วยให้เด็กที่เรียนรู้ช้า หรือเด็กพิเศษมีพัฒนาการที่ดีขึ้นแต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือ เนื้อหาในแท็บแล็ตส่วนใหญ่ยังเหมือนในหนังสือเรียน มีปัญหาทางเทคนิค เช่น แบตเตอรี่หมดเร็ว เครื่องร้อน เป็นต้น และหลายพื้นที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เช่น ภาคใต้ และปัญหาที่ครูบางส่วนยังไม่มีแท็บแล็ต และไม่มีทักษะด้านไอซีทีทำให้ไม่สามารถสอนนักเรียนได้

“ขณะนี้ทราบว่า มีการผลิตครูเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาไว้แล้วจำนวนมาก แต่ยังติดปัญหาเรื่องอัตราบรรจุ และที่สำคัญติดเรื่องใบประกอบวิชาชีพ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์ให้ชัดเจนว่าต่อไปจะต้องมีครูเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โรงเรียนละ 1 คน ดังนั้นต่อไปจะต้องมีครูเทคโนโลยีฯ เพิ่มกว่าหมื่นคน“ นายจาตุรนต์กล่าว

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่าการพัฒนาครูมีส่วนสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้อย่างจริงจัง เพื่อแก้ปัญหาขาดครูทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งหากมีการใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมแล้ว แนวคิดการใช้ครู 1 คนต่อนักเรียน 25 คน ก็อาจปรับเปลี่ยนไป โดยอาจใช้ระบบการสอนทางไกล ซึ่งสามารถใช้ครู 1 คนต่อนักเรียน 1,000 คนได้ โดยศธ.จะต้องกำกับดูแลการเรียนการสอนทางไกลให้บรรลุผลอย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการเสนอให้จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเพื่อเป็นองค์กรกลางในการกำหนดทิศทางนโยบายการใช้สื่อเทคโนโลยีการเรียนการสอน แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เพราะการจัดตั้งสถาบันดังกล่าวจะเป็นการรวมหน่วยงานหลายแห่งเข้าด้วยกันเป็นองค์การมหาชนดังนั้นภารกิจหลักของศธ.จะต้องเร่งผลักดันจัดตั้งสถาบันนี้ขึ้นมาให้ได้ เพื่อให้การพัฒนาสื่ออิเลคทรอนิกส์เดินหน้าต่อไปได้

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33871&Key=hotnews

27 สิงหาคม 2556

อธิการฯ หนุนจัดอันดับมหา’ลัย ปธ.ทปอ.ขอ ‘เกณฑ์กลาง-ไม่เพิ่มภาระ’ ‘ประสาท’ แนะแบ่ง 3 กลุ่ม – ห่วงแตกแยก

นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิ (ศธ.) มีนโยบายที่จะจัด อันดับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อให้มหาวิทยาลัยแข่งขันและพัฒนาคุณภาพให้ใกล้เคียงกันว่า ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานจัดอันดับมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ วิธีการจัดอันดับของแต่ละหน่วยงานก็จะมีตัวชี้วัดไม่เหมือนกัน อาทิ ของ Quacquarelli Symonds หรือ QS ก็จะให้คะแนนความมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย หรือ Times Higher Education ก็จะเน้นจำนวนงานวิจัย ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะจัดอันดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ส่วนตัวก็เห็นด้วย แต่อยากให้ระวัง 2 เรื่อง คือ การจัดอันดับจะต้องหาเกณฑ์ที่เป็นกลาง เพราะถ้าเกณฑ์มีความแตกต่างกันมากเกินไป ก็จะส่งผลที่แตกต่างกัน อาทิ เน้นเรื่องงานวิจัยมากๆ มหาวิทยาลัยที่เน้น ทางวิทยาศาสตร์ ก็จะได้เปรียบกว่ามหาวิทยาลัยทางสังคม เน้นความมีชื่อเสียง มหาวิทยาลัยเก่าแก่ก็จะได้เปรียบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ขณะเดียวกันจะต้องเป็นเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยด้วย อีกประการหนึ่งคือ ไม่ควรให้มหาวิทยาลัยต้องกรอกเอกสารตัวชี้วัดต่างๆ มากเกินไป เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยต้องกรอกเอกสารให้หน่วยงานต่างๆ จนไม่มีเวลา ทำงานแล้ว หรือถ้าเป็นไปได้ ควรจะนำข้อมูลการศึกษาจากแหล่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ประกอบการจัด อันดับ

นายประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยถ้าจะมีการจัดอันดับภาพรวมมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพราะแต่ละแห่งมีความเข้มแข็งและความถนัดแตกต่างกัน จะมาแข่งขันกันไม่ได้ อีกทั้งจะไม่ยุติธรรม แต่ถ้ามีการแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยให้ชัดเจนอย่างน้อย 3 กลุ่ม คือ กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสังคมศาสตร์ และกลุ่มมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ มีตัวชี้วัดที่ดีและเป็นธรรม หรือจะจัดอันดับเป็นรายโปรแกรมวิชา/คณะ ตนก็สนับสนุนและคิดว่าน่าจะดี เพราะจะทำให้การวัดหรือจัดอันดับแม่นยำ แต่ถ้าจะจัดอันดับกันจริง ต้องมาดูว่าจะจัดอย่างไรให้เป็นเอกภาพ อย่าให้เกิดการแตกแยก และอิจฉากัน นอกจากนี้ ข้อมูลที่เก็บมานั้นต้องน่าเชื่อถือ ทันสมัย และไม่ไปขัดแย้งกับข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ที่นำไปวัดและประเมินมหาวิทยาลัย เช่น ข้อมูลจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เป็นต้น

นายชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ขัดข้อง ถ้าจะมีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทย เพราะขณะนี้มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศก็จัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยอยู่แล้ว แต่เกณฑ์หรือตัวชี้วัดในการจัดอันดับต้องชัดเจน และที่สำคัญจัดอันดับเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัย ชี้สถานะของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งอยู่จุดไหน และต้องช่วยยกระดับคุณภาพจริงๆ โดยใครอ่อนแอด้านไหน ต้องเสริมให้เข้มข้นขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33879&Key=hotnews

สสวท.วอนเอกชนขยายกิจกรรมเพื่อสังคมด้านการศึกษา

27 สิงหาคม 2556

สสวท.วอนเอกชนถ่ายทอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพเยาวชนของชาติผ่านกิจกรรมซีเอสอาร์ หรือกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร

วานนี้ (26 ส.ค.) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนตรี จุฬาวัฒนฑล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ปี 2558 เป็นยุคประชาคมอาเซียน (ASEAN Community – AC) ซึ่งจะมีการเคลื่อนย้ายเสรีของแรงงานวิชาชีพ อาทิ วิศวกร นักสำรวจ สถาปนิก แพทย์ พยาบาล ฯลฯ ดังนั้นประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์การจัดการการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยเน้นความรู้ และทักษะที่เหมาะสมกับการประกอบอาชีพ โดยพัฒนาระบบการศึกษาในปัจจุบันให้เป็นระบบสะเต็มศึกษา หรือแนวทางการจัดการศึกษาที่เป็นการบูรณาการวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ โดยเน้นการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง
ประธานกรรมการสสวท.กล่าวต่อไปว่า ในการพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทยนั้น สิ่งจำเป็นสำคัญอย่างหนึ่งคือ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนควรมีบทบาทเข้ามาร่วมจัดสะเต็มศึกษา เพราะหน่วยงานเหล่านี้จะเป็นผู้ใช้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาสายสามัญ สายอาชีวะ และอุดมศึกษาในการปฏิบัติงานเกี่ยวการผลิต การแปรรูป และการขนส่งสินค้าจากภาคเกษตร อุตสาหกรรม การก่อสร้าง และการรักษาความมั่นคง ดังนั้นรัฐจึงควรออกมาตรการทางกฎหมาย ส่งเสริม หรือให้สิทธิประโยชน์เพื่อชักนำให้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานในสายวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในหน่วยงานต่างๆ มีโอกาสมาช่วยแนะนำผู้เรียน และช่วยครูให้สามารถแนะนำผู้เรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของหน่วยงาน และให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร หรือ ซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility : CSR )”

“บริษัทเอกชนหลายแห่งมีทั้งองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีนักวิทยาศาสตร์เฉพาะด้าน และมีผลงานวิจัยโดดเด่นซึ่งขณะนี้ สสวท. ได้มีจุดเริ่มต้นที่ดีกับบริษัทเอกชนหลายแห่งที่ยื่นมือเข้ามาสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา เช่น บริษัทอินเทลไมโครอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้การสนับสนุนผลักดันสเต็มศึกษาสู่ผู้บริหารสถานศึกษาในอาเซียน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่การศึกษาไทย และการศึกษาในประชาคมอาเซียน หรือบริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) ที่เข้ามาร่วมผลิตสื่อเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์กับความงาม” สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นทั่วประเทศ ซึ่งการที่เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการทำซีเอสอาร์ถือว่ามีความสำคัญและจำเป็นมาก” ประธานกรรมการ สสวท. กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33870&Key=hotnews

มหา’ลัยไม่ขัด “จาตุรนต์” จัดอันดับ แนะวางเกณฑ์ให้ชัด

27 สิงหาคม 2556

มหา’ลัย ไม่ขัดแนวคิด “จาตุรนต์” ให้จัดอันดับ แต่เสนอควรวางเกณฑ์ให้ชัด และจัดกลุ่มประเภทอย่าเหมารวม โดยเฉพาะอย่าสร้างภาระในการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ใช้ร่วมกันได้

ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายที่จะจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อให้มหาวิทยาลัยแข่งขันและพัฒนาคุณภาพใกล้เคียงกัน ขณะเดียวกันบอกสังคมให้ได้รับรู้ว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเน้นการเรียนการสอนทางด้านใด และอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ของประเทศนั้น ว่าปัจจุบันมีหลายหน่วยงานจัดอันดับมหาวิทยาลัยอยู่แล้วทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ทั้งนี้ วิธีการจัดอันดับของแต่ละหน่วยงานก็จะมีตัวแปรไม่เหมือนกัน อาทิ ของ Quacquarelli Symonds หรือ QS ก็จะให้คะแนนความมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย หรือของนิตยสาร TIMES ที่มีการจัดอันดับโยมีหลักเกณฑ์เฉพาะในการเช่นกัน

“หากรัฐบาลจะจัดอันดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยส่วนตัวก็เห็นด้วย แต่อยากให้ระวัง 2 เรื่อง คือ การจัดอันดับจะต้องหาเกณฑ์ที่เป็นกลาง เพราะถ้าเกณฑ์มีความแตกต่างกันมากเกินไป ก็จะส่งผลที่แตกต่างกัน อาทิ เน้นเรื่องงานวิจัย มาก ๆ มหาวิทยาลัยที่เน้นทางวิทยาศาสตร์ก็จะได้เปรียบกว่ามหาวิทยาลัยทางสังคม เน้นชื่อเสียง มหาวิทยาลัยเก่าแก่ก็จะได้ เปรียบมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ ขณะเดียวกันจะต้องเป็นเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยด้วย และที่สำคัญ ไม่ควรให้มหาวิทยาลัยต้องกรอกเอกสารตัวชี้วัดต่าง ๆ มากเกินไป เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยต้องกรอกเอกสารให้หน่วยงานต่าง ๆ จนไม่มีเวลาทำงาน หรือถ้าเป็นไปได้ ควรจะนำข้อมูลจากแหล่งที่มีอยู่แล้วมาใช้”ศ.ดร.สมคิด กล่าว

ด้าน ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยถ้าจะมีการจัดอันดับภาพรวมมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพราะแต่ละแห่งมีความเข้มแข็งและความถนัดแตกต่างกันจะมาแข่งขันกันไม่ได้ อีกทั้งจะไม่ยุติธรรม ดังนั้น ต้องจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยให้ชัดเจนอย่างน้อย 3 กลุ่ม คือ กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสังคมศาสตร์ และกลุ่มมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ มีตัวชี้วัดที่ดีและเป็นธรรม หรือจะจัดอับดับเป็นรายโปรแกรมวิชา คณะตนก็สนับสนุนและคิดว่าน่าจะดี เพราะจะทำให้การวัดหรือจัดอันดับแม่นยำ แต่ถ้าจะจัดอันดับกันจริงต้องมาดูว่าจะจัดอย่างไรให้เป็นเอกภาพ อย่าให้เกิดการแตกแยก และอิจฉากัน นอกจากนี้ ข้อมูลที่เก็บมานั้นต้องน่าเชื่อถือ ทันสมัย และไม่ไปขัดแย้งกับข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆที่นำไปวัดและประเมินมหาวิทยาลัย เช่นข้อมูลจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เป็นต้น

ขณะที่ รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์( ม.อ.) กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ขัดข้องถ้าจะมีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทย เพราะขณะนี้ก็มีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศก็จัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยอยู่แล้ว แต่เกณฑ์หรือตัวชี้วัดในการจัดอันดับต้องชัดเจน และที่สำคัญจัดอันดับ เพื่อพัฒนาคุณการศึกษาของมหาวิทยาลัย ชี้สถานะของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งอยู่จุดไหน และต้องช่วยยกระดับคุณภาพจริง ๆโดยใครอ่อนแอด้านไหนต้องเสริมให้เข้มข้นขึ้น

–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33869&Key=hotnews