kounchanok rujjanapan

ศธ.รื้อเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน

9 สิงหาคม 2556

ASTVผู้จัดการรายวัน – “จาตุรนต์”สั่ง สกศ.รวมปัญหาอุดหนุนรายหัวทุกสังกัด วางระบบอุดหนุนรายหัวใหม่โยนหินถามทางควรกำหนดเพดานนร.ต่อห้องให้มีผลต่อการจัดสรรเงินด้วยหรือไม่ ชี้รัฐอาจต้องอุดหนุนเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ร.ร.เพิ่มอีกทางหนึ่ง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ว่า ตนได้มอบโจทย์ให้ สกศ.ไปรวบรวมข้อมูลปัญหาเงินอุดหนุนรายหัวของนักเรียนในสถานศึกษาทุกสังกัด จากที่ตนได้รับฟังปัญหาต่างๆ ของทุกหน่วยงานพบว่ามีการเสนอขอปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้สูงขึ้น โดยอ้างว่าเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและมีผลต่อการพัฒนาการศึกษา ทั้งนี้ ตนมองว่านี่เป็นเพียงมิติหนึ่งเท่านั้นแต่ยังมีปัจจัยเกี่ยวข้อง เช่นการอุดหนุนโดยไม่คำนึงถึงขนาดของสถานศึกษาจนส่งผลต่อคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ เช่น ร.ร.ขนาดเล็ก จำนวนเด็ก 50 คนคูณด้วยเงินอุดหนุนพบว่าเงินที่ร.ร.ขนาดเล็กได้ไม่เพียงพอที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาหรือทำกิจกรรมใดได้เลย ส่วนอาชีวะพบว่าเงินอุดหนุนรายหัวไม่สอดคล้องกับกรณีผู้เรียนในสาขาช่างบางสาขา ซึ่งต้องมีอุปกรณ์การเรียนเฉพาะและมีราคาสูงเพราะฉะนั้น ต้องมาคิดว่าควรจะมีเงินอุดหนุนต่อโรงเรียนด้วยหรือไม่ แทนที่จะมีเงินอุดหนุนรายหัวเพียงอย่างเดียว

“อีกปัญหา ร.ร.ขนาดใหญ่ดูดเด็กจาก ร.ร.ขนาดเล็กไปจนทำอะไรไม่ได้และกลายเป็นว่า ร.ร.ขนาดใหญ่มีเด็กมากได้เงินรายหัวมาก ถ้าเราต้องการให้ร.ร.ขนาดเล็กยังคงอยู่จะต้องหาวิธีการช่วยเหลือเพื่อให้สามารถจัดการศึกษาได้ โดยอาจจะต้องมาดูว่าต่อไปการอุดหนุนรายหัวควรจะต้องกำหนดเพดานจำนวนเด็กต่อห้องหรือไม่ เช่นไม่เกิน 45 คนต่อห้องเพราะไม่เช่นนั้นหากร.ร.ขนาดใหญ่มีเด็ก 60 คนต่อห้องมีเงินอุดหนุนมากแต่กลับกันคุณภาพการศึกษายังต่ำก็จะเกิดปัญหา ตรงนี้ต้องให้นักการศึกษาช่วยวิเคราะห์ว่าจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสม ขณะเดียวกัน อาจต้องมาดูเพิ่มเติมว่ารัฐต้องอุดหนุนในกิจกรรมพื้นฐานใดบ้างนอกเหนือจากเงินรายหัวเด็ก” นายจาตุรนต์ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ตนให้ สกศ.รวบรวมปัญหาและวิเคราะห์จัดทำระบบวิธีการ หลักเกณฑ์การอุดหนุนรายหัวที่เหมาะสมกับสถานศึกษาแต่ละประเภทใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องเพิ่มหรือไม่เพิ่มงบประมาณอุดหนุนรายหัว ซึ่งหากไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีงบประมาณ2557 แต่หากต้องมีการปรับเปลี่ยนวงเงินงบประมาณต้องดูว่าสำนักงบประมาณจะช่วยจัดหางบเพิ่มเติมได้หรือไม่หากไม่ได้คงไม่ทันปีการศึกษา 2557

ด้าน น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า รมว.ศึกษาธิการ ให้โจทย์ สกศ.ไปดูว่านอกเหนือจากการอุดหนุนใน 5 รายการ ได้แก่ ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่ากิจกรรม เราจะต้องเพิ่มเติมอะไรเพื่อสนับสนุน ร.ร. บ้างซึ่งจะให้พิจารณาตามขนาดของร.ร.ตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่รวมไปถึงระยทางใกล้ หรือไกลด้วยเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะไปคุยทุกสังกัดอย่างไรก็ตาม คาดว่าจะได้ความสรุปภายใน 2 สัปดาห์จากนั้นจะรายงานให้รมว.ศธ.รับทราบต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33650&Key=hotnews

ศธ.รื้อเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน

9 สิงหาคม 2556

ASTVผู้จัดการรายวัน – “จาตุรนต์”สั่ง สกศ.รวมปัญหาอุดหนุนรายหัวทุกสังกัด วางระบบอุดหนุนรายหัวใหม่โยนหินถามทางควรกำหนดเพดานนร.ต่อห้องให้มีผลต่อการจัดสรรเงินด้วยหรือไม่ ชี้รัฐอาจต้องอุดหนุนเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ร.ร.เพิ่มอีกทางหนึ่ง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ว่า ตนได้มอบโจทย์ให้ สกศ.ไปรวบรวมข้อมูลปัญหาเงินอุดหนุนรายหัวของนักเรียนในสถานศึกษาทุกสังกัด จากที่ตนได้รับฟังปัญหาต่างๆ ของทุกหน่วยงานพบว่ามีการเสนอขอปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้สูงขึ้น โดยอ้างว่าเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและมีผลต่อการพัฒนาการศึกษา ทั้งนี้ ตนมองว่านี่เป็นเพียงมิติหนึ่งเท่านั้นแต่ยังมีปัจจัยเกี่ยวข้อง เช่นการอุดหนุนโดยไม่คำนึงถึงขนาดของสถานศึกษาจนส่งผลต่อคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ เช่น ร.ร.ขนาดเล็ก จำนวนเด็ก 50 คนคูณด้วยเงินอุดหนุนพบว่าเงินที่ร.ร.ขนาดเล็กได้ไม่เพียงพอที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาหรือทำกิจกรรมใดได้เลย ส่วนอาชีวะพบว่าเงินอุดหนุนรายหัวไม่สอดคล้องกับกรณีผู้เรียนในสาขาช่างบางสาขา ซึ่งต้องมีอุปกรณ์การเรียนเฉพาะและมีราคาสูงเพราะฉะนั้น ต้องมาคิดว่าควรจะมีเงินอุดหนุนต่อโรงเรียนด้วยหรือไม่ แทนที่จะมีเงินอุดหนุนรายหัวเพียงอย่างเดียว

“อีกปัญหาร.ร.ขนาดใหญ่ดูดเด็กจาก ร.ร.ขนาดเล็กไปจนทำอะไรไม่ได้และกลายเป็นว่า ร.ร.ขนาดใหญ่มีเด็กมากได้เงินรายหัวมาก ถ้าเราต้องการให้ร.ร.ขนาดเล็กยังคงอยู่จะต้องหาวิธีการช่วยเหลือเพื่อให้สามารถจัดการศึกษาได้ โดยอาจจะต้องมาดูว่าต่อไปการอุดหนุนรายหัวควรจะต้องกำหนดเพดานจำนวนเด็กต่อห้องหรือไม่ เช่นไม่เกิน 45 คนต่อห้องเพราะไม่เช่นนั้นหากร.ร.ขนาดใหญ่มีเด็ก 60 คนต่อห้องมีเงินอุดหนุนมากแต่กลับกันคุณภาพการศึกษายังต่ำก็จะเกิดปัญหา ตรงนี้ต้องให้นักการศึกษาช่วยวิเคราะห์ว่าจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสม ขณะเดียวกัน อาจต้องมาดูเพิ่มเติมว่ารัฐต้องอุดหนุนในกิจกรรมพื้นฐานใดบ้างนอกเหนือจากเงินรายหัวเด็ก” นายจาตุรนต์ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ตนให้ สกศ.รวบรวมปัญหาและวิเคราะห์จัดทำระบบวิธีการ หลักเกณฑ์การอุดหนุนรายหัวที่เหมาะสมกับสถานศึกษาแต่ละประเภทใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องเพิ่มหรือไม่เพิ่มงบประมาณอุดหนุนรายหัว ซึ่งหากไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีงบประมาณ2557 แต่หากต้องมีการปรับเปลี่ยนวงเงินงบประมาณต้องดูว่าสำนักงบประมาณจะช่วยจัดหางบเพิ่มเติมได้หรือไม่หากไม่ได้คงไม่ทันปีการศึกษา 2557

ด้าน น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า รมว.ศึกษาธิการ ให้โจทย์ สกศ.ไปดูว่านอกเหนือจากการอุดหนุนใน 5 รายการ ได้แก่ ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่ากิจกรรม เราจะต้องเพิ่มเติมอะไรเพื่อสนับสนุน ร.ร. บ้างซึ่งจะให้พิจารณาตามขนาดของร.ร.ตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่รวมไปถึงระยทางใกล้ หรือไกลด้วยเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะไปคุยทุกสังกัดอย่างไรก็ตาม คาดว่าจะได้ความสรุปภายใน 2 สัปดาห์จากนั้นจะรายงานให้รมว.ศธ.รับทราบต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33650&Key=hotnews

เข้มปล่อยกู้ ช.พ.ค.เหลือเงินเดือน 30%

9 สิงหาคม 2556

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงิน ช.พ.ค.ใหม่แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมและวิถีชีวิตในปัจจุบัน โดยเงื่อนไขใหม่ของโครงการสวัสดิการเงินกู้ไม่เกิน 1.2 ล้านบาท และเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท กำหนดให้ผู้กู้ต้องกันเงินเดือนสุทธิหลังจากหักการชำระหนี้แล้วต้องเหลือ ไม่น้อยกว่า 30% ตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และยังได้กำหนดคุณสมบัติ ผู้กู้ใหม่ ได้แก่ อายุการเป็นสมาชิก ช.พ.ค.1 ปีขึ้นไป กู้ได้ไม่เกิน 6 แสนบาท อายุการ เป็นสมาชิก 2 ปีขึ้นไปกู้ได้ไม่เกิน 1.2 ล้าน บาท และอายุการเป็น สมาชิก 3 ปีขึ้นไป กู้ได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท

เลขาธิการ สกสค. กล่าวต่อว่า การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวเพื่อเป็นหลัก ประกันในเรื่องหนี้ เสียและยังเป็นการเฝ้าระวังวินัยทางการเงินของข้าราชการครูที่เป็นสมาชิก ช.พ.ค.ด้วย ซึ่งการกำหนดให้เหลือเงินไม่น้อยกว่า 30% ถือเป็นเงื่อนไขที่ดีในการแก้ไขเรื่องหนี้ได้ ส่วนความคืบหน้ากรณีที่ สกสค.จะเสนอจัดตั้งธนาคารครูนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ อยู่

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33649&Key=hotnews

คุรุสภาเล็งถอนตั๋วครูผช.ถูกปลดออกก.ค.ศ.แจ้งชื่อล็อตแรกให้กมว.แล้วกว่า 20 ราย บอร์ดหารือยกเลิก ‘ตลอดชีพ-ชั่วคราว’ 20ส.ค.

9 สิงหาคม 2556

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายพลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการคุรุสภา เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้แจ้งให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาปลดออกครูผู้ช่วย 344 ราย ตามรายชื่อของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ระบุว่าทุจริตในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 นั้น คุรุสภาไม่ได้นิ่งนอนใจในการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูผู้ช่วยที่ถูกปลดออก โดยได้ประสานขอรายชื่อ ข้อมูลต่างๆ ของครูผู้ช่วย ที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนสั่งให้ออกจากราชการจาก ก.ค.ศ.แล้ว ซึ่งขณะนี้ได้ทยอยแจ้งชื่อมาให้คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ซึ่งตนเป็นประธาน ในรอบแรกประมาณ 20 ราย แล้ว และจะทยอยส่งรายชื่อมาให้อีก โดย ขั้นตอนการพิจารณานั้น ทางคณะอนุกรรมการของ กมว.จะเป็นผู้พิจารณาก่อนในขั้นแรก จากนั้นจะนำเสนอให้ กมว.พิจารณา เพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภาพิจารณาเห็นชอบเพิกถอนต่อไป และหลังจากเพิกถอนแล้ว จะต้องแจ้งให้ผู้ถูกเพิกถอนทราบต่อไป

“ขั้นตอนการพิจารณาของ กมว.จะต้องให้คณะอนุกรรมการ กมว.ด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพิจารณาข้อมูล เอกสาร หลักฐาน สำนวน ที่ได้รับมาว่าจะเข้าข่าย ความผิดตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพใดบ้าง ซึ่งเบื้องต้นน่าจะเข้าข่ายขาดคุณสมบัติในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม จากนั้นจะได้พิจารณาฐานความผิดว่าจะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตลอดชีวิต หรือถูกสั่งพักการใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั่วคราว 3-5 ปี” นายพลสัณห์กล่าว

นายพลสัณห์กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่ากลุ่มครูผู้ช่วยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มปลายเหตุ เหมือนตกเป็นเหยื่อของขบวนการทุจริตที่มีข้าราชการนำข้อสอบไปขาย ซึ่งคงต้องดูว่ามีความผิดหนักมากแค่ไหน และจะเข้าข่ายต้องถูกเพิกถอนในอนุญาตประกอบวิชาชีพตลอดไปหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 20 สิงหาคม จะประชุม กมว.แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะนำเรื่อง ดังกล่าวพิจารณาหรือไม่

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33646&Key=hotnews

รมช.ศธ.ยาหอมดัน ‘เงิน พนง.-งบวิจัย’

9 สิงหาคม 2556

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณีที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เสนอให้ช่วยของบประมาณกลาง มาสนับสนุน มหาวิทยาลัยวิจัย และช่วยผลักดันเรื่องเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยที่เดิมรัฐบาลอนุมัติจัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มคุณวุฒิให้แก่พนักงานที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งก่อนวันที่ 1 มกราคม 2555 โดยให้มหาวิทยาลัยเบิกจ่ายไปก่อน และจะตั้งงบให้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 แต่สำนักงบประมาณอ้างว่าไม่มี และจะตั้งให้ตั้งแต่ปี 2558 ทำให้มหาวิทยาลัยไม่กล้านำเงินมาจ่ายให้พนักงาน เพราะจะกระทบกับงบพัฒนาส่วนอื่นว่า เท่าที่ดู คิดว่ามีความเป็นไปได้ แต่ต้องดูรายละเอียด เพราะรัฐบาลอยากส่งเสริมงานวิจัยที่สามารถช่วยพัฒนาประเทศได้จริงๆ ส่วนงบประมาณสำหรับเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยจะไปหารือสำนักงบประมาณอีกครั้งเพื่อหาทางออก

นายถวิล พึ่งมา อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า งบมหาวิทยาลัย วิจัยที่ถูกตัด อยากให้รัฐบาลนำมากระตุ้น หรือส่งเสริมให้ เกิดงานวิจัยหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาประเทศ แต่ หากรัฐบาลนำงบไปใช้อย่างอื่น มหาวิทยาลัยคงต้องต่อสู้ เพื่อให้มีงบประมาณมาสนับสนุนงานวิจัยต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33647&Key=hotnews

“อ๋อย” สั่งอาชีวะทบทวนเปิด ป.ตรี ชี้ ปวส.รายได้สูงกว่า-จี้สนองตลาดที่แท้จริง

8 สิงหาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายหลักที่ตนให้ความสำคัญมากๆ คือ การผลิตกำลังคนให้ตรงต่อความต้องการของประเทศ ทั้งในด้านจำนวนและศักยภาพ ดังนั้น หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยเฉพาะการเน้นให้ความสำคัญกับการผลิตกำลังคนสายอาชีพ ทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ให้มีจำนวนกำลังคนและศักยภาพตามเป้าหมายที่ประเทศต้องการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจำเป็นต้องดำเนินการในด้านต่างๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนผู้ประกอบการ ให้มาร่วมกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนที่เหมาะสม กำหนดคุณสมบัติของผู้เรียน ตลอดจนสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของตลาดแรงงาน ทั้งในเรื่องความต้องการกำลังคนในสาขาวิชาไหน แต่ละสาขาต้องการจำนวนเท่าใด เป็นต้น

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นว่าอาชีวะ ไม่ควรมุ่งเน้นไปที่การเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีสายปฏิบัติการ เพื่อให้กำลังคนสายอาชีพของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้รับใบปริญญา เพราะสถานการณ์ความต้องการของผู้ประกอบการที่แท้จริงในเวลานี้ไม่ใช่คนที่จบระดับปริญญาตรี แต่ต้องการคนที่จบระดับ ปวช.และ ปวส.ที่มีคุณสมบัติตามที่สายงานนั้นๆ ต้องการ ที่สำคัญขณะนี้มีอยู่หลายสาขาที่จบระดับ ปวส. แต่เมื่อเข้าสู่ระบบการทำงานกลับมีอัตราเงินเดือนแรกเริ่มสูงกว่าฐานเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท คือ ประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท นอกจากนี้อาชีวะระดับปริญญาตรีก็มีสถานศึกษาเปิดสอนอยู่แล้ว เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) เป็นต้น จึงอาจไปซ้ำซ้อนกันได้ แต่หาก สอศ.จะผลักดันเปิดปริญญาตรีสายปฏิบัติการในสาขาอื่นๆ ต่อไป จะต้องเน้นในสาขาวิชาที่จำเป็นจริงๆ
ซึ่งต้องมีการหารืออย่างรอบคอบอีกครั้ง

ที่มา : นสพ.ข่าวสด
ที่มา: http://www.prachachat.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33641&Key=hotnews

คุรุสภาเล็งถอนตั๋วครูผช.ถูกปลดออก ก.ค.ศ.แจ้งชื่อล็อตแรกให้ กมว.แล้วกว่า 20 ราย บอร์ดหารือยกเลิก ‘ตลอดชีพ-ชั่วคราว’ 20ส.ค.

9 สิงหาคม 2556

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายพลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการคุรุสภา เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้แจ้งให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาปลดออกครูผู้ช่วย 344 ราย ตามรายชื่อของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ระบุว่าทุจริตในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 นั้น คุรุสภาไม่ได้นิ่งนอนใจในการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูผู้ช่วยที่ถูกปลดออก โดยได้ประสานขอรายชื่อ ข้อมูลต่างๆ ของครูผู้ช่วย ที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนสั่งให้ออกจากราชการจาก ก.ค.ศ.แล้ว ซึ่งขณะนี้ได้ทยอยแจ้งชื่อมาให้คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ซึ่งตนเป็นประธาน ในรอบแรกประมาณ 20 ราย แล้ว และจะทยอยส่งรายชื่อมาให้อีก โดย ขั้นตอนการพิจารณานั้น ทางคณะอนุกรรมการของ กมว.จะเป็นผู้พิจารณาก่อนในขั้นแรก จากนั้นจะนำเสนอให้ กมว.พิจารณา เพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภาพิจารณาเห็นชอบเพิกถอนต่อไป และหลังจากเพิกถอนแล้ว จะต้องแจ้งให้ผู้ถูกเพิกถอนทราบต่อไป

“ขั้นตอนการพิจารณาของ กมว.จะต้องให้คณะอนุกรรมการ กมว.ด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพิจารณาข้อมูล เอกสาร หลักฐาน สำนวน ที่ได้รับมาว่าจะเข้าข่าย ความผิดตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพใดบ้าง ซึ่งเบื้องต้นน่าจะเข้าข่ายขาดคุณสมบัติในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม จากนั้นจะได้พิจารณาฐานความผิดว่าจะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตลอดชีวิต หรือถูกสั่งพักการใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั่วคราว 3-5 ปี” นายพลสัณห์กล่าว

นายพลสัณห์กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่ากลุ่มครูผู้ช่วยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มปลายเหตุ เหมือนตกเป็นเหยื่อของขบวนการทุจริตที่มีข้าราชการนำข้อสอบไปขาย ซึ่งคงต้องดูว่ามีความผิดหนักมากแค่ไหน และจะเข้าข่ายต้องถูกเพิกถอนในอนุญาตประกอบวิชาชีพตลอดไปหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 20 สิงหาคม จะประชุม กมว.แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะนำเรื่อง ดังกล่าวพิจารณาหรือไม่

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33646&Key=hotnews

รมช.ศึกษาธิการเปิดศูนย์อาเซียนศึกษา

8 สิงหาคม 2556

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดศูนย์อาเซียนศึกษาเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในด้านภาษาอาเซียน

ที่สำนักงาน กศน.จังหวัดชลบุรี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดศูนย์อาเซียนศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศรัย ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้กับประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพทางด้านการศึกษา จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน โดยร่วมมือกับกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จัดตั้งศูนย์อาเซียนขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนภาษาอาเซียนให้แก่สมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และประชาชนทั่วไปให้ได้รับการพัฒนาด้านภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาราชการของประชาคมอาเซียนและภาษาในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วย พม่า เวียดนาม เขมร ลาว บาฮาชา

นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2556 สำนักงาน กศน.ได้จัดตั้งศูนย์อาเซียนศึกษานำร่อง จำนวน 15 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ เชียงราย ตาก มุกดาหาร หนองคาย นครพน สุรินทร์ อุบลราชธานี ชลบุรี ตราด เพชรบุรี ระนอง ภูเก็ต สงขลา

นายศิริชัย โสรเนตร ภาพ/ข่าว  ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33640&Key=hotnews

 

สอศ.-สพฐ.ตบเท้ายืดขออัตราเกษียณ 100%

8 สิงหาคม 2556

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวถึงกรณีที่จะมีข้าราชการครูเกษียณอายุราชการ ระหว่างปี 2556-2560 หรือในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า จำนวน 104,108 คน ว่าในจำนวนดังกล่าวเป็นข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 3,320 คน ซึ่งปัจจุบัน สอศ. ขาดครูอยู่กว่า 10,000 คน โดยขณะนี้ สอศ. ได้ประสานไปยังคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เพื่อขอคืนจำนวนอัตราเกษียณ 100% ทันที ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป เพราะปกติแล้วการคืนอัตราเกษียณ จะต้องใช้เวลา 1-2 ปี ซึ่งหาก สอศ.ได้คืนอัตราเกษียณทันทีก็จะสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในเบื้องต้น ได้ นอกจากนี้ สอศ. ยังได้จัดทำคำขออนุมัติกรอบอัตราพนักงานราชการเพิ่มเติมอีก 15,973 อัตรา ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แบ่งเป็น พนักงานราชการ ประเภทครูผู้สอน 10,000 อัตรา ประเภทสายสนับสนุนการสอน 4,564 อัตรา และข้าราชการครู 1,409 อัตรา เพื่อให้มี จำนวนครูเพียงพอและแก้ปัญหาขาดครูด้วย

“ครูที่จะเกษียณอายุราชการ ถือเป็นผู้อาวุโสและมีความรู้มาก ดังนั้นในปี 2557 สอศ. มีแนวทางจะเชิญครู ที่เกษียณฯไปแล้ว มาถ่ายทอดประสบการณ์การสอน และความรู้ให้แก่ครูรุ่นใหม่ และมาช่วยทำงานเพื่อเป็นประโยชน์แก่วงการอาชีวศึกษา โดยจะมีการจัดทำในลักษณะคลังสมอง ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ทางด้านอาชีวศึกษา” ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

ด้านนายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จากข้อมูลในระยะ 5 ปีข้างหน้า จะมีข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เกษียณฯมากถึง 99,890 คน ซึ่งเรื่องนี้คงต้องเสนอนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้คง อัตราเกษียณฯ 100% ต่อไปเนื่องจากการคืนอัตราเกษียณฯทั้ง 100% จะหมดในปีนี้และจะได้อัตราเกษียณฯคืน เพียง 20% เท่านั้น ซึ่งหาก สพฐ. ได้อัตราเกษียณฯคืนมาเพียงเท่านี้ จะทำให้เกิดปัญหารุนแรงกับโรงเรียนแน่นอนเพราะจะไม่มีครูไปทดแทนในตำแหน่งที่เกษียณฯ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้จะต้องมาวางแผนกันทั้งระบบไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะการ หรือขอคืนอัตราเกษียณฯเท่านั้น

ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาจะหารือกับคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ทั่วประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางการผลิต ครูในอนาคตให้สอดคล้องเหมาะสมกับจำนวนและ ความต้องการแต่ละสาขาวิชาเอก ซึ่งถึงแม้ว่าขณะนี้จะมีคนที่จบสายครูอยู่ในตลาดจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าความต้องการแต่ละสาขามีจำนวนเท่าไร ทำให้ที่ผ่านมาบางสาขาผลิตมากจนล้น และบางสาขาผลิตน้อยจนไม่พอ ส่งผลให้โรงเรียนได้ครูที่จบไม่ตรงกับสาขาวิชาเอกที่สอน.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ส.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33633&Key=hotnews

 

ปฏิรูปการศึกษาส่งผลผอ.เขตฯ

8 สิงหาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการมอบนโยบายขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานส่วนกลางไปคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีบทบาทต่อการรับผิดชอบและผลักดันการปฏิรูปการศึกษาไปสู่ความสำเร็จ เพราะการปฏิรูปการศึกษาจะต้องช่วยกันทำทั้งระบบ ซึ่งตนอยากให้เขตพื้นที่ฯได้เข้าใจนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และนำไปบริหารจัดการให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก การพัฒนาครู การพัฒนาหลักสูตร การทดสอบ การวัดผล ถึงแม้บางเรื่องอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของเขตพื้นที่ฯโดยตรง หรืออยู่นอกเหนือความรับผิดชอบ แต่ตนก็อยากให้เขตพื้นที่ฯ ได้ทำงาน

“ผมได้ติดตามงานด้านการศึกษามาโดยตลอด โดยสิ่งหนึ่งที่จะทำให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาประสบผลสำเร็จได้ คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่ง สพฐ. อาจจะมีข้อตกลงความร่วมมือ หรือสร้างเงื่อนไขการทำงานให้เขตพื้นที่ฯ เพื่อให้เขตพื้นที่ฯมีบทบาทในการผลักดันการปฏิรูปการศึกษาได้มากที่สุด ทั้งนี้ ผมอยากให้มีการวัดผลการทำงานของเขตพื้นที่ฯไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ผอ.สพท. คนใดจะย้ายไปอยู่พื้นที่ไหนก็ให้พิจารณาจากผลงานที่ตนเองทำไว้ เช่น การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก การกระจายคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างทั่วถึง หรือเขตพื้นที่ฯไหนปล่อยให้โรงเรียนถูกทอดทิ้งโดยไม่ดูแลคุณภาพ โดยสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดในการพิจารณาผลงาน และการ แต่งตั้งโยกย้าย ผอ.สพท. ด้วย” รมว.ศธ. กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ส.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33632&Key=hotnews