kounchanok rujjanapan

ร้องวิทยฐานะเหลื่อมล้ำกลุ่มพีอาร์-นักวิชาการชงแก้ ก.ม./สพฐ.จ่อย้าย ผอ.ด้อยคุณภาพ

25 ตุลาคม 2556

ที่หอประชุมคุรุสภา เมื่อวันที่ 24 ต.ค.56 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดงานประชุมสมัชชาบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยการสร้างความพร้อมขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งมีสมัชชาบุคลากรทางการศึกษา 38 ค (2) ประมาณ 1,500 คนเข้าร่วม โดยได้เชิญนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มาเป็นประธาน พร้อมกันนี้นายชาญ คำภิระแปง ประธานสมัชชาบุคลากรทางการศึกษา ได้ชี้แจงต่อนายจาตุรนต์ ถึงการเหลื่อมล้ำของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปี 2547 กำหนดให้บุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา38 ค (1) ได้แก่ ครูผู้สอน ผู้บริหารการศึกษาผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ได้รับเงินวิทยฐานะตำแหน่งชำนาญการ 3,500 บาท และตำแหน่งชำนาญการพิเศษ (คศ.3) รับเงินวิทยฐานะ 5,600 x 2=12,000 บาทขณะที่บุคลากรฯ ตามมาตรา 38 ค (2) ได้แก่นักประชาสัมพันธ์ นักวิชาการศึกษา นักพัฒนาทรัพยากรบุคคล และนักจัดการงานทั่วไปตำแหน่งชำนาญการไม่ได้รับเงินวิทยฐานะตำแหน่งชำนาญการพิเศษ ได้รับเงินวิทยฐานะ 3,500 บาท ดังนั้น จึงขอให้ รมว.ศึกษาธิการ แก้กฎหมายเพื่อปลดล็อกให้บุคลากรฯ38ค (2) ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 13,700 คนทั่วประเทศได้มีสิทธิ์เท่าเทียมกับบุคลากรฯ 38 ค (1) เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

ทั้งนี้ นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการก.ค.ศ. กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับกฎหมาย 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา, พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปี 2547 และ พ.ร.บ.เงินเดือนครู มาตรา 31 วรรค 2 คงต้องแก้ไขกันทั้งระบบและอาจต้องยุบบางตำแหน่งซึ่งต้องวิเคราะห์ให้ดีเพื่อกำหนดภารกิจของงานให้บุคลากรฯ 38 ค (2) จะเข้าลู่เดียวกับบุคลากรฯ 38 ค (1) ได้

วันเดียวกัน นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยถึงกรณีงานวิจัยเรื่องพัฒนาการของการทดสอบระดับชาติ และการประกันคุณภาพระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)ที่ระบุถึงการเน้นบทลงโทษโรงเรียนที่ไม่ผ่านการประเมินภายนอก จะถูกตัดงบประมาณว่างบฯ ปกติที่โรงเรียนจะได้รับการจัดสรร ก็คือเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวผู้เรียน ซึ่งโรงเรียนอยู่ได้ด้วยงบฯ นี้ ตัดไม่ได้เด็ดขาดเพราะผิดกฎหมาย ส่วนงบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นงบฯพัฒนาสถานศึกษา ก่อสร้างซ่อมแซมอาคารสถานที่ หรืองบฯ อบรมต่างๆ นั้นอาจถูกตัดหรือปรับลดงบฯ ได้ตามดุลพินิจของสำนักงบประมาณ หรือชั้นพิจารณาของกรรมาธิการส่วนการโยกย้ายผู้บริหารหากไม่มีคุณภาพนั้นสพฐ. ต้องทำอยู่แล้ว แต่จะย้ายไปไว้ส่วนใดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีกนั้น สพฐ. จะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่าจะดำเนินการกับกำลังพลเสื่อมเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34572&Key=hotnews

ศธ.เล็งเพิ่มประเภททุน 1 อำเภอ

25 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 4 ว่า ตามที่ ศธ.ได้เปิดรับสมัครผู้เข้ารับทุนตามโครงการดังกล่าวในรอบที่ 2 ซึ่งมีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจำนวน 19,756 คน และจะสอบข้อเขียนพร้อมกันวันที่ 27 ตุลาคมทั่วประเทศนั้น หากมีผู้ผ่านการคัดเลือกไม่ครบตามจำนวนอีก ก็คงจะไม่เปิดรอบ 3 เพราะถึงเวลาที่จะเตรียมการเปิดรับสมัครรุ่นที่ 5 จากนั้นจะสรุปข้อดี ข้อเสียรวมถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ของการดำเนินโครงการ เพื่อนำเข้าหารือร่วมกับคณะกรรมการบริหาร โครงการ เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อให้มีผู้รับทุนเพิ่มในรุ่นที่ 5 เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีนักเรียนที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้ารับทุนตามโครงการดังกล่าวน้อยลงเรื่อย ๆ

“ในส่วนของหลักเกณฑ์ต่างๆ นั้นจะต้องไปดูเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ เรื่องกำหนดเวลาการรับสมัคร ซึ่งตรงกับช่วงที่นักเรียนต้องสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยพอดี ก็อาจจะพิจารณาปรับเลื่อนเวลาการรับสมัคร ขณะเดียวกันก็อาจจะพิจารณาปรับเพิ่มประเภททุน เพื่อเปิดโอกาสให้มีผู้เข้ารับทุนมากขึ้น นอกจากนั้นจะต้องเพิ่มการประชาสัมพันธ์โครงการ ให้สามารถเข้าถึงตัวเด็กมากขึ้นด้วย” นางสุทธศรีกล่าว และว่า สำหรับโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่น ที่ 4 ในรอบแรกมีผู้สอบผ่านการคัดเลือกและมีคุณสมบัติครบจำนวน 97 คน จาก ทั้งหมด 1,856 ทุน ยังเหลือทุนอีกจำนวน 1,759 ทุน

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34571&Key=hotnews

ถึงเวลาที่รัฐต้อง…ลงทุนผลิตครู…อย่างจริงจังและต่อเนื่อง

25 ตุลาคม 2556

คุณภาพการศึกษาของประเทศไทย มีพัฒนาการที่ด้อยคุณภาพลงอย่างต่อเนื่อง พิจารณาจากตัวชี้วัดหลายอย่าง

คุณภาพการศึกษาของประเทศไทย มีพัฒนาการที่ด้อยคุณภาพลงอย่างต่อเนื่อง พิจารณาจากตัวชี้วัดหลายอย่าง นับตั้งแต่ตัวชี้วัดระดับนานาชาติ ผลสอบ PISA (Programmer for International Student Assessment) ซึ่งจัดสอบโดยองค์การความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา (The Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ผลการสอบมีพัฒนาการที่ตกต่ำลงตลอด เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่อยู่กลุ่มท้าย เช่น บราซิล แม้คะแนนจะต่ำแต่หากพิจารณาจากพัฒนาการเขาดีขึ้น

นอกจากนี้จากการประเมินคุณภาพการศึกษาของกลุ่มประเทศอาเซียนในงานเวิลด์อีคอนอมิกฟอรั่ม หรือ WEF ที่เจนีวา ปี 2555 พบว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย อยู่ลำดับที่ 6 ตามหลังสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่วนระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา อยู่ลำดับที่ 8 ตามหลังฟิลิปปินส์และกัมพูชา (เดลินิวส์ : 25 ธ.ค. 2555) และผลการวิจัยแนวโน้มการจัดการศึกษา คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ (The Trends in International Mathematics and Science Study : TIMSS) พ.ศ. 2554 ที่จัดโดย IEA (The International Association for the Evaluation of Educational Achievement) พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา วิชาคณิตศาสตร์ อยู่ในลำดับที่ 28 วิทยาศาสตร์อยู่ลำดับที่ 25 จาก 45 ประเทศ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มระดับแย่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วิชาคณิตศาสตร์อยู่ลำดับที่ 34 วิทยาศาสตร์อยู่ลำดับที่ 29 จาก 52 ประเทศ โดยคณิตศาสตร์จัดอยู่ระดับแย่ วิทยาศาสตร์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพอใช้ ส่วนการสอบ O-Net ก็มีแนวโน้มคะแนนเฉลี่ยของผลการสอบรายวิชาหลักทั้งวิทยา ศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ตกต่ำมาก

การที่คุณภาพการศึกษาตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง อาจมาจากหลายสาเหตุ หลายปัจจัย แต่ปัจจัยเหล่านั้น อาจมีอิทธิพลมากน้อยแตกต่างกัน เช่น ความใส่ใจของผู้ปกครอง นโยบายรัฐที่ไม่เป็นเอกภาพขาดความต่อเนื่อง ระบบการสอนที่ไม่มีการตกซ้ำชั้น การปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งปฏิรูปแต่โครงสร้าง แต่ไม่เคยหันมาปฏิรูปการเรียนการสอนของครูอย่างจริงจัง ผู้บริหารโรงเรียนที่สนใจแต่กายภาพมากกว่าการพัฒนางานวิชาการ และเตรียมโยกย้ายไปโรงเรียนที่ใหญ่กว่าเดิม ศักดิ์ศรีดีกว่าเดิม เป็นต้น แต่ที่แน่นอนที่สุดและทุกฝ่ายยอมรับยืนยันตรงกันว่าคุณภาพการศึกษาจะต้องเริ่มต้นที่ครูเป็นปัจจัยที่ตรงประเด็นที่สุด

ข้อเขียนชิ้นนี้ ต้องการสะท้อนในมุมของผู้ผลิตครูว่าสถาบันผลิตครู มีส่วนอย่างมากในกระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะหากสถาบันผลิตครูด้อยคุณภาพ จะไปหวังอะไรกับคุณภาพครู และหากคุณภาพครูด้อยคุณภาพ ก็อย่าไปหวังว่าคุณภาพการศึกษาจะดีไปกว่าคุณภาพของครูไปได้ (คำกล่าวของ Sir Michael Barber, Minneapolis: 6 August 2009) หากพิจารณาจากพัฒนาการของการอุดมศึกษาไทย ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ผ่านมา มีข้อสังเกต ดังนี้

1. ภาครัฐ มีทัศนคติโดยภาพรวมต่อระบบอุดมศึกษาว่า เป็นการศึกษาฟุ่มเฟือย เป็นการศึกษาที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศแต่อยู่ในลำดับต่ำ ผู้ที่ต้องการเรียนควรจะลงทุนเอง เพราะเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วผู้เรียนจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนต่อตนเองสูงกว่าผลตอบแทนคืนต่อสังคมโดยรวม รัฐจึงพยายามผลักภาระค่าใช้จ่ายระดับอุดมศึกษาไปที่ผู้เรียน จากเดิมรัฐเคยสนับสนุนคนเรียนระดับอุดมศึกษาในสัดส่วนที่อาจสูงถึงร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายจริงต่อการผลิตบัณฑิตหนึ่งคน แต่สภาพปัจจุบันผู้เรียนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายระดับอุดมศึกษาสูงขึ้นกว่าเดิมมาก จึงส่งผลให้ค่าเรียนระดับอุดมศึกษาสูงขึ้น แต่จะมีประชาชนสักกี่คนที่เข้าใจว่ารัฐต้องการผลักภาระนี้ให้ผู้เรียนเป็นผู้รับผิดชอบ อีกทั้งต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยมิใช่ประเทศสังคมนิยม หรือมีการจัดรัฐสวัสดิการเหมือนประเทศในยุโรป ที่หากต้องการเรียนฟรีถึงระดับมหาวิทยาลัยประชาชนต้องเสียภาษีประมาณร้อยละ 30 เช่น ฝรั่งเศส โปแลนด์ ออสเตรีย เป็นต้น

2. ค่าใช้จ่ายต้นทุนการผลิตบัณฑิต รวมทั้งบัณฑิตครูสูงขึ้นมาก แต่การเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษายังไม่สามารถเก็บจนถึงขั้นจุดคุ้มทุนได้อย่างแท้จริง เพราะในมหาวิทยาลัยก็มีการเมืองที่ไร้เหตุผล ทั้งที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาสูงกว่ามหาวิทยาลัยไทยหลายสิบเท่า เมื่อเป็นเช่นนี้จะเรียกร้องเอาอะไรกับคุณภาพทั้งอาคารสถานที่ การพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ไม่ต้องอื่นไกล คณะศึกษาศาสตร์ Malaya University ประเทศมาเลเซีย มีงบประมาณมากพอที่จะจ้างอาจารย์เก่ง ๆ ระดับโลกมาเป็นอาจารย์ โดยมีถึงร้อยละ 39 ของอาจารย์ทั้งคณะ ถามว่าคณะศึกษาศาสตร์ในประเทศไทยมีงบประมาณมากพอที่จะทำเช่นนี้ได้หรือไม่

3. สภาพการบริหารงานของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ในประเทศไทย รวมถึงมหาวิทยาลัยในประเทศไทย โดยภาพรวม อธิการบดี คณบดี จะต้องรับผิดชอบหางบประมาณมาให้เพียงพอต่อการบริหารงาน นับตั้งแต่เงินเดือนอาจารย์ที่ต้องจ้างเพิ่มเอง งบฯเพื่อขึ้นเงินเดือน งบฯ เพื่อการพัฒนาคณาจารย์และนิสิต งบฯเพื่อการดูแลอาคารสถานที่ ยานพาหนะ และอื่น ๆ อีกจิปาถะ ทั้งที่ทุกวันนี้รัฐสนับสนุนงบฯ ก้อนโตที่สุดก็เฉพาะงบฯ เงินเดือน การลงทุนสร้างอาคาร (นาน ๆ จะได้รับ) ส่วนงบฯ ดำเนินการผู้บริหารต้องหามาเอง เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้ ก็ต้องเห็นใจมหาวิทยาลัยขนาดเล็กที่ชื่อเสียงยังสู้มหาวิทยาลัยเก่า ๆ ไม่ได้ เมื่อมีนักเรียนมาสมัครมาก ๆ ก็ต้องรับไว้ก่อน ก็เพื่อความอยู่รอดของมหาวิทยาลัย จึงเป็นที่มาของ “ธุรกิจการศึกษา” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากใครจะบอกว่า ถ้านักเรียนไม่มีคุณภาพก็ไม่ต้องรับ หรือรับน้อย ๆ ถามว่า “ค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเงินเดือนคณาจารย์ ใครจะรับผิดชอบจ่ายแทน ไม่เหมือนสมัยก่อนรับนิสิตนักศึกษามาสอน 5 คนก็อยู่ได้ เพราะรัฐรับผิดชอบทุกอย่าง การคัดเลือกก็เข้มข้น เอาคุณภาพได้ เพราะไม่ต้องคำนึงถึงต้นทุนจนหย่อนคุณภาพผู้เขียนได้เดินทางไปร่วมประชุมบอร์ดบริหารของ SEAMEO RIHED ครั้งที่ 21 ที่ National Institute of Education (NIE) ของสิงคโปร์ ในฐานะต้องไปนำเสนอ Country Report เรื่อง ครุศึกษาของประเทศไทย วันที่ 26-29 ก.ย. 2556 และได้มีโอกาสพูดคุยกับศาสตราจารย์ Oon-Seng TAN คณบดีของ NIE และ Mr.Ng CherPong ผู้ช่วยปลัดกระทรวงด้านนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการ สิงคโปร์ เกี่ยวกับปัญหาระบบการผลิตครู ทำให้ทราบว่า สิงคโปร์ถือว่าการผลิตครูเป็นภารกิจของรัฐที่ต้องลงทุน ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบงบประมาณ 100% และลงทุนสร้างห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ให้กับ NIE เป็นการเฉพาะด้วย รวมถึงมีการลงทุนสร้างห้องเรียนต้นแบบในอนาคตที่ทันสมัยอย่างเต็มที่

4. ระบบการผลิตครูในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ หากต้องการคุณภาพที่แท้จริง ต้องมิใช่การจัดการเรียนการสอนแบบแยกส่วน คือ ต้องการผลิตครูวิทยาศาสตร์ก็จะแยกส่วนวิทยาศาสตร์ไปเรียนกับอาจารย์ที่สอนคนให้ไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ และเรียนหลักวิชาชีพครูกับคณะศึกษาศาสตร์ แต่ของ NIE จะจัดสอนโดยคณาจารย์ที่เคยเป็นครูในโรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานมาก่อน แล้วนำมาพัฒนาต่อยอด เพื่อเป็นครูวิทยาศาสตร์ใน NIE เพราะครูวิทยาศาสตร์ไม่ต้องการสอนลงลึกในเนื้อหาแบบนักวิทยาศาสตร์ แต่การสอนคนให้ไปเป็นครูวิทยาศาสตร์ต้องสอนให้แม่นหลักการพื้นฐาน โดย NIE จะมีคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญทั้งหลักวิชาชีพครูและวิทยาศาสตร์ในคนคนเดียวกัน ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัญหาหนักที่สุดของประเทศไทย เพราะมีผู้มีอำนาจเชิงนโยบายไม่เชื่ออย่างที่ NIE ปฏิบัติ ทุกวันนี้ได้พัฒนาการไปจนถึงขั้นผลิตครูโดยคณะที่มิใช่ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่ใช่มืออาชีพ แล้วจะได้ครูมืออาชีพได้อย่างไร

5. การไม่สนับสนุนไม่ส่งเสริมการพัฒนาคณาจารย์ใน คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ส่งผลลบและผลกระทบชัดเจนถึงปัจจุบัน เพราะในอดีตรัฐมีทุนพัฒนาคณาจารย์ให้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่มาเกือบ 20 ปีนี้รัฐไม่มีทุนสนับสนุนอย่างชัดเจน ทำให้คณาจารย์คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ส่วนใหญ่จบการศึกษาในประเทศ หรือไม่ก็จากประเทศแถบเอเชียที่ไม่ต้องลงทุนสูง ทำให้ศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ หวังจะผลิตครูเพื่อไปสอนนักเรียนโดยใช้ภาษาอังกฤษ รวมถึงการจะเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของอาเซียนยิ่งยากไปใหญ่

6. การยกฐานะวิทยาลัยครูเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ การยกฐานะวิทยาลัยวิชาการศึกษา เป็นมหาวิทยาลัย และการยุบกรมการฝึกหัดครู ส่งผลให้ระบบการผลิตครูของไทยอ่อนแอลงอย่างชัดเจน จากวิทยาลัยวิชาการศึกษาที่มีลักษณะคล้าย NIE ของสิงคโปร์ กลับกลายเป็นคณะศึกษาศาสตร์ที่อ่อนแอ มีอาจารย์บางท่านเคยเสนอให้ยุบคณะศึกษาศาสตร์เป็นแค่ภาควิชาก็พอ นับเป็นการเดินนโยบายที่ผิดพลาดอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ผู้เขียนมีข้อเสนอต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้โปรดพิจารณา
1) ยอมรับและปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ว่า การผลิตครูต้องเป็นการลงทุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่ เป็นสาขาวิชาที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าสาขาวิชาด้านวิทยา ศาสตร์สุขภาพ อาจต้องรับผิดชอบทั้งระบบ แต่ควรจัดสรรในรูปนักเรียนทุนการผลิตครูอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสามารถพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยได้อย่างแน่นอน

2) ส่งเสริมให้มีสถาบันผลิตครูคุณภาพที่มีลักษณะของการบูรณาการวิชาชีพครูกับความรู้เฉพาะ เพื่อสร้างคณาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถสูงในการสร้างคนให้เป็นครูคุณภาพ และหากเป็นระบบปิดได้จะยิ่งทำให้การกำกับคุณภาพทำได้ง่ายขึ้น

3) คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ที่มีมากถึง 74 สถาบัน ควรปรับเปลี่ยนบทบาทและส่งเสริมให้รับผิดชอบการพัฒนาครูประจำการอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐสนับสนุนและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

4) พัฒนาระบบการดูแลครูใหม่ที่เริ่มเข้าสู่วิชาชีพ (Induction period) ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่วิชาชีพได้อย่างราบรื่น และมีการพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง มิใช่ปล่อยให้ไปหาทางแก้ปัญหาเองจนบางครั้งสร้างเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาชีพครูไปตลอดชีวิต

5) อนาคตอันใกล้นี้มีแนวโน้มการจำกัดจำนวนนิสิต นักศึกษาครูไม่ให้เกินห้องละ 30 คน จะยิ่งกดดันให้คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ต้องพิจารณาต้นทุนการผลิตบัณฑิตครูมากขึ้น

6) การดำเนินงานตามแนวทางข้างต้นจะต้องมีคณะทำงานที่ไม่ผูกติดกับรัฐบาลหรือรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย

จากข้อเสนอดังกล่าวหากได้รับการพิจารณาและนำสู่การปฏิบัติบ้าง เชื่อว่า สถานการณ์ปัญหาของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์จะเปลี่ยนไปสู่กระบวนการเชิงคุณภาพมากขึ้นได้

รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร
คณบดีคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34570&Key=hotnews

 

ศธ. พลิกโฉมการศึกษาสู่มิติใหม่ จัดงาน เพื่อการเรียนภาษาและวิเคราะห์

24 ตุลาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน พัฒนากระบวนการเรียนการสอนในปัจจุบันและรองรับหลักสูตรใหม่ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็น 1 ใน 8 นโยบายหลัก “รวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา” นั้น กระทรวงฯ ได้กำหนดจัดงาน “สุดยอดการเรียนภาษาและคิดวิเคราะห์” ขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม 2556 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิล์ด กรุงเทพฯ โดยจะนำเสนอองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนการสอนทั้งระบบ โดยเฉพาะเรื่องการสอนภาษา การอ่าน การคิดวิเคราะห์ การเรียนการสอนในโลกยุคดิจิทัล และ ตัวอย่างการเรียนการสอนแนวใหม่ อีกทั้งเป็นเวทีให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนของครูสอนภาษาต่างๆ ทุกระดับ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนการสอนทั้งระบบให้เชื่อมโยงกัน

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ภายในงานจะมีการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ “เรียนภาษาเพื่อสื่อสารให้เป็นประโยชน์” “เรียนอย่างไรให้คิดวิเคราะห์เป็น” “การจัดทำมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาระดับอุดมศึกษา” และ “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของครูชาวต่างประเทศ” ซึ่งมีนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะต่างๆ ในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน อาทิเช่น ดร. ดวงทิตย์ สุรินทาธิป, ศาสตราจารย์ ฟู่ เจิ้ง โหยว, ศ. ดร. มนตรี จุฬาวัฒนทล เป็นต้น นอกจากการจัดเสวนาดังกล่าว ยังมีการจัดกิจกรรมย่อยซึ่งเป็นการเปิดห้องเรียนตัวอย่างสาธิตการสอนภาษาไทยภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษามลายู ภาษาฝรั่งเศส ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และการเรียนเชิงคิดวิเคราะห์ การนำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษา ตลอดจนการประกวดสุนทรพจน์ภาษาต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการและบูทต่างๆ เช่น องค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับสำนักปลัดกระทรวงฯ British Council, AUA, Alliance fran?aise, Goethe, ITD, มูลนิธิไกลกังวล, สถาบัน HANBAN สำนักข่าวสารญี่ปุ่น โรงเรียน วิทยาลัยต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการทดสอบเพื่อวัดภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน เป็นต้น

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34557&Key=hotnews

สพฐ.โต้ตัดงบโรงเรียนตกประเมินชี้เงินรายหัวเด็กห้ามแตะ – ถก ก.ค.ศ.เด้ง ผอ.ห่วย

24 ตุลาคม 2556

นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีที่นายอภิชัย พันธเสน ผอ.สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม เปิดเผยข้อมูลผลการวิจัยเรื่องพัฒนาการของ การทดสอบระดับชาติ และการประกันคุณภาพระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีนายสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นหัวหน้าคณะวิจัย โดยระบุในส่วนของการประกันคุณภาพว่า โรงเรียนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัด และเน้นบทลงโทษที่ผิดวัตถุประสงค์ เช่น หากโรงเรียนไม่ผ่านการประเมินภายนอกจะถูกตัดงบประมาณ ส่งผลให้โรงเรียนไม่มีงบประมาณมาพัฒนาคุณภาพ จึงเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงโทษผู้บริหารเพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาว่า ตั้งแต่มารับตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ. ไม่เคยได้รับรายงานเกี่ยวกับการตัดงบประมาณ เพื่อเป็นบทลงโทษโรงเรียนสังกัดสพฐ. ที่ไม่ผ่านการประเมิน คิดว่าประเด็นนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะจะให้สพฐ.ไปตัดงบประมาณส่วนไหน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า งบฯปกติที่โรงเรียนจะ ได้รับการจัดสรรคือเงินอุดหนุนการจัดการศึกษาขั้น พื้นฐาน หรือค่าใช้จ่ายรายหัวผู้เรียน ซึ่งโรงเรียนอยู่ได้ ด้วยงบฯนี้ ตัดไม่ได้เด็ดขาดเพราะผิดกฎหมาย ส่วนงบฯ อื่นๆ ทั้งงบฯพัฒนาสถานศึกษา ก่อสร้างซ่อมแซมอาคารสถานที่ หรืองบฯอบรมต่างๆ นั้น อาจถูกตัดหรือปรับลดได้ตามดุลพินิจของสำนักงบประมาณ หรือชั้นพิจารณาของกรรมาธิการ

“ส่วนการพิจารณาโยกย้ายผู้บริหารหากไม่มีคุณภาพ สพฐ.ต้องย้ายออกอยู่แล้ว เพราะเท่าที่ทราบมา ปัจจุบันมีอยู่ไม่น้อยที่เป็นระดับผู้บริหาร แต่หาโรงเรียนไม่เจอ บริหารผ่านโทรศัพท์ แต่คำถามคือ แล้วจะย้ายไปไว้ไหน เพราะไปไหนก็คงมีปัญหาเหมือนเดิม ดังนั้น หากจะดำเนินการในเรื่องนี้ได้ สพฐ.ต้องไปตกลงกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า กำลังพลเสื่อมเหล่านี้จะจัดการอย่างไร” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 25 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34556&Key=hotnews

สพป.พล.1 จัดค่ายลูกเสืออาเซียน เร่งทำคู่มืออังกฤษ-นำร่องภาค 2/56

24 ตุลาคม 2556

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก (สพป.พล.) เขต 1 เปิดเผยว่า สพป.พล.เขต 1 เล็งเห็นความสำคัญของกิจการ ลูกเสือ จึงมีแนวคิดบูรณาการลูกเสือในเขตพื้นที่ฯ ให้ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน เพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จึงได้จัดทำหลักสูตรเข้าค่ายลูกเสือสู่อาเซียนขึ้น เพื่อให้โรงเรียนในสังกัดใช้เป็นคู่มือ โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำหลักสูตรภาษาไทย และภาษาอังกฤษสำหรับการเข้าค่าย แบ่งเป็น หลักสูตร 1 วัน สำหรับลูกเสือสำรอง หลักสูตร 2 วัน 3 คืน สำหรับลูกเสือสามัญ และลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่

“เนื้อหาหลักสูตร แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ เตรียมความพร้อมก่อนการเข้าค่าย เช่น การเตรียมตัวของครู ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ นักเรียน การจัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ ขั้นดำเนินการ เช่น ความรู้เกี่ยวกับขบวนการ ลูกเสือ คำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ กิจกรรมกลางแจ้ง ระเบียบแถว เกมส์ และขั้นสุดท้าย เป็นเรื่องของการประเมิน และสรุป มีแบบสรุป แบบประเมิน แบบสำรวจว่าการเข้าค่ายบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่โรงเรียนในการจัดกิจกรรมค่าย และฝึกให้นักเรียนได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านกิจกรรมค่ายลูกเสือ โดยคู่มือจะแล้วเสร็จปลายเดือนตุลาคมนี้ เมื่อคณะศึกษานิเทศก์ได้ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว จะทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มทดลอง ก่อนนำไปใช้จริงในภาคเรียนต่อไป” นายบุญรักษ์กล่าว

–มติชน ฉบับวันที่ 25 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34555&Key=hotnews

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34555&Key=hotnews

สพฐ.เตรียมจัดทัพเขตพื้นที่

24 ตุลาคม 2556

นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในเร็ว ๆ นี้ ตนจะเสนอโยกย้ายผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทดแทนในตำแหน่งที่ว่างหรือเกษียณอายุราชการ จากนั้นจะดำเนินการสอบแทนตำแหน่งที่ว่าง 47 อัตราทั่วประเทศ ส่วนกรณีของกลุ่มรอง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 20 รายที่สอบในตำแหน่ง ผอ.สพท.ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนั้น ขณะนี้คดียังไม่สิ้นสุดก็ต้องรอฟังผลก่อนว่า ศาลจะมีคำสั่งเช่นไร หากพิพากษาให้ผู้ร้องชนะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ต้องเตรียมอัตราเพื่อบรรจุให้ แต่หากมีคำพิพากษาว่าการดำเนินการที่ผ่านมาชอบแล้ว สพฐ.ก็สามารถดำเนินการจัดสอบอีกครั้งหรือเรียกจากผู้ที่ขึ้นบัญชีได้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการโยกย้ายดังกล่าวแล้ว สพฐ.จะเตรียมการจัดสอบแข่งขันบรรจุบุคคลดำรงตำแหน่งราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ และเหตุจำเป็น ว 12 ประจำปี 2556 ซึ่งจะคัดเลือกจากพนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราว ที่ปฏิบัติงานอยู่แล้ว มากกว่า 3 ปี ซึ่งครั้งนี้น่าจะสอบคัดเลือกถึงกว่า 1,000 อัตรา โดยจะมอบให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้ดำเนินการ และจะมีการเพิ่มการสอบสัมภาษณ์เข้าไปด้วย จากเดิมที่การสอบแข่งขันคัดเลือกครูผู้ช่วย ว 12 ประจำปี 2555 ไม่มีการสอบสัมภาษณ์.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34554&Key=hotnews

 

‘คุรุสภา’ รุกพีอาร์เรื่องใบวิชาชีพครูแต่งตัวรับอาเซียน

24 ตุลาคม 2556

นายก๊ก ดอนสำราญ รองเลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า การทำงานของคุรุสภา จำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารที่ดี เพื่อให้สมาชิกทั่วประเทศเกิดความเข้าใจตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเพราะมีครูเป็นล้านคน ถ้าสื่อสารไม่ดีพอก็จะเป็นปัญหาคอขวดและเป็นจุดบอดได้ อย่างไรก็ตาม การทำงานของคุรุสภาถึงแม้ว่าจะทำดีขนาดไหนถ้าไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่ดีก็ไม่ได้ผล ดังนั้น คุรุสภา จึงเปิดช่องทางประชาสัมพันธ์โดยนำสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ และเอสเอ็มเอสมาใช้เพื่อให้ครูทั่วประเทศสามารถติดตามข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายประชาสัมพันธ์คุรุสภาในทุกเขต ทุกจังหวัด ช่วยกระจายข่าวให้ครูได้รับรู้ข้อมูล โดยตนจะเสนอต่อที่ประชุมกรรมการคุรุสภาว่าควรมีการจัดประชุมเครือข่ายประชาสัมพันธ์ 4 ภาคเพื่อสร้างความเข้าใจในการทำงานต่อไป

“ขณะนี้คุรุสภากำลังจัดทำระบบข้อมูลสืบค้นบนเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาสมาชิกคุรุสภาและผู้สนใจ สามารถสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพทางการศึกษารวมถึงข้อมูลต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ และเพื่อความสะดวกในการสื่อสารกับเพื่อนสมาชิกด้วย”
รองเลขาธิการคุรุสภา กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังได้เตรียมการประชาสัมพันธ์คุรุสภา ซึ่งเป็นสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาของประเทศไทย ให้เป็นที่รับรู้ของประเทศเพื่อนบ้าน ในโอกาสที่จะเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยจะจัดทำเอกสารเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และความคืบหน้าการทำงานของคุรุสภา เป็นภาษาอังกฤษ และภาษาอาเซียนด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34553&Key=hotnews

ชง’อาชีวะ’ช่วยอบรมภาษาต่างประเทศ นร.-แรงงาน

24 ตุลาคม 2556

พิมพ์ไทยออนไลน์ //นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และรศ.ดร.เสาวนีย์ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าเข้าพบ ว่า ได้ร่วมหารือกับทางสภาหอการค้าฯ ถึงความร่วมมือในการผลิตบุคลากรสายอาชีพให้ได้คุณภาพตามความต้องการของภาคการผลิตโดยจะให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างทางสภาหอการค้าฯ ม.หอการค้า และ ศธ.เพื่อร่วมกันกำหนดคุณสมบัติสมรรถนะ และหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อผลิตบุคลากรสายอาชีพให้สอดคล้องกับฝ่ายผลิต ซึ่งขณะนี้ทางสภาหอการค้าฯ และม.หอการค้า ได้มีการสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการ ดังนั้น ตนจึงได้ขอให้ทางสภาหอการค้าฯ และม.หอการค้า ช่วยเป็นกำลังสำคัญในการหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่วมพัฒนาและจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน รวมทั้งขอให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนและจัดการศึกษาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ ทาง ม.หอการค้า ยังให้ข้อมูลด้วยว่า มหาวิทยาลัยมีการเปิดสอนที่ต่างประเทศ เช่น ประเทศเมียนมาร์ ขณะเดียวกันก็มีการรับนักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเรียนในประเทศไทยด้วย ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อย่างไรก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าระบุว่าอยากให้แก้ไขในระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายเพื่อเข้ามาศึกษาต่อ ทั้งของนักเรียนและครูชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในเรื่องการขอวีซ่าซึ่งต้องต่ออายุถี่มาก เช่น นักเรียนต้องต่ออายุวีซ่าทุก 6 เดือน เป็นต้น
ซึ่งตรงนี้ตนจะพยายามประสานเพื่อขอให้มีการแก้ไขกฎระเบียบที่มีความลักลั่น

“มีข้อเสนอด้วยว่า อยากให้ ศธ.เร่งพัฒนาในเรื่องของภาษาอังกฤษให้กับนักเรียน นักศึกษาและแรงงานในสถานประกอบการ ซึ่งตรงนี้ตรงกับนโยบายที่ผมเน้นย้ำ ซึ่งผมได้ให้ความเห็นว่าการเรียนภาษาอังกฤษนั้นจะต้องเรียนอย่างเข้มข้นและใช้เวลาเรียนต่อเนื่อง 1-2 เดือน ซึ่งมีตัวอย่างจากต่างประเทศที่พบว่าวิธีการเรียนแบบเข้มข้นนี้ได้ผลดีจริง โดยเบื้องต้นจะให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นหน่วยงานตั้งต้นไปดำเนินการทำหลักสูตรระยะสั้น และเน้นภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน สำหรับแรงงานในสถานประกอบการ”

ด้าน นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ในเรื่องการพัฒนาทักษะภาษานั้น รมว.ศึกษาฯจะให้ สอศ.เป็นหน่วยงานเริ่มต้น และมีเป้าหมายดำเนินงาน เป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกการจัดอบรมเรื่องภาษาอังกฤษรวมถึงภาษาจีน และภาษาประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้นจัดอบรมแบบเข้มข้นในช่วงปิดเทอมใหญ่ ใช้ระยะเวลาการอบรม 4-6 สัปดาห์ เพื่อยกระดับความสามารถทางภาษาทั้งนักเรียนและประชาชนทั่วไป และส่วนที่ 2 เน้นสอนภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานสำหรับกลุ่มแรงงานเป็นหลัก เพื่อให้สามารถฟังรู้เรื่องและสื่อสารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ทำเป็นหลักสูตรระยะสั้น 1-2 เดือน โดยสอศ.จะเน้นออกแบบหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานในอาชีพต่างๆ เช่น แม่บ้าน งานโรงแรม งานช่าง ฯลฯ เน้นภาษาเพื่อการทำงานอย่างแท้จริง

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34550&Key=hotnews

 

สพฐ.เล็งคัด ผอ.สพม.-สพป. 30 ตน.ว่าง

24 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งหน้า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะเสนอแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ผอ.สพม.) เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่หรือเกษียณอายุราชการ จากนั้นประมาณ 1-2 เดือนจะเปิดสอบคัดเลือกแต่งตั้ง ผอ.สพป.และ ผอ.สพม.เฉพาะตำแหน่งที่ว่างอยู่ประมาณ 30 อัตราจากอัตราที่ว่างทั้งหมด 47 ตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งที่จะเปิดสอบจะไม่รวม 19 ตำแหน่ง ที่อยู่ ระหว่างขั้นตอนการฟ้องร้องในศาลปกครอง หากศาลปกครองมีคำสั่งออกมาให้ผู้ฟ้องชนะ สพฐ.ก็ยังมีอัตรา เพื่อบรรจุกลุ่มที่ฟ้องได้แต่หากคำพิพากษาออกมาว่าดำเนินการชอบก็สามารถดำเนินการคัดเลือกอีกครั้งหนึ่งหรือเรียกผู้ที่สอบขึ้นบัญชีมาบรรจุแต่งตั้งได้

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สพฐ.ดำเนินการให้เปิดสอบแข่งขันคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วยหลังจากการโยกย้ายข้าราชการครูประจำปี 2556 ซึ่งการเปิดสอบแข่งขันจะจัดสรรจากอัตราเกษียณอายุราชการประจำปี 2556 ที่ สพฐ.ได้รับคืนมาประมาณ 13,000 อัตรา จะแบ่งการสอบแข่งขันเป็น 2 ส่วนคือ การสอบแข่งขันคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วยกรณีทั่วไปประมาณ 75% จากอัตราเกษียณที่ได้รับจัดสรรคืนมา และกรณีการสอบแข่งขันคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษหรือ ว12 ประมาณ 25% จากอัตราเกษียณ ซึ่งน่าจะเปิดสอบใหม่ได้ประมาณ 1 พันอัตรา ทั้งนี้ ในการเปิดสอบคัดเลือกรอบใหม่นี้จะใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกตามที่ ก.ค.ศ.กำหนดเหมือนเดิม อาทิ สพฐ.ไม่ได้ดำเนินการออกข้อสอบ และตรวจข้อสอบเองแต่จะให้เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ และการสอบจะเพิ่มการสอบสัมภาษณ์หรือการสอบภาค ค จากเดิมที่มีแค่การสอบข้อเขียนภาค ก และภาค ข เท่านั้น

แหล่งข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.กำลังรวบรวมรายละเอียดกรณีที่กลุ่มอดีตครูผู้ช่วยยื่นฟ้องศาลปกครองให้คุ้มครองจากกรณีที่ถูกให้ออกจากราชการโดยมิชอบประมาณ 3 ราย โดย ก.ค.ศ.จะต้องทำคำชี้แจงไปยังศาลปกครองตามกระบวนการและขั้นตอนที่ศาลปกครองกำหนด ส่วนกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ทำหนังสือแจ้งมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขอให้ ก.ค.ศ.แจ้งให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ดำเนินการตรวจสอบบุคคลที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในตำแหน่งครูผู้ช่วยจำนวน 2,161 ราย ที่อาจมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น สัญญาจ้างที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการสอนมีระยะเวลารวมกันไม่ครบ 3 ปีนั้น ขณะนี้ได้มีการขอข้อมูลเพิ่มเติมจากดีเอสไอและจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ก.ค.ศ. 30 ตุลาคมนี้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34551&Key=hotnews