kounchanok rujjanapan

อาชีวะจัดยิ่งใหญ่โชว์ศักยภาพผลงานเด็ก 18-22 ส.ค.นี้

15 สิงหาคม 2556

อาชีวะสร้างชาติ โชว์ใหญ่ศักยภาพและผลงานเด็ก เตรียมแจกแว่นฟรี 150 อันต่อวันแก่ผู้สูงอายุ 18-22 ส.ค.นี้
นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) แถลงข่าวการจัดงาน “อาชีวะสร้างชาติ Empowering Thailand” ว่า ในโอกาสครบรอบ 72 ปีและเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ครบ 6 รอบของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และจึงได้จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นโดยตั้งใจให้ยิ่งใหญ่กว่าทุก ๆ ปีและเน้นนำเสนอกิจกรรม และผลงานของนักศึกษาที่แสดงถึงศักยภาพในด้านวิชาชีพที่สร้างงาน สร้างเงิน และสร้างความมั่นคงแก่นักศึกษาและประเทศชาติภายใต้ชื่องานว่า อาชีวะสร้างชาติ Empowering Thailand” โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 สิงหาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. ณ บริเวณหอประชุมคุรุสภา ริมคลองผดุงกรุงเกษม ด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ สนามหญ้าหน้าอาคารราชวัลลภ

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการในโครงการพระราชดำริ งานหัตถศิลป์ “กลีบผกา กัทลี วิถีไทย” โชว์ผลงานหัตถิศิลป์ฝีมือนักศึกษา งานฝีดอกไม้ หรือบายศรีจากใบตอง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการฝึกสอน 108 อาชีพภายใน 3 ชั่วโมงฟรี มีศูนย์ Fix it Center รับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ให้ฟรี การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของอาชีวศึกษา เช่น พืชผลเกษตร อาหาร ขนม ฯลฯ ที่สำคัญคือในโอกาสวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง ซึ่งจัดการเรียนการสอนในสาขาเทคนิคแว่นตาและเลนส์ จะมาให้บริการตรวจวัดสายตาและแจกแว่นตาให้แก่ผู้สูงอายุวันละ 150 อันด้วย

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33696&Key=hotnews

คาด 2 ด. สรุปถอน ‘ตั๋ว’ ทุจริตครูผู้ช่วย 14 ราย

14 สิงหาคม 2556

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายพลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการคุรุสภา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ว่าที่ประชุมพิจารณากรณีผู้ที่ทุจริตการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยกรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 จำนวน 344 ราย ตามรายชื่อของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อพิจารณาเรื่องการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งขณะนี้แบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ 1.กลุ่มที่สั่งให้ออกจากราชการแล้ว 14 คน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้ส่งข้อมูลและหลักฐานมาให้ โดยที่ประชุม กมว.ได้ตั้งคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อขอดูหลักฐานจากดีเอสไอ และ ก.ค.ศ.เพื่อพิจารณาว่าจะเข้าข่ายไหนตามกฎเกณฑ์ของการเพิกถอน หรือพักใช้ใบอนุญาตฯ 2.กรณีชิงลาออกจากครูผู้ช่วยก่อนมีคำสั่งปลดออก ยังไม่มีจำนวนชัดเจน แต่ กมว.จะตั้งคณะกรรมการติดตามเพื่อสืบหาข้อเท็จจริง และ 3.กลุ่มที่ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ จะต้องติดตามข้อมูลต่อไป

“อย่างไรก็ตาม กลุ่มอดีตครูผู้ช่วย 14 รายในกลุ่มแรก น่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน จะได้ข้อสรุปในการพัก เพิกถอนใบอนุญาตฯ ส่วนการขึ้นบัญชีดำนั้น จะต้องเพิกถอนใบอนุญาตฯก่อน” นายพลสัณห์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33692&Key=hotnews

สช.เล็งปรับเกณฑ์ร.ร.เอกชน ลดขั้นตอน-เอื้อ’เด็กต่างชาติ’เรียนไทย วอนคุรุสภาผ่อนกฎเหล็กใบวิชาชีพครู

14 สิงหาคม 2556

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะประชุมปฏิบัติการย่อยเพื่อรวบรวมประเด็นเสนอนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) วันที่ 30 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะเสนอสภาพปัญหาของโรงเรียนเอกชนและแนวทางต่างๆ ในการสนองนโยบายส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากยิ่งขึ้น โดยการส่งเสริมภาคเอกชนนั้นจะต้องส่งเสริมให้มีการเปิดโรงเรียนเอกชนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหลักเกณฑ์ไหนที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการศึกษาเอกชน สช.ก็พร้อมจะปรับปรุงตามเหมาะสม โดยปัจจุบันหลักเกณฑ์ที่เป็นปัญหาต่อโรงเรียนเอกชนมาก คือการโอนทรัพย์สินที่ดินเป็นของโรงเรียนตาม พ.ร.บ.การศึกษาเอกชนที่ระบุให้ไม่ต้องเสียภาษีการโอน แต่กรมสรรพากรยังไม่ได้ประกาศใน พ.ร.ฎ.ประมวลรัษฎากรที่ไม่ต้องเสียภาษี จึงทำให้ยังไม่สามารถโอนทรัพย์สินของโรงเรียนเอกชนได้และต้องมีการยกเว้นกันอยู่ โดยขณะนี้ สช.ได้หารือกรมสรรพากรเพื่อเร่งรัดเรื่องนี้แล้ว

“อีกปัญหาหนึ่งของโรงเรียนเอกชน คือ การขาดแคลนครูเอกชน จะทำอย่างไรที่จะให้คุรุสภาผ่อนปรนหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยเฉพาะในสาขาที่ขาดแคลน อาทิ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ที่จะให้คนที่จบสาขาอื่น เช่น วิศวกรรมศาสตร์มาช่วยสอน แต่จะเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งปัจจุบันแม้คุรุสภาจะใช้วิธีการเทียบโอนความรู้ แต่ก็ไม่ทัน เพราะมีความขาดแคลนมาก” เลขาธิการ กช.กล่าว และว่า ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญมีประมาณ 3,000 แห่ง ประเภทอาชีวศึกษา 400 กว่าแห่ง โรงเรียนนานาชาติ 200 กว่าแห่ง และโรงเรียนเอกชนนอกระบบ 10,000 กว่าแห่ง

เลขาธิการ กช.กล่าวว่า สช.มีแนวคิดที่จะให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับนักเรียนและครูต่างประเทศเพื่อให้มีความเป็นสากลและเป็นการอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะการรับนักเรียนต่างชาติเข้ามาเรียนในโรงเรียนเอกชนนั้นยังมีอุปสรรคและเงื่อนไขในกระบวนการและขั้นตอนการขออนุญาต เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ทำให้การรับนักเรียนต้องผ่านขั้นตอนมากมาย หากลดขั้นตอนเหล่านี้จะเป็นสิ่งดี ทั้งนี้ สช.เคยประชุมหารือกับหลายหน่วยงานมาแล้วเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ก็มีข้อกังวลเรื่องความมั่นคง

นายบัณฑิตย์กล่าวว่า ในปัจจุบันมีนักเรียนต่างชาติเข้ามาเรียนในโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนเอกชนที่เปิดสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษ โรงเรียนนอกระบบหลักสูตรวิชาชีพต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยแต่ละปีมีมากกว่า 3 หมื่นคน ส่วนใหญ่มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมากที่สุด รองลงมาเวียดนามและพม่า ซึ่งแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น ทุกๆ ปี

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33691&Key=hotnews

ค้านเพิ่มสัดส่วนผลสัมฤทธิ์เด็กประเมินครูโรงเรียนนอกเมืองอาจเสียเปรียบ

14 สิงหาคม 2556

ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (มรม.) ฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวว่า จากกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปรับเพิ่มสัดส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนให้มีผลต่อเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะของครูและผู้บริหารสถานศึกษา เป็นอย่างน้อยร้อยละ 50 นั้น ตนเห็นว่าการพิจารณาเฉพาะผลลัพธ์หรือผลสัมฤทธิ์ที่เพิ่มสูงขึ้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม เนื่องจากคุณภาพผู้เรียนในแต่ละโรงเรียนไม่เท่ากัน โดยเฉพาะโรงเรียนตามต่างจังหวัดซึ่งนักเรียนมีความขัดสนในทุกด้าน จึงอาจไม่สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ได้มากเท่ากับนักเรียนในเมือง โดยแนวทางที่เหมาะสมคือ การประเมินวิทยฐานะควรเน้นพัฒนาการที่เพิ่มมากขึ้นของผู้เรียนในทุกด้าน ทั้งด้านบุคลิกภาพและคุณภาพการเรียน ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมหาวิธีคำนวณเกณฑ์การพัฒนาของผู้เรียนในกรณีที่ผู้เรียนนั้นได้ผลสัมฤทธิ์สูงอยู่แล้ว จึงอาจมีพัฒนาการที่สูงขึ้นได้ยากกว่าผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่า ตัวอย่างเช่น บางโรงเรียนรับนักเรียนชั้น ม.4 ที่มีผลการเรียนดีอยู่แล้วเข้ามา ดังนั้นการจะพัฒนาให้เพิ่มขึ้นไปอีก ย่อมยากกว่าการพัฒนาเด็กนักเรียนที่มีผลการเรียนต่ำกว่า เป็นต้น

“ระบบการประเมินวิทยฐานะจะมีผลถึงการจูงใจให้คนดีคนเก่งอยากมาเป็นครูด้วย ดังนั้นผมอยากเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนระบบความก้าวหน้าในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งควรพิจารณาจากการเป็นครูดีครูเก่ง ไม่ใช่เอาครูที่ท่องหนังสือเก่งแล้วสอบข้อเขียนได้คะแนนสูงมาเป็นผู้บริหาร แต่กลับสอนไม่เป็น พร้อมกันนี้ควรกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเลื่อนวิทยฐานะ หรือเลือกผู้บริหารโรงเรียน แทนการมอบหมายให้เขตพื้นที่การศึกษาทำหน้าที่ ซึ่งจะไม่สามารถเข้าถึงทุกโรงเรียนได้อย่างแท้จริง” ผศ.ดร.สุรวาท กล่าว

นายจักรพล แสนเมือง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเชียงยืน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายดังกล่าว เพราะเด็กตามต่างจังหวัดมักจะเรียนอ่อนกว่าเด็กในเมือง อีกทั้ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้กำหนดมาตรฐานไว้ให้เด็กเก่งดีมีความสุข แล้วทำไมรัฐบาลจึงมุ่งแต่คะแนนทางการเรียน นอกจากนี้อยากเสนอให้พิจารณาเรื่องปริมาณความรับผิดชอบของครูต่อสัดส่วนจำนวนครูและนักเรียนในแต่ละโรงเรียนด้วย เช่น โรงเรียนบ้านเชียงยืน มีนักเรียน 1,300 คน ครู 63 คน ถือว่ามีครูน้อยแต่ภาระงานมาก ดังนั้นการให้ครูผู้สอนพัฒนาคุณภาพจึงทำได้ไม่เต็มที่.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33690&Key=hotnews

สพฐ.ยึด 4 แนวทางเวิร์กช็อป

14 สิงหาคม 2556

นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ตามที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. ให้สำนักงานปลัด ศธ. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการหรือเวิร์กช็อปใหญ่องค์กรต่างๆ ของศธ. เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 8 ข้อ ไปสู่การปฏิบัติ ในส่วนของสพฐ. รับผิดชอบการปฏิรูปการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและแท็บเล็ต เพื่อการเรียนการสอน และการผลิตและประเมินวิทยฐานะครู โดยสพฐ.จะประชุมในวันที่ 18 ส.ค. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์

ในส่วนของการปฏิรูปการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สพฐ. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นต้น มาหารือถึง 4 แนวทาง คือ 1.หลักสูตรของสพฐ. ตอบสนองการสร้างคนเพื่อประเทศชาติหรือยัง ซึ่งแนวทางการเรียนรมว.ศธ.ไม่ขัดข้องว่าจะเรียนแบบไหนก็ได้ แต่ต้องตอบสนองการพัฒนาคน 2.การปรับปรุงการเรียนการสอนที่มีปัญหาว่าสอนมากแต่เด็กเรียนรู้ได้น้อย

นายกมลกล่าวต่อว่า 3.การวัดประเมินผล รมว.ศธ.เน้นว่า จะนำการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือพิซ่าเป็นตัวตั้ง เพราะการประเมินพิซ่า เปรียบเหมือนเป็นแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ของโลก จะได้รู้ว่าเก่งหรืออ่อนด้านใด รมว.ศธ.ต้องการให้การสอบระดับอนุบาล ประถม มัธยม เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยให้ได้ ไม่ใช่ให้มหาวิทยาลัยเป็นตัวตั้งแล้วทุกคนต้องสอนตาม เพื่อสอบเข้าให้ได้ และ 4.การพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยจะให้นำผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนมาเป็น ผลงานของครู

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33688&Key=hotnews

อาชีวะเร่งวิเคราะห์ปัญหารายสาขา เล็งปรับวิชา-วางแผนผลิตสายอาชีพตรงตลาด

14 สิงหาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. เพื่อวางแผนการผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีวศึกษาให้สอดคล้องความต้องการของประเทศใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งพบว่ามีความต้องการแรงงาน 6.8 แสนคน ใน 14 กลุ่มอุตสาหกรรม

จากการวิเคราะห์ข้อมูลนักศึกษาอาชีวศึกษาเป็นรายชั้นปี เพื่อปรับแผนการผลิตกำลังคน โดยเปรียบเทียบปีการศึกษา 2555 กับ 2556 พบว่า ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปี2555 มีจำนวน 405,762 คน ส่วนปี2556 จำนวน 443,395 คน เพิ่มขึ้น 37,633 คน คิดเป็น 9.27 เปอร์เซ็นต์ เมื่อวิเคราะห์การเลื่อนชั้นจากปวช.1 ไปปวช.2 พบว่า นักเรียน 154,402 คน ได้เลื่อนชั้นเพียง 128,044 คน ที่เหลือ 26,358 คน ไม่ได้เลื่อนชั้นเพราะมีผลการเรียนเฉลี่ยแค่ 1.50 หรือลาออกไปศึกษาในสถานศึกษาอื่น และประกอบอาชีพ เป็นต้น

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า ขณะที่ ปวช.2 ปี2556 จำนวน 121,523 คน ได้เลื่อนชั้น ปวช.3 ถึง 153,390 คน ที่สำคัญจำนวนเพิ่มขึ้น 31,867 คน วิเคราะห์พบว่าสาเหตุมาจากเด็กซ้ำชั้น และพักการเรียนมาเรียนใหม่ ส่วนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)

ปี2556 ต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 3 หมื่นคน คือ รับได้แค่ 92,968 คน แต่ตัวเลขปวช.1 เลื่อนขึ้นปวส.2 กลับสูงถึง 116,221 คน หรือเพิ่มขึ้นถึง 20,949 คน เนื่องจากกลุ่มที่ขอพักการเรียนกลับเข้ามาเรียน กลุ่มที่เข้าเรียนเทียบความรู้ประสบการณ์ รวมทั้งเด็กม.ปลาย ที่ศึกษาต่อหลักสูตร ปวส. ซึ่งต้องใช้เวลาเรียนมากกว่า 2 ปีการศึกษา

“หลังจากนี้จะวิเคราะห์เป็นรายสาขาและรายวิทยาลัย เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ส่วนของการเพิ่มกำลังคนจะดำเนินการ อาทิ เพิ่มวิชาเรียนที่ตรงกับการทำงานให้กับเด็กที่เรียนตรงสาขา แนะนำให้เด็กที่เรียนสาขาใกล้เคียงมาเรียนในสาขาที่เป็นความต้องการ และฝึกแรงงานนอกระบบให้มีทักษะอาชีพ ซึ่งขณะนี้มองไปที่กลุ่มที่ทำการเกษตรตามฤดูกาล และผู้ที่ทำงานภาคบริการ โดยจะหารือกับสถานประกอบการเพื่อออกแบบการเรียนควบคู่การทำงาน และได้รับวุฒิการศึกษา” นายชัยพฤกษ์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33687&Key=hotnews

“ชินภัทร” แจงยังไม่ยกเลิกผลประกวดราคาแท็บเล็ตโซน 3

14 สิงหาคม 2556

“ชินภัทร” แจงยังไม่ยกเลิกผลประกวดราคาแท็บเล็ตโซน 3 อย่างเป็นทางการ เหตุการยกเลิกประกาศจะต้องดำเนินการให้ครบถ้วน และไปเป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง

วานนี้(13ส.ค.) ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์พกพา หรือแท็บเล็ตต่อ 1 นักเรียน ซึ่งมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการเป็นประธาน มีมติให้ยกเลิกผลการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างคอมพิวเตอร์พกพา หรือแท็บเล็ต ของโซน 3 สำหรับนักเรียนชั้น ม.1 ภาคกลางและภาคใต้ ประจำปีการศึกษา 2556 และให้จัดการประมูลใหม่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศยกเลิกผลการประกวดราคาโซน 3 อย่างเป็นทางการ เนื่องจากการยกเลิกจะต้องดำเนินการให้ครบถ้วน และเป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเวลานี้อยู่ระหว่างการดำเนินการให้ถูกขั้นตอน โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะพยายามดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด แต่ต้องมีความเรียบร้อยด้วย

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์พกพก หรือแท็บเล็ตต่อ 1 นักเรียน กล่าวว่า การจะประกาศยกเลิกเรื่องใดๆ ก็ตามจะต้องมีเหตุผลและหลักฐานที่เพียงพอ ดังนั้นการยกเลิกผลการประกวดราคาโซน 3 จึงต้องมีเครื่องมือ 3 ส่วนที่จะนำไปสู่การประกาศยกเลิกได้ ประกอบด้วย มติที่ประชุม และเหตุผลของคณะกรรมการบริหารนโยบายฯ มติที่ประชุม และเหตุผลของคณะกรรมการประกวดราคา และหนังสือมอบอำนาจของ 8 หน่วยงาน อาทิ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ก่อนหน้านี้ได้มอบอำนาจให้ สพฐ.ดำเนินการประกวดราคาจัดซื้อฯ ให้แทน

“ขณะนี้ สพฐ.ได้รับมติและเหตุผลของคณะกรรมการบริหารนโยบายฯ และคณะกรรมการประกวดราคาฯ แล้ว แต่ยังขาดหนังสือมอบอำนาจจาก 8 หน่วยงาน จึงทำให้ไม่สามารถประกาศยกเลิกได้ อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ สพฐ.ได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง 8 หน่วยงานแล้ว และรอหนังสือมอบอำนาจจาก 8 หน่วยงานอยู่ โดยได้กำหนดให้ส่งหนังสือมอบอำนาจไม่เกินวันที่ 20 ส.ค.นี้ ซึ่งหากได้รับครบทั้ง 3 ส่วนแล้วก็จะสามารถประกาศยกเลิก และเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างครั้งใหม่ได้” แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหารฯ กล่าวและว่า ส่วนความคืบหน้าการจัดซื้อจัดจ้างแท็บเล็ตของโซน 1,2 และ 4 นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเห็นชอบจากนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งหากให้ความเห็นชอบก็จะสามารถทำสัญญาได้ทันที

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33686&Key=hotnews

สพฐ.เผยตัวเลขขาดครูกว่า 5 หมื่นคน

14 สิงหาคม 2556

สพฐ.เผยตัวเลขขาดครูกว่า 5 หมื่นคน ใน 11 สาขาวิชา โดยขาดแคลนครูภาษาต่างประเทศมากที่สุด แม้แต่ผู้บริหารสถานศึกษาก็ยังขาดอยู่เกือบพันคน
วานนี้ (13 ส.ค.) ดร.ชิภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาขาดแคลนครู โดยขยายเวลาปฏิบัติราชการครูในสาขาที่ขาดแคลนออกไปจนถึง 65 ปีว่า ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาขาดแคลนครูได้ โดยในระดับอุดมศึกษาก็เคยใช้วิธีการดังกล่าวมาแล้ว ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องบุคลากรก็จะต้องไปศึกษาวิเคราะห์หลายๆ แนวทางมาใช้แก้ปัญหาประกอบกัน โดยในส่วนของสพฐ. ก็จะเป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลประกอบแนวทางการแก้ไขปัญหา

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อมูลความต้องการครูตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ เฉพาะสถานศึกษาที่มีความขาดแคลนครู จากข้อมูลล่าสุด ณ ปีการศึกษา 2555 พบว่าสพฐ. มีความขาดแคลนครูในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ เรียงลำดับ ได้แก่

ภาษาต่างประเทศ จำนวน 7,444 อัตรา คณิตศาสตร์ จำนวน 7,248 อัตรา ภาษาไทย จำนวน 6,324 อัตรา วิทยาศาสตร์ จำนวน 6,039 อัตรา สังคมศึกษา จำนวน 4,563 อัตรา คอมพิวเตอร์ (การงานอาชีพ) จำนวน 4,273 อัตรา ศิลปศึกษา จำนวน 4,192 อัตรา ปฐมวัย/ ประถมศึกษา จำนวน 3,496 อัตรา สุขศึกษา/พลศึกษา จำนวน 3,267 อัตรา กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จำนวน 1,996 อัตรา การศึกษาพิเศษ ฯลฯ จำนวน 1,715 อัตรา รวมถึงยังขาดแคลนผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 905 อัตรา รวมอัตราขาดแคลนทั้งหมด 51,462 อัตรา

“การแก้ปัญหาขาดแคลนครูต้องมองในภาพรวม ไม่ใช่มองแต่การผลิตทดแทนเท่านั้น โดยขณะนี้ยังถือว่ามีเวลาที่จะทำการวิเคราะห์หาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาที่หลากหลาย อาทิ เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในสาขาที่ขาดแคลน เช่น สาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สามารถเข้ามาเป็นครูผู้สอนได้โดยใช้วิธีพิเศษ เป็นต้น “ดร.ชินภัทร กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33685&Key=hotnews

สั่งก.ค.ศ.รวบรวมข้อมูลแก้ปัญหาขาดครู

14 สิงหาคม 2556

“เสริมศักดิ์”เผย “จาตุรนต์” มอบ ก.ค.ศ.เป็นเจ้าภาพรวบรวมข้อมูและวิเคราะห์ปัญหาขาดแคลนครูให้ชัดเจน
เมื่อวันที่ 13 ส.ค.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ได้หารือกับตนพร้อมด้วย ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) และนางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เกี่ยวกับปัญหาขาดแคลนครู ซึ่งกำลังจะเป็นปัญหาอย่างมากในอนาคต และเนื่องจากปีนี้กระทรวงศึกษาธิการได้รับอัตราเกษียณคืน 100% รมว.ศึกษาธิการ จึงมอบหมายให้ ก.ค.ศ.ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลปัญหาการขาดครู เพื่อใช้ในการวางแผนบรรจุครูให้ได้ตามความต้องการที่แท้จริง ซึ่งการจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้นั้น ข้อมูลต้องมีความชัดเจน จำนวนครูที่จะจบใหม่มีสาขาวิชาเอกอะไรบ้าง ขณะที่ความต้องการครูก็ต้องชัดเจนด้วยว่าต้องการสาขาใดบ้าง และวิธีการจะจัดลงจะทำอย่างไร รวมถึงจะจัดสอบอย่างไรไม่ให้มีปัญหา ทั้งนี้จะต้องดูถึงเรื่องการย้ายครูและครูคืนถิ่นด้วย ซึ่งจะต้องดูให้เชื่อมโยงกันทั้งหมด.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33684&Key=hotnews

แนะ นศ.พัฒนาตนเองมองไกลกว่าอาเซียนพร้อมทำงานกับต่างชาติ

13 สิงหาคม 2556

นายผ่านพบ ปลั่งประยูร ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจ กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวถึงการเคลื่อนย้ายนิสิตนักศึกษาจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ในงานเปิดโครงการค่ายอาเซียนของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า อยากให้นิสิตนักศึกษาและคนไทยทั่วไปตระหนักว่า ไทยได้ร่วมมือกับประเทศในกลุ่มอาเซียนมาหลายปี อาทิ การเปิดเสรีทางการค้า รวมทั้งการทำเอฟทีเอ กับประเทศอื่นนอกจากอาเซียน จึงทำให้เกิดการแข่งขันสูง และเป็นการผูกมัดให้ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาตนเอง เมื่อรวมเข้าประชาคมอาเซียน การแข่งขันก็จะสูงมากขึ้น ทั้งการเคลื่อนย้ายแรงงาน ก็จะคล่องตัวมากขึ้น โดยกำหนดไว้ 7 อาชีพ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล สถาปนิก ทันตแพทย์ บัญชี การธนาคารและบริการ ซึ่งจะต้องขยายอาชีพอื่นๆ ออกไปอีก นิสิตนักศึกษาควรมองให้ไกลกว่าอาเซียน เพราะขอบเขตการลงทุนและความต้องการบุคลากร ในประเทศอาเซียน จะเป็นธุรกิจข้ามชาตินอกเหนือจาก 10 ประเทศจากอาเซียน โดยมาจากทวีปยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น บัณฑิตไทยอาจต้องเรียนรู้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น ทั้งนี้การส่งเสริมการศึกษาให้นิสิต นักศึกษา ต้องเริ่มจากเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้เรียนจากประสบการณ์จริงจากการเดินทางไปต่างประเทศให้เห็นบ้านเมืองเขาด้วยตนเอง ไม่ใช่อ่านหนังสือเท่านั้น การแลกเปลี่ยนนิสิตนักศึกษามากกว่า 1 เทอม ไปในประเทศต่างๆ ประเทศละ 1 เทอม เพราะในอนาคตหากเราจะลงทุนในประเทศนั้น ต้องมีเพื่อน มีเครือข่าย และยังต้องเคยเดินทางไปประเทศนั้นๆ ก่อน

“การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง เราต้องสร้างคนของเราให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมทำงานกับต่างชาติซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและทำงานเป็นทีมเป็น อย่างไรก็ตามจากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ พบว่า ปัญหาทรัพยากรมนุษย์ ยังเป็นปัญหาหลักสำคัญที่สุดของอาเซียน”

–คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14 ส.ค. 2556 (กรอบบ่าย)-

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33680&Key=hotnews