kounchanok rujjanapan

พลเมืองอาเซียนกับภาคการศึกษา

23 สิงหาคม 2556

จากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) ซึ่งหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานรัฐ และเอกชนให้ความสำคัญ ซึ่งหากคิดเป็นเปอร์เซ็น ประเทศไทยมีความพร้อมอยู่ที่ระดับ 70 % และเชื่อว่าจะมีความพร้อมมากขึ้นเมื่อเปิดเออีซีในปี 2558

ในเวทีสัมมนา “ AEC and SMEs Challenge: Next Step ซึ่งจัดโดย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าไทย เมื่อเร็วๆ นี้นับว่าเป็นเวทีหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนเข้ารับฟังข้อมูล ในหัวข้อต่างๆ อาทิ การอยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างในหภูมิภาคอาเซียน ทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และวัฒนธรรม , ความท้าทายของเสาหลักสามเสาในประชาคมอาเซียน,ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร , พลเมืองอาเซียนกับการอยู่ร่วมกัน อย่างคับคั่ง โดยงานสัมมนามีเป้าหมายเพื่อให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อม พร้อมส่งเสริมให้สมาชิก 10 ประเทศในอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเวทีอภิปรายในหัวข้อ “พลเมืองอาเซียนกับการศึกษา” ชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาล ในการสนับสนุนภาคการศึกษา ส่งเสริมพัฒนาหลักสูตรอาเซียน เพื่อให้เป็นหลักสูตรนำร่อง สอนทั้งในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และระดับมัธยม แต่เป็นนโยบายมุ่งไปที่โรงเรียนในสังกัดของรัฐบาล ซึ่งการสนับสนุนมาไม่ถึงโรงเรียนเอกาชน อย่างไรก็ตามนโยบายหลักสูตรอาเซียนนับเป็นการวางรากฐาน และสร้างความตระหนักให้กับนักเรียนทุกระดับชั้นปี

อาจารย์จินดา ตันตราจิณ ประธานกลุ่มเครือข่ายผู้บริหาร สถานศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการโรงเรียนจินดาพงศ์ กล่าวในเวทีอภิปรายในหัวข้อ “พลเมืองอาเซียนกับการศึกษา”ว่า ปีนี้ภาคการศึกษามีการตื่นตัวเรื่องประชาคมอาเซียนค่อนข้างมาก แต่ก็ยังต้องบริหารจัดการอีกหลายด้าน เพราะยังไม่พร้อมเท่าที่ควร เนื่องจากแต่ละโรงเรียนเตรียมพร้อมกันจริงๆ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา หรือในช่วงปีการศึกษา 2554 โดยเฉพาะโรงเรียนในสังกัดของรัฐบาลมีการเดินหน้าไปก่อน โดยเฉพาะในโครงการจัดตั้งโรงเรียนนำร่องจำนวน 54 แห่ง ให้เป็นโรงเรียนต้นแบบในการเรียน การสอนหลักสูตรอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย 1. โรงเรียนนำร่องเพื่อสอนภาษาอังกฤษล้วนๆ หรือเรียกว่า “Sitter School” ซึ่งโรงเรียนกลุ่มนี้ต้องจัดให้สอนภาษาอาเซียน ภาษาใด ภาษาหนึ่งได้ อีก 1 ภาษา และต้องมีศูนย์อาเซียนอยู่ภายในโรงเรียน ปัจจุบันมีการคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบได้แล้ว 30 แห่ง จากทั่วประเทศ 2. โรงเรียนที่มุ่งเน้นสอนภาษาอาเซียน 1 ภาษาในโรงเรียน หรือเรียกว่า “Buffer School” โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้มี 24 โรง รวมโรงเรียนกลุ่ม1 และโรงเรียนกลุ่ม 2 มีจำนวน 54 โรงแล้วในปัจจุบัน และ 3. จัดให้มีการจัดตั้งศูนย์การศึกษาในภูมิภาค หรือเรียกว่า “ Education Hub” เพื่อให้พลเมืองในอาเซียนได้มาเรียนภาษา

ในส่วนของโรงเรียนเอกชนถือว่ายังไม่ได้เริ่ม เนื่องจากขาดการนสนับสนุนด้านงบประมาณ ดังนั้นภาพรวมของการเตรียมความพร้อมของโรงเรียนเอกชนอยู่ที่ว่า โรงเรียนเอกชนแห่งใด มีความพร้อมก็ให้ดำเนินการไปกันก่อน ฐานะของโรงเรียนเอกชนจึงอยู่ในลักษณะช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งในปัจจุบันจึงมีการร่วมกลุ่มกันระหว่างโรงเรียนเอกชนกว่า 700 แห่งในกรุงเทพฯ เพื่อทำหลักสูตรอาเซียนร่วมกัน มีการส่งตัวแทนของโรงเรียนเอกชนแต่ละแห่งไปดูงานที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเชิญเอกอัครราชทูตลาวร่วมให้คำแนะนำ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการในส่วนของการพัฒนาหลักสูตรอาเซียน ของโรงเรียนเอกชน คาดว่าจะเสร็จไม่เกิน 1 เดือนข้างหน้า ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระ ประกอบด้วย กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

อาจารย์จินดา กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยค่อนข้างเนื้อหอม เพราะมีทรัพยากรมาก และนับเป็น 1 ใน 10 ประเทศอาเซียน ที่น่าสนใจ ที่ประเทศสมาชิกจะเข้ามาลงทุน อย่างไรก็ตาม เราต้องมีความพร้อมด้านกฎหมาย ซึ่งต้องมีการบังคับใช้กฎหมายเหมือนๆ กัน เพื่อให้ 3 เสาหลัก ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม อยู่ร่วมกันได้ อย่างสันติสุข

สำหรับโรงเรียนจินดาพงศ์ ปัจจุบันมีการจัดสร้างศูนย์การเรียนรู้อาเซียน ซึ่งอยู่ที่โรงเรียนจินดาพงศ์ มีการทำฐานความรู้ของประเทศสมาชิก 10 ประเทศในอาเซียนไว้ในฐาน 10 ฐาน เพื่อประกอบการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้ศึกษา ค้นคว้า และทำรายงาน หากโรงเรียนใดจะเข้ามาดูงาน อนุญาตเปิดกว้างเพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับอาเซียนร่วมกัน

ที่มา: http://www.siamturakij.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33828&Key=hotnews

มท.ดึงผู้บริหารสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาจาก 76 จังหวัดพัฒนาเจตคติ

22 สิงหาคม 2556

รองปลัดกระทรวงมหาดไทยดึงผู้บริหารสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาจาก 76 จังหวัดพัฒนาเจตคติ และค่านิยมการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย

วานนี้ (21 ส.ค.56) ที่โรงแรมวรบุรีอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย แสดงปาฐกถาพิเศษแก่ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาจาก 76 จังหวัด เรื่อง “การพัฒนาเจตคติ ค่านิยมการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย และสร้างจิตสำนึกของความเป็นชาติ”

หม่อมหลวงปนัดดา กล่าวว่า เอกลักษณ์ของชาติไทยมีความเข้มแข็งที่มีลักษณะพิเศษยากที่จะหาชาติอื่นใดในภูมิภาคเปรียบได้ คือ ความรู้-รัก-สามัคคีที่ประชาชนคนไทยมีต่อกันมามายาวนาน จนชาวต่างชาติต่างพากันยกย่องสรรเสริญและยกย่องประเทศไทยเป็นกรณีศึกษาแห่งความสำเร็จ อย่างไรก็ดี เรื่องของคุณงามความดีของชาติ ต้องมีการสืบสานต่อ มิใช่หยุดชะงักลง

ดังนั้น ข้าราชการจึงต้องมีสติรอบคอบและมีข้อพิจารณาด้วยความรับผิดชอบ โดยไม่ยอมเป็นเครื่องมือ ที่เป็นการทำลายล้างปรัชญาของความเป็นประเทศไทย เรื่องนี้จึงอยู่ที่การยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริตที่ต้องเป็นฐานของการดำรงชีวิตของทุก ๆ คน ที่ต้องช่วยกันเสริมสร้างทัศนคติ

หม่อมหลวงปนัดดา กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระทำในภารกิจของข้าราชการจึงเป็นการสร้างเสริมคุณงามความดีให้เกิดขึ้นแก่ประเทศชาติและประชาชน ที่สำคัญคือต้องรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม จึงขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาจาก 76 จังหวัดช่วยกันปลูกฝังค่านิยมดังกล่าวให้เกิดขึ้นเพื่อความภาคภูมิใจที่ทุกคนมีต่อแผ่นดินไทย

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33802&Key=hotnews

จ่อโละเกณฑ์ย้ายครู “จาตุรนต์” เสนอตัดอัตรา ร.ร.ใหญ่ป้อน ร.ร.เล็กแก้ครูขาด

22 สิงหาคม 2556

“จาตุรนต์” จ่อโละเกณฑ์โยกย้ายครู ชี้ไม่ควรเน้นความสมัครใจ หรือให้ครูได้กลับไปอยู่บ้านเกิดเป็นหลัก ต้องเน้นคุณภาพการจัดการศึกษาและความเท่าเทียมของจำนวน ครู ร.ร.ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก พร้อมเสนอใช้วิธีตัดโอนอัตราครูจาก ร.ร.ใหญ่ที่ครูกระจุกตัวแน่นไปยังร.ร.ที่ขาด ระบุยังไม่มีข้อยุติแต่ฝากการบ้านให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ไปคิดรวมทั้งให้คิดระบบประเมินความดีความชอบที่มาจากการทำงานจริงเพื่อให้ครูตื่นตัวแข่งขันทำงาน ไม่ใช่ทำงานเช้าชามเย็นชามก็ได้ความดีความชอบ

วานนี้ (21 ส.ค.) ที่โรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวระหว่างเปิดประชุมสัมมนา อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.ส่วนราชการ ว่า ศธ.มีนโยบายจะแก้ปัญหาครูขาดแคลน โดยจะเริ่มจากแก้ปัญหาการกระจุกตัวของครูในโรงเรียนขนาดใหญ่ส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กเจอภาวะขาดแคลนครูอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มสาระวิชาหลัก ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ทำให้ครูที่มีอยู่ส่วนใหญ่ต้องสอนทั้งไม่ตรงกับสาขาวิชาที่ตนเองจบการศึกษามายิ่งเท่ากับเป็นการซ้ำเติมปัญหาขาดแคลนครูให้มากขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงอยากให้มีการเกลี่ยครูจากโรงเรียนที่มีครูเกินไปในโรงเรียนที่มีครูขาด

อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์การโยกย้ายของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในปัจจุบันไม่เปิดช่องให้ ศธ.เข้าไปบริหารจัดการครูได้อย่างเต็มที่ เพราะหลักเกณฑ์การโยกย้ายนั้นมีรายละเอียดต่างๆมากมาย เช่น การโยกย้ายจะต้องเป็นไปตามความสมัครใจของครู ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วครูที่เกินอยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ก็จะไม่มีใครสมัครใจย้ายไปอยู่โรงเรียนอื่น หรือแม้แต่หลักเกณฑ์การย้ายให้ครูกลับภูมิลำเนา ก็ไม้ได้พิจารณาว่าเมื่อครูได้กลับไปอยู่ภูมิลำเนาแล้วได้สอนตรงตามวิชาเอกหรือไม่กลายเป็นแก้ปัญหาหนึ่งแต่ไปซ้ำเติมปัญหาขาดแคลนครูเพิ่มขึ้น เป็นต้น

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า การบริหารงานบุคคลที่ไม่มีประสิทธิภาพนี้จึงทำให้เกิดปัญหาการกระจุกตัวของครูในโรงเรียนใหญ่ และทำให้เกิดการดูดครูจากโรงเรียนเล็กมาโรงเรียนใหญ่สร้างความไม่เท่าเทียมกัน และเมื่อโรงเรียนขนาดเล็กประสบภาวะขาดแคลนครู ก็ไม่ต้องหวังว่าการพัฒนาคุณภาพการเรียนการเรียนการสอนในวิชาต่างๆจะประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ตนจึงมอบหมายให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ไปรวบรวมปัญหาทั้งหมดว่า หลักเกณฑ์ใดบ้างที่ติดขัดไม่สามารถกระจายครูได้อย่างทั่วถึง เพื่อให้ ก.ค.ศ.ปรับแก้หลักเกณฑ์ดังกล่าว

“ข้อเสนออย่างหนึ่งสำหรับการแก้ปัญหาครูเกินและครูขาด คือ การตัดโอนอัตราจากโรงเรียนที่มีครูเกินไปยังโรงเรียนที่มีครูขาด ซึ่งจะเป็นการบังคับโดยอัตโนมัติให้ครูต้องย้ายตามอัตราไปในโรงเรียนที่ขาดครู แต่ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่เป็นข้อยุติ ต้องรอให้ ก.ค.ศ.ไปศึกษารายละเอียดก่อน ขณะเดียวกัน จะให้ศึกษาหลักเกณฑ์การโยกย้ายในภาพรวมด้วย โดยผมได้ให้นโยบายว่า หลักเกณฑ์การโยกย้ายไม่ควรคำนึงถึงความสมัครใจ และดูแลให้ครูที่อยู่ภูมิลำเนาได้ย้ายกลับบ้าน ซึ่งสิ่งที่ถูกต้องจะต้องคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ในการจัดการศึกษา ความเท่าเทียมระหว่างโรงเรียนที่ไม่ปล่อย ความเป็นธรรม และส่งเสริมให้ครูมีโอกาสพัฒนาตนเองด้วย ซึ่งนอกจากหลักเกณฑ์การโยกย้ายแล้วได้ฝากให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ไปรับปรุงเกณฑ์พิจารณาความดีความชอบด้วย เพราะปัจจุบันไม่ว่าครูจะทำหน้าที่การสอนหรือไม่ตั้งใจทำหน้าที่ครูก็จะได้รับการพิจารณาความดีความชอบทุกคน จึงเท่ากับว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่และผู้บริหารโรงเรียนไม่ได้มีหน้าที่พิจารณาความดีความชอบเลย ดังนั้นจึงอยากให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ปรับเกณฑ์การพิจารณาความดีความชอบด้วย เพื่อให้เป็นไปตามผลการปฎิบัติงานจริงของครู ซึ่งจะส่งเสริมให้ครูทำงานแข่งขันกันมากขึ้น” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33801&Key=hotnews

4 มหาลัยร่วมวิจัยหาวิธีพัฒนาอาชีวศึกษา

22 สิงหาคม 2556

“จาตุรนต์” มอบ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นแม่งานดึง3มหาลัย ร่วมทำวิจัยพัฒนาการอาชีวศึกษาของไทย หวังยกระดับคุณภาพมาตรฐานช่างฝีมือ รวมถึงเพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีวะให้สอดคล้องความต้องการของประเทศ

วานนี้(21ส.ค.)นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงการจัดการอาชีวศึกษาว่า มีความสำคัญอย่างมาก เพราะต้องผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ แต่ปัจจุบันการจัดการอาชีวศึกษายังมีข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ ทั้งความเหมาะสม ความทันสมัยในสาขาวิชา มาตรฐานองค์ความรู้ และสื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา ส่งผลให้จำนวนผู้เรียนอาชีวศึกษาลดลง ขณะที่ความต้องการกำลังคนด้านอาชีวศึกษามีมากขึ้น ตนจึงมอบหมายให้มีการทำความร่วมมือศึกษาสถานการณ์อาชีวศึกษาและการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาอาชีวศึกษา ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) กับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์บทบาท พันธกิจ สภาพการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรคของการจัดการอาชีวศึกษา รวบรวมและวิเคราะห์สถานการณ์อาชีวศึกษาอย่างรอบด้าน รวมถึงดูปัจจัยความสำเร็จของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศสิงคโปร์ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาการอาชีวศึกษาของประเทศให้เดินไปอย่างถูกทาง สอดรับกับนโยบาย “ปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา” รวมถึงเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อสายสามัญ เป็น 50ต่อ 50 ด้วย
ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ อธิการบดี มจพ. กล่าวว่า การอาชีวศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในด้านอุตสาหกรรม ดังนั้นต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะผลิตกำลังคนระดับฝีมือและเทคนิค เพื่อป้อนสู่ภาคเอกชนที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมบริการและอุตสาหกรรมเกษตร อย่างไรก็ตามการพัฒนาการอาชีวศึกษาจะต้องอ้างอิงข้อมูลการวิจัยที่ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจในการขับเคลื่อนการอาชีวศึกษา ซึ่งมจพ. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) ได้รับดำเนินการศึกษาวิจัยทิศทางการผลิตและพัฒนาการอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ รองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยจะให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ และเปิดให้มีการประชาพิจารณ์ภายในเดือนตุลาคม

ด้านดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวว่า สอศ.มีภารกิจสำคัญในการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาระดับ ปวช.และปวส. ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษากับสายสามัญ เป็น 50ต่อ 50 และการผลิตแรงงานที่มีคุณภาพ ภายในระยะเวลา 2 ปี ดังนั้นอาชีวศึกษาจึงต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่ เพื่อดำเนินการให้ได้ตามเป้าหมาย โดยประเมินสภาพปัจจุบัน ปัญหา ความต้องการ ประเด็นตามนโยบายต่าง ๆ ซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องศึกษาและดำเนินการอย่างเป็นระบบที่ชัดเจน โดยจะนำข้อมูลที่ได้รับจากการวิจัยมาปรับแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2557 ต่อไป

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33800&Key=hotnews

กรมการศาสนาเล็งเทียบโอนหลักสูตรธรรมกับโรงเรียน

22 สิงหาคม 2556

กรมการศาสนาเล็งเทียบโอนหลักสูตรธรรมศึกษาตรี-โท-เอก กับการเรียนปกติ แนะสถานศึกษาบรรจุไว้ในใบแสดงผลการเรียน แสดงเด็กเป็นคนดี และนำไปพิจารณาเข้าเรียนต่อและทำได้

นายปรีชา กันธิยะ อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมการศาสนา (ศน.)ได้นำหลักสูตรธรรมศึกษาตรี-โท-เอก มาเป็นวิชาแกนหลักสำคัญในการเรียนการสอนที่ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นหลักสูตรของแม่กองธรรมสนามหลวงของคณะสงฆ์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการดำรงชีวิต สร้างเสริมพื้นฐานจิตใจของเด็กและเยาวชนให้มีจิตสำนึกในเรื่องคุณธรรม ความดี ตลอดจนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

อีกทั้งตนยังมีแนวคิดที่จะบรรจุหลักสูตรดังกล่าวให้เป็นวิชาเลือกและสามารถเทียบโอนหน่วยกิตกับวิชาการทางโลกได้ด้วยโดยผู้เรียนธรรมศึกษาตรี-โท-เอก สามารถนำไปเทียบโอนหน่วยกิตการเรียนในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หรือหากเป็นไปได้ก็อาจให้ผู้สอบได้ธรรมศึกษาตรี-โท-เอก เทียบวุฒิเทียบเท่าผู้จบมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ตามลำดับ

นายปรีชากล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ควรให้มีการระบุวิชาทางพระพุทธศาสนาเป็นรายวิชาไว้ในระเบียนแสดงผลการเรียนของเด็กด้วย เพื่อรับรองเด็กที่ผ่านการอบรมว่าเป็นคนดี มีคุณธรรม และเหมาะสมที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือเหมาะสมที่เข้าทำงานในสถานประกอบการต่างๆ และสถานศึกษาหรือสถานประกอบการควรจะพิจารณาเด็กเหล่านี้เป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามในวันที่ 26 ส.ค.นี้ ตนจะไปหารือกับศธ.และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามกฎกระทรวง และระเบียบที่ศธ.กำหนด และให้ผู้เรียนวิชาทางพระพุทธศาสนาธรรมศึกษาชั้นตรี – โท – เอก สามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้และมีกำลังใจที่จะศึกษาทางธรรมต่อไป

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33799&Key=hotnews

กยศ.จัดงานพี่ช่วยน้อง

21 สิงหาคม 2556

“ทนุศักดิ์” ผงะเจอวิกฤติเด็กเบี้ยวหนี้ กยศ.จี้จัดงานรณรงค์พร้อมสร้างจิตสำนึกให้นักเรียนนักศึกษาใช้หนี้คืน

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 ส.ค.นี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้จัดงานเปิดตัวโครงการ “พี่ช่วยน้อง” เพื่อรณรงค์ให้เด็กนักเรียนนักศึกษาที่กู้ยืมเงินจากกยศ.นำเงินมาชำระหนี้คืน หลังจากพบว่าขณะนี้จำนวนหนี้ค้างชำระของนักเรียนนักศึกษาที่ครบกำหนดชำระหนี้แต่ไม่ยอมมาชำระหนี้คืนมากถึง 25% ของจำนวนผู้กู้ทั้งหมด 4 ล้านราย หรือคิดเป็น 1 ล้านราย ขณะที่มีมูลหนี้ค้างชำระประมาณ 50,000 ล้านบาท จากวงเงินปล่อยกู้รวมทั้งสิ้นประมาณ 4 แสนล้านบาท

“เรื่องการผิดนัดชำระหนี้ครั้งนี้ถือว่าเข้าขั้นวิกฤติทางด้านวินัยของคนในชาติอย่างมากในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา เพราะการผิดนัดชำระหนี้ครั้งนี้เป็นเพราะเด็กนักเรียนนักศึกษามีค่านิยมที่ผิด หลังจากที่เห็นคนอื่นไม่ยอมชำระหนี้ตัวเองก็ไม่ชำระหนี้คืนตามไปด้วยขณะเดียวกันบางคนก็นำเงินไปซื้อสิ่งของหรือนำไปใช้อย่างอื่นแทนที่จะนำเงินมาชำระหนี้คืน ทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนหนี้ค้างชำระมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง”

นอกจากนี้กระบวนการของกยศ.เองยังขาดความใกล้ชิดกับทั้งนักเรียนนักศึกษาและสถาบันการศึกษา จึงทำให้ความตระหนักในการชำระหนี้คืนมีน้อยลงไปมาก จนทำให้เด็กนักเรียนนักศึกษายอมเข้าสู่กระบวนการของการฟ้องร้องและการไกล่เกลี่ย ซึ่งถือว่าสถานการณ์เช่นนี้มีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งหามาตรการมากระตุ้นเตือนและชักชวนให้เด็กนักเรียนนักศึกษาที่กู้ยืมเงินกยศ.มาชำระหนี้คืนโดยด่วน

นายทนุศักดิ์ กล่าวว่า ในการจัดงานโครงการพี่ช่วยน้องครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญมากเพราะจะมีโครงการต่าง ๆ เพื่อรณรงค์และกระตุ้นให้เด็กนักเรียนนักศึกษาหันมาใช้เงินคืนให้กับกยศ.เพราะหากไม่ใช้หนี้คืนก็จะไม่มีเงินให้กับเด็กนักเรียนนักศึกษารุ่นน้องต่อ ๆ ไป ซึ่งการหาแนวทางให้เด็กนักเรียนคืนเงินถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกว่าการร้องขอให้รัฐบาลเพิ่มเงินงบประมาณให้ โดยภายในงานนี้จะมีการประสานงานเพื่อให้ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องมาร่วมด้วย เพราะกระทรวงการคลังต้องการสนับสนุนให้เด็กนักเรียนนักศึกษามีงานทำด้วย เพื่อจะได้มีเงินใช้หนี้คืนกยศ.ซึ่งในจำนวนเด็กนักเรียนนักศึกษาที่ผิดนัดชำระหนี้ครั้งนี้จะมีประมาณ 40% ที่ยังไม่มีงานทำ

ส่วนนโยบายการใช้กระบวนการเครดิตบูโรหรือการเปิดเผยข้อมูลการกู้ยืมเงินของนักเรียนนักศึกษาเพื่อให้เด็กนักเรียนคืนหนี้นั้นยืนยันว่าไม่ได้เป็นการรังแกเด็กแต่อย่างใดเพราะได้มีระยะเวลาให้เด็กนักเรียนนักศึกษาถึง 5 ปีก่อนเปิดเผยข้อมูลในทางกลับกันถือว่าเป็นเรื่องดีที่กระบวนการเครดิตบูโรจะสร้างความน่าเชื่อถือหรือความมั่นใจให้กับเด็กนักเรียนนักศึกษามากกว่า

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33780&Key=hotnews

สพฐ.เร่งผลักดันให้เด็กไทยอ่านออกเขียนได้ จ่อเสนอ 2 โครงการให้”จาตุรนต์”พิจารณา

21 สิงหาคม 2556

สพฐ. ผุด 2 โครงการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบตามนโยบาย “จาตุรนต์” พุ่งเป้าแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และการส่งเสริมเด็กไทยคิดวิคราะห์ ประยุกต์ความรู้ไปใช้ในชีวิต
วันที่ (20 ส.ค.) นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า สพฐ.ได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมเชิงปฏิบัติการระดมความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบเมื่อวันที่ 18 ส.ค. มาพิจารณาเพื่อวางแผนขับเคลื่อนการปฎิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบและได้ข้อสรุปว่า สพฐ.จะดำเนินการ 2 เรื่องเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนและเพื่อช่วยให้ประเทศไทยไต่อันดับการประเมินพิซ่า (PISA) ตามนโยบายของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

โดยประเด็นแรกที่ สพฐ.จะดำเนินการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมใน คือ การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาภาษาไทยและการแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ซึ่งตามแผนงานที่วางไว้เมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2556 สพฐ.จะให้เขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง สแกนนักเรียนในช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-ป.3) เพื่อหาเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่สามารถ อ่านออกเขียนได้ และนำตัวเด็กกลุ่มนี้มาสอนเสริมให้เพื่อให้เด็กสามารถอ่านออกเขียนได้ จากนั้น เมื่อใกล้สิ้นสุดภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2556 ซึ่งนักเรียน ป.3 ทุกคนจะต้องเข้ารับการทดสอบการอ่านออกเขียนได้ซึ่ง สพฐ.จัดขึ้นนั้น สพฐ.ตั้งเป้าจำนวนนักเรียนที่คะแนนผ่านเกณฑ์ สามารถอ่านออกเขียนได้จะต้องใกล้เคียง 100 % ทั้งนี้ สพฐ.จะมอบหมายให้เขตพื้นที่การศึกษาไปจัดทำแนวทางสแกนวัดระดับทักษะภาษาไทยของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 พร้อมทำคู่มือให้เสร็จภายในช่วงปิดภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2556 นี้

“นอกจากนี้ สพฐ.จะมีมาตรการส่งเสริมการพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของการปฏิรูปการเรียนรู้ครั้งนี้ด้วย โดยจะมีการพัฒนาการเรียนการสอนที่ฝึกให้เด็กประยุกต์ข้อมูลความรู้ด้านภาษา การคำนวน และวิทยาศาสตร์ มาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น รวมถึงการจัดทำคู่มือฝึกอบรมครู ในการส่งเสริมกระบวนการคิดตามกลุ่มสาระการเรียนรู้”เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า สพฐ.จะเร่งดำเนินการทั้งสองเรื่องดังกล่าว และจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อ นายจาตุรนต์ พิจารณาเห็นชอบต่อไปคาดว่าจะเสนอได้ภายในวันที่ 7 ก.ย.นี้

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33778&Key=hotnews

โผซี 11 ศึกษาฯ ผ่าน ครม.ไม่พลิกล็อค

21 สิงหาคม 2556

โผซี 11 ผ่าน ครม.แบบไม่พลิกล็อค “จาตุรนต์” แจงพิจารณาเป็นทีมไม่ได้พิจารณาเป็นรายตัว
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการเปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอแต่งตั้งและโยกย้ายผู้บริหารระดับ 11 แทนผู้เกษียณอายุราชการ ดังนี้ นายอภิชาติ จีระวุฒิ จากเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แทนนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการกพฐ.,นางสุทธศรี วงษ์สมาน รองเลขาธิการคณะกรรมการสภาการศึกษา(สกศ.) มาเป็นปลัดศธ. แทนนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดศธ. และรับโอนนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ( ก.พ.ร.) เป็น เลขาธิการกกอ. แทนนายอภิชาติ ทั้งนี้ให้มีผลตั้งวันที่ 1 ตุลาคม 2556

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุผลในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ ตั้งต้นจากตำแหน่งเลขาธิการ กกอ.ซึ่งรัฐบาลโดยโดยนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลรับผิดชอบก.พ.ร. เสนอให้ ศธ.รับโอนนายทศพรมาอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการกกอ. เนื่องจากเห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะทำงานด้านอุดมศึกษา เพราะเคยเป็นผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ เคยเป็นรองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งทำหน้าที่จัดการศึกษาในสถาบันระดับสูง เมื่อเสนอมาตนก็เห็นว่านายทศพร ที่เป็นเลขาธิการก.พ.ร.มานาน มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องการจัดระบบ เกี่ยวกับการบริหารราชการ รวมทั้งการบริหารงานบุคลคลด้วย จึงได้พิจารณารับโอนมาเป็นเลขาธิการกกอ. เพราะเห็นว่าน่าจะช่วยงานในหลายเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะเรื่องการดูแลข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยรวมถึงระบบที่สกอ.กำลังสร้างขึ้นเพื่อดูแลอุดมศึกษาในภาพรวม เมื่อรับโอนย้ายนายทศพรมาเป็นเลขาธิการกกอ. แล้ว จึงต้องขยับนายอภิชาติออกมา

การแต่งตั้งโยกย้ายซี 11 ครั้งนี้ ตนพิจารณาเป็นทีม ไม่ได้พิจารณาเป็นรายตำแหน่ง หากแต่ดูว่า จะจัดทีม ซี 11 อย่างไรให้เป็นประโยชน์กับการทำงานในภาพรวมของ ศธ. เพราะฉะนั้น จึงตัดสินใจให้นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา อยู่ในตำแหน่งเดิมเพื่อสานงานต่อ แล้วโยกนายอภิชาติ มาเป็นเลขาธิการ กพฐ. ซึ่งนายอภิชาตินั้น ก็มีอาวุโสสูง มีประสบการณ์ในการทำงานมานาน ส่วนนางสุทธศรีนั้น มีความเชี่ยวชาญในการทำนโยบาย และยังมีอาวุโสที่เหมาสม ทั้งนี้ เพราะในทีม ซี 11 ของ ศธ.นั้น มีผู้ที่เหลืออายุราชการนานถึง 7 ปี อยู่ 2 คนแล้ว คือ นายชัยพฤกษ์ และนายทศพร ถ้าเลือกคนอายุน้อยมาเป็นซี 11 ผู้บริหารที่เหลืออายุราชการน้อยกว่า ก็จะหมดโอกาสเติบโต

“ที่ผ่านมาศธ. มีปัญหามาตลอดว่าจะต้องรับอินพอตร์ผู้บริหารจากหน่วยงานอื่นตลอด ทำให้คนในศธ.เองหมดโอกาสที่จะเติบโต เพราะฉะนั้นผมจึงคุยกับนายกรัฐมนตรีว่า ในอนาคตขอให้ดูแลข้าราชการจากศธ.บ้าง อาจส่งออกไปเติมโตที่หน่วยงานภายนอก ซึ่งนายกฯก็รับปากว่าจะดูแลให้”นายจาตุรนต์กล่าวและว่า ส่วนการแต่งตั้งข้าราชการระดับ10 แทนอัตราเกษียณที่ว่างลงนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33779&Key=hotnews

“จาตุรนต์” เผยผลสอบทุจริตครูผู้ช่วยเบื้องต้นชี้กระบวนการตรวจสอบยังไม่เสร็จ

21 สิงหาคม 2556

“จาตุรนต์” เผยเบื้องต้นผลสืบข้อเท็จจริงครูผู้ช่วย ชุด “พนิตา” พบมีข้าราชการถูกระบุเข้าข่ายผิดวินัยร้ายแรงและไม่มีความผิด ชี้กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้นเปิดเผยไม่ได้ พร้อมสั่งให้ ปลัด ศธ.ไปศึกษา กม.แนวทางที่ รมว.ศึกษาจะต้องดำเนินการในความผิดลักษณะนี้มาเสนอ ด้าน “ชินภัทร” ไม่ได้ไปรับ สว.3 ด้วยตนเอง แจงติดราชการต่างจังหวัดรอรับทางไปรษณีย์

วานนี้ (20 ส.ค.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตการสอบครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นเหตุพิเศษ ว 12 ได้ส่งสรุปผลสอบ นายอนันต์ ระงับทุกข์ ผู้ตรวจราชการ ศธ. อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายสุเทพ ชิตยวงศ์ ผู้ตรวจราชการ ศธ.อดีตผู้ช่วยเลขานุการ กพฐ. นายไกร เกษทัน ผอ.สำนักติดตามและประเมินผล สพฐ.อดีต ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. และข้าราชการที่เกี่ยวข้องมาให้ตนพิจารณา โดยในจำนวนนี้มีคนเข้าที่ข่ายกระทำผิดวินัยอยู่ด้วย เพราะฉะนั้น จึงมอบให้ นางพนิตา ในฐานะปลัด ศธ.ไปศึกษาข้อกฎหมายว่าในกรณีความผิดเช่นนี้ รมว.ศึกษาธิการ ควรจะสั่งให้ดำเนินการอย่างไรและให้สรุปเสนอมายังตน คาดว่าภายใน 2-3 วัน ปลัด ศธ.จะเสนอมาและเมื่อถึงเวลานั้นจะถือว่าขั้นตอนการสอบสวนเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แล้ว คณะกรรมการสืบสวนฯรวมทั้งตนจะสามารถให้ข่าวในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการได้ แต่ ณ เวลานี้กระบวนการสอบยังไม่เสร็จสมบูรณ์ตนจึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับผลสอบได้

“ผมจำไม่ได้แน่นอนว่ามีข้าราชการที่ถูกระบุว่าทำผิดวินัยร้ายแรงกี่คน อาจจะ 4-6 คน ซึ่งจำนวนที่ขยายเพิ่มขึ้นจาก 3 คน คือ นายอนันต์ นายสุเทพ และนายไกร เพราะมีระดับเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย และจำนวนนี้มีคนที่ถูกสรุปว่าไม่ผิดด้วย” นายจาตุรนต์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะพิจารณาขยายเวลาตามที่ น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้เสนอขอขยายเวลาการส่งเอกสารหลักฐาน กรณีเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์อาชีวศึกษา โครงการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะที่ 2 (SP2) : ไทยเข้มแข็ง 2555 สูญหายและส่อว่าจะเกิดความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ หรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวตนก็จะรอฟังข้อเสนอจาก คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ที่มีนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)เป็นประธาน ซึ่งทราบว่ากำลังพิจารณาเรื่องดังกล่าวอยู่เมื่อได้ข้อสรุปอย่างไรจึงจะส่งให้ตนพิจารณาต่อไป
ด้าน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า วานนี้ (19 ส.ค.) ตนไม่ได้เดินทางเข้าพบคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ที่มีนายอภิชาติ เป็นประธาน เพื่อรับบันทึกการแจ้งการรับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาแบบ สว.3 ตามที่คณะกรรมการฯ เชิญมาเพราะติดราชการต่างจังหวัด แต่จะรอรับทางไปรษณีย์ ส่วนคณะกรรมการสอบสวนฯจะสรุปข้อกล่าวหาอย่างไรนั้น ไม่กังวล เพราะที่ตนทำงานด้วยความมุ่งมั่นเต็มที่ โดยที่ผ่านมาการทำงานทุกอย่างก็เป็นไปตามระบบ และได้มีการรวบรวมเอกสารข้อมูลไว้ตลอด เชื่อว่าจะสามารถชี้แจงได้ทุกข้อกล่าวหา

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33777&Key=hotnews

สพฐ.และ ครุฯ จุฬาร่วมเป็นเจ้าภาพงาน EDUCA 2013 : ชูแนวคิด “Strong Performers and Successful Reformers”

21 สิงหาคม 2556

สพฐ.และ ครุฯ จุฬาร่วมเป็นเจ้าภาพงาน EDUCA 2013 :ชูแนวคิด “Strong Performers and Successful Reformers”นักการศึกษาระดับโลกร่วมเวทีคับคั่ง พร้อมปรับโฉมนิทรรศการแสดงนวัตกรรมการศึกษา มุ่งเน้นให้ครูใช้งานได้จริง

EDUCA 2013 : มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ครั้งที่ 6 จัดภายใต้แนวคิด “Strong Performers and Successful Reformers” ในงานพรั่งพร้อมด้วย นักการศึกษาชั้นนำระดับโลกร่วมเวทีการประชุมนานาชาติ การประชุมอภิปราย หัวข้อ“หลักสูตร การสอนและการวัดประเมินผล” และ “ครุศึกษาเพื่ออนาคต” การประชุมอภิปรายสำหรับผู้บริหารโรงเรียนทุกระดับ พร้อมด้วยเวิร์คช็อปครอบคลุมทุกเรื่องที่ตอบโจทย์ความต้องการของครู รวมกว่า 200 หัวข้อย่อย ทั้งยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ สินค้า นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาที่มุ่งให้ครูใช้งานได้จริง คาดว่าจะมียอดผู้เข้าร่วมงานกว่า 65,000 คน โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม 2556 ณ อิมแพคฟอรั่ม (ฮอลล์ 9) เมืองทองธานี

นายศีลชัย เกียรติภาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) บริษัทชั้นนำด้านการจัดอีเว้นท์ และผู้นำด้านการสื่อสารองค์ความรู้ ในฐานะผู้บริหารการจัดงาน กล่าวถึงงาน EDUCA 2013 หรือ มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูว่า “EDUCA 2013 ในปีนี้ ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิชาชีพ “ครู” เช่นเดิม และเพิ่มเติมจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ครูและนักการศึกษาไทยได้ร่วมเรียนรู้จากนักการศึกษาระดับโลกมากขึ้น โดยเชิญนักการศึกษาระดับโลกบรรยายพิเศษและร่วมประชุมอภิปรายในหัวข้อ “หลักสูตร การสอนและการวัดประเมินผล” และ “ครุศึกษาเพื่ออนาคต” นอกจากนั้นให้ความสำคัญกับผู้บริหารโรงเรียน โดยมีการประชุมอภิปรายเฉพาะผู้บริหารแยกระดับตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม อีกด้วย”

“สำหรับเนื้อหาของงานก็พัฒนาไปอีกระดับ ด้วยการนำแนวคิดของ OECD ในเรื่อง Strong Performers and Successful Reformers มาเป็นแนวคิดหลักในการพัฒนารูปแบบและเนื้อหาของงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาของประเทศและต่อครูให้มากที่สุด การจัดงาน EDUCA 2013 ได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษาไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพ โดยมี บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บริหารการจัดงาน คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานกว่า 65,000 คน” นายศีลชัยกล่าว

แนวคิด Strong Performers and Successful Reformers ที่ EDUCA เลือกมาใช้เป็นแนวทางการจัดงานในปีนี้ นำมาจากรายงานการศึกษาของ OECD เมื่อปี 2011 เรื่อง Lessons from PISA for the United States, Strong Performers and Successful Reformers In Education ที่แสดงให้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาสากล ที่ประเทศทั่วโลกสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้ ทั้งจากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาได้อย่างเข้มแข็งที่เรียกว่า “Strong Performers” เช่น ฟินแลนด์ สิงค์โปร์ และประเทศที่สามารถก้าวผ่านอุปสรรคและยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า “Successful Reformers” EDUCA 2013 จึงนำองค์ความรู้สากลระดับโลกทั้งในส่วน Strong Performers and Successful Reformers มาให้ครูและนักการศึกษาไทยได้เรียนรู้ร่วมกัน

EDUCA 2013 มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ครั้งที่ 6 ยังคงมีกิจกรรมหลักๆ ภายในงาน ได้แก่
(1) การประชุมนานาชาติ (International Conference) นำเสนอแนวคิดการพัฒนาการศึกษาระดับสากล ในปีนี้ได้รับเกียรติจากนักการศึกษาชั้นนำระดับโลกมากมาย อาทิ ดร. เบนจมิน เลอวิน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐออนแทรีโอ ผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของแคนาดา, ดร. พาสี ซาลเบริ์ก ผู้เขียนหนังสือเรื่อง บทเรียนด้านการศึกษาจากฟินแลนด์: การเปลี่ยนแปลงสู่ความสำเร็จ ที่มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งและได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ มากกว่า 10 ภาษา เป็นต้น

(2) การบรรยายพิเศษและการประชุมอภิปราย (Forum) โดยผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และ ฮ่องกง ซึ่งจัดคู่ขนานกันสองหัวข้อ คือ “หลักสูตร การสอนและการวัดประเมินผล” และ “ครุศึกษาเพื่ออนาคต”

(3) การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ครอบคลุมกว่า 10 หัวเรื่องที่ตอบโจทย์ความต้องการของครูไทย เช่น ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 , ICT สำหรับการสอนและการจัดการเรียนรู้, อาเซียน, การวัดและประเมินผล เป็นต้น รวมทั้งสิ้นมากกว่า 200 หัวข้อย่อย เพื่อให้ครูได้เลือกเข้าฟังตามความสนใจ

(4) การประชุมอภิปรายผู้บริหารโรงเรียน (ฟอรั่มผู้บริหาร) ทุกระดับ ตั้งแต่ อนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา นำเสนอมุมมองการบริหารจัดการจากผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพื่อเปิดโลกทัศน์เชิงการบริหารให้แก่ผู้บริหารทุกระดับ

(5) นิทรรศการการจัดแสดงสินค้า นวัตกรรมทางการศึกษาและเทคโนโลยี ปีนี้เน้นการนำเสนอสินค้าและนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพกิจกรรมการเรียนรู้ โดยสาธิตในรูปแบบห้องเรียนตัวอย่าง (Model Classroom) ให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ในห้องเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีห้องเรียนตัวอย่างที่น่าสนใจและควรติดตาม อาทิ ห้องเรียนแห่งอนาคต (J-Sharp Future Classroom) ห้องพัฒนะอัจฉริยภาพรอบด้าน ห้องพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ห้องเรียนอัจฉริยะ และห้องเรียนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ AEC เป็นต้น

“ในฐานะผู้จัดงาน EDUCA มาตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี ผมเชื่อว่าการมีส่วนร่วม ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาวิชาชีพครู โดยใช้โมเดล Public and Private Partnership (PPP) จะมีส่วนผลักดันให้เราก้าวพ้นกับดักในการพัฒนาการศึกษา สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างสำเร็จ สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปได้ สอดคล้องกับแนวคิด Strong Performers and Successful Reformers ของงาน EDUCA 2013 ในปีนี้ ” นายศีลชัยกล่าว

EDUCA 2013 : มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ครั้งที่ 6” จะจัดขึ้นที่ อาคารอิมแพค ฟอรั่ม (ฮอลล์ 9)เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม 2556 โดยครูผู้สนใจเข้าร่วมงาน สามารถดูรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ www.educathai.com ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2556 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02 748 7007 ต่อ 134

www.thaipr.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33776&Key=hotnews