kounchanok rujjanapan

ผลสอบครู ผช.ฝืด-ตกอื้อ ‘ระนอง’ รับ 80 ที่ ผ่านแค่ 5

2 กรกฎาคม 2556

เขตพื้นที่ฯทยอยประกาศผลสอบครูผู้ช่วย ‘ชินภัทร’เผยไม่พบการทุจริต สพป.ระนองรับ 80 ที่นั่งสอบผ่านแค่ 5 ชี้วิทย์-อังกฤษ-คณิตศาสตร์ ตกเรียบ ต้องเอาครูพื้นที่อื่นมาบรรจุแทน ชี้ได้คะแนนต่ำเป็นประวัติการณ์ สพป.ชุมพร เขต 1 สอบตกเกือบหมด

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าการประกาศผลสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยทั่วไปของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2556 ระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายนที่ผ่านมา จำนวน 1,070 อัตรา ใน 79 เขตพื้นที่การศึกษา แบ่งเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 51 เขต สำนักงานเขตพื่นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 27 เขต และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ใน 34 กลุ่มวิชาเอก และจะประกาศผลสอบอย่างเป็นทางการวันที่ 8 กรกฎาคม ขณะนี้เขตพื้นที่ฯ ต่างๆ จำนวน 19 เขตได้ทยอยประกาศผลสอบแล้ว ได้แก่ สพป.ลพบุรี เขต 2 มีผู้สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาวิชาเอก ยกเว้น ดนตรีไทย นาฏศิลป์ และปฐมวัย ไม่มีผู้สอบผ่าน,

สพป.กำแพงเพชร เขต 1 สอบผ่านทุกกลุ่ม สาขาฯ, สพป.กำแพงเพชร เขต 2 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นคณิตศาสตร์ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.เพชรบูรณ์ เขต 3 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ,

สพป.นครราชสีมา เขต 3 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นคณิตศาสตร์ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.สุรินทร์ เขต 3 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นคณิตศาสตร์ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.ตาก เขต 2 สอบผ่านทุกกลุ่ม สาขาฯ ยกเว้นดนตรีไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.ชุมพร เขต 1 สอบผ่านเฉพาะกลุ่มสาขาวิชาเอกปฐมวัยศึกษา ที่เหลือสอบไม่ผ่านทั้งหมด ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ทั่วไป คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ประถมศึกษา ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.ชุมพร เขต 2 สอบผ่านทุกกลุ่ม สาขาฯ ยกเว้นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดนตรี ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.พังงา สอบผ่านทุกกลุ่ม สาขาฯ ยกเว้นภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.ระนอง สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ไม่มีผู้สอบผ่าน, ระนอง สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ไม่มีผู้สอบผ่าน,

สพม.เขต 5 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ, สพม.เขต 30 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นเคมีไม่มีผู้สอบผ่าน, สพม.เขต 32 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ, สพม.เขต 33 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นคณิตศาสตร์ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพม.เขต 39 สอบผ่านทุกกลุ่ม สาขาฯ, สพม.เขต 40 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นเคมี ดนตรีสากล ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพม.เขต 41 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ, สพม.เขต 42 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 อยู่ระหว่างการประชุม อ.ก.ค.ศ. ภายหลังจากที่เพิ่งได้รับผลคะแนนการสอบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยคาดว่าจะสามารถประกาศผลสอบออกมาอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 2 กรกฎาคม
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการรายงานเหตุผิดปกติในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีทั่วไปครั้งที่ผ่านมา ส่วนการตรวจข้อสอบนั้นจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามปฏิทินที่กำหนดไว้

นายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 3 (สพป.นม.3) เปิดเผยว่า สพป.นม.3 รับบรรจุแต่งตั้งครูผู้ช่วยครั้งนี้จำนวน 7 อัตรา ใน 7 สาขาวิชา แต่ผลปรากฏว่าปีนี้มีผู้สอบได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เป็นประวัติการณ์ ได้แก่ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ สอบผ่าน 16 ราย, วิชาเอกปฐมวัย สอบผ่าน 18 ราย, วิชาเอกภาษาไทย สอบผ่าน 4 ราย, วิชาเอกวิทยาศาสตร์, ดนตรี, สังคมศาสตร์ สอบผ่านสาขาวิชาละ 3 ราย ขณะที่สาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ มีผู้สมัครสอบจำนวน 130 ราย ไม่มีผู้สอบผ่านเกณฑ์แม้แต่รายเดียว ทั้งนี้ เนื่องจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ต้องสอบได้คะแนนร้อยละ 60 แต่ผู้สอบส่วนใหญ่ทำข้อสอบในบางวิชาได้น้อย เช่น รายวิชาเอก มีคะแนนเต็ม 75 คะแนน แต่ทำได้เพียง 30-35 คะแนนเท่านั้น ส่วนข้อสอบภาค ข มีรายวิชาเอก มีคะแนนเต็ม 75 คะแนน แต่ทำได้เพียง 30-35 คะแนนเท่านั้น ส่วนข้อสอบภาค ข มีคะแนนเต็ม 150 ก็ต้องทำได้อย่างน้อย 90 คะแนนจึงจะผ่านเกณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่ทำได้เพียง 70-85 คะแนนเท่านั้น
นายพิสิษฐ์กล่าวอีกว่า สพป.นม.3 สามารถบรรจุแต่งตั้งครูผู้ช่วยได้เพียง 6 อัตราเท่านั้น จากที่เปิดรับ 7 อัตรา ส่วนที่เหลือจะได้รับการแขวนชื่อไว้ในบัญชีสำรองในระยะเวลา 2 ปี คาดว่ารายชื่อที่อยู่ในบัญชีสำรองจะไม่เพียงพอต่อความต้องการในระยะเวลา 2 ปีแน่นอน จึงต้องรอการพิจารณาของ อ.ค.ศ.ว่าปีหน้าจะสามารถเปิดให้มีการสอบแข่งขันอีกหรือไม่

นายปรีชา บัวกิ่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง กล่าวว่า การประกาศสมัครสอบครูผู้ช่วย 5 วิชาเอก คือ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ประถมศึกษา และปฐมวัย โดยมีผู้มาสมัครจำนวน 140 คน โดยใช้ข้อสอบของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเป็นผู้ออกข้อสอบ และใช้สนามสอบที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีด้วย ซึ่งผลการสอบที่ออกมาปรากฏว่าต้องการครูผู้ช่วยจำนวน 80 คน แต่สอบได้เพียง 5 คนเท่านั้น โดยวิชาเอกวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ไม่มีผู้ผ่านเกณฑ์ มีเอกประถมศึกษาสอบผ่าน 3 คน และเอกปฐมวัยสอบผ่าน 2 คน ปัญหาขณะนี้จังหวัดระนองคือเรื่องขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นขณะนี้คือร้องขอผู้ที่สอบแข่งขันได้ที่จังหวัดอื่นให้มาเข้าบัญชีที่ระนอง ซึ่งต้องได้รับความยินยอมทั้งผู้สอบและเจ้าของพื้นที่บัญชีรายชื่อด้วย

นายวัลลพ สงวนนาม ผู้อำนวยการสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) จังหวัดชุมพร เขต 1 เปิดเผยว่า สพป.ชุมพร เขต 1 ต้องการครูผู้ช่วยจำนวน 6 อัตรา 6 เอกวิชา คือ 1.เอกวิทยาศาสตร์ 2.เอกคณิตศาสตร์ 3.เอกภาษาไทย 4.เอกภาษาอังกฤษ 5.เอกประถมศึกษา และ 6.เอกการศึกษาปฐมวัย แต่มีผู้เข้าสอบจำนวน 179 คน ขาดสอบจำนวน 20 คน ผลการสอบปรากฏว่ามีผู้สอบผ่านเพียง 2 คน คิดเป็นร้อยละ 1.11 เท่านั้น และทั้ง 2 คนคือผู้สอบผ่านวิชา เอกการศึกษาปฐมวัย แต่อีก 5 เอกวิชาไม่มีผู้สอบผ่าน แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานของบุคลากรที่เข้าสอบที่ค่อนข้างต่ำกว่าทุกปีที่ผ่านมา

นายบำรุง ฤทธิรัตน์ ผอ.สพป.ชุมพร เขต 2 เปิดเผยว่า สพป.ชุมพร เขต 2 มีผู้ยื่นใบสมัครจำนวน 1,005 คน แต่มีผู้มีสิทธิเข้าสอบจำนวน 1,002 คน ใน 12 เอกวิชา คือ 1.เอกคณิตศาสตร์ 2.เอกภาษาอังกฤษ 3.เอกวิทยาศาสตร์ 4.เอกภาษาไทย 5.เอกการศึกษาปฐมวัย 6.เอกดนตรี 7.เอกพลศึกษา 8.เอกศิลปะ 9.เอกประถมศึกษา 10.เอกคอมพิวเตอร์ 11.เอกสังคมศึกษา และ 12.เอกนาฏศิลป์ ผลการสอบปรากฏว่ามีผู้สอบผ่านจำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละของผู้สอบได้ 3.95

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33220&Key=hotnews

ศาล ปค.พิษณุโลกยกฟ้องคัด ‘ผอ.สพม.’ ก.ค.ศ.เดินหน้าสรรหา 50 ตำแหน่งว่าง

2 กรกฎาคม 2556

แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่กลุ่มรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.) นำโดยนายวีระ เกตุแก้ว รองผู้อำนวยการ สพป.กำแพงเพชร เขต 1 ยื่นฟ้องศาลปกครองพิษณุโลกเมื่อปี 2553 ขอให้ทุเลาการดำเนินการรับสมัครผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 23 ตำแหน่ง และขอให้เพิกถอนประกาศคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ

สพม.เนื่องจากกลุ่มรองผู้อำนวยการ สพป.ประมาณ 1,941 คน ไม่มีสิทธิสมัคร ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยศาลปกครองพิพากษายกฟ้องทั้งหมด

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ศาลปกครองพิษณุโลกได้พิจารณาคดีที่นายวีระ และ ผู้ร้องสอด 20 ราย ได้ฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), คณะกรรมการ ก.ค.ศ., ปลัด ศธ.และคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สพท.ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลและกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สพม.โดยหลักเกณฑ์ข้อ 1.7 และข้อ 1.5 ของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกและสอบคัดเลือกไว้เหมือนกันว่า ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารมัธยมศึกษามาไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวขัดกับมาตรฐานตำแหน่ง และคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2553 ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ. 0206.4/2533 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2553 โดยได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งในข้อ 2 ว่า ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ สพท.มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และรับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำของอันดับ คศ.4 หรือดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าวิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ หรือดำรงตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ.เทียบเท่านั้น โดยผู้ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งใน 6 ประเด็น อาทิ

1. เพิกถอนหลักเกณฑ์และวิธีการสอบคัดเลือกผู้อำนวยการ สพม.

2. เพิกถอนประกาศคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ สพท.ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2553

3. ให้มีคำสั่งให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิสมัครเข้ารับการสอบคัดเลือก หรือสมัครเข้ารับการคัดเลือกได้สิทธิเข้ารับการคัดเลือก เป็นต้น โดยศาลปกครองได้พิจารณา และพิพากษายกฟ้องทั้งหมด

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวว่า ได้แจ้งเรื่องนี้ให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.ทราบแล้ว หลังจากที่ศาลปกครองพิษณุโลกพิพากษายกฟ้องแล้ว จะต้องดำเนินการคัดเลือกผู้อำนวยการ สพท.ที่ยังไม่สามารถดำเนินการแต่งตั้งได้ในช่วงที่รอคำพิพากษาของศาลปกครองพิษณุโลก รวมประมาณ 50 กว่าตำแหน่ง โดยจะต้องพิจารณาปรับหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการคัดเลือกด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33219&Key=hotnews

สสช.เผยผลสำรวจแท็บเล็ต ป.1 เป็นสื่อทันสมัยแต่มีปัญหาสายตา

2 กรกฎาคม 2556

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหาร ครูผู้สอน ในโครงการแจกแท็บเล็ตเด็ก ป.1 พบว่า แท็บเล็ตเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย จูงใจให้เด็กสนใจเรียน แต่มีผลเสียในเรื่องสายตา สุขภาพ และออกกำลังกายน้อยลง แนะควรแจกเครื่องที่มีคุณภาพมากกว่านี้

นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยผลการสำรวจความพึงพอใจเกี่ยวกับนโยบายการแจกแท็บเล็ตเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พ.ศ. 2556 พบว่า ผู้ บริหารและครูผู้สอนของโรงเรียนที่อยู่ในข่ายของการจะได้รับการจัดสรรเครื่องแท็บเล็ต ส่วนใหญ่ ร้อยละ 96.4 และร้อยละ 92.5 พึงพอใจต่อนโยบายการแจกเครื่องแท็บเล็ตให้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในระดับปานกลางถึงมากที่สุด ส่วนผู้บริหารและครูผู้สอนที่พึงพอใจในระดับน้อยถึงน้อยสุด มีร้อยละ 3.6 และร้อยละ 7.5 ตามลำดับ

นอกจากนี้ ผู้บริหารโรงเรียนและครู ผู้สอนเห็นว่านโยบายการแจกเครื่องแท็บเล็ต มีผลดี3อันดับแรกได้แก่มีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย จูงใจให้เด็กอยากเรียนรู้ และสนใจการเรียนมากขึ้น ร้อยละ 93.1 และร้อยละ 87.5 ทำให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้พื้นฐานในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวนร้อยละ 85.8 และร้อยละ 83.4 และทำให้เด็กเรียนรู้ก้าวทันโลกโลกาภิวัตน์ การเรียนรู้ไม่จำกัด เวลาและสถานที่ ร้อยละ 82.5 และร้อยละ 78.9

ส่วนผลเสีย 3 อันดับแรก ได้แก่ มีปัญหาเรื่องสายตา ปัญหาด้านสุขภาพ ออกกำลังกายน้อยลง ร้อยละ 56.5 และร้อยละ 59.4 ไม่เหมาะกับวุฒิภาวะของเด็กนักเรียนชั้น ป.1 เพราะจะทำให้ทักษะการใช้มือ เขียนไม่เป็น ร้อยละ 53.6 และร้อยละ 53.2 และมีโอกาสอยู่ในโลกไซเบอร์ (Cyber) มาก ทำให้ขาดมนุษยสัมพันธ์ ลดการเล่นกับ เพื่อน ๆ ร้อยละ 45.0 และร้อยละ 44.6 ทั้งนี้ ผู้บริหารของโรงเรียนได้ให้ข้อเสนอแนะต่อการใช้เครื่องแท็บเล็ตให้เกิดประสิทธิภาพ ได้แก่ ควรเพิ่มเนื้อหาสาระ แบบฝึกหัดลงในโปรแกรมให้มากขึ้น ควรแจกเครื่องแท็บเล็ตที่มีคุณภาพ และจัดอบรมครูผู้สอนในเรื่องการใช้เพิ่มเติม.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33218&Key=hotnews

สกอ.ร่วมควอท.เปิดห้องเรียนอาจารย์ พัฒนาวิชาชีพสอน-ผลิตบัณฑิตคุณภาพครบ 5 ด้าน

1 กรกฎาคม 2556

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แจ้งว่า โดยที่สถาบันอุดมศึกษาถือเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้และเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตบัณฑิตที่ดีและมีคุณภาพเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศ กลไกสำคัญที่เป็นเครื่องมือในการผลิตบัณฑิตเหล่านี้คือการจัดกระบวนการเรียนการสอนให้มีคุณภาพรองรับกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21  โดยมีอาจารย์ผู้สอนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีส่วนทำให้การจัดกระบวนการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพได้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2552 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดกรอบมาตรฐานให้สถาบันอุดมศึกษา อาจารย์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหรือปรับปรุงหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพครอบคลุมอย่างน้อย 5 ด้าน คือ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะทางปัญญา ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือในการนำแนวนโยบายการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

รายงานข่าวระบุว่า เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา สกอ. ในฐานะหน่วยงานกลางในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย/สถาบัน ร่วมกับเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (ควอท.) จึงเห็นสมควรจัดการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง สอนเก่งเร่งการเรียนรู้ขึ้น ในวันที่ 18-19 ก.ค.นี้ ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาไทย รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนคณาจารย์ให้ได้รับความรู้ และเปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การสอนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการพัฒนาจัดการเรียนการสอนให้เกิดการขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมต่อไป

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33214&Key=hotnews

 

คอลัมน์: สถานีก.ค.ศ.: แนวทางป้องกันและการแก้ไขปัญหากรณีนักเรียนถูกล่วงละเมิดสิทธิ

1 กรกฎาคม 2556

ประสาน ยินดีชัย
ผู้อำนวยการภารกิจเสริมสร้างและมาตรฐานวินัย
ด้วยปรากฏว่า มีนักเรียนเป็นจำนวนมากถูกล่วงละเมิดสิทธิทั้งล่วงละเมิดทางร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ อันเกิดจากการกระทำของครูที่สอนและมีความใกล้ชิดกับนักเรียนเหล่านั้น และบุคคลภายนอก สำนักงาน ก.ค.ศ.มีความห่วงใยและตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของเด็กนักเรียนที่ถูกกระทำ จึงขอวิงวอนให้เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาพึงปฏิบัติดังนี้

1.ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กระทำการล่วงละเมิดทางร่างกายนักเรียน โดยไม่มีสิทธิหรือโดยมิชอบ อันได้แก่การทำร้ายร่างกาย การลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุหรือโดยวิธีที่ไม่เหมาะสม

2.ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กระทำการล่วงละเมิดทางเพศ หรือมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมในทางเพศกับนักเรียนดังต่อไปนี้
2.1 กระทำชำเรา ไม่ว่ากระทำโดยที่นักเรียนยินยอมหรือไม่ก็ตาม หรือกระทำอนาจารต่อนักเรียน เช่น สัมผัส กอดรัด จับต้องอวัยวะอันพึงสงวน หรือแตะต้องเนื้อตัวร่างกายด้วยอารมณ์ใคร่
2.2 กระทำการใดๆ อันเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนค้าประเวณี ซึ่งรวมถึงการใช้บริการทางเพศจากนักเรียน
2.3 กระทำการใดๆ อันเป็นลักษณะมีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับนักเรียน เช่น การอยู่กับนักเรียนตามลำพังในที่รโหฐาน หรือในสถานที่อันไม่เหมาะสม เว้นแต่มีเหตุผลอันสมควร
2.4 กระทำการใดๆ อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถานภาพนักเรียน เช่น พานักเรียนไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

3.ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กระทำการใดอันเป็นการล่วงละเมิดด้วยวาจา อากัปกิริยา เช่น พูดจาเกี้ยวพาราสี พูดดูหมิ่น หยาบคาย หลอกลวง หรือกระทำการใดอันเป็นการบีบคั้นจิตใจนักเรียน

4.ให้ตระหนักในหน้าที่ของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะต้องสอดส่องดูแลด้วยความเข้าใจ จิตวิทยาวัยรุ่นประกอบด้วยหลักเมตตาธรรม พร้อมทั้งประสานกับพ่อแม่ ผู้ปกครองของนักเรียน

5.ให้ถือเป็นหน้าที่ของครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ถูกละเมิดทางเพศตามความเหมาะสม ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง นักเรียน ในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองสิทธินักเรียน

นอกจากนี้ ผู้บริหารสถานศึกษายังจะต้องควบคุม ดูแล มิให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น ในกรณีที่มีเหตุการณ์ล่วงละเมิดสิทธินักเรียน ต้องรีบดำเนินการให้ความช่วยเหลือบำบัดและฟื้นฟูจิตใจของนักเรียนทันที และรายงานผู้บังคับบัญชาหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33213&Key=hotnews

ก.ค.ศ.ขึ้นบัญชีผู้บริหารโรงเรียน

1 กรกฎาคม 2556

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ. กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่เครือข่ายครูและผู้บริหารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ทบทวนมติก.ค.ศ.เรื่องการประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบผ่านเกณฑ์การสรรหา เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผอ.สถานศึกษา และ ผอ.สถานศึกษา โดยให้ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบผ่านเกณฑ์การสรรหาที่ทำคะแนนข้อเขียนได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 เป็นบัญชีผู้ผ่านการสรรหา เพื่อให้บรรจุเพิ่มเกินกว่าตำแหน่งว่างที่เคยประกาศไว้ ซึ่งที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติให้สำนักงานเลขาธิการ ก.ค.ศ.ไปรวบรวมข้อมูลว่า ในชั้นที่ประกาศตำแหน่งว่างนั้น ขณะนั้นมีจำนวนเท่าใด และวันที่ 1 ต.ค. นี้ ซึ่งจะมีผู้ที่เกษียณอายุราชการอีกเท่าใด เพื่อที่จะได้มาพิจารณาในที่ประชุมครั้งต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวเคยนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมก.ค.ศ.มา 3 ครั้ง ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติให้ยืนยันมติก.ค.ศ. ในการประชุมเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 56 ไว้ตามเดิม คือไม่อนุมัติให้ สพฐ.ประกาศขึ้นบัญชีผู้ผ่านเกณฑ์การตัดสินร้อยละ 60 จำนวน 1,224 คน เป็นบัญชีผู้ผ่านการสรรหา เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก.ค.ศ.กำหนด แต่ก็ยังมีการเสนอขอทบทวนเรื่องนี้เข้ามาอีก

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33212&Key=hotnews

 

กศน.จับมือครุฯจุฬาฯติวครูสอนภาษา

1 กรกฎาคม 2556

นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงาน กศน. ได้จัดการเรียนการสอนหลักสูตรการศึกษานอกระบบขั้นพื้นฐานภาคภาษาอังกฤษ (English Program) พร้อมทั้งดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์อาเซียนศึกษา กศน. เพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนาทักษะการใช้ภาษาของประชาชน ซึ่งทุกศูนย์จะจัดให้มีการเรียนการสอนภาษาของประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างน้อยศูนย์ละ 3 ภาษา โดยเน้นภาษาอังกฤษ กับ ภาษาจีน เป็นหลัก ส่วนอีก 1 ภาษา ให้จัดสอนภาษาของประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกัน เพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 นั้น สำนักงาน กศน.ได้ร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น เพื่อพัฒนาบุคลากรของ กศน.ที่จะร่วมจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศให้แก่ประชาชนตามโครงการดังกล่าว

เลขาธิการ กศน.กล่าวต่อไปว่า การจัดอบรมเพื่อพัฒนา บุคลากร กศน.จะมีด้วยกัน 4 โครงการ คือ 1. หลักสูตรการพัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนการสอนสำหรับครูและผู้ประสานงานหลักสูตร EP ซึ่งได้แก่ครูอาสาสมัคร กศน. หรือ ครู ศรช.ที่ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างครูชาวต่างชาติและผู้เรียนประจำศูนย์ กศน.ที่เปิดหลักสูตร EP ทั่วประเทศจำนวน 85 คน 2. โครงการพัฒนาภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียนสำหรับครูผู้สอนประจำศูนย์อาเซียนศึกษานำร่อง 15 ศูนย์ ศูนย์ละ 3 คน ซึ่งเป็นครูชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของภาษาทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีนและภาษาเพื่อนบ้าน 3. โครงการอบรมพัฒนาทักษะเทคนิคการสอนสำหรับครูชาวต่างชาติที่สอนหลักสูตร EP จำนวน 85 คน และ 4. โครงการหลักสูตรการสื่อสารภาษาอังกฤษพื้นฐานเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับครูและบุคลากรที่จะเดินทางไปอบรมภาษาที่ประเทศอังกฤษ จำนวน 56 คน ซึ่งทั้งหมดนี้จะอบรมในช่วงเดือน ก.ย. ถึงต้นเดือน พ.ย. จากนั้นผู้เข้าอบรมจะต้องมาขยายผลเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนด้านภาษาของ กศน.มีประสิทธิภาพพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนต่อไป.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33211&Key=hotnews

วงการศึกษา..ขานรับ ‘จาตุรนต์’ ลุ้น ‘เพิ่มสปีดทำงาน-กล้าชน-ตัดสินใจเร็ว’

1 กรกฎาคม 2556

หมายเหตุ…จากกรณีที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) “ยิ่งลักษณ์ 5” และ นายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่แทนนายพงศ์เทพ เทพกาญจนารองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จะไปดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพียงตำแหน่งเดียว “มติชน” จึงสัมภาษณ์ความคิดเห็นนักวิชาการ และบุคคลในแวดวงการศึกษา เกี่ยวกับการปรับรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในครั้งนี้

นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ
อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
“นายจาตุรนต์เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มาแล้ว เชื่อว่าจะสานต่องานได้เร็ว เพราะมีพื้นฐานมาแล้ว โดยสิ่งที่อยากให้สานต่อจากนายพงศ์เทพ คือ การคืนความเป็นธรรมให้กับข้าราชการในอุดมศึกษา ที่เงินเดือนต่างจากครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยู่ 8% ซึ่งเรื่องนี้นายพงศ์เทพได้ดำเนินการมาระดับหนึ่งแล้ว ขณะเดียวกันอยากให้พิจารณาเรื่องการแยกกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย เพราะขณะนี้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำลังทำการวิจัยถึงข้อดี ข้อเสีย ตั้งแต่มีการรวมโครงสร้าง ซึ่งพบว่ามีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการที่ไม่คล่องตัว และมีแนวโน้มว่าทาง ทปอ.จะยืนยันขอแยกเป็นกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัยแน่นอน ส่วนในภาพรวมอยากให้เดินหน้าเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะการปฏิรูปหลักสูตร เพราะถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการศึกษาทั้งระบบ”

สุรวาท ทองบุ
คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
“ส่วนตัวสนับสนุน และรู้สึกพอใจที่นายจาตุรนต์ได้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ เพราะเป็นผู้ที่รับฟังทุกความคิดเห็นของทุกๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นใคร และอยู่ในระดับไหน และการได้คนที่มีประสบการณ์ จึงไม่ต้องมาเริ่มต้นใหม่ โดยสิ่งที่อยากให้ช่วยผลักดันคือการปฏิรูปการเรียนรู้ที่มีการริเริ่มกันมาตั้งแต่ปี 2549 รวมทั้งการผลิตครูเพื่อรองรับครูที่จะเกษียณอายุราชการในอีก 6-7 ปีข้างหน้าหลักแสนคน ซึ่งการผลิตครูจะต้องเน้นสาขาที่ขาดแคลน และเน้นการสร้างความเข้มแข็งในการผลิตครู เพราะขณะนี้ค่อนข้างอ่อนแอมาก อย่างไรก็ตาม ผมมีความเชื่อมั่นในตัวนายจาตุรนต์ว่าจะช่วยผลักดันงานการศึกษาได้”

วันชัย ศิริชนะ
อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
“การเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.บ่อย คงไม่กระทบกับการดำเนินงานของ ศธ.มากนัก เพราะหากรัฐบาลมีนโยบายด้านการศึกษาที่ชัดเจน ไม่ว่าใครจะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. การทำงานก็จะต้องมีความต่อเนื่อง แต่หากได้คนที่เข้าใจในเรื่องการพัฒนาและการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาครู อาจารย์ ให้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนด้วยแล้ว ก็ถือว่าดีอย่างยิ่ง เพราะ ศธ.ถือเป็นหัวใจที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น จึงต้องการคนที่มีความรู้ความเข้าใจ และตั้งใจจริง ที่อยากเห็นการศึกษาชาติดีขึ้น

“ส่วนที่มีข่าวว่านายจาตุรนต์จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.นั้น คิดว่าเหมาะสม เพราะนายจาตุรนต์เองก็เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มาแล้วหนึ่งสมัย จึงเชื่อว่าน่าจะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการศึกษาเป็นอย่างดี ทั้งนี้ ในส่วนของอุดมศึกษา อยากฝากให้เร่งผลักดันให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ และมีความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศได้ โดยอยากให้ช่วยผลักดันทรัพยากรต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้มหาวิทยาลัย จัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ”

สมพงษ์ จิตระดับ
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“การเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 แล้วในรัฐบาลชุดนี้ เป็นห่วงเรื่องนโยบายจะไม่ต่อเนื่อง แต่การเปลี่ยนจากนายพงศ์เทพเป็นนายจาตุรนต์ ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงนัก เพราะความคิดหลักของทั้ง 2 คน คือ หลักสูตร การปฏิรูป และการเรียนรู้ ฉะนั้น จึงน่าจะเป็นการต่อยอดและสานงานเก่ากันมากกว่า จึงไม่น่าเป็นห่วง และที่ผ่านมานายจาตุรนต์เคยทำเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้แล้ว ในขณะที่การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติก็เป็นฐานที่จะมาเชื่อมโยงและสอดคล้องกัน ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ต้องทำและริเริ่มคือ โครงการตำราแห่งชาติ ที่เป็นลักษณะวิจัยและพัฒนา ซึ่งนายจาตุรนต์ได้วางเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ 5-6 ปีก่อน การแก้ไขระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ การเข้ามาดูแลองค์การมหาชนอย่างสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ที่ควรต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ค่อนข้างมาก นอกจากนี้มีประเด็นที่นายจาตุรนต์ ต้องสานต่อจากตัวนโยบายของพรรคอีก 3-4 เรื่อง เช่น ตลาดแรงงานระดับกลาง การรับอาเซียน และการปฏิรูประบบครู

ข้อดีจากประสบการณ์ที่นายจาตุรนต์เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มาก่อน คือไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้งานกับองค์กร จะเข้ามาทำงานได้เลย ส่วนสิ่งที่เป็นประสบการณ์และปัญหาของนายจาตุรนต์ คือความเชื่องช้า การประนีประนอม ดังนั้น จึงอยากให้มีความรวดเร็ว เพราะในงานการศึกษาต้องการคนที่กล้าชน กล้าตัดสินใจ ไม่ใช่นักประนีประนอม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกันครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ต้องขอบคุณนายกฯ ที่ส่งคนที่เข้าใจงานการศึกษามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.”

ธวัชชัย พิกุลแก้ว
นายกสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย
“นายจาตุรนต์เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มา สมัยหนึ่งแล้ว จึงมีประสบการณ์ และเป็นที่ยอมรับของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สิ่งที่อยากให้เข้ามาพัฒนา และช่วยเหลือคือ การพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก การพัฒนาครู การแก้ปัญหาขาดแคลนครู และขาดแคลนผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้งอยากให้ตั้งสำนักงานสถานศึกษาขึ้นในแต่ละโรงเรียน เพื่อให้มีบุคลากรทำหน้าที่งานธุรการต่างๆ แทนครู อย่างงานด้านการเงิน พัสดุ ซึ่งปัจจุบันได้ให้ครูผู้สอนมาดูแลส่วนนี้ แต่กลับทำให้ครูมีความเครียดกันมาก เพราะไม่ได้เรียนมาทางด้านดังกล่าว นอกจากนี้ อยากให้เพิ่มความมั่นคงแก่ครูอัตราจ้างที่ทำงานมานาน โดยการบรรจุเป็น พนักงานราชการให้ เพื่อความมั่นคงในชีวิต ทั้งนี้ สำหรับงานเก่าๆ ที่ได้ทำกันไว้เล้ว ก็ควรจะสานต่อ เช่น การปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนที่กำลังดำเนินกันอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน”

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33210&Key=hotnews

คลอด 5 แนวทางผลิตครูใหม่ เพิ่มสัดส่วนรับสาขาขาดแคลน

1 กรกฎาคม 2556

นายพีระวุฒิ สุวรรณจันทร์ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า จากการประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3/2556 ได้กำหนดแนวทางการร่วมกับปฏิรูปการศึกษา 5 แนวทาง ได้แก่

1.การผลิตครูให้มีจำนวนที่เหมาะสม โดยจะเริ่มวางแผนการผลิตครูในปีการศึกษา 2557 ซึ่งจะเพิ่มจำนวนการผลิตในสาขาวิชาที่ขาดแคลน และลดจำนวนการผลิตในสาขาที่เกินความต้องการ

2.คัดกรองผู้เข้าเรียนครูอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น ผู้สมัครเข้าเรียนครูจะต้องผ่านการสอบที่มีมาตรฐาน และจัดสอบร่วมกันทั่วประเทศ จะต้องมีประวัติการเรียนที่ดี เพื่อให้ได้รับการยอมรับในวิชาชีพเพิ่มขึ้น

3.สร้างนวัตกรรมใหม่ในการผลิตครู ด้วยการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตครู เพื่อให้ได้ครูรุ่นใหม่ที่สอนด้วยวิธีการ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย

4.คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ต้องมีบทบาทในการชี้นำแนวคิดให้กับสังคม โดยครูรุ่นใหม่จะต้องมีความทันสมัย และเป็นผู้นำสูง สามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสังคม สร้างบรรยากาศการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการสอนให้ผู้เรียนมีแนวคิด และเข้าใจสิ่งใหม่ได้

5.สร้างบทบาทเชิงรุกผ่านสมาคมทางการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทำให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่มีบทบาท และเติบโตได้อย่างมีความหมาย ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่สภาคณบดีฯเน้นย้ำ และพยายามสร้างความร่วมมือกันในการพัฒนา

“การรับนักศึกษาเกินจำนวน ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพของการผลิตครู สิ่งสำคัญที่จะทำให้การวิจารณ์หมดไป จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงบทบาท และหน้าที่ของการผลิตครูในชั้นเรียนให้ตรงตามเป้าประสงค์ และผลิตครูที่มีคุณภาพ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนในการผลิตครู เพื่อให้ครูเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงชั้นเรียน ฉะนั้นแล้ว การปฏิรูปการศึกษาอาจไม่ประสบความสำเร็จ” นายพีระวุฒิกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33209&Key=hotnews

ตั้ง 11 ประธานอนุกรรมการคุรุสภา

1 กรกฎาคม 2556

นายอำนาจ สุนทรธรรม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการรองรับการดำเนินงานของคณะกรรมการคุรุสภา เมื่อเร็วๆ นี้ ได้คัดเลือกประธานอนุกรรมการ 11 คณะ ดังนี้ 1.นายสุรวาท ทองบุ ประธานคณะอนุกรรมการวางแผนประสานการผลิตครู 2.นายอมรชัย ตันติเมธ ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์การออกและการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา 3.นายเสรี แสงทองเขียว ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาในประจำการ 4.นายวินัย แบนสุภา ประธานคณะอนุกรรมการกระจายอำนาจไปสู่คุรุสภาส่วนภูมิภาค 5.นายโอภาส กลับแป้น ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาเครือข่ายวิชาชีพทางการศึกษา 6.นายธีระพันธ์ พุทธิสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการกฎหมายและระเบียบ 7.นายวิรัช จันทร์เกิด ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนวิชาชีพและองค์กรวิชาชีพสู่อาเซียนและนานาชาติ 8.นางรัชนี ชังชู ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กรคุรุสภา 9.นายสุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ 10.นายพลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง ประธานคณะอนุกรรมการวิจัยและพัฒนาการประกอบวิชาชีพ และ 11.นายเจริญ ไชยสมคุณ ประธานคณะกรรมการรับรองคุณวุฒิและเทียบประสบการณ์

“ในโอกาสที่รับตำแหน่งใหม่ มีแนวคิดในการทำงานว่าจะทำให้วิชาชีพครูได้รับการยอมรับเท่าเทียมกับวิชาชีพชั้นสูงอื่น และจะทำงานด้วยความโปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล และเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” นายอำนาจกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33208&Key=hotnews