kounchanok rujjanapan

มรภ.สงขลา-นิวซีแลนด์สานต่อ ป.เอก เปิดวงวิชาการความร่วมมือด้านพัฒนาอาจารย์

8 พฤศจิกายน 2556

ดร.พิพัฒน์ ลิมปนะพิทยาธร คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยถึงโครงการสัมมนาแนะแนวการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกและทุนการศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์ ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ มรภ.สงขลา ว่า จากการสำรวจความต้องการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกของอาจารย์และบุคลากรภายในคณะวิทยาศาสตร์ฯ ที่เข้าร่วมอบรมโครงการแนะแนวการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกทั้งในและต่างประเทศ พบว่าอาจารย์และบุคลากรมีความสนใจจะศึกษาต่อระดับปริญญาเอกเพิ่มมากขึ้น จึงมอบนโยบายให้ ผศ.ดร.พลพัฒน์ รวมเจริญ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์ จัดสัมมนาแนะแนวการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกและทุนการศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีวิทยากรจากมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ มหาวิทยาลัยแคนเทอร์บิวรี่ มหาวิทยาลัยเวลลิงตัน เป็นต้น มาบรรยาย ซึ่งการสัมมนาดังกล่าวทำให้อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ฯ และอาจารย์ผู้สนใจจากภายนอก ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อระดับปริญญาเอก และทุนการศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์ รวมทั้งการเตรียมตัวเพื่อการศึกษาต่อ ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งหวังในการพัฒนาบุคลากร อันเป็นนโยบายหลักอย่างหนึ่งของคณะวิทยาศาสตร์ฯ และมรภ.สงขลา

ด้าน ผศ.ดร.พลพัฒน์กล่าวว่า เป้าหมายในการสัมมนาครั้งนี้ เพื่อแนะนำระบบการศึกษา มหาวิทยาลัย และข้อมูลเกี่ยวกับทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก ซึ่งนอกจากจะสัมมนาให้ความรู้แก่อาจารย์และบุคลากรแล้ว ยังมีการประชุมปรึกษาหารือระหว่างตัวแทนของมหาวิทยาลัยดังกล่าวกับคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ฯ และผู้บริหาร มรภ.สงขลา นำโดย รศ.ดร.สุนทร โสตถิพันธุ์ อธิการบดี เกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาอาจารย์ในอนาคตอีกด้วย โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ฯ คณะวิทยาการจัดการ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะศิลปกรรม คณะเทคโนโลยีการเกษตร มรภ.สงขลา และมหาวิทยาลัยอื่นๆ เช่น มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผศ.ดร.พลพัฒน์ กล่าวว่า ผลจากการสัมมนานอกจากจะเป็นการกระตุ้นให้อาจารย์สนใจศึกษาต่อระดับปริญญาเอกมากขึ้น และเห็นถึงแนวทางในการวางแผนการพัฒนาตนเองแล้ว การเจรจาความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยจากทั้ง 2 ประเทศ ในการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน โดยเบื้องต้นเป็นการทำความรู้จักกันก่อน และจะมีกิจกรรมร่วมกันต่อไป

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34720&Key=hotnews

แนะ สมศ.ประเมินสถานศึกษาเน้นความร่วมมือ-ไม่ใช่ชิงเด่น

8 พฤศจิกายน 2556

ASTVผู้จัดการรายวัน – “พงศ์เทพ”แนะ สมศ.พัฒนาระบบประเมิน เน้นสร้างความร่วมมือของสถานศึกษามากกว่าให้เกิดการชิงดีชิงเด่นกัน

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การประกันคุณภาพการศึกษา” ในการประชุมวิชาการนานาชาติ ประจำปี 2556 ภายใต้แนวคิด “คุณภาพ ศิษย์สะท้อนคุณภาพครู” ตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันมาตรฐานเป็นเรื่องสำคัญในทุกแวดวง ซึ่งรวมถึงสถาบันการศึกษาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะถูกประเมินคุณภาพได้ ดังนั้น สิ่งที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ซึ่งรับภาระหน้าที่เป็นผู้ประเมิน จึงมีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยขณะนี้ตนเชื่อว่ามีหลายคนที่อยากถามสมศ.ว่า การที่ สมศ.เข้าไปประเมิน และรับรองคุณภาพมาตรฐานของสถาบันการศึกษานั้น มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตนคิดว่าเมื่อไหร่ที่ผลการประเมินของ สมศ.สามารถทำให้ผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น สถานศึกษา ครู ผู้ปกครองและนักเรียนนำไปใช้ประโยชน์ ก็จะทำให้ภาระหน้าที่ของ สมศ.ที่ทำอยู่ในทุกวันนี้ประสบความสำเร็จ เพราะผลการประเมินเป็นที่เชื่อถือได้

“ที่ผ่านมา สมศ.จะถูกบ่นเสมอว่าการประกันคุณภาพภายนอกทำให้สถานศึกษาต้องมาเสียเวลา และทำงานซ้ำซ้อนเพราะมีการประกันคุณภาพภายในแล้วผมจึงได้บอกกับประธานบอร์ด สมศ.ว่าในฐานะที่เราเป็นผู้ประเมินคุณภาพภายนอกจะต้องจัดระบบใหม่ร่วมกับการประเมินคุณภาพภายใน โดยให้ผู้รับบริการได้รับความสะดวกและลดภาระให้มากที่สุดได้ความจริงมากที่สุด ไม่มีการจัดฉากเพราะไม่มีใครอยากเห็นผักชีโรยหน้า”นายพงศ์เทพ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เมื่อ สมศ.จะเข้าไปประเมินก็เกิดผลกระทบข้างเคียง คือการแข่งขันระหว่างสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมถึงหน่วยงานในสถาบันการศึกษาเดียวกัน ทำให้ต่างคนต่างรู้สึกว่า

อยากทำงานของตนเองให้ดีกว่าคนอื่น จึงทำให้ขาดความร่วมมือกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะถ้าร่วมกันทำจะเป็นประโยชน์มากกว่า โดย สมศ.ต้องไปพัฒนาระบบการประเมินให้เกิดความร่วมมือ มากกว่าการแข่งขัน

ด้าน ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ผอ.สมศ. กล่าวว่า จากการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. ได้สะท้อนภาพความจริงให้แก่สถานศึกษาได้ทราบถึงระดับคุณภาพของตนเอง และจากการประเมินก็พบว่าครูเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาคุณภาพศิษย์ในมิติ คุณธรรม จริยธรรมความรู้ ความคิด ทักษะการทำงาน ซึ่งคุณภาพครูและคุณภาพศิษย์เชื่อมโยงส่งต่อกัน ไม่สามารถแยกออกได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญของการพัฒนาคุณภาพศิษย์จึงต้องเกิดจากหัวใจที่มีจิตวิญญาณของครูที่มีความปรารถนาดีต่อศิษย์

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34719&Key=hotnews

พระบรมฯ พระราชทานทุนศึกษาเพิ่ม ขยายจังหวัดละ 4 คน – เครือข่าย ร.ร.พระราชูปถัมภ์

7 พฤศจิกายน 2556

นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับอุดมศึกษา โดยเริ่มในปี 2552 เด็กจะได้รับทุนตั้งแต่ชั้น ม.4-6 สายสามัญและสายอาชีพ ต่อเนื่องไปจนจบป.ตรี จังหวัดละ 2 ทุน ขณะนี้มีนักเรียนทุนรวม 750 คน กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี 288 คน ศึกษาชั้น ม.ปลาย 462 คน เงินทุนพระราชทาน คนละ 18,000 บาท/คน/ปี

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ต่อมา นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการ กพฐ. ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และมีพระราชดำริว่า จะพระราชทานทุนการศึกษาให้แก่เด็กเพิ่มเติม โดยจะจัดงบฯเพิ่ม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงรับสนองพระราชดำริ เบื้องต้นจะเพิ่มเป็นจังหวัดละ 4 ทุน ชาย 2 ทุน หญิง 2 ทุน ให้กับร.ร.ในเครือข่ายพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร 14 โรงเรียน

คือ ร.ร.อนุราชประสิทธิ์, ร.ร.มกุฎเมืองราชวิทยาลัย, ร.ร.มัธยมพัชรกิติยาภา 1 นครพนม, ร.ร.มัธยมพัชรกิติยาภา 2 กำแพงเพชร, ร.ร.มัธยมพัชรกิติยาภา 3 สุราษฎร์ธานี, ร.ร.มัธยมสิริวัณวรี 1 อุดรธานี, ร.ร.มัธยมสิริวัณวรี 2 สงขลา, ร.ร.มัธยมสิริวัณวรี 3 ฉะเชิงเทรา, ร.ร.ทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์), ร.ร.ทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดน้อยใน), ร.ร.ทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา), ร.ร.ทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดประดู่), ร.ร.ทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร), และร.ร.ทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดสุนทรสถิต)

ร.ร.ประถมฯ 3 โรง มัธยมฯ 11 โรง ระดับประถมฯ เริ่ม ป.4-6 จำนวน 4 ทุน ต่อเนื่อง 3 ปี 3 โรง รวม 12 ทุน ทุนละ 18,000 บาท/คน/ปี รวมเงินปีละ 216,000 บาท รวม 3 ปี 648,000 บาท ระดับมัธยม เริ่มตั้งแต่ม.1-6 จำนวน 4 ทุน ต่อเนื่อง 3 ปี 11 โรง รวม 44 ทุน ทุนละ 18,000 บาท/คน/ปี รวมเงินปีละ 792,000 บาท รวม 3 ปี 2,376,000 บาท รวม 56 ทุน ใช้งบฯทั้งสิ้น 1,008,000 บาท ต่อปี รวม 3 ปี เป็นเงิน 3,024,000 บาท

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 พ.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34710&Key=hotnews

สอศ.ฝันเพิ่ม น.ศ.เกษตร 100 % ปี’58 ผุดโรดแมป-ยกเครื่องการสอนทั้งระบบ หลังยอดเรียน’ปวช.-ปวส.’แค่ 2.9 หมื่น

7 พฤศจิกายน 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า จากสภาวการณ์เด็กเรียนด้านการเกษตรในวิทยาลัยสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สอศ.ได้จัดงบประมาณลงไปปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภายในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) รวมถึงวิทยาลัยประมง พร้อมทั้ง พัฒนาครูและรับปรุงหลักสูตรต่างๆ ให้ทันสมัยและ เหมาะสม แต่ก็ยังไม่สามารถดึงดูดเด็กเข้าเรียนด้านการเกษตรให้เพิ่มมากขึ้นได้ โดยปัจจุบันมีสัดส่วนนักเรียนที่เรียนใน วษท. 47 แห่ง ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 17,974 คน และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 11,752 คน รวม 29,726 คน และเมื่อเทียบสัดส่วนระหว่างผู้เรียนสาขาด้านการเกษตรกับสาขาอื่นๆ ที่ สอศ.จัดการเรียนการสอนอยู่ พบว่าผู้เรียนสาขาด้านการเกษตรมีสัดส่วนน้อยมาก โดยระดับ ปวช.อยู่ที่ 4:96 และ ปวส.อยู่ที่ 5.6:94.4

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า ดังนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้เด็กมาเรียนด้านการเกษตรมากขึ้น สอศ.จึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การอาชีวศึกษาเกษตร พ.ศ.2557-2558 ฉบับเร่งด่วนขึ้น โดยมีเป้าหมายคือ เพิ่มผู้เรียนอาชีวศึกษาเกษตรขึ้นเป็น 100% เมื่อเทียบกับปีการศึกษา 2556, จัดการเรียนการสอนในระบบทวิภาคี และหลักสูตรเฉพาะทางเพิ่มขึ้น, จัดทำกรอบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพอาชีวศึกษาเกษตรแห่งชาติ เทียบได้กับระดับสากล และให้เกษตรกรในชุมชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงการบริการทางวิชาการและวิชาชีพมากขึ้น ทั้งนี้ ในปีการศึกษา 2556 ภาควิชาเกษตรมีนักเรียน ปวช.ชั้นปีที่ 1 จำนวน 4,682 คน และนักศึกษา ปวส.ชั้นปีที่ 1 จำนวน 3,657 คน รวม 8,339 คน ดังนั้น ในปีการศึกษา 2557 ภาพรวมจะต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 50% หรือ 12,509 คน และปีการศึกษา 2558 ต้องเพิ่มขึ้นเป็น 100% หรือ 16,678 คน

“หลังจากนี้จะมีการปฏิรูปการเรียนการสอนด้านการเกษตร โดยให้เด็กได้เรียนรู้จากโครงงานเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์ และจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน รวมทั้งประสานกับสถานประกอบการ เพื่อให้เด็กได้เข้าไปฝึกปฏิบัติงาน เมื่อจบแล้วเด็กจะสามารถเลือกได้ว่าจะไปทำงานในสถานประกอบการ หรือจะไปประกอบอาชีพของตนเอง และในปีนี้จะมอบให้ วษท.จัดทำโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยให้ วษท.แต่ละแห่งระบุชนิดของพืชที่จะทำการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ของตนเอง ขณะเดียวกันก็จะมีการจัดหน่วยเคลื่อนที่อบรมวิชาชีพเกษตรระยะสั้นให้แก่เกษตรกรในชุมชนต่างๆ ด้วย” เลขาธิการ กอศ.กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34708&Key=hotnews

สช.ปรับเกณฑ์อุดหนุน รร.เอกชน

6 พฤศจิกายน 2556

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งมี นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเอกชนในหลายประการ อาทิ นโยบายเร่งปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน นโยบายปฏิรูประบบผลิตและพัฒนาครู นโยบายพัฒนาคุณภาพการอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานระดับสากล และนโยบายส่งเสริมให้เอกชนและทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษาในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแต่ละนโยบายนั้น ถือว่ามีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาเอกชนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง สช.ได้กำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมให้เอกชนและทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษา เช่น การยกระดับมาตรฐานและคุณภาพการศึกษาเอกชน การปรับปรุงกฎ

ระเบียบขั้นตอนต่าง ๆ และขั้นตอนการดำเนินงานที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการจัดการศึกษาเอกชน รวมถึงการปรับปรุงการให้เงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง นายบัณฑิตย์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติเงินค่าอาหารกลางวันนักเรียนต่อหัวจากเดิม 13 บาท เป็น 20 บาท นั้น สช.จะดำเนินการปรับเกณฑ์การอุดหนุน เพื่อให้สอดคล้องกับมติ ครม. ที่ว่างบประมาณค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่จะเพิ่มขึ้นจำนวน 659 ล้านบาท นั้น ให้ขอรับการสนับสนุนจากดอกผลของเงินกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา และทาง สช.เองก็จะมีการกำหนดเกณฑ์การปรับปรุงการให้เงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ต่อไป.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 พ.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34701&Key=hotnews

แจงยกเลิกวิชานาฏศิลป์

6 พฤศจิกายน 2556

นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำวงโยธวาทิต ที่ได้รับรางวัลชิงแชมป์โลก เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เพื่อขอบคุณที่ให้การสนับสนุน โดยนายกฯ อยากให้สพฐ.นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสอนศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ให้กับเด็กในร.ร. และจัดประกวดในระดับภูมิภาค เพื่อที่จะได้มีการแสดงที่มีมาตรฐาน สพฐ.จึงกำหนดกรอบไว้ว่าจะส่งเสริมอย่างน้อย 4 ภูมิภาค โดยภาคเหนือจะจัดการประกวดวงสะล้อซอซึง กลองสะบัดชัย ภาคใต้จัดประกวดการแสดงโนรา ลิเกฮูลู ภาคกลางและภาคตะวันออก จัดประกวดเพลงอีแซว เพลงเรือ กลองยาว เพลงฉ่อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดประกวดวงโปงลาง เพลงกันตรึม

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า การประกวดจะมีคณะกรรมการดำเนินงาน มีตนเป็นประธาน จะเชิญผอ.เขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ผู้แทน วธ. กระทรวงการท่องเที่ยวฯ โดยมอบหมายให้ผู้ที่เป็นเจ้าภาพจัดในปีนี้ คือ จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น สุพรรณบุรี สงขลา ไปดำเนินการร่วมกับวัฒนธรรมจังหวัด คัดเลือกว่าจะประกวดอะไร กำหนดเกณฑ์การประกวด โดยแบ่งเป็นระดับประถมฯ และมัธยมฯ ตนยังให้ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุพรรณบุรี เขต 1 จัดทำคู่มือแจกร.ร.ต่างๆ ให้ส่งเสริมเรื่องนี้ และแก้ข้อหาที่หลายคนเข้าใจผิดว่า สพฐ.จะยกเลิกวิชานาฏศิลป์

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34696&Key=hotnews

กช.ไฟเขียวเพิ่มเบี้ยครูใต้ 224 ลบ. ‘อาชีวะ’ เอกชนเฮ-อนุมัติรับ น.ร.เทอม 2 ปรับสวัสดิการเบิกค่าเรียนบุตรถึงป.ตรี

28 ตุลาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่าที่ประชุมเห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าด้วยการอุดหนุนพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับครูโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. …ให้ปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ความสำคัญต่อความปลอดภัย การสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเรียน ครูในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มากขึ้น โดยได้อนุมัติให้ครูโรงเรียนเอกชนในระบบได้รับเงินเพิ่มพิเศษค่าใช้จ่ายในการพัฒนาการศึกษา จากเดิมคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นคนละ 2,500 บาทต่อเดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 โดยขณะนี้ ศธ.ได้เสนอของบกลางจากรัฐบาลเพิ่มเติมอีก 224 ล้านบาท จากเดิมที่ได้รับจัดสรรไว้แล้วจำนวน 149 ล้านบาท รวมเป็นงบประมาณทั้งหมดจำนวน 373 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้ครูจำนวน 12,452 คน ครอบคลุมครูและโรงเรียนใน จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา (เฉพาะ 4 อำเภอ คือ จะนะ นาทวี เทพ และสะบ้าย้อย)โดยครูที่มีสิทธิได้รับการอุดหนุน ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2556 หรือกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไป ส่วนโรงเรียนที่ขอรับการจัดสรรเงินอุดหนุน จะต้องยื่นคำขอ รับเงินอุดหนุนต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จังหวัด/อำเภอ พร้อมกับการขอรับเงินอุดหนุนรายบุคคล ประจำเดือน

รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการศึกษาเอกชน พ.ศ.2556-2560 โดยสาระสำคัญเพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และอนุมัติให้โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนสามารถรับนักเรียนใหม่เข้าเรียนในภาคเรียนที่ 2 ได้ เพราะเห็นว่าปัจจุบัน สช.ได้ชะลอการอนุญาตให้โรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษารับนักเรียนใหม่เข้าเรียนในภาคเรียนที่ 2 ตามนโยบายที่จะส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามา มีส่วนร่วมจัดการและสนับสนุนการศึกษา และเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาให้สูงขึ้น ขณะ เดียวกันที่ประชุมยืนยันไม่ปรับเวลาการเปิด-ปิดภาคเรียนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการเปิด-ปิดภาคเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

“เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากรของสถานศึกษาในสังกัด สช. ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างระเบียบฯ เงินสวัสดิการสงเคราะห์การศึกษาบุตรของผู้อำนวยการ ครู บุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน พ.ศ. …เพื่อให้การศึกษาแก่บุตรของผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชนจนถึงระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ในปี 2556 จำนวนไม่เกินปีละ 20,000 บาท ต่อคนต่อปีการศึกษา จากเดิมที่ได้รับแค่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเท่านั้น คาดว่าจะใช้เงินประมาณจำนวน 50 ล้านบาทต่อปีเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีการศึกษา 2557 เป็นต้นไป” นายจาตุรนต์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

 

บ้านหนังสืออัจฉริยะ ‘กศน.อุบลราชธานี’ กระจายความรู้สู่ชุมชน

28 ตุลาคม 2556

วัชรพล มีสวัสดิ์

น่าตระหนกตกใจไม่น้อยกับข้อมูลอัตราการอ่านหนังสือของคนไทย จากสถิติล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจ พบว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละประมาณ 2-5 เล่ม ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สิงคโปร์ อ่านหนังสือปีละ 50-60 เล่ม และเวียดนาม 60 เล่ม

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาล โดยการนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมอนุมัติงบประมาณ 450 ล้านบาท ให้กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จัดทำโครงการ “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น ผลักดันให้มีนิสัยรักการอ่าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตนเองและประเทศชาติ

ทศพร อินทรพันธ์ ผอ.กศน.จังหวัดอุบลราชธานี บอกว่า กศน.ได้นำร่องจัดตั้ง “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” 41,800 หมู่บ้านภายในปี 2556 จาก 80,000 กว่าหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นห้องสมุดประจำหมู่บ้านสำหรับประชาชน ในส่วนของ กศน.จังหวัดอุบลราชธานี จะไม่กำหนดว่าจะต้องซื้อหนังสือเล่มใดบ้าง จะให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการเลือกหนังสือด้วยตนเอง เพราะเชื่อว่าหากในบ้านหนังสืออัจฉริยะมีหนังสือที่ประชาชนในพื้นที่นั้นชื่นชอบ ก็จะจูงใจให้คนเข้ามาอ่านหนังสือมากกว่าการจัดหาหนังสือลงไปให้

“ผมมองว่าการส่งเสริมการอ่านไม่ได้หมายความว่าจะต้องอ่านหนังสือวิชาการเท่านั้น แต่ควรเป็นหนังสือที่ทุกคนเห็นแล้วอยากหยิบขึ้นมาอ่านมากกว่า มีหลายคนที่ได้ดีจากการอ่านหนังสือเพียงเล่มเดียว เป็นการอ่านหนังสือที่ช่วยเปลี่ยนชีวิต อีกทั้งปัจจุบันแม้จะมีเทคโนโลยีไฮเทคต่างๆ แต่หนังสือยังมีความสำคัญอยู่ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถหาความรู้และรับข้อมูลข่าวสารจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ทั้งหมด นอกจากบ้านหนังสืออัจฉริยะจะเป็นแหล่งจัดกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น กิจกรรมนั่งวิปัสสนา นั่งสมาธิ กิจกรรมสร้างรายได้ รวมถึงเป็นสถานที่จัดอบรมฝึกอาชีพด้วย”

“ทศพร” ระบุด้วยว่า บ้านหนังสืออัจฉริยะเป็นเสมือนธนาคารความรู้ใกล้บ้าน ที่มีข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย ส่วนทำเลของการจัดตั้งบ้านหนังสืออัจฉริยะจะตั้งอยู่ศูนย์กลางของหมู่บ้าน อาทิ ร้านกาแฟ ร้านค้า บ้านผู้มีจิตศรัทธา โดยมีอาสาสมัครบ้านหนังสืออัจฉริยะซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่คอยให้บริการประชาชนได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ ทั้งด้านข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ วารสาร นวนิยาย และหนังสือส่งเสริมการประกอบอาชีพต่างๆ
ด้าน กัญญาภัทร คำแก้ว เจ้าหน้าที่ กศน.อำเภอวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ระบุว่า การอ่านเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ของคนทุกระดับ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการเปิดโลกทรรศน์ใหม่ๆ ให้แก่ตนเอง ดังนั้น ในบ้านหนังสืออัจฉริยะจะต้องจัดหนังสือไว้อย่างหลากหลาย ทั้งหนังสือพิมพ์ที่จะให้ประชาชนได้รับรู้ข่าวสารที่เป็นปัจจุบัน หนังสือเกี่ยวกับการแนะนำอาชีพ เพื่อเป็นการชี้ช่องทางการสร้างอาชีพให้กับผู้ที่ยังไม่มีงานทำ หรือคิดจะทำงานเสริม ทั้งนี้อยากให้คนไทยหันมาอ่านหนังสือมากๆ เพื่อเป็นความรู้ที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

ณิชชาภัทร วงษ์ปัน อาสาสมัครส่งเสริมรักการอ่าน บ้านหนังสืออัจฉริยะ กศน.ตำบลธาตุ หมู่ 8 บ้านดอนกลางใต้ ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ บอกว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีส่วนในการสร้างประโยชน์ให้แก่คนในชุมชน ทั้งนี้ หนังสือทุกเล่มจะมีมูลค่าได้ ต่อเมื่อมีการหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่าน

ด.ช.ปัทมาภรณ์ ศิลาเกษ นักเรียนชั้น ป.2 โรงเรียนบ้านดอนกลางสงเคราะห์ อ.วารินชำราบ บอกว่า ช่วงนี้โรงเรียนปิดเทอมได้ชวนเพื่อนๆ มาอ่านหนังสือที่ศาลากลางบ้านอยู่เป็นประจำ หนังสือที่หาอ่านส่วนใหญ่เป็นพวกการ์ตูน คุณครูบอกว่าหนังสือทุกเล่มมีประโยชน์อย่างน้อยที่สุดเป็นการฝึกการอ่านได้ ไม่เหมือนดูการ์ตูนในทีวี เพียงดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

ขณะที่ จิราภรณ์ เจริญพงษ์ทวีสิน ชาวบ้านซึ่งมักจะแวะเวียนไปอ่านหนังสือ ที่บ้านหนังสืออัจฉริยะ บ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ 10 ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ บอกว่า รู้สึกดีใจที่ความรู้มาอยู่แค่เอื้อม เพราะที่ผ่านมาถ้าจะอ่านหนังสือต้องไปที่ห้องสมุดในตัวเมือง ซึ่งอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก แต่ปัจจุบันเมื่อมีบ้านหนังสืออัจฉริยะทำให้ไม่ต้องเดินทางไกล เดินทางสะดวกมากเพราะอยู่ในชุมชนใกล้บ้าน และมีหนังสือหลากหลายให้เลือกอ่าน

“ปกติเป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว พอมีบ้านหนังสืออัจฉริยะอยู่ใกล้ๆ จะมาอ่านหนังสือเกือบทุกวัน อย่างน้อยมารับรู้ข่าวสารผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งหลังจากนี้จะช่วยไปบอกต่อให้เพื่อนบ้านมาอ่านหนังสือด้วย อย่างไรก็ตาม หนังสือที่อยากได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีคือ หนังสือเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นสมุนไพรพื้นบ้าน ซึ่งได้แจ้งกับอาสาสมัครส่งเสริมรักการอ่านไปแล้ว คิดว่าในเร็วๆ นี้คงจะมีหนังสือที่อยากอ่านมาให้อ่านด้วย”

วิชัย แก้วกิ่ง ชาวบ้านบ้านโนนสมบูรณ์ เสริมว่า การมี “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” อยู่ในชุมชน จะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นวิธีปลูกฝังนิสัยรักการอ่านที่ดีสุดให้แก่บุตรหลาน โดยผู้ใหญ่ทำเป็นตัวอย่างให้เด็กได้ซึมซับ และกลายเป็นคนรักการอ่านตามมาในที่สุด
แม้การสร้างนิสัยรักการอ่านจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อแน่ว่าอย่างน้อย “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” จะเป็นตัวจักรสำคัญ ที่จะกระตุ้นให้คนไทยเข้าถึงและอ่านหนังสือกันมากขึ้น

หลังจากนี้คงต้องร่วมกันลุ้นว่า “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้สถิติค่าเฉลี่ยการอ่านของคนไทยเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ และถึงเวลาแล้วที่ต้องถามคนไทยทั้งประเทศว่า…
“วันนี้คุณอ่านหนังสือแล้วหรือยัง!?!”

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34592&Key=hotnews

สกอ.เตรียมทาบทามมหา’ลัยสำรวจความเสียหายแท็บเล็ต

25 ตุลาคม 2556

นายสุภัทร จำปาทอง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ฐานะผู้ประสานงานการสำรวจความเสียหายเครื่องแท็บเล็ตนักเรียนชั้น ป.1 ประจำปีการศึกษา 2555 เปิดเผยว่า ตามที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

(สพฐ.) ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ประสานกับมหาวิทยาลัยที่มีคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์หรือคณะที่เกี่ยวข้อง ทำการสุ่มตรวจความเสียหายและสาเหตุการเสียหายของเครื่องแท็บเล็ตที่แจกให้นักเรียนในปีการศึกษา 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งการสำรวจจะแบ่งออกเป็น 4โซน ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยจะขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ในการสำรวจโดยการสุ่มตรวจ

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า จากการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้เสนอให้เชิญผู้เชี่ยวชาญ จาก ม.เชียงใหม่ และ ม.นเรศวร มาช่วยสำรวจความเสียหายแท็บเล็ตในโรงเรียนในภาคเหนือ ม.ขอนแก่น และม.เทคโนโลยีสุรนารี สำรวจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ม.สงขลานครินทร์ และ ม.วลัยลักษณ์สำรวจภาคใต้ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังสำรวจภาคกลาง ทั้งนี้ก่อนจะขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สกอ.จะหารือร่วมกับอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเพื่อวางแนวทางและวิธีการในการสุ่มตรวจ โดยคาดว่าจะได้ความชัดเจนของแผนการสำรวจภายในสัปดาห์หน้า.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34574&Key=hotnews

ศธ.เน้นสอนอาชีพผู้พิการ

25 ตุลาคม 2556

วังจันทรเกษม : กระทรวงศึกษาธิการจับมือกระทรวงแรงงานพัฒนาการศึกษานอกระบบในสถานประกอบการ มอบ กศน. เปิดศูนย์ดูแลผู้พิการ เน้นสอนอาชีพเพื่อสร้างโอกาสในการมีงานทำ

นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายด้านการศึกษาให้กับคณะผู้บริหารการศึกษา โดยมีนายประเสริฐ บุญเรือง และผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เข้าร่วมว่า ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาฯที่ต้องทำให้ทุกคนในชุมชนอ่านออกเขียนได้ และมีงานทำ โดยมีครูอาสารับผิดชอบการสอน ในการรับสมัครครูอาสาในหมู่บ้านต้องมีหลักเกณฑ์ และเพิ่มจำนวนครู กศน. ที่เป็น ข้าราชการให้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาฯจะร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อพัฒนาการศึกษานอกระบบในสถานประกอบการ ด้านการศึกษาอย่างน้อยต้องจบภาคบังคับ เพื่อให้ประชากรวัยแรงงานมีศักยภาพทางการศึกษา เพราะยิ่งการศึกษาน้อยประสิทธิภาพในการทำงานก็น้อยลงด้วย ในส่วนของผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสในต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ มีศูนย์ดูแลผู้พิการ ซึ่ง กศน. ของไทยก็ควรมีด้วย โดยให้ใช้สถานที่ กศน.อำเภอ, กศน.ตำบล เป็นศูนย์ดูแลผู้พิการ ทำให้ผู้พิการสามารถออกจากบ้านได้และไม่เป็นภาระของคนในครอบครัว โดยจัดรถรับส่งให้ผู้พิการเข้ามาเรียนหนังสือหรือฝึกอาชีพที่ศูนย์ดูแล

อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาฯมอบนโยบายให้ กศน. จัดการเรียนการสอนให้เชื่อมโยงกับความต้องการของชุมชน ให้ครบวงจร อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน โดยทำ ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น มหาวิทยาลัย แหล่งเรียนรู้ต่างๆมาช่วยในเรื่องวิชาการ การศึกษาดูงาน เช่น ในพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงในด้านวิชา- การ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ตลอดจนสถานประกอบการซึ่งจะช่วยในการฝึกอาชีพ ต้องปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผู้เรียนมากที่สุด มีแหล่งเรียนรู้ ที่ทั่วโลกยอมรับ

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34573&Key=hotnews