kounchanok rujjanapan

‘จาตุรนต์’ ให้ข้าราชการใช้ Facebook เปิดรับฟังความคิดเห็นของสังคมภายนอก

26 กรกฎาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้นโยบายในการเข้าถึงข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการว่าตนกำหนดให้มีการประชุมกับผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษา เดือนละ 2 ครั้ง โดยประชุมสัปดาห์เว้นสัปดาห์ในวันพุธ แต่ละครั้งของการประชุมจะไม่ใช้เวลามากนักทั้งนี้เพื่อต้องการให้การทำงานร่วมกันของ ศธ.เป็นเอกภาพ สำหรับการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ขอให้แต่ละองค์กรหลักนำนโยบายที่ตนได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 ไปพิจารณาดำเนินการให้เป็นแผนงาน/โครงการในการขับเคลื่อน ซึ่งอาจจะมีการทำ Workshop เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในเรื่องใหม่ๆ ของการทำงาน และต้องการให้เห็นความคืบหน้าของนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายต่างๆ ที่จะไปเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับประโยชน์หรือผู้มีส่วนร่วม (Stakeholder) กับการศึกษา เช่น ครูผู้สอน ผู้เรียนผู้ปกครอง ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ฯลฯ  เพื่อให้คนทั้งสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้มากที่สุดโดยต้องออกแบบระบบการรับฟังความคิดเห็นที่มีประสิทธิภาพ และใช้สื่อที่มีอยู่อย่างเต็มที่  ซึ่งตนได้เสนอให้ใช้  Social Media โดยเฉพา  ะFacebook  เพราะจะเป็นสื่อสำคัญในการเปิดรับฟังความคิดเห็นของสังคมที่มีต่อนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งจะมีการขับเคลื่อนกิจกรรมใหญ่ๆ ในเดือนสิงหาคม 2556 ยกเว้นบางเรื่องที่เป็นเรื่องเฉพาะก็จะทยอยดำเนินการ เพื่อให้รวดเร็วทันใจต่อสังคมมากขึ้น

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33485&Key=hotnews

 

อาเซียนสัญจร 4 ภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร ปี 2556

26 กรกฎาคม 2556

อาเซียนสัญจร 4 ภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร ปี 2556 : มหกรรมอาเซียนสัญจร 4 ภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเยาวชนเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ประจำปี 2556

พันธกรณีในการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน (ASEAN Community : AC) ในปี 2558 ของประเทศไทย ตามที่ผู้นำอาเซียนได้เห็นพ้องร่วมกันนั้น โดยรัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมของประชาชนชาวไทย ต่อการรวมกลุ่มของภูมิภาคและภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกดังปรากฏในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 เกี่ยวกับการนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2558 อย่างสมบูรณ์ โดยสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และการเมืองและความมั่นคง รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน โดยในส่วนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยต่างให้ความสำคัญในการเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเป็นประชาคมอาเซียนเป็นไปอย่างสมบูรณ์

การศึกษามีบทบาทสำคัญในการสร้างประชาคมอาเซียนโดยการศึกษาเป็นกลไกในการปลูกฝังค่านิยม แนวความคิดความเข้าใจกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของอาเซียนและเศรษฐกิจโลก

กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหน่วยงานหลักในการเตรียมความพร้อมทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างประชาคมอาเซียนอย่างยั่งยืนตระหนักถึงความสำคัญ ในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวกับอาเซียนและประชาคมอาเซียน การศึกษาผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบ และเร่งผลักดันให้มีการพัฒนาเยาวชน บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อความต้องการตลาดแรงงาน รวมทั้งสามารถแข่งขันได้ในเวทีภูมิภาคและโลก ได้มีการเตรียมการและดำเนินการในหลากหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับชาติและภูมิภาค รวมทั้งได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการ และผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด) เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ ได้กำหนด 6 ประเด็นสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ให้เกิดผลอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ดังนี้

(1) การรณรงค์การใช้ภาษาอังกฤษ และเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอื่น (2) การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียน (3) การผลิตและพัฒนาครู (4) การเคลื่อนย้ายในอาเซียน (5) การเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ (6) การจัดตั้งศูนย์อาเซียนศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเผยแพร่ความรู้เรื่องอาเซียนและการพัฒนาศักยภาพที่จำเป็น โดยเฉพาะทักษะภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา จึงกำหนดจัดมหกรรมอาเซียนสัญจร 4 ภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเยาวชน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ประจำปี 2556 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในประชาคมอาเซียนและการส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษและส่งเสริมบทบาทเด็กและเยาวชนไทยในเวทีระดับนานาชาติ อันจะนำไปสู่การมีบทบาทนำและการเป็นประชาชนอาเซียนที่มีคุณภาพต่อไปด้วย โดยเป้าหมายของโครงการ ประกอบด้วย นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษารวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับด้านการศึกษาจากทั่วประเทศ

กิจกรรมต่างๆ ในโครงการ ได้แก่

1. การจัด Workshop และการแข่งขันพูดภาษาอังกฤษในที่ชุมชน เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนไทย อายุระหว่าง 16 – 20 ปี ได้มีโอกาสพัฒนาความรู้และเทคนิคด้านการพูดภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
2. การจัด Workshop และการแข่งขันการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า อายุระหว่าง 14-18 ปี ได้มีโอกาสพัฒนาความรู้ด้านการเขียนภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง
3. การแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อฝึกฝนทักษะด้านการฟัง การสะกดคำ และการเขียนคำภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วที่สุด
ทั้งนี้ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันทั้ง 3 กิจกรรม จะได้รับทุนศึกษาดูงานในต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังมีการจัดสถานีกิจกรรมฐานความรู้สู่ประชาคมอาเซียน เป็นการเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนและประชาคมอาเซียน โดยผ่าน 4 สถานีกิจกรรม ประกอบด้วย
1) สถานี Knowing ASEAN นำเสนอข้อมูลที่สำคัญและโดดเด่น ของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน
2) สถานี Food & Currency in ASEAN เสริมสร้างการรับรู้ถึงวัฒนธรรมของประเทศในอาเซียนผ่านอาหารที่โดดเด่นของแต่ละประเทศ และเรียนรู้เศรษฐกิจของอาเซียนผ่านสกุลเงินตราของแต่ละประเทศ
3) สถานี Mobility in ASEAN สร้างการรับรู้เรื่องการเคลื่อนย้ายนักเรียน นักศึกษา แรงงานฝีมือและบริการวิชาชีพใน 7 สาขาวิชาชีพ และ 1 สาขางานบริการ ได้แก่ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ช่างสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล และสาขาบริการท่องเที่ยว
4) สถานี Do you know AC? เรียนรู้เรื่องอาเซียนและประชาคมอาเซียนทั้ง 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน
กำหนดการดำเนินกิจกรรมครั้งที่ 1 พิธีเปิดโครงการฯ และกิจกรรมรอบภาคกลาง และ กทม.
วันที่ 25 – 26 กรกฎาคม 2556 ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค กทม.ครั้งที่ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
วันที่ 8 – 10 สิงหาคม 2556 ที่โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่นครั้งที่ 3 ภาคใต้
วันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2556 ที่โรงแรมเค พาร์ค แกรนด์ จังหวัดสุราษฏร์ธานีครั้งที่ 4 ภาคเหนือ
วันที่ 5 – 7 กันยายน 2556 ที่โรงแรมลำปางเวียงทอง จังหวัดลำปางครั้งที่ 5 รอบชิงชนะเลิศ
วันที่ 28 กันยายน 2556 ที่โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพมหานคร
เยาวชนผู้สนใจสามารถสมัครร่วมกิจกรรมต่างๆ ในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในวันที่ 2 สิงหาคม 2556 ภาคใต้ ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2556 และภาคเหนือ ภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2556 ดูรายละเอียดที่ www.bic.moe.go.th หมายเลขโทรศัพท์ 0 2281 6370 ต่อ 108 – 110 และ 122

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33484&Key=hotnews

ศธ.หวังเทียบเท่าสากลวางกรอบนโยบายอาชีวะ 9 ด้าน

26 กรกฎาคม 2556

ศึกษาธิการ : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมั่นใจแผน กรอบแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เชื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้ทันที

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังรับฟังยุทธศาสตร์แลกเปลี่ยนข้อคิดของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาว่า การอาชีวศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศทั้งการ เตรียมกำลังคนให้พร้อมและมีคุณภาพ จึงได้จัดนโยบายการศึกษาอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานเทียบ เท่าระดับสากล ผลักดันกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ พัฒนาการเรียนการสอนแบบทวิภาคี ที่สำคัญคือการวาง เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษากับสามัญเป็น 50:50 ใน ปี 2558
ทั้งนี้ คณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้กำหนดกรอบแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ 9 ด้าน ประกอบด้วย

1.ประเมินสถานการณ์อาชีวศึกษาโดยเร่งด่วน

2.เร่งผลิตกำลังคนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และประกาศนียบัตรชั้น สูง

3.เร่งผลักดันให้เกิดระบบกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ

4.ขยายและยกระดับการเรียนการสอนแบบทวิภาคี

5.ยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศให้มากขึ้น

6.ปรับภาพลักษณ์การอาชีวศึกษา

7.ขยายโอกาสทางการศึกษาและยกระดับการศึกษาของแรงงานไทย

8.พัฒนาแรงงานต่างด้าวให้มีความรู้ความสามารถและทักษะสอดคล้องกับความต้องการ และ

9.สร้างเครือข่ายอาชีวอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ถือว่าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้นำนโยบายมาทำแผนมาตรการได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติได้ทันที

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33482&Key=hotnews

ศธ.ตั้งคณะทำงานเพิ่มอันดับ ‘PISA’

26 กรกฎาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่าจาก นโยบายที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้ไต่อันดับสูงขึ้นในโครงการประเมินผล นักเรียนนานาชาติ ของประเทศสมาชิก องค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ PISA เพราะผลประเมินครั้งล่าสุด ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 50 จากประเทศ ที่เข้าร่วมประเมิน 60 ประเทศนั้น ส่วนตัว เห็นว่าถ้าจะขับเคลื่อนให้สำเร็จจะต้อง ประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนและขับเคลื่อน พร้อมกันทั่วประเทศในทิศทางเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาหลายหน่วยงานต่างคนต่างทำ จึงไม่เห็นผลเท่าที่ควร ฉะนั้นจึงจำเป็น ต้องมีการตั้งคณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นแม่งาน

“คณะทำงานชุดนี้ ประกอบด้วย 5 หน่วยงานหลัก คือ สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนั้น มีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา ด้านการสอน นักการศึกษา ร่วมเป็นคณะทำงาน” รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าว และว่า เรื่องนี้ต้องรณรงค์ในวงกว้างเพราะการสอบ PISA ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จึงอาจไม่ได้รับความร่วมมือ

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33481&Key=hotnews

อนุ กมธ. ตัดงบรถตู้เหลือ 400 ล. สพฐ.ซื้อแจก ร.ร.ดีศรีตำบล 300 คัน

26 กรกฎาคม 2556

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ทบทวนการจัดซื้อรถตู้ให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอขอจัดตั้งงบประมาณปี 2557 เพื่อจัดซื้อรถตู้ให้กับโรงเรียนขนาดเล็กประมาณ 1,000 กว่าคัน ว่า คณะอนุกรรมาธิการด้านการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ได้ปรับลดงบ จัดซื้อรถตู้เหลือประมาณ 300 คัน จาก 1,000 กว่าคัน ใช้งบคันละกว่า 1.2 ล้านบาท รวมประมาณ 400 กว่าล้านบาท ซึ่ง สพฐ.ได้เสนอจัดสรรให้กับโรงเรียนดีศรีตำบลจำนวน 300 แห่งทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนกลุ่มนี้เป็นศูนย์กลางของโรงเรียนที่มีคุณภาพในพื้นที่ และให้การช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียง จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับโรงเรียนดีศรีตำบลด้วย ส่วนทางโรงเรียนจะนำรถตู้ไปใช้ในกิจกรรมของโรงเรียน หรือรับส่งนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก ที่อยู่ใกล้เคียง เป็นเรื่องที่บริหารจัดการกันเองได้ อย่างไร ก็ตาม ในวันที่ 26 กรกฎาคม คณะอนุกรรมาธิการ ด้านการศึกษาฯ จะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง

“เดิมคณะอนุกรรมาธิการด้านการศึกษาฯ จะขอตัดงบจัดซื้อรถตู้ทั้งหมด 1,000 กว่าคัน แต่ สพฐ.เสนอว่าจริงๆ แล้วประโยชน์ของรถตู้ยังมีอยู่ในการช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับโรงเรียนดีศรีตำบลที่ สพฐ.ได้ลงทุนจัดงบสนับสนุนโรงเรียนเหล่านี้ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการ ด้านการศึกษาฯ ก็รับฟังเหตุผลส่วนนี้” นายชินภัทรกล่าว

นายชินภัทรกล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าเรื่องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และครูในโซน 3 ภาคกลาง และภาคใต้ ที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้ชะลอการลงนามสัญญาจัดซื้อ เพื่อให้พิจารณาดูข้อคิดเห็นของบางหน่วยงาน หลังจากได้จัดประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีออคชั่นไปแล้ว ซึ่งในส่วนของข้อสังเกตที่แจ้งมา แสดงความเห็นว่าการดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามระเบียบที่กำหนดหรือไม่ เมื่อมีข้อสังเกต และทักท้วงมา สพฐ.จะต้องดำเนินการ เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจนก่อนที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป โดยขณะนี้ สพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และระหว่างนี้ สพฐ.จะตอบข้อสังเกตไปยังหน่วยงานที่ได้แสดงความเห็นมา รวมทั้ง รายงานว่า สพฐ.ได้ดำเนินการอะไรบ้าง ก่อนที่จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33480&Key=hotnews

‘สุรยุทธ์’ เผย ‘ในหลวง’ ทรงห่วงช่องว่างการศึกษา

26 กรกฎาคม 2556

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่อิมแพค เมืองทองธานี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ  “ความซื่อตรง…กับทางรอดประเทศไทย”  ระหว่างงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ตอนหนึ่งว่า ไม่ใช่นักวิชาการ และไม่คิดว่ามีคุณธรรมสูงส่ง แต่อยากนำเสนอเรื่องราวในฐานะผู้ปฏิบัติและมีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างชาติ สร้างไทย สร้างใจซื่อตรง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสกับองคมนตรี เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ปีที่ผ่านมา    เรื่องการแก้ไขปัญหาการศึกษาของไทย ที่เป็นพื้นฐานสำคัญ แนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินการต่อเนื่องคือการพัฒนาคนอย่างมาก  โครงการอันสืบเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เป็นปัจจัยช่วยเสริมให้คนมีความพร้อม” ในหลวงทรงห่วงใยเป็นอย่างมาก มีรับสั่งโดยสรุปว่า

1. รับสั่งให้องคมนตรีดูแลโรงเรียนในพื้นที่ชายขอบ ที่มีมาตรฐานการศึกษาต่ำกว่าในชุมชนหรือเขตเมือง จะทำอย่างไรให้ลดช่องว่างความแตกต่างลง

2. ทรงเน้นว่าจะสร้างเด็กอย่างไรให้เป็นคนดีก่อน และให้คนเก่งมาทีหลังก็ได้

3. การจะสร้างเด็กให้เป็นคนดีได้นั้น ความสำคัญอยู่ที่ครู ต้องมีความพร้อม ทำอย่างไรจะให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู ให้เกิดความผูกพัน มีการอบรมสั่งสอน คุณธรรม จริยธรรม และความรู้ให้เป็นไปได้โดยง่าย ซึ่งพระองค์ท่านพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่รับสั่งว่า เป็นเงินของประชาชน และพระองค์ทรงเก็บไว้และพระราชทานคืนผ่านองคมนตรี เพื่อนำไปปรับปรุงระบบการศึกษา

จากนั้นได้พระราชทานแนวทางต่อคณะองคมนตรีจึงได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงเป็นที่ปรึกษาในกองทุนนี้ ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลางก่อน 8 จังหวัด”  พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว และว่าจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องการให้โรงเรียนมีความสำคัญ ถ้าทุกภาคส่วนช่วยกันก็จะทำให้เกิดสังคมคุณภาพ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพราะจะมีคนดีและมีความรู้ นำมาปรับใช้ในโรงเรียนต่างๆ นอกจากนี้ต้องสอนให้เด็กเยาวชน รู้จักความหมายของคุณธรรมและจริยธรรมอย่างถูกต้อง ซึ่งหมายถึง คิดดี พูดดี ทำดี ขณะเดียวกัน คือ 3 สถาบันหลักคือ ครอบครัว โรงเรียน และวัด ต้องร่วมมือกันปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่ไปด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33479&Key=hotnews

คอลัมน์: แวดวงการศึกษา: สช.ระดม น.ศ.ทำความดี

25 กรกฎาคม 2556

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เป็นหน่วยงานส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาเอกชนได้จัด “กิจกรรมการพัฒนาจิตอาสานักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาโรงเรียนเอกชน”  ขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการทะเลาะวิวาท และเพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกที่ดี ด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน โดยกิจกรรมดังกล่าวจะจัดนักเรียน นักศึกษาจำนวน 400 คน จาก 41 สถาบัน ใน 4 กลุ่ม ไปทำกิจกรรมจิตอาสาซ่อมสร้างและพัฒนาที่สถานสงเคราะห์เด็กพิการบ้านปากเกร็ด จ.นนทบุรี ระหว่างวันที่ 20-22 กรกฎาคม โรงเรียนบ้านหนองจาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี ระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคม โรงเรียนมารดาดรุณีรักษ์ จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 27-29 กรกฎาคม และโรงเรียนบ้านหนองไม้งาม จ.นครปฐม ระหว่างวันที่ 20-23 กรกฎาคม ทั้งนี้ การจัดทำโครงการนี้ขึ้นจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนได้

–มติชน ฉบับวันที่ 26 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33472&Key=hotnews

คอลัมน์: อาชีวะ…สร้างสรรค์: 5 ให้ 5 ได้ อาชีวะสร้างชาติ

25 กรกฎาคม 2556

จากเสียงสะท้อนอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการไทยในหลายๆ ภาคส่วน ฉายให้เห็นภาพภาวะการขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และกำลังเข้าขั้นวิกฤต เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรไทยมีแนวโน้มลดลง ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศ และภูมิภาค ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ่นอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ได้รายงานภาวการณ์ขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ยังไม่นับรวมภาคอื่นๆ พบว่า ตัวเลขขาดแคลนแรงงานในปี 2556 และ 2557 เท่ากับ 3.8 แสนคน และ 3.95 แสนคน ตามลำดับ ในจำนวนนี้เป็นแรงงานฝีมือ และแรงงานฝีมือชั้นสูง ระดับ ปวช., ปวส.และแรงงานระดับเทคนิค หรือเทคโนโลยีระดับปริญญาตรีมากกว่าครึ่ง ไม่นับรวมแรงงานไร้ฝีมือที่ต้องนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน

อดีตซีอีโอจากองค์กรเอกชนยักษ์ใหญ่ และประธานกรรมการการอาชีวศึกษา อย่าง ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ระบุว่า การกำหนดเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณผู้เรียนอาชีวศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมจะเกิดไม่ได้ หากไม่สร้างแรงจูงใจให้เด็กสนใจ และแก้ภาพลักษณ์ โดยต้องให้เด็ก และผู้ปกครอง มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าการเรียนอาชีวศึกษา จะมีรายได้ระหว่างเรียน เงินเดือนสูง มีโอกาสก้าวหน้า และเติบโตในสายอาชีพ ซึ่งสถานศึกษาจะต้องเชิญชวนสถานประกอบการมาร่วมมือจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีให้มากขึ้น ทั้งใน และต่างประเทศ โดยมีกลยุทธ์ดึงดูดเด็กเก่งที่ชอบเรียนด้านปฏิบัติมาเรียนอาชีวศึกษา และส่งเสริมให้นักเรียนหญิงมาเรียนสายช่าง โดยเฉพาะสาขาที่มีงานรองรับในอนาคต โดยต้องสร้างจุดขายของแต่ละวิทยาลัยให้มีความโดดเด่น

“จุดขาย” แรกทางการตลาด ที่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นำมาใช้เพื่อหวังเพิ่มปริมาณ และคุณภาพผู้เรียนอาชีวศึกษา โดยผลักดันผ่านกลยุทธ์ “5 ให้ 5 ได้ อาชีวะสร้างชาติ” คือรณรงค์เชิญชวนให้ผู้ประกอบการในฐานะของผู้ใช้กำลังคน เข้ามามีส่วนร่วมจัดการอาชีวศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การผลิตกำลังคนสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ สร้างความเชื่อมั่น และศรัทธาต่อผู้ที่เรียน ผู้ปกครอง และดึงดูดเยาวชนให้สนใจเรียนอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น
หลักการของ 5 ให้… เพื่อเชิญชวนสถานประกอบการร่วมเป็นเครือข่ายพันธมิตรในการจัดการอาชีวศึกษา ร่วมกับ สอศ.ดังนี้

1.ให้การสนับสนุนด้านผู้เชี่ยวชาญของสถานประกอบการ เพื่อเป็นครูฝึกหรือวิทยากรถ่ายทอดความรู้ ทั้งด้านทฤษฎี และปฏิบัติให้กับนักศึกษา (Man)

2.ให้การสนับสนุนด้านการเงินในรูปของทุนการศึกษา มอบให้แก่ผู้เรียน หรือบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ (Money)

3.ให้การสนับสนุนวัสดุฝึก เพื่อการเรียนการสอน และการปฏิบัติงาน (Material)

4.ให้การสนับสนุนด้านเครื่องมือ เครื่องจักร เพื่อใช้ในการฝึกทักษะภาคปฏิบัติของนักศึกษา (Machine) และ

5.ให้การสนับสนุน ร่วมมือ ในการจัดทำหลักสูตร ออกแบบระบบการจัดการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้น (Management)

ส่วน 5 ได้… สถานประกอบการจะได้รับประโยชน์จากการมีส่วนร่วมในการจัดการอาชีวศึกษา ดังนี้ 1.ได้กำลังคนที่มีมาตรฐาน มีความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติงานตรงความความต้องการของสถานประกอบการ 2.ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ 3.ได้ภาพลักษณ์ที่ดี ในฐานะเป็นองค์กรที่มิได้มุ่งแสวงหาผลกำไรแต่เพียงด้านเดียว 4.ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี และ 5.ได้รับการเชิดชูเกียรติ และประกาศยกย่องในฐานะองค์กรที่ทำประโยชน์เพื่อการศึกษา

ที่ผ่านมา ดร.อนุสรณ์ และ นายประดิษฐ์ ระสิตานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้เดินสายนำทีมออกโรดโชว์ นำเสนอโครงการ “5 ให้ 5 ได้ อาชีวะสร้างชาติ” เชิญชวนสถานประกอบการชั้นนำเข้าร่วมสนับสนุน ซึ่งหลายองค์กรตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง
“5 ให้ 5 ได้ อาชีวะสร้างชาติ” จึงเป็น “จุดขาย” ที่น่าจะโดนใจทุกฝ่ายจริงๆwww.vec.go.th

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33470&Key=hotnews

หวั่น สกอ.สะดุดฝันดันฮับการศึกษาภูมิภาค

25 กรกฎาคม 2556

โพสต์ทูเดย์
ห่วงอุดมศึกษาไทยไกลเกินเอื้อมฮับอาเซียน กมธ.ฝากการบ้านเร่งผลักสู่วาระแห่งชาติ

นายประกอบ รัตนพันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษาสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ที่ประชุมสัญจรแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาการศึกษาของชาติร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้หารือถึงการเตรียมความพร้อมนโยบายที่จะขับเคลื่อนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียน (Education Hub) ซึ่งพบว่าการดำเนินการต่างๆ ของ สกอ. ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร และอาจส่งผลให้นโยบายดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่วางไว้เพราะการที่ไทยจะเป็นฮับการศึกษาของอาเซียน อุดมศึกษาจะต้องมีบทบาทสำคัญ

กมธ.การศึกษาจึงได้เสนอแนะ สกอ.ว่า ควรเร่งจัดทำแผนงานรองรับการเตรียมความพร้อมเป็นศูนย์กลางการศึกษาอาเซียนให้เป็นวาระแห่งชาติ โดย กมธ.การศึกษาจะรับหน้าที่เป็นตัวกลางประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อมาหารือรายละเอียดในเชิงลึกร่วมกัน

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยอาจไปไม่ถึงเป้าหมายในการเป็นฮับการศึกษาของอาเซียน เป็นเพราะยังไม่มีแผนจัดการการศึกษาที่ชัดเจน ซึ่ง กมธ.การศึกษาได้แนะให้มีหลักสูตรนานาชาติเพิ่มขึ้น รวมทั้งเร่งจัดการปัญหาเรื่องวีซ่าสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งไทยให้วีซ่านักศึกษาแค่ 5-6 เดือน ขณะที่หลายประเทศให้วีซ่าระยะยาวแก่นักศึกษาเหล่านี้ จึงต้องเชิญกระทรวงการต่างประเทศมาหารือร่วมกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับ สกอ.ในเรื่องคุณภาพการศึกษา หลังจากปัจจุบันเกิดปัญหาจากหลักสูตรแบบจ่ายครบจบแน่ ทำให้การศึกษาไทยไม่มีคุณภาพ รวมทั้งทบทวนเรื่องการดำเนินงานโครงการครูพันธุ์ใหม่ ซึ่ง สกอ. เป็นเจ้าภาพดูแลเรื่องนี้จึงอยากให้เดินตามเป้าหมาย เพื่อให้มีคนเก่งและคนดีมาเป็นครูมากขึ้น รวมทั้งมีอัตรารองรับ โดยให้หลักประกันการมีงานทำเพื่อจูงใจโดยในการประชุมครั้งถัดไปจะเชิญ รมว.ศึกษาธิการ มาร่วมหารือด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33469&Key=hotnews

‘ศธ.-สกอ.’ลั่นล้วงลูก’แก้เกรด’ไม่ได้ เหตุ ‘สจล.’ ออกนอกระบบไปแล้วต้องปล่อยให้สภาสถาบันสืบสวนกันเอง

25 กรกฎาคม 2556

ศึกษาธิการ * “เสริมศักดิ์” เผยทั้ง ศธ.และ สกอ.ไม่มีอำนาจสืบสวนหาข้อเท็จจริงอธิการ สจล.สั่งแก้เกรดลูกชาย เพราะเป็น ม.ออกนอกระบบไปแล้ว ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่สภาสถาบันฯ จัดการกันเอง ด้าน กมธ.ศึกษาเตรียมนำเรื่อง ม.จ่ายครบจบแน่-ม.เถื่อน และแก้เกรดเข้าที่ประชุมสภาฯ 1 ส.ค.
นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงข้อร้องเรียนต่อ ศ.ถวิล พึ่งมา อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กรณีสั่งแก้ไขเกรดของนักศึกษาที่เป็นลูกชายของตัวเองอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม เพื่อให้ดีขึ้นจากความเป็นจริง ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจที่ทางสภาสถาบัน สจล.ต้องไปตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง หากพบว่ามีมูลก็ต้องสอบสวนทางวินัยร้ายแรงกันต่อ ซึ่งเรื่องนี้แม้จะมีการร้องเรียนมาที่ ศธ. และส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แต่ไม่มีอำนาจจะสอบได้ เนื่องจาก สจล.เป็นมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบแล้ว และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มีหน้าที่กำกับดูแลเท่านั้น โดยทราบว่าทาง สกอ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่นิติกรเข้าไปช่วยดูในเรื่องนี้ด้วย
“เท่าที่ฟังดูคนที่ร้องเรียนเป็นเหมือนคู่แข่งกัน ฉะนั้นทุกขั้นตอนต้องดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย ใครผิดใครถูกให้ว่ากันไป โดยสภาสถาบันฯ ต้องไปสอบสืบสวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว” นายเสริมศักดิ์กล่าว

ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวได้เสนอเข้ามาสมัยนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งนายพงศ์เทพได้สั่งการให้ สกอ.ไปดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งสภาสถาบัน สจล.จะต้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริง หากมีประเด็นใดเพิ่มเติมก็เป็นหน้าที่ สกอ.ไปกำกับดูแล ตอนนี้จึงยังไม่ถึงขั้นที่ รมว.ศธ.จะต้องลงไปใช้ดุลยพินิจด้วยตนเอง
ทางด้านนายประกอบ รัตนพันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ได้หารือกับ สกอ.ถึงปัญหาต่างๆ ของอุดมศึกษา โดยเฉพาะกรณีมหาวิทยาลัยเปิดสอนโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก สกอ. หรือมหาวิทยาลัยเถื่อน โดยในวันที่ 1 ส.ค. เป็นวันเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญ ตนจะนำปัญหาดังกล่าวหารือต่อสภาฯ รวมถึงภาพรวมของปัญหาอุดมศึกษา ทั้งเรื่องจ่ายครบจบแน่ ซึ่งมีปัญหาทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน เพราะไม่มีกฎหมายกำกับดูแล โดยขณะนี้ทาง สกอ.กำลังร่าง พ.ร.บ.อุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ขึ้นมาเพื่อมากำกับดูแลจัดการปัญหาต่างๆ
สำหรับที่มีข่าวอธิการบดีของ สจล.แก้เกรดให้ลูกชายนั้น นายประกอบกล่าวว่า เท่าที่ทราบขณะนี้ทางสภาสถาบันฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยได้ขอความร่วมมือจาก สกอ. เพื่อส่งนิติกรสืบสวนข้อเท็นจริง หากเป็นเรื่องจริง คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าละอายมาก ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้อุดมศึกษาเกิดความเสียหาย ซึ่งทางฝ่ายนิติบัญญัติคงไม่ยอม.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33468&Key=hotnews