Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

ศธ.ชงงบฯปี’57-กว่า 6.5 แสนล.

11 มีนาคม 2556

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ. กล่าวว่า ในการประชุม ศธ. ครั้งที่ 3/56 ที่ประชุมรับทราบวงเงินและคำของบประมาณรายจ่ายฯ ปี’57 โดยสรุปวงเงินและคำของบฯ ของศธ. ซึ่งเสนอไปให้สำนักงบประมาณพิจารณา เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ทั้งสิ้น 653,874.4367 ล้านบาท ประกอบด้วย งบฯ รายจ่าย 644,490.3343 ล้านบาท และงบฯ กองทุน และเงินทุนหมุนเวียน 9,384.1024 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานตามภารกิจที่จำเป็นพื้นฐาน นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล นโยบายการศึกษา ยุทธศาสตร์ประเทศ และจุดเน้นนโยบายด้านการศึกษาของศธ. เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์จัดสรรงบปี’57 ของรัฐบาล

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า งบฯ ทั้งหมดประกอบด้วย สำนักงานปลัดศธ. 66,994 ล้านบาท สำนักงานสภาการศึกษา 352 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 355,146 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 27,573 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 188,248 ล้านบาท หน่วยงานในกำกับฯ และองค์การมหาชน 6,173 ล้านบาท คือ สถาบันส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2,580 ล้านบาท สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 358 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา 1,085 ล้านบาท ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ 346 ล้านบาท สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา 97 ล้านบาท สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ 1,678 ล้านบาท งบฯ กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน 9,384.1024 ล้านบาท ซึ่งตนย้ำให้ทุกหน่วยงานบันทึกข้อมูลรายละเอียด เพื่อส่งข้อมูลไปยังสำนักงบประมาณต่อไป

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 12 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32008&Key=hotnews

ศธ.ชงงบฯปี’57-กว่า 6.5 แสนล. Read More »

ว่าด้วยการขอตำแหน่งทางวิชาการในมหาวิทยาลัย

12 มีนาคม 2556

เมธี ครองแก้ว

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์มติชนรายวันได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการประชุมของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ซิ่งมีมติให้แก้ไขประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย โดยกำหนดให้เสนอผลงานทางวิชาการอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว คือจะเป็นตำราก็ได้ งานวิจัยก็ได้ หรือผลงานวิชาการในลักษณะอื่นก็ได้ ซึ่งแต่ก่อนบังคับให้อาจารย์ต้องเขียนตำราก่อนที่จะทำงานวิจัย และต้องส่งงานทั้งสองประเภท หากส่งงานวิจัยอย่างเดียวจะถูกกีดกันให้ได้ตำแหน่งด้วยความยากลำบาก

ข่าวนี้ต้องถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดในระบบการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ ผู้เขียนจึงอยากขอถือโอกาสนี้มีส่วนร่วมที่จะเล่าถึงประสบการณ์ความขมขื่นของตนเอง เพื่อสนับสนุนความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

ผู้เขียนได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี 2545 หลังจากที่เป็นรองศาสตราจารย์มาเกือบ 20 ปี เรื่องนี้ไม่ได้โทษระบบ เพราะระบบเปิดช่องให้ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ได้ภายหลังได้เป็นรองศาสตราจารย์แล้วเพียง 2 ปี เท่านั้น ที่ไม่ได้ขอ โดยให้เวลาล่วงเลยไปเป็น สิบๆ ปี อาจเป็นเพราะว่า ผู้เขียนไม่เดือดร้อนกับการเป็น รศ. นั้นประการหนึ่ง
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผู้เขียนมีความตั้งใจว่าอยากจะทำวิจัยและสร้างผลงานให้ได้มากที่สุดเสียก่อนจึงจะขอ ศ. และเมื่อขอแล้วจะต้องได้ทันที

แต่แล้วผู้เขียนก็ต้องผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง เมื่อทำเรื่องขอตำแหน่งศาสตราจารย์ไปที่ทบวงมหาวิทยาลัยเมื่อปี พ.ศ.2540 ภายหลังที่ได้รับเลือกให้เป็นทั้งนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ (จากสภาวิจัยแห่งชาติ) และเมธีวิจัยอาวุโส สกว. (จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) ในปีก่อนหน้านี้ เพราะผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาผลงานที่ ทบวงฯ ตั้งขึ้นมา มีมติว่ายังไม่สมควรได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ เพราะคุณภาพของผลงานยังไม่ถึงระดับที่จะเป็นศาสตราจารย์ได้

ผู้เขียนใช้เวลาอุทธรณ์อยู่ถึง 4 ปี กว่าจะได้ผลการพิจารณาในที่สุดว่าให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ได้

อะไรคือสาเหตุแห่งความยุ่งยากในการขอตำแหน่งทางวิชาการในครั้งนี้?
ในประเทศไทยนั้นไม่เคยมีอาจารย์มหาวิทยาลัยคนไหนเลยที่ได้รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ และเป็นเมธีวิจัยอาวุโสของ สกว. พร้อมๆ กันแล้วถูกปฏิเสธตำแหน่งศาสตราจารย์ เหมือนที่ผู้เขียนประสบมา เรื่องนี้จะโทษกรรมการผู้อ่านงานเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ถูก คงต้องโทษระบบการพิจารณาด้วย เพราะออกแบบมาให้กรรมการต้องใช้ดุลพินิจส่วนตัวอย่างมากในการตัดสินใจ และผู้เขียนอาจต้องโทษตัวเองด้วย ที่ไม่ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ด้วยวิธีปกติที่ชาวบ้านเขาทำกัน แต่ขอด้วยวิธีพิเศษซึ่งในอดีตไม่เคยมีใครขอเลย (ในสาขาเศรษฐศาสตร์) และเมื่อในที่สุดผู้เขียนได้เป็นศาสตราจารย์ด้วยวิธีพิเศษนี้ ก็เลยเป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์คนแรกที่ได้ตำแหน่งด้วยวิธีนี้

วิธีที่ว่านี้คืออย่างไร? ระเบียบของทบวงซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น กำหนดไว้ว่าอาจารย์ผู้ที่จะขอตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องมีผลงานการสอนและงานทางวิชาการได้มาตรฐาน งานสอนนั้นไม่มีปัญหาอะไร เพราะส่วนใหญ่อาจารย์จะผ่านอยู่แล้ว จะมีปัญหาก็ที่งานทางวิชาการซึ่งมีอยู่สองส่วน คือส่วนที่เป็นตำรา และส่วนที่เป็นงานวิจัย (หรืองานอื่นๆ ซึ่งอาจทดแทนงานด้านนี้ได้) โดยปกติอาจารย์ส่วนใหญ่จะขอตำแหน่งศาสตราจารย์ด้วย วิธีที่ 1 คือ มีผลงานด้านตำราบวกกับงานวิจัย

หรือ วิธีที่ 2 ซึ่งเป็นวิธีพิเศษมีงานวิจัยแต่เพียงอย่างเดียว
ที่ว่าระบบออกแบบมาให้เป็นการเลือกปฏิบัติในทางลบต่อ วิธีที่ 2 ก็เพราะว่า ระเบียบทบวงกำหนดไว้ว่า กรรมการที่จะพิจารณาผลงานตาม วิธีที่ 1 จะมีแค่ 3 คน โดยคุณภาพของผลงานวิจัยตามวิธีที่ 1 นี้ จะต้องได้ “ดีมาก” จึงจะพิจารณาให้ผ่านได้ เพราะฉะนั้นหากกรรมการเสียงข้างมาก (คือ 2 คน ใน 3 คน) ให้ผ่าน ก็จะผ่าน แต่ถ้าผู้ขอตำแหน่งตาม วิธีที่ 2 คือ มีผลงานทางด้านวิจัยอย่างเดียว ระเบียบของทบวงฯกำหนดให้มีกรรมการพิจารณาถึง 5 คน และคุณภาพของผลงานวิจัยจะต้องได้ระดับ “ดีเด่น” จาก 4 ใน 5 คน จึงจะผ่าน จึงไม่แปลกใจเลยว่า วิธีที่ 2 คือวิธี “ปราบเซียน” ซึ่งน้อยคนนักจะเข้ามาใช้วิธีนี้

แล้วทำไมผู้เขียนถึงเข้ามาใช้วิธีนี้?
ในประการแรกนั้น ผู้เขียนไม่เคยเห็นด้วยเลยกับระบบของทบวง ที่ให้อาจารย์เขียนตำราก่อนทำงานวิจัย เมื่อ 30 ปีก่อน การจะอ้างว่าตำราภาษาไทยที่ใช้อยู่ในมหาวิทยาลัยไม่ค่อยมี จึงบังคับให้อาจารย์เขียนตำราก็พอฟังได้ แต่ก็มีผลเสีย เพราะตำราส่วนใหญ่ที่เขียนโดย อาจารย์หนุ่มๆ สาวๆ ล้วนแล้วแต่ไปลอกตำราฝรั่งเป็นส่วนใหญ่ ที่จะเขียนจากประสบการณ์ ความสามารถทางวิชาการ ซึ่งได้จากงานวิจัยของตัวเองและการทำงานทางด้านวิชาการมาเป็นเวลานานมีน้อยมาก (เพราะเพิ่งจะเข้ามามีอาชีพเป็นนักวิชาการ/อาจารย์)

ยิ่งในปัจจุบัน 30 ปีให้หลัง การบังคับให้อาจารย์ต้องเขียนตำราก่อนเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะยอมรับได้อีกแล้ว เพราะตำราที่เป็นภาษาอังกฤษที่นักศึกษาไทยควรจะเรียนรู้ให้มากขึ้นมีอยู่มากมาย และควรให้นักศึกษาไทยใช้มากขึ้นเพื่อความรู้ภาษาอังกฤษจะได้แตกฉานกว่านี้ และหากจะให้มีตำราภาษาไทย ก็ให้อาจารย์ได้ทำวิจัยสร้างชื่อเสียง ความชำนาญให้ตัวเองสักระยะหนึ่งก่อนแล้วค่อยเขียนก็ได้ จะได้ผลงานตำราที่ดีกว่าเมื่อตอนเพิ่งจบใหม่ๆ ด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าภายใต้แนวคิดความเป็นเลิศทางวิชาการของอาจารย์ จะต้องให้ทำวิจัยก่อน และเมื่อวิจัยแล้วต้องเผยแพร่ด้วย ความสามารถทางวิชาการของอาจารย์จะวัดได้โดยผลงานทางวิชาการที่ได้เผยแพร่ออกไปในระดับชาติหรือนานาชาติ แล้วมีผู้เอาไปอ้างอิงหรือใช้ประโยชน์ต่อ
ด้วยเหตุนี้เองผู้เขียนจึงได้ทุ่มเททำงานวิจัยอย่างเต็มที่ตลอดเวลา 20 ปี นับจากจบปริญญาเอกมา งานวิจัยหลายชิ้นเป็นงานบุกเบิก ได้รับรางวัลและมีการตีพิมพ์และอ้างอิงอยู่เป็นอัน มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทางด้านความยากจนและการกระจายรายได้ เมื่อตอนเอาผลงานเกือบ 50 ชิ้น ไปส่งที่ทบวง เมื่อปี 2540 ต้องใช้รถเข็นเข็นไป เพราะมีหลายกล่อง แต่ในการพิจารณาในรอบแรก ไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียวที่กรรมการให้ “ดีเด่น” (รวมทั้งงานที่เป็นส่วนหนึ่งของการได้ รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติด้วย) เพราะ ฉะนั้นผู้เขียนจึง “สอบตก” ไม่เป็นท่า แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่การอุทธรณ์ของผู้เขียนได้ผล เพราะมีการตั้งคณะกรรมการอ่านงานใหม่หลายชุด ซึ่งรวมถึงการต้องมีผู้อ่านจากต่างประเทศด้วย

และในที่สุดก็มีงานที่ “ดีเด่น” ทำให้สอบผ่านมาได้
อุทาหรณ์ประการหนึ่งของการประเมินผลแล้วไม่ผ่านก็คือว่า กรรมการจะต้องอ่าน งานทุกชิ้นที่ไม่ผ่าน แล้วให้เหตุผลว่าทำไมจึงไม่ผ่าน มิฉะนั้นแล้วอาจถูกฟ้องหรือกล่าวหาได้ว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาหากกรรมการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อผู้เขียนเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาผลงานให้ใช้ดัชนีการอ้างอิง (Citation Index) ของผู้เขียน (ซึ่งต้องไปหามาจากห้องสมุดในต่างประเทศ เพราะเมืองไทยตอนนั้นข้อมูลนี้ยังไม่มี) แต่ก็ได้รับการปฏิเสธว่าไม่มีระเบียบให้ทำเช่นนั้นได้ แต่ในเวลาต่อมา การใช้ดัชนีอ้างอิงนี้ ทางทบวงกลับนำมาใช้ในกรณี ศ.ระดับ 10 จะขอเลื่อนเป็น ศ.ระดับ 11 แสดงถึงความไม่เป็นธรรมในระบบและความไม่คงเส้นคงวาเป็นอย่างยิ่ง

ในหลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ทราบว่านักเศรษฐศาสตร์ไทยหลายท่าน อาทิ ดร.ปราณี ทินกร, ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด, ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์, และ ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ด้วยความสามารถในทางวิจัยเป็นหลัก (ถึงแม้ว่าบางท่านยังต้องส่งผลงานตำราด้วยก็ตาม) ผู้เขียนขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านเพื่อเป็นเกียรติกับท่านว่าเป็นผู้มีความสามารถในทางวิชาการอย่างแท้จริง
เพราะฉะนั้น การแก้ไขระเบียบให้ใช้งานอย่างเดียวอะไรก็ได้ เป็นการยกเลิกการกีดกันหรือเลือกปฏิบัติ (discriminate) ต่องานวิจัย และสิ่งซึ่งอาจเพิ่มเติมได้อีกก็คือ ว่าการประเมินคุณภาพงานวิจัยนั้นให้สามารถใช้การยอมรับในวงวิชาการได้โดยดูจากดัชนีการอ้างอิงตามที่กล่าวถึงแล้วข้างต้นในทุกตำแหน่งทางวิชาการ (จะใช้มากหรือน้อยแล้วแต่จะตกลงกัน)

อันที่จริง เป็นหน้าที่ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยทุกคน จะต้องทำทุกวิถีทางที่จะให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีความเป็นเลิศทางวิชาการสูงสุด และทำงานให้แก่มหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ โดยอำนวยความสะดวกทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์หรือโอกาสในทางวิชาการ เพื่อให้อาจารย์ทุกคนเป็นเช่นนั้นได้ อันที่จริงแล้วอาจถือว่าเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยโดยตรงด้วยซ้ำที่จะคอยติดตามงานของอาจารย์ของตน โดยที่เจ้าตัวอาจไม่ต้องขอตำแหน่งทางวิชาการด้วยตัวเองก็ได้ เพราะทางมหาวิทยาลัยติดตามและประเมินผลงานอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าครบถ้วนเหมาะสมก็พิจารณาให้ไปเลย
วิธีนี้นอกจากจะรักษาอาจารย์ฝีมือดีๆ ให้อยู่กับมหาวิทยาลัยได้นานๆ แล้วยังเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในแวดวงวิชาการอีกด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32015&Key=hotnews

ว่าด้วยการขอตำแหน่งทางวิชาการในมหาวิทยาลัย Read More »

‘ภาวิช’ขอแค่ 6 เดือนทำหลักสูตรใหม่

11 มีนาคม 2556

กรุงเทพฯ * “ภาวิช” ขอ 6 เดือนทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่เสร็จ ชี้จะกำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่าครูต้องสอนอะไร สอนอย่างไร ขณะที่นักเรียนจะเรียนในห้องเรียนน้อยลง แต่ให้ทำกิจกรรมนอกห้องเรียนแทน พร้อมเสนอ 5 ยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาชาติ ขณะที่ “พงศ์เทพ” ขอจับเรื่องปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปครูก่อน “สมพงษ์” เตือนต้องรอบคอบระวังพลาด ชี้เพราะประเทศผู้นำด้านการศึกษาใช้เวลาปฏิรูปหลักสูตรถึง 10-20 ปีกว่าจะสำเร็จ แต่ไทยจะใช้เวลาแค่ 6 เดือนหรือ

ศ.พิเศษภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) ในฐานะประธานกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวบรรยายเรื่อง “การปฏิรูปหลักสูตร : ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทย” ในงานประชุมระดมความคิดเรื่องกรอบแนวทางการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศธ. เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ว่า หลักสูตรการศึกษาเป็นสาเหตุหนึ่งของคุณภาพการศึกษา ซึ่งหลักสูตรการศึกษาที่ดีจะต้องมีความทันสมัย มีวงจรการประเมินผลการใช้งาน มีการกำหนดระยะเวลาปรับหลักสูตรเป็นรอบๆ ขณะที่ปัจจุบันระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของเราใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ซึ่งหากดูในเนื้อหาแล้วหลักสูตรดังกล่าวเป็นเพียงการปรับเล็กจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ฉะนั้นอาจบอกได้ว่าหลักสูตรที่เรายึดใช้อยู่เก่าไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ดูจะมีปัญหากับการใช้อยู่ในปัจจุบัน

ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า หากลงลึกในหลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ.2551 จะพบว่าเป็นหลักสูตรแบบย่อ เพื่อจะเปิดโอกาสให้ครูสามารถนำความรู้ไปต่อยอดการสอนเอง หรือเป็นการออกแบบหลักสูตรที่ต้องการครูเก่ง แต่สภาพความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้น ทำให้หลักสูตรปัจจุบันไม่ช่วยให้ผลสัมฤทธิ์การศึกษาดีขึ้น ขณะเดียวกันหลักสูตรปัจจุบันยังมีวิธีการบรรจุความรู้ให้นักเรียนแบบหน้ากระดาน ผ่านวิชาตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 โดยเฉพาะกับนักเรียนช่วงชั้นประถมต้น ไม่เหมือนในต่างประเทศที่มีผลสัมฤทธิ์การศึกษาดี อย่างประเทศฮ่องกง เกาหลี สิงคโปร์ และอังกฤษ ที่มีวิธีการบรรจุความรู้ให้นักเรียนอย่างมีการวางระบบที่สอดคล้องกับช่วงวัย อย่างช่วงชั้นประถมต้น จะเน้นเรื่องการสอนทักษะชีวิต การใช้ภาษาเป็นหลัก อาทิ วิชาวิทยาศาสตร์ จะเป็นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เบื้องต้นที่ผ่านการบรูณาการหลายเนื้อหาของช่วงชั้นประถมต้น และเพิ่มเป็นรายวิชาวิทยาศาสตร์ในชั้นประถมปลาย หรือช่วงชั้นที่สูงขึ้น

ส่วนโครงสร้างเวลาเรียนพบว่า ปัจจุบันเด็กไทยมีชั่วโมงเรียนในห้องเรียนมากเป็นอับดับ 2 ของโลก คือระดับประถมศึกษา 1,000 ชั่วโมงต่อปี ระดับมัธยมศึกษา 1,200 ชั่วโมงต่อปี เป็นรองประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกาที่มีชั่วโมงในห้องเรียนมากสุด 1,400 ชั่วโมงต่อปี ขณะที่ประเทศฮ่องกงซึ่งมีคะแนนการสอบพิซาเป็นอันดับ 1 มีชั่วโมงเรียนในห้องเรียน 700 ชั่วโมงต่อปี และผลวิจัยของยูเนสโกชี้ว่า ชั่วโมงเรียนในห้องเรียนที่ดีต้องอยู่ที่ประมาณ 800 ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น ดังนั้น แน่นอนว่าการปฏิรูปหลักสูตรครั้งนี้จะต้องมีการปรับสัดส่วนชั่วโมงเรียนในห้องเรียนลดลงแน่นอน แต่ก็ยืนยันว่าไม่ใช่การลดการจัดการศึกษา เพราะจะเป็นการทดแทนด้วยชั่วโมงเรียนโครงงาน กิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

“คาดว่าจะออกแบบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ได้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือนนับจากนี้ ส่วนแนวทางหลักสูตรครั้งนี้ เราจะลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น อย่างครู เราจะกำหนดเลยว่าต้องสอนอะไร สอนอย่างไร หรือครูคนใดเก่งอยู่แล้ว อยากสอนนอกเหนือที่กำหนดก็สามารถทำได้ ใครไม่คิดเพิ่มก็ทำตามที่กำหนด ส่วนนักเรียนจะเรียนเนื้อหาวิชา มีชั่วโมงเรียนที่เหมาะสม โดยเราจะออกแบบไม่ทำให้การเรียนเหมือนการติดคุก” ศ.พิเศษภาวิชกล่าว

ศ.พิเศษภาวิชกล่าวทิ้งท้ายว่า การปฏิรูปหลักสูตรจะทำอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำควบคู่กันไปเป็น 5 ยุทธ ศาสตร์ ได้แก่ การปฏิรูปหลักสูตร การปฏิรูปครู การตั้งศูนย์ STEME ทุกจังหวัดเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ และอังกฤษ ให้โรงเรียนทั่วประเทศ การใช้ไอซีทีเพื่อการศึกษา และการปฏิรูปโครงสร้าง ศธ. ซึ่งที่ผ่านมาเคยเสนอนายพงศ์เทพไปแล้ว ขณะที่ รมว.ศธ.ก็หนักใจ และขอจับเรื่องปฏิรูปหลักสูตรก่อน อย่างไรก็ตาม เพราะเรื่องการกระจายอำนาจก็มีผลต่อคุณภาพการศึกษา อย่างกรณีตั้งเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าเขตพื้นที่ฯ ไม่รู้ว่าหน้าที่คืออะไร เพราะเราไม่กำหนดชัดเจน ทำให้เกิดการกินหัวคิวโยกย้าย การรับใต้โต๊ะเต็มไปหมด ขณะที่โรงเรียนก็เริ่มหมดความเข้มแข็งลงไปทุกวัน แต่หากเป็นประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาดีกลับไม่ต้องมีเขตพื้นที่ฯ เพราะเขาให้อำนาจโรงเรียนไปเลย
นายพงศ์เทพกล่าวว่า เราต้องมีการทบทวนสัดส่วนโครงสร้างเวลาเรียนใหม่ ปัจจุบันเรามีชั่วโมงเรียนมาก แต่ประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาดีกลับมีชั่วโมงเรียนน้อยกว่าเรา ดังนั้นทัศนคติที่ว่าเรียนมากจะรู้มากก็ไม่จริงเสมอไป ทั้งนี้ หากเราสอนให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์เป็น เด็กก็สามารถคิดวิเคราะห์เรื่องอื่นได้ด้วยโดยอาจไม่ต้องสอนเนื้อหานั้น อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปหลักสูตรและการปฏิรูปครูเป็นเรื่องหลักที่ตนเน้น ส่วนเรื่องปฏิรูปโครงสร้าง ศธ.เป็นเรื่องเสริม ซึ่งค่อยทำเมื่อเรื่องหลักสำเร็จก็ได้

ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราฯ กล่าวว่า ระยะเวลา 6 เดือนที่ตั้งเป้าทำหลักสูตรใหม่เสร็จสิ้น อยากเตือนให้ออกแบบหลักสูตรด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะกลัวจะพลาด อย่างประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาอันดับที่ 1 หรือ 2 ของโลก เขาทำทั้งวิจัยและพัฒนาหลักสูตรใช้เวลา 10-20 ปี ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอ 5 ยุทธศาสตร์ เพราะเป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งอยากให้นำแต่ละข้อเสนอมากำหนดขอบเขตเวลาที่จะเริ่มต้นและเสร็จสิ้นเพื่อให้เป็นรูปธรรมด้วย.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32003&Key=hotnews

‘ภาวิช’ขอแค่ 6 เดือนทำหลักสูตรใหม่ Read More »

กศน.สอนภาษาฟรีนำร่องก่อน 11 จังหวัด

11 มีนาคม 2556

โพสต์ทูเดย์ กศน.สอนภาษาอังกฤษอาเซียนฟรี นำร่อง 11 จังหวัดทั่วไทยเสริมทักษะภาษาหญิงไทย 1.2 ล้านคน

นายทวีศักดิ์ เที่ยงธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) เปิดเผยว่า หลังจากที่สำนักงานกศน.ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการสมัครสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีในปีนี้และปี 2557 สำนักงาน กศน. จะผลักดันโครงการเพิ่มศักยภาพของสตรีไทยด้านภาษาควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้สตรีไทยพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
การดำเนินการในปีนี้จะเริ่มต้นจาก 11 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ ตากมุกดาหาร นครพนม ชลบุรี หนองคายกรุงเทพฯ สุรินทร์ ระนอง ภูเก็ต และสงขลา โดยทุกจังหวัดจะมีหลักสูตรภาษาอังกฤษและภาษาจีนตั้งแต่ 40 ชั่วโมงขึ้นไป และมีหลักสูตรภาษาอาเซียนที่เหมาะสมกับจังหวัดนั้นๆ เช่น จ.หนองคายและลาว มีหลักสูตรภาษาลาว

วิธีการเรียน แบ่งออกเป็น 3 ช่องทางได้แก่ 1.เรียนด้วยตัวเอง จากโปรแกรมการเรียนรู้ ชุดการเรียนการสอน หรือการโหลดแอพพลิเคชันสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ETV) 2.เรียนแบบทางไกล จากชุดการเรียน มีการสัมมนาผู้เรียนก่อนเข้าเรียนและก่อนจบหลักสูตร 3.เรียนแบบพบกลุ่ม โดยจัดระยะเวลาที่ผู้เรียนและวิทยากรสะดวกตรงกันโดยการเรียนทุกรูปแบบผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ผู้เรียนสามารถนำประกาศนียบัตรจากหลักสูตรที่เรียนมาโอนหน่วยกิตวิชาดังกล่าวเทียบชั้นการศึกษาระดับต่างๆ ได้ด้วย ในปีนี้ ตั้งเป้าหมายว่าจะมียอดผู้หญิงเข้าเรียนหลักสูตรภาษาต่างๆ ทั่วประเทศและได้รับการยกระดับทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านคน
นายทวีศักดิ์ กล่าวด้วยว่า กศน.ยังได้เปิดหลักสูตรพัฒนาทักษะ อาชีพ และความเป็นอยู่ของสตรีให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32005&Key=hotnews

กศน.สอนภาษาฟรีนำร่องก่อน 11 จังหวัด Read More »

ลดรับ นศ.ครู 7 สาขา-เดินหน้าครูมืออาชีพถึง ป.โท

11 มีนาคม 2556

มติสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ลดรับ นศ.ครู 7 สาขา-เดินหน้าครูมืออาชีพถึง ป.โท …

จากการประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธาน ส.ค.ศ.ท. เปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้มี ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ และ ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานคณะกรรมการคุรุสภาร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้พิจารณาแผนการผลิตครู โดยปีการศึกษา 2556 ที่ประชุมมอบให้คณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เสนออธิการบดีทุกมหาวิทยาลัยลดจำนวนนักศึกษาในสาขาที่รับจำนวนมาก 7 อันดับแรก ได้แก่ พลศึกษา สุขศึกษา และมวยไทยศึกษา, การศึกษาปฐมวัย, ภาษาอังกฤษ, สังคมศึกษา, คณิตศาสตร์, ภาษาไทย และวิทยาศาสตร์ และให้ไปรับสาขาอื่นที่ยังมีจำนวนนักศึกษาน้อย อาทิ ฟิสิกส์ เคมี ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ และให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งจัดทำแผนการเปิดรับนักศึกษาใน 5 ปีข้างหน้า โดยสำรวจจากความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตเป็นเกณฑ์ ทั้งนี้ ศ.ดร.ไพฑูรย์ เห็นด้วยกับที่ประชุมที่เสนอให้คุรุสภาวางข้อกำหนดรับรองการเปิดรับนักศึกษาของแต่ละสถาบันก่อนจะเปิดรับจริง เพื่อจำกัดจำนวนรับตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 เป็นต้นไป

ผศ.ดร.สุรวาทกล่าวว่า ส่วนโครงการครูมืออาชีพได้ข้อสรุปเห็นควรให้ดำเนินการต่อ โดยรับนักศึกษา 2 รูปแบบ ได้แก่ ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี แบ่งเป็นรับนักเรียน ม.6 และนักศึกษาปี 4 และหลักสูตรปริญญาโท รับนักศึกษาปริญญาตรีสาขาอื่นโดยเฉพาะสาขาขาดแคลน ทั้งนี้ เตรียมเสนอข้อสรุปและร่างเกณฑ์คัดเลือกต่อ รมว.ศธ.ภายใน 2 สัปดาห์.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32004&Key=hotnews

ลดรับ นศ.ครู 7 สาขา-เดินหน้าครูมืออาชีพถึง ป.โท Read More »

‘เสริมศักดิ์’ผุดไอเดียขยายทุนหวย 2-3ทุน/อำเภอ-ส่งเด็กไทยเรียนต่อ

11 มีนาคม 2556

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 10 มี.ค.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการได้กล่าวในรายการหอกระจายข่าวทางคลื่น 92.5 วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ถึงแนวนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการศึกษาในโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนในส่วนของที่มาว่า ถือเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเลือกเฟ้นเอาช้างเผือกหรือคนเก่งที่สุดในแต่ละอำเภอหรือเขตใน กทม.มารับทุนในโครงการนี้

เป็นนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าที่มาจากสายอาชีพจากพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ได้มีโอกาสเรียนต่อระดับปริญญาตรีทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ปี 46 ครั้งนี้เป็นรุ่นที่ 4 เป็นการนำเอาเงินหวยใต้ดินมาอยู่บนดินเพื่อให้เกิดความถูกต้องนำเงินมาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นทุนการศึกษา

อดีตในครั้งที่เป็นคณะกรรมการกองสลากและปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เป็นผู้กำกับดูแลกฎหมายในเรื่องของการพนัน ซึ่งกองสลากต้องทำเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทยขออนุญาตออกหวยบนดิน ตนเคยเสนอไปว่า ในการขายสลากไป 100 บาทไปนั้นให้จัดเก็บภาษีเอาไว้ 50 สตางค์ก่อนจะนำส่งไปรัฐเพื่อนำมาเก็บไว้เป็นเงินกองทุน ซึ่งได้มีการจัดเก็บมาตลอด กระทั่งมาสมัย คมช.ได้มีการกล่าวโทษถือว่า เป็นการออกสลากที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ก็มีเงินเหลือ 2 หมื่นกว่าล้านได้มีการยืมไปใช้ทำอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งตรงนี้คิดว่า น่าจะนำมาใช้เป็นทุนการศึกษาจะดีกว่า ที่ผ่านมาใน 3 รุ่นมีจำนวนรวม 2,565 คนจบมาแล้ว 1,765 คน ต่อไปจะเป็นรุ่นที่ 4

โดยรุ่นที่ 4 จะมี 2 ประเภท คือเรียนดีแต่ยากจน ประพฤติดีครอบครัวมีรายได้น้อยในหนึ่งปีมีรายได้ไม่ถึง 2 แสนบาท ทั้งนี้ผู้ขอรับทุนการศึกษษต้องมีเกรดไม่ต่ำกว่า 3 ซึ่งได้เสนอเข้าครม.เมื่อ 21 ม.ค. 56 ไปแล้ว โดยแต่ละทุนจะมีอยู่ 928 คน.ของแต่ละปีไปจนถึงปี 2561 โดยมีข้อแม้ว่า ให้ไปเรียนประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อต้องการให้มีความหลากหลาย เว้นแต่ผู้ที่ได้ทุนเลือกเรียนในสาขาที่ขาดแคลน เช่น สาขาวิทยาศาสตร์ แม้จะใช้ภาษาอังกฤษก็ให้ยกเว้นได้ ถือเป็นทุนที่ให้เปล่าไม่มีข้อผูกพันเหมือนกับทุนประเภทที่ 2 เป็นทุนเรียนดีประพฤติดีไม่ได้คำนึงถึงฐานะของครอบครัว หรือไม่จำเป็นต้องยากจน แต่ต้องกลับมาใช้ทุนกลับมาทำงานในประเทศไทย ถ้าไม่กลับมาต้องใช้คืนทุนให้กับรัฐบาลในช่วง 7 ปีที่ไปเรียนด้วยการกลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศไทย

พร้อมระบุว่า ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน โดย 2 ทุน 2 ประเภทสามารถเรียนจากมหาวิทยาลัยในประเทศ หรือต่างประเทศก็ได้ แต่ต้องไปสอบเข้าเองนอกจากนี้ถ้าเรียนต่อต่างประเทศแล้วมหาวิทยาลัยให้ทุนเรียนต่อในระดับปริญญาโทแล้วกลับมาเป็นดอกเตอร์ก็สามารถที่จะเรียนต่อไปแล้วค่อยกลับมาใช้ทุนก็ได้นอกจากนี้กลุ่มคนเหล่านี้ยังได้รับข้อยกเว้นจาก ก.พ.ถ้าจะรับราชการไม่ต้องสอบภาค ก.เป็นกรณีพิเศษอีกด้วย

“ท่านรัฐมนตรีว่าการ หารือกันกับผมอาจขายโครงการจาก 1 อำเภอ 1 ทุนเป็นโครงการ 2 – 3 ทุนต่ออำเภอ ตรงนี้คิดว่า น่าจะหาวิธีการนำเงินหวยใต้ดินมาไว้บนดินเพื่อใช้ในการศึกษาต่อไปอาจต้องมีการแก้ พรบ.ก็ต้องทำเพื่อนำเอาเงินไปพัฒนาคนแล้วเป็นสาธารณะประโยชน์คิดว่าน่าจะต้องทำเป็นการเติมเต็มเด็กบ้านนอกให้เท่าเทียมกันกับเด็กในเมือง ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า สำหรับวิธีการคัดเลือกนั้น ขณะนี้ตามเขตพื้นที่การศึกษาจะมีการสอบข้อเขียนในวันที่ 17 มี.ค.นี้โดยผู้ที่จะได้รับทุนต้องสอบผ่าน 70%จากวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และสังคม โดยจะมีการสอบแอตติจูดเพื่อดูทัศนะคติความถนัดที่มีมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒเป็นผู้ออกข้อสอบแล้วจะมีการเดินทางไปเรียนในช่วงกันยายนปี 2556 ซึ่งผู้ที่เดินทางไปเรียนจะมีที่ปรึกษาเป็นสำนักงานของไทยในต่างประเทศจะมีหน้าที่ในการดูแลหรือในประเทศไทยก็จะมีเช่นกัน ดังนั้นผู้ปกครองไม่ต้องเป็นห่วง

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31999&Key=hotnews

 

‘เสริมศักดิ์’ผุดไอเดียขยายทุนหวย 2-3ทุน/อำเภอ-ส่งเด็กไทยเรียนต่อ Read More »

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: การบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญา

11 มีนาคม 2556

ในช่วงนี้มีข่าวคราวเรื่องการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ในกรณีพบการทุจริตในการสอบ ซึ่งก็ถือว่าเป็นข่าวที่สะเทือนถึงความเป็นวิชาชีพชั้นสูงไม่น้อยเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ในทุกที่ทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดี และคนไม่ดี ก็ต้องแยกแยะกันเป็นเรื่องๆ ไป ในวันนี้จึงหยิบยกกรณีการบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยมาเป็นความรู้กันอีกกรณีหนึ่ง นั่นคือได้ผ่านการสอบคัดเลือกมาแล้ว เมื่อได้รับการบรรจุเข้ารับราชการกลับพบว่า มีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญา

โดยเรื่องมีอยู่ว่า นายแสน (นามสมมุติ) ซึ่งได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย พบว่ามีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญา โดยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหามียาบ้าไว้ในความครอบครอง จำนวน 5 เม็ด และศาลจังหวัดได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน กำหนด 1 ปี ปัจจุบันคดีถึงที่สุดแล้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเห็นว่า นายแสนยังไม่เคยต้องรับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก จึงยังไม่ขาดคุณสมบัติสำหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา มาตรา 30(10) แต่มีปัญหาว่าจะขาดคุณสมบัติ ในกรณีไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีสำหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 30(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 หรือไม่ จึงได้ขอหารือมายังสำนักงาน ก.ค.ศ.

เรื่องดังกล่าว ก.ค.ศ. โดย อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลมีคำพิพากษาว่า นายแสนมีความผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และลงโทษตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ถือได้ว่า ศาลได้วินิจฉัยว่า นายแสนเป็นเพียงผู้เสพเท่านั้น มิใช่เป็นผู้จำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน เนื่องจากกรณีที่จะถือว่าเป็นผู้จำหน่ายนั้น จะต้องมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป แต่ในกรณีนายแสนมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครอง จำนวน 5 เม็ด ศาลได้พิเคราะห์แล้วว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม เมื่อนายแสนเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546 แจ้งตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/ ว 208 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2546 ให้ถือว่าไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี ประกอบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 รวมทั้งใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาล ซึ่งได้ออกให้นายแสนที่ได้เคยไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าไม่พบสารเสพติด มีสุขภาพแข็งแรงดี อันเป็นการแสดงว่าได้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพจนร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว นายแสนจึงไม่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 30(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547

ที่หยิบยกมานี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า สังคมได้ให้โอกาสกับผู้เคยกระทำผิด แต่หากไม่กระทำผิดเลยจะดีกว่า เพราะหากเราต้องเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ก็ต้องเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดี จะได้ปฏิบัติงานด้วยความสุข มีความเจริญในหน้าที่การงานสืบไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32002&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: การบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญา Read More »

เปิดสเปกแท็บเล็ตป.1 – ม.1 ลอตใหม่

11 มีนาคม 2556

จันทร์สุดา เจริญมิน

‘การจัดหาแท็บเล็ตปีนี้ ได้เปลี่ยนจากการจัดซื้อ เป็นการจัดหา ทำให้มีความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า” น.อ.สุรพล นะวะมวัฒน์ หรือ เสธ.ต่าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในฐานะคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายแท็บเล็ตเพื่อการศึกษา กล่าว
น.อ.สุรพล กล่าวว่า การประมูลแท็บเล็ตลอตใหม่นี้จะมีการแข่งขันกันมาก เพราะประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่ใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา แต่เป็นประเทศแรกที่มีการจัดหาแท็บเล็ตเป็นจำนวนมาก ซึ่งการจัดหาแท็บเล็ตปีนี้จะจัดหาให้ทั้งเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รวมทั้งครูประจำชั้นรวมทั้งสิ้น 1.75 ล้านเครื่อง

น.อ.สุรพล กล่าวว่า การจัดหาแท็บเล็ตในครั้งนี้ต่างจากการจัดหาแท็บเล็ตครั้งแรกปี 2555 เนื่องจากปีที่แล้วเป็นการจัดซื้อแท็บเล็ต โดยคณะกรรมการจะกำหนดสเปกหรือคุณสมบัติของเครื่องเพื่อให้ผู้ประกอบการไปผลิต แต่ปีนี้เป็นรูปแบบของการจัดหาซึ่งคณะกรรมการกำหนดสเปกของเครื่องขึ้นมาและให้ผู้ผลิตนำเครื่องที่มีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการต้องการมาเสนอ หากคุณสมบัติผ่านตามที่ต้องการก็เข้าสู่การประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-อ๊อคชั่น)

“การจัดหาแท็บเล็ตครั้งนี้ แบ่งเป็นแท็บเล็ต ป.1 จำนวน 850,000 เครื่อง ราคากลางเครื่องละ 2,720 บาท ส่วนแท็บเล็ต ม.1 จำนวน 850,000 เครื่อง ครู 54,000 เครื่อง ราคากลางเครื่องละ 2,920 บาท โดยแท็บเล็ตของครูจะมีความพิเศษมากกว่าตรงที่มีช่อง HDMI สามารถต่อสายได้ พร้อมปากกาสไตลัส และเอสดี การ์ด 8 กิกะไบต์”

สำหรับการจัดหาแท็บเล็ตลอตใหม่นี้ ใช้งบประมาณจากหน่วยงานที่ต้องการแท็บเล็ตรวม 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงานการศึกษาขั้นอุดมศึกษา, สำนักงานการศึกษาเอกชน, สำนักงานการศึกษากรุงเทพ มหานคร, สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, กรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักการศึกษาเมืองพัทยา

ซึ่งการประมูลจะแบ่งออกเป็น 4 ภาคและ 4 สัญญา ประกอบด้วย แท็บเล็ต ป.1 ภาคกลาง-ภาคใต้ จำนวน 431,775 เครื่อง, แท็บเล็ต ป.1 ภาคเหนือ-อีสาน จำนวน 417,042 เครื่อง, แท็บเล็ต ม.1 ภาคกลาง-ใต้ จำนวน 416,440 เครื่อง และแท็บเล็ต ม.1 ภาคเหนือ-อีสาน จำนวน 423,333 เครื่อง ส่วนแท็บเล็ตสำหรับครูอีก 54,000 เครื่องอยู่ระหว่างพิจารณาการประมูล

หากเทียบสเปกแท็บเล็ตในปีที่แล้วกับสเปกแท็บเล็ตลอตใหม่ที่จะออกมาให้ได้ใช้ในเทอมนี้ จะเห็นว่ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อาทิ แรมจากเดิม 512 เมกะไบต์ แต่ในปีนี้จะเพิ่มเป็น 1 กิกะไบต์ และเครื่องทั้งหมดใช้หน่วยประมวลผลดูอัลคอร์ 1.5 กิกะเฮิรตซ์ ขนาดจอแท็บเล็ต ป.1 กว้าง 7 นิ้ว ฮาร์ดดิสก์ 8 กิกะไบต์ ในขณะที่แท็บเล็ต ม.1 และแท็บเล็ตของครู หน้าจอขนาด 8 นิ้ว ฮาร์ดดิสก์ 16 กิกะไบต์ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ต้องเวอร์ชั่น 4.0 ขึ้นไป โดยสเปกทั้งหมดนี้เป็นสเปกที่จะอยู่ในเงื่อนไขการประมูลจริง

ตามแผนการดำเนินงานของคณะกรรมการจัดหาแท็บเล็ตดังกล่าว มีดังนี้ วันที่ 3-5 เม.ย. 56 จะประกาศทีโออาร์ (เงื่อนไขการประมูล) พร้อมขายซอง, 9 เม.ย. 56 ชี้แจงเงื่อนไขการประมูล, 17 เม.ย. 56 ยื่นซองคุณสมบัติของผู้ประกอบการ-ซองเทคนิค, 26-27 เม.ย. 56 ประกาศผลผู้ที่ผ่านเข้าไปร่วมการประมูลแท็บเล็ต และวันที่ 29 เม.ย. 56 จัดการประมูลแท็บเล็ตด้วยวิธีอี-อ๊อคชั่น โดยกำหนดวันเซ็นสัญญาหลังรู้ผลการประมูล 9-10 พ.ค. 56 จากนั้นมีระยะเวลาส่งมอบ 90 วัน หรือสามารถแจกได้ในช่วงเปิดเทอมใหม่นี้

น.อ.สุรพล กล่าวว่า การจัดหาแท็บเล็ตครั้งนี้มีผู้ประกอบการให้ความสนใจแล้ว 9 บริษัท คือ 1. ทีซีแอล 2. ไฮเออร์ 3. หัวเหว่ยเป็นผู้จัดส่งตัวซีพียู ให้บริษัท แชมป์เปี้ยน เอเชีย 4. สโคป 5. อินเดีย 6. อินถัง 7. ออลอิน 8. ซังเบิร์น (บริษัทเดียวกับเอเซอร์) และ 9. บริษัทของประเทศเยอรมนี ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมการประมูลเนื่องจากปีนี้ประเทศไทยมีการจัดซื้อแท็บเล็ตด้วยวิธีการประมูลจึงทำให้ปีนี้มีรูปแบบการจัดทำที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น

น.อ.สุรพล กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดทำแท็บเล็ตครั้งนี้ได้นำข้อผิดพลาดจากครั้งที่แล้วมาแก้ไข และปิดช่องโหว่ ในเรื่องเก่า ๆ โดยผู้ที่จะเข้าร่วมการประมูลต้องเห็นเงื่อนไขการประมูลทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษตั้งแต่แรก รวมทั้งจัดหาศูนย์ซ่อมบำรุง และประกันเครื่อง 1 ปี หลังเสร็จการประมูลผู้ที่ชนะการประมูลต้องทำในส่วนของการทำแพ็กเกจใหม่ให้เป็นไปตามแบบของโครงการจัดหาแท็บเล็ต เช่น เปลี่ยนกล่อง และจัดทำคู่มือใช้งานภาษาไทย

ทั้งนี้ จากการสำรวจความพึงพอใจในการใช้งานแท็บเล็ต ป.1 ในการแจกแท็บเล็ตครั้งที่ผ่านมา พบว่า ผลออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ โดยเด็ก ป.1 ในภาคเหนือ มีความพึงพอใจในการใช้งานถึง 100% ส่วนเด็กป.1 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความพึงพอใจ ร้อยละ 90
หวังว่าเปิดเทอมนี้เด็ก ป. 1 และ ม. 1 ทั่วไทยจะได้ใช้แท็บเล็ตลอตใหม่กันตามแผนที่วางไว้.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31998&Key=hotnews

เปิดสเปกแท็บเล็ตป.1 – ม.1 ลอตใหม่ Read More »

คอลัมน์: “เรื่องเล่า ข่าวศึกษา”: การรับสมัครนักเรียนชั้น ม.1 ชั้น ม.4 และโรงเรียนสำหรับเด็กพิการ ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

11 มีนาคม 2556

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

นักเรียนในเขตพื้นที่บริการ ใช้วิธีการจับสลาก และหรือคัดเลือกจากการสอบคัดเลือกและคะแนน O-NET โดยนักเรียนต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน (นักเรียนในเขตพื้นที่บริการมีสิทธิ์สมัครได้ ทั้งการจับสลาก และหรือคัดเลือกจากการสอบคัดเลือกและคะแนน O-NET)รับสมัคร 14-18 มีนาคม 2556 จับสลาก ประกาศผลและรายงานตัว 31 มีนาคม 2556
นักเรียนทั่วไป (นักเรียนในเขตพื้นที่บริการรวมกับนักเรียนนอกเขตพื้นที่บริการ) ใช้วิธีการ (1) คัดเลือกจากการสอบคัดเลือกร้อยละ 80 โดยใช้ข้อสอบของโรงเรียนและให้คำนวณคะแนนรวมจากข้อสอบของโรงเรียน โดย (ก) คะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และสังคมศึกษา คิดเป็นคะแนนร้อยละ 90 (ข) คะแนนสอบวิชาภาษาอังกฤษ คิดคะแนนเป็นร้อยละ 10 (ปีการศึกษา 2557 จะคิดคะแนนเท่ากันใน 5 วิชาหลัก) และ (2) คะแนน O-NET ร้อยละ 20 รับสมัคร 14-18 มีนาคม 2556 สอบคัดเลือก 23 มีนาคม 2556 ประกาศผลและรายงานตัว 27 มีนาคม 2556 มอบตัว 6 เมษายน 2556

ความสามารถพิเศษใช้วิธีการสอบปฏิบัติ สัมภาษณ์ หรือวิธีการอื่นๆ ตามที่โรงเรียนกำหนดรับสมัคร 14-15 มีนาคม 2556 คัดเลือก 16 มีนาคม 2556 ประกาศผลและรายงานตัว 27 มีนาคม 2556 มอบตัว 6 เมษายน 2556 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชั้นม.4 ที่เปิดสอน ม.ต้น และ ม.ปลาย

จบ ม.3 จากโรงเรียนเดิม (มีผลการเรียนเฉลี่ยรวม 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 2.00)รายงานตัว วันที่ 1 เมษายน 2556 มอบตัว วันที่ 7 เมษายน 2556

รับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนอื่น (ถ้ามี) ใช้วิธีการคัดเลือกจากการสอบคัดเลือกร้อยละ 80 และคะแนนO-NET ร้อยละ 20 รับสมัคร 14-18 มีนาคม 2556 สอบคัดเลือก 24 มีนาคม 2556 ประกาศผล 28 มีนาคม 2556 รายงานตัว 1 เมษายน 2556 มอบตัว 7 เมษายน 2556 ชั้นม.4 ที่เปิดสอนเฉพาะ ม.ปลาย

สอบคัดเลือก ใช้วิธีการคัดเลือกจากการสอบคัดเลือกไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และคะแนน O-NET ไม่เกินร้อยละ 20 รับสมัคร14-18 มีนาคม 2556 สอบคัดเลือก 24 มีนาคม 2556 ประกาศผลและรายงานตัว 28 มีนาคม 2556 มอบตัว 7 เมษายน 2556

ความสามารถพิเศษ ใช้วิธีการสอบปฏิบัติ สัมภาษณ์ หรือวิธีการอื่นๆ ตามที่โรงเรียนกำหนดรับสมัคร 14-15 มีนาคม 2556 คัดเลือก 16 มีนาคม 2556 ประกาศผลและรายงานตัว 28 มีนาคม 2556 มอบตัว 7 เมษายน 2556

นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี) โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการรับนักเรียนของโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหรือคณะกรรมการเขตพื้นที่การมัธยมศึกษารับสมัคร 14-18 มีนาคม 2556 ประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 28 มีนาคม 2556 มอบตัว วันที่ 7 เมษายน 2556 โรงเรียนสำหรับเด็กพิการ

ให้รับเด็กพิการทุกคนที่ไม่สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ตามประเภทความพิการและความสามารถของแต่ละโรงเรียนรับสมัคร 14 มีนาคม 2556 – 30 เมษายน 2556 ประกาศผล 1 พฤษภาคม 2556 รายงานตัวภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2556 มอบตัว ภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2556

ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนานโยบาย สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โทร.0-2280-5530
ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
www.obec.go.th

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31997&Key=hotnews

คอลัมน์: “เรื่องเล่า ข่าวศึกษา”: การรับสมัครนักเรียนชั้น ม.1 ชั้น ม.4 และโรงเรียนสำหรับเด็กพิการ ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน Read More »

ร.ร.ดังปรับลดจำนวนนับ ม.1 ปี 56 กันปัญหารับ ม.4 หวั่นซ้ำรอยบดินทร์

11 มีนาคม 2556

สนองนโยบาย สพฐ. ร.ร.ดังใน กทม.และปริมณฑล ปรับลดจำนวนรับ นร.ม.1 หวั่นซ้ำรอยกรณีบดินทร์ กับปัญหารับ นร.ม.4 ขณะที่ ผอ.สพม.2 กทม.ย้ำผู้ปกครองอย่าทิ้งสิทธิสมัคร ร.ร.ในเขตพื้นที่บริการ ด้าน เลขาฯ สพฐ.จี้เขตพื้นที่วางแผนแก้ปัญหาให้ร.ร.ที่รับม.ปลายน้อยกว่า ม.ต้น ไว้ล่วงหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปีการศึกษา 2556 นี้การรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 และ ม.4 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราแข่งขันสูง จำนวน 200 กว่าแห่งทั่วประเทศ ได้ปรับลดสัดส่วนการรับนักเรียน ม.1 น้อยลงกว่าทุกปี ซึ่งเป็นไปตามคำสั่ง สพฐ.ที่มีนโยบายให้ลดสัดส่วนห้องเรียน ม.ต้น เพิ่มสัดส่วนห้องเรียน ม.ปลาย เพื่อให้โรงเรียนสามารถรับ ม.3 เรียนต่อ ม.4 โรงเรียนเดิมให้มากที่สุด เป็นการให้โอกาสเด็กและลดปัญหาการประท้วงที่เคยเกิดขึ้น ทั้งนี้ สัดส่วนห้องเรียน ม.ต้นและ ม.ปลายจะเพิ่มหรือลดเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้บริหารโรงเรียน ส่วนกลางแค่ให้นโยบายเท่านั้น

โดยเมื่อเปรียบเทียบแผนรับนักเรียน ม.1 ในโรงเรียนอัตราแข่งขันสูงในเขตกทม.และปริมณฑล ระหว่างปีการศึกษา 2555 และ 2556 พบหลายโรงเรียนมีสัดส่วนรับนักเรียนลดลงชัดเจน อาทิ ร.ร.เทพศิรินทร์ รับ 480 คน เหลือเป็น 400 คน, ร.ร.โยธินบูรณะ รับ 533 คน เหลือ 350 คน, ร.ร.สายปัญญาในพระบรมราชินูปถัมภ์ รับ 360 คน เหลือ 300 คน, ร.ร.ศึกษานารี รับ 580 คน เหลือ 500 คน, ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย 544 คน เหลือ 400 คน, ร.ร.สตรีวิทยา รับ 500 คน เหลือ 350 คน, ร.ร.สตรีวิทยา 2 รับ 790 คน เหลือ 776 คน, ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รับ 786 คน เหลือ 746 คน, ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา รับ 536 คน เหลือ 480 คน, ร.ร.นวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา 2 รับ 580 คน เหลือ 516 คน, ร.ร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)2 รับ 740 คน เหลือ 632 คน และ ร.ร.สารวิทยา รับ 702 คน เหลือ 602 คน อย่างไรก็ตาม มีโรงเรียนบางแห่งปรับเพิ่มหรือคงที่แผนรับนักเรียนชั้น ม.1 ด้วย อาทิ ร.ร.หอวัง รับ 650 คน เพิ่มเป็น 772 คน, ร.ร.สายน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์ฯ รับ 510 คน เพิ่ม 532 คน, ร.ร.นวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า รับ 482 คน เพิ่ม 616 คน, ร.ร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รับคงที่ 772 คน, ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า รับคงที่ 572 คน เป็นต้น

นายสัจจา ศรีเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 2 กทม.กล่าวว่า ใน สพม.เขต 2 กทม.มีโรงเรียนอัตราแข่งขันสูง 26 โรง ซึ่งภาพรวมพบสัดส่วนรับนักเรียนชั้น ม.1 ลดลงไม่มาก โดยหากเทียบแผนรับนักเรียนโรงเรียนแข่งขันสูงในสังกัด ระหว่างปีการศึกษา 2555 จำนวน 26,802 คน กับปีการศึกษา 2556 จำนวน 24,885 คน จะพบว่าลดลงเพียง 2,000 กว่าที่นั่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ผู้ปกครองอย่าทิ้งการสมัครเรียนโรงเรียนที่เป็นเขตพื้นที่บริการของตนเอง เพราะโรงเรียนดังกล่าวจะให้สิทธิ์เด็กในพื้นที่ได้มีโอกาสเต็มที่ ทั้งสอบแข่งขันในเขตพื้นที่ จับสลาก และสอบแข่งขันทั่วไป ถึงแม้จะไปสมัครโรงเรียนแข่งขันสูงอื่นๆ ไว้ก็ตาม เพราะสุดท้ายหากพลาดเข้าเรียนจากที่อื่น ก็ยังสามารถมาเรียนในโรงเรียนเขตพื้นที่บริการได้ แต่หากทิ้งการสมัครเรียนโรงเรียนเขตพื้นที่บริการตั้งแต่แรก และก็สอบแข่งขันเข้าโรงเรียนอื่นไม่ได้ สุดท้ายก็ไม่มีที่เรียนและเขตพื้นที่ฯเองก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลนักเรียนตั้งแต่แรก

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึง ว่า การรับสมัครนักเรียน ม.1 และ ม.4 นั้น สำหรับนักเรียนทั่วไปจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 14-18 มี.ค.นี้ ซึ่งตนได้กำชับให้เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) และโรงเรียน ให้วางแผนเพื่อรับสภาพปัญหาต่างๆ ให้ได้อย่างฉับไว ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อนั้นยังคงเหมือนปีที่ ผ่านมา แต่จะผ่อนคลายในส่วนของนักเรียนชั้น ม.3 ที่จะเข้าศึกษาต่อโรงเรียนเดิม โดยหากเด็กสามารถพิสูจน์ความสามารถ และความรับผิดชอบในผลการเรียนของตนเอง ซึ่งได้คะแนนเฉลี่ยสะสม 5 ภาคเรียน 2.00 ขึ้นไป ก็จะมีสิทธิได้เรียนต่อ จึงน่าจะเป็นจุดที่ทำให้สภาพปัญหาของปีที่แล้วลดน้อยลงได้

ทั้งนี้ ในส่วนของโรงเรียนมีที่นั่ง ม.ปลาย น้อยกว่า ม.ต้น และไม่สามารถขยายการรับได้นั้น ตนได้กำชับไปแล้วว่าเขตพื้นที่ใดที่โรงเรียนมีปัญหานี้เขตพื้นที่ฯ ต้องเข้ามารับรู้ตั้งแต่เบื้องต้น และมีการวางแผนในการผ่องถ่ายนักเรียนไปยังโรงเรียนอื่นที่รองรับได้ ส่วนที่ว่าผู้ปกครองอาจจะไม่ยอมรับการย้ายนักเรียนไปเรียนที่อื่นนั้น ก็เป็นเรื่องที่เขตพื้นที่ฯ จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจ เพราะ สพฐ.ได้วางหลักเกณฑ์กลางไว้โดยพยายามผ่อนผันอย่างที่สุดแล้ว แต่อาจมีข้อจำกัดบ้าง ซึ่งก็ต้องยอมรับในจุดนี้ด้วย สำหรับการรับบริจาคจากผู้ปกครองนั้น จะต้องดำเนินการหลังจากที่มีการประกาศผลรับนักเด็กเข้าเรียนเรียบร้อยแล้ว

กรุงเทพฯ–11 มี.ค.–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31996&Key=hotnews

ร.ร.ดังปรับลดจำนวนนับ ม.1 ปี 56 กันปัญหารับ ม.4 หวั่นซ้ำรอยบดินทร์ Read More »