Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

เดินหน้าสร้างศูนย์พัฒนาครู นำร่องเชียงใหม่แห่งแรกใน 4 ภูมิภาค

8 มีนาคม 2556

นายวัฒนา วรรณโสภา รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. จัดการประชุมคณะกรรมการฯ พร้อมชี้แจงสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ณ ห้องประชุมสำนักงานสนามโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์ฯ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีคณะกรรมการอำนวยการก่อสร้าง กรรมการตรวจการจ้าง ผู้แทนบริษัท เอกค้าไทย จำกัด ตัวแทนผู้ควบคุมงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมประชุม

นายวัฒนา เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นนโยบายของคณะกรรมการ สกสค. ที่จะให้มีทั้งที่พักรวมทั้งที่ประชุมสัมมนาสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกภูมิภาค ซึ่งเป็นการจัดสวัสดิการด้านที่พักตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงได้มีมติให้ดำเนินการก่อสร้างศูนย์พัฒนาดังกล่าวในภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่เป็นภูมิภาคแห่งแรก สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้ดำเนินการตามมติของคณะกรรมการ สกสค. โดยจัดหาสถานที่ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ อยู่ในความครอบครองของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ คือ สถานที่ของสำนักงานศึกษาธิการ ภาค 1 ถนนห้วยแก้ว ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการและธนารักษ์พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้อนุญาตการใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. กล่าวถึงกรณีที่การก่อสร้างล่าช้าจนมีผู้ร้องเรียนให้ตรวจสอบ เพราะเกรงจะเกิดการทุจริตนั้น ว่าล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เข้ามาดำเนินการสืบสวนโครงการนี้ สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้รับหนังสือแจ้งจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 5 ก.พ.56 ว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าการจัดจ้างตามโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริตและหรือขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงสั่งยุติเรื่อง และยุติการสอบสวนดังกล่าวแล้ว

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31984&Key=hotnews

เดินหน้าสร้างศูนย์พัฒนาครู นำร่องเชียงใหม่แห่งแรกใน 4 ภูมิภาค Read More »

ติวเข้มผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี

8 มีนาคม 2556

สนง.คกก.อาชีวศึกษา ดึงผู้บริหารสถานศึกษาภาคตะวันออก เข้าอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี

วันนี้ (8 มี.ค.) ที่โรงแรมสตาร์ระยอง นายอกนิษฐ์ คลังแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดการอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคีภาคตะวันออก โดยมีผู้บริหารจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาคตะวันออก จำนวน 100 คน เข้าร่วมโครงการอบรมฯ มีนายกมล ชุ่มเจริญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ให้การต้อนรับ

นายอกนิษฐ์ กล่าวว่า การอบรมดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย 5 ประการ คือ 1.เพื่อรับทราบแนวทางการจัดการเรียน การสอนระบบทวิภาคีทั้งในและต่างประเทศ 2.เพื่อสร้างความตระหนักถึงความจำเป็นและสำคัญในการจัดการเรียน การสอนระบบทวิภาคี 3.เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการจัดการอาชีวิศึกษาระบบทวิภาคีทั้งในและต่างประเทศ 4.เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องของการดำเนินงานอาชีวศึกษาทวิภาคี และ 5.เพื่อเพิ่มปริมาณผู้เรียนอาชีวศึกษา

นายอกนิษฐ์ กล่าวต่อว่า การอบรมดังกล่าว เป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับผู้บริหารฯ ให้เข้าใจในแนวทางการจัดการเรียน การสอนระบทวิภาคี เพื่อให้นำความรู้ที่ได้รับกลับไปปฏิบัติจริงและเป็นการกระตุ้นให้บุคลากรอาชีวศึกษา เห็นถึงประโยชน์เข้าใจลำดับขั้นตอนของการจัดการเรียน การสอนระบบทวิภาคีในสถานศึกษา ซึ่งมีความสอดคล้องกับการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 ต่อไป..

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31985&Key=hotnews

ติวเข้มผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี Read More »

สอศ.-กระทรวงวิทย์ หนุนครูอาชีวะ ผลักดันเทคโนโลยีนาโนสู่ภาคชุมชน

8 มีนาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)เตรียมผลิตกำลังคนสายวิชาชีพใหม่ๆ เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ของประเทศ และเสริมแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิชาชีพที่ต้องอาศัยฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สามารถผลักดันความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับองค์ความรู้เทคโนโลยีนาโนให้กับครูอาชีวศึกษากว่า 50 คน จาก 16 วิทยาลัย โดยได้รับการสนับสนุนจากนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีนโยบายที่จะพัฒนาฐานความรู้ด้านเทคโนโลยีนาโนให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME ของไทย การประชุมครั้งนี้จะบูรณาการความร่วมมือเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีนาโนซึ่งเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าในภาคอุตสาหกรรมและต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพสูงขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยจะนำร่องในสองกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่

กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าและสิ่งทอ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์นาโน ซึ่งวิทยาลัยที่มีศักยภาพและความพร้อมรับการถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีนาโนจะได้รับการผลักดันให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีนาโนเพื่อนำองค์ความรู้ลงสู่ภาคการปฏิบัติจริงโดยนำร่องการพัฒนาสินค้าอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชน พัฒนาองค์ความรู้เชิงลึกสู่การเรียนการสอน และในอนาคตจะต่อยอดเปิดเป็นสาขาวิชาชีพเฉพาะทางในสถาบันการอาชีวศึกษา รวมทั้งจะส่งเสริมให้มีการจัดประกวดสิ่งประดิษฐ์ด้านเทคโนโลยีนาโนที่สามารถประยุกต์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์แก่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ทั้งยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนา ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา และยุทธศาสตร์การพัฒนาในระดับพื้นที่

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31983&Key=hotnews

สอศ.-กระทรวงวิทย์ หนุนครูอาชีวะ ผลักดันเทคโนโลยีนาโนสู่ภาคชุมชน Read More »

สพฐ.เดินหน้าลดชั่วโมงในชั้นเรียน เพิ่มกิจกรรมนอกห้องเรียนแก้เด็กเครียด

8 มีนาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) มีนโยบายจะปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรับโครงสร้างเวลาเรียน และปรับลดจำนวนการบ้านที่นักเรียนได้รับ และหลังจากศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และแคนาดา สพฐ.ได้ตัดสินใจปรับโครงสร้างเวลาเรียนใหม่ทุกระดับตั้งแต่ระดับประถมต้น ประถมปลาย มัธยมต้นและมัธยมปลาย อย่างไรก็ตาม การปรับโครงการสร้างเวลาเรียนครั้งนี้ยังไม่ใช่การปรับใหม่ จำนวนชั่วโมงเรียนต่อปี ต่อสัปดาห์ หรือต่อวัน ยังคงเท่าเดิมตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แต่ภายใต้จำนวนชั่วโมงเรียนเท่าเดิมนั้น จะลดจำนวนชั่วโมงเรียนในชั้นเรียนลง เทเวลาเรียนมาให้กับการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากขึ้นซึ่งการลดจำนวนชั่วโมงเรียนในชั้นเรียนลงได้สามารถทำได้โดยไม่ส่งกระทบหากครูใช้การเรียนการสอนแบบบูรณาการ ขณะเดียวกันจะมีการปรับสัดส่วนการเรียนวิชาต่างๆ ของนักเรียนแต่ละระดับชั้นด้วย จากเดิมที่ให้สัดส่วนเวลาเรียนทุกวิชาเท่าๆ กัน ก็จะเปลี่ยนมามีจุดเน้นให้ตรงตามวัย โดยระดับประถมต้นโดยเฉพาะ ป.1-2 จะเน้นการเรียนรู้ทักษะด้านภาษาเป็นหลัก จนถึงระดับประถมปลายจึงจะเพิ่มเติมทักษะด้านการคิดคำนวณ ส่วนระดับมัธยมต้น จะเพิ่มเติมทักษะในการแสวงหาความรู้ให้กับเด็ก และมัธยมปลาย จะเน้นให้เด็กนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการปรับลดให้การบ้านนั้น สพฐ.ได้ศึกษาและพบว่า การบ้านบางประเภทนั้นไม่เหมาะสมจะให้นักเรียนกลับมาทำที่บ้าน เช่นการบ้านประเภทแก้โจทย์ปัญหา หรือ ProblemSolving เพราะการบ้านประเภทนี้มีความซับซ้อนและยากเกินกว่าที่เด็กจะทำได้โดยลำพัง กลายเป็นการสร้างความเครียดให้เด็กและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย ในต่างประเทศนั้นการบ้านประเภทนี้จะให้นักเรียนทำที่โรงเรียนโดยมีครูเป็นพี่เลี้ยง และเปิดโอกาสให้เกิดการถกเถียงกันในการแก้โจทย์ปัญหา อย่างไรก็ตามการบ้านบางประเภทยังมีความสำคัญอยู่ เช่นการบ้านประเภททบทวนและเพิ่มความชำนาญเพราะฉะนั้น จะต้องมีการทบทวนเรื่องการให้การบ้านจะต้องมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

“ทั้งหมดนี้ จะเริ่มดำเนินการทันทีในปีการศึกษา 2556 ระหว่างนี้ สพฐ.กำลังจัดทำคู่มือสำหรับแจกครู เพื่อแนะนำการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการครบวงจร ตั้งการวางแผนการสอน การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน การประเมินผลและการให้การบ้าน และจะมีการจัดอบรมครูให้เข้าใจเรื่องนี้ในเดือนปิดภาคเรียนเดือนเมษายนด้วย”นายชินภัทร กล่าว

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31982&Key=hotnews

สพฐ.เดินหน้าลดชั่วโมงในชั้นเรียน เพิ่มกิจกรรมนอกห้องเรียนแก้เด็กเครียด Read More »

กศน.เล็งปรับการเรียนการสอนอุ้มรากหญ้า

8 มีนาคม 2556

โพสต์ทูเดย์ กศน.จ่อปรับการเรียนการสอน ติดอาวุธทางปัญญาคนรากหญ้ารับอาเซียน

นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายรุ่ง แก้วแดง ประธานมูลนิธิสุข-แก้วแก้วแดง ทำวิจัยหัวข้อ การศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพและแนวทางในการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชนของ

สำนักงาน กศน. เพื่อสนับสนุนการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทย ในปี2558 พบว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้มีกลุ่มที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ กลุ่มคนที่ได้เปรียบคือ คนที่มีการศึกษาสูง แรงงานที่มีทักษะวิชาชีพ และบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุน มีเทคโนโลยี สามารถขยายตลาดการค้าและการลงทุนไปยังตลาดใหญ่ได้
สำหรับกลุ่มคนที่เสียเปรียบคือ คนยากจน คนที่มีการศึกษาต่ำ แรงงานไร้ฝีมือส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีจำนวนไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน

จากผลการวิจัย กศน.จำเป็นต้องปรับองค์กร วิธีการทำงาน การเรียนการสอนใหม่ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนที่เสียเปรียบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเน้นทำงานแบบเครือข่ายส่งเสริมสถานศึกษาและเครือข่ายอื่นๆให้จัดการศึกษาตลอดชีวิต และศึกษาใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้มากที่สุด เพราะคนเหล่านี้สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ตรงกับความต้องการของผู้รับบริการได้มากที่สุด

ขณะเดียวกัน นายรุ่งได้เสนอแนะนโยบายการทำงานให้ กศน. ได้แก่ 1.ให้เร่งทำยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์เรื่องผลกระทบของคนจนต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อให้รัฐบาลเตรียมการเยียวยา 2.การสร้างความชัดเจนเรื่องกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3.พัฒนาหลักสูตรวิชาชีพสำหรับผู้ได้รับผลกระทบเป็นรายกลุ่มอาชีพ 4.กำหนดรูปแบบการทำงานระหว่าง กศน. และหน่วยงานเครือข่าย และ 5.จัดทำกฎหมายส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต ระบุภารกิจที่ต้องรับผิดชอบและรูปแบบการทำงานใหม่

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31980&Key=hotnews

กศน.เล็งปรับการเรียนการสอนอุ้มรากหญ้า Read More »

สสวท.เร่งปรับหลักสูตรวิทย์-คณิต ชู’นโยบายสเต็มศึกษา’เพิ่มทักษะ-คาดทันใช้ปี’58

8 มีนาคม 2556

นางชมัยพร ตั้งตน หัวหน้าสาขาคณิตศาสตร์ มัธยมศึกษา สถาบันส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยความคืบหน้าการพัฒนาหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา ว่า ขณะนี้ได้ส่งหลักสูตรที่ สสวท.ได้ปรับแก้ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ประเทศ ตรวจสอบอีกครั้ง โดย สสวท.คาดว่าหลักสูตรจะแล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย.นี้ ก่อนที่จะส่งมอบให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภายในเดือนพ.ค.เพื่อให้ ศธ.ประกาศใช้จริงในปี 2558 ทั้งนี้ หลักสูตรวิทย์-คณิต ใหม่ของ สสวท.จะสอดคล้องกับนโยบายที่ รมว.ศธ.มอบให้ และสอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์นานาชาติ ทั้งการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาติ TIMM และ PISA ที่สำคัญหลักสูตรใหม่วิทย์-คณิต ทั้งระดับ ม.ต้น และม.ปลาย จะต้องสอดคล้องกัน เพื่อกำหนดเป็นกิจกรรมการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนได้นำองค์ความรู้วิชาวิทย์ และคณิต ออกมาใช้ร่วมกัน ซึ่งความสอดคล้องของหลักสูตรนี้ ยังสัมพันธ์กับนโยบายสเต็มศึกษา (STEM Education) ซึ่งจะเป็นแนวทางใหม่ในการจัดการศึกษาสายวิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต ที่ ศ.เกียรติคุณ ดร.มนตรี จุฬาวัฒนกุล ประธานกรรมการ สสวท.ได้มอบให้ไว้

นางชมัยพรกล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของสเต็มศึกษา คือ การส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิต ศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม โดยบูรณาการหลักสูตรให้นำไปใช้ได้จริง อย่างไรก็ตามช่วงแรกๆ ครูผู้สอนอาจลำบากในการเรียนการสอนอยู่บ้าง สสวท.จึงเตรียมทำตัวอย่างเผยแพร่ในเว็บไซต์ให้ครูมองเห็นภาพ เช่น ตัวชี้วัดของวิชาวิทยาศาสตร์ หรือฟิสิกส์ มีอะไรซ้อนอยู่ข้างในที่เป็นคณิตศาสตร์ หรือมีอะไรที่นำไปใช้เป็นเทคโนโลยีได้ เมื่อครูสอนทฤษฎีและให้นักเรียนลงมือทำโครงงานแล้ว ชิ้นงานที่เป็นวิทย์-คณิตนั้นๆ มีความเป็นวิศวกรรม และเอาไปใช้ได้จริง ซึ่งจุดนี้เป็นการพัฒนาคนรองรับประชาคมอาเซียน และความต้องการของตลาดด้านกำลังคนที่มีคุณภาพด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31979&Key=hotnews

สสวท.เร่งปรับหลักสูตรวิทย์-คณิต ชู’นโยบายสเต็มศึกษา’เพิ่มทักษะ-คาดทันใช้ปี’58 Read More »

จุฬาฯติด 169 ม.โลก’เว็บโอเมตริกซ์’ อันดับ 15 ในเอเชีย-หนึ่งเดียวของไทย ชี้ติดกลุ่ม 250 ของ’ไทม์ส’จากงานวิจัย

7 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับจากเว็บโอเมตริกซ์ (Webometrics) ประจำปี 2013 ให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่ 169 ของโลก อันดับที่ 15 ในเอเชีย และเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในประเทศไทย จุฬาฯนับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทยที่ติด 1 ใน 200 อันดับในปีนี้ ซึ่งเป็นอันดับที่ดีกว่าปีที่แล้ว ที่จุฬาฯอยู่ในอันดับ 209 ของโลก อันดับที่ 22 ในเอเชีย และอันดับที่ 3 ในประเทศไทย

“การจัดอันดับของเว็บโอเมตริกซ์นั้น เป็นการจัดอันดับโดยดูผลงานทางวิชาการผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย ว่ามีผลงานที่มีผลกระทบต่อสังคมมากน้อยแค่ไหน โดยการที่จุฬาฯมีชื่อติดอันดับ 1 ของประเทศ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี และผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เพราะสะท้อนให้เห็นว่าจุฬาฯมีบุคลากรที่มีคุณภาพ ที่สามารถสร้างสรรค์งานวิชาการรวมถึงผลิตงานวิจัยที่มีส่วนในการพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น จากนี้จุฬาฯจะเดินหน้าพัฒนาผลงานในด้านต่างๆ ให้ก้าวหน้าต่อไป” นพ.ภิรมย์กล่าว อธิการบดีจุฬาฯกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่จุฬาฯและมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) สามารถจัดอยู่ในกลุ่มอันดับ 201-250 ของไทม์ส ไฮเออร์ เอดูเคชั่น แรงกิ้ง (Times Higher Education rankings) ปี 2013 นั้น ตนมองว่าการที่จุฬาฯติด 1 ใน 300 อันดับของไทม์ส ก็ด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ 1.บัณฑิตและบุคลากรของจุฬาฯ ออกไปสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยจนเป็นที่รู้จักทั่วโลก และ 2.ที่ผ่านมาจุฬาฯได้เร่งผลิตผลงานทางวิชาการและงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ อย่างไรก็ตาม การที่ผ่านมาจุฬาฯไม่มีชื่อติดอันดับโลก อาจเป็นเพราะข้อจำกัดในเรื่องตัวชี้วัดบางอย่าง ซึ่งไม่ตรงกับแนวทางการพัฒนาของมหาวิทยาลัย ทำให้ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่สถาบันจัดอันดับกำหนด
รายงานข่าวแจ้งว่า การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกโดยเว็บโอเมตริกซ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงความรู้อย่างเปิดกว้าง และส่งเสริมการเข้าถึงความรู้ทางวิชาการที่ผลิตโดยมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก โดยเน้นการเผยแพร่ความรู้สู่เว็บไซต์ในการจัดอันดับ อาศัยตัวชี้วัดต่างๆ ได้แก่ จำนวนหน้า (webpages) ของมหาวิทยาลัยที่นับผ่านการเสิร์ชหน้าแรกของกูเกิล (Google) จำนวนไฟล์ของมหาวิทยาลัยที่นับผ่านการค้นหาข้อมูลในส่วนของงานวิชาการผ่านกูเกิล (Google Scholar) ในช่วงปี 2008-2012 จำนวนบทความที่อยู่ใน 10% ของบทความที่มีการอ้างอิงมากที่สุดในสาขา โดยเก็บข้อมูลจากไซเมโก กรุ๊ป (Scimago group)ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่มีผลงานด้านวิทยาศาสตร์ ในช่วงปี 2003-2010 จำนวนการอ้างอิงเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยจากบุคคลที่สาม ผ่านการเก็บข้อมูลจาก 2 แหล่งคือ Majestic SEO และ ahrefs

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31957&Key=hotnews

จุฬาฯติด 169 ม.โลก’เว็บโอเมตริกซ์’ อันดับ 15 ในเอเชีย-หนึ่งเดียวของไทย ชี้ติดกลุ่ม 250 ของ’ไทม์ส’จากงานวิจัย Read More »

ศธ.ส่ง’แท็บเล็ต’ไม่ทันเปิดเทอม

7 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แท็บเล็ต ว่า เป็นที่แน่นอนว่าการจัดซื้อแท็บเล็ตประจำปีการศึกษา 2556 ให้นักเรียน และครูชั้น ป.1 และชั้น ม.1 จำนวน 1.8 ล้านเครื่อง จะจัดส่งไม่ทันก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 ในวันที่ 16 พฤษภาคม ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำทีโออาร์ (TOR) ซึ่งตามกำหนดจะต้องเสร็จภายในวันที่ 13 มีนาคม แต่ขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดวันประมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีออคชั่น วันที่ 25 เมษายน เมื่ออีออคชั่นแล้วจะลงนามในสัญญาจัดซื้อในวันที่ 10 พฤษภาคม จากนั้นทยอยส่งให้เสร็จภายใน 90 วัน หลังเซ็นสัญญา โดยจัดส่ง 4 งวด โดยจะเริ่มจัดส่งแท็บเล็ตได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคมนี้

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ในการประมูลอีออคชั่น สพฐ.จะเป็นตัวแทน 8 หน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด จัดประมูลผ่านระบบอีออคชั่น แต่ขณะนี้มีบางหน่วยงานไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ สพฐ.หากไม่ส่งให้ครบภายในวันที่ 15 มีนาคม จะไม่สามารถจัดซื้อตามปฏิทินที่กำหนดไว้ได้ ส่งผลให้การจัดซื้อล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตาม การส่งเครื่องแท็บเล็ตจะใช้แนวทางเดียวกับการจัดส่งในปีการศึกษา 2555 แต่ถ้าผู้ประกอบการทยอยจัดส่งได้แต่ละงวดใกล้เคียงกัน จะใช้วิธีจัดส่งไล่ทีละจังหวัด

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31954&Key=hotnews

 

ศธ.ส่ง’แท็บเล็ต’ไม่ทันเปิดเทอม Read More »

สมศ.ชี้ 8 จว.ขาดยุทธศาสตร์การศึกษา

6 มีนาคม 2556

สมศ.สรุปผลแอเรียเบส 8 จังหวัด ชี้ปัญหาจังหวัดขาดยุทธศาสตร์การศึกษา เตรียมชงจังหวัด-เชตพื้นที่เชื่อมโยงยุมธศษสตร์การบริหารงานระดับจังหวัดให้เข้ากันกับยุทธศษสตร์ด้านการศึกษาให้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่อาคารพญาไท พลาซ่า สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผอ.สมศ. เปิดเผยว่า ได้จัดการประชุมคณะกรรมการอำนวยการประเมินคุณภาพภายนอกเชิงพื้นที่ หรือ แอเรียเบส เพื่อสรุปผลการประเมินคุณภาพภายนอกในพื้นที่ 8 จังหวัด ประกอบด้วย ตราด อำนาจเจริญ ชุมพร พังงา สมุทรสงคราม สิงห์บุรี ชัยนาท และแพร่ รายงานต่อหน่วยงานต้นสังกัดสถานศึกษา โดยแบ่งผลการประเมินสถานศึกษารวม 8 จังหวัด ดังนี้ ผลประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 1,632 แห่ง ผ่านการรับรองมาตรฐาน 1,069 แห่ง ไม่ผ่านการรับรอง 563 แห่ง ผลการประเมินคุณภาพนอกด้านการอาชีวศึกษา จำนวน 39 แห่ง ผ่านการรับรองมาตรฐาน 26 แห่ง ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน 13 แห่ง
“ส่วนผลการประเมินคุณภาพภายนอกศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จำนวน 55 แห่ง ผ่านการรับรองมาตรฐาน 54 แห่ง และไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน 1 แห่ง ส่วนผลการประเมินคุณภาพภายนอกระดับอุดมศึกษาสำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนใน 8 จังหวัด พบว่าผ่านการรับรองทุกแห่ง” ผอ.สมศ.กล่าว

จากการสรุปภาพรวมการดำเนินโครงการแอเรียเบสในพื้นที่ 8 จังหวัด สมศ.มีข้อเสนอแนะไปยังต้นสังกัดสถานศึกษาให้เร่งวิเคราะห์หาทางแก้ปัญหาสถานศึกษาที่ไม่ได้รับการรับรอง รวมถึงเสนอไปยังจังหวัดและเขตพื้นที่การศึกษาให้มีการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การบริหารงานระดับจังหวัดให้เข้ากันกับยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาให้มากขึ้น เพราะจากการลงพื้นที่พบว่าหลายจังหวัดไม่มียุทธศาสตร์การศึกษาในระดับจังหวัด ยกตัวอย่าง การจัดการด้านอาชีวศึกษาที่ไม่สอดรับการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด เช่น จังหวัดมีจุดเน้นด้านการเกษตรแต่ในจังหวัดไม่มีวิทยาลัยเกษตร

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31939&Key=hotnews

สมศ.ชี้ 8 จว.ขาดยุทธศาสตร์การศึกษา Read More »

ไอซีที ดึงงบ 1,760 ล้านบาทจ้างทีโอที-กสท ทำไว-ไฟรับแท็บเล็ตการศึกษา

6 มีนาคม 2556

ไอซีที ดึงโครงการวางโครงข่ายไว-ไฟรองรับแท็บเล็ตป.1 ของโรงเรียนสังกัดสพฐ.ให้ กสท-ทีโอที รวม 27,231โรงเรียน ด้วยงบ 1,760ล้านบาท ส่วนปี 57 เตรียมของบอีก 4,250 ล้านบาทขยายไว-ไฟเพิ่ม

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวภายหลังเป็นประธานในการลงนามสัญญาเช่าใช้บริการวงจรสื่อสารข้อมูลพร้อมอุปกรณ์โครงการพัฒนาระบบโครงข่ายไร้สาย (Wi-Fi Network) ระหว่างกระทรวงไอซีที กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม และบริษัท ทีโอที ในลักษณะกิจการค้าร่วม ด้วยงบประมาณโครงการ 1,760 ล้านบาท ในระยะเวลาดำเนินการ 300 วันนับจากส่งมอบโครงข่าย โดยเป็นการวางระบบโครงข่ายไว-ไฟ เน็ตเวิร์ก และจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จำนวน 27,231 โรงเรียน ภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เพื่อรองรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประมาณ 858,886 คน
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวต่อยอดจากโครงการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ หรือ MOENet โดยแบ่งการดำเนินการติดตั้งโครงข่ายไว-ไฟ เน็ตเวิร์กออกเป็น ทีโอที จำนวน 26,889 วงจร(โรงเรียน) และกสท อีก 342 วงจร(โรงเรียน) ด้วยความเร็ว 4-10 Mbps โดยจะสามารถทยอยเปิดให้ใช้ได้ตามโรงเรียนในช่วงเดือนมิ.ย.เป็นต้นไป เพื่อรองรับนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ได้มอบหมายให้กระทรวงไอซีทีจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ให้แก่โรงเรียนในโครงการ One Tablet per Child หรือ OTPC ที่แจกไปเมื่อปีการศึกษา 2555 ที่ผ่านมา
‘ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีความโปร่งใสทุกขั้นตอน เราพร้อมให้ตรวจสอบได้ โดยคาดว่าจะเปิดให้ใช้งานตามโรงเรียนได้ตั้งแต่มิ.ย.แต่อาจจะไม่ครบทั้งโครงการ’

สำหรับผู้ใช้งานที่เป็น นักเรียน ครู และบุคลากรตามโรงเรียนต่างๆ รวมทั้งประชาชนทั่วไป ที่เข้าใช้งานผ่านโครงข่ายแบบมีสายและไร้สาย จะถูกกำหนดสิทธิ์การเข้าใช้งาน (Authentication) พร้อมระบบการจัดเก็บข้อมูลการจราจรทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นไปตามพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (Log System) และระบบการบริหารจัดการข้อมูลที่แตกต่างกัน เช่น การจำแนกเส้นทางของข้อมูลในโครงข่ายภายใน และภายนอก รวมถึงการมีอุปกรณ์ป้องกันการโจมตีเครือข่าย จากผู้ไม่หวังดี เข้าไปยังอุปกรณ์โครงข่ายภายในโรงเรียนต่างๆ ที่อยู่ภายในโครงการ MOEnet ได้

นอกจากนี้กระทรวงไอซีทีเตรียมของบประมาณในปี 57 ราว 4,250 ล้านบาทเพื่อขยายโครงข่ายไว-ไฟ เพิ่มและเพื่อรองรับการแจกแท็บเล็ตเด็กป.1และ ม.1 ซึ่งมีโรงเรียนทั้งหมดราว 43,258 โรงเรียนที่อยู่นอกสังกัดสพฐ.ทั้งหมด

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31940&Key=hotnews

ไอซีที ดึงงบ 1,760 ล้านบาทจ้างทีโอที-กสท ทำไว-ไฟรับแท็บเล็ตการศึกษา Read More »