Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

สหกิจศึกษาบุกอาเซียนพลัสยกระดับบัณฑิตทำงานทั่วโลก

26 มิถุนายน 2556

ผ่านไปไม่นานกับ “วันสหกิจศึกษาไทย”ประจำปี 2556 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สมาคมสหกิจศึกษาไทย และ 9 เครือข่ายของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ร่วมกันผนึกกำลังจัดตั้งให้สหกิจศึกษาเป็นวันสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างสถาบันและสถานประกอบการขึ้นเป็นประจำทุกปี

โดยในปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ดำเนินงานภายใต้แนวคิด “สหกิจศึกษาไทย กลไกสู่การพัฒนาประชาคมอาเซียนพลัส” ซึ่งงานนี้จะเน้นการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือกับนานาประเทศในประชาคมอาเซียนพลัส ทั้งในด้านองค์ความรู้ ตลอดจนวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีระหว่างกัน มากกว่านั้นคือจุดมุ่งหมายในการผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะวิชาชีพเป็นสากลและสามารถทำงานได้ทั่วโลก

ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาไทยมีการจัดสหกิจศึกษานานาชาติไม่น้อยกว่า 97 สถาบัน รวม 891 หลักสูตร ใน 376 สาขาวิชาที่อยู่ในโครงการสหกิจศึกษา โดยมีจำนวนนักศึกษาเข้าร่วมโครงการกว่า 27,000 คน ผ่านสถานประกอบการ 12,200 องค์กร จากความร่วมมือที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกำลังจะส่งต่อไปสู่ความร่วมมือระหว่างนานาประเทศเพื่อให้เกิดอาเซียนพลัส

“ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน” นายกสมาคมสหกิจศึกษาไทย บอกว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ สกอ.และสมาคมสหกิจศึกษาไทยได้เริ่มขยายผลการดำเนินงานสหกิจศึกษาไปสู่นานาชาติมากขึ้น ที่ผ่านมามีการจัดการประชุมนานาชาติ ICCW 2011 และได้มีการลงนามความร่วมมือกับสมาคมสหกิจศึกษาแอฟริกาใต้ หรือ SASCE และการสำรวจสถานภาพการดำเนินงานสหกิจศึกษาในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือสหกิจศึกษานานาชาติ ASEAN Co-op Network รวมไปถึงการจัดตั้งสำนักงานย่อยของสมาคมสหกิจศึกษาโลก หรือ WACE ISO@SUT ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เพื่อขับเคลื่อนระบบสหกิจศึกษาของประเทศ

“จากการดำเนินงานในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการชมเชยและยกย่องจากสมาคม สหกิจศึกษาโลก ในการจัดงานวันสหกิจศึกษาไทยในครั้งนี้จึงต้องการพัฒนาไปสู่การจัดสหกิจศึกษาในระดับนานาชาติ ให้มากยิ่งขึ้น โดยเน้นการแลกเปลี่ยน นักศึกษาสหกิจศึกษากับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศกลุ่มอาเซียนพลัสก่อน แล้วจึงขยายผลไปยังสถาบันประชาคมโลกตามลำดับ”
ศ.ดร.วิจิตรยังบอกด้วยว่า สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือการส่งเสริมการสร้างความรู้ที่ถูกต้องในการแลกเปลี่ยนนักศึกษาสหกิจศึกษาในระดับนานาชาติให้กับสถาบันอุดมศึกษา และสิ่งสำคัญที่จะช่วยประเมินศักยภาพของนักศึกษาไทยได้ ทางสถาบันจะต้องนำผลการประเมินสหกิจศึกษาไปปรับใช้ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์ ซึ่งจะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะสามารถช่วยประเมินคุณภาพของนักศึกษาในขณะอยู่ที่สถานประกอบการได้อย่างดีที่สุด

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการชื่นชมและยกย่องการดำเนินการสหกิจศึกษาประจำปี จึงมีการประกาศมอบรางวัล “สหกิจศึกษาดีเด่นระดับชาติ” ในหลากหลายประเภทด้วยกัน แบ่งเป็น ประเภทสถานศึกษา รางวัลสถานศึกษาดำเนินงานสหกิจศึกษาดีเด่น ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม, รางวัลสถานศึกษาดาวรุ่งด้านการดำเนินงาน สหกิจศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลกรุงเทพ, รางวัลสถานศึกษาดำเนินการสหกิจศึกษานานาชาติดีเด่น ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ประเภทสถานประกอบการสหกิจศึกษาดีเด่น สำหรับสถานประกอบการขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท ไอบีเอ็ม โซลูชั่นส์ ดิลิเวอรี่ จำกัด และสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ได้แก่ บริษัท เฟดเดอรัล อีเลคตริค จำกัด และผู้ปฏิบัติงาน สหกิจศึกษาดีเด่นในสถานประกอบการ ได้แก่ นายธีรศักดิ์ สงวนมานะศักดิ์ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) ประเภทโครงการสหกิจศึกษา ดีเด่น ได้แก่ การออกแบบเครื่องหยอดกาวแกนหม้อแปลงไฟฟ้าอัตโนมัติ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (วิทยาเขตขอนแก่น), การศึกษาประโยคที่ไม่สมบูรณ์ในการเขียน จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, การ พัฒนา m-Commerce Application บน IOS จากมหาวิทยาลัยนเรศวร และสรุปกฎหมายแรงงานของรัฐสุลต่านโอมานและวิจัยสถานการณ์แรงงานไทยในรัฐสุลต่านโอมาน จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี)

การมอบรางวัลเชิดชูเกียรติดีเด่นระดับชาติครั้งนี้จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่า การจัดวันสหกิจศึกษานานาชาติครั้ง ต่อ ๆ ไป จะเห็นบัณฑิตไทยมีความรู้และ ความสามารถในระดับสากลมากยิ่งขึ้นจากความร่วมมือกันของทุกส่วน ที่สำคัญยังจะเป็นผลดีกับประเทศและนักศึกษาที่จะยกระดับสู่การเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพ ในตลาดอาเซียนด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 – 30 มิ.ย. 2556–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33156&Key=hotnews

สหกิจศึกษาบุกอาเซียนพลัสยกระดับบัณฑิตทำงานทั่วโลก Read More »

ศธ.เร่งพัฒนาภาษาสำหรับครู

26 มิถุนายน 2556

ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ของ ศธ. เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการดำเนินการขับเคลื่อนฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้มีการติดตามการบูรณาการแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ประเทศและยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ศธ.เป็นเจ้าภาพร่วมในการพัฒนาภาษาอังกฤษให้แก่บุคลากรทั้งประเทศ โดย ศธ.ได้เตรียมที่จะพัฒนาครูตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จำนวน 10,000 คน เพื่อนำร่องในการพัฒนาครูด้านภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียนตามภูมิภาค อาทิ ภาคเหนือเรียนภาษาอังกฤษ จีน และพม่า ภาคตะวันออกเรียนภาษาอังกฤษ จีน ลาว และภาคใต้เรียนภาษาอังกฤษ จีน และบาฮาซา เป็นต้น

“โครงการนี้มีสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นเจ้าภาพ โดยขณะนี้ได้มีการติดต่อมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่งให้เข้ามาร่วมพัฒนาครูทั้งภาษาอังกฤษ จีน และภาษาอาเซียน อาทิ มหา วิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า เป็นต้น โดยโครงการนี้จะเน้นให้ครูสื่อสารได้ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่งู ๆ ปลา ๆ แต่ครูทุกคนต้องออกเสียงและสำเนียงได้อย่างถูกต้อง เพราะครูจะต้องนำความรู้ไปถ่ายทอดให้นักเรียน หากใช้ไม่ถูกต้องเด็กก็จะเรียนรู้ไปแบบผิด ๆ” ดร.พวงเพ็ชรกล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33155&Key=hotnews

ศธ.เร่งพัฒนาภาษาสำหรับครู Read More »

ตั้ง ผอ.คุรุสภาจังหวัดไม่ผ่านเขตพื้นที่ฯ กระจายอำนาจลดจุดอ่อนมาตรฐาน

26 มิถุนายน 2556

นายอำนาจ สุนทรธรรม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภามีแผนที่จะกระจายอำนาจลงสู่พื้นที่ เพื่อให้บริการครูได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาต้องเป็นศูนย์รวมของทั้ง 77 จังหวัด เวลาที่ครูต้องมาติดต่องานกับคุรุสภาทำให้ต้องเดินทางไกล เสียทั้งเวลา และมีค่าใช้จ่าย อย่างค่ารถบางคนก็ต้องเสียค่าที่พัก ซึ่งคณะกรรมการคุรุสภาก็มองเห็นปัญหาเหล่านี้และเห็นด้วยกับเรื่องการกระจายอำนาจซึ่งจะมีการจัดลงในแผนงานของคุรุสภาต่อไปโดยเบื้องต้นการกระจาย อำนาจ อาจจะเริ่มต้นเป็นภาคก่อน ค่อยกระจายลงจังหวัดต่อไป เพราะขณะนี้คุรุสภาเขต เราให้ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาดูแลให้ ซึ่งก็กำลังดูว่าจะรวมเขตมาไว้เป็นจังหวัดหรือจะให้เป็นเขตพื้นที่ฯเหมือนเดิม และจะมีการวิเคราะห์ด้วยว่าการมีคุรุสภาจังหวัดเป็นของตัวเองจะดีกว่าฝากงานเขตพื้นที่ฯหรือไม่

“แนวคิดที่ได้พูดคุยกันในเบื้องต้น คือ คุรุสภาน่าจะมี ผอ.คุรุสภาจังหวัดเป็นของตัวเอง ไม่ต้องไปฝากงานไว้กับเขตพื้นที่ฯ ซึ่งวันนี้เรามีสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) จังหวัด เป็นต้นแบบให้แล้ว และพร้อมที่จะให้คุรุสภา ไปใช้อาคารสำนักงาน สกสค.จังหวัดได้ เพราะเราใช้กฎหมายเดียวกัน ส่วนงานของคุรุสภาในจังหวัดทุกวันนี้ก็เป็นงานฝากไม่ใช่งานในหน้าที่รับผิดชอบของผอ.เขตพื้นที่ฯ เพราะแต่ละตำแหน่งจะมีมาตรฐานตำแหน่งอยู่ว่า มีหน้าที่อะไร เมื่อคุรุสภาเอางานไปฝากเขตพื้นที่ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มภาระหน้าที่ที่เขตพื้นที่ฯบางเรื่องก็ไม่กล้าตัดสินใจเพราะไม่ใช่งานในหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้ผมจะนำเสนอบอร์ดคุรุสภาพิจารณาอีกครั้ง”
เลขาธิการคุรุสภา กล่าวและว่า ถึงเวลาแล้วที่คุรุสภาจะต้องกระจายอำนาจอย่างจริงจัง เพื่อให้การให้บริการเป็นไปได้อย่างทั่วถึง ส่วนที่เกรงว่าอาจจะมีจุดอ่อนเรื่องของมาตรฐานในการทำงาน เมื่อมีการกระจายอำนาจนั้น ไม่น่าเป็นห่วงเพราะหลักเกณฑ์ในการทำงานที่เป็นมาตรฐานสามารถตรวจสอบได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33154&Key=hotnews

ตั้ง ผอ.คุรุสภาจังหวัดไม่ผ่านเขตพื้นที่ฯ กระจายอำนาจลดจุดอ่อนมาตรฐาน Read More »

สจล.เผยมติ ‘สภาคณบดีครุ-ศึกษา’ ผุด 5 แนวทาง-ปั้นครูผู้นำ

26 มิถุนายน 2556

รศ.พีระวุฒิ สุวรรณจันทร์ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า จากที่มีการรับนักศึกษาเกินจำนวน ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพของการผลิตครู สิ่งสำคัญที่จะทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวนั้นหมดไป จะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทและหน้าที่ของการผลิตครูในชั้นเรียนให้ตรงตามเป้าประสงค์ และผลิตครูที่มีคุณภาพ ในฐานะผู้บริหารคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนในการผลิตครู เพื่อให้ครูเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงชั้นเรียน มิฉะนั้นการปฏิรูปการศึกษาอาจไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ คณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ทั่วประเทศจึงได้จัดการประชุมเป็นประจำทุก 2 เดือน เพื่อสร้างบทบาทของวิชาชีพครูให้มีความแข็งแกร่งและยกระดับครูไทยให้มีความสามารถสูงขึ้น

รศ.พีระวุฒิกล่าวว่า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สจล.เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีการผลิตครู โดยเน้นการผลิตครูอาชีวศึกษา เพื่อให้บัณฑิตเป็นผู้ที่มีความรู้และทักษะวิชาชีพ พร้อมที่จะถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ จากความสำคัญของการผลิตครู จึงได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3/2556 เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่อาจมีผลต่อภาพลักษณ์ของการผลิตครูและวิชาชีพครู โดยมีคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เข้าร่วมประชุมกว่า 50 ท่าน

รศ.พีระวุฒิกล่าวต่อไปว่า จากการประชุม ที่ประชุมสภาคณบดีฯ มีมติใน 5 แนวทาง ดังนี้

1.การผลิตครูให้มีจำนวนที่เหมาะสม โดยจะเริ่มวางแผนการผลิตครูในปีการศึกษา 2557 ซึ่งจะเพิ่มจำนวนการผลิตในสาขาวิชาที่ขาดแคลน และลดจำนวนการผลิตในสาขาที่เกินความต้องการ

2.คัดกรองผู้เข้าเรียนครูอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น โดยผู้สมัครเข้าเรียนครูจะต้องผ่านการสอบที่มีมาตรฐานและจัดสอบร่วมกันทั่วประเทศ อีกทั้งยังจะต้องมีประวัติการเรียนที่ดี เพื่อให้ได้รับการยอมรับในวิชาชีพเพิ่มขึ้น

3.สร้างนวัตกรรมใหม่ในการผลิตครู ด้วยการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตครูเพื่อให้ได้ครูรุ่นใหม่ที่สอนด้วยวิธีการและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

4.คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ต้องมีบทบาทในการชี้นำแนวคิดให้กับสังคม โดยครูรุ่นใหม่จะต้องมีความทันสมัยและเป็นผู้นำสูง สามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยน แปลงในสังคม สร้างบรรยากาศการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการสอนให้ผู้เรียนมีแนวคิดและเข้าใจสิ่งใหม่ได้ และ

5.สร้างบทบาทเชิงรุกผ่านสมาคมทางการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทำให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงมีบทบาทและเติบโตอย่างมีความหมาย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33153&Key=hotnews

 

สจล.เผยมติ ‘สภาคณบดีครุ-ศึกษา’ ผุด 5 แนวทาง-ปั้นครูผู้นำ Read More »

คอลัมน์: ทั่วถิ่นไทย ก้าวไกลการศึกษา: สพฐ.ส่ง 32 นักเรียนร่วมแข่งคณิตฯที่บัลแกเรีย

26 มิถุนายน 2556

สถิรา ปัญจมาลา
ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ.
สพฐ.ได้ประกาศรายชื่อนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกด้านคณิตศาสตร์จากทุกสังกัดทั่วประเทศ เข้าแข่งขันคณิตศาสตร์ ระหว่างประเทศ : International Mathematics Competition 2013 (IMC 2013) วันที่ 27 มิ.ย.-8 ก.ค. 2556 ณ สาธารณรัฐบัลแกเรีย โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 เวที เวทีละ 16 คน ได้แก่

การแข่งขันคณิตศาสตร์ ระหว่างประเทศ ระดับประถมฯ : Elementary Mathematics International Competition 2013 (IMC:EMIC 2013) ด.ช.กมล ทั่งทอง ร.ร.เอกชัย สมุทรสาคร ด.ช.กมลชัย สิริพิพัฒน์เจริญ สารสาสน์วิเทศสายไหม ด.ช.ตรีทเศศ วิวิธวร สาธิต ม.รามคำแหง (ฝ่ายประถม) ด.ช.ธนกฤต ยูงสมพร ราชวินิต กทม. ด.ช.นญ กังวานธีรวัฒน์ อนุบาลสกลนคร ด.ช.ภคิน พงศ์โรจน์เผ่า เซนต์คาเบรียล ด.ช.ภาวิชญ์ หวังซื่อกุล อนุบาลยุวพัฒน์ นครสวรรค์ ด.ช.ภูมินทร์ หวนสุริยา อนุบาลสุธีธร นครปฐม ด.ญ.ยลรดา ยงพิศาลภพ เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ด.ญ.ลออรัตน์ อุปคุณ อนุบาลนครราชสีมา ด.ช.ศิวกร เสียงเล็ก วิเชียรชม สงขลา ด.ช.เศรษฐ์ สิทธิโชคธรรม อนุบาลสระบุรี ด.ช.สัณห์ปกรณ์ สิรินทรโสภณ แสงทองวิทยา สงขลา ด.ช.สิริพล สุทธิวรรณา สาธิต มข. (มอดินแดง) ขอนแก่น ด.ช.สุภัทร พันธุ์ชื่นสุข กสิณธรวิทยา กทม. และ ด.ช.อานุภาพ ช่วยเจริญสุข อนุบาลนครราชสีมา

การแข่งขันคณิตศาสตร์ ระหว่างประเทศ ระดับ ม.ต้น : World Youth Mathematics Inter-City Competition 2013 (IMC : WYMIC 2013) ได้แก่ ด.ช.กฤตเมธ เล้งรักษา ด.ช.กิตติพศ ปรางค์ศรีเจริญ และนายเชษฐ์พงศ์ภัช บูรณศิลป์ สวนกุหลาบฯ กทม. นายณภัทร ธรรมวานิช มอ.วิทยานุสรณ์ สงขลา ด.ช.ธีมธรรศ จิรนันท์ธวัช กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ด.ญ.นวพรรณ วัฒนาวานิชกุล เบ็ญจะมะมหาราช อุบลฯ นายปิยวัฒน์ อานันทคุณ ราชสีมาวิทยาลัย ด.ช.เปรม วัสสานกูล สวนกุหลาบฯ รังสิต นายภูวิชญ รัชตวุฒิมงคล เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ด.ญ.สุพิชญา เศรษฐโศภณ เบญจมราช รังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา ด.ช.สุวิจักขณ์ มงคลากร กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ นายอธิวัฒน์ ธูปทอง บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ด.ช.ณฐนนท์ อัครภาพ ด.ช.ณัฐวุฒิ บุญสิริพัฒนาเจริญ ด.ช.พชร เศวตมาลย์ นายสิรภพ จิตรมีศิลป์ สาธิต มศว ปทุมวัน

การจัดการแข่งขันเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนจากทุกสังกัด ได้แสดงความสามารถทางวิชาการ มีโอกาสแลกเปลียนเรียนรู้สู่เวทีโลก และเชื่อมโยงการแข่งขันทางวิชาการสู่การพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33152&Key=hotnews

คอลัมน์: ทั่วถิ่นไทย ก้าวไกลการศึกษา: สพฐ.ส่ง 32 นักเรียนร่วมแข่งคณิตฯที่บัลแกเรีย Read More »

พบพิรุธสอบครูผู้ช่วยใน สพป.อยุธยา เขต 1

26 มิถุนายน 2556

เลขาฯสพฐ เผยพบพิรุธสอบครูผู้ช่วยในสพป.อยุธยา เขต 1 จำนวน 2 ราย

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมทางไกลผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เร้นกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เพื่อติดตามผลการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2556 ซึ่งจัดสอบหว่างวันที่ 22-24 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเปิดรับ 1,070 อัตรา ใน 34 กลุ่มวิชาการ และมีผู้มีสิทธิ์สอบจำนวน 83,930 คน ว่า จากการรายงานผลการจัดสอบครูผู้ช่วยพบว่าไม่มีการทุจริตในลักษณะที่เป็นปัญหาในวงกว้าง มีเฉพาะกรณีที่ผู้เข้าสอบนำโทรศัพท์มือถือเข้าห้องสอบในสนามสอบของโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย จำนวน 2 ราย เท่านั้น และกำลังรอผลการตรวจพิสูจน์จากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ว่าได้มีการใช้โทรศัพท์สื่อสารระหว่างสอบหรือไม่ ซึ่งทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กรุงเทพมหานคร เขต 1 จะได้ไปเร่งรัดติดตามผลและรายงานผลมาให้ทราบอีกครั้ง

ซึ่งหากพบว่ามีการใช้โทรศัพท์สื่อสารในช่วงสอบก็ถือว่าเป็นการทุจริตในการสอบ อย่างไรก็ตาม การนำโทรศัพท์มือถือเข้าห้องสอบก็ถือว่าผิดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการปฏิบัติของผู้เข้าสอบ พ.ศ. 2548 ซึ่งเท่าที่ตนหารือกับฝ่ายนิติกรศธ.ในการที่ผู้สอบนำโทรศัพท์เข้าห้องสอบก็ถือเป็นการทำผิดกติกา แต่ในระเบียบยังไม่มีการกำหนดบทลงโทษซึ่งจะต้องรอผลการพิสูจน์จากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

นายชินภัทร กล่าวต่อว่ายังได้รับรายงานว่าที่สนามสอบที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อยุธยา เขต 1 พบผู้สอบ 2 รายมีลักษณะน่าสงสัยว่าได้มีการนัดแนะไปสมัครเพื่อให้ได้เลขที่นั่งสอบใกล้กันหรือไม่เพราะในวันสอบทั้ง 2 รายมีพฤติกรรมที่พยายามจะช่วยเหลือกันในระหว่างการสอบ ซึ่งทางกรรมการคุมสอบสังเกตเห็นจึงได้แก้ไขให้แยกที่นั่งสอบไกลกัน และกำลังตรวจสอบว่ามีทั้ง 2 รายตอบข้อสอบตรงกันหรือไม่เนื่องจากต้องมีหลักฐานชัดเจนก่อนจึงจะสามารถตัดสิทธิ์การสอบได้ ส่วนการติดตามความคืบหน้าในการจัดติวก่อนสอบครูผู้ช่วยใน สพม.เขต 40 เพชรบูรณ์ นั้นได้เร่งรัดให้ติดตามผลสอบโดยเร็วและรายงานกลับมา อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการจัดสอบครั้งนี้พบข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และจะได้นำผลการจัดสอบรายงานต่อ รมว.ศึกษาธิการ และรมช.ศึกษาธิการ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33151&Key=hotnews

พบพิรุธสอบครูผู้ช่วยใน สพป.อยุธยา เขต 1 Read More »

ก.พ.อ.อนุมัติ 5 ศาสตราจารย์ใหม่

25 มิถุนายน 2556

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับตำแหน่งทางวิชาการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เสนอพิจารณากลั่นกรองคุณสมบัติและผลงานทางวิชาการของผู้เสนอข้อกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ (ศ.) ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ 5 ราย  ได้แก่

           รศ.เต็มดวง ลิ้มไพบูลย์ สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ ม.ขอนแก่น,

           รศ.อมร เปรมกมล สาขาวิชาเวชศาสตร์ชุมชน ม.ขอนแก่น,

           รศ.ทินกร วงศ์ปการันย์ สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์ ม.เชียงใหม่,

           รศ.จิตต์ลัดดา ศักดาภิพาณิชย์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพอลิเมอร์ ม.มหิดล และ

           รศ.พิมพิชฌา ปัทมสิริวัฒน์ สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ ม.มหิดล

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ได้พิจารณากลั่นกรองคุณสมบัติให้ผู้ดำรงตำแหน่ง ศ. ได้รับเงินเดือนขั้นสูง (ท.11) ตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณสมบัติและผลงานทางวิชาการเพื่อให้ผู้ดำรงตำแหน่ง ศ.ได้รับเงินเดือนอันดับ ท.11 พ.ศ. 2550 และตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณสมบัติและผลงานทางวิชาการ เพื่อให้ผู้ดำรงตำแหน่ง ศ. ได้รับเงินเดือนขั้นสูง พ.ศ. 2553 และได้เห็นชอบให้ ศ.สมทรง บุรุษพัฒน์ ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ดำรงตำแหน่ง ศ. ได้รับเงินเดือนขั้นสูง (ท.11) ในสาขาวิชาภาษาศาสตร์.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33147&Key=hotnews

ก.พ.อ.อนุมัติ 5 ศาสตราจารย์ใหม่ Read More »

หนุนอาชีวะสอน EP กับ Mini EP

25 มิถุนายน 2556

กรุงเทพฯ : ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ร่วมกับสวนดุสิตโพลทำการวิจัยเชิงสำรวจเรื่องการจัดการเรียนการสอนภาคภาษาอังกฤษ (EP และ Mini EP) พบว่ามีผู้รู้จักการจัดการเรียนการสอนแบบ EP จำนวน 67.93% และรู้จักการจัดการเรียนการสอนแบบ Mini EP มากถึง 71.61%

ส่วนเรื่องความสนใจเรียนนั้นมีผู้ให้ความสนใจถึง 79.55% เพราะเห็นว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้ผู้เรียนได้มีความรู้ สามารถอ่าน เขียน พูดภาษาอังกฤษได้ นักศึกษามีคุณภาพ มีโอกาสพัฒนาศักยภาพ และเป็น การเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รวมถึงได้ฝึกทักษะ สามารถสื่อสารโต้ตอบกับชาวต่างชาติ หรือนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และยังส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของเด็กอาชีวะดูดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 83.21% ต้องการให้มีการสอนแบบ EP และ Mini EP ต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33146&Key=hotnews

หนุนอาชีวะสอน EP กับ Mini EP Read More »

ชง’หมากรุก’เป็นวิชาบังคับเรียน

25 มิถุนายน 2556

นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดศธ. กล่าวว่า จะจัดทำโครงการเด็กไทยคิดเป็นผ่านเกมหมากรุกขึ้น เพราะจากการศึกษาดูงานที่ประเทศรัสเซียพบว่า มีการนำวิชาหมากรุกมาเป็นหลักสูตรหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนวิชาบังคับ โดยผลวิจัยระบุว่า เด็กนักเรียนทุกคนที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเทคโนโลยี เป็นแชมป์หมากรุกสากลแทบทั้งสิ้น และเด็กส่วนใหญ่เมื่อจบการศึกษาไปแล้ว จะไปประกอบอาชีพวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ตนจึงอยากจะฝึกเด็กไทยรู้จักการคิดวิเคราะห์หลายชั้นแบบการเล่นหมากรุกบ้าง และอยากให้เกมหมากรุกเป็นวิชาบังคับหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับ ป.1-6

ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า เบื้องต้นตนเชิญ ร.ร.ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนและสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อย่างละ 100 แห่ง แบ่งเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ประถมศึกษา ม.ต้น และม.ปลาย เข้าร่วมโครงการเด็กไทยคิดเป็น โดยในปีนี้จะเป็นการแข่งขันหมากรุกไทย และในปี’57 จะขยายเป็นการแข่งขันหมากรุกสากล

โครงการนี้จะนำร่อง โดยนำผลการเรียนของเด็กจากปีที่แล้วมาเปรียบเทียบ หากเด็กมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น มีสมาธิดีขึ้น ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ทั้งนี้เชื่อว่าการนำเกมหมากรุกมาใช้ในการเรียนจะลดพฤติกรรมความรุนแรงลงและจะส่งผลให้เด็กรู้จักคิดมากกว่าใช้กำลัง

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33145&Key=hotnews

ชง’หมากรุก’เป็นวิชาบังคับเรียน Read More »

ยุบ-ไม่ยุบ โรงเรียนขนาดเล็ก เด็กก็ต้องมีคุณภาพ

25 มิถุนายน 2556

กลิ่น สระทองเนียม
นโยบายยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กต่ำกว่า 60 คน ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ผ่านมาดูเหมือนจะผ่อนไปตามกระแสวิจารณ์ของผู้รู้จริงบ้าง ไม่รู้จริงบ้างไปแล้วทั้งที่ความเป็นจริงทุกฝ่ายต่างก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีประสิทธิภาพในการจัดการศึกษามากน้อยแค่ไหน หากยังปล่อยให้เป็นอยู่เช่นนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือเด็กในพื้นที่ไม่ใช่ลูกหลานของผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เป็นแน่ การจะยุบหรือไม่ยุบโรงเรียนที่ว่านี้จึงต้องฟังเสียงประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก แต่ที่ผ่านมาเสียงของผู้ปกครองในท้องถิ่นดูเหมือนจะดังไม่พอหรือขาดการใส่ใจที่จะนำไปปฏิบัติตาม

ในฐานะที่ผู้เขียนเคยได้ไปพบเห็นการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก จึงอยากจะสะท้อนภาพความเป็นจริงอีกแง่มุมหนึ่งให้ทราบกัน กล่าวคือ ทุกฝ่ายต่างทราบกันดีว่าเด็กในชนบทส่วนใหญ่จะมีคุณภาพชีวิตค่อนข้างต่ำถึงต่ำมากด้วยความยากจน การมุ่งหาเลี้ยงชีพของผู้ปกครอง ทำให้ไม่มีเวลาใส่ใจกับการเรียนรู้ของบุตรหลาน บางรายต้องปล่อยให้เด็กอยู่กับคนแก่ ส่วนเด็กเองก็ขาดความที่จะพัฒนาทั้งด้าน ไอคิว ปัญหาสุขภาพ การใช้ภาษาถิ่น ทำให้การพัฒนาเพิ่มความยุ่งยากซับซ้อนเข้าไปอีกเมื่อต้องเข้าไปเรียนกับโรงเรียนที่ขาดแคลนทั้งครู สื่อ อุปกรณ์ งบประมาณ และปัจจัย อื่น ๆ ด้วยแล้วก็คงพอเดาออกว่าคุณภาพ ของเด็กจะเป็นเช่นไรจะอยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างไร เพราะแค่การอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็นเช่นอดีต คงไม่เพียงพอที่จะทำให้เด็กระดับรากหญ้าได้ก้าวพ้นจากวงจร โง่ จน เจ็บ ไปได้ ดังนั้นการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กต้องมุ่งไปที่คุณภาพเด็กเป็นหลัก ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทั้ง 2 กรณี ตามบริบทของพื้นที่ที่เป็นอยู่

กรณีแรก คือ การยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่การคมนาคมสะดวกเพื่อเด็กจะได้ไปเรียนโรงเรียนที่มีความพร้อมกว่า การที่จะมัวรอให้โรงเรียนขนาดเล็กเข้มแข็งด้วยตนเองจากการช่วยเหลือของประชาชนในพื้นที่คงเป็นได้แค่ทฤษฎี เพราะชุมชนเองก็อ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่ในตัว สิ่งที่พอจะช่วยได้ก็แค่แรงใจและแรงกายเท่านั้น ส่วนการที่คิดกันว่าวิธีการอื่น ๆ จะช่วยพัฒนาได้ไม่ว่าจะเป็นการนำเด็กไปเรียนร่วมบางชั้น บางวิชา บางวัน ซึ่งก็ล้วนแต่เคยทำมาแล้วผลสำเร็จก็อย่างที่เห็นกันอยู่ด้วยขาดความต่อเนื่องของการดำเนินการหรือจะนำวิธีสอนแบบคละชั้นตามจำนวนครูที่มีอยู่คุณภาพก็คงเกิดได้ไม่เต็มศักยภาพของเด็กแต่ละคนด้วยแต่ละระดับชั้นจะมีเนื้อหา สาระมาตรฐานการเรียนรู้ต่างกัน หากใช้วิธีนี้อาจฉุดรั้งเด็กระดับชั้นที่สูงกว่าไปด้วย

โดยเฉพาะทักษะที่ต้องฝึกหรือเล่นเป็นทีมหรือหมู่คณะ เช่น ดนตรี กีฬา ลูกเสือ ยุวกาชาด ชมรม ชุมนุม เมื่อเด็กไม่พอทำกิจกรรม รวมถึงการขาดครูและอุปกรณ์เฉพาะทาง การพัฒนาจะให้สำเร็จจึงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นการยุบโรงเรียนขนาดเล็กตามบริบทดังกล่าวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการที่จะดำเนินการให้เกิดผล อย่างจริงจังภาครัฐคงจะต้องสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่นกับกลุ่มบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ให้ได้ก่อน

กลุ่มแรก คือ ผู้ปกครอง ที่ยังมีลูกหลานเรียนอยู่ในโรงเรียนที่จำเป็นต้องชี้ให้เห็นถึงคุณภาพเด็กที่จะส่งผลต่อการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในภายภาคหน้า เพราะความเป็นจริงแล้วคงไม่มีพ่อแม่คนใดที่ไม่อยากเห็นลูกหลาน ได้ดีหรือได้เรียนโรงเรียนที่มีความพร้อมกว่า แต่ด้วยข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและความไม่มั่นใจกับความปลอดภัยในการเดินทางจึงคิดว่าโรงเรียนใกล้บ้านน่าจะสะดวกที่สุดแถมทำให้มีเวลาดูแลคนแก่อีกด้วย ซึ่งการที่จะทำให้ประชาชนคลายความกังวลจากสิ่งเหล่านี้ภาครัฐจะต้องดำเนินการสิ่งต่อไปนี้ให้เป็นรูปธรรม เช่น ประกันชีวิตให้กับเด็ก มีผู้ดูแลระหว่างเดินทาง จัดค่าพาหนะสอดคล้องกับระยะทางและบริบทของพื้นที่เป็นต้น กลุ่มที่สอง คือ ครูและผู้บริหารโรงเรียน ที่ส่วนใหญ่เกรงว่าตำแหน่งจะถูกลดหรือถูกย้ายไปอยู่ที่ไกลส่วนนี้ก็ต้องมีความชัดเจนให้กับผู้ปฏิบัติเช่นกัน กลุ่มที่สาม ได้แก่ ผู้นำชุมชน ที่ยังอยากเห็นชุมชนมีบ้าน วัด โรงเรียน (บวร) เช่นอดีตที่ผ่านมา ทั้งที่อาจจะไม่มีลูกหลานเรียนอยู่ในท้องถิ่นหรือส่งไปเรียนที่อื่นนานแล้ว ส่วนนี้ก็ต้องชี้แจงให้เห็นความสำคัญลูกหลานคนอื่นด้วยเช่นกัน

กรณีที่ 2 สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ตามป่า เขา เกาะแก่ง ตะเข็บชายแดน ส่วนนี้คงไปยุบไม่ได้ เพราะยุบแล้วอาจทำให้เด็กเสียโอกาสหรือออกกลางคันได้ ด้วยปัญหาการเดินทางและความไม่ปลอดภัย เมื่อยุบไม่ได้จะไปปล่อยให้โรงเรียนจัดการศึกษาตามความ พร้อมที่มีอยู่ไม่ได้ จำเป็นจะต้องหาวิธีการที่จะทำให้เด็กมีคุณภาพให้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะความพร้อมด้านบุคลากร ให้เพียงพอกับการ ที่พัฒนาการไปยึดติดอยู่กับกรอบ ADB ที่กำหนดครูต่อเด็ก 1 : 25 อย่างที่ผ่านมาสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กแล้วคงใช้ไม่ได้ เพราะมีเด็กน้อยอยู่แล้ว เฉพาะโรงเรียนที่มีเด็กต่ำกว่า 60 คน ก็จะเป็นหมื่นแห่งอยู่แล้วหากกำหนดเช่นนั้นโรงเรียนเหล่านี้ก็จะมีครูได้แค่ 2-3 คน แต่ต้องสอน 6 ชั้น เมื่อรวมถึงสารพัดงานที่ต้องทำเหมือนโรงเรียนขนาดใหญ่ด้วยแล้วครูก็หมดแรงไปแล้วคุณภาพเด็กจึงเกิดได้ยาก นอกจากการเพิ่มจำนวนครูให้พอแล้วยังจำเป็นต้องเฟ้นหาครู ผู้บริหารมืออาชีพไปให้อีกด้วย เพราะการที่จะพัฒนาเด็กที่ขาดความพร้อมสารพัดปัจจัยให้ไปสู่เป้าหมายได้ต้องใช้มืออาชีพดำเนินการ ซึ่งการที่จะดึงมืออาชีพไปอยู่โรงเรียนขนาดเล็กได้ก็จะต้องมีสิ่งจูงใจในด้านเงินเดือนค่าตอบแทน และความก้าวหน้าด้านวิทยฐานะ เป็นสิทธิพิเศษ ให้ด้วย
ด้านงบประมาณ จะต้องจัดสรรเงินเป็นก้อนให้พอกับการพัฒนาทักษะแต่ละด้าน โดยเฉพาะการนำไปใช้แก้ปัญหาสุขภาพและทุพโภชนาการของเด็ก เพราะหากยังจัดให้ตามรายหัวทุกเรื่อง โรงเรียนก็จะมีเงินใช้แก้ปัญหาและพัฒนาปีละไม่กี่บาท ส่วนที่จะไปหวังการช่วยเหลือจากภายนอกก็เป็นไปได้ยากหรือมีจำนวนน้อยมาก รัฐจึงต้องเป็นผู้จัดหาให้เอง

ด้านหลักสูตร คงจะต้องปรับให้สอด คล้องกับคุณภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับเด็กในบริบทดังกล่าวทั้งด้านสุขภาพอนามัย สุขนิสัยในการดำเนินชีวิต ทักษะอาชีพรวมถึงการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น เพราะหากยังใช้หลักสูตรเดียวกับเด็กในเมืองที่ต้องเรียนมากมายหลายกลุ่มวิชาคงเกาไม่ถูกที่คันเพราะเป้าหมายและศักยภาพต่างกัน สิ่งที่ควรเน้นหนักจะต้องเป็นทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ที่จะทำให้อยู่ในท้องถิ่นได้อย่างมีความสุข คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหามากกว่าที่จะให้เก่งวิชาการ แต่งานในวิถีชีวิตประจำวันทำไม่เป็นสักเรื่องอย่างที่เด็กไทยส่วนใหญ่เป็นกันอยู่คงไม่ได้

ด้านบริหารจัดการ จะต้องลดหรือเลิกโครงการ กิจกรรม งานเอกสาร งานฝาก รวมถึงการสอบโอเน็ต และการประเมินของ สมศ.เพราะงานเหล่านี้เด็กในพื้นที่ห่างไกลได้รับประโยชน์น้อยมาก ด้วยไม่ตรงกับคุณภาพชีวิตที่ต้องการให้เกิดและที่สำคัญไปเบียดบังเวลาการสอนของครูให้เป็นงานรอง แต่งานทั้งหลายที่ว่ามากลับกลายเป็นงานหลักของครูไป

ดังนั้น การยุบหรือไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็กเป้าหมายจะต้องอยู่ที่คุณภาพของเด็ก เป็นหลัก โดยในส่วนที่การเดินทางสะดวกก็น่าจะยุบเพื่อเด็กจะได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่และเหลือทรัพยากรไปให้กับโรงเรียนที่ยุบ ไม่ได้ ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่ยุบไม่ได้ภาค รัฐก็ต้องหาวิธีการ รวมถึงเพิ่มปัจจัยที่จะส่ง ผลต่อการพัฒนาคุณภาพเด็กให้พร้อมทุกด้าน ซึ่งการลงทุนเพื่อคุณภาพเด็กจะมัวช้าหรือ มัวคิดแบบธุรกิจกลัวลงทุนแล้วไม่คุ้มค่าคง ไม่ได้เพราะบุคลากรของชาติแม้แต่คนเดียว ก็มีความสำคัญต่อประเทศชาติเพราะเด็ก เก่งคนเดียวอาจนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ในทางกลับกันเด็กไม่ดีแค่ คนเดียวในอนาคตอาจสร้างความวุ่นวายเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้เช่นกัน หากไม่อยากเห็นอนาคตของเด็กและของชาติต้องอ่อนด้อยลงไปมากกว่านี้ก็ต้องช่วยกันสร้างเด็กทุกคนให้มีคุณภาพสูงสุดตามศักยภาพที่มีอยู่ให้ได้นั่นเอง.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33143&Key=hotnews

ยุบ-ไม่ยุบ โรงเรียนขนาดเล็ก เด็กก็ต้องมีคุณภาพ Read More »