Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

ฮือฮาวัดเชียงราย-เปิด ร.ร.ผู้เฒ่า

3 ตุลาคม 2556

ร.ร.ผู้เฒ่า – ผู้สูงอายุนับร้อยคนเข้าเรียนหนังสือทั้งภาษาไทย อังกฤษและจีน ที่วัดหัวฝาย อ.พาน จ.เชียงราย โดยบางคนอายุมากถึง 96 ปี เจ้าอาวาสเผยต้องการสร้างวัดเป็นศูนย์การเรียนของผู้สูงวัย เมื่อวันที่ 1 ต.ค.

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่วัดหัวฝาย ต.สันกลาง อ.พาน จ.เชียงราย พระครูปิยวรรณ พิพัฒน์ เจ้าอาวาส เปิดเผยว่า ทางวัดได้เปิดสถานศึกษาเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นแก่ผู้ใหญ่ ซึ่งมีนักเรียน เป็นหญิงสูงอายุชื่อคุณยายจันสม เจียมสกุล อายุกว่า 96 ปี เป็นหนึ่งใน 100 คนของผู้ที่มาสมัครเรียน ที่โรงเรียนวัดแห่งนี้ อาตมาเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนตั้งแต่ปี 2554 โดยร่วมกับทางชุมชนและศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นกับผู้ที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่และทำกิจกรรม เข้าแถวเคารพธงชาติ และสวดมนต์ไหว้พระ ยายจันสมก็มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงเดินเหินได้ดีร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนเป็นประจำ

เจ้าอาวาสกล่าวว่า ทางโรงเรียนยังได้เชิญครูผู้สอนที่สมัครใจมาให้ความรู้ด้านต่างๆ กับ ผู้เข้าเรียนไม่ว่าจะการอ่านหนังสือ และเขียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และจีน เบื้องต้น ฯลฯ ปัจจุบันมีครูอาสาผลัดเปลี่ยนกันมา 20 คน ส่วนผู้เข้าเรียนก็รับสมัครเป็นรุ่นๆ แต่ละรุ่นใช้เวลาเรียนประมาณ 1 ปี เพราะไม่ใช่หลักสูตรเร่งรัดใดๆ จนกว่าผู้เรียนจะเข้าใจ นอกจากนี้ยังมีการเรียนและทำกิจกรรมนันทนาการและเพื่อส่งเสริมสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ เช่น จัดรำวงย้อนยุค เต้นรำประกอบท่าทาง รวมถึงการฝึกสอนด้านการทำสมุนไพรประเภทลูกประคบ ขนมพื้นบ้าน ถักทอผ้า สานทางมะพร้าว ฯลฯ เพื่อใช้ในกิจกรรมภายในชุมชนหรือสร้างรายได้ให้กับผู้เข้าเรียน

ด้านคุณยายจันสมกล่าวว่า ตนเป็นนักเรียนรุ่นที่ 2 และคงเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุด แม้ว่า หูตาจะฝ้าฟางมองเห็นไม่ค่อยชัดเจน รวมทั้งหูไม่ค่อยจะได้ยินเสียงแต่ก็มีความตั้งใจเรียนรู้ เพราะการมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ทำให้มีความรู้ด้านภาษาบอกกล่าวลูกหลานได้ ขณะเดียวกันมีการทำอาหารและมีกิจกรรมอื่นๆ ทำ ให้มีเพื่อนมากมาย ทำให้มีความสุขซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34333&Key=hotnews

ฮือฮาวัดเชียงราย-เปิด ร.ร.ผู้เฒ่า Read More »

เบรกคูปองซื้อแท็บเล็ต นร.’จาตุรนต์’ชี้แนวคิดไม่ตกผลึกเร่งอี-ออกชันโซน 3 อีก 4 แสนเครื่อง

2 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 1 ต.ค.56 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกระแสข่าวว่าในปีงบประมาณ 2557 รัฐบาลมีแนวคิดจะแจกคูปองเงินสด 3,000 บาท ให้ผู้ปกครองนักเรียนชั้น ป.1 และ ม.1 เพื่อนำไปซื้อแท็บเล็ต ว่า เป็นเพียงแนวคิดที่เสนอกัน แต่ไม่ใช่ข้อสรุป และขณะนี้ต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแท็บเล็ต ตามระเบียบในโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาไทย ที่ผ่านมาให้เสร็จสิ้นเสียก่อนซึ่งในส่วนของโซน 3 ยังอยู่ระหว่างยกเลิกสัญญาและเปิดประมูลใหม่ซึ่งคาดว่าคงใช้เวลาไม่นานจากนั้นจะมีการประชุมสรุปบทเรียนที่ผ่านมาทั้ง 2 ปีงบประมาณว่า การจัดซื้อจัดจ้างมีข้อดีและข้อเสีย อุปสรรคอย่างไร เพื่อหาแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะคือเรื่องของความล่าช้า ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ยาก เพราะตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอี-ออกชั่น มีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่รัดกุม เพื่อป้องกันการล็อกสเปกและการสมยอมราคา หากมีการร้องเรียน หรือทักท้วงก็ต้องตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งมักจะใช้ระยะเวลานาน และส่งผลกระทบต่อนักเรียนที่ทำให้อุปกรณ์ไปถึงเด็กช้ามาก บางครั้งข้ามปีงบประมาณก็ยังดำเนินการไม่เสร็จอีกประเด็นเป็นเรื่องของคุณสมบัติ จะต้องพิจารณาว่าสามารถกำหนดมีสเปกที่มีคุณสมบัติสูงขึ้นได้หรือไม่ เพื่อรองรับแอพพลิเคชั่นที่จะพัฒนาไปอีก 2-3 ปีข้างหน้าด้วย

“ข้อเสนอที่จะให้มีการใช้คูปองแทนเป็นเพียงแนวคิดที่คิดว่าเด็กบางส่วนที่ครอบครัวมีฐานะ ก็อาจจะมีความต้องการแท็บเล็ตที่มีขีดความสามารถสูงขึ้น เพื่อการใช้ประโยชน์ที่มากขึ้น จึงคิดว่าน่าจะให้เป็นคูปองแทนเพื่อนำไปซื้อในสเปกที่ต้องการ โดยเพิ่มเงินส่วนต่างเอง แต่ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนเป็นคูปองเพราะต้องการแก้ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างที่เกิดปัญหาขึ้น รวมถึงงบประมาณการจัดซื้อที่ไม่เพียงพอ”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ในแนวคิดนี้ก็อาจจะยังมีปัญหาโดยเฉพาะความรู้สึกของเด็กที่อาจจะเกิดการเปรียบเทียบ รวมถึงรายละเอียดต่างๆ ที่ต้องพิจารณาประกอบด้วยคงต้องสำรวจความคิดเห็นของเด็ก ผู้ปกครองรวมถึงความพร้อมต่างๆ หากจะเปลี่ยนแปลงมาใช้คูปองแทน แต่เชื่อว่าเด็กส่วนใหญ่อาจจะไม่มีความพร้อม หรือฐานะที่จะจัดซื้อเองแนวคิดดังกล่าวจึงรองรับได้เฉพาะเด็กส่วนน้อยดังนั้นคิดว่าคงเป็นไปได้ยากที่จะใช้คูปองแทน

ด้านนายเอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผอ.เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กล่าวถึงแนวคิดแจกคูปองเงินสดว่า เนื่องจากวิธีจัดซื้อเดิมมีหลายขั้นตอนทำให้เกิดความล่าช้าในปีงบประมาณ 2556 นักเรียนควรจะได้รับแท็บเล็ตตั้งแต่เดือน พ.ค.-มิ.ย.56 แต่ด้วยกระบวนการต่างๆ ทำให้ได้รับเครื่องช้าประมาณเดือน พ.ย.56 ซึ่งเป็นภาคการศึกษาที่ 2 แล้วแม้ว่าจะเป็นการจัดซื้อแท็บเล็ตเป็นครั้งที่ 2 หลังจากประกาศเป็นนโยบายของรัฐบาลแล้วก็ตาม
“ขณะนี้ควรจะมีการหารือเรื่องสเปก การทำประชาพิจารณ์วิธีการจัดซื้อเครื่องแท็บเล็ตสำหรับปีงบประมาณ 2557 แล้ว แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เพราะการจัดซื้อปี 2556 ยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้น การแจกคูปองน่าจะเป็นวิธีการที่รวดเร็ว และตรงตามความต้องการของผู้ปกครองและนักเรียนมากกว่า อีกทั้งการ เลือกซื้อเครื่องต่างยี่ห้อ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการบรรจุเนื้อหาและแอพพลิเคชั่น เพราะ สพฐ.ได้พัฒนาเนื้อหาสำหรับแท็บเล็ตทั้งในรูปแบบAndroid และ IOS สามารถฝากเนื้อหาดังกล่าวไว้ในระบบ Cloud ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตหรือในโรงเรียนได้” นายเอนก กล่าว
ความคืบหน้าการจัดซื้อแท็บเล็ตนักเรียนและครู จำนวนกว่า 1.6 ล้านเครื่อง ประจำปีการศึกษา 2556 ได้ลงนามอนุมัติการจัดซื้อแท็บเล็ตโซน 1 ชั้น ป.1 ภาคกลางและภาคใต้431,105 เครื่อง, โซน 2 ชั้น ป.1 ภาคเหนือและภาคอีสาน 373,637 เครื่อง และโซน 4 ชั้นม.1 และครู ภาคเหนือและภาคอีสาน 402,889 เครื่อง ซึ่งลอตแรกจะต้องมีการแจกให้กับนักเรียนและครูภายในเดือนหน้า ขณะที่โซน 3 ชั้น ม.1 และครู ภาคกลางและภาคใต้ 426,683 เครื่อง ที่ถูกยกเลิกไปต้องรอผลการอุทธรณ์จากกรมบัญชีกลางก่อนจึงสามารถจัดประมูลใหม่ได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34321&Key=hotnews

เบรกคูปองซื้อแท็บเล็ต นร.’จาตุรนต์’ชี้แนวคิดไม่ตกผลึกเร่งอี-ออกชันโซน 3 อีก 4 แสนเครื่อง Read More »

10 ครูต้นแบบรางวัลพระพฤหัสบดีทองคำ

2 ตุลาคม 2556

นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการคัดเลือกครูฯเพื่อรับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ” ประจำปี2556 ได้พิจารณาคัดเลือกครูผู้มีคุณธรรมจริยธรรมดีเด่น โดยการประเมินจากเอกสารผลงาน และให้มีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานเชิงประจักษ์เสร็จสิ้นแล้ว โดยมีผู้ที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 10 คน ดังนี้

จ่าสิบตรีโสภณฤทธิสาร ครู รร.วัดช่องลาภ จ.ราชบุรี, นางลำปาง ฉายชูวงษ์ ครู รร.บ้านแปรง จ.นครราชสีมา, นางปราณี หนูขาว ผอ.รร.วัดแก้วศิลาราม จ.ชลบุรี, นางอุดมภรณ์ อินทร์แก้วผอ.รร.บ้านนาแสน จ.สงขลา, นายเรวัต กิ่งแก้ว ผอ.รร.วัดห้วยโรง (หนึ่งนฤมิตรพิทยาคาร) จ.เพชรบุรี, นายสมชัย ชวลิตธาดา ผอ.รร.เอกชัย จ.สมุทรสาคร, นายสามารถ รอดสำราญ ผอ.รร.สิรินธรราชวิทยาลัย จ.นครปฐม,นายสุวรรณ เทียบสี ผอ.รร.ชุมชนบ้านหนองคูฯ จ.ยโสธร, นางมณฑ์ธวัล วุฒิวิชญานันท์ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) เขต 5 และนายสะอาด ฟองอินทร์รอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.)เชียงราย เขต 4

“การคัดเลือกครูที่ได้รับรางวัลจะพิจารณาจากผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ ทั้งการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี โดยมีการประเมินด้านความอุตสาหะ ขยัน อดทนมุ่งมั่น และรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ของงานการยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม หลักนิติธรรมยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยวางตัวเป็นกลางทางการเมืองและเป็นผู้มีส่วนร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สิ่งแวดล้อมรวมถึงการประเมินด้านการดำรงชีวิตตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผู้ละเว้นอบายมุขและสิ่งเสพติด เป็นผู้ใช้หรือให้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล และทางราชการอย่างเป็นไปด้วยความถูกต้อง เป็นผู้ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีเหมาะสมกับสถานภาพและตำแหน่งหน้าที่ อีกทั้งเป็นผู้ประหยัดมัธยัสถ์ และอดออม”

จ่าสิบตรีโสภณ ฤทธิสาร ครู รร.วัดช่องลาภ จ.ราชบุรี หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลกล่าวถึงหลักความพอเพียงในวิชาชีพครูว่า วิชาชีพครูนั้นเงินเดือนไม่มากไม่น้อยจึงต้องรู้จักใช้จ่ายอย่างประมาณตน และไม่ประมาทหลงไปกับรูปทรัพย์ เพราะถ้าไม่มีสติในการใช้จ่ายก็ย่อมเป็นหนี้สินรัดตัว ครูต้องรู้จักสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง มองถึงความจำเป็นเป็นหลัก รู้จักทำบัญชีรายรับรายจ่าย ทั้งนี้ วิชาชีพครูนั้นย่อมผูกพันกับงานสังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรทำแต่พอสมฐานะอย่าคิดเอาหน้าเอาตาจนเกินตัว
“ที่โรงเรียนเป็นหนึ่งในต้นแบบโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้นแบบโรงเรียนวิถีพุทธ ทั้งครูและนักเรียนจึงมีหลักยึดด้านความพอเพียง รู้จักมัธยัสถ์อดออมและมีคุณธรรมควบคู่กัน ที่สำคัญคือเมื่อเด็กๆ มีสองสิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจ เขาก็ยังถ่ายทอดไปถึงคนในครอบครัว ซึ่งก็หมายถึงชุมชนโดยรอบโรงเรียนอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม รางวัลพระพฤหัสบดีทองคำนี้จัดขึ้นเป็นปีแรก เพื่อส่งเสริมให้ครูดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและหลักธรรมคำสอนทางศาสนา อีกทั้งเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่ครูที่เป็นต้นแบบแก่นักเรียน และสังคมโดยจะมีพิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการในวันครู 16 ม.ค.57

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34319&Key=hotnews

10 ครูต้นแบบรางวัลพระพฤหัสบดีทองคำ Read More »

สกอ.เร่งดัน พ.ร.บ.การอุดมศึกษา

2 ตุลาคม 2556

ศรีอยุธยา : นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจที่ได้มาทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กสอ.) เนื่องจากเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน และเคยร่วมงานกับ สกอ. ในช่วงที่ยังเป็นทบวงมหาวิทยาลัย ดังนั้น ไม่รู้สึกหนักใจที่จะมาบริหารงานอุดมศึกษา และที่สำคัญ สกอ. มีทีมผู้บริหารที่ทำงานเข้มแข็งอยู่แล้ว

สำหรับงานที่ สกอ. ต้องเร่งดำเนินการจะเป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาลและของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เช่น เรื่องการปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา การเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆของพนักงานมหาวิทยาลัย เพื่อเกิดความเท่าเทียมกับข้าราชการมหาวิทยาลัย การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาอุดมศึกษาทั้งระบบ รวมถึงจะเข้า ไปสนับสนุนและส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของประเทศรับตลาดแรงงานในอนาคต ตลอดจนส่งเสริมให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยสร้างงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34318&Key=hotnews

สกอ.เร่งดัน พ.ร.บ.การอุดมศึกษา Read More »

อาชีวะชงตั้ง กก.ร่วมผลิต 2.8 แสนคน รับ’โลจิสติกส์’

2 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เสนอว่าถ้าจะทำให้แผนยุทธศาสตร์ประเทศเดินหน้า จะต้องมีตัวชี้วัดร่วมกันในระดับกระทรวง เดิมที สศช.เสนอ 5 ตัวชี้วัด ก่อนที่ประชุมจะเสนอเพิ่มเป็น 10 ตัวชี้วัด โดยตัวชี้วัดที่เพิ่มมาอีก 5 ตัวชี้วัดตรงกับภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 2 ตัวชี้วัด คือ การยกระดับความสามารถของกำลังคนที่จะสนับสนุนโครงการปรับปรุงโครงสร้าง ด้านโลจิสติกส์และการคมนาคมขนาดใหญ่ และการปฏิรูปการศึกษาโดยพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพเหมาะสม

นายชัยพฤกษ์กล่าวว่า ส่วนการเตรียมกำลังประมาณ 280,000 คน รองรับการก่อสร้างขนาดใหญ่นั้น สอศ.ได้เสนอว่า 1.ควรจะมีกรรมการร่วมจาก ศธ. กระทรวงแรงงาน และภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนบริษัทที่ได้รับสัมปทาน ในการพัฒนากำลังคนให้มีศักยภาพอย่างที่ต้องการ 2.ควรจัดทำหลักสูตรใหม่ เช่น หลักสูตรสร้างถนน หลักสูตรรางรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น 3.ช่วยกันคิดว่าจะแบ่งการผลิตกำลังคนอย่างไร เพราะตอนนี้ สอศ.ผลิตนักศึกษาออกมายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เช่น ผลิตกำลังคนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ต่อปีได้ประมาณ 58,200 คน แต่ความต้องการกลับอยู่ที่ 280,000 คน และเนื่องจากโครงการนี้มีระยะเวลาแค่ 5-6 ปี จะต้องดูแลกลุ่มกำลังคนดังกล่าวไม่ให้ตกงานเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34317&Key=hotnews

อาชีวะชงตั้ง กก.ร่วมผลิต 2.8 แสนคน รับ’โลจิสติกส์’ Read More »

จี้มหา’ลัยส่งข้อมูลรับตรง 4 ต.ค.

1 ตุลาคม 2556

นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ทำหนังสือถึงมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐเพื่อขอข้อมูลการรับนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2557 เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการรับนิสิตนักศึกษานั้น จนถึงวันที่ 30 กันยายน มีมหาวิทยาลัยส่งข้อมูลมาเพียง 27 แห่ง จาก 80 แห่ง ดังนั้น สกอ.จะเปิดรับข้อมูลจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม เนื่องจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งรับนิสิตนักศึกษาหลายระบบและต้องรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก

นพ.กำจรกล่าวว่า สำหรับข้อมูลที่ขอจะเป็นรายละเอียดการรับนิสิตนักศึกษาในทุกระบบ ทุกวิธีการ ทุกคณะและสาขาวิชา ที่ไม่ใช่แอดมิสชั่นส์ เช่น จำนวนคณะ/สาขาวิชา จำนวนรับ อัตราการแข่งขัน ช่วงเวลาการรับสมัครและสอบ คุณสมบัติผู้สมัคร การสอบคัดเลือก และค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมการสมัครหรือสอบต่อคน ทั้งนี้ สกอ.จะนำข้อมูลเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการ ศธ. เพื่อประกอบการตัดสินใจในการพัฒนาหรือปรับปรุงต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34308&Key=hotnews

จี้มหา’ลัยส่งข้อมูลรับตรง 4 ต.ค. Read More »

สพฐ.ชวนครูไทยร่วมงาน EDUCA 2013 มั่นใจช่วยเด็กไทยพ้นท้ายอาเซียน

1 ตุลาคม 2556

สพฐ.ชูธง ปรับหลักสูตร เน้นทักษะมากกว่าความรู้แบบท่องจำ หวังยกอันดับการศึกษาไทยพ้นท้ายอาเซียน แนะครูเข้าร่วมงานมหกรรมการศึกษาพัฒนาวิชาชีพครู EDUCA 2013 ที่ระดมผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาหัวกะทิจากทั่วโลกมาบรรยาย พร้อมด้วยเวิร์คช็อปตอบโจทย์ทุกความต้องการครู

ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) กล่าวว่า จากผลการจัดอันดับการศึกษาไทยรั้งท้ายในอาเซียน โดย World Economic Forum (WEF) ตัวชี้วัดย่อยในเรื่อง คุณภาพการศึกษาที่มีปัญหานั้น ได้มาจากความคิดเห็นของกลุ่มนักธุรกิจในเรื่องการศึกษา ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ เพราะเป็นเรื่องความคิดเห็นตามการรับรู้ อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้ทำให้เราต้องยอมรับว่ายังมีจุดที่เป็นปัญหาอยู่ ขณะนี้ได้มีความพยายามจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนถึงท้องถิ่นร่วมทำความเข้าใจที่ตรงกันเรื่องการศึกษา เนื่องจากอีก 2 ปีข้างหน้าประเทศไทยไม่เพียงแต่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เท่านั้นแต่จะเข้าสู่สนามสอบ PISA 2015 ซึ่งเป็นการวัดระดับการศึกษานานาชาติ จำเป็นต้องยกระดับหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เน้นการเรียนการสอนแบบบูรณาการเชื่อมโยงทุกวิชาให้เป็นภาพเดียวกัน เพื่อให้เด็กได้คิดอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่ท่องจำแบบที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ กำลังเร่งผลักดันให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ การยกระดับวิชาชีพครู โดยสนับสนุนครูให้พัฒนาตนเอง และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องหลักสูตรก็คงต้องจัดทำเป็นพิมพ์เขียวที่สามารถเข้าใจร่วมกันได้ทุกฝ่าย ตลอดจนสื่อสารให้ภาคประชาชนรับรู้และเข้าใจร่วมกันทั้งสังคม

ดร.เบญจลักษณ์ กล่าวอีกว่า การศึกษาไทยในอนาคตจำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน (ภาคเอกชน) รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เพราะในอนาคตตลาดจะต้องการบุคลากรที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์เพราะเป็นทักษะสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและคุณลักษณะที่ดีในการทำงาน ไม่ได้เน้นมีความรู้ได้คะแนนสูงแต่เพียงอย่างเดียว เชื่อว่าคุณภาพของการศึกษาพัฒนาขึ้นได้ และควรเน้นพัฒนาคุณภาพครูในเรื่องของการค้นหาวิธีปฏิบัติที่ดี (Best Practice)ให้ครูได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เห็นตัวแบบที่เป็นรูปธรรมซึ่งมันเป็นจริงได้ในห้องเรียน และในฐานะที่ สพฐ.เองเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องพัฒนาวิชาชีพของครู จึงอยากแนะนำให้คุณครูทุกคนได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน มหกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู หรือ EDUCA 2013 ซึ่ง สพฐ.ได้ร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) จัดงานครั้งนี้ขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคุณครู โดยครูสามารถใช้เวทีนี้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนปัญหา ตลอดจนได้ต้นแบบการจัดการศึกษา ที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ และการจัดการเรียนการสอนที่เป็น good practice ในระดับประเทศ เป็นทั้งความรู้สากลและแนวปฏิบัติที่นำไปปรับใช้ในสถานศึกษาของตัวเองได้เป็นอย่างดี สำหรับงาน EDUCA ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “Strong Performers and Successful Reformers” โดยภายในงานจะพบกับเวทีการประชุมและนิทรรศการหลากหลาย ทั้งการประชุมนานาชาติ การบรรยายพิเศษและการประชุมอภิปรายโดยผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และ ฮ่องกง จัดคู่ขนานกันสองหัวข้อ คือ “หลักสูตร การสอนและการวัดประเมินผล” และ “ครุศึกษาเพื่ออนาคต” นอกจากนี้ยังมีการจัดทำเวิร์คช็อป ครอบคลุมความต้องการของครูไทย เช่น ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21, ICT สำหรับการสอนและการจัดการเรียนรู้, อาเซียน, การวัดและประเมินผล เป็นต้น รวมทั้งสิ้นมากกว่า 200 หัวข้อย่อย อีกทั้งยังมีการประชุมอภิปรายสำหรับผู้บริหารโรงเรียนทุกระดับ ตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา

ขณะเดียวกันยังมีการจัดนิทรรศการแสดงสินค้า นวัตกรรมทางการศึกษาและเทคโนโลยี โดยสาธิตในรูปแบบห้องเรียนตัวอย่าง อาทิ ห้องพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และห้องเรียนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ AEC เป็นต้น EDUCA 2013 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม ณ อาคารอิมแพค ฟอรั่ม(ฮอลล์9) เมืองทองธานี โดยครูผู้สนใจเข้าร่วมงานสามารถสมัครและสำรองที่นั่งได้ที่ www.educathai.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02 748-7007 ต่อ 134

ที่มา: http://www.thanonline.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34307&Key=hotnews

สพฐ.ชวนครูไทยร่วมงาน EDUCA 2013 มั่นใจช่วยเด็กไทยพ้นท้ายอาเซียน Read More »

ศธ.เตรียมเสนอตั้ง กก.ขับเคลื่อนหวังปรับภาพใหม่อาชีวศึกษาไทยทั้งระบบ

1 ตุลาคม 2556

ดร.กิตติ ลิ่มสกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงผลการวิจัยสถานการณ์อาชีวศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาของประเทศ ที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทำการวิจัย ว่า ผลการวิจัยเบื้องต้นที่ออกมานับว่าเป็นงานวิจัยที่ดี เพราะสามารถบอกถึงสถานการณ์อาชีวศึกษาที่เป็นปัจจุบัน เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้ผลักดันและขับเคลื่อนการอาชีวศึกษาให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่จะเพิ่มกำลังคนด้านอาชีวศึกษา เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการของประเทศได้ โดยหลังจากนี้ตนจะเสนอต่อนายจาตุรนต์ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ในการดำเนินการนั้นหากมีส่วนใดที่นอกเหนือจากอำนาจของกระทรวงศึกษาธิการก็จะเสนอต่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานด้านสังคมเพื่อให้ช่วยผลักดัน เช่น เรื่องอัตรากำลังที่เป็นปัญหาใหญ่ของอาชีวะ เป็นต้น

“สำหรับเรื่องครุภัณฑ์อาชีวศึกษาที่ทราบกันดีว่ามีปัญหาอยู่นั้น ก็จะมีการจัดระบบใหม่ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)จะต้องมีการจัดทำบัญชีครุภัณฑ์ เพื่อทำแผนการใช้ที่ชัดเจน และในอนาคตต้องกระจายอำนาจให้สถานศึกษาจัดหาตามความต้องการเพื่อความโปร่งใสด้วย”ดร.กิตติกล่าว

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่พบจากการวิจัยคือเรื่องบุคลากร เพราะ สอศ.มีบุคลากรที่เป็นอัตราจ้างเกือบร้อยละ 30 หรือกว่า 2 หมื่นคน และมีแนวโน้มที่ครูประจำการจะเกษียณอายุเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้กำลังรอผลสรุปจากการวิจัยดังกล่าว เพื่อนำมาจัดทำแผนพัฒนากำลังคนในภาพรวมของสอศ. ที่ต้องวิเคราะห์ว่าจะมีครูเกษียณอีกเท่าใด และจะมีความต้องการครูสาขาใดบ้าง และในช่วงเวลาใด ซึ่งจะต้องทำควบคู่ไปกับแผนการจัดหาครุภัณฑ์ที่ต้องมีการกระจายอำนาจการจัดซื้อด้วย นอกจากนี้สิ่งที่มองว่ามีความสำคัญและจะต้องเร่งดำเนินการคือเรื่องการแนะแนวที่สอศ.จะต้องพัฒนาครูแนะแนวเพื่อเข้าไปให้คำแนะนำเรื่องการศึกษาต่อ โดยเฉพาะกับกลุ่มนักเรียนที่จะจบชั้น ม.3 รวมถึงต้องมีโครงการพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับเด็กช่างเป็นการเฉพาะด้วย เพราะมีเสียงสะท้อนจากสถานประกอบการจำนวนมากว่าเด็กอาชีวศึกษายังขาดทักษะในหลายด้าน รวมทั้งยังมีความอดทนน้อยด้วย

Source – มติชนออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34306&Key=hotnews

ศธ.เตรียมเสนอตั้ง กก.ขับเคลื่อนหวังปรับภาพใหม่อาชีวศึกษาไทยทั้งระบบ Read More »

“พนิตา” ย้ำถ้าเลือกได้ขอทำงาน ศธ.หลังเกษียณ

1 ตุลาคม 2556

“พนิตา” ย้ำหลังเกษียณถ้าเลือกได้อยากกลับมาช่วยทำงานที่กระทรวงศึกษาธิการมากกว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมฯ แต่จะขอเวลาไปสักการะสังเวชนียสถานที่อินเดีย-เนปาลก่อน ส่วนงานในหน้าที่ปลัด ยืนยันไม่แตะต้องทุกโครงการที่รอต่อสัญญาตั้งแต่ 1 ต.ค.ชี้เป็นมารยาทต้องรอให้ปลัดคนใหม่ตัดสินใจ

วานนี้ (30ก.ย.) นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวได้รับการทาบทามให้กลับเข้าทำงานในตำแหน่งรมช.ศธ.ภายหลังเกษียณอายุราชการว่า ไม่ทราบ เพราะเรื่องตำแหน่งตนไม่ได้เป็นคนแต่งตั้งและไม่มีสิทธิ์เสนอตัวเอง ที่ผ่านมาก็มีข่าวลือมากเหมือนกันภายในพรรค แต่ยืนยันว่าไม่เคยเสนอตัวเอง ทั้งนี้ภายหลังเกษียณอายุราชการแล้วจะเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานที่อินเดีย-เนปาล เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต แต่ไม่ได้ทำบุญเสริมดวงหรือขอพรใดๆ เพราะที่ผ่านมาถือว่าได้รับสิ่งที่พึงปรารถนาครบถ้วนแล้ว หลังจากนี้ไปจะเป็นกำไรเพื่อชีวิต แต่หากใครต้องการให้ตนทำงานเพื่อประเทศชาติก็ยินดี รวมถึงไม่ปฏิเสธถ้าจะได้รับแต่งตั้งให้ทำงานใน ศธ. แต่ถ้าจะให้เลือกระหว่างการทำงานที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ตนขอเลือกทำงานให้กับ ศธ.

“ถ้าจะให้เลือกระหว่าง พม.กับ ศธ. พี่ก็เลือกกระทรวงศึกษาธิการนะคะ เพราะงาน ศธ.เป็นงานต้นทางของปัญหา ถ้าเรามาอยู่ ศธ. ได้ผลิตเด็กออกมาเป็นอนาคตของชาติได้อย่างใจเราต้องการ ปัญหาสังคมจะหมดไปเยอะเลย ส่วนงานที่ พม.ถือเป็นปลายเหตุ แต่อย่างไรก็ตามเราคงเลือกเองไม่ได้” นางพนิตา กล่าวและว่า นิสัยของตนเป็นคนเดินหน้าแล้วไม่กลับหลัง นับตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ ศธ. เวลามีคนนำเรื่องที่ พม.มาเล่าให้ฟังก็จะรับฟังไว้ แต่จะไม่เข้าไปวุ่นวาย ตนเป็นคนไม่ชอบเข้าไปยุ่งยากวุ่นวายกับหน่วยงานเก่าที่ออกมา สำหรับ ศธ.ก็เช่นกัน จะต้องให้เกียรติปลัดคนใหม่ ซึ่งตนได้แจ้ง ดร.สุทธศรี ไปแล้วว่า โครงการต่างๆ ที่รอการต่อสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.56 เป็นต้นไปนั้น ตนไม่ได้อนุมัติเพราะถือเป็นมารยาทในการทำงานที่ต้องรอปลัดคนใหม่ ซึ่งขณะนี้มีหลายเรื่องที่จะให้อนุมัติต่อสัญญาตั้งแต่ 1 ต.ค.56 ไปจนถึง 30 ก.ย.57 แต่ตนก็บอกไปว่าหมดวาระแล้ว อนุมัติให้ไม่ได้ เก็บไว้ให้ปลัดคนใหม่เป็นคนอนุมัติเอง เพราะว่าปีที่แล้ว โดนอนุมัติก่อนเรามาเยอะมาก เป็นลังเลย เราก็สงสัยว่าทำไมไม่รอ เพราะมันเป็นเรื่องของมารยาท ไม่ควรคาบเกี่ยวกัน

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34304&Key=hotnews

“พนิตา” ย้ำถ้าเลือกได้ขอทำงาน ศธ.หลังเกษียณ Read More »

“ชินภัทร” เผยหลังเกษียณยังอยากช่วยงานการศึกษา

1 ตุลาคม 2556

“ชินภัทร” สดชื่นหลังอำลาตำแหน่งเลขาธิการกพฐ.เผยรู้สึกเรื่องหนักกำลังคลี่คลายออกไป ยืนยันมีผลงานสร้างประโยชน์ให้แก่วงการศึกษาไว้มาก พร้อมยินดีกลับมาช่วยงานศธ.ถ้าเจ้ากระทรวงต้องการ

วานนี้ (30ก.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยในโอกาสอำลาตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุราชการว่า ตนได้ฝากข้าราชการ สพฐ.ให้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญอย่างจริงจัง อาทิ การรณรงค์แก้ปัญหาอ่านออกเขียนได้ การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กเพื่อเตรียมพร้อมรับการทดสอบในโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ พิซ่า ในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะกรณีการสรุปบทเรียนจากประสบการณ์การดำเนินโครงการแท็บเล็ตเสนอต่อนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. เพื่อลดข้อติดขัดในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้การจัดสรรเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตรวดเร็วขึ้นและได้ผลสัมฤทธิ์ของโครงการตามเจตนารมณ์รัฐบาลในการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ตนไม่เป็นห่วงการทำงานของเลขาธิการกพฐ.คนใหม่ เพราะเป็นผู้มีความรู้ในงานของ สพฐ.อยู่แล้ว และเชื่อมั่นว่าจะสามารถขับเคลื่อนให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างดี

ดร.ชินภัทร กล่าวต่อไปว่า ตนมั่นใจว่าตลอดเวลาสี่ปีที่ผ่านมา ได้ริเริ่มงานไว้หลายเรื่อง ถ้าจะทบทวนทุกเรื่องคงใช้เวลานาน ยกตัวอย่างเพียง 2-3 เรื่องเพื่อให้สื่อมวลชนได้ระลึกด้วยว่า ถ้าพูดถึงการศึกษาไม่ใช่ว่า สพฐ.จะมีแต่ความล้มเหลวและผิดพลาด เพราะในความจริงเราประสบความสำเร็จหลายเรื่อง อาทิ โรงเรียนมาตรฐานสากล โรงเรียนดีประจำตำบล หรือการบริหารโรงเรียนรูปแบบนิติบุคคล นอกจากนี้เรื่องการพัฒนาไอซีทีเพื่อการเรียนการสอนก็ถือว่าก้าวหน้าไปมาก ทั้งนี้ตนรู้สึกภาคภูมิใจในการทำงานที่ สพฐ. แม้ว่าจะเป็นงานที่หนักชนิดที่ว่าถ้าใครไม่มาทำก็ไม่มีทางรู้ว่าหนักอย่างไร เนื่องจากปริมาณงานมาก แต่ก็ได้ทุ่มเทมาโดยตลอด จนกระทั่งวันนี้กำลังจะก้าวพ้นไป ด้วยความรู้สึกสดชื่น เพราะรู้สึกว่า อะไรที่มันทับถมอยู่บนบ่ากำลังจะคลี่คลายออกไป

” ผมรู้สึกทั้งโล่งใจและปลอดโปร่ง แต่บางครั้งก็รู้สึกเสพติดงานหนัก ดังนั้นจึงยินดีหาก รมว.ศธ.อยากใช้ประสบการณ์ความรู้ของผมเพื่อประโยชน์ต่อวงการศึกษา ซึ่งในช่วงแรกคงจะขอไปสูดอากาศลึกๆ ก่อนให้เต็มปอด หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับรมว.ศธ.ว่าอยากให้ทำอะไร เพราะเคยมาพูดที่นี่ไว้ว่าประสบการณ์ความรู้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงศึกษาธิการก็รอสักพัก” ดร.ชินภัทร กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34303&Key=hotnews

“ชินภัทร” เผยหลังเกษียณยังอยากช่วยงานการศึกษา Read More »