kounchanok rujjanapan

ด่วน! รับสมัครสอบแข่งขันทุนศึกษาต่อระดับปริญญาตรี – โท ในต่างประเทศ 6 ทุน

19 สิงหาคม 2556

ด่วน! รับสมัครสอบแข่งขันทุนศึกษาต่อระดับปริญญาตรี – โท ในต่างประเทศ 6 ทุน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33724&Key=news19

 

 

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33739&Key=hotnews

คอลัมน์ : สถานี ก.ค.ศ. : เกณฑ์เชิงประจักษ์ฉบับใหม่(1)

19 สิงหาคม 2556

จรุงรัตน์ เคารพรัตน์
ผอ.ภารกิจระบบตำแหน่งและวิทยฐานะที่ 1
ตามที่ ก.ค.ศ.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ เรียกโดยทั่วไปว่า เกณฑ์เชิงประจักษ์ หรือเกณฑ์ ว5/2554 โดยมีการยื่นขอรับการประเมิน และมีคณะกรรมการไปประเมิน ณ สถานที่ปฏิบัติงานมาแล้ว 1 รอบ ซึ่งในการประเมินของคณะกรรมการพบว่าองค์ประกอบของการประเมินบางหัวข้อไม่ชัดเจน หรือไม่สอดคล้องกับบริบทการปฏิบัติงานของผู้ขอรับการประเมิน จึงได้นำเสนอข้อคิดเห็นต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคของหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อให้ ก.ค.ศ.พิจารณา ซึ่ง ก.ค.ศ.พิจารณาแล้วเห็นควรให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตามที่คณะกรรมการเสนอแนะ โดยให้สำนักงาน ก.ค.ศ.จัดประชุมผู้แทนคณะกรรมการผู้ประเมินเพื่อระดมความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวให้มีความชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และได้มีการนำเสนอ ก.ค.ศ.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ซึ่ง ก.ค.ศ.ได้มีมติยกเลิกหลักเกณฑ์ ว5/2554 โดยกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ทุกตำแหน่ง ฉบับใหม่ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1.ผู้ขอรับการประเมินต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะที่ขอรับการประเมิน ตามมาตรฐานวิทยฐานะ ที่ ก.ค.ศ.กำหนด นับถึงวันที่ยื่นขอรับการประเมิน กรณีผู้ขอรับการประเมินยังไม่ได้รับการพัฒนาก่อนแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด ให้ถือว่ามีคุณสมบัติตามข้อนี้

2.ผู้ขอรับการประเมินต้องมีภาระงานในหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่งที่ขอรับการประเมิน โดยสายงานการสอน มีภาระงานสอนตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด สำหรับสายงานบริหารสถานศึกษา สายงานบริหารการศึกษา และสายงานนิเทศการศึกษา ต้องมีภาระงานในหน้าที่และความรับผิดชอบเต็มเวลา

3.ได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบในตำแหน่งที่ขอรับการประเมินย้อนหลัง 3 ปี ติดต่อกัน นับถึงวันที่ยื่นคำขอ

4.มีผลงานดีเด่น ได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติขึ้นไป หรือมีผลงานดีเด่นที่ส่วนราชการต้นสังกัดพิจารณาเห็นว่าเป็นผลงานที่มีคุณภาพเทียบเคียงกับผลงานที่ได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติขึ้นไป กรณีเสนอขอวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ไม่น้อยกว่า 2 รางวัล และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ไม่น้อยกว่า 3 รางวัล ภายใน 3 ปี โดยต้องเป็นผลงานดีเด่นที่ตรง หรือสอดคล้องกับสาขา/สาขาวิชา/กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ขอรับการประเมิน หากได้รับรางวัลเกิน 3 ปี ต้องมีหลักฐานแสดงการพัฒนาผลงานและใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

นอกจากสาระสำคัญ 4 ข้อดังกล่าวข้างต้น ยังมีสาระสำคัญที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ควรได้รับความรู้อีกหลายข้อ จะนำเสนอในสัปดาห์ถัดไป

–มติชน ฉบับวันที่ 19 ส.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33738&Key=hotnews

ศธ.หากลยุทธ์ดึงเด็กสามัญเรียนอาชีวะ

19 สิงหาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้หารือถึงผลงานวิจัยจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสร้างกำลังคนสายอาชีพ เช่น เยอรมนี ที่พบว่าการให้นักเรียนสายสามัญเข้าไปเรียนรู้ในสถาบันอาชีวศึกษาเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เช่น 2 สัปดาห์ ช่วยให้เด็กเข้าใจการเรียนสายอาชีพและสนใจเลือกเรียน สายอาชีพเพิ่มขึ้น จึงได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา (สอศ.) นำแนวคิดนี้ไปศึกษาความเป็นไปได้ อย่างน้อยถ้าไม่สามารถส่งนักเรียนไปทดลองเรียนได้ ก็อาจทำในลักษณะ จัดโปรแกรมไปทัศนศึกษาดูการเรียนการสอนของวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่อยู่ใกล้ ๆ โรงเรียน เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ว่า การเรียนสายอาชีพนั้นมีการเรียนอะไรกันบ้าง และได้มีโอกาสรู้ว่าสายอาชีพเมื่อเรียนจบออกมาแล้วมีงานทำซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อไปว่า แม้ว่าจะต้องมีการดำเนินการ หลาย ๆ ด้านไปพร้อมกันเพื่อให้นโยบายปรับสัดส่วนผู้เรียนประสบความสำเร็จ แต่สิ่งสำคัญสุด คือ ต้องเปลี่ยนค่านิยมการเรียนสายอาชีพให้ได้ สื่อสารกับผู้ปกครองและนักเรียนให้เข้าใจว่าผู้ที่เรียนจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูง (ปวส.) มีโอกาสทำรายได้สูงกว่าผู้ที่จบปริญญาตรี และนอก จากการปรับเปลี่ยนเรื่องค่านิยมแล้วจะต้องปรับเปลี่ยนระบบแนะแนวด้วย ปัจจุบันยังมีปัญหาแย่งเด็กระหว่างสายสามัญกับสายอาชีพ อยู่ เพราะฉะนั้นต้องทำความเข้าใจกับสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การศึกษาเอกชน (สช.) ไม่ให้แย่งเด็กหรือปิดกั้นเด็กมาเรียนสาย อาชีพ

“กรรมการบอร์ด กอศ.จากภาคเอกชนที่ดูแลนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ให้ข้อมูลว่าเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมแห่งนั้นที่เดียวต้อง การแรงงานฝีมือภายใน 5 ปีกว่า 5 แสนคน ขณะที่มีนักเรียนจบมัธยมศึกษาตอนต้น แค่ปีละ 9 แสนคน หากครึ่งหนึ่งเลือกเรียนต่อสายอาชีพ เฉพาะนิคมอุตสาหกรรมแห่งนั้นแห่งเดียวก็ต้องการแรงงานปีละกว่า 1 แสนคนแล้ว เพราะฉะนั้นการเพิ่มผู้เรียนสายอาชีพจึงไม่มีปัญหาเรื่องตำแหน่งงานรองรับ” รมว.ศธ. กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 19 ส.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33737&Key=hotnews

ชูธง ปฏิรูปการศึกษาเพิ่มทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และภาษา

19 สิงหาคม 2556

ประชุมปฏิรูปนัดแรก “จาตุรนต์” ชูธงเพิ่ม 3 ด้านทั้งการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และด้านภาษา ระบุที่ประชุมเห็นพ้องถึงเวลาต้องปรับระบบคัดเด็กเข้าอุดมศึกษา เน้นความเท่าเทียม ลดภาระย้ำหากปรับแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี

วานนี้ (18 ส.ค.) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดประชุมสัมมนาการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบ : ปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน มี นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดและมีผู้บริหาร ศธ. และนักวิชาการด้านการศึกษาเข้าร่วม
รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การปฏิรูปการเรียนรู้ครั้งนี้จะต้องตั้งคำถามก่อนว่าต้องการวางตำแหน่งของประเทศไทยไว้ตรงไหนของอาเซียน ขณะที่ประเทศอื่น ๆ พัฒนาคนไปไกลถึงไหนแล้วแต่คุณภาพของคนไทยยังอยู่ในระดับคะแนนเฉลี่ยแค่ 30-40 % เพราะฉะนั้น ต้องมาวางตำแหน่งประเทศไทยให้เหมาะสมและสื่อสารให้เข้าใจกันทั้งประเทศจึงจะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ได้ อีกทั้ง การปฏิรูปการเรียนรู้โดยยึดคะแนนพิซ่าเป็นเกณฑ์นั้น จริง ๆ แล้ว ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาอย่างไต้หวัน ฟินแลนด์ หรือฮ่องกง นั้นไม่ได้ยึดผลการประเมินพิซ่าเป็นหลักแต่ใช้วิธีคัดคนที่เก่งที่สุดในประเทศ 12% มาเป็นครู ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา รวมถึงไทยใช้คะแนนพิซ่าเป็นตัวนำในการพัฒนาการจัดการศึกษา เพราะฉะนั้น ประเทศไทยควรจะรวบทั้งสองอย่างมารวมกัน คือ ให้ความสำคัญทั้งการไต่อันดับพิซ่า และการปฏิรูปการเรียนรู้

“สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรแค่ 12% ที่คิดนอกกรอบเป็นและเป็นกำลังสำคัญของประเทศ อีก 63% คิดเป็นแต่ทำอะไรไม่ได้เป็นผู้ตาม และอีก 25% คิดไม่เป็นทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้น ภาระสำคัญก็คือจะต้องพัฒนาคนใน 2 กลุ่มให้ได้” รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวและว่า ส่วนเรื่องการปรับหลักสูตรนั้นถือว่ามาถูกทางแล้วแต่ยังมีประเด็นสำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมของครูและผู้บริหาร เพราะจุดอ่อนที่สำคัญในการปฏิรูปการศึกษาอยู่ที่ ครู จะต้องมีการเปลี่ยนความคิดและเปลี่ยนวิธีสอนของครูไทยให้ได้ ขณะที่ ต้องยอมรับให้ได้ว่าในระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง (แอดมิชชัน) หรือโควตา และรับตรง เวลานี้เป็นระบบการแย่งเด็กและดึงเงินในกระเป๋าจากผู้ปกครอง ซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยมีอิสระมากทั้งที่ความจริงแล้วควรจะใช้อำนาจรัฐโดยเฉพาะกลไกของงบประมาณมาเป็นเครื่องมือกำกับดูแล

ด้าน นายประวิต เอราวรรณ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) และประธานที่ประชุมคณบดีครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย กลุ่ม 16 สถาบันเก่าแก่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะศึกษาฯ มมส. ได้ทำการวิจัยมุมมอง ผลกระทบและผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นจากระบบการศึกษาในปัจจุบันให้กับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยสอบถามนักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ผู้ปกครอง ครูผู้สอน จำนวน 33,000 คน พบว่า ครูและผู้บริหารมีความพึงพอใจกับระบบการศึกษาและหลักสูตรการเรียนการสอนที่ใช้ในปัจจุบัน ขณะที่นักเรียนและผู้ปกครองยังไม่พอใจ

ทั้งนี้ ยังศึกษาถึงรากฐานที่สำคัญของปัญหา พบว่า นักเรียนไม่ได้รับการส่งเสริมให้รักการอ่าน พออ่านไม่ออก อ่านไม่เข้าใจ วิเคราะห์ไม่เป็น ทำให้การเรียนในระดับที่สูงขึ้นไปมีปัญหา และกลายเป็นทุกข์ของนักเรียน โดยพบว่านักเรียนที่จบระดับประถมศึกษาและเข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษา มีปัญหาเรื่องการอ่าน 12.6% สังกัดสำนักงานส่งเสริมการสึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศรับ (กศน.) มีปัญหาเรื่องการอ่าน 5.37%นอกจากนั้น ยังพบว่าโรงเรียนให้ความสำคัญกับกิจกรรมในเรื่องการอ่าน การเขียน การวิเคราะห์ แต่ยังมุ่งในเชิงของการแข่งขันที่พบว่าไม่มีนัยยะสำคัญกับเด็กโดยรวม แต่มีนัยยะสำคัญกับเด็กบางคนเท่านั้น

“แนวทางแก้ปัญหา ต้องให้ความสำคัญและฝึกเด็กให้รักการอ่าน และไม่ใช่แค่อ่านออกเท่านั้น แต่ต้องอ่านและมีความเข้าใจตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับป.3 รวมถึงจะต้องฝึกให้เขารู้จักตัวเอง พร้อมเรียนรู้เผชิญปัญหา รู้จักค้นหาความรู้ใหม่ ๆ และวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ การเรียนรู้จากปัญหา” นายประวิต กล่าว

ด้าน นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเห็นค่อนข้างสอดคล้องกันว่า ผลสัมฤทธิ์ในทักษะต่าง ๆ ของนักเรียน ทั้งความสามารถในการคิดคำนวณ คิดวิเคราะห์ และความสามารถในการอ่านทักษะทางภาษา ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงฟันธงได้ว่าเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ คือการเพิ่มความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การเพิ่มความสามารถทางภาษา และความสามารถในการคิดคำนวณ ซึ่งทั้ง 3 ทักษะนี้ เป็นวิชาพื้นฐานสำหรับการประเมินพิซ่า เพราะฉะนั้นเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าต้องการไต่อันดับการประเมินพิซ่า กับเป้าหมายการปฏิรูปการเรียนรู้ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุเป้าหมายของการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้ง 3 เรื่องจะต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งระบบ เชื่อมโยงสู่การปรับหลักสูตร การทดสอบประเมินผลให้สอดคล้องกันด้วย ส่วนเรื่องการสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ที่ประชุมเห็นสอดคล้องกันว่ามีความจำเป็นจะต้องปรับ และต้องเป็นระบบที่มีหลักประกันว่า จะสามารถคัดเลือกเด็กที่สามารถเรียนได้จริง ๆ การสอบจะต้องมีความเท่าเทียม และต้องไม่กระทบกับการปฏิรูปการศึกษาในภาพรวม ส่วนข้อเสนอที่ให้นำกลไกของงบประมาณมาใช้กำกับมหาวิทยาลัยถือเป็นแนวทางที่ดี แต่อาจจะไม่ง่ายนัก แต่จะให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ฯลฯ จะต้องร่วมกันคิด
“สุดท้ายระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยควรจะเป็นระบบเดียวกัน และลดภาระการสอบของนักเรียน และต้องไม่เป็นระบบที่ลดความสนใจในห้องเรียนของเด็ก ผมประกาศมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะต้องปรับ เปลี่ยน และจากการพูดคุยวันนี้ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นว่าไม่เปลี่ยนไม่ได้ ไม่เปลี่ยนจะเกิดความเสียหายเชื่อว่าน่าจะมีการพูดคุยกันและนำมาสู่ข้อสรุป แต่จะต้องแจ้งให้นักเรียนได้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี”นายจาตุรนต์ กล่าว

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33736&Key=hotnews

“จาตุรนต์” รับฟังความเห็นแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้

19 สิงหาคม 2556

“จาตุรนต์” ลงใต้ รับฟังความเห็นแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ห่วงครูขาด คุณภาพเด็กถดถอย “ภาษา-วิทยาศาสตร์” เล็งสอนอาชีพเสริม

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่าจากการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นเพื่อพัฒนาการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 17 ส.ค.56 ที่โรงแรมเซาท์เทิร์น จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นการรับฟังความเห็นจากองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต่างๆ ได้แก่ ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา กำนันผู้ใหญ่บ้าน ครูผู้บริหารสถานศึกษาภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน องค์กรทางศาสนา นักเรียนอาชีวะ อุดมศึกษา วิทยาลัยชุมชน กศน. และสถานประกอบการภาคธุรกิจ โดยมีข้อเสนอแนะจำนวนมากที่จะนำไปวิเคราะห์เพื่อจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อไปว่า จากการจัดประชุมกลุ่มย่อยสามารถสรุปความเห็นที่เป็นความต้องการร่วมกันได้ได้หลายประการ อาทิ การแก้ปัญหาการจัดการศึกษในพื้นที่ ที่มีความยากลำบากเป็นพิเศษ การขาดแคลนครูและบุคลากรทางการศึกษา การขาดครูผู้เชี่ยวชาญที่ตรงตามสาขา รวมถึงเวลาและความสะดวกในการสอน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ นอกจากนี้ยังมีปัญหาขาดแคลนอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอน ที่ทันสมัย และที่สำคัญคือการให้ความสนใจกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเฉพาะทางด้านภาษาที่ค่อนข้างต่ำ รวมถึงนักเรียนมีความต้องการเรียนพิเศษหรือติวเข้ม และการเรียนด้านวิทยาศาสตร์โดยมีห้องทดลองหรือห้องแลป และต้องการมีอาชีพเสริมระหว่างปิดเทอมด้วย

“ภายหลังจากรับฟังความเห็นแล้วจะมีการนำข้อเสนอต่างๆ ไปวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญ เพื่อให้เกิดภาพที่ชัดเจนของความต้องการเพื่อนำไปจัดทำแผนปฏิบัติการ โดยเรื่องใดที่สามารถดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องรอปีงบประมาณหรือปีการศึกษาก็จะให้ดำเนินการทันที เช่น การติวเข้ม การจ้ดหาสื่อที่ทันสมัย เครื่องกีฬา หรือกิจกรรมพัฒนาครู ส่วนเรื่องที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันทีก็จะจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการที่มีความชัดเจนเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวต่อไป เช่น การแก้ปัญหาขาดแคลนครูให้สามารถสอนตรงตามสาขาวิชาเอกมากขึ้น การปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เนื่องจากบางพื้นที่เด็กมีเวลาเรียนน้อย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นอกจากนี้ต้องทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกับการอาชีวศึกษา ที่ต้องมีความเชื่อมโยงและส่งเสริมอาชีพให้ตรงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้นด้วย” นายจาตุรนต์ กล่าว

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33735&Key=hotnews

ดึงผลงานแก้ยาเสพติดให้ความชอบ ร.ร.

16 สิงหาคม 2556

ดึงผลงานแก้ยาเสพติดให้ความชอบ ร.ร. คาดโทษสถานศึกษาละเลยปัญหา แฉ นร.ยุ่งเกี่ยว 3%-ย้ำห้ามไล่เด็กออก…

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงนโยบายป้องกันปัญหายาเสพติดในกลุ่มนักเรียน นักศึกษาว่า เป็นนโยบายหลักของศธ. ซึ่งได้มอบหมายให้สถานศึกษาทุกแห่งทำการเอกซเรย์นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศว่ามีผู้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดจำนวนมากน้อยแค่ไหน หากได้ข้อมูลที่ชัดเจนแล้วให้นำผู้ติดยาเสพติดไปบำบัดรักษา ขณะเดียวกัน จะมีการขยายผลไปหาผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้เสพรายอื่น และผู้ค้า ซึ่งจะต้องประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ตนได้เน้นย้ำสถานศึกษาทุกแห่ง เมื่อตรวจพบว่ามีนักเรียนนักศึกษาคนใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดจะต้องไม่ให้มีการไล่นักเรียนนักศึกษาออกอย่างเด็ดขาด โดยต้องถือว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นผู้เสพที่จะต้องได้รับการบำบัด หากเราผลักเด็กออกจากสถานศึกษาย่อมเป็นการผลักภาระ หรือผลัก ปัญหาไปให้สังคมโดยที่ไม่ได้มีการแก้ไข อย่างไร ก็ตาม ข้อมูลล่าสุดที่ ศธ.ได้รวบรวมพบว่า มีนักเรียนนักศึกษาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นเด็กมัธยมศึกษาถึงอุดมศึกษา รวมนักศึกษาอาชีวศึกษาด้วย ดังนั้น สถานศึกษาที่ตรวจพบแล้วว่ามีนักเรียน นัก ศึกษาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดจะต้องเร่งหากลยุทธ์ในการคลี่คลายและ ป้องกันปัญหาเพื่อไม่ให้คนอื่นๆ เข้าไปสู่วงจรยาเสพติดไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม

“สำหรับสถานศึกษาที่สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมมีแนวคิดที่จะให้นำผลงานมาใช้ประกอบการพิจารณาความดีความชอบให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและคณาจารย์ในโรงเรียนนั้นๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ส่วนสถานศึกษาใดที่ปล่อยปละละเลย ซุกปัญหาไว้ใต้พรม ไม่แจ้งข้อมูลข้อเท็จจริง หากทราบก็จะถือว่าเป็นสถาบันยอดแย่ ซึ่งผู้บริหารและคณาจารย์ต้องมีส่วนรับผิดชอบ ผมอยากให้ทุกสถานศึกษาดูแลเด็กเหมือนดูแลลูกของตัวเอง เพราะหากอนาคตของชาติเข้าไปสู่วังวนยาเสพติด อนาคตประเทศชาติก็คงฝากความหวังไว้ที่ใครไม่ได้” รมช.ศธ.กล่าว.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33718&Key=hotnews

สพฐ.ชงก.ค.ศ.สอบครูผู้ช่วยรอบ 2 หวังแก้ปัญหาขาดบัญชีเรียกบรรจุ เสนอคัด 47 ผอ.สพท.แทนเกษียณ

16 สิงหาคม 2556

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายพิธาน พื้นทอง รักษาการ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (ผอ.สพร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยกรณีนายธวัชชัย พิกุลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กาญจนบุรี เขต 4 และนายกสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย ระบุว่า การสอบคัดเลือกเพื่อเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีทั่วไป ประจำปี 2556 ที่ผ่านมา ทำให้หลายเขตพื้นที่ฯ ประสบปัญหา และมีตำแหน่งว่างจำนวนมาก เนื่องจากมีผู้สอบขึ้นบัญชีได้น้อย ว่า จากการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่ผ่านมา ได้สะท้อนปัญหาการขาด บัญชีที่จะเรียกมาบรรจุเป็นครูผู้ช่วย และเสนอให้จัดสอบครูผู้ช่วยกรณีทั่วไปเพิ่มเติม ขณะนี้ สพฐ.กำลังแจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทั่วประเทศ เพื่อสอบถามอัตราที่ต้องการเปิดสอบบรรจุเพิ่ม จากนั้นจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาเปิดสอบเพิ่มเติม ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์การสอบบรรจุ และคัดเลือก ต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุม ก.ค.ศ.ว่าจะใช้หลักเกณฑ์เดิมที่ให้เขตพื้นที่ฯ คัดเลือกเอง และให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้ออกข้อสอบ และจัดสอบหรือไม่ หรือจะใช้หลักเกณฑ์ใหม่

“การสอบรอบใหม่ ซึ่งเป็นครั้งที่ 2/2556 เดิมกำหนดรับสมัคร และสอบคัดเลือกช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน แต่ปีนี้น่าจะไม่ทัน ถ้าจะใช้ปฏิทินเดิม เพราะล่าช้าใน การสอบครูผู้ช่วยกรณีทั่วไปในครั้งที่ 1/2556” นายพิธานกล่าว

นายพิธานกล่าวต่อว่า ส่วนการสรรหา และคัดเลือก ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด สพฐ.แทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการนั้น สพฐ.ยังไม่ได้วางแผน เพราะยังมีผู้ที่สอบขึ้นบัญชีเป็นผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ และยังขอใช้บัญชีเหล่านั้นมาบรรจุทดแทนได้ ทั้งนี้ สำหรับการสอบคัดเลือก ผู้อำนวยการ สพท.ที่จะมีตำแหน่งว่างประมาณ 47 ตำแหน่งจากการเกษียณฯ และตำแหน่งที่ว่างอยู่จากกรณีการฟ้องร้องศาลปกครองนั้น จะต้องเสนอให้ ก.ค.ศ.พิจารณาเช่นกัน ซึ่งในส่วนของ สพฐ.อยากให้จัดสอบเลย เพราะการที่เขตพื้นที่ฯ ไม่มีผู้อำนวยการ สพท.ทำให้มีปัญหาในการบริหารมาก

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33717&Key=hotnews

ก.ค.ศ.อนุมัติวิทยฐานะ 11 ราย

16 สิงหาคม 2556

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งทำการแทน ก.ค.ศ.ได้มีมติอนุมัติวิทยฐานะทั้งหมด 11 ราย

ได้แก่ อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ 3 ราย และอนุมัติให้เลื่อนเป็นวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ 8 ราย ดังนี้ วิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ 1 ราย ได้แก่ นางพิชญา นัยนิตย์ สถาบัน กศน.กรุงเทพฯ นางมนัญญา ลาหาญ ร.ร.บ้านหนองไฮ สพป.อำนาจเจริญ นางณิชยา รัศมี วิทยาลัยเทคนิคชัยนาท ส่วนวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ 8 ราย ได้แก่ นางยุพา ชิตมณี ร.ร.วัดเจริญราษฎร์ สพป.สงขลา เขต 2 นางลดารัตน์ สุขบุญ ร.ร.บ้านคอลอกาเว สพป.นราธิวาส เขต 1 นายชวรวย ภู่พุกก์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก นายอนุสรณ์ จันทสุข ร.ร.สิรินธร สพม.เขต 33 นายสุรสิทธิ์ สุดประโคน ร.ร.บ้านซ่อง (ประชากรบำรุง) สพป.เพชรบุรี เขต 2 นางกานดา อานนท์ ร.ร.หาดใหญ่วิทยาลัย สพม.เขต 16 น.ส.ประนอม เจริญชนม์ ร.ร.วัดสุขไพรวัน สพป.ระยอง เขต 2 นายธนพร เชื้อวงศ์ ร.ร.ธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม สพม.เขต 4

“นอกจากนี้ ก.ค.ศ.ยังอนุมัติให้ข้าราชการครูฯ มีวิทยฐานะรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชำนาญการพิเศษ 2 ราย คือ นายวิเชียร ศรีแก้วแฝก สพป.นครปฐม เขต 2 และนายกีรติ แสงตะวัน สพป.สุรินทร์ เขต 1” นางรัตนากล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33716&Key=hotnews

“จาตุรนต์” สนใจวิธีต่ออายุราชการให้ครูแก้ขาดแคลนครู

16 สิงหาคม 2556

“จาตุรนต์” สนใจแนวคิดต่ออายุราชการให้ครูถึง 65 ปี เพื่อช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครู แต่ย้ำแก้ปัญหาขาดครูต้องใช้หลายวิธี เล็งนำเทคโนโลยีการศึกษาเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนให้มากขึ้น

วานนี้(15ส.ค.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจากการเกษียณอายุราชการ ซึ่งภายใน 5 ปีจะมีการขาดแคลนถึง 103,743 อัตราว่า จากข้อมูลพบว่าในสาขาวิชาที่เป็นพื้นฐานสำคัญคือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และวิทยาศาสตร์ จะมีการขาดแคลนครู รวม 51,462 อัตรา ซึ่งในปี 2555 กระทรวงศึกษาธิการได้รับอัตรากำลังคืน 100% จำนวน 8,300 อัตรา ส่วนปี 2556 ยังไม่ได้พิจารณา แต่ทราบว่าจะได้รับคืนอัตราเกษียณทั้ง 100% เป็นปีสุดท้าย ทั้งนี้การคืนอัตราเกษียณ 100% คงเป็นเพียงวิธีการหนึ่งแต่ไม่ใช่คำตอบ เพราะหากขอคืนอัตราไปสักระยะอาจจะเจอปัญหาเพดานจำนวนข้าราชการที่ไม่เหมาะสมในภาพรวมทั้งประเทศ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า การแก้ปัญหาขาดแคลนครูต้องดูทั้งระบบ ทั้งการขอคืนอัตราเกษียณฯ การเกลี่ยครูจากโรงเรียนที่ครูเกินไปยังโรงเรียนที่ขาดครู การเกลี่ยให้ครูได้สอนตรงตามวิชาเอก รวมทั้งการหาครูใหม่มาทดแทน ซึ่งขณะนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องการผลิตครูไม่ตรงกับความต้องการ โดยจากข้อมูลของสภาคณบดีคณะคุรุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทยพบว่าใน 5 ปีตั้งแต่ปี 2556-2560 จะมีผู้จบการศึกษาสายครูทั้งสิ้น 259,522 คน แม้มากกว่าจำนวนที่ขาด แต่คาดได้ว่าในสาขาขาดแคลนก็ยังจะเป็นปัญหาใหญ่อยู่ต่อไป

” ผมคิดว่าการเพิ่มคนอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องมีการนำเทคโนโลยีการศึกษาเข้ามาช่วยในการเรียนการสอนให้มากขึ้น และนำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์มาช่วยในการเกลี่ยกำลังคน รวมถึงการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดสรรอัตรากำลังคนที่เหมาะสม” นายจาตุรนต์ กล่าว
ต่อข้อถามถึงข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จะขอขยายเวลาการเกษียณอายุราชการของครูในสาขาขาดแคลนออกไปเป็น 65 ปี นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ถ้าพิจารณาจากแนวโน้มของการที่สังคมไทยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ตนมองว่าเป็นวิธีหนึ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ แต่คงต้องพิจารณาในรายละเอียด รวมทั้งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูว่าจะจ้างแบบไหน เพราะเป็นเรื่องที่จะกระทบในส่วนอื่น แต่ส่วนตัวเห็นว่าการขยายเวลาเพื่อให้เป็นครูผู้สอนต่อไปเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33715&Key=hotnews

ดึงนักการศึกษาต่างชาติแบ่งปันความรู้ให้ครูไทย

16 สิงหาคม 2556

ครุศาสตร์ จุฬาฯ จับมือสพฐ.และเครือข่าย เตรียมจัดงานมหกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู EDUCA 2013 วันที่ 9-11 ต.ค.ที่เมืองทองธานี ดึงนักการศึกษาระดับโลกมาให้แบ่งปันความรู้ให้ครูไทย หวังเพิ่มศักยภาพให้ครูได้นำไปใช้งานจริง

นายศีลชัย เกียรติภาพันธ์
วานนี้(15 ส.ค.) ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษาไทย และ บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์)ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน EDUCA 2013: มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “Strong Performers and Successful Reformers” ระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม 2556 ที่อาคารอิมแพค ฟอรั่ม(ฮอลล์9) เมืองทองธานี โดยนายศีลชัย เกียรติภาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์)กล่าวว่า ปีนี้ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิชาชีพครูเช่นเดิม โดยจะนำรายงานการศึกษาขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เมื่อปี 2011 มานำเสนอที่แสดงให้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาสากล ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาอย่างเข้มแข็ง นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้ครูและนักการศึกษาไทยได้ร่วมเรียนรู้จากนักการศึกษาระดับโลกมากขึ้น โดยเชิญนักการศึกษาระดับโลกมาบรรยายและอภิปรายในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ”หลักสูตร การสอนและการวัดประเมินผล” และ “ครุศึกษาเพื่ออนาคต” โดย ศ.ดร.เบนจมิน เลอวิน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา หรือปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทเรียนด้านการศึกษาจากฟินแลนด์:การเปลี่ยนแปลงสู่ความสำเร็จ” รวมทั้งยังมีการจัดนิทรรศการแสดงนวัตกรรมทางการศึกษาและเทคโนโลยี เช่น ห้องเรียนแห่งอนาคต ห้องพัฒนาอัจฉริยภาพรอบด้าน เป็นต้น ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสามารถดูรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ www.educathai.com ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2556 หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร.0-2748-7000 ต่อ 134

ด้าน ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ครูมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเด็ก ซึ่งเด็กที่เข้ามาในระบบจะมีบุคลิก ลักษณะแตกต่างกัน อีกทั้งสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ดังนั้นครูมีความจำเป็นมากต้องพัฒนากระบวนการเรียนรู้ตลอดเวลา ส่วนบทบาทของสพฐ.สนับสนุนเขตพื้นที่การศึกษาพัฒนาครู รวมถึงพัฒนาครูร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น คณะครุศาสตร์ จุฬา จัดโครงการพัฒนาครูให้เป็นครูพี่เลี้ยง และร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาครู เพื่อที่จะทำให้ครูได้เห็นถึงวัฒนธรรม บริบทการเรียนรู้ที่หลากหลาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพครูได้ทั้งประเทศ

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33714&Key=hotnews