kounchanok rujjanapan

สพฐ.แจงอบรมศีลธรรมครู รร.ในฝัน ไม่บังคับต้องวัดพระธรรมกาย

27 สิงหาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวชี้แจงกรณีข้าราชการครู ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร้องเรียนกับมูลนิธิแห่งหนึ่งว่า ได้รับความเดือดร้อนจากคำสั่ง สพฐ.ให้เข้าร่วมกิจกรรมการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติธรรม โครงการโรงเรียนในฝัน รุ่นครูทั้งโรงเรียน ซึ่งระบุให้อบรมจริยธรรมกับเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ว่า โครงการนี้ สพฐ.ได้จัดร่วมกับพระสังฆาธิการทั่วประเทศ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มูลนิธิและเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และมูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อศีลธรรม ซึ่งเป็นการอบรมปฏิบัติธรรมที่วัด สำนัก หรือศูนย์ ทุกภูมิภาคจำนวน 52 แห่งทั่วประเทศ โดยต้องการเน้นให้ครูทุกคนมีบทบาทในการส่งเสริมศีลธรรม

“กรณีที่บอกว่ามีการสั่งให้หยุดเรียนเพื่อให้ครูมาร่วมโครงการนั้น ขอชี้แจงว่าเป็นเรื่องที่ทางโรงเรียน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้องหารือถึงความเหมาะสม และต้องไม่กระทบต่อการเรียนการสอน ทั้งนี้ ผมยืนยันว่าโครงการนี้เป็นการพัฒนาครู เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้มีอีคิว (EQ) ตลอดจนพฤติกรรมความประพฤติที่พึงประสงค์ ซึ่งที่ผ่านมาเรามักจะโยนความรับผิดชอบให้ครูเพียงคนเดียว สุดท้ายแล้วก็ไม่มีพลังที่จะแก้ไขปัญหา ดังนั้นหากครูทั้งโรงเรียนได้เข้าอบรมศีลธรรม ก็น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น”นายชินภัทร กล่าว

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33867&Key=hotnews

รัฐบาลพัฒนา “ศูนย์เด็กเล็ก-รร.อนุบาลกว่า 46,000 แห่ง” ปลอดโรค สุขภาพเด็กดี พัฒนาการครบถ้วน

27 สิงหาคม 2556

รัฐบาลไทย เร่งลงทุนสร้างคุณภาพเด็กปฐมวัยไทยอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่มีปีละกว่า 6 ล้านคน ให้เติบโต เป็นทรัพยากรมนุษย์รุ่นใหม่ มีสุขภาพกาย-จิตดี มีไอคิว อีคิวสูง เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม จริยธรรม โดยพัฒนาศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลที่มีทั่วประเทศกว่า 46,000 แห่ง ให้เป็นสถานที่ปลอดโรค มีคุณภาพมาตรฐาน ทั้งด้านโภชนาการ พัฒนาการ วิชาการ ตั้งเป้าดำเนินการครบ 100 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2563

วานนี้ (26สิงหาคม 2556) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหารจากกระทรวงต่างๆ ร่วมเปิดตัวโครงการรณรงค์ “การป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลคุณภาพ – ปลอดโรค ปี 2556” ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองบางบัวทอง (วัดบางไผ่) ต.บางรักพัฒนา อ. บางบัวทอง จ. นนทบุรี

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายดูแลประชาชนชาวไทยตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เด็กปฐมวัย วัยเรียน วัยทำงาน และวัยสูงอายุ โดยในกลุ่มเด็กปฐมวัยอายุต่ำกว่า 5ปี ที่มีปีละประมาณ 6ล้านคน เป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของการเจริญเติบโตและพัฒนาการทุกๆ ด้าน ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เป็นจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานคุณภาพชีวิต จิตใจ ของบุคคลเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ให้เป็นทรัพยากรที่มีค่าของประเทศ เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศสืบไป จึงมีนโยบายเร่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กกลุ่มนี้ ให้ได้รับการพัฒนาครอบคลุม ครบทุกด้านทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ คุณธรรม จริยธรรม อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง เปรียบเสมือนเป็นการลงทุน เพื่ออนาคตของประเทศ

การดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว รัฐบาลจะเร่งยกมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กที่มีประมาณ 20,000แห่ง และโรงเรียนอนุบาลทั่วประเทศที่มีประมาณ 26,000แห่ง รวม 46,000แห่ง เป็นสถานที่ปลอดโรคติดต่อ มีความปลอดภัยต่อเด็ก เด็กได้รับการดูแลเลี้ยงดูตามหลักวิชาการ ทั้งเรื่องโภชนาการ ความสะอาด พัฒนาการสติปัญญา อารมณ์สังคม สร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครอง ในการนำบุตรหลานเข้ามาสู่ระบบศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล เตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่ระบบการศึกษาสมบูรณ์แบบ โดยได้ให้ 3กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ ทำงานบูรณาการกันอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การพัฒนาศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลต่างๆ ให้ปลอดโรคและน่าอยู่ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นมาก เนื่องจากถือเป็นบ้านหลังที่ 2ของเด็ก และเด็กใช้ชีวิตช่วงกลางวันร่วมกัน หากเด็กคนใดคนหนึ่งเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อ เช่น โรคไข้หวัด โรคมือ เท้า ปาก โรคอุจจาระร่วง เป็นต้น จะติดกันง่ายและรวดเร็ว ทำให้เด็กต้องหยุดเรียน และอาจมีผลต่อการเจริญเติบโตร่างกายและสมองได้ ในการพัฒนาครั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้บูรณาการงาน 3กรม ได้แก่ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย และกรมสุขภาพจิต เพื่อดูแลเด็ก ทั้งเรื่องความสะอาดสถานที่ โภชนาการ เครื่องเล่นเด็กที่กระตุ้นพัฒนาเด็ก การป้องกันโรค โดยเน้น 5โรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก ได้แก่ ไข้หวัดซึ่งเด็กป่วยบ่อยที่สุด

ในเขตเมืองพบเฉลี่ยคนละ 5-8ครั้งต่อปี ในเขตชนบทเฉลี่ยละ 3-5ครั้งต่อปี รองลงมาคือ โรคมือเท้าปาก โรคสุกใส โรคตาแดง และโรคอุจจาระร่วง โดยอบรมครูพี่เลี้ยงและจัดทำคู่มือการดูแลเด็กเบื้องต้น ในปี 2556นี้ ดำเนินการในศูนย์เด็กเล็กครบ 100เปอร์เซ็นต์แล้ว จะเริ่มดำเนินการในโรงเรียนอนุบาลต่อไป ตั้งเป้าครบ 100เปอร์เซ็นต์ภายในพ.ศ. 2563

ทางด้านนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการติดตามและประเมินผลโครงการศูนย์เด็กเล็กปลอดโรค ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2552เป็นต้นมา พบว่าได้ผลดี ส่งผลให้การระบาดของโรคไข้หวัดลดลงจากร้อยละ 25เหลือเพียงร้อยละ 9และยังสามารถตรวจจับสัญญาณของโรคระบาดและควบคุมไม่ให้โรคแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ โครงการฯ ยังเป็นการปลูกฝังและวางรากฐานเรื่องการดูแลสุขภาพอนามัยที่ดีและถูกต้อง แก่เด็กตั้งแต่เยาว์วัยติดตัวไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ทั้งนี้ ในการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลปลอดโรค จะเน้นยุทธศาสตร์ 3ดี คือ 1.ครูและพี่เลี้ยงเด็กมีสุขภาพดี และความรู้ดี 2.มีระบบริหารจัดการดี และ3.สภาพแวดล้อมในศูนย์เด็กเล็ก/โรงเรียนอนุบาลดี สะอาด ทุกแห่งต้องมีระบบการตรวจคัดกรองเฝ้าระวังเด็กป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อสู่เด็กปกติ ส่วนเด็กจะต้องมีสุขภาพดี มีพฤติกรรมสุขภาพถูกต้อง เช่นล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และล้างหลังใช้ห้องน้ำห้องส้วม เป็นต้น หากทุกแห่งผ่านการประเมินขั้นต้น จะได้รับการรับรองให้เป็นศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาลปลอดโรค

อนึ่งในวันนี้ ได้มีการลงนามประกาศเจตนารมย์การดำเนินงานศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลคุณภาพ-ปลอดโรค ภายในปี 2563 ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเชิดชูศูนย์เด็กเล็กที่มีการดำเนินงานดีเด่นจากทั่วประเทศ จำนวน 20 แห่ง ประกอบด้วยสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 10 แห่ง และสังกัดกัดเทศบาลเมืองและเทศบาลตำบล 10 แห่งด้วย

ที่มา: http://www.thanonline.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33866&Key=hotnews

ฟื้นจัดอันดับมหา’ลัยไทยกระตุ้นแข่งขัน

26 สิงหาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ตนได้มอบนโยบายให้แก่คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ชุดใหม่ ที่มี รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ เป็นประธาน โดยตนเสนอให้มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อต้องการกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยเกิดการแข่งขันและพัฒนาคุณภาพขึ้นมาให้ใกล้เคียงกัน ขณะเดียวกันจะเป็นการบอกสังคมให้ได้รับรู้ว่า

มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเน้นการเรียนการสอนทางด้านใด และอยู่ในอันดับที่เท่าใดของประเทศ ซึ่ง กกอ.ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย แต่มีข้อเสนอแนะว่าการจัดอันดับจะต้องมีการแบ่งมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มต่าง ๆ ให้ชัดเจน อาทิ มหาวิทยาลัยวิจัย หรือมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยี เป็นต้น ส่วนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยจะต้องอิงมาตรฐานสากลด้วย

“ก่อนที่จะมีการจัดอันดับ ต้องทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า ต้องการให้มหาวิทยาลัยเกิดการพัฒนาตนเอง และถ้ามีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็จะมีผลต่อทรัพยากรและงบประมาณที่จะได้รับเพิ่มด้วย อย่างไรก็ตามผมจะเร่งให้เกิดการจัดอันดับโดยเร็วที่สุด และจะต้องมีการตั้งคณะทำงานเพื่อมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง นอกจากนี้ผมยังฝากให้ทาง กกอ. ไปช่วยคิดแนวทางการดำเนินงานของกองทุนเงินกู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เนื่องจากปัจจุบันการดำเนินการของกองทุนฯ ยังไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ทำให้ไม่เกิดประโยชน์กับเด็กอย่างแท้จริง” นายจาตุรนต์ กล่าวและว่า กกอ. ชุดนี้ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านอุดมศึกษา อีกทั้งยังสามารถสื่อสารและเป็นที่ยอมรับของคนอุดมศึกษา ดังนั้นเชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานของอุดมศึกษาได้เป็นอย่างดี เนื่องจากตนไม่สามารถสั่งการอุดมศึกษาหรือมีมาตรการอะไรไปบังคับได้ แต่ทุกอย่างต้องใช้เหตุและผล

ศ.(พิเศษ)ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของ กรอ.ต้องการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เท่าเทียมแก่ทุกคน โดยกำหนดว่าจะปล่อยกู้ในสาขาที่ขาดแคลนและสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ และต้องมีการศึกษาถึงต้นทุนในการผลิตบัณฑิตแต่ละสาขาที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร และเมื่อเรียนจบผู้กู้จะต้องชำระเงินคืนเมื่อมีรายได้เพียงพอ และไม่เป็นภาระกับการครองชีพ ขณะเดียวกันการชำระเงินคืนจะเชื่อมโยงผ่านระบบภาษี แต่ปัจจุบันถึงแม้ว่าจะปล่อยกู้ในสาขาที่ขาดแคลนจริง แต่ก็ไม่ได้มีการศึกษาว่าแต่ละปีประเทศมีความต้องการบัณฑิตในแต่ละสาขาจำนวนเท่าใด จนทำให้ผลิตบัณฑิตเกินความต้องการในบางสาขา

ด้าน นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มีข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของ กรอ.เดิมอยู่แล้ว และเมื่อ รมว.ศึกษาธิการต้องการให้มีการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว สกอ.จะมาดูรายละเอียดต่าง ๆ อีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามนโยบาย ต่อไป.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 27 ส.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33859&Key=hotnews

คอลัมน์ : สถานี ก.ค.ศ. : เกณฑ์เชิงประจักษ์ฉบับใหม่(จบ)

26 สิงหาคม 2556

จรุงรัตน์ เคารพรัตน์
ผอ.ภารกิจระบบตำแหน่งและวิทยฐานะที่ 1
สัปดาห์ที่แล้วนำเสนอสาระสำคัญของหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ทุกตำแหน่ง ซึ่ง ก.ค.ศ.กำหนดใหม่ไปแล้ว 4 ข้อ วันนี้จะขอนำเสนอสาระสำคัญของหลักเกณฑ์ที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาควรรู้ ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ดังนี้

5.มีข้อเสนอในการพัฒนางานที่ต่อยอดจากผลงานดีเด่นที่สอดคล้องกับสาขา/สาขาวิชา/กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ขอรับการประเมิน จำนวน 1 เรื่อง โดยข้อเสนอในการพัฒนางานต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ ประเด็นในการพัฒนา เป้าหมายในการพัฒนา วิธีการพัฒนา แนวทางการตรวจสอบและประเมินผลการพัฒนา

6.ผลงานดีเด่นที่ใช้ในการขอมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญที่ได้รับการอนุมัติไปแล้ว ไม่สามารถนำมาเสนอเพื่อขอรับการประเมินเพื่อให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะได้อีก

7.ต้องผ่านการประเมิน 3 ด้าน คือด้านที่ 1 ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านที่ 2 ด้านความรู้ความสามารถ และด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงาน ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ผลการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบ ส่วนที่ 2 ผลงาน ดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ และส่วนที่ 3 ผลงานทางวิชาการ การพัฒนางานตามข้อตกลง

8.ต้องผ่านเกณฑ์การประเมินจากคณะกรรมการประเมิน 3 คน ตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด

9.หากผู้ขอรับการประเมินรายใดเปลี่ยนตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่หน้าที่ตามตำแหน่งเดิมก่อนการประเมิน ให้ยุติการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้

10.ให้มีการกลั่นกรองและคัดเลือกผู้ขอรับการประเมิน แล้วประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทางเว็บไซต์และเปิดโอกาสให้มีการคัดค้านได้ภายในระยะเวลา 15 วัน เมื่อ ก.ค.ศ.พิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นเพียงผู้มีคุณสมบัติเบื้องต้นตามที่ ก.ค.ศ.กำหนดเท่านั้น หลังจากนั้น ก.ค.ศ.จะแต่งตั้งคณะกรรมการไปประเมิน ณ สถานที่ปฏิบัติงานต่อไป

11.การใดที่ได้ดำเนินการไปตามหลักเกณฑ์ ว5/2554 ก่อนที่หลักเกณฑ์และวิธีการนี้มีผลใช้บังคับให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ สำหรับขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อไปให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้แจ้งหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ไปยังส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบและถือปฏิบัติแล้ว ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.3/ ว13 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2556

เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ทุกตำแหน่ง ซึ่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้สนใจ สามารถศึกษารายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ www.otepc.go.th

–มติชน ฉบับวันที่ 26 ส.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33857&Key=hotnews

ดึง ม.ญี่ปุ่นเป็นเครือข่ายวิจัยกับ ม.ไทย

26 สิงหาคม 2556

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างศึกษาดูงานด้านการศึกษา ที่จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นว่า จากการหารือกับนายไคโซ ยามากูชิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยฮอกไกโด จะทำความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยของไทยกับ ม.ฮอกไกโด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านวิจัยเชิงประยุกต์ที่สามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมได้จริง ซึ่งไทยเองก็อยากส่งเสริมให้ภาคเอกชนเห็นความสำคัญของผลที่ได้จากการวิจัย และเข้ามาสนับสนุนทุนให้แก่ผู้วิจัย

นายพงศ์เทพ กล่าวต่อไปว่า นักวิจัยของประเทศต่าง ๆ ควรทำวิจัยร่วมกัน เพราะโลกมีความซับซ้อนมากขึ้น เราอาจมีความเชี่ยวชาญเพียงด้านใดด้านหนึ่ง และไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีพอ ซึ่งความร่วมมือนอกจากจะได้ผลงานที่ดีแล้ว ยังทำให้นักวิจัยมีเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น และเมื่อภาคเอกชนให้ความสำคัญที่จะลงทุนด้านการวิจัยแล้ว มหาวิทยาลัยก็ไม่จำเป็นต้องรองบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเดียว ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้ ดร.กิตติ ลิ่มสกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ที่ร่วมเดินทางมาเจรจาความร่วมมือที่ญี่ปุ่นด้วยได้ไปขยายผลการหารือร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อนำเรื่องนี้ไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของไทย นอกจากนี้ยังได้มอบให้ ดร.กิตติ นำข้อมูลของมหาวิทยาลัยฮอกไกโดไปประชาสัมพันธ์ให้แก่นักเรียนไทยในโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน หรือทุนโอดอสได้รู้จักด้วย เพราะปัจจุบันยังไม่มีเด็กโอดอสคนใดเลือกมาเรียนที่ ม.ฮอกไกโดเลย ทั้งที่ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของญี่ปุ่นที่ก่อตั้งมากว่า 130 ปี และมีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตร และการวิจัยเชิงนวัตกรรม อาทิ หุ่นยนต์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นต้น.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 26 ส.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33854&Key=hotnews

ม.รามฯ ยกระดับ ‘ตลาดวิชา’ มุ่งคุณภาพรับเปิดเสรีอาเซียน

26 สิงหาคม 2556

มหาวิทยาลัยรามคำแหงถือเป็นตลาดวิชาที่ผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานและถือเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ ในวันนี้โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมีประชากรเด็กเกิดน้อยทำให้ปริมาณนักศึกษาลดลงทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับนโยบายรองรับรวมไปถึงการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 ที่จะถึงนี้

อาจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง บอกว่าต้องปรับตัวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งในเรื่องของปริมาณนักศึกษาที่ลดลงมาจากหลายสาเหตุตั้งแต่เรื่องของโครงสร้างประชากรที่อัตราการเกิดคงที่มา 15 ปี นอกจากนี้ยังมีนักเรียนที่จบ ม.ปลายไม่มากอีกทั้งในต่างจังหวัดก็มีมหาวิทยาลัยเอกชนเป็นทางเลือกให้นักศึกษาเข้าเรียนมากขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเอกชนก็มีกองทุนกู้ยืมช่วยทำให้นักศึกษาที่ในอดีตเคยเลือกเรียนรามฯจำนวน 6-7 หมื่นคน ลดลงเหลือประมาณ 5.6 หมื่นคนซึ่งรวมวิทยาเขตทั้งหมด 22 แห่ง กระจายทั่วทุกภูมิภาค
“ในอนาคตอาจจะวิกฤติมากขึ้นโดยเฉพาะสถาบันราชภัฏ เพราะว่าเด็กจบม.ปลาย น้อยลง และเรียนระดับปริญญาตรีน้อยลงเพราะมุ่งสู่ด้านอาชีพมากกว่า”

ส่วนแนวความคิดกระทรวงศึกษาที่เอาเรื่องของการทำงานไปผูกติดกับการศึกษาทำให้ปริมาณนักเรียนที่จบ ม.ปลายไม่เข้าเรียนระดับปริญญาตรีนั้น อาจารย์วุฒิศักดิ์ บอกว่า ไม่ค่อยถูกต้องนัก แม้ว่าจะถูกต้องในส่วนหนึ่งแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะว่าการศึกษาเป็นเรื่องของการสร้างคนให้ ให้มีวิธีคิดและมีสติปัญญามีความรู้ต้องเรียนรู้ในเรื่องหลักวิชาการเพราะในประเทศที่เจริญแล้วจะแยกสองเรื่องออกจากกัน เนื่องจากในเรื่องของการทำงานเป็นเรื่องของประสบการณ์เวลาทำงานประเทศพัฒนาในหลายประเทศจึงไม่ได้เอาวุฒิการศึกษามาเป็นตัวตั้ง ถ้าสมัครงานในอเมริกาเขาไม่ถามว่าจบอะไร แต่เขาจะถามหาประสบการณ์มาจากไหนซึ่งส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วยในเรื่องนี้มากนักเพราะระบบการศึกษาที่ดีควรจะทำให้คิดเป็นและเป็นปัญญาชน

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าคงไม่สามารถจะย้อนกลับไปในอดีตได้แล้ว จำนวนนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงคงไม่เหมือน 40 ปีที่ผ่าน เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยรามคำแหงต้องเน้นแนวทางที่ไม่เหมือนเดิมคือการเน้นการทำงานในเชิงลึกมากขึ้น และเน้นคุณภาพมากขึ้น ซึ่งอาจารย์วุฒิศักดิ์ บอกว่า การเน้นเรื่องคุณภาพไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมามหาวิทยาลัยรามคำแหงฯๆ ไม่มีคุณภาพ แต่ทำให้โดดเด่นในเรื่องนี้มากขึ้นเช่น ใน คณะนิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์
“ความจริงแล้วเรามีอาจารย์เก่งๆ จำนวนมาก แต่ไม่ได้ชูขึ้นให้เป็นจุดเด่น ยกตัวอย่างเช่น มีอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ด้านไลเคนที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกแต่เราไม่ได้พูดถึงคือไม่ได้เน้นในเรื่องวิชาการแต่หลังจากนี้จะพยายามเน้นในเรื่องคุณภาพที่เจาะลึกมากขึ้นในเรื่องนี้”

ส่วนหลักการเดิมจะไม่ทิ้ง คือการเป็นตลาดวิชา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการทำให้คนไทยรู้สึกว่าอยากเรียนหนังสือแม้ว่าจะทำงานหรืออยู่วัยไหนก็ตาม เพราะว่ากลุ่มคนทำงานแล้วขณะนี้มีจำนวนมากดังนั้นกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยจะเข้าไปดูแลมากขึ้น เพราะตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เน้นเรื่องการเรียนรู้สามารถทำได้ในทุกเวลาเพราะมีระเบียบให้คนที่มีประสบการณ์เป็นราชการ รัฐวิสาหกิจทำงานมา 5 ปีไม่ต้องจบ ม.ปลายก็สามารถเรียนได้

“ข้อเด่นของ มหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่เหมือนมหาวิทยาลัยอื่น คือการเปิดกว้าง ทำให้กลไกนี้สร้างคนเพื่อรองรับปัญหาต่างๆ ในประเทศเช่นการกระจายอำนาจหรือการปฏิรูปที่ผ่านมา ถ้าไม่มีมหาวิทยาลัยรามคำแหงฯจะไม่สามารถหาคนมาทำงานนี้ไม่แน่ใจจะหาปลัด อบต.ได้ที่ไหน หรือกระทั่งในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัว มหาวิทยาลัยรามคำแหงฯได้สร้างนักบัญชีจำนวนมากโดยในแต่ละปีมหาวิทยาลัยรามคำแหงฯผลิตบัณฑิตประมาณ 3 หมื่นคนในแต่ละปีจากทั้งหมดประมาณ 3 แสนคน”

ส่วนเรื่องรายได้ของมหาวิทยาลัยจาก นักศึกษาใหม่ประมาณ 80-90 ล้านบาทแต่ละเทอม และรายได้จากค่าหน่วยกิตของนักศึกษาเก่าประมาณ 100 กว่าล้านบาทต่อเทอม แต่ละปีละมหาวิทยาลัยจะมีรายได้จากค่าหน่วยกิตประมาณ 300 ล้านบาท ไม่ได้รวมโครงการพิเศษ ซึ่งหลักสูตรพิเศษที่เปิดขึ้นเพื่อบริการกลุ่มนักศึกษาที่ทำงานมีเวลาเรียนไม่มาก

“โครงการพิเศษ เป็นการตอบสนองคนอีกกลุ่มหนึ่งมันไม่เหมือนโครงการปกติ ทำให้คนไม่สะดวกมาเรียนตอนเย็นและเสาร์อาทิตย์เพื่อให้กลุ่มเหล่านี้มีโอกาสได้เรียนตามความต้องการได้ ซึ่งในเรื่องของราคาหน่วยกิตไม่ได้สูงหากเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ”

สำหรับการปรับตัวรองรับอาเซียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เริ่มทำมานานแล้วโดยเปิดสถาบันนานาชาติ ซึ่งมีนักศึกษาต่างประเทศมาเรียน 2,000 คน มีนักศึกษาประมาณ 80% โดยเปิดคณะบริการธุรกิจ รัฐศาสตร์ และสื่อสาร ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาจากเยอรมัน และจีน โดยการเรียนการสอนจะใช้อาจารย์จากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้เรียนจบระดับปริญญาตรีไปแล้วกว่า 2 รุ่น

นอกจากนี้ในการเรียนการสอนจะเน้นในเรื่องของภาษามากขึ้น โดยให้มีการเรียนการสอนให้มี 2 ภาษาและพยายามทำคู่มือในเรื่องของภาษาอาเซียน พร้อมกันนี้จะปรับให้นักศึกษารู้เรื่องไอที เพราะว่านักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงฯมีปัญหาในเรื่องการเข้าถึง ไอทีเนื่องจากมีรายได้น้อยไม่สามารถซื้อคอมพิวเตอร์มาใช้งานได้ ทำให้ในปลายปีนี้ จะเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์จากคนต่างชาติที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์แล้วมาให้นักศึกษาใช้โดยเปิดเป็นศูนย์บริการให้กับนักศึกษา

การขยายวิทยาเขตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาจารย์วุฒิศักดิ์บอกว่า ได้มีความพยายามไปติดต่อกับทั้งลาวที่สุวรรณเขตกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติของลาว ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกระบวนการหารือว่าจะทำงานด้านการศึกษาร่วมกันในลักษณะใดได้บ้างทั้งในเรื่องความร่วมมือระหว่างหลักสูตร หรือการแลกเปลี่ยนการเรียนการสอน โดยเบื้องต้นต้องการไปเปิดมหาวิทยาลัยที่นั่น แต่ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลลาว ซึ่งห้ามบางสาขาวิชาเช่นรัฐศาสตร์ แต่สามารถเปิดคณะบริหารธุรกิจและ คณะศึกษาศาสตร์ แต่ทั้งหมดยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการได้หรือไม่

“ในเรื่องเปิดมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิดอยู่แล้ว 30 ประเทศ เป็นลักษณะการเรียนทางออนไลน์ เพราะอาเซียนจึงเป็นทั้งโอกาสซึ่งเรามีความพร้อมและปูทางในเรื่องนี้มานานพอสมควรแล้ว”แต่ในประเทศเพื่อนบ้านขณะนี้ในพื้นที่ภาคอีสานตามแนวตะเข็บชายแดน มหาวิทยาลัยรามคำแหงฯได้เปิดวิทยาเขตเพื่อรองรับนักศึกษาของเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นที่ หนองคาย หรือ อุดรธานี ซึ่งขณะนี้มีนักศึกษาจากลาวเข้ามาเรียนและให้ทุนการศึกษาเข้ามาเรียนในส่วนกลางอย่างกรุงเทพมหานครด้วย”

อย่างไรก็ตาม อาจารย์วุฒิศักดิ์บอกว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหงจะยึดวัตถุประสงค์ในการเป็นตลาดวิชาการที่สร้างให้คนมีวิธีคิดและสร้างปัญญาชนให้กับประเทศต่อไป

‘ข้อเด่นรามคำแหงไม่เหมือนแห่งอื่น คือการเปิดกว้าง ทำให้กลไกนี้ สร้างคนเพื่อรองรับปัญหาต่างๆ ในประเทศ’

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33853&Key=hotnews

มติ ทปอ. สานต่อปฏิญญาหาดใหญ่

26 สิงหาคม 2556

“เสริมศักดิ์” ย้ำมหา’ลัยต้องเป็นผู้นำทางความคิดไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเพื่อเป็นหลักแก่บ้านเมือง ขณะที่มติที่ประชุม ทปอ.เดินหน้าต่อปฏิญญาหาดใหญ่ ให้มหา’ลัย 27 แห่งสมาชิกร่วมกันพัฒนนา 3 จ.ชายแดนภาคใต้โดยนำวิชาการและการศึกษานำทางสร้างสู่สันติสุข พร้อมมอบ “ประสาท สืบค้า” ไปรวมข้อมูลความต้องการครุภัณฑ์เพื่อพัฒนาการศึกษาของแต่ละสถาบันเพื่อทำแผนเสนอรัฐบาลหาแหล่งเงินกู้ถูกแบบในอดีตซื้อเครื่องมือใหม่ทดแทนของเก่าที่เสื่อมสภาพและล้าหลัง

วานนี้ (25 ส.ค.) ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ เดินทางเข้าร่วมประชุมพร้อมมอบนโยบายแก่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ครั้งที่ 4/2556 โดยมี ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธาน ทปอ. พร้อมด้วย นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ.ให้การต้อนรับ

โดย นายเสริมศักดิ์ กล่าวระหว่างมอบนโยบายมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า สถาบันอุดมศึกษาเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และคลังสมองในการพัฒนานวัตกรรม และช่วยพัฒนาบ้านเมืองที่ยืนยาวนานกว่าวิชาชีพอื่น โดยเฉพาะคณาจารย์และนักวิจัยถือเป็นมืออาชีพที่รัฐบาลคอยโอกาสให้มาช่วยแก้ปัญหาของประเทศ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยต้องเป็นผู้นำทางความคิดไม่อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อเป็นหลักแก่บ้านเมือง อย่างไรก็ตาม ตนในฐานะดูแลงานอุดมศึกษา ขอฝาก 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.การส่งเสริมและใช้ประโยชน์จากการวิจัย ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัย โดยในปีงบประมาณ 2557 ได้ตั้งงบประมาณไปกว่า 1 พันล้านบาทแต่ได้รับเพียง 650 ล้านบาทเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เพราะงานวิจัยมีความสำคัญซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณ โดยขณะนี้ยังมีงบกลางที่รัฐบาลตั้งไว้กว่า 2-3 แสนล้านบาทที่เตรียมไว้สำหรับโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งตนจะพยายามขอเพิ่มงบวิจัยโดยขอจากงบกลาง

2.การส่งเสริมคุณภาพและสมรรถนะของบัณฑิตให้ตรงตามต้องการของตลาดแรงงานเมื่อพร้อมเข้าสู่ประชามคมอาเซียน รวมถึงประเทศอาเซียนบวกที่มี 16 ประเทศ โดยขอให้อุดมศึกษาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมาร่วมออกแบบหลักสูตร จัดการเรียนการสอน โดยบูรณาการเข้ากับการทำงาน

3.การส่งเสริมคุณภาพและสิทธิประโยชน์ของคณาจารย์ โดยตนจะผลักดันแผนพัฒนาอาจารย์ให้ไปศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศด้วย รวมทั้งส่งเสริมทุนวิจัยสำหรับคณาจารย์และความก้าวหน้าทางตำแหน่งวิชาการในสายสังคมและมนุษยศาสตร์มากขึ้น ขณะเดียวกันจะพยายามหางบประมาณคืนมหาวิทยาลัยที่ทดลองจ่ายเงินค่าตอบแทนแก่พนักงานมหาวิทยาลัยไปก่อนหน้านี้ รวมทั้งจะสนับสนุนการปรับระบบเงินเดือนข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษาที่ผูกติดกับคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งจะต้องเร่งพัฒนาให้มีความชัดเจนมากขึ้น และ 4.ปัญหายาเสพติด ที่ขอความร่วมมือสถาบันอุดมศึกษาช่วยสอดส่องดูแล

ด้าน ศ.ดร.สมคิด ในฐานะประธาน ทปอ. กล่าวภายหลังประชุม ทปอ. ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ ม.อ.ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานปฏิญญาหาดใหญ่ต่อจากที่ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งตามปฏิญญาดังกล่าวมุ่งเน้นให้มหาวิทยาลัยในกลุ่ม ทปอ.ร่วมมือกันในการแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำวิชาการและการศึกษาเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ซึ่งการประชุมครั้งนี้ รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้เสนอ 3 แนวทางหลักในการแก้ปัญหา ได้แก่ มุ่งเน้นสร้างทัศนคติที่ดีต่อประเทศชาติ สร้างอาชีพ และพัฒนาการศึกษา ซึ่งจะนำมาสู่สันติภาพและสันติสุขอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับโครงการเงินกู้สำหรับจัดหาครุภัณฑ์ทดแทน ซึ่งที่ผ่านมากว่า 10 ปีแล้วรัฐบาลได้เคยจัดหาเงินกู้รูปแบบซอฟท์โลนจากต่างประเทศ เพื่อให้มหาวิทยาลัยกู้สำหรับจัดซื้อครุภัณฑ์มาใช้ในการดำเนินงานวิจัย แต่ขณะนี้ครุภัณฑ์ต่าง ๆ เสื่อมสภาพและไม่ทันสมัย ถึงเวลาที่จะต้องมีการเปลี่ยน ดังนั้น ที่ประชุมจึงได้มอบให้ ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุรนารี (มทส.) ไปรวบรวมข้อมูลว่ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีความจำเป็นและต้องการครุภัณฑ์ประเภทใดบ้างรวมถึงไปประเมินผลของการใช้ครุภัณฑ์ว่าจะเกิดประโยชน์กับประเทศด้านใดบ้างเพื่อสรุปและเสนอรัฐบาลต่อไป

“ที่ประชุมยังได้มีการย้ำถึงเรื่องของการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบรับตรง ซึ่งขณะนี้มีบางคณะในหลายมหาวิทยาลัยได้มีการเปิดสมัครรับตรง โดยที่ช่วงเวลาในการรับสมัครไม่ตรงตามที่เคยมีการตกลงกันในที่ประชุมทปอ. เคยมีมติที่ให้ในปีการศึกษา 2557 เป็นไปต้นไปขอมหาวิทยาลัยทุกแห่งรับพร้อมกันในช่วงเดือนมกราคม ของทุกปี”ประธาน ทปอ. กล่าว
ด้าน รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดี ม.อ.กล่าวว่า ที่ผ่านมาการดำเนินงานยังไม่มีเอกภาพ ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยต่างคนต่างทำ ซึ่งม.อ.พร้อมจะเป็นแกนกลางประสานงานและให้มีการวางแผนที่มีความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งอยากให้รัฐบาลให้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากที่ผ่านมามหาวิทยาลัยต้องหาแหล่งทุนสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนด้วยตนเอง

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33852&Key=hotnews

ศธ.เร่งเดินหน้าโครงการลดปัญหาอ่านไม่ออก ตั้งเป้าปี 57 เหลือ 0%

23 สิงหาคม 2556

ศธ.ทำโครงการใหญ่เร่งด่วน ลดปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ในป.3 ,ป. 6 ตั้งเป้าสิ้นปีการศึกษา 56 ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เหลือ 0% “จาตุรนต์” เผยตั้งความหวังต้องเห็นผลทันที พร้อมมอบ สพฐ.ทำเครื่องมือสแกนเด็กเข้ารับการแก้ไข ชี้อาจต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนด้วย

วานนี้ (22 ส.ค.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา (ศธ.) แถลงข่าวพร้อมด้วย นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการ กพฐ. ว่า ศธ.เตรียมทำโครงการแก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเด็ก เนื่องจากขณะนี้ผลการอ่านและเขียนได้ของเด็กไทยยังไม่น่าพอใจ และการที่เด็กอ่านไม่ออกหรืออ่านไม่คล่องก็ยังส่งผลกระทบถึงการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้น ศธ.จึงเตรียมทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้เป็นโครงการใหญ่และเร่งด่วน ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือบางคนอ่านไม่เข้าใจอ่านไม่รู้เรื่อง ได้รับการพัฒนาและยกระดับไปสู่อ่านรู้เรื่อง สื่อสารได้ด้วยสำหรับโครงการดังกล่าวจะมีการแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในต้นเดือนกันยายนนี้ แต่ระหว่างนี้ได้มอบให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ไปทำรายละเอียดโครงการและเตรียมความพร้อมไว้ อย่างไรก็ตามเบื้องต้นโครงการนี้ทำขึ้นเพื่อช่วยพัฒนานักเรียนประถมศึกษาทุกคนให้สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่เนื่องจากการแก้ไขปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้นั้นเป็นงานที่ค่อนข้างใหญ่ ไม่สามารถดำเนินการพร้อมกันทุกชั้นปี เพราะฉะนั้น ในปีการศึกษา 2556 จะมุ่งพัฒนานักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ก่อนเพื่อลดปัญหาการอ่านออกเขียนไม่ได้น้อยลง และตั้งเป้าให้การประเมินผลในปลายภาคเรียนปีการศึกษา 2556 ผลการอ่านออกเขียนไม่ได้ของป.3 และ 6 จะเหลือเหลือ 0%

“จะเริ่มสแกนนักเรียนชั้นป.3 และ 6 สังกัด สพฐ.ทั่วประเทศทุกคนเพื่อให้รู้ถึงระดับทักษะภาษาของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งวิธีการสแกนนั้น สพฐ.จะไปเร่งพัฒนาเครื่องมือซึ่งจะเป็นแบบทดสอบเฉพาะในการคัดกรองได้อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน อาจจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนหรือสอนซ่อมเสริมพิเศษ เช่น สอนพิเศษนอกเวลาเรียน หรือจัดให้นักเรียนที่อ่อนภาษาไทยมาเรียนรวมกันเป็นห้องพิเศษเพื่อให้ครูสามารถเติมเต็มได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งต้องปรับน้ำหนักการเรียนการสอนกันใหม่ถ้าเด็กอ่อนภาษาไทยมาก ๆ การเน้นน้ำหนักทุกวิชาเท่ากันอาจจะไม่เหมาะสม ควรจะให้น้ำหนักวิชาภาษาไทยมากกว่าวิชาอื่น แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปต้องรอให้ สพฐ.ไปคิดรายละเอียดของโครงการมาแถลงอย่างชัดเจนในต้นเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเรียนชั้น ป.1, 2 ,4 และ 5 นั้นจะให้คัดกรองเฉพาะนักเรียนที่มีปัญหาหนักมากจริง ๆ มาร่วมโครงการ เพราะไม่สามารถทำโครงการพร้อมกันทุกชั้นได้แต่ถ้าจะปล่อยเด็กกลุ่มนี้ไว้ก็ห่วงว่าจะส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการเรียนอย่างมาก” นายจาตุรนต์ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวหวังให้เห็นผลทันทีปีการศึกษานี้และจะถอดบทเรียนมาใช้ทำแผนเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวต่อไปนายชินภัทร กล่าวว่า ขณะนี้กำลังพัฒนาเครื่องมือที่จะนำไปใช้สแกนได้อยู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ จากนั้นจะนำเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นพร้อมคู่มือจัดส่งไปให้เขตพื้นที่การศึกษา เพื่อจะได้นำไปใช้ประเมินในช่วงวันที่ 9-20 กันยายนนี้ จากนั้นจะได้คัดเลือกเด็กที่มีปัญหามาเข้ารับการอบรมในช่วงปิดภาคเรียน

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33831&Key=hotnews

เพิ่มผลการทดสอบ PISA ของไทย ให้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นได้อย่างไร โดย สุรชัย เทียนขาว

23 สิงหาคม 2556

เป้าหมายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ได้กำหนดไว้เรื่องหนึ่งสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือภายในปี 2558 จะต้องให้ผลการจัดอันดับการศึกษาไทย โดยผลการทดสอบ PISA ของไทยให้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่ระดับโลก ในการที่จะทำให้ผลการสอบ PISA สูงขึ้น ภายในปี 2558 (2015) ซึ่งเป็นปีที่ตรงกับการประเมินผลระยะที่ 3 (PISA 2006 และ PISA 2015) หน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมการและดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) เป็นโครงการประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจว่าระบบการศึกษาของประเทศได้เตรียมเยาวชนของชาติให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตและการมีส่วนร่วมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม่ เป็นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนวัย 15 ปี ที่จะใช้ความรู้และทักษะเพื่อเผชิญกับโลกในชีวิตจริง มากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน ในด้านการรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) การรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy) และการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) โดยแบ่งการประเมินออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 (Phase l: PISA 2000 PISA 2003 และ PISA 2006) และรอบที่ 2 (Phase ll: PISA 2009 PISA 2012 และ PISA 2015)
ในการดำเนินการผลการทดสอบ PISA ของไทย ให้ดีขึ้นจากผลการสอบครั้งก่อนๆ นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีความกระตือรือร้นสูงมาก ในการขับเคลื่อน/ผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย โดยให้มีคณะกรรมการ/คณะทำงานขับเคลื่อนในระดับกระทรวง (Macro level) การดำเนินงานตามแนวทางนี้จะทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าการเพิ่มคะแนนการสอบ PISA ของไทยในรอบใหม่มีความเป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั้งประเทศ และสถานศึกษาในภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกิดการเรียนรู้ของผู้เรียนเกือบทั้งหมด ก็ควรที่จะต้องตระหนักและหาหนทางในการกำหนดมาตรการแนวปฏิบัติเพื่อยกระดับผลการสอบ PISA ของตนเอง (SBM) สำหรับแนวทางที่จะช่วยให้หน่วยงานระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา (Micro level) กำหนดมาตรการเพื่อรองรับ นอกจากการปรับระบบการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล โดยเฉพาะเครื่องมือวัดผล กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมวิชาการ, ชุมนุม, ชมรม) ให้เข้มข้นขึ้นแล้วก็ควรมีการศึกษางานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการพัฒนา / ปรับปรุง

ในที่นี้จะขอนำเสนอให้มีการศึกษารายงานผลการศึกษาของโครงการ PISA ประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2544) เรื่อง ปัจจัยที่ทำให้ระบบโรงเรียนประสบความสำเร็จเป็นรายงานการศึกษาที่วิเคราะห์ผลกระทบจากตัวแปรด้านโรงเรียนที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของนักเรียน โดยศึกษาข้อมูลจากโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ PISA 2009
โดยชี้ให้เห็นว่าลักษณะของระบบโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จ และลักษณะที่ระบบของไทยเป็นอยู่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการจัดทำแผนขับเคลื่อน และปรับปรุงระบบโรงเรียนที่เป็นอยู่
สำหรับระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในรายงานฉบับนี้ หมายถึง โรงเรียนที่นักเรียนมีผลการประเมินการอ่านสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD (493 คะแนน) ภูมิหลังทางเศรษฐกิจสังคมของนักเรียนส่งผลกระทบต่อคะแนนการอ่านต่ำกว่าประเทศ OECD และความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจสังคม และผลการประเมินมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยข้อมูลชุดนี้น่าจะนำไปใช้ประโยชน์การจัดทำแผนการขับเคลื่อนได้มากและตรงประเด็น ลักษณะของระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ และลักษณะที่ระบบของไทยเป็นอยู่ มีดังนี้

1.ระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ สามารถจัดให้นักเรียนมีโอกาสทางการเรียนเท่าเทียมกัน ไม่ว่านักเรียนจะมีภูมิหลังทางเศรษฐกิจ-สังคม อย่างไร
โรงเรียนไทยมีการแบ่งกลุ่มตามภูมิหลังทางสังคมและวัฒนธรรมปรากฏชัดเจน ค่าดัชนีเฉลี่ยของสถานะทางสังคมและวัฒนธรรมของโรงเรียนกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำแตกต่างกันถึงเกือบสองหน่วยดัชนี (ความแตกต่างเฉลี่ย 1.76) ซึ่งประเทศสมาชิก OECD ไม่มีประเทศมีความแตกต่างสูงขนาดนี้
2.ระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ให้อำนาจอิสระแก่โรงเรียนในด้านการกำหนดการเรียนการสอนและออกแบบการประเมินผลได้เอง แต่ไม่จำเป็นต้องให้โรงเรียนแข่งขันกันรับนักเรียน
ประเทศไทยมีบรรยากาศของการแข่งขันกันรับนักเรียนสูงมาก การที่โรงเรียนต้องสอบคัดเลือกนักเรียนและสอบในวันเดียวกัน หรือรับมอบตัววันเดียวกันกับวันสอบของโรงเรียนอื่นเป็นการแข่งขันที่สูงที่สุด เพราะต่างโรงเรียนต่างแย่งนักเรียนกัน ตัดโอกาสไม่ให้นักเรียนและพ่อแม่มีทางเลือกโรงเรียนที่หลากหลาย
3.ในประเทศสมาชิก OECD ส่วนใหญ่โรงเรียนเอกชนมีผลการประเมินสูงกว่าโรงเรียนของรัฐ แต่
หลังจากอธิบายด้วยเหตุผลทางภูมิหลังทางเศรษฐกิจ-สังคมและประชากรศาสตร์ของโรงเรียนและนักเรียนแล้ว ในประเทศสมาชิก OECD นักเรียนโรงเรียนของรัฐมีผลการประเมินสูงกว่าโรงเรียนเอกชน ส่วนประเทศไทยโรงเรียนของรัฐสูงกว่าเอกชนทั้งก่อนและหลังอธิบายด้วยตัวแปรทางภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคม
ประเทศไทย พ่อแม่ส่วนใหญ่นิยมเลือกโรงเรียนของรัฐ และผลการประเมินนักเรียนในโรงเรียนของรัฐสูงกว่าโรงเรียนเอกชนอยู่แล้ว และเมื่ออธิบายด้วยตัวแปรทางเศรษฐกิจและสังคมแล้ว โรงเรียนของรัฐยิ่งสูงขึ้นอีก
4.พ่อแม่ต้องการเลือกโรงเรียนที่มีคุณภาพทางวิชาการมากกว่าความช่วยเหลือทางการเงิน
สำหรับการปฏิบัติในประเทศไทย ขณะนี้ให้ลำดับความสำคัญกับมาตรการการช่วยเหลือทางการเงินเป็นอันดับแรก แต่มาตรการการยกระดับคุณภาพการศึกษายังไม่ถูกจัดลำดับความสำคัญ
5.ระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จมีการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงและการใช้จ่ายมักให้ลำดับความสำคัญกับเงินเดือนครูมากกว่าทำชั้นเรียนขนาดเล็ก
ประเทศไทยครูมีเงินเดือนไม่สูงแต่ชั้นเรียนมีขนาดใหญ่ และข้อมูลชี้ว่าโรงเรียนที่มีผลทางวิชาการสูง มีครูและทรัพยากรที่ดีกว่า และเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนได้เปรียบทางสถานะเศรษฐกิจและสังคม ส่วนโรงเรียนที่ด้อยเปรียบหรือโรงเรียนยากจน มีดัชนีสถานะเศรษฐกิจและสังคม และดัชนีทรัพยากรต่ำกว่าทั้งสองอย่าง ครูดีๆ มีคุณภาพมีอยู่เฉพาะในโรงเรียนดีๆ ที่มีผลทางวิชาการสูง ส่วนครูในโรงเรียนยากจน นอกจากไม่ใช่ครูคุณภาพสูงแล้วยังต้องแบกภาระงานนอกเหนือจากการสอนอีก เพราะทรัพยากรบุคคลมีจำกัด จึงเกิดความแตกต่างจากโรงเรียนเศรษฐกิจดีในช่องว่างที่กว้างมาก ซึ่งเป็นตัวชี้บอกถึงความไม่เสมอภาคในการกระจายทรัพยากร
6.โดยทั่วไปโรงเรียนที่มีบรรยากาศทางระเบียบวินัยดี นักเรียนและครูมีพฤติกรรมทางบวกและมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักเรียนกับครู มีแนวโน้มที่มีคะแนนการอ่านสูง
แม้ว่าโดยทั่วไปในประเทศส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับประเทศไทย แม้ว่านักเรียนจะรายงานถึงระเบียบวินัยที่ดี และอยู่ในอันดับต้นๆ ของตาราง แต่กลับไม่มีความสัมพันธ์กับคะแนน หรือมีความสัมพันธ์แบบกลับกัน
ส่วนการปรับระบบโรงเรียนของไทย คณะผู้ศึกษาและจัดทำรายงานฉบับดังกล่าว มีข้อเสนอและชี้แนะ ดังต่อไปนี้

1) ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนรู้ เนื่องจากความผิดพลาดของระบบที่ผ่านมาคือ การส่งเสริมทรัพยากรที่ไม่เสริมการเรียนรู้ ตัวแปรที่ส่งผลกระทบทางลบ เช่น การปล่อยให้ครูที่ขาดแคลนเกษียณอายุก่อนเวลา และการเก็บอัตราครูเกษียณทำให้ขาดแคลนครูมากยิ่งขึ้น การเรียนกวดวิชานอกโรงเรียนตลอดจนการสนับสนุนการใช้ ICT ตามกระแสการพาณิชย์
2) การทำให้นักเรียนจำนวนมากที่สุดอยู่ในมือครูคุณภาพสูง โดยเฉพาะนักเรียนกลุ่มอ่อนจำเป็นที่ต้องการความช่วยเหลือจากครูดี การยกระดับให้ครูส่วนใหญ่ของประเทศเป็นครูคุณภาพสูงจึงเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำอย่างรีบด่วน
3) มุ่งเน้นให้นักเรียนกลุ่มด้อยเปรียบทางสถานะทางวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ ทั้งโรงเรียนที่ด้อยเปรียบ และนักเรียนที่ด้อยเปรียบในโรงเรียน ให้ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างเพียงพอ การปฏิบัติที่ผ่านมาที่รัฐจัดหาทรัพยากรให้นักเรียนเท่ากันทุกคนไม่ใช่คำตอบ แต่กลับขยายการปฏิบัติที่ผ่านมาเป็นการขยายช่องว่างระหว่างกลุ่มที่มีสถานะต่างกันให้กว้างขึ้นอีก
4) มุ่งสร้างความเข้มแข็งทางการศึกษา สร้างนักเรียนที่มีความรู้และทักษะถึงระดับ 5 และสูงกว่าให้มีสัดส่วนมากขึ้น (ระดับการรู้เรื่องในการประเมินผล PISA มีระดับ 1 ถึงระดับ 6)
5) เวลาเรียนและวิชาเรียน นักเรียนไทยมีวิชาเรียนมากกว่านักเรียนวัยเดียวกันในประเทศอื่นๆ นักเรียนจึงมีเวลาเรียนแต่ละวิชาต่ำ แต่เรียนหลายวิชาต่อสัปดาห์ จึงควรมีการทบทวนการใช้เวลาเรียนและวิชาเรียน ส่วนการกวดวิชานั้นไม่ควรได้รับการส่งเสริม
6) ประเด็นการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตในการเรียนการสอน เป็นนโยบายที่ต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะนอกจากยังไม่มีรายงานว่าการใช้คอมพิวเตอร์ของนักเรียนส่งผลทางบวกต่อการเรียนรู้ ยังปรากฏข้อมูลที่เป็นเชิงลบ
7) เปลี่ยนวิธีการสอนและประเมินผลให้สะท้อนเป้าหมายของการเรียนการสอนและหลักสูตรเพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ การเรียนการสอนต้องมีความพยายามให้นักเรียนให้รู้เรื่อง (Literacy) นักเรียนต้องเรียนและสอบได้จริงๆ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการวัดและตัดสินผลการสอบได้และต้องพยายามเปลี่ยนแปลงประมวลการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในระดับสูงกว่า
8) เร่งรัดการปรับปรุงระเบียบวิจัยของนักเรียนความปลอดภัยในบรรยากาศทางการเรียนในด้านการปฏิบัติของครูเชิงพฤติกรรมที่นอกเหนือจากงานสอนปกติในห้องเรียน
ข้อมูลที่นำเสนอดังกล่าวข้างต้น เป็นสารสนเทศที่ได้จากการวิเคราะห์เชิงวิชาการจากหลักฐานที่เชื่อถือได้ (Evidence base) ควรอย่างยิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาของไทยระดับนโยบาย (Macro level) ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กรมกองในสังกัด และระดับปฏิบัติการและหน่วยงานกำกับติดตาม (Micro level) ได้แก่สถาบันอุดมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐและเอกชน นำข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นทางเลือกหนึ่งสู่การปฏิบัติในส่วนที่ตนเองเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการประกาศนโยบายออกกฎกระทรวง ออกระเบียบการปรับปรุงหลักสูตรการเรียน การสอน การพัฒนาครู การจัดสรรงบประมาณ ฯลฯ ทุกภาคส่วนควรนำการบริหารจัดการที่เน้นผลวิจัย/ประเมิน (Research based management) มาพัฒนาการศึกษาให้มากขึ้นเพื่อหนีความอลเวง ในการใช้ความคิดส่วนตนในลักษณะของอัศวินม้าขาว
ขอชื่นชม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ที่กล่าวไว้ว่า ท่านไม่ใช่อัศวินม้าขาว ดังนั้น การยกระดับคุณภาพของผู้เรียนตามเป้าหมายที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดดังที่กล่าวข้างต้น คือการทำให้ผลการทดสอบ PISA ของไทยดีขึ้นนั้น ควรมีการเสวนาวิชาการในวงกว้างเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนสู่นานาชาติ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นความสำคัญและกระตือรือร้นที่จะเสาะแสวงหาองค์ความรู้ ในการกำหนดมาตรการทั้งระดับมหภาคและจุลภาค หน่วยงานหรือองค์กรนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่มีศักยภาพและดำเนินการให้สังคมเกิดความรู้ที่ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ เช่น สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพของเยาวชน (สสค.) ในการผลักดันให้ผู้เรียนมีผลการทดสอบ PISA ของไทยให้สูงขึ้น และได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้น ควรจะเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน ไม่เพียงเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ สพฐ. สกศ. สสวท. เท่านั้น สถานศึกษาทุกแห่ง เขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตพื้นที่ พ่อแม่

ที่สำคัญยิ่งคือ ตัวผู้เรียนเอง จะต้องมีความตระหนักปรับตัว และให้ความร่วมมือเพื่อสร้างประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกลุ่มประเทศชั้นนำของโลก โรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องมีความรับผิดชอบในการเพิ่มผลการสอน PISA ให้สูงขึ้น

(ที่มา:มติชนรายวัน 22 สิงหาคม 2556)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33830&Key=hotnews

ผบ.ทบ. เล็งแก้ พ.ร.บ. นศท.บรรจุนักเรียน รด.เข้าเป็นนายทหาร

23 สิงหาคม 2556

(22 ส.ค.56) ที่สโมสรกองทัพบก ถ.วิภาวดีรังสิต หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) ได้จัดพิธีประดับเครื่องหมายยศร้อยตรี ให้กับนักศึกษาวิชาทหารที่สำเร็จการฝึกวิชาทหาร ชั้นปีที่ 5 ประจำปี 2556 จำนวน 1,753 คน แบ่งเป็นชาย 806 คน และหญิง 947 คน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานในพิธี นอกจากนี้ ยังมีคณะนายทหารของกองทัพบก เข้าร่วมพิธีจำนวนมาก

โดย พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ฝากผู้ที่สำเร็จวิชานักศึกษาวิชาการทหาร 3 ประการ คือ 1.ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 2.ความจงรักภักดีต่อสถาบัน และ 3.ขอให้ทุกคนกลับไปกราบพ่อแม่ เพื่อให้พ่อแม่เกิดความภาคภูมิใจ สำหรับการประดับเครื่องหมายยศ 5 ปี ถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดสำหรับนักเรียนผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งผู้ที่จบการศึกษา ถือเป็นกำลังสำรองที่มีคุณภาพ เพราะได้ผ่านการฝึกในระยะเวลา 5 ปี

ทั้งนี้ มี่ผ่านมาได้หารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในการแก้ไข พ.ร.บ.นักศึกษาวิชาทหาร ที่ไม่ได้ระบุว่านักศึกษาวิชาทหารจะสามารถทำหน้าที่ได้ยามศึกสงคราม หรือในยามที่เกิดวิกฤตการณ์ใดๆ เหมือนกับกรณีที่จะต้องไปช่วยเหลือประชาชนยามเกิดภัยพิษัติ หากเกิดอุบัติเหตุจะมีปัญหาตามมา โดยได้หารือกับ พล.ท.วิชิต ศรีประเสริฐ ผบ.นรด.แล้ว และได้ติดตามเรื่องนี้มาตลอด และได้พิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้กฎหมายมีความทันสมัยในการใช้กำลังสำรองเหล่านี้ และบรรจุคนเหล่านี้เข้ารับราชการในกองทัพได้ ซึ่งไม่ได้ใช้ภารกิจการรบ อีกทั้งปัญหาขณะนี้คือ สัดส่วนของนายสิบและพลทหารมียอดเต็มประมาณ 4 แสนคน ซึ่งกองทัพบกสามารถบรรจุได้ 2.6 แสนคน โดยขาดอัตราพลทหารและรายสิบประมาณ 30 เปอร์เซนต์ โดยจะต้องฝึกผู้ที่จบนักศึกษาวิชาทหารให้ได้ครบตามที่เราต้องการใช้ในภารกิจที่ยังขาดอยู่ ทั้งนี้ จะต้องใช้งบประมาณดำเนินการจำนวนหนึ่ง

“ถ้าเป็นไปได้ เราก็จะการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อให้คนเหล่านี้มาบรรจุ โดยใช้วิธีการเซ็นต์สัญญาเป็นห้วงระยะเวลา พร้อมทั้งกำหนดรายละเอียดว่าจะไม่ใช้กำลังตรงนี้ในการรบ แต่จะใช้งานด้านการส่งกำลังบำรุง เจ้าหน้าที่ธุรการ และงานด้านเอกสาร โดยไม่จำเป็นต้องใช้คนจาก โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งนายกฯ เห็นด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการดูความคืบหน้า ถ้าทำได้ กำลังสำรองจะช่วยงานด้านจิตอาสา เมื่อเกิดปัญหาเราจะได้ดูแลเขาได้” ผบ.ทบ.กล่าว

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33829&Key=hotnews