Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

ปลัดศธ.ดันสกสค.กู้ซอฟต์โลนช่วยครูหนี้วิกฤต-ลดดอกเบี้ย 5 %

14 พฤษภาคม 2556

นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแล้ว โดยได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ไปพิจารณาหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน มาซื้อหนี้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นหนี้เสียเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ใหม่และให้ครูกลุ่มนี้มีหนี้อยู่ที่เดียว โดยจะลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 5 ต่อปีจากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่สูงประมาณร้อยละ 7-8 ต่อปี

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า แนวทางดังกล่าวนี้จะให้เฉพาะกลุ่มครูที่มีหนี้เสียจริงๆ คือเป็นครูที่มีหนี้วิกฤตขั้นรุนแรง เช่น โดนฟ้องเรื่องบัตรเครดิต ถูกอายัดทรัพย์ หรือผ่อนหนี้ต่องวดแล้วไม่เหลือเงินใช้จ่ายดำรงชีวิตเลย เป็นต้น ทั้งนี้สำหรับวิธีการที่คิดไว้ คือจะกู้เงินในนาม สกสค. และปล่อยให้ครูกลุ่มนี้กู้ในอัตราที่เป็นดอกเบี้ยถูกเพื่อผ่อนปรนภาระที่แบกอยู่ ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครูในระยะยาวนั้น ถึงจะพูดและทำกันมานาน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นวิธีการที่ยั่งยืนควรจะส่งเสริมให้ครูที่เป็นหนี้ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า

“การแก้ปัญหาโดยส่งเสริมให้ครูมีรายได้เพิ่มนั้น มีอยู่หลากหลายวิธี เช่น อาจประสานสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งครูหรือนักเรียน นักศึกษา มาให้ความรู้กับครูกลุ่มนี้ ทั้งเรื่องการผลิตสินค้าเพื่อนำไปขาย หรือการนำสินค้าโอท็อปไปปรับปรุงต่อยอด หรือในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ซึ่งกำกับดูแล สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ที่ส่งเสริมสนับสนุนการสร้างอาชีพอยู่แล้ว ก็จะสั่งการให้เข้ามาช่วยฝึกอาชีพสร้างรายได้ให้กับครูอีกทางหนึ่งด้วย เพราะการจะช่วยให้ครูใช้จ่ายอย่างประหยัดคงเป็นเรื่องยากกว่าการส่งเสริมให้ครูมีรายได้เพิ่มขึ้น” ปลัด ศธ.กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32680&Key=hotnews

ปลัดศธ.ดันสกสค.กู้ซอฟต์โลนช่วยครูหนี้วิกฤต-ลดดอกเบี้ย 5 % Read More »

ครูเฮ! ก.ค.ศ.ปรับเงินเดือนปี’ 56 – 57 สูงสุด ป.ตรี – โท 1.7 – 1.8 หมื่นบาท เร่งตั้งงบชง’ครม.’จ่ายย้อนหลัง

14 พฤษภาคม 2556

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ. วันที่ 17 พฤษภาคมนี้ จะเสนอร่างบัญชีอัตรา เงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรองเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษากับอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) รับรอง เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ รวมทั้งบัญชีเปรียบเทียบอัตราเงินเดือนและจำนวนเงินที่ได้ปรับตามคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรองกับอัตราเงินเดือน และจำนวนเงินที่ได้ปรับตามคุณวุฒิที่ ก.พ.รับรอง ใช้บังคับใน วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปตามนโยบายการปรับเงินเดือน 15,000 บาทของรัฐบาล โดยในปี 2555 ได้มีการปรับเงินเดือนตามคุณวุฒิไปแล้วตามมติ คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ยังไม่ถึง 15,000 บาท และได้กำหนดให้มีการปรับให้ครบในปี 2556 และปี 2557 โดยในร่างบัญชีอัตราเงินเดือนที่จะนำเสนอที่ประชุม ก.ค.ศ.เห็นชอบได้กำหนดอัตราเงินเดือนบรรจุใหม่ในอันดับครูผู้ช่วยที่จะใช้บังคับ ดังนี้ ปี 2556 ได้แก่ ปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 13,470 บาท ปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปี 14,300 บาท ประกาศนียบัตรบัณฑิตที่มีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี 14,300 บาท ปริญญาตรี หลักสูตร 6 ปี 16,570 บาท ปริญญาโททั่วไป 16,570 บาท ปริญญาโทที่มีหลักสูตร กำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 2 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรีที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี 17,690 บาท และปริญญาเอก 20,320 บาท

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อว่า สำหรับอัตราเงินเดือนที่จะบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2557 ได้แก่ ปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี 15,050 บาท ปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปี 15,800 บาท ประกาศนียบัตรบัณฑิตที่มีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี 15,800 บาท ปริญญาตรี หลักสูตร 6 ปี 17,690 บาท ปริญญาโททั่วไป 17,690 บาท ปริญญาโทที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 2 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรีที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี 18,690 บาทและปริญญาเอก 21,150 บาท ทั้งนี้ในการปรับเงินเดือนดังกล่าวจะมีการปรับให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเงินเดือน 15,000 บาทด้วย โดยได้มีการจัดทำรายละเอียดไว้ในบัญชีเปรียบเทียบอัตราเงินเดือน ที่จะนำเสนอไปพร้อมกัน เช่น ผู้ที่มีคุณวุฒิปริญญาโทที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกวา 2 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรีที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษา ไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีเงินเดือนอยู่ในอันดับ คศ.4 มีอัตราเงินเดือนก่อนปรับวันที่ 1 มกราคม 2556 จำนวน 24,400 บาท จะได้รับการปรับเงินเดือนในวันที่ 1 มกราคม 2556 เป็น 27,090 บาท เป็นต้น ทั้งนี้เมื่อที่ประชุม ก.ค.ศ.เห็นชอบในเรื่องนี้แล้ว จะต้องเสนอที่ประชุม ครม.อนุมัติและจะต้องตั้งงบประมาณที่จะนำมาปรับเงินเดือนให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเหล่านี้

“เรื่องนี้เป็นการดำเนินการเช่นเดียวกันการปรับเงินเดือน 15,000 บาท ในปี 2555 ซึ่งตอนนั้นมีการปรับเงินเดือนให้ไม่ถึง 15,000 บาท แต่จะมีเงินค่าครองชีพส่วนอื่นสมทบให้จนมีรายได้ครบ 15,000 บาท โดยในปี 2556 และปี 2557 ก็ต้องตั้งงบประมาณมารองรับเช่นเดียวกัน โดยขณะนี้ ก.ค.ศ.กำลังทำรายละเอียดจำนวนข้าราชการครูทั้งหมดที่จะได้รับการปรับและงบประมาณที่จะต้องใช้” นางรัตนากล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32679&Key=hotnews

ครูเฮ! ก.ค.ศ.ปรับเงินเดือนปี’ 56 – 57 สูงสุด ป.ตรี – โท 1.7 – 1.8 หมื่นบาท เร่งตั้งงบชง’ครม.’จ่ายย้อนหลัง Read More »

ป.1 ปีนี้ได้ใช้แท็บเล็ตแน่ ศธ.แจงช้าแต่ดีกว่าเดิม

14 พฤษภาคม 2556

โพสต์ทูเดย์ สพฐ.ลุยแจกแท็บเล็ต 1.6 ล้านเครื่องให้เด็ก ป.1 และ ม.1 แต่ได้ใช้เทอมสอง ยันเนื้อหาหลากหลายกว่าเดิม

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต)ต่อ 1 นักเรียน มีมติอนุมัติทีโออาร์สำหรับการประกวดราคาจัดซื้อเครื่องแท็บเล็ตเรียบร้อยแล้ว โดยในปีการศึกษา 2556 นี้ รัฐบาลจะจัดซื้อเครื่องแท็บเล็ตแจกนักเรียน ป.1 และ ม.1 รวมประมาณ 1.6 ล้านเครื่อง

ทั้งนี้ หลังจากทีโออาร์ได้ข้อยุติแล้วสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะนำขึ้นประชาพิจารณ์ในเว็บไซต์ของ สพฐ.เพื่อเตรียมขายซองประกวดราคา หากไม่มีปัญหาใดๆ จะประกวดราคาได้ในช่วงกลางเดือน มิ.ย.
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า แม้จะมีความล่าช้าจากแผนเดิมที่วางไว้บ้าง แต่ก็เพื่อความรอบคอบจึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ซึ่งเด็กทุกคนจะมีแท็บเล็ตใช้ในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2556 แน่นอน ส่วนเรื่องเนื้อหาที่จะนำมาบรรจุในเครื่องแท็บเล็ตนั้นปีนี้จะมีเนื้อหาสำหรับบรรจุมากขึ้นจากปีที่แล้วทั้งระดับป.1 ป.2 ม.1 และ ม.2 เฉพาะ Learning Object ก็มีเป็นร้อยเครื่องและ สพฐ.จะมีแอพพลิเคชั่นเพิ่มขึ้นจากการประกวดสร้างสื่อการเรียนการสอนในแท็บเล็ตของครูและคนทั่วไป ซึ่งปีนี้น่าใช้กว่าปีที่แล้วด้วย โดยเป็นสื่อที่พัฒนาขึ้นใช้กับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์โดยเฉพาะ

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32678&Key=hotnews

ป.1 ปีนี้ได้ใช้แท็บเล็ตแน่ ศธ.แจงช้าแต่ดีกว่าเดิม Read More »

จี้สพฐ.บรรจุผอ.ลงร.ร.ต่ำกว่า 60 คน ห่วง 300 รายชื่อ ขึ้นบัญชีผู้อำนวยการแห้ว

คุณครูโรงเรียน
คุณครูโรงเรียน

17 มกราคม 2556 นายวุฒิชัย ชินรัตน์ ผู้แทนผู้ผ่านการสรรหาขึ้นบัญชีรวมผู้อำนวยการสถานศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตน และคณะได้ยื่นหนังสือถึงนาย พงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ (ศธ.) นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัด ศธ.และนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เพื่อคัดค้านกรณีที่ สพฐ.ไม่บรรจุผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน ว่า ตามที่ สพฐ.ได้ดำเนินการสรรหาเพื่อบรรจุแต่งตั้ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาในปีงบประมาณ 2555 ซึ่งมีบัญชีของกลุ่มประสบการณ์ และบัญชีกลุ่มทั่วไป แต่ขณะนี้ ศธ.และ สพฐ.มี นโยบายที่จะไม่บรรจุแต่งตั้งผู้อำนวยการสถานศึกษาในโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) หลายเขต รับย้ายเพิ่มเติมหลายรอบ ทำให้มีโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน เพิ่มจำนวนมาก ซึ่ง สพป.ส่วนมากยังไม่รายงานตำแหน่งว่างให้ สพฐ.ทราบ ทำให้มีผลกระทบกับผู้ที่ผ่านการสรรหา และขึ้นบัญชีไว้ทั้ง 2 กลุ่ม หรืออาจจะไม่ได้บรรจุแต่งตั้งในตำแหน่งดังกล่าวตามจำนวนที่ขึ้นบัญชีไว้ โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านการสรรหา และขึ้นบัญชีไว้ทั้ง 2 กลุ่ม ที่ผ่านการอบรม และพัฒนาแล้ว จะทำให้สูญเสียงบประมาณแผ่นดินที่ใช้อบรมโดยสูญเปล่า ดังนั้น จึงขอให้บรรจุแต่งตั้งผู้อำนวยการสถานศึกษาในโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน และให้ สพฐ.เร่งรัดการส่งตำแหน่งว่างใน สพป.ให้ชัดเจน และรวดเร็ว

การสอบขึ้นบัญชีผู้อำนวยการสถานศึกษา สอบตั้งแต่ปีที่ผ่านมา น่าจะเหลือผู้ที่ขึ้นบัญชีในกลุ่มประสบการณ์ และกลุ่มทั่วไปกว่า 300 คน ที่ยังรอการบรรจุแต่งตั้ง หากไม่บรรจุในโรงเรียนที่ต่ำกว่า 60 คน เกรงว่าจะทำให้ผู้ที่สอบขึ้นบัญชีไว้ไม่ถูกเรียกบรรจุภายใน 2 ปี และบัญชีต้องถูกยกเลิกจนเสียสิทธิ เพราะขณะนี้การขึ้นบัญชีครบ 1 ปีแล้ว เหลือเวลาอีก 1 ปีเศษเท่านั้น นอกจากนี้ การไม่บรรจุ ผู้อำนวยการสถานศึกษาดังกล่าว ยังกระทบ กับการเรียนการสอนที่จะไม่มีคุณภาพเต็มที่ ครูขาดขวัญกำลังใจ และยังทำให้การบริหารงานโรงเรียนไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ โรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน ไม่ได้เป็นโรงเรียนที่ควบรวมกับโรงเรียนขนาดเล็กอื่นๆ ยังเป็นโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนอยู่ แต่ไม่มี ผู้อำนวยการโรงเรียนเท่านั้นนายวุฒิชัยกล่าว

นายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า กรณีที่ สพฐ.ไม่บรรจุแต่งตั้ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คนนั้น เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่จะให้โรงเรียนขนาดเล็กมีความร่วมมือในการบริหารจัดการร่วมกัน สพฐ.จึงให้นโยบายกับเขตพื้นที่การศึกษาไปดำเนินการ ทั้งนี้ ผู้ที่สอบขึ้นบัญชีได้ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง เพราะตำแหน่งที่เปิดสอบบรรจุในครั้งที่ผ่านมา มีตำแหน่งว่างมากกว่าผู้ที่สอบขึ้นบัญชี ฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวล เพราะจะทยอยบรรจุตามบัญชีที่สอบไว้ อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้บริหารสถานศึกษานั้น จะต้องไม่เลือกสนามรบ พร้อมจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เหมือนกับผู้บริหารสถานศึกษาในอดีต ที่ไม่เคยได้ไปบรรจุในจังหวัด หรือบ้านเกิดของตนเองเลย

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31282&Key=hotnews

เรื่อง “การสอนของคุณครู”
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=lungboon&date=24-11-2010&group=5&gblog=63

จี้สพฐ.บรรจุผอ.ลงร.ร.ต่ำกว่า 60 คน ห่วง 300 รายชื่อ ขึ้นบัญชีผู้อำนวยการแห้ว Read More »

ครูภาคเหนือชี้ยุบโรงเรียนเด็กเล็กมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

10 พฤษภาคม 2556

ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ -ผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาภาคเหนือ ชี้ยุบโรงเรียนเด็กเล็กมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยผู้บริหารโรงเรียนในอ.ฝาง มองว่า การยุบโรงเรียนต้องคำนึงให้รอบด้าน เพื่อไม่ให้กระทบต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ครูในอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอย ไม่เห็นด้วยยุบโรงเรียนในท้องถิ่นธุรกิจกันดาร เพราะเด็กอาจต้องเดินทางไกล และทำให้การขยายโอกาสทางการศึกษาลดลง

ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า นโยบายยุบรวมโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการนั้นมาจากการที่โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งมีคุณภาพการศึกษาต่ำ โดยผลการประเมินของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. พบว่าโรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่จะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน เนื่องจากมีจำนวนครูไม่เพียงพอและไม่ครบถ้วนในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่กระทรวงกำหนดไว้ เมื่อประกอบกับการจัดสรรงบประมาณที่ต้องใช้ในโรงเรียนต่างๆ เหล่านี้ซึ่งรัฐอาจจะมองว่าไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทำให้ภาครัฐเห็นว่าควรมีการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเข้าด้วยกันเพื่อให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้หากมองในแง่เศรษฐศาสตร์ การยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเข้าด้วยกันจะทำให้รัฐไม่ต้องกระจายงบประมาณออกไปในหลายๆ จุด และทำให้แต่ละโรงเรียนได้งบประมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถนำไปจัดสรรให้เกิดประโยชน์กับการเรียนการสอนได้มากกว่าและคุ้มค่ากว่า

ขณะเดียวภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐในส่วนของบุคลากรระดับสูงก็จะลดลงด้วย กล่าวคือหากเป็นไปตามลักษณะเดิมรัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อย งบประมาณที่โรงเรียนได้รับในส่วนของเงินอุดหนุนรายหัวนั้นก็จะมีจำนวนไม่มากและไม่เพียงพอในการใช้งาน การใช้วัสดุอุปกรณ์ก็อาจจะไม่คุ้มค่า และยังมีภาระค่าใช้จ่ายในส่วนของบุคลากรระดับสูงอย่างผู้บริหาร แต่เมื่อยุบรวมโรงเรียนแล้ว งบประมาณที่ได้รับก็จะสูงขึ้นซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่า เช่นเดียวกับการใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนที่จะคุ้มค่ากว่า รวมไปถึงยังลดค่าใช้จ่ายในส่วนของเงินเดือนผู้บริหารไปได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของสังคมแล้ว การยกเลิกหรือยุบรวมโรงเรียนอาจสร้างความไม่สบายใจและความไม่พอใจให้กับสังคมในพื้นที่ เนื่องจากประชาชนจะวิตกว่าการจัดการศึกษาในพื้นที่จะหายไป หรือนักเรียนจะประสบปัญหาในการเดินทางไปศึกษายังสถานศึกษาแห่งใหม่ อย่างไรก็ตาม จากแนวคิดของกระทรวงได้ชี้แจงแล้วว่าอาจจะมีการจัดหารถตู้หรือรถรับส่งเพื่อช่วยบรรเทาปัญหา ซึ่งหากสามารถจัดการในส่วนนี้ให้เกิดขึ้นได้จริงและมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าประชาชนสามารถยอมรับได้
ผู้บริหารคนดังกล่าวระบุว่า สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรจะพิจารณาควบคู่ไปกับการกำหนดนโยบายยุบรวมโรงเรียน ได้แก่ การให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการด้านการศึกษาด้วย เนื่องจากจะเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งจะเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของพื้นที่ ซึ่งจะดีกว่าการรวมการบริหารและตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลางที่ทำให้ยากต่อการตัดสินใจ ดังจะเห็นได้จากกรณีการยุบรวมโรงเรียนซึ่งเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาภาครัฐไม่ได้ลงมือดำเนินการอย่างจริงจัง เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับชุมชนและมีผลต่อฐานคะแนนเสียง รวมทั้งมีการต่อต้านจากบุคลากรระดับสูงที่เห็นว่าการยุบรวมโรงเรียนจะส่งผลให้การก้าวสู่ตำแหน่งในระดับบริหารเป็นไปได้ยากขึ้น

ผู้บริหารคนดังกล่าวแสดงความคิดเห็นว่า หากภาครัฐตัดสินใจที่จะเดินหน้าแนวทางการยุบรวมโรงเรียนจริง ควรจะดำเนินการใน 2 รูปแบบ กล่าวคือ หากพิจารณาแล้วเห็นว่า โรงเรียนมีปัญหาด้านคุณภาพการศึกษา ในพื้นที่ใกล้เคียงมีโรงเรียนที่สามารถรองรับนักเรียนได้โดยไม่ลำบากในแง่การเดินทางมากจนเกินไป และทั้งบุคลากรทางการศึกษาและประชาชนในพื้นที่ยอมรับ ก็สามารถดำเนินการยุบรวมได้เลย แต่หากมีข้อจำกัดในแง่ของโรงเรียนใกล้เคียงที่จะรองรับ หรือประชาชนยังต้องการที่จะมีสถานศึกษาในพื้นที่ของตนอยู่ ก็ควรดึงเอาประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการด้วย เพื่อร่วมกันหาข้อสรุปว่าควรจะดำเนินการอย่างไร โดยภาครัฐต้องให้การสนับสนุนหากจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม และในขณะเดียวกันบุคลาการทางการศึกษาก็ต้องปรับตัวเพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย
ด้านครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดเรื่องการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเฉพาะการยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทั้งนี้ ยกตัวอย่างในพื้นที่ที่สอนอยู่ปัจจุบัน นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กสัญชาติไทย เชื้อสายกะเหรี่ยง ทั้งตำบลมีโรงเรียนอยู่ 3 แห่ง แต่ว่าการเดินทางระหว่างโรงเรียนแต่ละโรงเรียน และจากบ้านของนักเรียนไปโรงเรียนมีความยากลำบากทุรกันดารมาก เพราะสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา การคมนาคมไม่สะดวก นักเรียนบางคนต้องใช้เวลาถึง 1 วัน 1 คืนในการเดินทางจากบ้านมาเรียนที่โรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านและทำให้จำเป็นต้องพักนอนที่โรงเรียน

ทั้งนี้แม้ว่าแต่ละโรงเรียนจะมีจำนวนนักเรียนไม่มาก แต่เห็นว่าการที่มีโรงเรียนกระจายกันตั้งอยู่ใกล้บ้านของนักเรียนมากที่สุด น่าจะจูงใจให้ผู้ปกครองสนับสนุนการเรียนของบุตรหลานมากกว่า และเป็นการขยายการศึกษาให้เข้าถึงเด็กมากที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่สูงที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทภูเขาเช่นที่อำเภอแม่สะเรียงนี้ ซึ่งหากมีการยุบรวมโรงเรียนยอมรับว่า มีความเป็นห่วงว่าผู้ปกครองและนักเรียนในพื้นที่บางส่วนอาจจะเลือกที่จะทำงานเลี้ยงชีพมากกว่าเรียนหนังสือ

ส่วนที่มีการระบุว่าหากมีการยุบโรงเรียน แล้วจะมีการจัดรถรับส่งนักเรียนให้เดินทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนได้อย่างสะดวกนั้น ครูคนเดียวกันนี้ แสดงความเห็นว่า หากเป็นพื้นที่ในเขตตัวเมืองที่ถนนหนทางสะดวกการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีดังกล่าวน่าจะสามารถทำได้ แต่ในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียงที่ตนเองปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถทำเช่นนั้นได้แน่ เพราะสภาพพื้นที่ยังทุรกันดารมาก
ทั้งนี้ มองว่าแทนที่จะนำเงินในการจัดหารถไปใช้รับส่งนักเรียนในกรณีที่จะยุบโรงเรียน น่าจะนำเงินส่วนนั้นไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นที่ฐานและสิ่งจำเป็นต่างๆ ในกับโรงเรียนที่อยู่ในชนบทและพื้นที่ห่างไกลมากกว่า เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลเหล่านั้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องยุบโรงเรียน

“ในฐานะที่เป็นครูผู้สอนและปฏิบัติหน้าที่อยู่จริงในพื้นที่ มองว่าสำหรับในพื้นที่ห่างไกลแล้ว การยุบโรงเรียน ที่แม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีเด็กนักเรียนไม่กี่คน ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับจะยิ่งกลายเป็นการปิดกั้นโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กมากกว่า ทั้งนี้มองว่าการยกระดับ และพัฒนาพัฒนาการศึกษาสามารถทำได้ด้วยการสนับสนุนสิ่งจำเป็นที่โรงเรียนขาดแคลนมากกว่าการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก โดยอ้างว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอเท่านั้น” ครูคนเดียวกันนี้ กล่าว
ขณะที่นักวิชาการการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ แสดงความเห็นว่า แนวคิดเกี่ยวกับการยุบโรงเรียนขนาดเล็กนั้น น่าจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะสำหรับตัวเด็กนักเรียน เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาการจัดการศึกษาไม่ทั่วถึงได้ เนื่องจากเมื่อพิจารณาแล้วโรงเรียนส่วนใหญ่ที่จะเข้าข่ายถูกยุบส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลทั้งสิ้น ซึ่งนอกจากปัญหาในเรื่องการศึกษาแล้ว ยังจะก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสวัสดิภาพของนักเรียนด้วย จากการที่ต้องเดินทางไกลขึ้น ซึ่งเห็นว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องน่าจะต้องมีการทบทวนและพิจารณาแนวความคิดนี้อย่างรอบคอบและรอบด้าน

–ASTVผู้จัดการออนไลน์–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32669&Key=hotnews

ครูภาคเหนือชี้ยุบโรงเรียนเด็กเล็กมีทั้งข้อดีและข้อเสีย Read More »

ชี้ยุบโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มภาระให้เด็กผู้ปกครอง-ทำลายชุมชน

10 พฤษภาคม 2556

ศูนย์ข่าวขอนแก่น-บุคคลากรทางการศึกษาในภาคอีสาน ไม่เห็นด้วยยุบโรงเรียนเด็กเล็ก คาดกระทบพ่อแม่ ผู้ปกครองและเด็กแน่ เพราะต้องไปเรียนไกลขึ้น มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ตลอดจนทำลายวิถีชุมชน ชี้นโยบายนี้เป็นเรื่องทางการเมือง เชื่อการศึกษาจะมีคุณภาพหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ขนาดหรือจำนวนนักเรียน แต่อยู่ที่ผู้บริหาร และผู้คุมนโยบาย

small classroom
small classroom

http://www.psychtronics.com/2012/08/smaller-school-classes-increases.html

นายปัญญา แพงเหล่า ผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 29 จ.อุบลราชธานี แสดงความไม่เห็นด้วยกับการยุบโรงเรียนขนาดเล็กเข้าด้วยกัน เพราะทำให้เสียเสาหลักของบ้านเมืองคือ บ.ว.ร. (บ้าน วัด โรงเรียน) ที่สืบทอดกันมานานเป็นร้อยปี และเป็นการทำร้ายจิตใจผู้ปกครองของนักเรียนอย่างรุนแรง เพราะโรงเรียนตามหมู่บ้าน ถือเป็นที่เชิดหน้าชูตาของชุมชนนั้น การไม่มีโรงเรียนเหลืออยู่ในหมู่บ้าน จึงเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองรับไม่ได้แน่นอน

การยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ยังสร้างผลกระทบในการเดินทางไปเรียนของนักเรียนที่เป็นเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กตามชนบทที่การคมนาคมยังเป็นถนนฝุ่น ถนนลูกรังเป็นส่วนมาก ฤดูฝนทำให้การเดินทางไปโรงเรียนลำบาก และยังเป็นการเพิ่มภาระและค่าใช้จ่ายให้ผู้ปกครองที่ต้องส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนที่ห่างไกลจากหมู่บ้าน

นายปัญญา ยังตอบคำถามกรณีครูผู้สอนอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่อย่างไรก็ยังมีโรงเรียนให้สอนอยู่ดี แต่ผลกระทบตกอยู่กับเด็กนักเรียนและชาวบ้าน หากคิดว่าการยุบโรงเรียนขนาดเล็กมารวมกันเป็นเรื่องดี ทำให้คุณภาพการสอนดีขึ้น อยากให้ทดลองทำจังหวัดละ 1 โรงเรียน เป็นเวลาหนึ่งปีการศึกษา แล้วให้วัดผลก็จะรู้ว่าการยุบรวมกันไม่ได้ทำให้เรียนการสอนดีขึ้นแต่อย่างใด

สำหรับจุดประสงค์ที่ต้องการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก นายปัญญามองว่า เป็นเรื่องของนักการเมืองที่มองมุมเดียว ต้องการให้มีแต่โรงเรียนขนาดใหญ่ เพื่อบริหารจัดการเงินงบประมาณได้ง่าย ทั้งที่ความจริงโรงเรียนขนาดเล็กชุมชนเป็นผู้ดูแลเรื่องค่าน้ำค่าไฟมานานแล้ว ไม่ต้องใช้จ่ายงบประมาณที่รัฐจัดให้ด้วยซ้ำไป
ดังนั้น การอ้างค่ารายหัวของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่รัฐจัดให้ จึงไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นเกมของนักการเมือง เหมือนการยุบเขตการศึกษาทั่วประเทศมารวมกันกว่า2 ปี แต่คุณภาพการศึกษาไม่ได้ดีขึ้นเหมือนที่พูดไว้ ตรงข้ามกลับแย่ลงเรื่อยๆ นักการศึกษารายนี้ให้ความเห็นไว้

สำหรับจังหวัดอุบลราชธานี มีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 100 คน และอยู่ในข่ายที่ต้องถูกยุบประมาณ 150 แห่ง จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมดกว่า 1,300 แห่ง

ดร.อุทัย ปลีกล่ำ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเลยตาดโนนพัฒนา อ.ภูหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลยเขต 2 จ.เลย กล่าวว่า โรงเรียนนั้นอยู่ร่วมกับชุมชนมานาน มีการช่วยเหลือ ดูแลและมีการประสานงานในด้านต่างๆ ด้วยกัน เดิมนั้นเรามี บ้าน วัด โรงเรียน ที่อยู่ด้วยกันมาตลอด โรงเรียนนั้นเป็นศูนย์รวมการประสานความร่วมมือและการพัฒนาชองหมู่บ้าน ในหมู่บ้านซึ่งจะขาดไม่ได้ตรงนี้ ไปก็คงลำบาก

ส่วนข้อดี หากมีการยุบโรงเรียนขนาดเล็กจริง ๆ นั้น โรงเรียนไหนที่มีครูน้อย การจัดการไม่ครอบคลุม การเรียนการสอนก็อาจจะไม่คุ้มค่า หากจะมีการยุบโรงเรียนก็น่าจะมาบอกกันล่วงหน้าหลายๆ ปี ไม่เร่งรีบจนเกินไป หากจะยุบโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน ก็จะต้อง ศึกษาดีๆ หากจะยุบก็ให้ยุบโรงเรียนที่มีน้อยไปมาก ไม่ควรตั้งมาจาก 60 คน หากจะยุบจริงก็ให้ยุบโรงเรียนที่มีครู แค่ 1 หรือ 2 คน และให้เวลาโรงเรียนหรือชุมชนเหล่านั้นปรับตัว

ด้าน นายมงคล ชูทิพย์ ผู้อำนวยโรงเรียนมโนบุเรศรบำรุงการ เลขที่ 268 หมู่ที่ 1 ถนนเลย -ด่านซ้าย บ้านไร่ม่วง ต.น้ำหมาน อ.เมืองเลย จ.เลย สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลยเขต 1 กล่าวว่า โรงเรียนนั้นผูกพันกับชุมชนมาช้านาน ยิ่งโรงเรียนนี้แล้ว ชาวบ้านมีความภาคภูมิใจในชื่อโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนนี้ก็มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ชื่อพระราชทาน จากสมเด็จย่า ชาวบ้านหวงแหนและถือเป็นประวัติศาสตร์ของจังหวัดเลย มีความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้าน กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ชาวบ้านในหมู่บ้านสามารถร่วมแก้ปัญหาในชุมชนและโรงเรียนได้ เป็นจุดบริการชุมชนในด้านวิชาการต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โรงเรียนเป็นเหมือนสถาบันในหมู่บ้าน
ขณะที่แหล่งข่าวระดับรองผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่ง แถบชานเมืองขอนแก่น กล่าวถึงนโยบายดังกล่าวของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการว่า หากมองในประเด็นยุบแล้วนำเด็กนักเรียนและครูไปรวมกับโรงเรียนขนาดที่ใหญ่กว่าที่ตั้งอยู่ไม่ไกลชุมชนเดิมของเด็กมากนัก ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเด็กและผู้ปกครองมากนัก

แต่ทั้งนี้กระทรวงศึกษาฯ ต้องชัดเจนในแนวทางปฏิบัติว่า หลังยุบรวมโรงเรียนแล้วจะพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้ดีกว่าเดิมได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ยุบรวมกันแล้วการเรียนการสอนยังเหมือนเดิม งบพัฒนาครู งบจัดซื้ออุปกรณ์เสริมทักษะเด็กไม่ได้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ เพราะยิ่งโรงเรียนใดมีเด็กนักเรียนน้อยและมีครูผู้สอนในอัตราส่วนที่พอเหมาะกับจำนวนนักเรียน ครูที่มีอยู่สามารถที่จะทุ่มเทความรู้ความสามารถทุ่มเทเวลาสอนเด็กได้เต็มที่ เมื่อเด็กมีน้อยการดูแลการสอนก็ทำได้อย่างทั่วถึง ดีกว่าโรงเรียนชื่อดังในตัวเมืองเสียอีก เพราะโรงเรียนยิ่งดังเด็กนักเรียนยิ่งเยอะการเรียนการสอนทำได้ไม่เต็มที่เท่ากับโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดเล็กควรได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลเป็นพิเศษ
การจัดการบริหารการศึกษาจะมีคุณภาพหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ขนาดของโรงเรียนหรือจำนวนนักเรียนว่าจะมีน้อยหรือมาก อยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารมากกว่า ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีและผู้ใหญ่ในกระทรวงผู้กำหนดแนวนโยบายว่าใส่ใจจริงจังที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเยาวชนมากน้อยแค่ไหนมากกว่า

–ASTVผู้จัดการออนไลน์–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32668&Key=hotnews

ชี้ยุบโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มภาระให้เด็กผู้ปกครอง-ทำลายชุมชน Read More »

สภาการศึกษาทางเลือกเตรียมจัดหนัก “พงศ์เทพ” หากไม่เลิกยุบรวม ร.ร.ขนาดเล็ก

10 พฤษภาคม 2556

สภาการศึกษาทางเลือก จวก ศธ.ผุดนโยบายยุบควบรวม ร.ร.ขนาดเล็กแก้ปัญหาปลายเหตุ ทั้งที่ต้นเหตุมาจากการบริหารจัดการของ ศธ.ที่ไร้ประสิทธิภาพ ลั่นไม่ยกเลิกแนวทางดังกล่าว เตรียมประสานองค์กรศึกษาทั่วประเทศจัดหนัก “พงศ์เทพ”

นายสมบูรณ์ รินท้าว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ จ.น่าน ในฐานะประธานชมรมเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็ก กล่าวถึงกรณีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 60 คน จำนวน 14,186 แห่ง ว่า การยุบโรงเรียนขนาดเล็กโดยยกประเด็นเรื่องคุณภาพ ทั้งที่ผ่านมาไม่เคยสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษาและทางการบริหารให้เลย ทั้งครู อุปกรณ์สื่อการเรียนการสอน โดยเฉพาะการนำผลคะแนนทดสอบการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) มาเป็นตัวตัดสินยิ่งใช้ไม่ได้ในเวลานี้ เพราะหากติดตามผลการทำงานของโรงเรียนขนาดเล็กเป็นรายโรงไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ หรือตะวันออกเฉียงเหนือ จะพบว่าในปีการศึกษา 2555 นี้คะแนนโอเน็ตของเด็กป.6 ดีขึ้นติดอันดับต้น ๆ ของจังหวัดด้วยซ้ำ เฉพาะวิชาคณิตศาสตร์บางโรงเรียนทำได้สูงขึ้นถึง 40% และหลายวิชาก็ได้ค่าเฉลี่ยสูงกว่า 5% ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดด้วย หรือแม้การรับรองคุณภาพภายนอกจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) รอบที่ 3 ปัจจุบันก็มีโรงเรียนขนาดเล็กได้รับการรับรองด้วย นั้นเพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าแต่ขณะนี้โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งได้ทำให้เห็นแล้วว่าคุณภาพของเด็กดีขึ้น แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควรก็ตาม

“เมื่อยกเหตุผลเรื่องไร้คุณภาพเพื่อยุบโรงเรียนขนาดเล็ก และยังปัญหางบประมาณที่มีจำกัดอีก แต่เสนอการแก้ปัญหาด้วยการซื้อรถตู้เพื่อรับส่งนักเรียน ถามว่าการซื้อรถตู้กรณีนี้ปัญหาที่จะตามมา คือ ค่าน้ำมัน ค่าคนขับ ค่าซ่อมแซม ค่าเสื่อมราคา เหล่านี้ใครจะมาเป็นคนรับผิดชอบ แล้วจะช่วยลดงบประมาณได้จริงไหมก็ไม่จริง แล้วถามต่อว่าเงินค่าน้ำมันจะเอามาจากที่ไหน ถึงบอกว่าจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มาจ่าย แต่เอาเข้าจริงอปท.ก็ไม่ได้มีรายได้นอกเหนือจากงบประมาณอุดหนุนเพียงอย่างเดียว แล้วเขาจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายมาสนับสนุนค่าน้ำมันรถรับส่งนักเรียนได้ เพราะฉะนั้น เหตุผลและวิธีการแก้ไขปัญหาไม่ได้ช่วยให้โรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพดีขึ้น” นายสมบูรณ์ กล่าว

นายสมบูรณ์ กล่าวด้วยว่า ที่สำคัญการยุบโรงเรียนทิ้ง หรือการควบรวมยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่าส่วนกลางใช้ทรัพยากรบุคคลได้ไม่เต็มศักยภาพ เพราะหากยุบโรงเรียนแล้วกลุ่มผู้บริหารโรงเรียน ครูที่ไม่มีตำแหน่งที่ลงจะถูกนำไปกองรวมกันไว้ไม่มีที่ลง ทั้งที่ หากยังอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ยังสามารถทำประโยชน์และพัฒนาโรงเรียนได้เต็มศักยภาพมากกว่า

“ยกตัวอย่างง่ายๆ กลุ่มของพวกผมรวมตัวกันมาแต่ปี 2554 เคยยื่นเรื่องขอกับทางต้นสังกัด สพฐ.เพื่อบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก มีเป้าหมายจะพัฒนาให้เป็นโรงเรียนชุมชน เราเสนอของบประมาณ 200,000 บาทต่อปีนำมาบริหารจัดการทั้งจ้างครูให้เพียงพอต่อการสอนเด็กแต่ก็ไม่เคยได้รับอนุมัติ แต่การจะจ่ายเงินซื้อรถตู้คันเป็นล้านบาทกลับซื้อได้ โดยที่ผ่านมาผมเคยไปรอพบ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ไม่มีโอกาสได้พบ ล่าสุดเมื่อเกิดประเด็นนี้ขึ้นเช้าวันพฤหัสบดีที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมาได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังหน้าห้อง รมว.ศึกษาธิการ เพื่อขอได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะผมมีความเชื่อว่าถ้า นายพงศ์เทพ ได้ฟังข้อเท็จจริงจะเข้าใจปัญหาและไม่สั่งยุบโรงเรียนแต่ก็ไม่ได้พูดคุยแต่อย่างใด” นายสมบูรณ์ กล่าว

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เลขาธิการสภาการศึกษาทางเลือก กล่าวว่า การยุบโรงเรียนขนาดเล็กเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ทั้งที่ต้นเหตุของปัญหามาจากการที่ ศธ.บริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพ จัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้ไม่ทั่วถึงจากโรงเรียนในมือกว่า 3 หมื่นโรงทำไปมาจนกลายเป็นขนาดเล็กไปกว่า 1.7 หมื่นโรง เพราะให้ความสำคัญแต่การดูแลพัฒนาเด็กโรงเรียนในเมือง แต่หลงลืมโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ชายแดนต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นความไม่เป็นธรรมทางการศึกษาที่โรงเรียนขนาดเล็กต้องเผชิญอย่างชัดเจน ดูได้จากเงินอุดหนุนรายหัว จำนวนครูที่น้อยมีไม่ครบชั้นแต่ภาระงานการสอนกับต้องสอนเท่ากับโรงเรียนใหญ่ ๆ ที่มีพร้อม ทั้งยังถูกมองว่าไม่มีคุณภาพการศึกษาโดยไปยกตัวอย่างจากคะแนนโอเน็ต ซึ่งในความจริงภาพรวมคะแนนโอเน็ตของเด็กทั้งประเทศอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แต่ขณะที่ตนได้คุยกับผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งกลับพบว่า เด็กของโรงเรียนเหล่านี้ทำคะแนนโอเน็ตได้ดีกว่าเด็กโรงเรียนขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้น ปัญหาไม่ใช่ที่คุณภาพ แต่เป็นการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพจนทำให้โรงเรียนขนาดเล็กกลายเป็นแพะรับบาป
นายชัชวาลย์ กล่าวอีกว่า ศธ.ควรพิจารณาปัญหาและสาเหตุที่แท้จริง นั่นคือการบริหารงานของ ศธ.ที่กระจุกตัวส่วนกลางไม่กระจายอำนาจ กลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม สุดท้ายก็ดูแลไม่ได้ทั่วถึง ทั้งที่ในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หรือแม้แต่คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 ก็ระบุชัดเจนว่า ศธ.จะต้องกระจายอำนาจ และลดบทบาทของตัวเองจากผู้จัดการศึกษามาเป็นผู้สนับสนุนให้ท้องถิ่นมาร่วมจัดการศึกษา ไม่ใช่บริหารผิดแล้วก็มาจัดประชุมสั่งยุบโรงเรียนแบบนี้ คือ การทำงานแบบผิดทิศผิดทาง แล้วเดี๋ยวพอนานเข้ามีปัญหาก็สั่งยุบอีกเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

“ร.ร.ขนาดเล็กควรจะปรับพัฒนาให้เป็น ร.ร.ของชุมชน กระจายอำนาจออกไปให้ท้องถิ่นมาช่วยดูแลแบบนี้จึงจะเป็นการสร้างความเป็นธรรมทางการศึกษาให้แก่โรงเรียนขนาดเล็ก เพราะต้องไม่ลืมว่าโรงเรียนเหล่านี้เกิดจากชาวบ้านที่เขาร่วมระดมทุน ร่วมสร้างมีความผูกพัน พอเด็กเหลือน้อยก็แก้ปัญหายุบทิ้งย้ายไปเรียนรวมที่อื่นเช่นนี้ผมมองว่าเป็นการซ้ำเติมชาวบ้าน ต้องคิดถึงใจชาวบ้านด้วย ขณะที่ สพฐ.ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดแม้ที่ผ่านมาจะพูดมาหลายรอบว่าการยุบจะต้องสำรวจก่อน แต่ปัญหาคือพอฝ่ายการเมืองมีทิศทางว่าจะยุบ ข้าราชการก็ตอบสนองนักการเมือง ตั้งธงยุบเป็นหลักตามเพราะฉะนั้น การจะทำอะไรต้องคุยกับผู้รู้ คนในพื้นที่เพื่อจะได้แก้ปัญหาตรงจุด โดยทางกลุ่มไม่ได้นิ่งนอนใจมีการหารือเพื่อกำหนดท่าทีหาก ศธ.ไม่ยุติหรือทบทวนเรื่องนี้ใหม่ ก็จะมีการเคลื่อนไหวใหญ่แน่นอน” นายชัชวาลย์ กล่าว

นายชัชวาลย์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาทางสภาการศึกษาทางเลือก เคยพยายามติดต่อเพื่อขอเข้าพบ นายพงศ์เทพ แต่ก็ได้รับการเลื่อนนัดมา 2-3 ครั้งและเร็วนี้ ๆ จะพยายามประสานเพื่อขอพบและชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรงเรียนขนาดเล็กต่อไป

นายวิทยา พันธุ์เพ็ง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลโนนคูณ จ.ศรีสะเกษ รองประธานชมรมครูประชาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ข่าวเรื่องการยุบโรงเรียนขนาดเล็กได้สร้างความรู้สึกเจ็บปวดและหวั่นวิตกให้กับ ครู อาจารย์ ชาวบ้านทั่วประเทศ และจะให้เกิดผลกระทบอย่างมากมาย ที่สำคัญนโยบายปิดโรงเรียนขนาดเล็กเป็นการฉีกกฏหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพในการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศชาติ ซึ่งในมาตรา 49 กล่าวไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการได้รับการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้ทุพลภาพ หรือผู้ที่อยู่ในภาวะยากลำบากต้องใช้รับสิทธิตามวรรค 1และได้รับการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น ซึ่งตามกฎหมายมาตรานี้รัฐได้จัดให้โรงเรียนทั่วประเทศเพียงพอหรือยัง

“เมื่อ3 ปีที่ผ่านมานักเรียนจากจังหวัดหนองคายที่เข้ามาเรียนในโรงเรียนดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพ(มหิดลวิทยานุสรณ์) เกิดความเครียดจากการเรียน จุดไฟเผาห้องวิทยาศาสตร์มูลค่า130 ล้านบาท นี่คือโรงเรียนที่มีคุณภาพ แต่ถ้าไปเปรียบเทียบกับโรงเรียนบ้านโคกอีแล้งมีนักเรียน 20 คน ได้เงินรายหัวแค่เล็กน้อย ตรงนี้เป็นปัญหาเรื่องความเสมอภาค นี่คือการฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายพ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 มาตราที่ 4 ว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับด้วย”นายวิทยา กล่าว

นายวิทยา กล่าวต่อว่า ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้ประชากรได้เรียนอย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีปัญหาความเท่าเทียม เสมอภาคระหว่างโรงเรียนอยู่ แต่ ศธ.กลับมีนโยบายยุบโรงเรียน นโยบายนี้จะทำให้เกิดผลกระทบต่อนักเรียนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เมื่อถูกย้ายไปเรียนไกลบ้านเชื่อว่านักเรียนบางส่วนจะไม่ไปเรียน ดังนั้นเรื่องการยุบโรงเรียนขนาดเล็กต้องถามชุมชนด้วย อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวมีครูโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็น ไม่เห็นด้วยกับการยุบโรงเรียนถึงขนาดจะนำผู้ปกครอง และนักเรียนเดินทางมาที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อคัดค้านการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งประเด็นทั้งหมดนี้ทางส.ค.ท.จะรวบรวมนำเสนอนายกฯในคราวต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกและเครือข่ายโรงเรียนชุมชนได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กของภาครัฐ โดยระบุว่า การยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมและเหลื่อมล้ำ ดังนี้ 1.ความไม่เป็นธรรมในการแก้ปัญหาอันเกิดจากความล้มเหลวด้านหารบริหารจัดการศึกษาของ ศธ. 2.ความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานของประชาชน 3.ความไม่เป็นธรรมต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง 4.ความไม่เป็นธรรมต่อเด็กในการเรียนรู้ 5.ความไม่เป็นธรรมต่อชุมชน และ 6.ความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากการศึกษาแบบรวมศูนย์ของรัฐ ซึ่งท่าทีและแนวทางนี้เป็นการหักหาญและทำลายหัวใจพ่อแม่และชุมชน

สำหรับการบริการจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพ สภาการศึกษาทางเลือกและเครือข่ายโรงเรียนชุมชนเสนอดงันี้

1. ศธ.ต้องกระจายอำนาจการจัดการศึกษาแก่ท้องถิ่น และ

2. ขอคืนพื้นที่การศึกษาให้แก่ชุมชน ยกเลิกนโยบายยุบควบรวมดรงเรียนขนาดเล็ก หาก ศธ.ยังเดินหน้าเรื่องนี้ โดยไม่ฟังแนวทางจากภาคประชาชน สภาการศึกษาทางเลือกจะประสานองค์กรด้านการศึกษาทั่วประเทศจัดรณรงค์ครั้งใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการรวมศูนย์อำนาจการจัดการศึกษา ที่เป็นต้นตอของวิกฤตการศึกษาไทย

–ASTVผู้จัดการออนไลน์–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32667&Key=hotnews

 

สภาการศึกษาทางเลือกเตรียมจัดหนัก “พงศ์เทพ” หากไม่เลิกยุบรวม ร.ร.ขนาดเล็ก Read More »

หลากหลายทัศนะ การยุบรวมโรงเรียนคือการตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำ

10 พฤษภาคม 2556

ปราบ เลาหะโรจนพันธ์  หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊กของ “ปราบ เลาหะโรจนพันธ์” มติชนออนไลน์เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์มันเป็นเรื่องง่ายมากจะพูดว่าคำสั่งยุบโรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัดกว่า 6,000 แห่งเพื่อรวม 3-4 โรงเรียนเข้าด้วยกันนั้นนั้นทำลายคุณภาพการศึกษาแต่มันเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะอธิบายต่อไปว่าการมีอยู่ของโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษาในปัจจุบันอย่างไรเพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่โรงเรียนซึ่งมีนักเรียนไม่ถึง 50 คน จะมีห้องสมุด มีห้องคอมพิวเตอร์ มีสื่อการสอน และสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆที่ดีเทียบเท่าโรงเรียนขนาดกลาง-ใหญ่ ที่มีนักเรียนเป็นร้อยเป็นพันคนไม่ต้องพูดถึงปัญหาขาดแคลนครูอันเกิดจากโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากที่ต้องการครูที่ดูแลนักเรียนเพียงไม่กี่คนคน ไม่สามารถแยกชั้นปี หรือแยกความเชี่ยวชาญเฉพาะวิชาได้หรือหากไม่ใช่เพราะในปัจจุบัน คุณภาพของโรงเรียนขนาดเล็กนั้นน้อยจนมองไม่เห็นอนาคตว่าเด็กที่เรียนจะสามารถแข่งขันกับโรงเรียนอื่นๆได้นอกจากนี้ ความจำเป็นของโรงเรียนขนาดเล็กลดน้อยลงไปทุกทีเมื่อทุกวันนี้เรามีถนนที่ดีขึ้น มีขนส่งมวลชน (เช่นรถสองแถว) มีมอเตอร์ไซค์ และต่างๆอีกมายที่ส่งผลให้คนในชุมชนนิยมส่งลูกไปเรียนโรงเรียนใหญ่ๆจนโรงเรียนใกล้บ้านมีนักเรียนเหลืออยุ่น้อยนิดแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้อย่างไรก็ตามแม้ข้อโต้แย้งบางประการจะดูฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย อาทิการที่โจมตีว่ารัฐบาลไม่มีเงินอุดหนุนโรงเรียนแต่มีเงินแจก tablet (เราต้องการให้รัฐบาลเอาเงินไปละลายแม่น้ำกับโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีอนาคตและบั่นทอนโอกาสของเด็กๆด้วยความไร้คุณภาพของโรงเรียน หรือเราจะเอา tablet ที่เป็นอนาคตของการศึกษาเพราะโลกก็จะพัฒนาไปในทางนี้)แต่ข้อโต้แย้งในรายละเอียดบางประการก็น่ารับฟังอาทิ เราจะพัฒนาการขนส่งนักเรียนด้วยรถโรงเรียนอย่างไรเพื่อไม่ให้มีนักเรียนตกหล่นในบางพื้นที่ รถตู้ 1,000 คันจะเพียงพอหรือไม่และถึงที่สุดแล้วมีโรงเรียนไหนไม่ควรถูกยุบโดยส่วนผมมีโอกาสได้รู้จักโรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่งในป่าชายเลนที่หมู่บ้านขาหย่าง อ.ขลุง จ.จันทบุรี ที่มีนักเรียนเพียง 30 คน ทั้งหมดนี้เป็นนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนการเดินทางมหาศาลวันละหลายร้อยบาทเพื่อการส่งลูกเรียนบนฝั่ง ในกรณีนี้ถ้าหากโรงเรียนบ้านขาหย่างถูกยุบ ครอบครัวชาวประมงกว่า 30 ครอบครัวออกจากโอกาสในการศึกษาที่อาจต้องรออีกหลายปีหรือหลายเจเนเรชั่นของตระกูลถึงจะมีเงินเพียงพอที่จะส่งลูกเรียนบนฝั่งได้แต่ในภาพรวมทั้งหมด การยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเป็นสิ่งที่ต้องทำ มันเป็นหนทางหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาเพื่อยกคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นจริงๆแล้วนโยบายนี้มีการนำเสนอมาหลายยุคหลายสมัยครับแต่รัฐมนตรีบางท่านไม่กล้าตัดสินใจเพราะกังวลคะแนนนิยมทางการเมืองจะลดหายลงไป.. เพียงแต่รัฐมนตรีคนปัจจุบันนี้แค่ตัดสินใจทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้นเอง… ตั้งแต่เรื่อง “ยกเลิกทรงผมเกรียน” แล้วครับ

–มติชนออนไลน์–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32665&Key=hotnews

หลากหลายทัศนะ การยุบรวมโรงเรียนคือการตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำ Read More »

ศธ.เตรียมชงร่างกฎกระทรวงกำหนดทรงผมนักเรียน

10 พฤษภาคม 2556

ศธ.ชงร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบทรงผมนักเรียนให้ ครม.เห็นชอบ เด็กชายปล่อยยาวห้ามเกินตีนผม ส่วนเด็กหญิงต้องม้วนเก็บให้เรียบร้อย ห้ามซอย ห้ามย้อม พร้อมเริ่มใช้ภาคเรียนแรกปี 2556

วานนี้(9พ.ค.)นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้เสนอร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับความประพฤติ การแต่งกายและแบบทรงผมของนักเรียนและนักศึกษา ให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาเพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบก่อนประกาศใช้ ซึ่งเนื้อหาในร่างกฎกระทรวงได้แบ่งเป็น 3 หมวด ประกอบด้วย หมวด 1 ความประพฤติ กำหนดให้นักเรียนและนักศึกษาต้องประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยของโรงเรียน หรือสถานศึกษาที่สังกัดอยู่และต้องไม่พฤติตน ดังต่อไปนี้ หนีเรียนหรือออกนอกสถานศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงเวลาเรียน เล่นการพนัน จัดให้มีการเล่นการพนัน หรือมั่วสุมในวงการพนัน พกพาอาวุธ หรือวัตถุอันตราย แสดงพฤติกรรมทางชู้สาวซึ่งไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี ออกนอกสถานที่พักเวลากลางคืนเพื่อเที่ยวเตร่หรือรวมกลุ่ม อันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น และโรงเรียนหรือสถานศึกษาอาจกำหนดระเบียบว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและ นักศึกษาได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้

ปลัด ศธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับหมวด2 การแต่งกาย นักเรียนและนักศึกษาต้องแต่งกายให้เหมาะสมกับวัยและสภาพการเป็นนักเรียนและนักศึกษา นักเรียนต้องแต่งกายหรือแต่งเครื่องแบบนักเรียนตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องแบบ นักเรียน นักศึกษาต้องแต่งกายหรือแต่งเครื่องแบบนักศึกษาตามข้อบังคับหรือระเบียบของสถานศึกษา และนักเรียน นักศึกษาไม่ใช้เครื่องสำอางหรือสิ่งปลอมเพื่อเสริมสวย เว้นแต่กรณีมีความจำเป็น ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของโรงเรียนหรือสถานศึกษาพิจารณาเป็นกรณีไป และหมวด 3 แบบทรงผม กำหนดให้นักเรียนต้องไว้ทรงผมแบบสุภาพเรียบร้อยเหมาะสมกับกาละเทศะ ดังนี้ 1.นักเรียนชายให้ไว้ผมด้านข้างและด้านหลังยาวไม่เลยตีนผมหรือผมรองทรงก็ได้ 2.นักเรียนหญิงให้ไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ยาวก็ให้รวบให้เรียบร้อย ห้ามนักเรียน ดัดผม ซอยผม ทำสีผม ไว้หนวดเครา หรือทำการอื่นใดที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน โดยข้อกำหนดดังกล่าวนี้ไม่ใช้บังคับกับนักเรียนในสถานศึกษาที่จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยและนักศึกษา โดยให้ไว้ทรงผมแบบสุภาพเรียบร้อยเหมาะสมกับกาละเทศะตามข้อบังคับหรือระเบียบของสถานศึกษา

” ในหมวด 3 ยังระบุว่า หากนักเรียนมีความจำเป็นต้องไว้ทรงผมแตกต่างจากที่กำหนดไว้เนื่องจากมีความจำเป็นทางศาสนา ประเพณีหรือความจำเป็นอื่นใดก็ให้อยู่ในอำนาจของโรงเรียนเป็นผู้พิจารณา ทั้งนี้โรงเรียนอาจกำหนดแบบทรงผมของนักเรียนได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้ โดยให้รับฟังความคิดเห็นหรือทำประชาพิจารณ์จากนักเรียนและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา” นางพนิตา กล่าวและว่า ในส่วนของหมวด 1 เรื่องความประพฤตินั้นเป็นเรื่องเดิมที่กำหนดไว้อยู่แล้วไม่ได้กำหนดขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด เช่น การห้ามออกนอกสถานที่พักเวลากลางคืนเพื่อเที่ยวเตร่หรือรวมกลุ่ม เป็นต้น ทั้งนี้คาดว่าร่างกฎกระทรวงฉบับนี้จะประกาศใช้ได้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2556นี้

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32664&Key=hotnews

ศธ.เตรียมชงร่างกฎกระทรวงกำหนดทรงผมนักเรียน Read More »

เลขาธิการ กบข.คาดสมาชิกเดิมไม่ถึง 5% เลือกรับรับบำนาญสูตรเดิม

10 พฤษภาคม 2556

น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า จากการสำรวจเบื้องต้นคาดว่าข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จะออกจากระบบ กบข. ไม่ถึง 5% เพื่อไปรับบำนาญสูตรเดิม

“สัดส่วน 5% ถือว่าไม่มากนัก จากที่กรมบัญชีกลางคาดว่าจะมีสมาชิกออกจากระบบไม่เกิน 30% โดยสมาชิกที่จะออกจะเป็นพวกอายุราชการเหลือน้อย และข้าราชการที่ได้เบี้ยทวีคูณ เช่น ทหาร ตำรวจ ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ถิ่นทุรกันดาร หรือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับผลตอบแทนในระบบเดิมคุ้มกว่า” เลขาธิการ กบข.กล่าว

ทั้งนี้ กบข.จะนำเสนอเรื่องนี้เข้าที่ประชุมใหญ่ผู้แทนสมาชิกประจำปี 56 ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ เพื่อให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 23 เม.ย.56 ที่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)โดยให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิกเลือกกลับไปใช้สิทธิ รับบำเหน็จบำนาญแบบเดิม (พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494) ได้

น.ส.โสภาวดี กล่าวว่า ขณะนี้ กบข.อยู่ระหว่างเดินสายสัญจรให้ข้อมูลกับข้าราชการเกี่ยวกับการเสนอแผนการลงทุนระยะยาวของกบข.โดยจะเสนอให้นักลงทุนลงทุนแบบใหม่“แผนสมดุลตามอายุ” ตามความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนปัจจุบัน จากแผนการลงทุนเดิมที่ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงน้อย เช่น ตราสารหนี้ในสัดส่วนไม่เกิน 60% และตราสารทุนไม่เกิน 40% ซึ่งต้องสำรวจความสนใจของสมาชิกก่อนว่ามีคนสนใจมากน้อยเพียงใด จากนั้นค่อยกลับมาพิจารณาว่าจะปรับแผนการลงทุนของกบข.เป็นแผนสมดุลตามอายุ เนื่องจากตอนนี้ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นดี ซึ่งแผนสมดุลตามอายุจะเหมาะเพราะปรับลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นโดยอัตโนมัติ ตามช่วงอายุของสมาชิก

–อินโฟเควสท์ โดย จำเนียร พรทวีทรัพย์/เสาวลักษณ์/ศศิธร โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32663&Key=hotnews

เลขาธิการ กบข.คาดสมาชิกเดิมไม่ถึง 5% เลือกรับรับบำนาญสูตรเดิม Read More »