kounchanok rujjanapan

หนุนจัดอับดับคุณภาพมหา’ลัยไทย’ราชภัฏ-ราชมงคล’ชี้ต้องมีเกณฑ์เฉพาะกลุ่ม

30 สิงหาคม 2556

ตามที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อให้เกิดการแข่งขันและพัฒนาคุณภาพใกล้เคียงกัน ขณะเดียวกัน บอกสังคมให้ได้รับรู้ว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเน้นการเรียนการสอนทางด้านใด และอยู่ในอันดับที่เท่าไรของประเทศนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 56 นายสุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) กล่าวถึงนโยบายนี้ว่าเป็นเรื่องที่ดีโดยเฉพาะในแง่ที่จะทำให้เด็กที่จะตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสรู้ว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์หลักสูตรการจัดการเรียนการสอน คุณภาพอาจารย์ผู้สอน หรือจบในสาขาที่เรียนมีโอกาสในการทำงานมากเท่าใด ซึ่งการจัดอันดับมหาวิทยาลัยจะสะท้อนเรื่องเหล่านี้ที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กอย่างมาก

“เรื่องนี้ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ ดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน และต้องสอดคล้องกับทิศทางการจัดอันดับในสากลด้วย ที่สำคัญต้องไม่ลืมนึกถึงพันธกิจของแต่ละมหาวิทยาลัยซึ่งควรจะนำใช้เป็นส่วนหนึ่งของหลักเกณฑ์เพราะไม่เช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่อย่างแน่นอน” นายสุขุมกล่าว
ขณะที่ นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่าการจัดอันดับจะส่งผลดีต่อมหาวิทยาลัยในการเร่งพัฒนาตัวเอง และประชาชนที่จะได้รับรู้ข้อมูลนำไปสู่การตัดสินใจ เพียงแต่มหาวิทยาลัยไทยนั้นมีเป้าหมายในการจัดการศึกษาและผลิตบัณฑิตแตกต่างกัน แบ่งชัดๆ ได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มจัดการศึกษาที่เน้นด้านสังคม หมายถึงกลุ่มมรภ. และ ม.เอกชน, กลุ่มจัดการศึกษาด้านสังคมและวิทยาศาสตร์ ได้แก่ กลุ่มมหาวิทยาลัยเก่าอย่างจุฬาฯ ม.ธรรมศาสตร์ฯลฯ และกลุ่มจัดการศึกษาเฉพาะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ กลุ่ม มทร.กลุ่มมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้า เป็นต้นเพราะฉะนั้น หากจะจัดอันดับจะต้องกำหนดตัวชี้วัดและแยกแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน เพราะหากใช้เกณฑ์เดียวกันเพื่อมาประเมินจัดอันดับก็จะเกิดผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่ มหาวิทยาลัยเอกชนอาจจะขาดความพร้อมในหลายด้าน และที่ลืมไม่ได้ในขณะนี้คือ สถาบันการอาชีวศึกษาที่เพิ่งเปิดสอนระดับปริญญาตรี จะถูกนำมารวมจัดอันดับหรือไม่

“เรื่องสำคัญ คือ กรณีมหาวิทยาลัยที่ถูกจัดอันดับรั้งท้ายรัฐควรจะต้องหามาตรการหรือแนวทางที่จะเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพ ตรงนี้เป็นเรื่องที่อยากขอให้ช่วยคิดหามาตรการรองรับด้วย” นายประเสริฐกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33924&Key=hotnews

รื้อเกณฑ์ทุนอำเภอปันส่วนให้เด็กอาชีวะ

30 สิงหาคม 2556

ดร.กิตติ ลิ่มสกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการเดินทางไปดูงานและหารือความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น ร่วมกับนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีหลายเรื่องที่จะต้องผลักดันและยกร่างเป็นข้อเสนอให้นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ.พิจารณา โดยเฉพาะการจัดสรรทุนการศึกษาเรียนต่อระดับปริญญาตรีทั้งในและนอกประเทศ ในโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน หรือทุนโอดอส โดยแบ่งส่วนหนึ่งมาให้ทุนแก่นักเรียนสายอาชีวศึกษา ไปเรียนในประเทศอื่น ๆ ที่มีศักยภาพด้านอาชีวศึกษา อาทิ เกาหลี เยอรมนี จีน สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยจะต้องมีการพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้ทุนโอดอสใหม่ ซึ่งเบื้องต้นอาจจะจัดสรรให้เด็กอาชีวศึกษาจังหวัดละ 1 คน เปิดโอกาสให้รับทุนเรียนต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามศักยภาพและความต้องการของนักเรียน ซึ่งการสอบรับทุนจะต้องแยกสอบระหว่างนักเรียนสายอาชีวศึกษากับนักเรียนสายสามัญศึกษา

ดร.กิตติ กล่าวต่อไปว่า ตนได้มอบหมายให้ ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน รองเลขาธิการสภาการศึกษา ว่าที่ ปลัด ศธ.คนใหม่ และผู้ที่เกี่ยวข้องสรุปข้อมูลโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ที่ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ทั้งกระบวนการสรรหา การสอบ การเตรียมตัวเด็ก การส่งเด็กไปเรียน และการติดตามเด็กใน ต่างประเทศ ตลอดจนเด็กกลับมาแล้วทำงานที่ไหนอย่างไร เพื่อมาพิจารณาว่าจะต้องมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ในส่วนไหนบ้าง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับเด็ก เช่น เรื่องการคัดเลือกเด็ก รายได้ต่อปีของครอบครัวนักเรียน การเตรียมตัวของนักเรียนที่สอบได้ในการไปเรียนต่างประเทศ อาจจะต้องเพิ่มระยะเวลามากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้เด็กมีความพร้อมด้านภาษา ความรู้ และการปรับตัวทางด้านวัฒนธรรม เป็นต้น

นายจาตุรนต์ เน้นด้านการอาชีวศึกษามาก และ จะขอแบ่งทุนโอดอสจำนวนหนึ่งมาให้เด็กอาชีวศึกษาได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งเร็ว ๆ นี้เรื่องการให้ทุนโอดอสจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยจะเน้นการกระจายความเท่าเทียมให้แก่นักเรียน นักศึกษา ที่อยู่ห่างไกลให้มีโอกาสได้รับทุนนี้มากขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อได้ข้อสรุปทั้งหมดแล้ว ผมจะทำเป็นข้อเสนอในทางปฏิบัติไปให้ รมว.ศธ. และรองนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป โดยคาดหวังว่าจะใช้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ได้ในปีการศึกษา 2557″ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33923&Key=hotnews

ศธ.รับแทบเล็ต ป.1 ปัญหาเพียบ

30 สิงหาคม 2556

วังจันทรเกษม : รมว.ศึกษาฯยอมรับครูและนักเรียนใช้ศักยภาพแทบเล็ต ป.1 แค่ 20% แจงพบปัญหาอื้อ หลายพื้นที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมถึงครูบางส่วนยังไม่มีแทบเล็ตและไม่มีทักษะด้านไอทีทำให้ไม่สามารถสอนนักเรียนได้

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ผลการวิจัยการใช้แท็บเล็ต ป.1 พบว่า ครูและนักเรียนยังคงใช้ศักยภาพเครื่องที่ได้รับแจกประกอบการเรียนการสอนเพียง 20% ซึ่งถือ ว่ายังน้อย จึงต้องหาแนวทางและจัดทำแผนเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้งานมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผลการวิจัยยังระบุอีกว่า ครูผู้สอนยังไม่สามารถปรับเนื้อ หาการเรียนการสอนจากแทบเล็ตให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่นได้ รวมถึงยังมีข้อกังวลว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจะกระตุ้นให้เด็กติดเกมมากขึ้น ทางกระทรวงศึกษาธิการจะเร่งกำชับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งพัฒนาเกมที่ส่งเสริมการเรียนรู้นำมาบรรจุในแทบเล็ตมากขึ้น เพื่อกระตุ้นในการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาในการพัฒนาเด็ก

พร้อมกันนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการจะเร่งพัฒนาแผนแม่บทด้านไอซีทีของประเทศร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอทีซี) โดยจะวางแผนด้านการศึกษาเพิ่มขึ้น จากเดิมที่พบว่าแผนแม่บทเดิมของไอซีทีเน้นเรื่องการศึกษาน้อย โดยเสนอให้จัดตั้งศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาขึ้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ทำวิจัยผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนที่ใช้แทบเล็ตในปี 2554-2555 พบว่าการใช้แทบเล็ตมีข้อดีคือ เด็กสนุกสนาน มีแรงจูงใจในการเรียน และช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ เนื้อหาในแทบเล็ตส่วนใหญ่ยังเหมือนในหนังสือเรียน มีปัญหาทางเทคนิค เช่น แบตเตอรี่หมดเร็ว เครื่องร้อน และหลายพื้นที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมถึงครูบางส่วนยังไม่มีแทบเล็ตและไม่มีทักษะด้านไอทีทำให้ไม่สามารถสอนนักเรียนได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33922&Key=hotnews

รมว.ศึกษาสั่งชลอเพิกถอนบรรจุครูผู้ช่วยชั่วคราว มอบ ก.ค.ศ.หาแนวทางเอาผิดให้ชัด

30 สิงหาคม 2556

มว.ศึกษา มอบ ก.ค.ศ.ทำแนวปฏิบัติใหม่ใช้เอาผิดผู้ทุจริตสอบครูผู้ช่วยให้ชัด พร้อมจัดประชุมทำความเข้าใจผู้เกี่ยวข้อง สั่งชะลอการเพิกถอนบรรจุชั่วคราว หลังผู้ถูกเพิกถอนร้องทุกข์อ้างไม่ได้รับความเป็นธรรมเหตุไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงก่อนเขี่ยออกจากราชการ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เมื่อเร็ว ๆนี้ ว่า จากการรายงานผลการกรณีทุจริตสอบครูผู้ช่วย ซึ่ง ก.ค.ศ.ได้มีมติตามข้อเสนอของดีเอสไอ ให้เพิกถอนการบรรจุผู้ที่ได้คะแนนสอบสูงผิดปกติ จำนวน 344 คนเป็นข้าราชการครู นั้น ซึ่งผู้ที่ถูกเพิกถอนการบรรจุได้ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมมายัง ก.ค.ศ. โดยให้เหตุผลการให้ออกจากราชการโดยทันทีนั้นไม่มีความเป็นธรรมเพราะเจ้าตัวยังไม่มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ ในการการประชุมก่อนหน้านี้ ก.ค.ศ.มีมติให้ไปหารือกับ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับกฏหมายและระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซี่ง อ.ก.ค.ศ.ก็มีความเห็นว่า มติ ก.ค.ศ.ที่ให้อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา แจ้งไปยังผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ซึ่งก็คือ ผอ.สถานศึกษา ให้ดำเนินการกับผู้เข้าสอบ จำนวน 344 ที่ดีเอสไอแจ้งว่าเข้าข่ายดำเนินการทุจริตการสอบคัดเลือก หากรายใดได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปแล้ว ก็ให้ออกจากราชการเพราะถือว่าเป็นผู้บกพร่องในศิลธรรมอันดีสำหรับเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญก็เห็นว่า เป็นมติที่ถูกต้องแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน มี อ.ก.ค.ศ.บางเขตพื้นที่การศึกษา ได้ดำเนินการตามมตินี้แล้ว แต่บางเขตพื้นที่การศึกษาก็ไม่ยอมดำเนินการตาม ส่วนหนึ่งเพราะไม่รู้ขั้นตอนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะฉะนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้สำนักงาน ก.คงศ.ทำแนวปฏิบัติในการดำเนินการและให้จัดประชุมชี้แจง อ.ก.ค.ศ.และผู้อำนวยการโรงเรียนที่เกี่ยวข้องซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องเพื่อทำความเข้าใจขั้นตอนในทางปฏิบัติ โดยให้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น เลขาธิการกฤษฎีกา ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้มีประสบการณ์ในเรื่องการสอบทางวินัยหรือออกคำสั่งทางปกครอง มาอธิบายเรื่องทั้งหมดตลอดกระบวนการของแนวปฏิบัติ เช่น กรณีที่มีการร้องทุกข์จะทำอย่างไร กรณีบกพร่องทางศิลธรรมอันดี หรือขาดความสามารถเป็นเหตุให้ออกได้หมายความว่าอย่างไร ส่วนกรณีที่มี่การร้องทุกข์ว่าไม่ได้มีดำเนินการให้มีการชี้แจงข้อเท็จจริง ก็ให้ อกคศ.ที่เกี่ยวข้อง และผู้อำนวยการโรงเรียนไปทบทวนการดำเนินการ โดยไปปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งทางปกครอง คือ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกให้ออกได้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง

“การเพิกถอนการบรรจุเป็นข้าราชการ หรือการให้ออกจากข้าราชการนั้น เป็นคำสั่งทางปกครอง สมควรที่จะให้เจ้าตัวมีโอกาสชี้แจง ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ได้ร้องเรียนมาว่าไม่ได้มีโอกาสชี้แจง เพราะฉะนั้น จึงให้ ก.ค.ศ.ไปทบทวนเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฏหมาย โดยให้ระงับการเพิกถอนให้ไว้ก่อน เพื่อให้ผู้ที่กำลังจะถูกเพิกถอนหรือถูกให้ออกจากราชการไปแล้ว ได้มีการชี้แจงตัวเองตามขั้นตอนราชการก่อน หลังจากนั้น หากสอบสวนแล้วพบว่า ผิดก็อาจจะให้ออกอีกรอบหนึ่ง ให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฏหมาย “ นายจาตุรนต์ กล่าว

ด้านนางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปสำนักงาน ก.ค.ศ.จะเชิญผู้อำนวยการโรงเรียนที่เกี่ยวข้องมารับฟังคำชี้แจงถึงขั้นตอนและแนวปฏิบัติจาก นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษษฎีกา ซึ่งเป็นประธาน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรตามมติ ก.ค.ศ. ทั้งในกรณีที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการโดยไม่ได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงก็ให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง 2.กรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วแต่พยานหลักฐานไม่ชัดเจนเพียงพอจะต้องทำอย่างไร และ3.กรณีที่ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ก็ให้ดำเนินการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้จะมีการชี้แจงแนวปฏิบัติทั้งในส่วนที่สอบข้อเท็จจริงแล้วมีพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอ และไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนเพียงพอว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนวันเวลาจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ก.ค.ศ.ยังได้พิจารณากรณีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) วิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม พบว่ามีผู้ที่เข้าข่ายการทุจริตอีกจำนวน 204 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีคะแนนสูงกว่า 80 คะแนนขึ้นไปซึ่งภายหลังการพิจารณา ก.ค.ศ.มีมติเห็นสมควรมอบข้อมูลนี้ให้กับศูนย์ประสานงานการสอบสวนการทุจริตการสอบบรรจุครูผู้ช่วย เพื่อดำเนินสอบสวนต่อไป

–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33920&Key=hotnews

กระทุ้งหาครูภาษาอาเซียนเสนอเพิ่มเงินเดือน-แจกทุนปั้นบุคลากรปรับกฎยืดหยุ่นเอื้อเปิดหลักสูตร

28 สิงหาคม 2556

โพสต์ทูเดย์
นักวิชาการกระทุ้งรัฐเร่งปลดล็อกหาครูสอนภาษาอาเซียน หลังพบทั้งมัธยม-อุดมศึกษาขาดแคลนหนัก

น.ส.วิชชุกร ทองหล่อ หัวหน้าภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ควรร่วมมือกันสนับสนุนการสรรหาบุคลากรสอนวิชาภาษาต่างๆในกลุ่มอาเซียนให้แก่สถาบันการศึกษาอย่างเร่งด่วน เพราะปัจจุบันสถาบันการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาต้องการครูสอนภาษาอย่างมากเพื่อพร้อมรองรับประชาคมอาเซียน แต่ไม่สามารถหาบุคลากรเองได้เลย

“ปัญหาเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่นเรื่องเงินเดือนครูสอนระดับอุดมศึกษาต้องจบการศึกษาระดับปริญญาเอก แต่ปัจจุบันครูสอนภาษาเวียดนาม ชาวเวียดนามของเราได้เงินเดือนเพียง 2.2 หมื่นบาทเท่านั้นขณะที่คนรู้ภาษาเวียดนามจริงๆ มีน้อยมาก เป็นที่ต้องการของภาคเอกชน ผู้ที่มีความรู้ระดับปริญญาเอกส่วนใหญ่จึงเลือกทำงานกับเอกชนเพราะได้เงินเดือนดีกว่า” น.ส.วิชชุกรกล่าว
ทั้งนี้ ภาครัฐจึงควรเพิ่มอัตราเงินเดือนสำหรับอาจารย์สอนวิชาภาษาในกลุ่มอาเซียนเป็นกรณีพิเศษ เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ให้เข้ามาเป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษามากขึ้นระหว่างรอการสร้างบุคลากรใหม่ๆ

นอกจากนี้ สกอ. และ ก.พ. ควรร่วมออกทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกแบบต้องใช้ทุนคืนสำหรับเรียนวิชาภาษาอาเซียนมากขึ้น โดยออกกฎให้ต้องกลับมาสอนยังสถาบันการศึกษาต่างๆ
น.ส.วิชชุกร กล่าวอีกว่า ภาครัฐยังต้องแก้ปัญหาระเบียบปฏิบัติไม่ตรงกัน เช่น ปัจจุบันภาควิชาต้องการเปิดหลักสูตรวิชาภาษาพม่าระดับปริญญาตรี แต่ติดข้อบังคับของ สกอ.ที่ว่า แต่ละคณะที่จะเปิดหลักสูตรใหม่ต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตรไม่ต่ำกว่า 3 คน และอาจารย์อื่นๆอีกไม่น้อยกว่า 2 คน ขณะเดียวกันเมื่อต้องการหาอาจารย์ประจำเพื่อรองรับการเปิดภาควิชาภาษาพม่าก็ไม่สามารถทำได้ เพราะติดข้อบังคับเรื่องการขออัตรากำลังว่าต้องขาดแคลนอาจารย์ปัจจุบันก่อน จึงจะสามารถขออัตรากำลังได้

“ภาครัฐอาจปรับกฎระเบียบให้ยืดหยุ่นเช่น ลดการบังคับจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรลง แล้วไปเพิ่มอาจารย์ผู้ช่วยอื่นแทน เพื่อให้เปิดหลักสูตรใหม่ได้ง่ายขึ้น”น.ส.วิชชุกร กล่าว

ทั้งนี้ แนวโน้มการเรียนภาษาในกลุ่มอาเซียนกำลังเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนปัจจุบันภาควิชามีเปิดสอนวิชาภาษาเวียดนามและกัมพูชาแล้ว ซึ่งมีจำนวนผู้สมัครสอบตรงเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในแต่ละปี ขณะที่จำนวนผู้เรียนภาษาตะวันตก เช่น ภาษาฝรั่งเศส กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33890&Key=hotnews

 

เอาไงดี ! เว็บไซต์การพนัน ไม่ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ

29 สิงหาคม 2556

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้หารือ คณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปิดกั้นเว็บไซต์การพนันตามมาตรา ๒๐

ประเด็นปัญหาคือ ปัจจุบันเว็บไซต์การพนันทางอินเทอร์เน็ตปรากฏให้เห็นหลากหลายรูปแบบ เช่น การทายผลลอตเตอรี่ออนไลน์ การทายผลกีฬา และการทายผลตามอย่างในบ่อนกาสิโน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีหน้าที่ในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและป้องกันการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทางที่ผิด โดยมาตรการทางกฎหมายประการหนึ่งที่นำมาบังคับใช้ คือ การป้องกันมิให้เข้าถึงเว็บไซต์โดยขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ (ปิดกั้นเว็บไซต์) ตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่สามารถป้องกันการเข้าถึงเว็บไซต์การพนันทางอินเทอร์เน็ตได้
ต่อมา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้หารือกับเครือข่ายรณรงค์ หยุดการพนัน มูลนิธิสื่อเพื่อเยาวชน มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เครือข่ายเยาวชนไม่พนัน และเครือข่ายผู้ปกครองสถานศึกษา เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาเว็บไซต์การพนันออนไลน์ โดยมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการระงับการเผยแพร่ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ โดยมีความเห็นเป็นสองฝ่าย

ฝ่ายแรกเห็นว่า เว็บไซต์การพนันเข้าข่ายเป็นความผิดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้มาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ปิดกั้นเว็บไซต์ดังกล่าวได้

ฝ่ายที่สองเห็นว่า ลักษณะของข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ศาลจะสั่งให้ระงับการเผยแพร่ตามนัยมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ จะต้องเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ ความผิดตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ นอกจากนั้นยังต้องเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคง แห่งราชอาณาจักรตามที่บัญญัติไว้ในภาคสอง ลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีเว็บไซต์การพนัน ทางอินเทอร์เน็ตมิได้เป็นความผิดตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการเผยแพร่ตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ได้

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อยุติและเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์การพนัน ทางอินเทอร์เน็ตตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ จึงขอหารือว่า พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีจะยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ (ปิดกั้นเว็บไซต์) กรณีเว็บการพนันทางอินเทอร์เน็ตตามนัยมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ได้หรือไม่ อย่างไร

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) ได้พิจารณาข้อหารือของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยมีผู้แทนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สำนักงานปลัดกระทรวง) และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า ตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ พนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลขอให้มีคำสั่งระงับ การทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้ในกรณีที่การกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาคสอง ลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามกฎหมายนี้ จะต้องเป็นกรณีที่มีการกระทำที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ บัญญัติไว้ว่าเป็นความผิดเสียก่อน และการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ใน ภาคสอง ลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

เมื่อพิจารณาบทบัญญัติในหมวด ๑ ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ไว้ ไม่มีมาตราใดที่บัญญัติให้การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการพนันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้น การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการพนันจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

เมื่อการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการพนันไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ แม้ว่าการเปิดเว็บไซต์เพื่อให้มีการเล่นพนันจะเป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ตาม

–มติชนออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33904&Key=hotnews

 

ชงตั้งกรรมการปฏิรูปหลักสูตรชุดใหม่ใหญ่กว่าเดิม

29 สิงหาคม 2556

“ภาวิช”เสนอตั้งกรรมการปฏิรูปหลักสูตรชุดใหม่ ใหญ่กว่าเดิม พร้อมผลักดันแนวคิดจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและนวัตกรรมทำหน้าที่ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

วานนี้(28ส.ค.) ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า เนื่องจากคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐานที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรมว.ศึกษาธิการ แต่งตั้งได้หมดวาระไปตามตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการแล้ว และเมื่อนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เข้ามารับตำแหน่งก็เห็นด้วยกับการปฏิรูปหลักสูตร โดยมองไปที่การปฏิรูปการเรียนรู้เป็นหลักที่ว่าจะปฏิรูปการเรียนรู้ได้ก็ต้องเริ่มที่การปฏิรูปหลักสูตร ดังนั้นคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรทุกวันนี้จึงยังทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้จะหมดวาระไปแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามตนได้เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปชุดใหม่ ซึ่งจะเป็นชุดเดิมแต่เพิ่มคนทำงานมากขึ้นและใหญ่ขึ้น โดยชุดใหม่นี้จะมี 3 ระดับ คือ ระดับนโยบาย ระดับร่างหลักสูตร และระดับกลุ่มสาขาวิชา จากเดิมที่มีเพียงระดับนโยบายกับระดับร่างหลักสูตรเท่านั้น

ศ.ดร.ภาวิช กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้จะมีการผลักดันเกี่ยวกับเรื่องหลักสูตรไปสู่สภาพที่มีความยั่งยืน คือ การเป็นสถาบันพัฒนาหลักสูตรและนวัฒกรรม เป็นองค์การมหาชนที่ขึ้นตรงกับรัฐมนตรี ทำหน้าที่ไล่ดูหลักสูตร และปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยตลอดเวลา เพื่อเป็นหลักสูตรของประเทศไทย ไม่ใช่หลักสูตร พ.ศ.นั้น พ.ศ.นี้ เพราะการทำหลักสูตรไม่ควรทำเป็นเฮือก ๆ นาน ๆ ปรับปรุงที หรือ 10 ปีค่อยปรับปรุง แต่ควรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและปรับแต่งตลอดเวลา เพราะความรู้ หลักการ กระบวนทัศน์ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่จุดอ่อนของหลักสูตรปัจจุบันคือเรื่องการนำไปใช้ที่จะต้องมีการจัดทำให้มีความชัดเจนด้วย

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33903&Key=hotnews

แนะรัฐยกปัญหาการพนันเป็นวาระแห่งชาติ

29 สิงหาคม 2556

นักวิชาการเสนอยกระดับปัญหาการพนันเป็นวาระแห่งชาติ หลังพบสถิติเยาวชนเล่นการพนันมากกว่า 2 ล้านคน เผยผลวิจัยพบทุก 1 คนของผู้มีปัญหาการพนันจะมีคนที่ได้รับผลกระทบตามไปด้วยถึง 8 คน

วานนี้(28ส.ค.) ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะอเนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า ในเวทีโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาแนวทางการพัฒนาการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมในการลดผลกระทบจากการพนัน จัดโดยมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ตนได้นำเสนองานวิจัยบทสรุปการศึกษาการป้องกันและแก้ปัญหาการพนันในเด็กและเยาชนในต่างประเทศ ซึ่งได้ทำการศึกษาใน 5 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา พบว่าเด็กและเยาวชนในกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงสูงในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนัน โดยพบว่าผู้ที่มีปัญหาการพนันอย่างรุนแรงส่วนใหญ่เริ่มเล่นการพนันตั้งแต่อายุยังน้อย และพบว่ามีผู้ปกครองเพียงร้อยละ 5 ที่พยายามจะห้ามบุตรหลานจากการเล่นการพนัน

ดร.ธีรารัตน์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุปัจจัยที่คล้ายคลึงในหลายประเทศจึงทำให้เกิดมาตรการในการป้องกันและการแก้ปัญหาในเด็กและเยาวชนในต่างประเทศหลายประการ ได้แก่

1.การกำหนดให้การแก้ปัญหาการพนันโดยใช้แนวทางบริการสาธารณสุข เพราะหลายประเทศมองว่าไม่ใช่เป็นแค่เพียงปัญหาสุขภาพของตัวบุคคลและครอบครัวเท่านั้น แต่มองว่าปัญหาการพนันเป็นปัญหาของชุมชนโดยรวม เช่นเดียวกับปัญหาสาธารณสุขอื่นๆ

2.การกำหนดให้ปัญหาการพนันเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน

3.ความเข้มงวดในการกำหนดอายุขั้นต่ำเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนเล่นพนัน

4.การจัดสรรทุนเพื่อสนับสนุนโครงการแก้ปัญหาการพนัน อาทิ เก็บภาษีผู้ประกอบกิจการการพนันเพื่อนำมาจัดสรรให้แก่มูลนิธิเพื่อแก้ปัญหาการพนัน เป็นต้น และ

5.การบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนรู้เท่าทันปัญหาการพนัน
ดร.ธีรารัตน์ กล่าวอีกว่า มีผลการวิจัยของสหราชอาณาจักรที่พบว่าในทุก 1 คนของผู้มีปัญหาการพนันจะมีคนที่ได้รับผลกระทบถึง 8 คน เช่นเดียวกับปัญหาสาธารณสุขอื่นๆ เช่น ปัญหายาเสพติดหรือ ปัญหาสุรา ดังนั้นแนวทางการจัดการปัญหาในประเทศไทย ควรแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะต้นทำการสำรวจสถานการณ์ปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึง พร้อมรณรงค์ให้สังคมตระหนักรู้ ขณะเดียวกันต้องสร้างพื้นที่สีขาวเพื่อเป็นทางออกให้เด็กและเยาวชนได้มีกิจกรรมที่ห่างไกลจากการพนันด้วย ส่วนในระดับกลาง รัฐควรแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชน โดยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติและกำหนดให้ปัญหาการพนันเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศที่ต้องได้รับการแก้ปัญหาอย่างจริงจังก่อน โดยให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้พัฒนาแผนระดับชาติในการแก้ปัญหาการพนัน ส่วนในระยะยาว ประเทศไทยควรมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อแก้ปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชนเป็นการเฉพาะ และกระทรวงศึกษาธิการควรจัดให้มีหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการพนัน โดยเน้นให้เห็นถึงอันตรายที่มากับการพนัน

ทั้งนี้จากการสำรวจของคณะเศรษฐศาสตร์ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สำรวจสถิติสถานการณ์ของการเล่นพนัน พบว่าประชาชนกว่าร้อยละ 75 ในประเทศไทย เคยเล่นการพนัน โดยสถิติที่น่าตกใจคือมีเยาวชนอายุน้อยกว่า 24 ปี เล่นพนันกว่าร้อยละ 4 หรือเกือบ 2 ล้านคน

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33902&Key=hotnews

“หลักสูตรอาชีพ”ตอบโจทย์เด็กดร็อปเอาท์

29 สิงหาคม 2556

สสค.จับมือ ศธ.เตรียมจัดเวทีเสวนาสัญจรการเรียนรู้สู่การมีงานทำ ถอดบทเรียนเขตพื้นที่ประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต2 หลังปรับบทบาทจาก “หน่วยเหนือ” เป็น “นายช่างใหญ่” ประสานสร้างเครือข่าย ‘ธุรกิจ-ท้องถิ่น’ หนุน ‘โรงเรียน’ ทำ ‘หลักสูตรอาชีพ’ แก้ปัญหาเด็กดร็อปเอาท์ ช่วยให้เรียนจบทำงานได้จริง

หนึ่งในปัญหาใหญ่ร่วมกันของแวดวงการศึกษาไทย คือ ปัญหาเด็กดร็อปเอาท์ ที่สุดท้ายเด็กเยาวชนไทยจะถูกผลักเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างไม่ได้ตั้งตัว ขาดทักษะที่เหมาะสม กลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ เมื่อมองย้อนกลับสู่ระบบการศึกษา จากเดิมเคยตั้งธงมุ่งสู่การสร้างเด็กเยาวชนให้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา จึงต้องเริ่มมองหา “โจทย์การศึกษาแนวใหม่” ที่สอดคล้องตรงตามความของผู้เรียนในท้องถิ่น

“การเรียนรู้ สู่การมีงานทำ” เพื่อสร้างทักษะชีวิตสู่โลกของงาน จึงกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ร่วมที่เร่งด่วนของการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ได้หยิบกรณีศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)เชียงใหม่ เขต 2 ที่สะท้อนภาพการปรับกระบวนทัศน์ของระบบการทำงานครั้งใหญ่ของเขตพื้นที่การศึกษา ที่มีการรับไม้ต่อเพื่อประสานความต้องการและวิธีการแก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่รับผิดชอบร่วมกับ “ภาควิชาการ-ภาคธุรกิจ-ภาคประชาสังคม” โดยมีโจทย์หลักเพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนในระบบการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับบริบทความต้องการของโรงเรียน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อมุ่งลดอัตราเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างเร่งด่วน

นายสินอาจ ลำพูนพงศ์ ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 2 กล่าวว่า หลังจากได้ปมปัญหาเด็กออกจากระบบการศึกษาแล้ว ก็นำสู่กระบวนการในการค้นหาวิธีการและรูปแบบในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ความพร้อมของนักเรียนและโรงเรียนในสพป.เชียงใหม่ เขต 2 พบว่ายากแก่การแข่งขันที่จะมุ่งระดับอุดมศึกษาเพียงอย่างเดียว ดังนั้นสิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ ทำอย่างไรให้เด็กมี ‘อาวุธ’ ติดตัวไปประกอบอาชีพ และสามารถดำรงอยู่ในพื้นที่ของตัวเองได้จริง

ตลอดระยะเวลาปีเศษที่ผ่านมา จึงเป็นที่มาของการระดมโรงเรียนที่มีปัญหาเดียวกันในพื้นที่ จัดตั้งเกิดเป็น “ชมรมการศึกษาวิชาชีพ” เมื่อปลายปี 2555 มีบทบาทในการเป็นตัวกลางประสานแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านอาชีพที่ดีในชุมชน โดยมีการจัดประชุมเพื่อคัดเลือกโรงเรียนที่เข้มแข็ง และมีความพร้อมในการค้นหาสินค้าผลิตภัณฑ์ และบริการก่อน โดยรุ่นแรกได้โรงเรียนที่ “ทำจริง” ร่วมอุดมการณ์ 30 โรงเรียน โดยมี 9 โรงเรียนนำร่องในระยะที่ 1 ซึ่ง ปัจจุบันมีหลักสูตรที่บรรจุอยู่ในหน่วยการเรียนรู้ มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ สามารถแบ่งเป็น 4 กลุ่มงานหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า เช่น เกษตรอินทรีย์ สวนพฤษศาสตร์สู่การจดลิขสิทธิ์งานวิจัยพันธุ์พืช 2.กลุ่มงานอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ไอศกรีมมะม่วง ไอศกรีมเต้าหู้ ทองม้วนถั่วเหลือง ชาใบหม่อน 3.กลุ่มงานหัตถกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดจากหนัง งานแกะสลัก งานประดิษฐ์ดินญี่ปุ่นของตกแต่งธรรมชาติ และ 4.กลุ่มงานบริการ เช่น การนวด การโรงแรม การจัดการและบริหารธุรกิจ

“ สพป.เชียงใหม่เขต 2 ได้เปิดสำนักงานเขตพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางในการรับจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบสหกรณ์การค้า เพื่อสร้างให้เกิดระบบหมุนเวียนครบวงจรอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจการทำงานจริง ต้นทุนจริง กำไรจริง และขาดทุนจริง โดยได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจหลายแห่งที่นำสินค้าผลิตภัณฑ์ของนักเรียนไปจัดวางขายตามจุดพักรถ และตามร้านของฝากทั่วไป “ นายสินอาจ กล่าว

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ สสค.มองว่า ประเด็นสำคัญของการจัดการเรียนรู้สู่การมีงานทำนั้น จะต้องมีความแตกต่างกันในเรื่องรูปแบบ และวิธีการในแต่ละช่วงชั้น เช่น ในระดับประถม ควรให้เด็ก “สู้งาน-ไม่หยิบโหย่ง” ขณะระดับม.ต้น และม.ปลาย ต้องเริ่มสอนเด็กให้สำรวจโลกของอาชีพ เพื่อให้เริ่มมีทางเลือกในชีวิต นอกเหนือจากการผลักสู่การเรียนระดับอุมศึกษาเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันก็ต้องมีการเชื่อมต่อการฝึกงานกับภาควิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เด็กทั้งม.ต้น และม.ปลาย สามารถเรียนจบไปแล้วทำงานได้จริง เช่นเดียวกับเด็กหลุดออกนอกระบบก็ต้องมีเส้นทางที่จะให้เด็กเหล่านั้นสามารถกลับมาพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อเตรียมพร้อมตัวเอง ไม่ให้กลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ฉะนั้น “ระบบ” ที่ว่านี้ จึงต้องมีการเชื่อมโยงท้องถิ่น ชุมชน ทั้งภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างเส้นทางให้เด็กและเยาวชนไทยทั้งในระบบ และนอกระบบมีทางเดินต่อไปได้ตามสิ่งที่พวกเขาต้องการ

และในครั้งนี้ สสค.จะร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และสพป.เชียงใหม่เขต 2 จัดเวทีสัญจรในพื้นที่ระหว่างวันที่ 5-6 ก.ย.นี้ ณ สพป.เชียงใหม่เขต 2 โดยวงเสวนาวันแรกจะเป็นการพบกันระหว่าง “ภาคธุรกิจเชียงใหม่และผู้ประกอบการท้องถิ่น” กับโรงเรียนที่มาพร้อมสินค้าผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อให้ผู้รู้จากฟากนายทุนนักธุรกิจได้แนะนำทิศทางการสร้างทักษะและอาชีพในโลกของงาน เป็นการส่งไม้ต่อจากภาคการศึกษาสู่ภาคธุรกิจให้สุดทาง เช่น ผู้ประกอบการจากบริษัท ชาระมิงค์ จำกัด และบริษัทเชียงใหม่ “วนัสนันท์” ร้านของฝากชื่อดัง เป็นต้น

ส่วนเวทีเสวนาเครือข่ายผู้นำการเรียนรู้สู่การมีงานทำในวันที่ 6 ก.ย.จะเป็นการพบกันของเครือข่ายผู้อำนวยการที่ปฏิบัติงานจริง ทำจริงในพื้นที่จากทั่วประเทศ อาทิ ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ พะเยา เชียงราย น่าน ศรีสะเกษ และพังงา มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการศึกษาสู่การมีงานทำ โดยมีดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เป็นประธานร่วมลงพื้นที่สัญจร โดยจะมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุชมชน ในวันที่ 6 กันยายนนี้ ระหว่างเวลา 09.30-13.00 น.ซึ่งสามารถรับฟังการถ่ายทดกันได้ทางอินเทอร์เน็ตที่ www.qlf.or.th

กนกวรรณ กลินณศักดิ์

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33901&Key=hotnews

ชุดสืบทุจริตครู ผช. เสนอฟัน “ชินภัทร” เพิ่ม ฐานไม่รักษาความลับราชการ

29 สิงหาคม 2556

“ชินภัทร” โดนอีก! กรรมการสืบข้อเท็จจริงทุจริตสอบครูผู้ช่วย เสนอฟันวินัยร้ายแรงเพิ่มความผิด “ฐานไม่รักษาความลับราชการ” พ่วง “อนันต์-ไกร” เข้าด้วย “ พนิตา” แจงละเอียดยิบพบกระบวนการเก็บรักษาข้อมูลสำคัญรวมทั้งข้อสอบ กุญแจเซฟ ไปจนถึงการตรวจรับหละหลวมทุกขั้นตอน ขณะที่ “สุเทพ” ลอยตัวเหตุคณะกรรมการฯตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่มีเอี่ยว ซึ่งตรงกับที่ดีเอสไอให้ความเห็น

วานนี้ (28 ส.ค.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามเห็นชอบตามที่นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดศธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตการสอบครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นเหตุพิเศษ ว 12 ได้ส่งสรุปผลสอบเพิ่มเติม นายอนันต์ ระงับทุกข์ ผู้ตรวจราชการศธ. อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายสุเทพ ชิตยวงศ์ ผู้ตรวจราชการ ศธ.อดีตผู้ช่วยเลขานุการ กพฐ. นายไกร เกษทัน ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผล สพฐ.อดีต ผู้อำนวยการ สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. และข้าราชการที่เกี่ยวข้องเสนอส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ขอให้ปลัดศธ. เป็นผู้ชี้แจง

ด้าน นางพนิตา กล่าวว่า คณะกรรมการสืบสวนฯ ได้สรุปผลและเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ข้าราชการ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ศธ. จำนวน 8 ราย ในความผิดฐานกระทำผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ด้วยการรักษาความลับของราชการ ดังนี้ นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. ,นายอนันต์ , นายไกร และคณะกรรมการตรวจรับจำนวน 5 ราย โดยจะส่งสรุปผลการสืบสวนข้อเท็จจริงไปให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงชุดที่มีนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เป็นประธาน สอบสวนต่อไปเพราะถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนการสอบสอนในประเด็นการทุจริตนั้นตนได้รายงานต่อ รมว.ศึกษาธิการ ว่าให้รอผลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพราะมีการเจาะตัวบุคคลและมีอำนาจในการเรียกตรวจสอบเส้นทางการเงินได้

นางพนิตา กล่าวชี้แจงว่า สำหรับกรณี นายชินภัทร ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสืบสวนฯได้เสนอให้ตั้งกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่ครั้งนี้เสนอให้ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงเพิ่มเติมฐานการทำผิดระเบียบ ว่าด้วยการรักษาความลับของราชการ เพราะพบว่ามีความผิดพลาดในการเก็บรักษาข้อมูลลับในการสอบครูผู้ช่วยหลายขั้นตอนเรียกว่าทุกกระบวนการหละหลวมไม่คำนึงถึงว่าเรื่องนี้เป็นความลับทางราชการ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการออกข้อสอบ การเก็บตัวผู้ออกข้อสอบ เรื่องของการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์พีซี แล้วถ่ายข้อสอบจากเครื่องพีซีมายังคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ที่มีการสั่งซื้อมาใหม่จำนวน 2 เครื่องเพื่อเก็บข้อมูลข้อสอบหนึ่งเครื่อง และเก็บข้อมูลคำตอบ อีกหนึ่งเครื่อง แต่ไม่มีการระวังดูแลเก็บรักษาโน้ตบุ๊กที่ดีพอ เช่น เมื่อมีการจัดพิมพ์ข้อสอบออกมาเรียบแล้วก็จะต้องตั้งคณะกรรมการทำลายโน้ตบุ๊ก แต่ปรากฎว่าคณะกรรมการฯ ไม่มีคนที่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ มีแค่คนเดียวที่มีความรู้และคนที่มีความรู้ยังนำอุปกรณ์ส่วนตัวไปเสียบกับเครื่องโน้ตบุ๊ก โดยไม่มีการตรวจสอบว่าอุปกรณ์ส่วนตัวนั้นมีข้อมูลใดบ้างหรือไม่ จึงไม่รู้ได้ว่าข้อมูลในโน้ตบุ๊กมีการรั่วไหลไปบ้างหรือยัง เพราะฉะนั้นจุดนี้ถือว่าหละหลวม

“ทาง สพฐ.ใช้วิธีเช่าตู้นิรภัยของธนาคาร 3 ตู้ไว้เก็บโน้ตบุ๊กบรรจุข้อสอบ ซึ่งในระเบียบพัสดุไม่มีการกำหนดให้เช่าตู้นิรภัยธนาคารเพื่อเก็บรักษาข้อมูลที่เป็นความลับ ขณะเดียวกันการรักษากุญแจตู้เซฟก็หละหลวมมาก ตู้นิรภัยแต่ละตู้มีกุญแจหลายชุด และมีผู้ถือกุญแจ 3 ราย คือนายชินภัทร นายอนันต์ และนายไกร แต่คนที่รู้รหัสและมีกุญแจทั้ง 3 ตู้ คือ นายไกร ขณะเดียวกันพบว่า ทั้ง 3 คนไม่ได้เก็บกุญแจตู้เซฟไว้กับตัวเอง โดยกุญแจของนายชินภัทรอยู่ที่ นายสุเทพ กุญแจของ นายอนันต์ อยู่ที่เลขานุการ ส่วนนายไกรได้มอบกุญแจทั้ง 3 ตู้พร้อมรหัสไว้เลขานุการ เท่ากับว่าเลขานุการของนายไกรจะเปิดตู้นิรภัยได้ตลอดเวลาแม้นายไกรจะไม่อยู่ก็ตาม อีกทั้งในส่วนของการเก็บกุญแจสำรอง ตามระเบียบกำหนดให้ต้องเก็บที่ตู้เซฟธนาคาร ก็ไม่มีการเปิดบัญชีในนาม สพฐ. หรือมีคณะกรรมการร่วมเปิดเหมือนบัญชีธนาคารทั่ว ๆ ไป แต่เป็นการเปิดบัญชีโดยใช้ชื่อ นายไกร คนเดียวและยังเดินทางไปเปิดบัญชีเพียงคนเดียวด้วย จึงไม่ทราบได้ว่าตอนไปเปิดได้ใส่กุญแจหรือไม่ หรืออาจจะไม่ได้ใส่ก็ได้ เพราะไม่มีพยานรู้เห็น แต่ภายหลังเปิดบัญชีก็มีภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพว่า นายไกร ไปเปิดตู้เซฟคนเดียวเหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าเปิดทำอะไร ถือว่าผิดระเบียบ” นางพนิตา กล่าว

นางพนิตา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเพิ่มเติมกรณีที่ สพฐ.ได้สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง บริษัท จันวาณิชย์ ซิเคียวริตี้ พริ้นติ้ง จำกัด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ทำการพิมพ์และประมวลผลสอบ ซึ่งในสัญญาระบุว่า สพฐ.ต้องจ่ายเงินให้ต่อเมื่อ บ.จันวาณิชย์ฯ ได้ส่งรายชื่อผู้สอบผ่านพร้อมใบคะแนนให้ สพฐ.เรียบร้อย แต่ปรากฎว่า เมื่อ บ.จันวาณิชย์ฯ ส่งรายชื่อผู้สอบผ่านมาให้ สพฐ.ก็ทำการประกาศผลสอบทันที ทั้งที่ บ.จันวาณิชย์ ยังไม่ได้ส่งใบคะแนน ตามที่กำหนดในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างถือเป็นการทำข้ามขั้นตอนเพราะกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้นตามการจัดซื้อจัดจ้าง

“จากผลการสืบสวนของคณะกรรมการฯ นายสุเทพ นั้นเป็นรายเดียวที่ไม่ถูกเสนอตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยนั้น เนื่องจาก นายสุเทพ นั้นไม่ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาคณะกรรมการประมวลผลมาแต่ต้น เพิ่งมาได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาด้านการประมวลผลข้อมูลในช่วงกลางเดือนมกราคม 2556 ภายหลังการจัดการสอบเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 อีกทั้ง นายสุเทพ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประมวลข้อมูล เพราะในข้อเท็จจริง สพฐ. ได้จ้าง บ.จันวาณิชย์ฯ ทำการประมวลผลข้อมูลแล้ว บ.จันวาณิชย์ฯ ก็ไม่ได้มาปรึกษาใด ๆ กับนายสุเทพ ซึ่งข้อคิดเห็นของกรรมการฯ ชุดดิฉันเห็นสอดคล้องกับความเห็นของดีเอสไอว่า นายสุเทพ ไม่เกี่ยวข้อง”นางพนิตา กล่าว

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33900&Key=hotnews