kounchanok rujjanapan

หลักเกณฑ์ใหม่สอบครูผู้ช่วย ว12

24 กรกฎาคม 2556

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ได้ลงนามในหนังสือหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือ มีเหตุพิเศษ หรือ ว12 ใหม่ โดยกำหนดให้ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.ที่ ก.ค.ศ.แต่งตั้งเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกครูผู้ช่วย ว12 แทนการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้ดำเนินการ

แหล่งข่าว แจ้งด้วยว่า หลักเกณฑ์การตัดสิน ผู้ผ่านการคัดเลือกต้องได้คะแนนแต่ละภาค ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และหากพบว่าการดำเนินการคัดเลือก มีการทุจริตหรือส่อไปในทางไม่สุจริต หรือดำเนินการผิดพลาดอันอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม ให้ผู้ดำเนินการคัดเลือกพิจารณาแก้ไขหรือยกเลิกการ คัดเลือกในครั้งนั้นได้ ทั้งนี้ การสอบคัดเลือกจะแบ่งเป็น ภาค ก ความรอบรู้ และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวินัย คุณธรรม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา คะแนนเต็ม 150 คะแนน ให้คัดเลือกด้วยวิธีการสอบข้อเขียนแบบปรนัย ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง คะแนนเต็ม 150 คะแนน ให้คัดเลือกด้วยวิธีการสอบข้อเขียนแบบปรนัย และภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ คะแนนเต็ม 50 คะแนน ให้ประเมินด้วยวิธีการสัมภาษณ์ สังเกต ตรวจสอบเอกสาร หรือวิธีอื่นที่เหมาะสม

ด้านนางรัตนา กล่าวว่า การปรับหลักเกณฑ์ใหม่นี้ เพื่อให้อำนาจ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯในการสอบ แต่การสอบจะต้องสอบพร้อมกัน โดยให้ สพฐ.กำหนดปฏิทินเพื่อรับสมัครและสอบพร้อมกันทั่วประเทศ โดยหลักเกณฑ์นี้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33443&Key=hotnews

อาชีวะรางวัลพระราชทาน คว้าทั้ง ปวช./ปวส.เล็ก-กลาง-ใหญ่ ว.เกษตรฯ-เทคนิค-การอาชีพนำ

24 กรกฎาคม 2556

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเผยชื่อสถานศึกษาดีเด่นนร./นศ.อาชีวะในสังกัดที่มีผลการเรียนดี-ประพฤติดีรับรางวัลพระราชทานปีการศึกษา 2555 ปลื้ม นร./นศ. /สถานศึกษาขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่รับรางวัลถ้วนหน้าว.เกษตร-ว.เทคนิคทั่ว ปท. นำโด่งนักเรียนนักศึกษารางวัลพระราชทาน
ประเภทนักเรียนนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สถานศึกษาขนาดเล็กได้แก่ นักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพะเยา วิทยาลัยการอาชีพโคกสำโรง วิทยาลัยสารพัดช่างตราด วิทยาลัยการอาชีพด่านซ้าย วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตรัง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร วิทยาลัยการอาชีพปัตตานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอี่ยมละออ สถานศึกษาขนาดกลางได้แก่ นักศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ วิทยาลัยการอาชีพสตึก วิทยาลัยการอาชีพตระการพืชผล วิทยาลัยเทคนิคพังงา วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือนครศรีธรรมราช วิทยาลัยเทคนิคสตูล และวิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี สถานศึกษาขนาดใหญ่ได้แก่ นักศึกษาจาก วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม วิทยาลัยการอาชีพนางรอง วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ และวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน

ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) สถานศึกษาขนาดเล็กได้แก่นักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพะเยา วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครสวรรค์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรี วิทยาลัยเทคนิคบูรพาปราจีน วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี วิทยาลัยการอาชีพด่านซ้าย วิทยาลัยการอาชีพแก้งคร้อ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตรัง วิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ วิทยาลัยการอาชีพสายบุรี สถานศึกษาขนาดกลางได้แก่ นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคตราด วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด วิทยาลัยสารพัดช่างนครราชสีมา วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ วิทยาลัยเทคนิคพังงา และวิทยาลัยเทคนิคสตูล สถานศึกษาขนาดใหญ่ได้แก่ นักศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ วิทยาลัยเทคนิคชัยนาท วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม วิทยาลัยเทคนิคเลย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต และวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี นักศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทานระดับการศึกษาวิชาชีพได้แก่ นักศึกษาจากวิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี วิทยาลัยสารพัดช่างอุบลราชธานี และวิทยาลัยการอาชีพหลวงประธานราษฎร์นิกร

สถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทานระดับอาชีวศึกษาสถานศึกษาขนาดเล็กได้แก่วิทยาลัยการอาชีพเถิน วิทยาลัยการอาชีพนครไทย วิทยาลัยการอาชีพโคกสำโรง วิทยาลัยสารพัดช่างสระบุรี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง วิทยาลัยการอาชีพด่านซ้าย วิทยาลัยการอาชีพแก้งคร้อ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร วิทยาลัยการอาชีพปะเหลียน วิทยาลัยการอาชีพไชยา วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสงขลา สถานศึกษาขนาดกลางได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคตาก วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขอนแก่น วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณปริสุทโธ วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษวิทยาลัยการอาชีพห้วยยอด วิทยาลัยเทคนิคสตูล และวิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก สถานศึกษาขนาดใหญ่ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลำปาง วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัยวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี วิทยาลัยเทคนิคนครนายก วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต วิทยาลัย

อาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ และวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน สถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทานระดับการศึกษาวิชาชีพสถานศึกษาขนาดเล็ก ได้แก่ วิทยาลัยสารพัดช่างราชบุรี สถานศึกษาขนาดใหญ่ได้แก่ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา วิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี วิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ และวิทยาลัยสารพัดช่างชุมพร

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33441&Key=hotnews

 

โรงเรียนสุจริต สร้างเด็กเก่งแต่ไม่โกง

24 กรกฎาคม 2556

ทั่วถิ่นไทยก้าวไกลการศึกษา
วรางคณา อนันตะ นักประชาสัมพันธ์ สพม.39
โรงเรียนพุทธชินราชพิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 39 (พิษณุโลก-อุตรดิตถ์) ได้รับการคัดเลือกเป็น โรงเรียนนำร่องจาก 225 โรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมกับได้รับการคัดเลือกให้เป็น 12 โรงเรียนต้นแบบ ทดลองวิจัยป้องกันการทุจริต ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน

คือ การมีทักษะกระบวนการคิด มีวินัย มีความซื่อสัตย์สุจริต อยู่อย่างพอเพียง และมีจิตสาธารณะ ให้โรงเรียนดำเนินการฝึกอบรมผู้บริหาร ครูและนักเรียน ให้เป็นโรงเรียนสุจริตนำร่อง ปลูกจิตสำนึกให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและดำเนินการให้เป็นรูปธรรมเป็นที่รู้จัก ภายใน 5 ปี พร้อมขยายผลสู่ชุมชน
เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา โรงเรียนได้นำครูและนักเรียนทั้งโรงเรียน ประกาศเป็นโรงเรียนสุจริต โดย ดร.สมเกียรติ บุญรอด ผู้อำนวยการ สพม. เขต 39 ได้เข้าเยี่ยมชมการจัดกิจกรรมพัฒนาครูและนักเรียนสู่โรงเรียนสุจริตในครั้งนี้ด้วย

สำหรับปฏิญญาโรงเรียนสุจริต ประกอบด้วย 1.เราจะร่วมมือกันป้องกันและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ 2.เราจะปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตระหว่างโรงเรียนและชุมชนให้เป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน และ 3.เราจะสร้างเครือข่ายความซื่อสัตย์สุจริตระหว่างโรงเรียน และชุมชน ให้เป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน

เก็บของได้แล้วประกาศหาเจ้าของ เป็นประกาศหน้าเสาธงทุกเช้าของโรงเรียน หนึ่งในการปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริตของนักเรียนในโรงเรียนพุทธชินราชพิทยา ที่ได้ของคืนทุกครั้งที่ของหาย
การประกาศเป็น “โรงเรียนสุจริต” จึงส่งผลให้เด็กนักเรียน เป็น “เด็กดี เด็กเก่งแต่ไม่โกง”

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33440&Key=hotnews

ขยายแผนรับผู้พิการเรียนสายอาชีพ สอศ.จับมือ สพฐ.เร่งพัฒนาครู-เพิ่มงบวิทยาลัย

24 กรกฎาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีแผนขยายจำนวนการรับนักเรียน นักศึกษา ที่พิการทางร่างกายเข้าเรียนเพิ่มมากขึ้น เพราะที่ผ่านมามีเด็กพิการต้องการเรียนสายอาชีพจำนวนมาก แต่ด้วยข้อจำกัดของวิทยาลัยที่มีครูผู้สอนคนพิการน้อย ดังนั้น สอศ.จะจัดอบรมพัฒนาครูในหลักสูตรครูผู้ดูแลและสอนนักศึกษาพิการ จำนวน 200 ชั่วโมง โดยครูที่ผ่านการอบรมจะได้เงินพิเศษเพิ่มเติมเดือนละ 2,000 บาท พร้อมกันนี้จะร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พัฒนาครูผู้สอนอีกทางด้วย โดยแนวทาง คือ เด็กพิการต้องเรียนร่วมกับเด็กปกติโดยไม่แยกออกไปสอนเฉพาะ สำหรับปีการศึกษา 2556 วิทยาลัยในสังกัด สอศ. มีเด็กพิการ 1,323 คน แบ่งเป็น ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 905 คน และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 418 คน นอกจากนี้ยังเรียนในหลักสูตรระยะสั้นต่างๆ อีก 1,747 คน สำหรับสาขาที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า สอศ.ได้จัดงบฯ ให้แก่วิทยาลัยเพิ่มเติมสำหรับนักเรียนปวช. 1 เท่าของจำนวนที่เด็กปกติได้รับ นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าจ้างครูผู้ช่วย สื่อการเรียนการสอน ที่ปีนี้ตั้งงบฯ ไว้ 18 ล้านบาท ส่วน ปวส.ที่ไม่ได้เงินอุดหนุนตามโครงการเรียนดี เรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ก็จะจัดงบฯ ดำเนินงานให้สายอุตสาหกรรม หัวละประมาณ 6,000 บาทต่อปี สายคหกรรม หัวละประมาณ 4,000 บาทต่อปี สาขาธุรกิจ หัวละประมาณ 2,000 บาทต่อปี อย่างไรก็ตาม นอกจากงบฯ ปกติที่ได้รับแล้ว สอศ. ยังได้รับการสนับสนุนงบฯ 6.5 ล้านบาท จากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการอีกด้วย โดยขณะนี้ สอศ.ยังเตรียมเสนอของบฯ พิเศษจากแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 196.5 ล้านบาท ซึ่งหากได้รับเงินในส่วนนี้ การเรียนการสอนสำหรับเด็กพิการจะมีคุณภาพมากขึ้น

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33439&Key=hotnews

‘ภาวิช’ เผยคืบหน้าแผนปฏิรูป

24 กรกฎาคม 2556

กรุงเทพฯ : “ภาวิช” ชี้หลักสูตรใหม่วิชาเรียนและชั่วโมงเรียนใกล้ลงตัว เร่งจัดโรงเรียนนำร่อง 3,000 โรง อาจใช้ 3-4 โมเดล เพื่อประเมินรูปแบบที่ดีที่สุดก่อนนำมาใช้

ศ.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลัก สูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยความคืบหน้าการปฏิรูปหลัก สูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลังจากนำร่างหลักสูตรใหม่ชั้นประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-3) ไปประชุมร่วมกับครูชั้นประถมฯต้นที่ จ.ขอนแก่น ว่าคณะทำงานได้ข้อมูลจากการแสดงความคิดเห็นของครูที่มาร่วมประชุม ซึ่งขณะนี้กำลังไปประมวลผลเพื่อปรับในบางรายละเอียด
ในส่วนรายวิชาเรียนชั้นประถมฯต้นนั้นจะมี 3 วิชาหลัก ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย และ 4 วิชาบูรณาการ ได้แก่ วิชาบ้านของเราโลกของเรา วิชาเด็กในวิถีประชาธิปไตย วิชาชีวิตกับการเรียนรู้ และวิชาศิลปะและพลานามัยเพื่อชีวิต ส่วนชั่วโมงเรียนชั้นประถมฯต้นนั้นขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดตายตัว เพราะต้องทำรายละเอียดให้ครบถ้วนก่อน แต่ในหลักการกำหนดไว้ไม่เกิน 700 ชั่วโมง จากเดิม 1,000 ชั่วโมงต่อปี

ส่วนวิชาภาษาอังกฤษให้เริ่มเรียนตั้งแต่ ป.1 เหมือนเดิม ขณะที่บางประเทศ อาทิ เกาหลี ให้เริ่มเรียนในชั้นประถมฯ ปลาย เนื่อง จากวิเคราะห์ข้อมูลแล้วว่าทักษะทางภาษาจะทำได้ดีแม้อายุยังน้อย ประกอบกับข้อมูลของโรงเรียนอินเตอร์ทั้งหลายยืนยันอย่างนั้นจึงใส่ตามเดิม ส่วนการบริหารจัดการครูให้รองรับการสอนกลุ่มวิชาใหม่นั้นคิดว่าคงต้องเกิดในช่วงโครงการนำร่อง เพราะรูปแบบการจัดการครูต้องเป็นแบบคิดไปทำไป โดยในปีแรกที่จะนำร่องก่อนในโรงเรียน 3,000 โรงนั้น อาจต้องใช้รูปแบบการจัดการครูถึง 3-4 โมเดล จากนั้นค่อยมาประเมินเพื่อเลือกว่ารูปแบบใดดีที่สุดแล้วค่อยนำไปใช้ ไม่เหมือนกับหลักสูตรปัจจุบันที่ขั้นตอนการนำไปใช้เรียกเพียงศึกษา นิเทศก์มาอบรมแล้วไปขยายผลเองเท่านั้น แต่ตามหลักวิชาการการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้ไม่จบเพียงเท่านั้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33437&Key=hotnews

 

 

สภาการศึกษา ขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่ประชาคมอาเซียน

24 กรกฎาคม 2556

ขยับขับเคลื่อนมาระยะหนึ่งแล้วสำหรับเรื่องของคุณวุฒิวิชาชีพจนขยับต่อยอดมาสู่กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (National Qualifications Framework-NQF) และจะ เชื่อมโยงกับกรอบคุณวุฒิอาเซียน เพื่อพัฒนากำลังคนเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและ ร่วมกันยกระดับการแข่งขันของภูมิภาค

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติ ได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้จึงได้จัดประชุมนานาชาติ “การยกระดับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่ประชาคมอาเซียน” ขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และตระหนักถึง ความสำคัญของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติและกรอบคุณวุฒิอาเซียน รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สถานการณ์และหาแนวทางพัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติของประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกับกรอบคุณวุฒิอาเซียน

Mr. Richard Thornton รองผู้อำนวยการองค์กรคุณวุฒิของนิวซีแลนด์กล่าวในการบรรยายเรื่อง “การยกระดับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่การเป็นประชาคมอาเซียน” ว่า กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นเกณฑ์ในการประกันคุณภาพ สร้างความโปร่งใสและความมั่นใจแก่ผู้เรียน สถาบันการศึกษา นายจ้าง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการผลิตหรือรับบุคคลเข้าเรียนหรือเข้าทำงาน โดยพิจารณาจากผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ของบุคคล และยังเป็นกลไกที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning) อีกด้วย

Ms. Peggy Wong ผู้แทนจากสำนักงานเลขานุการกรอบคุณวุฒิแห่งฮ่องกง กล่าวว่า ฮ่องกงได้ริเริ่มพัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติเพื่อใช้เป็น ส่วนหนึ่งของการประกันคุณภาพ และเพิ่มคุณภาพและความสามารถในการแข่งขันของกำลังแรงงาน ซึ่งกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของฮ่องกงแต่ละคุณวุฒิ มีมาตรฐานที่แตกต่างกัน โดยมีการประกันคุณภาพ คุณวุฒิและหลักสูตรการ เรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม โดยแบ่งออกเป็น 7 ระดับ ระดับที่ 1 เป็นระดับต่ำสุด ระดับที่ 7 เป็นระดับสูงสุด ปัจจุบันฮ่องกงมีข้อมูลคุณวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการยอมรับตามกรอบคุณวุฒิ แห่งชาติของฮ่องกงที่ขึ้นบนเว็บไซต์มากกว่า 7,300 คุณวุฒิ มีคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาประมาณ 200 คุณวุฒิ และที่ฮ่องกงจะทำต่อไปคือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกรอบคุณวุฒิ เช่น การสะสมความรู้และประสบการณ์ การรับรองคุณวุฒิ และส่งเสริมความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรม พัฒนาหลักสูตรมาตรฐานที่พึงประสงค์ และเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้นำในการพัฒนาหลักสูตรและส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา กรอบคุณวุฒิด้วย

Dr. Megawati Santoso รองประธานกรรมการคณะทำงานกรอบคุณวุฒิอาเซียนของอินโดนีเซีย ได้ให้ความเห็นว่า กรอบคุณวุฒิอาเซียน เป็นกรอบข้อตกลงในเรื่องของหลักประกันคุณภาพ เป็นหลักเกณฑ์ที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการพิจารณาคุณวุฒิของชาติที่จะนำไปสู่เกณฑ์พิจารณาในระดับภูมิภาค และยังเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบคุณวุฒิของประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน สำหรับคุณลักษณะและความรู้ภายใต้กรอบคุณวุฒิอาเซียน มี 8 ระดับคือ เริ่มจากระดับ 8 คือ มีความชำนาญสูงสุด มีอิสระในความคิดและการค้นคว้าองค์ความรู้หรือแนวปฏิบัติใหม่ๆ มีความชำนาญด้านองค์ความรู้หลักที่เป็นพื้นฐานของการค้นคว้า มีความชำนาญ ด้านทฤษฎีและเทคนิคการคิดเชิงวิเคราะห์ มีความชำนาญด้านทฤษฎีและเทคนิคที่กว้างขวางและครอบคลุม รู้ทฤษฎีและเทคนิคที่ดี รู้เทคนิคและ ทฤษฎีบางส่วน มีความรู้ระดับพื้นฐานที่ตั้งอยู่ บนความเป็นจริง มีความรู้พื้นฐานทั่วไป นอกจากนี้ ยังได้กำหนดคุณลักษณะด้านศีลธรรมและจริยธรรม ความรับผิดชอบด้วย

นอกจากนี้ยังมีการบรรยายในหัวข้อ “การแลกเปลี่ยน เรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติ” โดย ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา, Mr. Emmet McElhatton , Mr. Anthony Chan Dr. Megawati Santoso

Mr. Emmet McElhatton ผู้เชี่ยวชาญ
กรอบคุณวุฒิของนิวซีแลนด์ กล่าวว่า กรอบคุณวุฒิแห่งชาตินิวซีแลนด์มีมานานกว่า 20 ปีและเป็นประเทศแรกที่เริ่มทำกรอบคุณวุฒิ โดยช่วงแรก มีปัญหาในเรื่องการกำหนดระดับทำให้เกิดความสับสน จึงแก้ปัญหาโดยดึง ภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมทำกรอบคุณวุฒิ ปัจจุบันมีการนำ NZQF ไปใช้อย่างกว้างขวางและยังเป็นแม่แบบและที่ปรึกษาให้กับประเทศที่กำลังดำเนินการพัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ล่าสุดร่วมกับออสเตรเลียพัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติให้กับประเทศในอาเซียน โดยเลือกประเทศไทยเป็นประเทศนำร่อง โดยเริ่มจากการประเมินความต้องการเพื่อวิเคราะห์ความต้องการในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการ

Mr. Anthony Chan ผู้ประสานงาน โครงการการศึกษาฮ่องกง กล่าวว่า กรอบคุณวุฒิแห่งชาติของฮ่องกงประกาศใช้เมื่อปี 2008 แบ่งระดับคุณวุฒิออกเป็น 7 ระดับ ซึ่งครอบคลุมระบบ การศึกษาสายสามัญ สายอาชีพ และการฝึกอบรมต่างๆ และกำหนดชื่อคุณวุฒิกลางไว้เพื่อให้สถานศึกษาได้กำหนดคุณวุฒิการศึกษาให้สอดคล้องกับชื่อกลางที่กำหนด โดยได้รับความร่วมมือ จากภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานและสมรรถนะ ซึ่งกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของฮ่องกงให้ความสำคัญกับการสะสมประสบการณ์เป็นเกณฑ์สำคัญ

Dr. Megawati Santoso ยังกล่าวถึง กรอบคุณวุฒิแห่งชาติของอินโดนีเซียว่า แบ่งออกเป็น 9 ระดับ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถเทียบโอนประสบการณ์ได้ และ ไม่ได้ประเมินเฉพาะด้านความรู้อย่างเดียว แต่จะมีการประเมินในด้านศีลธรรมและจริยธรรมด้วย คาดหวังว่าการพัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติจะทำให้นานาชาติยอมรับการจัดการศึกษาของอินโดนีเซีย และเป็น กรอบคุณวุฒิฯที่สามารถใช้เทียบเคียงได้กับ ทุกประเทศเพื่อให้สามารถออกใบประกาศคุณวุฒิ (Joint Degree) ร่วมกันได้

นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการยกระดับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่ประชาคมอาเซียนซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทย อินโดนีเซียและฮ่องกง โดยได้รับความร่วมมือจาก New Zealand Qualification Authority : NZQA เป็นที่ปรึกษาโครงการ มีขั้นตอนการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน คือ กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะดำเนินการโครงการให้ตรงกัน ระบุตำแหน่งงานในสาขาอาชีพ ที่ตกลงร่วมกัน ระบุสมรรถนะทั้งสมรรถนะแกนกลางสมรรถนะวิชาชีพ และกำหนดลักษณะที่พึงประสงค์

นอกจากนี้ที่ประชุมในส่วนภาคอุตสาหกรรมเห็นตรงกันว่ากรอบคุณวุฒิแห่งชาติมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ช่วยในการพัฒนาและ ยกระดับกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมให้มีคุณภาพสูง นำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ แต่การจัดทำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติจะต้องกำหนดกลไกการขับเคลื่อนให้ชัดเจน มีหน่วยงานกลาง ทำหน้าที่ทดสอบมาตรฐาน และมีการเทียบเคียงกับ กรอบคุณวุฒิอาเซียน นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีบทบาทที่ชัดเจนและจะต้องเป็นที่ยอมรับ ของภาคอุตสาหกรรม

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพ 10300 โทรศัพท์ 0-2241-8284 ต่อ 2413, 2414, 2416, 2471 เว็บไซต์ www.onec.go.th

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33436&Key=hotnews

“จาตุรนต์” เล็งถกกรมบัญชีกลาง ป้องกันถูกฟ้อง “ชะลอแทบเล็ต”

19 กรกฎาคม 2556

จาตุรนต์ เตรียมปรึกษากรมบัญชีกลาง-สำนักนายกฯ ป้องกันถูกเอกชนฟ้องกลับกรณีชะลอซื้อแทบเล็ต ม.1 โซน 3

หลังจากที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มีคำสั่งชะลอซื้อแทบเล็ต นักเรียนชั้น ม.1 เนื่องจากที่ประชุมบอร์ดคณะกรรมการบริหารหนึ่งคอมพิวเตอร์พกพา(แทบเล็ต) ต่อ 1 นักเรียน ให้ชะลอการประมูลการจัดซื้อแทบเล็ตโซนที่ 3 ของนักเรียนชั้น ม.1 และ ครู ของภาคกลางและภาคใต้ ที่ได้เปิดประมูลด้วยวิธีการประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ (อีออคชั่น) ไปเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2556 นั้น
ล่าสุด นายจาตุรนต์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลคำร้องเรียนและความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริต ที่เสนอมาว่าการประมูลในโซนที่ 3 มีการสมยอมในการประมูลเกิดขึ้น เนื่องจากโซนนี้มีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียง 2 ราย ราคาที่ประมูลได้ก็ต่ำกว่าราคากลางไม่มากนัก และมีปัญหาเรื่องสเปคเครื่อง อีกทั้งมีกรณีบริษัทซึ่งผ่านการทดสอบคุณสมบัติเบื้องต้นในโซนที่ 1 และที่ 2 แต่กลับไม่ผ่านการทดสอบคุณสมบัติในโซน 3 ดังนั้น บอร์ดฯ จึงมีมติให้ชะลอผลการประมูลในโซนที่ 3 ไว้ก่อน

เมื่อรวบรวมเอกสารข้อมูลการดำเนินการของโซนที่ 3 แล้วก็จะดูข้อเท็จจริงว่าจะป้องกันปัญหาการถูกฟ้องกลับอย่างไร และจะรีบไปปรึกษากับตัวแทนของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กรมบัญชีกลาง และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้การสั่งให้ชะลอก็อาจจะส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการจัดซื้อ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น ขณะนี้ไม่สามารถให้ผ่านไปได้ในทันที เพราะผ่านไปแล้วตนก็อาจจะติดคุกได้

ส่วนโซนที่ 4 แทบเล็ต ม.1 ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ต้องประกาศยกเลิกการประมูลไปก่อนเช่นกันนั้น เนื่องจากมีบริษัทที่ผ่านการตรวจสอบเพียงบริษัทเดียว จึงไม่สามารถทำอีออคชั่นได้นั้น ถ้าจำเป็นก็ต้องชะลอไปก่อน

สำหรับในส่วนการประมูลของโซนที่ 1 และโซนที่ 2 ที่ผ่านขั้นตอนไปแล้วนั้น ก็ให้ดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนปกติ ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปเจรจาต่อรองราคาให้ลดลงมาจากราคากลางอีก และเสนอมาให้ผมพิจารณาก่อน หลังจากนั้นจึงจะสรุปได้ว่า จะจัดซื้อได้เมื่อไหร่ โดยเน้นความถูกต้อง หากมีการทุจริตจริงผมก็ต้องไม่ใช่เป็นผู้สนับสนุนหรือปล่อยปละละเลยให้เกิดขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33424&Key=hotnews

เด็กไทยคว้าอันดับ 3 แข่ง ‘Microsoft Imagine Cup 2013’ ระดับโลก

19 กรกฎาคม 2556

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัดร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของตัวแทนเด็กไทยอีกครั้งเป็นปีที่ 4 เมื่อ ทีมไมร่า (Myra) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT)และ ทีม เคลฟเวอร์ มายด์ (Clever Mind) จากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกันคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง ในการแข่งขันประเภท Innovation และ Windows 8 App จากเวทีการแข่งขันระดับโลกMicrosoft Imagine Cup ครั้งที่ 11 ซึ่งทีมไมร่าได้รับเงินรางวัล 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ150,000 บาท) ในขณะที่ทีมเคลฟเวอร์ มายด์ได้รับเงินรางวัลจำนวน 3,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ90,000 บาท) โดยในปีนี้ ไมโครซอฟท์ได้จัดการแข่งขันขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 8 – 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมาโดยมีนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 87 ทีมจาก 71 ประเทศทั่วโลก

ฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ประเทศไทยได้รับการบันทึกและมีจุดยืนที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง บนเวทีการแข่งขันMicrosoft Imagine Cup ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่คว้าแชมป์ชนะเลิศมาแล้วถึง 3 ครั้งสำหรับผลการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมในครั้งนี้ของทีมไมร่า ในประเภท Innovation และ ทีมเคลฟเวอร์มายด์ ในประเภท Windows 8 App ไม่ได้เพียงสร้างชื่อเสียงให้กับทั้งสองทีม แต่เป็นชื่อเสียงของประเทศชาติด้วย เราทุกคนรู้สึกภูมิใจกับความสำเร็จของเยาวชนไทยกลุ่มนี้และขอบคุณสำหรับทุกๆ ความพยายาม ผมมั่นใจว่านักศึกษาไทยทั้งสองทีมนี้จะมีอนาคตที่สดใสในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศไทยอย่างแน่นอน”

ทีมไมร่า มีสมาชิกประกอบด้วย นางสาวศิคณา ธนุภาพรังสรรค์ นางสาวศรัณยา ภุมมานายกรัชกาย อารี-กิจเสรี และ นายธนานันต์พัฒนางกูร ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สองจากการแข่งขันประเภท Innovation ด้วยผลงานทีมี่ชื่อว่า SkyPACS ซึ่งออกแบบเพื่อเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักรังสีวิทยาในการจัดการและโอนย้ายภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น MRI และ CT Scan และเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกแก่รังสีแพทย์ในการวินิจฉัยอาการผิดปกติของผู้ป่วยจากภาพถ่ายหรือ ระบบจำลองภาพ 3 มิติ ระบบจะเน้นการใช้งานที่ง่ายและมอบประสบการณ์การใช้งานบนเว็บแอพพลิเคชั่นและระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8

นางสาวศิคณา ธนุภาพรังสรรค์ หนึ่งในสมาชิกทีมไมร่า อธิบายต่อว่า “เราได้ทำการสำรวจอุปสรรคต่างๆ ที่นักรังสีวิทยามักพบเจอในกระบวนการการทำงานและเราได้ไอเดียในการสร้าง SkyPACS ในขณะที่เราได้ทำการค้นหาซอฟต์แวร์โซลูชั่นในช่วงแรก โปรแกรม SkyPACS จึงเป็นวิธีง่ายๆ สำหรับการตรวจวินิจฉัยที่จะเปลี่ยนอุปกรณ์แท็บเล็ตของคุณให้กลายเป็นเครื่องฉายภาพทางการแพทย์ที่ได้ติดตั้งชุดเครื่องมือที่นักรังสีวิทยาคุ้นเคยไว้ในตัว”

ทีมเคลฟเวอร์ มายด์ มีสมาชิกประกอบไปด้วย นายกฤตินันท์ สิโรดม นายปิยะวุฒิ จันทศรีสวัสดิ์ นายศิริ-ศักดิ์ นาคะวิวัฒน์ และ นายสิทธิโชติ ฉัตรธนะกุล ส่งแอพฯ สร้างสรรค์ Vocable World เข้าประกวด Vocable World เป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้คำศัพท์แบบมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของเฟรมเวิร์ก LPM (เรียนรู้: learning, ฝึกฝน: practicing และประเมินผล: measuring) โดยใช้การเล่นเกมเพื่อดึงดูดให้ผู้เล่นสนใจและอยากที่จะเรียนรู้คำศัพท์ ทั้งนี้ Vocable World ได้รับการพัฒนาให้รองรับการใช้งานบน Windows 8 และ Windows Phone 8 ส่วนแอพฯ ฝั่งเซิฟเวอร์นั้นจะทำงานอยู่บน Windows Azure

นายสิทธิโชติ ฉัตรธนะกุล อธิบายถึงจุดประสงค์ของแอพฯ นี้ว่า “พวกเราต้องเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องแชร์ความคิด ออกความเห็นหรืออารมณ์ โดยใช้ภาษาต่างประเทศ ซึ่งเราพบว่าเราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เพราะมีวงศัพท์ที่จำกัด ไม่มั่นใจในโครงสร้างไวยากรณ์ และ กังวลเกี่ยวกับการออกเสียง Vocable World จะมาช่วยผู้เรียนภาษาให้มีความรู้และสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ โดยการใช้กระบวนการการเรียนรู้ที่น่าสนใจมากขึ้น”

ทีมไมร่า และ ทีมเคลฟเวอร์ มายด์ เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อคว้าชัยชนะในครั้งนี้กับนักศึกษาอีก 87 ทีม จาก 71 ประเทศทั่วโลก ในรอบชิงชนะเลิศหลังจากชนะการแข่งขัน Imagine Cup ในระดับประเทศเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ประกาศผลโครงการของทีมผู้ชนะโดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ Innovation,Games และ World Citizenship พร้อมทั้งการแข่งขันแบบเฉพาะเจาะจงอีก 3 รางวัล และรางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุนการแข่งขันอีก 8 รางวัล ทีมไมร่าขึ้นรับเงินรางวัลจำนวน 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ร่วมกับผู้ชนะการแข่งขันทีมอื่นๆในงานมอบรางวัล Imagine Cup Award ที่จัดขึ้น ณ โรงละครอเล็กซาน ดรินสกี้ พร้อมผู้เข้าร่วมงานกว่า 800 คน ทั้งนักศึกษา คณะกรรมการพันธมิตร แขกผู้มีเกียรติ และ สื่อมวลชนจากทั่วโลก พิธีประกาศรางวัลถือเป็นจุดสูงสุดของการแข่งขันตลอดระยะเวลา 4 วันและเป็นการเฉลิมฉลองการนำไอเดียสร้างสรรค์มาทำให้เป็นจริงผ่านเทคโนโลยีและการร่วมมือร่วมใจกันของนักศึกษาทุกคน

ปี 2556 นี้ถือเป็นปีที่ 11 ของการแข่งขันImagine Cup ซึ่งในปีแรกนั้นมีนักศึกษาเพียง2,000 คน จาก 25 ประเทศเท่านั้นที่เข้าร่วมรายการ และภายใน 10 ปีที่ผ่านมาหลังจากนี้โครงการ Imagine Cup ก็มีนักศึกษาจำนวนกว่า1.65 ล้านคน จาก 190 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมการแข่งขันเป็นที่เรียบร้อย ประเทศไทยเองได้คว้าชัยชนะรางวัลใหญ่มาได้ถึง 3 ครั้ง ในปี 2550,2553 และ 2555 ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวที่ได้รับรางวัลใหญ่มากครั้งที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน Imagine Cup
Imagine Cup ปี 2014 จะจัดขึ้น ณ บ้านเกิดไมโครซอฟท์ สำนักงานใหญ่ เรดมอนด์ รัฐวอชิงตันในปี 2557 Imagine Cup จะกลับไปจัดที่บ้านเกิด ไมโครซอฟท์ สำนักงานใหญ่ ที่เมืองเรดมอนด์ รัฐวอชิงตัน

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33423&Key=hotnews

เด็กไทยเจ๋งซิว 4 ทอง 6 เงิน’คณิตโลก’

19 กรกฎาคม 2556

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 56 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่าได้รับรายงานด่วนเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อบ่ายวันที่ 18 ก.ค. 56 ว่าจากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้คัดเลือกและส่งผู้แทนนักเรียนไทยระดับชั้นประถมศึกษาจำนวน 12 คน เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โลก ระดับประถมศึกษา Po Leung Kuk Primary Mathe matics world Contest (PMWC 2017) ระหว่างวันที่ 13-19 ก.ค. 56 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลปรากฏว่านักเรียนไทยสามารถคว้าเหรียญทองได้ถึง 4 รางวัล เหรียญเงิน 6 รางวัล เหรียญทองแดง 3 รางวัล และรางวัลชมเชย 2 รางวัล รวม 15 รางวัล 30 เหรียญโดยมีนักเรียนจาก 16 ประเทศ จำนวน44 ทีม 176 คนเข้าร่วมการแข่งขันเดินทางกลับถึงประเทศไทย เที่ยวบินTG 639 เวลา 20.45 น. วันที่ 19 ก.ค.56

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33422&Key=hotnews

สช.จัดเวิร์กช็อปหวังปฏิรูป ร.ร.เอกชน ขานรับนโยบาย ‘จาตุรนต์’ พัฒนาเด็ก-ปรับวิธีสอน

19 กรกฎาคม 2556

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวว่า ตามที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงนโยบายการศึกษา เพื่อเร่งรัดดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะเน้นการเรียนการสอนให้คิดวิเคราะห์ เรียนรู้ด้วยตนเองได้ ให้สอดคล้องกับนโยบาย ที่สำคัญต้องทำให้การจัดอันดับโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือพิซ่า (Pisa) ของไทยในร.ร.เอกชน ให้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นกว่าเดิม และให้สอดรับกับที่ตัวพิซ่าประเมิน โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์

ทางสช.ประกาศให้ปี 2556 เป็นปีแห่งการเพิ่มคุณภาพการศึกษาเอกชน โดยจะย้ำให้เกิดผลมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันต้องพัฒนาครู ปฏิรูปหลักสูตร การเรียนการสอน ซึ่งจะจัดเวิร์กช็อประดมความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร.ร.เอกชนแต่ละระดับ ว่าต้องการจะปฏิรูปการเรียนการสอนอะไรบ้าง เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรมว.ศธ. เพราะนโยบายดังกล่าวมีประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนไทยอย่างยิ่ง

เลขาธิการ กช. กล่าวต่อว่า การปฏิรูปต้องทำทั้งระบบที่สัมพันธ์กัน ทั้งหลักสูตร การเรียนการสอน การวัดผล ประเมินผล การประเมินสถานศึกษา เป็นต้น ซึ่งจะต้องทำไปพร้อมๆ กัน แต่สช.จะใช้การเวิร์กช็อปผลักดันไปสู่ความสำเร็จ

“ผมเชื่อว่าทุกหน่วยงานหนีไม่พ้นที่จะพัฒนาเด็กให้ไปสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องมีทักษะ การคิด การสื่อสาร สิ่งสำคัญคือ วิธีการที่รมว.ศธ.เห็นว่าต้องปรับการเรียนการสอน แม้หลักสูตรจะดีอย่างไร ถ้าการเรียนการสอนไม่ดี โอกาสที่เด็กจะประสบความสำเร็จก็ค่อนข้างยาก ส่วนเรื่องอาชีวะสช.จะผลิตให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน จะรณรงค์ให้เรียนอาชีวะเอกชนมากขึ้น โดยมีโครงการให้เด็กอาชีวะทำความดี เพื่อปรับภาพลักษณ์ ให้ผู้ปกครองส่งลูกหลานมาเรียน เพราะขณะนี้ประชาชนเริ่มเชื่อแล้วว่าเรียนอาชีวะแล้วมีงานทำแน่นอน” นายบัณฑิตย์กล่าว

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33421&Key=hotnews