kounchanok rujjanapan

ปลื้มเด็กเก่งสนใจเป็นครูมากขึ้น

22 ตุลาคม 2556

“ไพฑูรย์ สินลารัตน์”ดีใจสถิติ 2-3 ปีนี้เด็กเก่งสนใจเรียนครูเพิ่มขึ้น แนะสถาบันผลิตครูใช้โอกาสนี้คัดเลือกคนที่มีคุณภาพและตั้งใจเป็นครูจริง ๆ เพื่อประโยชน์ของวงการศึกษาในระยะยาว

วานนี้ (21ต.ค.) ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานกรรมการคุรุสภา กล่าวถึงสถานการณ์การผลิตบัณฑิตสายครูว่า เป็นที่น่ายินดีว่าข้อมูลการรับนิสิต นักศึกษาสายครู ในระยะ 2-3 ปีมานี้ นักเรียนที่เข้ามาจะมีคะแนนสูงกว่าที่ผ่านมา เป็นการสะท้อให้เห็นว่า เด็กเก่งหันมาสนใจวิชาชีพครูมากขึ้น และจากการวิเคราะห์เหตุผลที่สำคัญที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์นี้ คือ การมีโอกาสในการทำงานค่อนข้างชัดเจนเพราะจะมีอัตราจากครูเกษียณเป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีเงินเดือนที่ดีเพราะมีบัญชีเงินเดือนของครูเองซึ่งดีกว่าข้าราชการอื่นรวมถึงมีโอกาสก้าวหน้าในวิทยฐานะด้วย ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวคิดว่า หากคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์จะใช้โอกาสนี้ดึงคนเก่งเข้ามาเป็นครูตามจำนวนที่ต้องการจริง เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพวิชาชีพครูดีขึ้นได้อีกมาก นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าคนเป็นครูชอบการสอบแข่งขัน ยิ่งมีการสอบแข่งขันยิ่งทำให้อยากมา เพราะเมื่อสอบได้เขาจะรู้สึกว่าเขามีคุณภาพ

ประธานคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า ปรากฎการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความสนใจในวิชาชีพครูของเด็กเก่ง ๆ กลับมาแล้ว วงการครูจะใช้จังหวะนี้เพื่อพัฒนาวิชาชีพจริง ๆ ได้หรือไม่ หรือจะใช้เพื่อการหาประโยชน์ของสถาบัน มีเด็กมามากเท่าไหร่ก็รับหมดซึ่งการคิดเช่นนั้นเป็นการคิดระยะสั้น แต่หากจะทำเพื่อประโยชน์ของวงการศึกษาในระยะยาวก็ต้องช่วยกันคัดเลือกคนที่มีคุณภาพและตั้งใจที่จะเป็นครูจริง ๆ และที่สำคัญหากมีทุนสำหรับคนเรียนครูเพิ่มขึ้นมาอีกจะยิ่งเป็นการดึงดูดคนเก่ง ๆ ให้หันมาเรียนครูได้ด้วย

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34537&Key=hotnews

ก.พ.อ.ชง ครม.ขอ 7.6หมื่นล้าน ยก’มาตรฐาน-บุคลากร’ 52 มหา’ลัยใหม่ เล็งขอเพิ่ม 2.3พันล้านขึ้น งด.อาจารย์8%

21 ตุลาคม 2556

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ได้พิจารณาเรื่องการทบทวนขออนุมัติจัดสรรงบประมาณเพิ่มเพื่อพัฒนาสถาบันอุดมศึกษากลุ่มใหม่ 52 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ให้ได้มาตรฐานการอุดมศึกษา และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบโครงการ และงบ 76,679,729,765 บาท เห็นว่าเป็นโครงการที่จะพัฒนาบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษากลุ่มใหม่ และยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษากลุ่มใหม่ได้อย่างดี อย่างไรก็ตาม เพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ กรรมการ ก.พ.อ.และประธานกรรมการการอุดมศึกษา ไปปรับปรุงรายละเอียด เพื่อความชัดเจน และความสมบูรณ์ก่อนเสนอที่ประชุม ก.พ.อ.พิจารณาในครั้งต่อไป

นายทศพรกล่าวต่อว่า สำหรับการพิจารณาการเสนอขอปรับปรุงอัตราเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เช่นเดียวกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อความเสมอภาค และเท่าเทียมกัน เนื่องจากเป็นบุคลากรสายผู้สอนเหมือนกัน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และสร้างแรงจูงใจในการทำงาน โดยพิจารณาให้เสนอขอรับการจัดสรรงบเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงอัตราเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นของข้าราชการครูฯ เป็นเงิน 2,332,990,173.55 บาท ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554-30 กันยายน 2557

“กรณีที่ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ มีหนังสือรายงานข้อมูลความเหลื่อมล้ำ เพื่อขอความเป็นธรรมให้บุคลากรในสถา บันอุดมศึกษา ทั้งปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องเดียวกับข้อเรียกร้องของเครือข่ายพนักงานมหาวิทยาลัย กรณีปัญหาข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และกรณีปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ในสถาบันอุดมศึกษา ที่ประชุมเห็นควรดำเนินการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ระเบียบการบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. … จากกรรมการ ก.พ.อ. สภาสถาบันอุดมศึกษา ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา สภาคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา คณะกรรมการบริหารงานบุคคลประจำสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเสนอที่ประชุม ก.พ.อ.พิจารณา เพื่อให้ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน และมีรูปแบบที่เหมาะสม เกิดความเป็นธรรม ส่วนปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ในสถาบันอุดมศึกษา เห็นควรมอบหมายให้คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา พิจารณาแนวทางในการดำเนินการที่เหมาะสมก่อนนำเสนอ ก.พ.อ.พิจารณาต่อไป” นายทศพรกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34529&Key=hotnews

รับ ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษ

17 ตุลาคม 2556

นายสุรเดช พรหมโชติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ฐานะกำกับดูแลสำนักสวัสดิภาพครู เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ช.พ.ค. และคณะกรรมการ ช.พ.ส มีมติให้มีการรับสมัครสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) เป็นกรณีพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษ สกสค.” โดยเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 1 ก.ย.-30 ธ.ค.นี้

รองเลขาธิการ สกสค. กล่าวต่อไปว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครคือ ต้องไม่เคยเป็นสมาชิก ช.พ.ค.และ ช.พ.ส. มาก่อน ต้องเป็นครูและบคุลากรทางการศึกษา หรือเป็นคู่สมรสของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่ระเบียบช.พ.ค.และระเบียบ ช.พ.ส. กำหนดอายุผู้สมัครเกิน 35 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี (นับถึงวันที่ 31 ธ.ค.2556) และผู้ที่เคยเป็นสมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส.มาก่อน แต่ลาออก ให้มีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกใหม่ได้ ซึ่งผู้สมัครอาจมีอายุเกิน 60 ปี ก็ได้

“สำหรับอัตราค่าสมัครสมาชิก ทั้ง ช.พ.ค.และ ช.พ.ส.คนละ 100 บาท ส่วนเงินสงเคราะห์ ล่วงหน้าผู้สมัครรายใหม่อายุ 35 ปีขึ้นไปถึง 55 ปีบริบรูณ์ คนละ 6,500 บาทและผู้ที่มีอายุ 55 ปีบริบรูณ์ขึ้นไปถึง 60 ปี คนละ 8,500 บาท สำหรับกรณีผู้ที่เคยเป็นสมาชิกแต่ลาออกแล้วมาสมัครใหม่อายุไม่เกิน 55 ปีบริบรูณ์คนละ 6,500 บาท อายุ 55 ปีบริบรูณ์ขึ้นไปถึง 60 ปีบริบรูณ์คนละ 8,500 บาท และผู้ที่อายุ 60 ปี บริบรูณ์ขึ้นไปคนละ 12,000 บาท” นายสุรเดช กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34490&Key=hotnews

รมว.ศธ.ชี้ไทยต้องปฏิรูปการศึกษา

18 ตุลาคม 2556

รามคำแหง : “จาตุรนต์” ชี้ 10 ปี การศึกษาไทยไม่ไปไหน ต้องเร่งปฏิรูปการศึกษา เผยที่ผ่านมาไม่มีการปฏิรูปการศึกษาจริงจัง เน้นการจัดองค์กรมากกว่า

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังให้นโยบายการปฏิรูปการศึกษาในพิธีเปิดการสัมมนาอาจารย์แนะแนวจากโรงเรียนมัธยมศึกษาว่า รัฐบาลมีนโยบายในการ “ปฏิรูปการศึกษา” ที่ได้ยินกันมาตลอด จนทำให้รู้สึกเคยชินและเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่การปฏิรูปการศึกษามีหลายด้านและหลายแง่มุม ซึ่งมีความสำคัญต่ออาจารย์แนะแนว เนื่องจากการจะปฏิรูปการศึกษาได้นั้นจะต้องมีการสื่อสารกับครูและอาจารย์ในระบบการศึกษา

ทั้งนี้ การปฏิรูปการศึกษาในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมามีการออกเป็นพระราชบัญญัติการศึกษา การปรับองค์กรเกี่ยวกับการศึกษากันใหม่ จากที่มีองค์กรรับผิดชอบด้านการศึกษาที่อยู่ต่างที่กัน เช่น ศธ. ซึ่งจะมีสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และมีกรมต่างๆประมาณ 13 กรม มีสภาการศึกษาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีทบวงมหาวิทยาลัยที่เป็นหน่วยงานแยกออกไป โดยมีรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัยดูแล เป็นต้น ทำให้มีการจัดองค์กรกันใหม่ กลายเป็นกระทรวงศึกษาธิการเช่นในปัจจุบัน ที่นำทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานสภาการศึกษา เข้ามารวมอยู่ในความดูแลของ ศธ. การจัดให้เป็น 5 องค์กรหลักที่มีข้าราชการระดับ 11 คือ ระดับปลัดกระทรวง 5 คน แต่ละคนไม่ขึ้นต่อกัน และรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง

การจัดองค์กรดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบต่อการย้ายและการจัดองค์กรอื่นๆ เนื่องจากมีการ ตั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่รวมกรมสามัญศึกษา กรมวิชาการ และสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ในการปรับเปลี่ยนนี้ต้องใช้เวลาในการดำเนินการมาก เพราะต้องมีกฎหมายและระเบียบรองรับ

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34510&Key=hotnews

เปิด 4 ทางปรับแผนเงินเดือน พนง. สำนักงบฯ ตั้งงบเบิกจ่ายปี’ 57

18 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินปรับเพิ่มตามคุณวุฒิในปีงบประมาณ 2555-2556 ให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งก่อนวันที่ 1 มกราคม 2555 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตามที่ ครม.มีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายเงินปรับเพิ่มคุณวุฒิให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งก่อนวันที่ 1 มกราคม 2555 จำนวน 54,801 คน จากมหาวิทยาลัยรัฐ จำนวน 79 แห่ง แต่ในปีงบประมาณ 2556 สำนักงบประมาณขอให้มหาวิทยาลัยใช้งบเหลือจ่ายของมหาวิทยาลัยเบิกจ่ายเอง และจะตั้งงบให้ในปีงบประมาณ 2557 ทำให้มหาวิทยาลัยไม่กล้านำเงินรายได้จ่ายให้กับพนักงาน เพราะเกรงว่าจะกระทบกับโครงการอื่นๆ ว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้หารือกับสำนักงบประมาณ ได้ข้อสรุปเบื้องต้น ว่า สำนักงบประมาณจะไม่สามารถตั้งงบชดเชยให้มหาวิทยาลัยที่จ่ายเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยไปแล้วในปีงบประมาณ 2556 ได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ แต่จะตั้งงบเบิกจ่ายให้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 เป็นต้นไป โดยมีแนวทางให้มหาวิทยาลัยดำเนินการ 4 แนวทาง คือ

1.กรณีมหาวิทยาลัยที่ได้นำเงินรายได้จ่ายไปแล้ว จะขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายในโครงการอื่นๆ ได้

2.สำหรับสถาบันอุดมศึกษา 10 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) กาญจนบุรี มรภ.เชียงราย มรภ.นครปฐม มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.บุรีรัมย์ มรภ.พระนคร มรภ.ยะลา มรภ.สงขลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี และ มทร.รัตนโกสินทร์ ได้ใช้เงินรายได้ ของมหาวิทยาลัยจ่ายเงินเดือนพนักงานในปีงบประมาณ 2556 ไปแล้ว โดยได้ปรับแผนโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยและเสนอของบจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างเพิ่มซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบตามที่เสนอ
นายเสริมศักดิ์กล่าวต่อว่า

3.กรณีมหาวิทยาลัยไม่มีเงินเหลือจ่ายในปีงบประมาณ 2556 สามารถขอปรับแผนการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2557 โดยอาจจะเสนอ ขอเป็นงบจัดซื้อครุภัณฑ์แทน และขอรับการจัดสรรงบประมาณในส่วนที่ขาดในปีงบ ประมาณ 2558 ได้ และ

4.กรณีอัตราว่างของพนักงานมหาวิทยาลัย ณ วันที่ 1 มกราคม 2555 ซึ่งสำนักงบประมาณไม่ได้จัดสรรงบสำหรับปรับเพิ่มตามคุณวุฒิให้ แต่ภายหลังมหาวิทยาลัยได้บรรจุพนักงานมหาวิทยาลัยแล้ว สถาบันอุดมศึกษาก็สามารถพิจารณาใช้จ่ายจากงบประมาณปี 2557 หากไม่เพียงพอ ก็สามารถขอรับการจัดสรรในปีงบประมาณ 2558 ได้ตามจำนวนที่ยังขาดอยู่

“สกอ.ได้สำรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่า มีสถาบันอุดมศึกษาที่ได้เบิกจ่ายเงินให้กับพนักงานมหาวิทยาลัย ในปี 2555 แล้ว จำนวน 17 แห่ง ยังไม่ได้ดำเนินการ 62 แห่ง สำหรับปี 2556 มีสถาบันอุดมศึกษาเบิกจ่ายเงินแล้ว 11 แห่ง และยังไม่ได้ดำเนินการอีก 68 แห่ง หากมหาวิทยาลัยต้องการจะปรับงบการลงทุนสำหรับปีงบประมาณ 2558 เพื่อชดเชยเงินที่สำรองจ่ายไป ตามคำแนะนำของสำนักงบประมาณจะต้องยื่นเรื่องผ่าน สกอ. ไปยังสำนักงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน นายเสริมศักดิ์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34508&Key=hotnews

 

ดึงศึกษานิเทศก์เร่งพัฒนาครู

18 ตุลาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ว่า คณะกรรมการได้ให้ข้อเสนอเกี่ยวกับการผลิตและพัฒนาครู ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายข้อ 2 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องการปฏิรูประบบพัฒนาครู ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมระดมความคิดเห็นเพื่อวางระบบการผลิตและพัฒนาครูที่ชัดเจน โดยคุรุสภาได้ตอบรับที่จะเป็นกำลังสำคัญในการวางแผนและระดมความคิดเห็น

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องการกำหนดคุณสมบัติและมาตรฐานของครู นั้น จะต้องเชื่อมโยงกับเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และการอนุญาตให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ครู ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าขณะนี้เรากำลังขาดแคลนครู โดยเฉพาะครูสายอาชีวศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมถึงครูภาษาต่างประเทศ เป็นต้น ดังนั้น ก็อาจจำเป็นต้องมีการปรับกฎกติกา ซึ่งทางคุรุสภาก็กำลังดำเนินการอยู่ โดยตนได้เสนอให้มีการจัดวงหารือเพื่อรับฟังความเห็นว่าอะไรที่จะต้องปรับเพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดก็ให้ปรับ เช่น บางครั้งการที่คนไม่ได้จบสายครูสามารถเข้ามาเป็นครูได้ โดยเฉพาะสาขาวิชาที่ขาดแคลนก็อาจจะส่งผลกระทบต่อคนที่เรียนสายครูมาโดยตรง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะต้องมาดูรายละเอียดกันก่อน

“เรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องช่วยกันคิดในเวลานี้ คือ ระบบการพัฒนาครูทั้งประเทศ ซึ่งบอร์ดคุรุสภาได้เสนอแนวทางที่สอดคล้องกับแนวทางของ ศธ. คือ การอาศัยศึกษานิเทศก์ในการพัฒนาครูเรื่องการเรียนการสอนที่จะต้องมีการวางระบบการพัฒนาและส่งเสริมบทบาทของศึกษานิเทศก์อย่างจริงจัง ซึ่งผมจะทำเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34511&Key=hotnews

เปิดชื่อ 18 มหา’ลัยรับผ่านเคลียริ่งเฮาส์ ทปอ.ชี้แยกรับตรงเด็กสละสิทธิ์มาก เผยเด็กทิ้งเก้าอี้วิทยาลัยพยาบาล

17 ตุลาคม 2556

ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า ในปีการศึกษา 2557 มีสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ จำนวน 18 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย สถาบันพระบรมราชชนก และ วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย

ศ.ดร.สมคิด กล่าวต่อไปว่า สำหรับมหาวิทยาลัยที่เคยเข้าร่วมรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ แต่ปีนี้ไม่เข้าร่วมมี 3 แห่งได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งทปอ.ไม่มีสิทธิที่จะไปบังคับได้ เพียงแต่ขอความร่วมมือเพราะอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง

ด้าน ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม ประธานคณะทำงานศึกษาระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นกลาง ของ ทปอ. กล่าวว่า แม้ตัวเลขของมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ ในปีการศึกษา 2557จะเพิ่มมาเพียง 1 แห่ง จากปีการศึกษา 2556 ที่เข้าร่วม 17 แห่ง โดยในจำนวนมหาวิทยาลัยที่เพิ่มเข้ามานั้น เป็นกลุ่มพยาบาล 2 แห่ง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะในปีที่ผ่านมามีเด็กสละสิทธิ์เข้าเรียนพยาบาลสูง แต่ถ้ามาร่วมรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์จะทำให้สถาบันรู้ยอดของผู้สมัครที่ชัดเจนและจะทำให้การสละสิทธิ์หลังการสอบได้ลดลง

“ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร ที่มหา วิทยาลัยไม่เข้าร่วมรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ แต่ที่แน่ๆมหาวิทยาลัยที่ไม่เข้าร่วมจะมีปัญหาแน่นอนในเรื่องของเด็กสละสิทธิ์หลังสอบได้จำนวนมาก เพราะเด็กไทยยังนิยมที่จะเลือกเรียนในหลายมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และต้องการสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด ดังนั้นเมื่อมีทางให้เลือกเด็กก็จะเลือกจนถึงที่สุด สำหรับการสอบวิสามัญ 7 วิชาที่ใช้รับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ จะเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 1-24 พ.ย. 2556 สอบวันที่ 4-5 ม.ค. 2557และประกาศผลวันที่ 11 ก.พ. 2557” ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 18 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34492&Key=hotnews

‘รมว.ศธ.’ ยันวิชานาฏศิลป์ยังอยู่ในตำรา

16 ตุลาคม 2556

“สบศ.” ซัด “สพฐ.” ลืมรากเหง้าความเป็นไทย ไม่บรรจุวิชานาฏ ศิลป์ไทยในหลักสูตรใหม่ ชี้เป็นสัญลักษณ์ของชาติ ที่จำเป็นต้องเรียน ห่วง นศ.วิทยาลัยนาฏศิลป์ 12 แห่งทั่วประเทศ จบแล้วจะทำอะไร “จาตุรนต์” ชี้สังคมเข้าใจผิดและขยายความจนเลยเถิด แจงไม่ได้ตัดออกจากหลักสูตรใหม่ แต่บรรจุในกลุ่มความรู้สังคมและความเป็นมนุษย์ ยันจำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับองค์ความรู้

จากกรณีที่มีข่าวแพร่สะพัดในโซเชียล มีเดีย ว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตัดสินใจไม่นำวิชานาฏศิลป์ไทยบรรจุในหลัก สูตรการศึกษาพื้นฐานฉบับใหม่ โดยให้เหตุผลว่าเด็กไทยมีปัญหาในด้านการศึกษาตกต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในสังคม ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 15 ต.ค. นายสิริชัยชาญ ฟักจำรูญ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์(สบศ.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า วิชานาฏศิลป์ไทย แสดงถึงความเป็นไทย และคนไทย จะต้องเรียน ไม่จำเป็นเฉพาะแต่วิชานาฏศิลป์ รวมถึงวิชาอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศีลธรรม ยกตัวอย่างวิชาหน้าที่พลเมือง ที่ไปแทรกอยู่ในวิชาสังคม ปรากฏว่า ก็ไม่มีการเรียนการสอนที่จริงจัง ส่งผลให้สังคมเกิดปัญหาในปัจจุบัน ซึ่งวิชาเหล่านี้เป็นวิชาที่จำเป็นของคนไทย ควรจะต้องรู้เพราะเป็นวิถีของคนไทย

นายสิริชัยชาญ กล่าวต่อว่าทั้งนี้ การนำวิชานาฏศิลป์ไปทิ้งและกำหนดกลุ่มการเรียนกว้างในหมวดสังคม โดยไม่มีการกำหนดรายชื่อ แสดงว่า จะเรียนหรือไม่เรียนก็ได้ โดยไม่มีรายชื่อจริง ๆ ว่า กำหนดให้เรียนนาฏศิลป์ ซึ่งทั้งที่จริงแล้ว หลักสูตรควรเขียนให้ชัดเจน และพัฒนาศักยภาพของนักเรียนต้องให้ครอบคลุมมากกว่านี้ เช่น ควรจะต้องเรียนนาฏศิลป์ไทย- พื้นบ้าน-สากล ดนตรีไทย-สากล ประวัติ ศาสตร์ไทย-โลก วิชาเหล่านี้ เป็นวิชาที่จะส่งผลให้พฤติกรรมเด็กนุ่มนวลขึ้น เป็นคนสุขุม ที่สำคัญหากเมื่อเครียดก็ใช้วิชาเหล่านี้บำบัดความเครียดได้ด้วย

นายสิริชัยชาญ กล่าวอีกว่าหาก ศธ. ไม่มีการกำหนดวิชานาฏศิลป์ไว้ในร่างหลักสูตรการใหม่ ยอมรับว่าจะเกิดผลกระทบ ต่อวิทยาลัยนาฏศิลป์ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงเรียน สถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนวิชาเหล่านี้ เนื่องจาก ผู้เรียนส่วนใหญ่ เมื่อเรียนจบแล้ว จะเป็นครูสอนนาฏศิลป์ หาก ศธ. ไม่กำหนดว่า เด็กไทยเรียนไม่เรียนนาฏศิลป์ก็ได้ ต่อไป สบศ. หรือสถาบันการศึกษาที่ ผลิตเด็กหรือครูนาฏศิลป์ จะผลิตไปเพื่ออะไร เมื่อหน่วยงานต้นสังกัดอย่าง ศธ. ไม่สั่ง แล้วโรงเรียนจะรับครูเหล่านี้หรือไม่ ก็จะส่งผล กระทบออกมาเป็นลูกโซ่

“ปัจจุบันนี้ ครูนาฏศิลป์ ดนตรี ตามโรงเรียนก็ขาดบุคลากรเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ตอนนี้นำวิชาเหล่านี้ไปแอบไว้ในกลุ่มสังคมและความเป็นมนุษย์ โดยข่าวออกมาว่า ก็อยู่ในวิชาศิลปะนั่นแหละ จะพูดอย่างนี้ก็พูดได้ เมื่อไม่ปรากฏในกลุ่มสาระ ใครจะมานั่งตีความว่าต้องเรียน ทุกวันนี้ 8 กลุ่มรายวิชา วิชานาฏศิลป์ ดนตรี ศิลปะ แต่ละวิชาเรียนยัง ไม่ถึงหน่วยก็จะแย่อยู่แล้ว ซึ่งคิดว่า หากไม่กำหนดมีผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะวิชาเหล่านี้คือ สัญลักษณ์ของคนไทยของชาติ” อธิการบดี สบศ. กล่าว
ด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. เปิดเผยถึงกรณีที่กลุ่มอาจารย์นาฏศิลป์จากทั่วประเทศ จะรวมกลุ่มยื่นหนังสือต่อ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อทวงถามถึงเหตุผลการตัดรายวิชานาฏศิลป์ออกจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะมีการปรับปรุงใหม่ว่า ยังไม่ เคยได้ยินเรื่องการตัดวิชานาฏศิลป์ออกจากหลักสูตรฉบับใหม่ และจากการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องก็ไม่เคยได้ยินในเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่งจากการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงหลักสูตร ก็พบว่าข้อความหรือข่าวที่ส่งกันไปในโซเชียลมีเดียไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะหลักสูตรใหม่ไม่ได้มีการตัดวิชานาฏศิลป์ออก โดยการปรับหลักสูตรครั้งนี้ได้มีการจัดกลุ่มสาระการเรียนรู้กันใหม่จาก 8 กลุ่ม เป็น 6 กลุ่มความรู้ โดยวิชานาฏศิลป์ถูกบรรจุอยู่ในกลุ่มความรู้สังคม และความเป็นมนุษย์ สำหรับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา ส่วนในระดับมัธยมศึกษาจะอยู่ในระบบวิชาเลือก

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่าการจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว และผมได้ เร่งรัดให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจให้มากขึ้น รวมทั้งให้มีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความคืบหน้าในเรื่องการปรับหลักสูตร ซึ่งการปรับปรุงหลักสูตร ถือเป็นเรื่องจำเป็น และจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากหลักสูตรฉบับปัจจุบันที่ใช้กันอยู่นี้ไม่สอดคล้องกับองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในการที่จะให้การศึกษาแก่เด็ก และเยาวชน อีกทั้งหลักสูตรเก่าที่มี 8 กลุ่ม สาระฯ ก็เกิดปัญหามากโดยเฉพาะในเด็ก เล็กที่เป็นปัญหาทำให้การใช้เวลาในการเรียน สำหรับวิชาพื้นฐานที่จำเป็นมาก ๆ เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ เหลืออยู่น้อย ส่งผลให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กในวิชาภาษาไทย และคณิตศาสตร์อยู่ในสภาพที่ไม่น่าพอใจอย่างมาก

“ขณะนี้เรื่องการตัดวิชานาฏศิลป์ออกจากหลักสูตรใหม่ มีการนำไปขยายความในแบบผิด ๆ และนำไปเชื่อมโยงกับวิชาอื่น เรียกว่าแต่งเสริมตกแต่งกันจนเลยเถิดไปมาก ดังนั้นจึงจะต้องมีการชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องนี้ให้ทุกคนเข้าใจว่าไม่ได้มีการตัดวิชานาฏศิลป์ออก และจำเป็นต้องมีการปรับหลักสูตรเพราะอะไร” รมว.ศธ.กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34475&Key=hotnews

กีวีส่งครูฝึกสอนในโรงเรียนไทย

16 ตุลาคม 2556

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีสถานทูตนิวซีแลนด์ แสดงความประสงค์ขอลงนามความร่วมมือ พัฒนาภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยจัดส่งนักศึกษามาฝึกสอนให้เป็นเวลา 1 ปี เนื่องจากประเทศนิวซีแลนด์ มีนักศึกษาเรียนสายครูจำนวนมาก แต่มีจำนวนร.ร.ให้ฝึกสอนน้อยกว่า ความร่วมมือนี้อยู่ระหว่างการหารือข้อตกลงปลีกย่อย เช่น การเปิด-ปิดภาคเรียนของนักศึกษานิวซีแลนด์ กลุ่มที่จะเดินทางมาสอนนักเรียนเอกชนของ สช.ไม่ตรงกับการ เปิด-ปิดภาคเรียนของร.ร.เอกชนสังกัด สช. ซึ่งเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะตัวเทอมคาบเกี่ยวกันไม่มาก แต่ทั้งนี้สช. และนิวซีแลนด์ จะเร่งดำเนินการให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1/2557 โดยเบื้องต้นเสนอขอให้จัดส่งนักศึกษานิวซีแลนด์มาฝึกสอน 100 คน ซึ่งทางสถานทูตนิวซีแลนด์ได้แจ้งกลับมาว่า ในระยะแรกอาจจัดส่งครูสอนภาษาอังกฤษนำร่องมาก่อน 1 ชุด แต่ยังไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่ชัด

“เราคุยกันว่า ครูนิวซีแลนด์กลุ่มนำร่องนี้ จะเข้ามาพัฒนาภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในร.ร.เอกชน โดยมีเงื่อนไขข้อตกลงร่วมกันว่าตลอดระยะ 1 ปี ที่นักเรียนเอกชนได้รับการสอนภาษาอังกฤษจากครูกลุ่มนำร่อง ครูฝึกสอนจะต้องเน้นพัฒนาการสื่อสารภาษาอังกฤษ ให้กับเด็กนักเรียนอย่างเข้มข้น มากกว่าการเรียนไวยากรณ์” เลขาธิการ กช.กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

! http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34473&Key=hotnews

ศธ.เล็งทำโครงการ “พรีโอดอส” ปูพื้นให้ข้อมูลนักเรียนมัธยมปลาย

16 ตุลาคม 2556

นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า การสอบคัดเลือกรับทุนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ใน 2 รุ่นที่ผ่านมา โดยเฉพาะรุ่นที่ 4 มีผู้มาสมัครสอบคัดเลือกไม่ครบทุกอำเภอ ทำให้ ศธ.ต้องจัดสอบคัดเลือกซ้ำอีกครั้งช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ฉะนั้นจึงเตรียมเสนอคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ให้มีการจัดทำโครงการพรีโอดอส (Pre-Odos) ลงไปปูพื้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับทุนโอดอสอย่างละเอียดแก่นักเรียนมัธยมปลายในทุกอำเภอ”โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนนั้น เป็นการให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนในแต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน จะได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศบ้าง ขณะเดียวกันทุนเองก็อยากได้เด็กเก่งมารับทุน เพราะเขาจะสามารถเรียนรู้วิทยาการจากประเทศต่างๆ กลับมาพัฒนาบ้านเมืองได้ อย่างไรก็ตาม โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนรุ่น 4 นั้น เปิดสอบรอบแรกไปแล้ว ไม่สามารถคัดเลือกผู้รับทุนได้ครบทุกพื้นที่ เพราะบางอำเภอไม่มีผู้มาสมัครชิงทุน จึงต้องเปิดสอบรอบ 2 อีก ฉะนั้น ถ้ามีการปูพื้นให้ความเข้าใจเกี่ยวกับทุนอย่างละเอียดแก่นักเรียนมัธยมปลายแล้ว จะส่งผลให้มีนักเรียนมาสมัครสอบชิงทุนมากขึ้น ที่ผ่านมา นักเรียนขาดข้อมูลและความเข้าใจเกี่ยวกับทุนที่มากพอ จึงทำให้เขาตัดสินใจเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งจัดสอบในช่วงเวลาเดียวกันแทน” ปลัด ศธ.กล่าว และว่า ทั้งนี้ เป้าหมายของการทำโครงการพรีโอดอสนั้น ต้องการให้มีผู้มาสมัครสอบชิงทุนมากขึ้น ให้สามารถคัดเลือกผู้รับทุนได้เต็มทุกอำเภอตั้งแต่การจัดสอบครั้งแรก และต้องการให้เด็กเก่งมาสมัครสอบชิงทุนด้วย เพื่อตอบสนองเป้าหมายโครงการที่ต้องการส่งเด็กเก่งไปเรียนรู้วิทยาการของประเทศต่างๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับรายละเอียดของโครงการพรีโอดอสนั้น อยู่ระหว่างจัดทำ”

กรุงเทพฯ–15 ต.ค.–มติชนออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34472&Key=hotnews