kounchanok rujjanapan

กศน.หนองคายเปิดศูนย์อาเซียนแลกเปลี่ยนครูลาว

25 กรกฎาคม 2556

น.ส.อัจฉรา สากระจาย ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดหนองคาย เปิดเผยถึงการจัดตั้งศูนย์อาเซียนศึกษาของจังหวัดหนองคาย ว่า กศน.หนองคายได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หนองคาย ในการจัดตั้งศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์เบื้องต้น จนครบทั้ง 62 ตำบล เพื่อจัดอบรมความรู้ทางด้านภาษาและคอมพิวเตอร์ให้แก่ประชาชน ซึ่งจัดอบรมรุ่นแรกจบไปแล้วกว่า 2,800 คน และขณะนี้กำลังจะเปิดสอนรุ่นที่ 2 ซึ่งมีทั้งผู้นำชุมชนและสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี มาเรียนรวมกันทุกตำบลจำนวนกว่า 2,000 คน โดยนายก อบจ.หนองคาย มีเป้าหมายที่จะเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชนอย่างน้อย 40,000 คน ก่อนเปิดประชาคมอาเซียนในปี2558 นอกจากนี้ ยังได้ตั้งงบประมาณสำหรับครูผู้สอนภาษาอาเซียน ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน โดยภาษาอังกฤษจะเป็นครู กศน.ที่จบเอกภาษาอังกฤษโดยตรง ส่วนภาษาจีนนั้นได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลจีน ส่งครูอาสาสมัครมาอยู่ประจำ

น.ส.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า หนองคายเป็นจังหวัดที่อยู่ติดเวียงจันทน์สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเรากำลังสำรวจว่ามีคนสนใจที่จะมาเรียนภาษาลาวที่เป็นภาษาพื้นฐานจริงๆ ตลอดจนวัฒนธรรมพื้นถิ่นหรือไม่เพราะจากการรับฟังนโยบายของนางพวงเพชร ชุนละเอียด ผู้ช่วยรัฐมนตรีศธ. อยากให้มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและครูกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกศน.หนองคาย จะหารือกับ กศน.ลาวถึงโครงการแลกเปลี่ยนครูและนักศึกษาเพื่อให้ผู้ที่มาเรียน กศน.มีความรู้ด้านไวยากรณ์มากกว่าการสื่อสารด้วยภาษาพูดเท่านั้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33467&Key=hotnews

อาชีวะผุด 5 ให้ 5 ได้ทวิภาคีสร้างช่างฝีมือ

25 กรกฎาคม 2556

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้จบการศึกษาระดับ ม.ต้น ประมาณ8-9 แสนคนต่อปี ในจำนวนนี้เลือกเรียนต่อสายสามัญศึกษา ประมาณ4 แสนคน และเลือกเรียนสายอาชีวะในสถานศึกษาของรัฐและเอกชนประมาณ 2.8 แสนคน โดยที่เหลืออีกประมาณ 1 แสนคน เป็นกลุ่มที่ไม่ได้เรียนต่อ ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นเป้าหมายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) อย่างไรก็ดี สอศ.ยังเล็งกลุ่มเป้าหมายไปที่เด็กเรียนดีและชอบการปฏิบัติ กลุ่มเรียนไม่ดีและกลุ่มเด็กผู้หญิงควบคู่ด้วย ทั้งนี้ในฐานะประธานบอร์ด กอศ.ได้เดินสายหารือความร่วมมือกับผู้ประกอบการ เพื่อผลิตแรงงานมืออาชีพได้ตรงความต้องการที่แท้จริง และจากการหารือพบว่าส่วนใหญ่ต้องการรับผู้จบ ปวส.เข้าทำงานจำนวนมาก

“จากนี้ สอศ.และผู้ประกอบการจะร่วมกันทำงานตั้งแต่คิดหลักสูตร ส่งผู้เชี่ยวชาญมาสอนในสถานศึกษา และให้เด็กไปฝึกงานในสถานประกอบการ ภายใต้หลักการ “5 ให้ 5 ได้” ทั้งสองฝ่าย อาทิสถานศึกษาได้รับบุคลากร เครื่องจักรกล และเงินทุน ขณะที่สถานประกอบการได้กำลังคนที่มีมาตรฐาน และการลดหย่อนภาษี เป็นต้นสำหรับหลักสูตรใหม่ที่เตรียมดำเนินการ เช่นหลักสูตรสาขาหุ่นยนต์(Robotics) หลักสูตรสาขา พลังงาน (Energy) ระดับ ปวส.และปริญญาตรี โดยมีวิทยาลัย 12 แห่ง พร้อมเปิดสอน ซึ่งคาดว่าร่างหลักสูตรจะแล้วเสร็จในปีการศึกษา นี้” นายอนุสรณ์ กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33466&Key=hotnews

‘จาตุรนต์’ ให้การบ้าน สกศ.เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ

25 กรกฎาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมสภาการศึกษา วันที่ 24 ก.ค.ว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางการติดตามและประเมินผล รวมถึงการขับเคลื่อนงานยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพเยาวสตรีในสถานศึกษา พ.ศ. 2556-2559 และแผนการติดตามดำเนินงานแผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัย (แรกเกิดถึงก่อนเข้า ป.1) ตามนโยบายรัฐบาลด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ.2555-2559 นอกจากนี้ยังมอบให้ สกศ.กลับไปทบทวนพร้อมหาแนวทางว่า จะนำนโยบายรัฐบาลมาขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ส่วนการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาของชาติ นั้น จะต้องมีการรับฟังอีกครั้งหนึ่ง โดยจะขอให้ สกศ.นำนโยบายด้านการศึกษาที่ตนมอบไปนั้น มาเป็นกลไกการขับเคลื่อนเพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น เช่น การปฏิรูปการเรียนการสอนจะต้องเชื่อมโยงกับการสอบวัดผลและประเมินผล เป็นต้น สำหรับปัญหาการขาดคุณธรรมจริยธรรมในวงการศึกษานั้น เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเมื่อมีเรื่องคนในวงการศึกษาเกิดขึ้นก็ต้องเป็นที่สนใจของสังคม ดังนั้นจะมีการรวบรวมปัญหาจากทุกองค์กรหลัก เพื่อมาหาทางออกหรือแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบให้มากขึ้น.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33465&Key=hotnews

ดึงเด็กนอกระบบเรียนสายอาชีพ กอศ.ร่วมถกผู้ประกอบการ-ผุดหลักสูตรใหม่

25 กรกฎาคม 2556

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (ปธ.บอร์ด กอศ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้จบการศึกษาระดับม.ต้น ประมาณ 8-9 แสนคนต่อปี ในจำนวนนี้เลือกเรียนต่อสายสามัญศึกษาประมาณ 4 แสนคน และเลือกเรียนสายอาชีวะในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ประมาณ 2.8 แสนคน โดยที่เหลืออีกประมาณ 1 แสนคน เป็นกลุ่มที่ไม่ได้เรียนต่อ ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นเป้าหมายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) อย่างไรก็ดี สอศ.ยังเล็งกลุ่มเป้าหมายไปที่เด็กเรียนดี และชอบการปฏิบัติ กลุ่มเรียนไม่ดี และกลุ่มเด็กผู้หญิงควบคู่ด้วย

ทั้งนี้ในฐานะประธานบอร์ด กอศ.ได้เดินสายหารือด้านความร่วมมือกับผู้ประกอบการ อาทิ บ.ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด บ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปิเรชั่น จำกัด และบมจ.แลนด์ แอนด์ เฮาส์ เป็นต้น เพื่อผลิตเด็กได้ตรงความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกอบการ จากการหารือที่ผ่านมาพบว่า ผู้ประกอบการต้องการรับเด็กอาชีวะเข้าทำงานจำนวนมาก โดยเฉพาะระดับ ปวส.

ปธ.บอร์ด กอศ.กล่าวต่อว่า จากนี้ สอศ.และผู้ประกอบการจะต้องร่วมกันทำงาน ตั้งแต่คิดหลักสูตร ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสอน และให้เด็กเข้าไปฝึกงานในสถานประกอบการ โดย 5 ให้ 5 ได้ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับประกอบด้วย สถานศึกษาได้รับ บุคลากร การบริหารจัดการ เครื่อง จักรกล วัตถุดิบ และเงินทุน สถานประกอบการได้กำลังคนมีมาตรฐาน ได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ภาพลักษณ์ที่ดี ได้ลดหย่อนภาษี และได้รับการเชิดชูเกียรติ หลักสูตรใหม่ๆ ที่เตรียมทำเร็วๆ นี้คือ หลักสูตรสาขาหุ่นยนต์ (Robotics) และเครื่องมือบังคับอัตโนมัติ และหลักสูตรสาขาพลังงาน (Energy) ระดับ ปวส.และป.ตรี ขณะนี้มีวิทยาลัย 12 แห่ง พร้อมเปิดสอน โดยร่างหลักสูตรจะแล้วเสร็จในปีการศึกษานี้ ก่อนนำร่องจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2557 ต่อไป

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33464&Key=hotnews

‘กมธ.ศึกษา’ จี้ สกอ.สางปัญหามหา’ลัย ‘เถื่อน-นายหน้าค้ากศ.-จ่ายครบจบแน่’

25 กรกฎาคม 2556

AST Vผู้จัดการรายวัน – กมธ.ศึกษาเร่งสางปัญหามหา’ลัยเถื่อน นายหน้าค้าการศึกษาต่างประเทศ การแก้เกรด เข้าที่ประชุมสภา 1 ส.ค.นี้จ่อฟันวลี “จ่ายครบจบแน่” หลังหมักหมมมานานไม่มีข้อกฎหมายกำกับดูแล เผย สกอ.เร่งผุด พ.ร.บ.อุดมศึกษาคุมค่าเทอม หวั่นผู้ปกครองเดือดร้อน

วานนี้ (24 ก.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) นายประกอบ รัตนพันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ว่า ในการหารือเรื่องการพัฒนาการศึกษาร่วมกับผู้บริหาร สกอ. ซึ่งที่ประชุมหารือถึงปัญหาต่างๆ ของอุดมศึกษาโดยเฉพาะกรณีมหาวิทยาลัยเปิดสอนโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก สกอ. หรือมหาวิทยาลัยเถื่อนรวมถึงปัญหาคนไทยไปเรียนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ที่ไม่ได้รับการรับรองจาก สกอ.และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ทำให้เมื่อได้วุฒิมาก็ไม่สามารถนำไปใช้ในการสมัครงาน หรือเข้ารับราชการหรือปรับวุฒิเงินเดือนได้ ทำให้เสียเวลา เสียเงิน และเสียโอกาส เป็นการสร้างความเสียหาย ดังนั้น กมธ.ขอให้ สกอ.ประชาสัมพันธ์ว่า มหาวิทยาลัยใดหรือหลักสูตรใดบ้างที่ สกอ.รับรอง ทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้ผู้ที่จะสมัครเข้าเรียนได้รู้ และไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของนายหน้าค้าการศึกษาโดย สกอ.จะต้องปรับตัวมาทำงานในเชิงรุกมากขึ้นไม่ใช่ทำงานเชิงรับอย่างเดียว

ส่วนกรณีอธิการบดีของสจล.แก้เกรดให้ลูกชาย นั้น นายประกอบ กล่าวว่า เท่าที่ทราบขณะนี้ทางสภาสถาบันฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ โดยได้ขอความร่วมมือ จาก สกอ.เพื่อส่งนิติกรเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้เพิ่มเติมแต่ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรยังไม่ชัดเจน แต่หากเป็นเรื่องจริง คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าละอายมากไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้อุดมศึกษาเกิดความเสียหาย ซึ่งทางฝ่ายนิติบัญญัติ คงไม่ยอม อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญวันที่ 1 ส.ค.นี้ ตนจะนำปัญหาดังกล่าวหารือต่อสภาฯ รวมถึงภาพรวมของปัญหาอุดมศึกษา ทั้งเรื่องจ่ายครบ จบแน่ ซึ่งมีปัญหาทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ และเอกชนเพราะไม่มีกฎหมายกำกับดูแล โดยขณะนี้ทางสกอ.กำลังร่าง พ.ร.บ.อุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาในภาพรวม โดยเฉพาะกรณีค่าหน่วยกิตของมหาวิทยาลัยทั้งรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับและมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งแพงขึ้นกว่าเดิมมาก

“สิ่งที่น่ากังวล คือ มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐไม่ได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ภาครัฐตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับและ สกอ. เองก็ออกมายอมรับแล้วว่า รัฐบาลได้มีนโยบายในการควบคุมเรื่องดังกล่าว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต้องถือว่ามหาวิทยาลัยได้เปรียบมาก เพราะนอกจากไม่ต้องนำรายได้เข้ากระทรวงการคลัง แล้วยังมีอิสระในการบริหารจัดการและมีอิสระในการขึ้นค่าเล่าเรียน โดยจะเห็นว่าสภามหาวิทยาลัยเองมักจะมีความเห็นสอดคล้องไปกับฝ่ายบริหารเสมอ และขณะนี้ไม่ใช่แต่ ม.ในกำกับเท่านั้นแม้แต่ ม.รัฐเองก็ขึ้นค่าเล่าเรียนเช่นกัน โดยถึงแม้จะมีเหตุผลเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจที่สูงขึ้นแต่ก็ไม่ควรไปเพิ่มภาระให้กับผู้ปกครองมากนักดังนั้นจึงต้องมีกฎหมายกลางขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ไม่ปล่อยให้ขึ้นค่าเทอมได้อย่างเสรี เพราะขณะนี้ผู้ปกครองเดือดร้อนมาก” นายประกอบกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33462&Key=hotnews

 

ก.พ. ชงปรับฐานเงินเดือนข้าราชการปี 57

24 กรกฎาคม 2556

ก.พ.ชงปรับฐานเงินเดือนข้าราชการปี 57 หวังแก้ ปัญหาค่าตอบแทนลักลั่นของหน่วยงานภาครัฐ เสนอขยับเพดานระดับผู้บริหารเปิดช่องระดับล่างขยับขึ้น เผยนายกฯ เข้าข่ายได้รับการปรับด้วย

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อศึกษาทบทวนความเหมาะสมของค่าตอบแทนของผู้บริหารและบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐ กล่าวว่า ที่ประชุมมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กลับไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งคณะกรรมการฯ ต้องเปรียบเทียบค่าตอบแทนทุกส่วนทั้งภาคราชการ เอกชน รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ และองค์กรมหาชน แล้วเสนอกลับมาอีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน

นายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการ ก.พ. ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการระดับชาติเพื่อศึกษาทบทวนความเหมาะสมของค่าตอบแทนของผู้บริหาร และบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐ กล่าวว่า กรณีหลายองค์กรเสนอเรื่องขอปรับ ค่าตอบแทนเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เกรงว่าจะเกิดความลักลั่น จึงตั้งกรรมการชุดนี้ ขึ้นซึ่งประชุมครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ก.พ.เสนอข้อมูลเบื้องต้นว่าข้าราชการประเภทต่างๆ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และองค์กรอิสระปัจจุบัน ได้รับการจ่ายค่าตอบแทนเท่าไร รวมถึงเงินประจำตำแหน่งในรูปค่าตอบแทนพิเศษ เงินเพิ่ม สวัสดิการ ซึ่งแต่ละหน่วยงาน มีกฎหมายกำหนดเองได้

“แต่ละหน่วยงานมีกฎหมายที่ให้อำนาจเสนอเรื่องเงินเดือน และเงินค่าตอบแทนรูปแบบต่างๆ มายังครม.ทำให้เกิดปัญหา แต่เดิมต้องผ่านความเห็นชอบของ คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) แต่ต่อมาได้แยกและเสนอ ขอแก้ไขกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ไม่มีหน่วยงานกลางดูแลจึงเกิดการลักลั่น ปัญหา ที่พบคือมีเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่งเท่ากัน แต่บางกลุ่มมีเงินอื่นๆ เพิ่มเช่นค่าตอบแทนพิเศษ เบี้ยขยัน เป็นต้น” เลขาธิการ ก.พ.กล่าว

เขากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกองค์กรและหน่วยงานภาครัฐต้องให้ความร่วมมือ แม้แต่ละองค์กรจะมีอำนาจพิจารณาแต่ก็ควรมีข้อเสนอไม่ควรให้เกิดความแตกต่างหรือมีความเหลื่อมล้ำ ส่วนของเงินเดือนข้าราชการในภาพรวม เนื่องจากไม่ได้ปรับมานานทำให้เพดานเงินเดือนปัจจุบันค่อนข้างต่ำ ข้าราชการเริ่มที่ 15,000 บาท ปลัดกระทรวงสูงสุดอยู่ที่ 69,000 บาท ประกอบกับเมื่อมีการปรับฐานแรกเข้ารับราชการ 15,000 บาทไปแล้ว เพดานเงินเดือนด้านบนจะเหมือนถูกบีบให้แคบลงในการบริหารจัดการ จึงต้องขยับเพดานของระดับผู้บริหารที่อยู่ด้านบน เปิดกรอบเพดานเงินเดือนของข้าราชการระดับรองลงมาให้ขยับขึ้น แต่เนื่องจากต้องใช้งบจำนวนมาก จึงมีความเห็นหลายแนวทาง
ที่ผ่านมา การพิจารณาระบบค่าตอบแทนจะพิจารณาจากตำแหน่งและเงินเดือนระนาบเดียว ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ โดยฝ่ายบริหารสูงสุด คือ นายกรัฐมนตรี ส่วนนิติบัญญัติคือประธานสภา และฝ่ายตุลาการคือประธานศาลฎีกา

โดยคาดว่า การศึกษาโครงสร้างเงินเดือน ราชการจะแล้วเสร็จต้นปี 2557 และคาดว่าจะ กระทบหลายฝ่าย โดยเฉพาะบัญชีค่าตอบแทน ของฝ่ายการเมืองคือนายกรัฐมนตรีที่จะขยับ ขึ้นด้วย เพราะนายกฯอยู่ในตำแหน่งสูงสุด ฝ่ายบริหารคือทั้งของข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ ดังนั้นถ้าไม่ขยับเงินเดือนของนายกฯ ตำแหน่งอื่นๆ ก็จะขยับไม่ได้แก้ปัญหา ค่าตอบแทน ลักลั่นของ หน่วยงานรัฐ

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33448&Key=hotnews

 

มทร.ธัญบุรีเผยแผนดูแลสวัสดิภาพนักศึกษา

24 กรกฎาคม 2556

ผศ.พูลเกียรติ นาคะวิวัฒน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวถึงการดูแลด้านสวัสดิการและสวัสดิภาพของนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ว่า มทร.ธัญบุรีมีความเป็นห่วงเรื่องสวัสดิการและสวัสดิภาพของนักศึกษาอย่างมาก โดยนับตั้งแต่เปิดภาคเรียนก็ได้กำชับหัวหน้าส่วนงานรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยให้เข้มงวดตรวจตราความเรียบร้อยภายในสถาบันอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บุคคลภายนอกเข้ามาในมหา วิทยาลัยนั้นจะต้องดูให้ละเอียดและต้องสังเกตพฤติกรรมด้วย นอกจากนี้ได้แจ้งให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งคณะและสาขาวิชาแจ้งให้นักศึกษาในสังกัดระมัดระวัง ขณะเดียวกันก็ให้วางมาตรการป้องกันแก๊งมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสเข้ามาก่อเหตุภายในหน่วยงานด้วย

รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีแผนติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะต้องพยายามจัดหางบประมาณเพื่อมาดำเนินการเรื่องนี้ โดยอาจจะต้องทำเร่งด่วนในบางจุดที่ถือว่ามีความจำเป็นไปก่อน แล้วค่อยทยอยทำให้ครบทุกจุด เชื่อว่าหากมีกล้องวงจรปิดแล้วแก๊งมิจฉาชีพก็คงมีความเกรงกลัวไม่กล้าเข้ามาก่อเหตุอีก ผิดกับถ้าไม่มีเลยจะทำให้ย่ามใจเข้ามาก่อเหตุซ้ำได้อีก

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 25 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33447&Key=hotnews

ราชภัฏขานรับจำกัดจำนวนบัณฑิตครู

24 กรกฎาคม 2556

จากกรณี ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานกรรมการคุรุสภา เตรียมขอความร่วมมือคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และสถาบันฝ่ายผลิตครู ในการควบคุมจำนวนรับนักศึกษาครูในปีการศึกษา 2557 นั้น ผศ.นันทกา ปรีดาศักดิ์ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (มร.นม.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เพื่อควบคุมจำนวนบัณฑิตครูให้เหมาะสมกับความต้องการ แต่คุรุสภาก็ควรมีจำนวนความต้องการที่ชัดเจน และแจ้งให้สถาบันทราบเพื่อให้สามารถวางแผนการรับนักศึกษาได้ หรืออย่างน้อยจะต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ เพราะมหาวิทยาลัยจะต้องมีแผนการรับนักศึกษาล่วงหน้า ที่สำคัญการรับนักศึกษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับคณะ แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายของมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลมีกรอบที่ชัดเจนก็จะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยได้

“อย่างไรก็ตามอยากให้คุรุสภาคำนึงถึงสภาพพื้นที่และความต้องการของผู้เรียนด้วย เพราะนักศึกษาแถบอีสานหากไม่สามารถเข้าเรียนที่ส่วนกลางได้ก็มักเลือกเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งในปีการศึกษา 2556 เรามีแผนรับนักศึกษา 19 สาขาวิชา จำนวน 1,000 คน แต่รับจริง 1,800 คน เนื่องจากความต้องการของเด็กในพื้นที่มีมาก” ผศ.นันทกา กล่าว

ผศ.ประเสริฐ ลิ้มสุขวัฒน์ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) กล่าวว่า ตั้งแต่ตนรับตำแหน่งคณบดีฯ ในปี 2555 ได้หารืออธิการบดีเพื่อขอให้เริ่มจำกัดจำนวนรับนักศึกษาครู ดังนั้นจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าวเพราะน่าจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาจำนวนครูล้นได้ แต่ตนก็คาดหวังว่าคุรุสภาจะใช้อำนาจอย่างมีขอบเขต ไม่มาล้วงลูกเรื่องหลักสูตรการสอนเหมือนที่เกิดปัญหากับสภาวิชาชีพอื่น

ผศ.ละออง ภู่เงิน อดีตคณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (มรภ.บร.) กล่าวว่า ในความเป็นจริงอาจารย์ผู้สอนและคณะไม่ต้องการรับนักศึกษาเข้ามามาก เพราะการจำกัดจำนวนจะทำให้ควบคุมคุณภาพการเรียนการสอนได้ดี แต่เนื่องจากจำนวนการรับนักศึกษาใหม่จะเป็นไปตามนโยบายของมหาวิทยาลัย ดังนั้นหากผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คุรุสภา และสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) เอาจริงเอาจังและกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนลงมา น่าจะทำให้การจำกัดจำนวนครูให้เหมาะสมมีความเป็นไปได้มากขึ้น อีกทั้งจากการสอบถามนักศึกษาครูที่เข้าใหม่ส่วนใหญ่ก็ต้องการให้มีการจำกัดการเข้าสู่วิชาชีพเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นวิชาชีพชั้นสูง และยังจะช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถคัดเด็กที่มีคุณภาพและมีความตั้งใจเป็นครูอย่างแท้จริงได้

“หากเรามีระบบการคัดเลือกเพื่อให้ได้คนที่อยากเป็นครูจริง ๆ เข้ามาเป็นครู ไม่ใช่ใครก็มาเป็นครูได้เหมือนปัจจุบันจะสามารถยกระดับวิชาชีพครูให้สูงขึ้นได้ เพราะคนที่สอบบรรจุเป็นครูได้อาจเป็นคนสอบเก่ง คือ ติวแล้วสอบ แต่เราก็มั่นใจเรื่องคุณภาพคุณธรรมไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราจำกัดจำนวนคนที่จะมาเรียนครูและจำนวนตำแหน่งครูที่จะบรรจุ เมื่อเด็กจบมาก็จะเป็นครูไม่ต้องออกจากวิชาชีพนี้เช่นเดียวกับคนที่เรียนแพทย์ได้จะเป็นการดี” ผศ.ละออง กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 25 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33446&Key=hotnews

สช.ทำแผนส่งเสริมเอกชน

24 กรกฎาคม 2556

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้จัดประชุมทำแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการศึกษาเอกชน ปี 2556-2560 ขึ้น โดยมีนายกสมาคมทางการศึกษาเอกชน ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน และข้าราชการ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อมเสนอแนวทางในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของ สช. เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการส่งเสริมการศึกษาเอกชนให้ครอบคลุมในเรื่องของลักษณะ ประเภท ขนาด คุณภาพของโรงเรียน ครู และนักเรียน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ

ด้าน นางเสาวนีย์ พนัสสรณ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายและแผน สช. กล่าวว่า เนื่องจาก สช.ดูแลโรงเรียนเอกชนทั้งในและนอกระบบกว่า 12,000 แห่ง จึงต้องมีการทำเป็นกรอบแนวทางส่งเสริมการศึกษาเอกชน ให้ครอบคลุมกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงเป็นไป โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาเอกชนที่สอดรับกับการเข้าสู่อาเซียน เนื่องจากโรงเรียนเอกชนมีบริบทที่แตกต่างกัน ซึ่งจากการประชุมจัดทำร่างยุทธศาสตร์ ได้มีการวางวิสัยทัศน์ ให้การศึกษาเอกชนมีคุณภาพได้มาตรฐานสากล มีพันธกิจส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาเอกชนให้มีคุณภาพมาตรฐานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง พัฒนาระบบบริหารจัดการและเครือข่ายความร่วมมือการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้จะมีการนำร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าวไปรับฟังความเห็นอีกครั้งในเดือน ส.ค.นี้.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 25 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33445&Key=hotnews

 

‘สกอ.’ จ่อประกาศร่าง จัดทางไกล ‘อุดมศึกษา’

24 กรกฎาคม 2556

นายปรัชญา เวสารัชช์ ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาระบบการศึกษาทางไกล ในคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างแนวปฏิบัติในการพิจารณาคุณภาพการจัดการศึกษาทางไกลว่า คณะทำงานพัฒนาเกณฑ์การเปิดหลักสูตรระดับปริญญาในระบบการศึกษาทางไกล ได้จัดทำร่างแนวปฏิบัติดังกล่าวเสร็จแล้ว และส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แล้ว คาดว่าเร็วๆ นี้ อนุกรรมการพิจารณาและติดตามประเมินผลฯจะได้พิจารณา และจะดูว่าต้องเพิ่มเติมหรือปรับแก้ไขส่วนใดบ้าง จากนั้นจะส่งกลับให้คณะทำงานแก้ไข และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ มหาวิทยาลัยและผู้เกี่ยวข้องต่อไป ก่อนจะนำร่างนี้ไปใช้ในการปรับปรุงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องหลักเกณฑ์การขอเปิดและดำเนินการหลักสูตรระดับปริญญาในระบบการศึกษาทางไกล พ.ศ.2548

นายปรัชญากล่าวต่อว่า สำหรับร่างแนวปฏิบัติในการพิจารณาคุณภาพการจัดการศึกษาทางไกล ที่คณะทำงานได้ร่างนั้น จะเน้นคุณภาพของนักศึกษาผู้เรียนเป็นหลัก และการเรียนการสอนจะต้องไม่ด้อยกว่าการเรียนในชั้นเรียน นอกจากนี้ ในร่างจะลงรายละเอียดต่างๆ ในการจัดการศึกษาทางไกลของมหาวิทยาลัยอย่างเข้มข้น เช่น หลักสูตร จะต้องเหมาะสมกับผู้เรียน เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้สอนต้องทันสมัยและเหมาะสม มีระบบการติดตามและตรวจสอบผู้เรียนที่ชัดเจน ตั้งแต่เริ่มลงทะเบียนเรียน สอบ และผ่านการสอบ ซึ่งการจะตรวจสอบได้นั้น อาจจะใช้วิธีในการบันทึกการเรียนการสอน การสนทนาระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เป็นต้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33444&Key=hotnews