Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

สช.ตั้งเป้าเด็ก ป.4 สื่อสารอังกฤษคล่อง

เมษายน 2556

สช.เดินหน้ายกระดับคุณภาพ ร.ร.เอกชนทั้งใน-นอกระบบ ตั้งเป้าปี 56 เด็ก ป.3 ต้องอ่านเขียนคล่อง ป.4 พูดอังกฤษได้ ขณะที่ ร.ร.ที่อยู่นอกระบบไม่น้อยกว่า 1,500 โรงต้องผ่านประเมินคุณภาพภายใน

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการเพิ่มคุณภาพการศึกษาเอกชน โดยมีเป้าหมายให้โรงเรียนให้ความสำคัญกับการพัฒนานักเรียน ให้มีกระบวนการคิดอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์ โดยการนำนวัตกรรมการสอนที่เหมาะสมมาปรับใช้ รวมทั้งส่งเสริมให้มีทักษะการใช้ชีวิต เพื่อให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์เป็น มีลักษณะผู้เรียนที่ดี และพัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น กำหนดให้ปีนี้นักเรียนชั้นป.3 ต้องอ่านคล่อง เขียนคล่อง ป.4 ต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้ เป็นต้น โดยโรงเรียนต้องลดเวลาเรียนลงเพื่อให้เด็กทำกิจกรรมมากขึ้น ในส่วนของโรงเรียนนานาชาติ จะต้องผ่านรับการรับรองมาตรฐานสากล ขณะที่โรงเรียนนอกระบบ ก็จะต้องผ่านการประกันคุณภาพภายใน อย่างน้อย 1,500 โรง

ขณะนี้ สช.มีมาตรการส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้ผู้เรียน โดยรูปแบบหนึ่งที่นำมาใช้คือ การสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ ทั้งการแจกฮาร์ดดิสที่มีข้อมูลการเรียนรู้แบบอี-ลิร์นนิงทั้งหมด 5 วิชาหลัก ประกอบด้วย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคมศึกษา ระดับง ป.3-ป.6 และ ม.1-ม.3 ให้กับโรงเรียนสังกัดทุกโรง พร้อมกันนี้ยังแจกให้นักเรียนนำกลับไปฝึกทำเองที่บ้านด้วย ขณะเดียวกัน ยังมีสื่อสำหรับครูนำไปใช้ในการเรียนการสอนด้วย ทั้งนี้ เชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ปกครองเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชน และเชื่อมั่นว่าบุตรหลานจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพดี โดยนโยบายนี้จะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2556 นี้” เลขาธิการ สช.กล่าว

. –ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32447&Key=hotnews

สช.ตั้งเป้าเด็ก ป.4 สื่อสารอังกฤษคล่อง Read More »

องค์การค้ายันส่งหนังสือเรียนทันเวลา

18 เมษายน 2556

นายสมมาตร มีศิลป์ ผู้อำนวยการองค์การค้า(อค.) สำนักงานคณะกรรมการสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ อค.สกสค. ได้จัดพิมพ์หนังสือเรียน แบบเรียนของปีการศึกษา 2556 เสร็จเรียบร้อยทั้งหมดแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยปีนี้ อค.สกสค.มียอดพิมพ์ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ประมาณ 40 ล้านเล่ม แต่สำหรับปีนี้ อค. สกสค.ได้ปรับแผนการจัดส่งหนังสือใหม่ โดยเริ่มทะยอยจัดส่งหนังสือไปยังตัวแทนจำหน่ายของ อค.สกสค. และร้านศึกษาภัณฑ์พานิชย์ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เพราะฉะนั้น ยืนยันว่าปีนี้จะไม่เกิดปัญหาการจัดส่งหนังสือเรียนไม่ทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 อย่างแน่นอน

“ปีนี้ส่งหนังสือเรียนทันแน่นอน เนื่องจากยอดการพิมพ์ของเราเฉลี่ยอยู่ที่ 4 แสน เล่มต่อวัน จึงมั่นใจได้ และหากโรงเรียนต้องการสั่งหนังสือเพิ่ม ขอเพียงออเดอร์เข้ามา เราก็จะจัดพิมพ์และส่งให้ได้ทันที โดยที่จะไม่มีปัญหาให้กังวลว่าหนังสือเหลือค้างสต็อกแบบปีที่ผ่านๆ มา เช่นปีที่แล้วเรามีหนังสือเหลือค้างสต็อกถึง 12 ล้านเล่ม เป็นมูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่ง อค.สกสค.ได้กู้เงินเพื่อมาดำเนินการเมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถขายหนังสือได้ แต่เรายังมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายอีกก็เลยเกิดปัญหาเงินจมเป็นเหตุให้ขาดทุน แต่ปีนี้มั่นใจว่าจะขายหนังสือได้ไม่เหลือค้างสต็อก” นายสมมาตร กล่าว

ผอ.อค.สกสค. กล่าวต่อว่า เป้าหมายในปีนี้ อค.สกสค.จะต้องเพิ่มยอดจำหน่ายหนังสือทั้ง 8 กลุ่มสาระ ซึ่งเดิมนั้นเฉพาะ 3 สาระหลัก คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาไทย ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่อีก 5 กลุ่มสาระที่เหลือเราจะต้องกระตุ้นยอดจำหน่ายโดยมีส่วนลดให้โรงเรียนตามที่สั่งซื้อหนังสือตามที่ ศธ.อนุญาต 25% ด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้นมีการให้ส่วนลด 31% แต่นั่นส่งผลให้ อค.สกสค.ขาดทุน ต้องควักเนื้อตัวเอง ทั้งนี้ จากการดำเนินการทั้งหมดคาดว่า เมื่อสรุปยอดการจำหน่ายในปีนี้ประมาณการอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายอยู่ประมาณ 1,600 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ อค.สกสค.ได้เตรียมมาตรการป้องกันการปลอมแปลงหนังสือด้วย โดยจะออกใบรับรองการสั่งซื้อหนังสือให้แก่ร้านค้า และโรงเรียนไว้ใช้เป็นหลักฐาน ซึ่งในช่วงหลังหยุดยาวสงกรานต์ อค.สกสค.จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสุ่มตรวจสอบหากพบว่าไม่มีหนังสือรับรองก็จะดำเนินการในมาตรการต่อไป นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 7-14 พฤษภาคม 2556 อค.สกสค.จะจัดงานแบ็คทูสคูล (Back To School) ที่โรงพิมพ์องค์การค้า ลาดพร้าว จำหน่ายเสื้อผ้า อุปกรณ์การเรียน สื่อการเรียนการสอน และอื่นๆ ในราคาถูกให้กับ 00ผู้ปกครอง สถานศึกษาและประชาชนทั่วไปด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32446&Key=hotnews

องค์การค้ายันส่งหนังสือเรียนทันเวลา Read More »

ก.ค.ศ.เล็งออกร่างเงินวิทยพัฒน์ จ่าย 1 แสน – ครูปฏิบัติงานดีเด่น ปีละ 10 รางวัล -สร้างขวัญกำลังใจ

18 เมษายน 2556

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.กำลังดำเนินการจัดทำร่างระเบียบ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินวิทยพัฒน์ พ.ศ…. เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของผู้ที่มีผลงาน หรือผลการปฏิบัติงานดีเด่น หรือผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติสมควรได้รับเงินวิทยพัฒน์ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการในลักษณะของการประชาพิจารณ์ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับร่างระเบียบ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูฯแล้ว มีรายละเอียดที่สำคัญได้แก่ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับเงินวิทยพัฒน์จะได้รับเข็มเชิดชูเกียรติ โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินจำนวน 100,000 บาท จำนวน 10 รางวัล เพียงครั้งเดียว

โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาผลงานดีเด่น หรือผลการปฏิบัติงานดีเด่น หรือการยกย่องเชิดชูเกียรติ เพื่อให้ได้รับเงินวิทยพัฒน์ อาทิ 1.ผลงานดีเด่น จะต้องเป็นผลงานที่มีคุณประโยชน์ต่อการศึกษาเป็นที่ประจักษ์เป็นผลงานที่เกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่วงการวิชาชีพ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นผลงานที่แสดงออกทางความคิด มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย 2.ผลการปฏิบัติงานดีเด่น จะต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้ผลดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ ทุ่มเทและเสียสละ เป็นแบบอย่างที่ดี มีจิตวิญญาณของวิชาชีพ มีความเป็นเลิศพิเศษ เป็นต้น
เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อว่า ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะได้รับพิจารณาให้ได้เงินวิทยพัฒน์ นอกจากจะต้องมีผลงานดีเด่น หรือได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติแล้วยังต้องเป็นผู้ที่มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ และต้องไม่ถูกลงโทษทางวินัย หรืออยู่ระหว่างดำเนินการทางวินัย หรือไม่เคยถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษในคดีอาญา เว้นแต่เป็นความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ อย่างไรก็ตาม สำหรับการออกร่างระเบียบ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูฯ ได้รับเงินวิทยพัฒน์อาศัยอำนาจตามมาตรา 19(4) และมาตรา 75 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ทั้งนี้ตนจะขอดูร่างระเบียบดังกล่าวนี้ก่อน จากนั้นจะนำเสนอให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาวิสามัญเกี่ยวกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และจากนั้นนำเสนอที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาเห็นชอบต่อไปโดยอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้อีก

ด้านนางสุพร คมขำ ผู้อำนวยการภารกิจกองทุนและสวัสดิการทางการศึกษา สำนักงาน ก.ค.ศ. กล่าวว่า การผลักดันเรื่องนี้ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้วและมีความคาดหวังว่าภายในปีนี้น่าจะผลักดันร่างระเบียบ ก.ค.ศ.ฉบับดังกล่าวออกมาให้สำเร็จเพื่อจะได้เป็นขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งได้มีการสอบถามเรื่องนี้กันมาโดยตลอดว่าเมื่อไรจะดำเนินการเสร็จ

–มติชน ฉบับวันที่ 18 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32445&Key=hotnews

ก.ค.ศ.เล็งออกร่างเงินวิทยพัฒน์ จ่าย 1 แสน – ครูปฏิบัติงานดีเด่น ปีละ 10 รางวัล -สร้างขวัญกำลังใจ Read More »

สกอ.ขอคืนอำนาจคุมมหาวิทยาลัย หวังแก้สภาผูกขาดบริหารงาน

18 เมษายน 2556

นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เกิดปัญหาอำนาจการบริหารมหาวิทยาลัยผูกขาดอยู่ที่สภามหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น อาทิ ปัญหาการสรรหาอธิการบดี ที่มีกรณีการสลับกันดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะ มรภ.และยังมีปัญหาที่สภามหาวิทยาลัยไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ของมหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่สามารถเข้าไปกำกับดูแลได้ เพราะได้กระจายอำนาจไปให้มหาวิทยาลัยดูแลบริหารจัดการเอง โดยสาเหตุที่ต้องกระจายอำนาจ เพราะต้องการให้มหาวิทยาลัยมีอิสระในการบริหารจัดการ และให้คนดีเข้ามากำกับดูแล แต่ลืมนึกไปว่ากรณีที่มีคนไม่ดีเข้ามาบริหารจะทำอย่างไร

รองเลขาธิการ กกอ.กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันใน พ.ร.บ.ของมหาวิทยาลัยทุกแห่งได้กำหนดไว้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.ซึ่งหมายความว่า หากมีใครไม่ปฏิบัติตามที่ พ.ร.บ.กำหนด รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการลงโทษได้ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีรัฐมนตรีว่าการคนใดใช้อำนาจในการกำกับดูแลดังกล่าว ดังนั้นเร็วๆ นี้ ตนจะเสนอต่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ว่าต่อไปหากมีการปรับแก้กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษา อาทิ พ.ร.บ.อุดมศึกษา จะขอให้คืนอำนาจให้ สกอ. สามารถกำกับดูแล อย่างน้อยให้สามารถลงโทษถอดถอนนายกสภามหาวิทยาลัย หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย ที่ทำหน้าที่บกพร่องหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขาดประชุมบ่อยครั้งทำให้การบริหารงานภายในมหาวิทยาลัยเกิดความเสียหาย

“ถ้าเป็นไปได้ สกอ.ควรจะมีบัญชีรายชื่อกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิรวมถึงนายกสภามหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยทุกแห่ง เพื่อให้สามารถควบคุมการทำงานได้ โดยเป็นการขอคืนอำนาจกลับมาเพื่อให้เข้าไปกำกับดูแลให้การบริหารงานของมหาวิทยาลัยมีธรรมาภิบาลมากขึ้น ทาง สกอ.ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปก้าวก่ายการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด” นพ.กำจรกล่าว

–มติชน ฉบับวันที่ 18 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32444&Key=hotnews

สกอ.ขอคืนอำนาจคุมมหาวิทยาลัย หวังแก้สภาผูกขาดบริหารงาน Read More »

ร่างกฎคุมประพฤติ – ผมนักเรียน ศธ.ประชาพิจารณ์ก่อนใช้

18 เมษายน 2556

ศธ.ยกร่างคุมความประพฤติ-การแต่งกาย-ทรงผม นักเรียน-น.ศ.ใหม่ ไม่ให้’ชู้สาวในที่สาธารณะ-เที่ยวกลางคืน’ ผมห้าม’ดัด-ซอย-ทำสี’

เมื่อวันที่ 16 เมษายน นางศิริพร กิจเกื้อกูล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติ การแต่งกาย และแบบทรงผมของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. … ว่า เมื่อเร็วๆ นี้มีการประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติ การแต่งกาย และแบบทรงผมของนักเรียนและนักศึกษา ปี พ.ศ. … มีผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้แทน จากเขตพื้นที่ทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง เข้าร่วมเสนอความคิดเห็น ซึ่งจะมีการประชุมระดมความคิดเห็นกันอีกครั้ง จากนั้นจะสรุปและนำเสนอให้ปลัด ศธ.พิจารณาต่อไป

นางศิริพรกล่าวว่า ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงประกอบด้วย 3 หมวด ได้แก่ หมวดความประพฤติ หมวดการแต่งกาย และหมวดทรงผม โดยข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้รับจะนำไปประกอบการจัดทำร่างฯดังกล่าวเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และจะนำไปประกาศบังคับใช้ต่อไป

แหล่งข่าวระดับสูง ศธ.กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดร่างกฎกระทรวง อาทิ ในหมวดที่ 1 ความประพฤติ นักเรียนและนักศึกษาต้องประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยของโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่สังกัดอยู่และต้องไม่ประพฤติตน ดังต่อไปนี้ 1.หนีเรียนหรือออกนอกสถานศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงเวลาเรียน
2.เล่นการพนัน จัดให้มีการเล่นการพนัน หรือมั่วสุมในวงการพนัน
3.พกพาอาวุธหรือวัตถุระเบิด
4.ซื้อจำหน่าย แลกเปลี่ยน เสพสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สิ่งมึนเมา บุหรี่หรือยาเสพติด
5.ลักทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ ข่มขู่ หรือบังคับขืนใจเพื่อเอาทรัพย์บุคคลมึนเมา บุหรี่หรือยาเสพติด
6.ลักทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ ข่มขู่ หรือบังคับขืนใจเพื่อเอาทรัพย์บุคคลอื่น
7.ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายผู้อื่น เตรียมการหรือกระทำการใดๆ อันน่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
8.แสดงพฤติกรรมทางชู้สาวที่ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ
9.เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี
10.ออกนอกสถานที่พักเวลากลางคืน เพื่อเที่ยวเตร่หรือรวมกลุ่ม อันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น

แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับหมวด 2 การแต่งกาย นักเรียนและนักศึกษาต้องไม่แต่งกายไม่สมควรแก่วัยหรือไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา นักเรียนต้องแต่งกาย หรือแต่งเครื่องแบบนักเรียนตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษาต้องแต่งกายหรือแต่งเครื่องแบบนักศึกษาตามข้อบังคับหรือระเบียบของสถานศึกษานั้น และนักเรียน นักศึกษาต้องไม่ใช้เครื่องสำอางหรือสิ่งแปลกปลอมเพื่อเสริมสวย

แหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนหมวด 3 แบบทรงผม นักเรียนต้องไว้ทรงผมแบบสุภาพเรียบร้อยเหมาะสมกับกาลเทศะ ดังนี้
1. นักเรียนชายไว้ผมด้านข้างและด้านหลังยาวไม่เลยตีนผม เช่น แบบทรงผมรองทรง
2. นักเรียนหญิงให้ไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีที่ไว้ยาวก็ให้รวบให้เรียบร้อย ห้ามนักเรียนดัดผม ซอยผม ทำสีผม ไว้หนวดเครา หรือทำการอื่นใดที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องไว้ทรงผมแตกต่างจากที่กำหนดเนื่องจากความจำเป็นทางศาสนา ประเพณีหรือความจำเป็นอื่นใด ก็ให้อยู่ในอำนาจของสถานศึกษานั้นเป็นผู้พิจารณา นอกจากนี้ โรงเรียนหรือสถานศึกษาอาจกำหนดแบบทรงผมของนักเรียนและนักศึกษาเพื่อผ่อนคลายได้แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้

–มติชน ฉบับวันที่ 18 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32443&Key=hotnews

ร่างกฎคุมประพฤติ – ผมนักเรียน ศธ.ประชาพิจารณ์ก่อนใช้ Read More »

ผู้บริหารการศึกษา ต้อง ป.โท(3)

คอลัมน์: ข้าราษฎร: ผู้บริหารการศึกษา ต้อง ป.โท(3)

สายสะพาย
ว่าเรื่องการแก้ไขปรับปรุงข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ ฉบับเดิม (พ.ศ.2548 และ 2554) เพื่อออกเป็นฉบับใหม่ ต่อจากเมื่อวาน  ผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา หมายถึง บุคคลซึ่งปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้บริหารนอกสถานศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาโททางการบริหารการศึกษาหรือเทียบเท่า (ข้อบังคับเดิมไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี) หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง โดยมีมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ดังต่อไปนี้
มาตรฐานความรู้ ไม่น้อยกว่าหัวข้อต่อไปนี้
1. การพัฒนาวิชาชีพ 
         2. ความเป็นผู้บริหาร 
         3. การบริหารการศึกษา 
4. การส่งเสริมคุณภาพการศึกษา
        5. การประกันคุณภาพการศึกษา
        6.คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณ

นอกจากคุณวุฒิข้างต้นแล้ว ต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการศึกษาที่คณะกรรมการคุรุสภารับรองมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพ ดังต่อไปนี้
1. มีประสบการณ์ด้านการปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดปี หรือ
2. มีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี (ข้อบังคับเดิม ห้าปี) หรือ
3. มีประสบการณ์ในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี (ข้อบังคับเดิม ห้าปี) หรือ
4. มีประสบการณ์ในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่มีประสบการณ์การบริหารไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากลุ่ม หรือผู้อำนวยการกลุ่ม หรือเทียบเท่า มาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี (คงตามข้อบังคับเดิม)
5. มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอน และมีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา หรือบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่มีประสบการณ์การการบริหารไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากลุ่ม หรือผู้อำนวยการกลุ่มหรือเทียบเท่า รวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดปี (ข้อบังคับเดิม สิบปี)

มาตรฐานวิชาชีพศึกษานิเทศก์ ตามร่างข้อบังคับใหม่ เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร ขอว่าต่อพรุ่งนี้

–มติชน ฉบับวันที่ 18 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32442&Key=hotnews

ผู้บริหารการศึกษา ต้อง ป.โท(3) Read More »

สอศ.ใช้สูตรสาธารณสุขคำนวณงาน ดูความต้องการครูจัดทำกรอบอัตรากำลัง

17 เมษายน 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหากลุ่มครูอัตราจ้างและลูกจ้างชั่วคราว ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งเรียกร้องขอให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงสถานภาพจากครูอัตราจ้างและลูกจ้างชั่วคราวเป็นข้าราชการและพนักงานราชการในสังกัด สอศ. ว่า ขณะนี้คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยครูอัตราจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว และเจ้าหน้าที่ของ สอศ. กำลังเร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาบุคลากรของ สอศ.จะใช้แนวทางเดียวกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คือ วิเคราะห์ว่าแต่ละวิทยาลัยมีเนื้องานสอนเท่าไหร่ เนื้องานธุรการเท่าไหร่ แล้วคำนวณออกมาว่าต้องใช้ครูกี่คน สาขาใดบ้าง ธุรการกี่คน สาขาใดบ้าง จากนั้นจะนำมาจัดทำเป็นกรอบความต้องการของวิทยาลัย และกรอบความต้องการกำลังคนสายอาชีวศึกษาทั้งหมด แล้วนำมาหักลบกับอัตรากำลังที่มีอยู่ และนำกรอบความต้องการที่ยังขาดเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเห็นชอบกรอบอัตรากำลัง จากนั้นจะดำเนินการสรรหาคนเข้ากรอบอัตรากำลังที่ต้องการต่อไป

“กรอบอัตรากำลังที่ต้องการและยังขาดอยู่อาจจะพอดีที่มีอยู่ หรือน้อยกว่า หรือมากกว่าก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเนื้องาน โดยขณะนี้ สอศ.มีครูอัตราจ้างประมาณ 8,000 คน และลูกจ้างชั่วคราวกว่า 11,000 คน รวมเกือบ 20,000 คน ซึ่งเราจะไม่ใช้วิธีการเสนอ ครม.เพื่อให้คนกลุ่มนี้มาลงตำแหน่งเลย แต่สิ่งหนึ่งที่คิดว่าจะทำคือ ให้โอกาสคนที่มีประสบการณ์เข้าแข่งขัน หรือได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ” เลขาธิการ กอศ.กล่าวและว่า คาดว่าจะเสนอกรอบอัตรากำลังต่อ ครม.ได้ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 หรือกลางเดือน พ.ค.นี้ ตามที่ได้รับปากไว้กับกลุ่มครูอัตราจ้างและลูกจ้างชั่วคราวไว้

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32439&Key=hotnews

สอศ.ใช้สูตรสาธารณสุขคำนวณงาน ดูความต้องการครูจัดทำกรอบอัตรากำลัง Read More »

สกศ. จัดคาราวานเด็กไทยรักการอ่าน หลังงานหนังสือเด็กฯเสียงตอบรับล้นหลาม ดีเดย์ 19 เม.ย. นี้ ใน 12 จว.ทุกภูมิภาค

17 เมษายน 2556

ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากวันที่ 2 เมษายนเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระผู้ทรงเป็นทั้งนักอ่านและนักเขียน รัฐบาลจึงได้กำหนดให้เป็นวันหนังสือเด็กแห่งชาติ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีและส่งเสริมการอ่านของเด็กไทยโดยเฉพาะเด็กในช่วงปฐมวัย ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีแรกระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โดยใช้ชื่องานว่า “เด็กดี เด็กฉลาด ตามรอยพระบาทรักการอ่าน” ภายในงานมีกิจกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่าน อาทิ เขียนไทย คัดไทย การอ่าน เล่านิทาน เต้น-เล่น-ร้อง แข่งขันตอบปัญหา มุมสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมในส่วนของครูเช่น การสอนเด็กปฐมวัย และการบรรยายเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจและนิทรรศการสมเด็จพระเทพฯ เกี่ยวกับการศึกษาของเด็กและเยาวชน ทำให้ผู้ปกครองและครูได้รู้วิธีการดูแลเด็กปฐมวัย เช่น การเล่นให้สนุกและได้ความรู้ด้วยต้องสอนอย่างไร การดูแลเด็กปฐมวัยเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังได้ทราบถึงพระกรณียกิจและพระเกียรติคุณของสมเด็จพระเทพฯ ด้านการศึกษา และพระปรีชาสามารถด้านอักษรศาสตร์ และทรงสนพระราชหฤทัยด้านการส่งเสริมการอ่านของเด็กและเยาวชนมาโดยตลอด โดยได้รับความสนใจจากเด็ก ผู้ปกครอง ครูและโรงเรียนของรัฐและเอกชนนำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นวัยที่มีการพัฒนาในทุกด้านทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคมและคุณธรรม โดยส่งเสริมให้เด็กวัยแรกเกิดถึงก่อนเข้าประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกคนได้รับการพัฒนารอบด้านตามวัยอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้จัดทำแผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านปฐมวัยเพื่อให้เกิดการปฏิบัติและขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นรูปธรรมโดยการดูแลคุณแม่ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ และสำหรับการพัฒนาเด็กปฐมวัยในเรื่องการส่งเสริมการอ่านจะทำให้เด็กปฐมวัยเติบโตเป็นเยาวชนที่สามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาได้ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เป็นคนดีและคนเก่งของสังคมในอนาคต

ดร.ศศิธารากล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากกิจกรรมในวันที่ 1-2 ที่ผ่านมาแล้ว สกศ.ยังได้จัดคาราวานส่งเสริมเด็กไทยให้รักการอ่าน กระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ รวม 12 จังหวัด ซึ่งแต่ละจังหวัดก็จะมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้เด็ก ผู้ปกครองและครูได้เข้าร่วม โดยช่วงเช้าจะเป็นกิจกรรมร้อง-เล่น อ่านหนังสือ กิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย เล่านิทาน ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นกิจกรรมสำหรับครูและผู้ปกครอง เช่น เทคนิคการเล่านิทาน การจัดกิจกรรมอย่างไรให้เด็กสนุกและได้ความรู้ นอกจากนี้ยังมีหนังสือนิทาน หนังสือคัดไทยและคู่มือการเลี้ยงดูเด็กไปมอบให้ด้วย โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 เมษายนที่โรงแรมอัมรินทร์ลากูน จ.พิษณุโลก, 27 เมษายนโรงเรียนอนุบาลชลบุรี, 28 เมษายน โรงเรียนวังไกลกังวล หัวหิน, 4 พฤษภาคม โรงเรียนแม่สอด จ.ตาก, 11 พฤษภาคม วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น, 18 พฤษภาคม ธารจินดา รีสอร์ท จ.มุกดาหาร,19 พฤษภาคม โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี, 22 พฤษภาคม โรงเรียนเทศบาลพิบูลสวัสดี จ.ภูเก็ต, 25 พฤษภาคม โรงเรียนสาธิตมรภ.เชียงราย, 28 พฤษภาคม สำนักงานศึกษาธิการภาค จ.ยะลา, 29 พฤษภาคม โรงเรียนวรนารีเฉลิม จ.สงขลา และ 9 มิถุนายน โรงเรียนอนุบาลสตูล จ.สตูล

–มติชน ฉบับวันที่ 17 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32438&Key=hotnews

สกศ. จัดคาราวานเด็กไทยรักการอ่าน หลังงานหนังสือเด็กฯเสียงตอบรับล้นหลาม ดีเดย์ 19 เม.ย. นี้ ใน 12 จว.ทุกภูมิภาค Read More »

นัด 19 สถาบันอาชีวะถกแนวหลักสูตร

17 เมษายน 2556

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (บอร์ด กอศ.) ซึ่งมีนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล เป็นประธาน ได้พิจารณาหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการของสถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่งมี 35 วิทยาลัย ใน 8 สถาบัน เสนอขออนุมัติมา 17 หลักสูตร อาทิ เทคโนโลยีไฟฟ้า เทคโนโลยีแม่พิมพ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีก่อสร้าง เทคโนโลยีการผลิตสัตว์ ช่างทองหลวง และการท่องเที่ยว เป็นต้น โดยทุกหลักสูตรผ่านการพิจารณามาจากสภาสถาบันการอาชีวศึกษาต่างๆแล้ว ซึ่งบอร์ด กอศ.ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางและยังไม่อนุมัติหลักสูตรทั้งหมด แต่มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับสถาบันการอาชีวศึกษา จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาหลักสูตรให้ครบถ้วน

เลขาธิการ กอศ. กล่าวอีกว่า ข้อมูลที่บอร์ด กอศ.ต้องการเพิ่มเติม คือ วิเคราะห์ความสอดคล้องหลักสูตรกับมาตรฐานที่ กอศ.กำหนด รวมทั้งต้องชี้ให้เห็นว่าหลักสูตรมีความแตกต่างกับหลักสูตรในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) อย่างไร และแตกต่างกับหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยอื่นๆจัดอยู่อย่างไร นอกจากนี้ มาตรฐานการจัดทวิภาคีต้องเป็นไปตามกฎกระทรวง ทั้งนี้ ให้นำเรื่องดังกล่าว เสนอบอร์ด กอศ.อีกครั้งวันที่ 2 พ.ค.นี้ อย่างไร
ก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.นี้ สอศ.จะประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับสถาบันการอาชีวศึกษาทั้ง 19 สถาบันเพื่อวิเคราะห์หลักสูตรและจัดทำแนวปฏิบัติการนำหลักสูตรไปใช้ในปีการศึกษา 2556 ทั้งในส่วนของ 8 สถาบันที่เสนอหลักสูตรให้บอร์ด กอศ.พิจารณา และอีก 11 สถาบัน ที่ยังไม่ได้เสนอ ทั้งหมดจะแล้วเสร็จทันประชุมบอร์ด กอศ.วันที่ 2 พ.ค.นี้.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32437&Key=hotnews

นัด 19 สถาบันอาชีวะถกแนวหลักสูตร Read More »

‘เสริมศักดิ์’ จี้ อกคศ. คุ้ยลึกรายเขตพื้นที่เชื่อ ‘ครูผช.’ โกงจริง

17 เมษายน 2556

‘เสริมศักดิ์’ เร่งรัด อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ฯ สืบสวนทุจริตครูผู้ช่วย สั่งคณะกรรมการ ศธ.สอบเจาะลึกรายเขตพื้นที่ เชื่อโกงสอบจริง อีสานเยอะสุด ปธ.สภาคณบดีครุศาสตร์ฯจี้ ศธ.ลงโทษคนผิด

เมื่อวันที่ 15 เมษายน นายเสริมศักดิ์ พงษ์ พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนกรณีการทุจริตครูผู้ช่วย ที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของกระทรวงศึกษาฯ ชุดที่นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นประธานลงไปสอบสวน รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมสืบสวนสอบสวนด้วยว่า

หลังช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ตนจะเร่งรัดให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่ การศึกษาทุกเขต ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตสอบครูผู้ช่วย และทยอยส่ง ผลการสอบข้อเท็จจริงมายังส่วนกลางให้เร็ว ที่สุด

“ขณะเดียวกันได้มอบให้คณะกรรมการสอบ สวนข้อเท็จจริงของ ศธ.ชุดที่นายพิษณุ เป็นประธาน ไปดำเนินการสอบสวน แบบเจาะลึก ลงรายละเอียดในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาด้วยซึ่งคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาที่จะลงไปสอบสวน แต่อาจจะมีปัญหาบ้างในบางเขตพื้นที่การศึกษาที่กรรมการ อ.ก.ค.ศ.เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบด้วย จึงอาจเป็นอุปสรรคกับการสอบสวนข้อเท็จจริง” นายเสริมศักดิ์กล่าว และว่า ส่วน กรณีที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมาเขต 7 เชื่อว่าการสอบ ครูผู้ช่วยที่ผ่านมา ส่อไปในทางทุจริต และมีกรรมการคนหนึ่งออกมายอมรับว่า ได้รับข้อสอบกรรมการคนหนึ่งออกมายอมรับว่า ได้รับข้อสอบครูผู้ช่วยมาจากคนใน สพฐ. นั้นเชื่อว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ จะนำข้อมูลที่ได้ไปสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป ส่วนที่ สพป.นครราชสีมา เขต 7 จะขอขยายเวลาสอบข้อเท็จจริงนั้นให้ทำเรื่องขอมายังส่วนกลาง คาดว่าจะสามารถขยายได้อีกประมาณ 15 วัน
“เชื่อว่าหลังสงกรานต์ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ต่างๆ น่าจะทยอยส่งข้อมูลการสอบสวนมา ยังส่วนกลาง เท่าที่ทราบส่วนใหญ่ค่อนข้าง ชัดเจนแล้วว่ามีกระบวนการที่ส่อไปในทางทุจริตจริง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ทางภาคอีสาน แต่ยังไม่มีใครรายงานมาอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อเปิดทำงานแล้วผมจะเร่งรัดเขตพื้นที่การศึกษาให้ส่งข้อมูลโดยเร็วที่สุด” นายเสริมศักดิ์ กล่าว

นายสุรวาท ทองบุ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาสารคาม ในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวว่า การทุจริตสอบครูผู้ช่วยที่ผ่านมาอยากให้ ศธ.เร่งหา ตัวคนทุจริตมาลงโทษโดยเร็วเพราะไม่เช่นนั้นนักศึกษาที่เรียนสายครุศาสตร์ และศึกษาศาสตร์และตั้งใจสอบเข้ามาเป็นครูจะผิดหวังและหมดกำลังใจรวมถึงท้อแท้ และหมดศรัทธาและขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการจัดสอบครูของ ศธ.โดยเฉพาะช่วงนี้ใกล้จะสอบครูผู้ช่วยกรณี ทั่วไปแล้ว ดังนั้นตนเห็นว่าควรจะทำให้เรื่องดังกล่าวคลี่คลายโดยเร็ว ขณะเดียวกันหากปล่อยให้คนที่ทุจริตการสอบเข้าไปเป็นครูในระบบแล้ว จะส่งผลกระทบกับคุณภาพการศึกษาในอนาคต เพราะจะได้คนไม่เก่ง แถมยังไม่มีคุณธรรมไปเป็นครู

“เมื่อแน่ใจว่ากระบวนการจัดสอบมีการทุจริตจริง ผมคิดว่า ศธ.ในฐานะที่กำกับดูแลภาพรวมทั้งหมด น่าจะสามารถสั่งยกเลิกการสอบทั้งหมดได้ แต่วิธีการที่จะแก้ปัญหาได้ดีที่สุดคือ เปลี่ยน รูปแบบการรับครูจากการสอบมาเป็นผ่านโครงการครูมืออาชีพแทนเพราะถือว่าครูที่ผ่านการเรียนตามโครงการดังกล่าวจะได้ผ่านกระบวนการ บ่มเพาะที่ดีแล้ว” ประธาน ส.ค.ศ.ท.กล่าว

–มติชน ฉบับวันที่ 17 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32436&Key=hotnews

‘เสริมศักดิ์’ จี้ อกคศ. คุ้ยลึกรายเขตพื้นที่เชื่อ ‘ครูผช.’ โกงจริง Read More »