Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

เล็งทำประวัติผู้กู้ กยศ.ในเครดิตบูโร

23 กันยายน 2556

ดร.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า จากที่ กยศ.ขอตั้งงบประมาณแผ่นดินประจำปีงบ ประมาณ 2557 จำนวน 23,500 ล้านบาท แต่ถูกปรับลดงบฯ จำนวน 6,700 ล้านบาท ส่งผลให้ในปีการศึกษา 2557 กองทุนไม่สามารถคงเป้าหมายผู้กู้ยืม กยศ. ทั้งรายเก่าและรายใหม่ จากที่ตั้งไว้จำนวน 865,200 คน แบ่งเป็นผู้กู้รายเก่า 635,200 คน รายใหม่ 230,000 คน โดยผู้กู้ยืมรายเก่าจะถูกปรับลดลง 141,671 คน เหลือ 493,529 คน ส่วนผู้กู้รายใหม่จะไม่ได้กู้เลย ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา กยศ.จะเสนอขอใช้งบประมาณกลาง ปีงบฯ 2557 จำนวน 6,700 ล้านบาท เท่ากับที่ถูกตัดไป นอกจากนี้ จะจัดโครงการ “รณรงค์ชำระหนี้” ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 2556 ถึง 31 มี.ค. 2557 เพื่อกระตุ้นการชำระเงินคืน โดยจะมีการลดหย่อนหนี้ ลดเบี้ยปรับ และมอบส่วนลดดอกเบี้ย

ดร.ฑิตติมา กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา กยศ.ได้ลงนามความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งรัฐและเอกชน ในการรณรงค์สร้างความรับผิดชอบให้แก่ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างในสังกัดของตนเองให้ชำระเงินคืนกองทุนฯ เพราะการชำระหนี้ถือเป็นวินัยและการแสดงความซื่อสัตย์ขั้นพื้นฐาน โดยให้หน่วยงานอำนวยความสะดวกผู้กู้ กยศ.ชำระเงินโดยหักจากบัญชีเงินเดือนทันที นอกจากนี้ กยศ.ได้ประสานขอความร่วมมือเข้าไปเป็นสมาชิกของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิต บูโร เพื่อนำข้อมูลผู้กู้ยืมไปบันทึกไว้ในเครดิตบูโร เพื่อใช้เป็นประวัติทางการเงิน อย่างไรก็ตามระหว่างนี้ต้องดูว่าการนำข้อมูลของผู้กู้เข้าไปอยู่ในเครดิต บูโร จะขัดกฎหมายหรือไม่ หากไม่ขัดกฎหมาย กยศ.จะนำรายชื่อของผู้กู้ทั้งหมดเข้าไปอยู่ในข้อมูลเครดิตบูโรได้ในปี 2561 ซึ่งการนำรายชื่อผู้กู้ กยศ.ไว้เครดิตบูโร มีข้อดี คือ ถ้าผู้กู้มาชำระคืนตามเวลาจะมีเครดิต ซึ่งตนเชื่อว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้มีผู้ชำระเงินคืนกองทุนฯ มากขึ้น

“กยศ.ปล่อยเงินกู้ให้เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์มาตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมทั่วประเทศกว่า 4.1 ล้านราย ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 4.2 แสนล้านบาท มีผู้ครบกำหนดชำระหนี้ 2,800,081 ราย ในจำนวนนี้มี 1,485,994 ราย คิดเป็น 53% ติดค้างการชำระหนี้ และ 70% ของผู้ค้างชำระเป็นผู้ที่มีรายได้แล้ว แต่ไม่ยอมชำระเงินคืน เพราะขาดวินัยและความรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังมีค่านิยมที่ว่าใครใช้เงิน กยศ. โง่ ทำให้หลายคนนิ่งเฉย อย่างไรก็ตาม ในอนาคต กยศ. มีแนวคิดใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต มาเป็นเกณฑ์ในการคัดกรองผู้กู้ด้วย เพื่อให้เด็กเห็นคุณค่าของเงินและตั้งใจเรียนมากขึ้น” ดร.ฑิตติมา กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34205&Key=hotnews

เล็งทำประวัติผู้กู้ กยศ.ในเครดิตบูโร Read More »

คอลัมน์: ฟื้น ป.บัณฑิตกระทบหลักสูตรครู 5 ปี สภาคณบดีครุฯชี้ไม่ตอบโจทย์ ‘คุณภาพ’

23 กันยายน 2556

เมื่อวันที่ 22 กันยายน นายสุรวาท ทองบุ ประธานสภาคณบดีครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภามีมติให้เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู หรือ ป.บัณฑิต หลังจากยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.2553 เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่เป็นครูประจำการ หรือครูจ้างสอน ประมาณ 7-8 หมื่นคน ที่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้พัฒนาตัวเอง เพื่อให้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้น การเปิดหลักสูตร ป.บัณฑิตนี้ จะให้เฉพาะหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด และจะต้องเสนอมายังคุรุสภาเพื่อให้บุคลากรของตนได้เรียนในหลักสูตร ป.บัณฑิต ส่วนตัวเห็นว่าการจะรับครูประจำการ หรือครูจ้างสอนเหล่านี้เข้ามาเรียน คุรุสภาควรจะต้องตรวจสอบข้อมูลด้วยว่าคนที่ถูกส่งรายชื่อมา เป็นครูที่ปฏิบัติการสอนจริงหรือไม่ วุฒิการศึกษาตรงกับความต้องการ และขาดแคลนครูหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาพบว่าโรงเรียนรับคนที่จบในสาขาที่แปลก และไม่เหมาะสมมาเป็นครู เช่น สาขาการโรงแรม สาขาการจัดการ สาขาบริหารธุรกิจ เป็นต้น และส่งคนเหล่านี้เรียนหลักสูตร ป.บัณฑิต ซึ่งคนที่จบสาขาเหล่านี้ อาจไม่ตอบโจทย์ด้านคุณภาพการศึกษาในระยะยาว แต่หากจบวิทยาศาสตร์บัณฑิต คณิตศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ เป็นต้น แล้วรับมาเป็นครู จะส่งเสริมคุณภาพการศึกษาได้ดีมาก จึงอยากให้เข้มงวดในการรับเข้าเรียน

“การเปิดสอนหลักสูตร ป.บัณฑิต เพื่อช่วยเหลือกลุ่มครูประจำการ ครูจ้างสอน 7-8 หมื่นคน อาจจะกระทบกับคนที่เรียนหลักสูตรครู 5 ปีที่จบไปแล้ว 5 รุ่น จำนวน 6 หมื่นกว่าคน รวมทั้งกระทบกับคนที่เรียนด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์โดยตรงในการจะบรรจุเป็นข้าราชการครู จากผลการวิจัยที่ผ่านมา พบว่าคนที่เรียนหลักสูตรครู 5 ปี จะมีสมรรถนะสูงกว่าคนที่เรียนหลักสูตร ป.บัณฑิต เนื่องจากหลักสูตร ป.บัณฑิตเรียนเพียง 1 ปี 24 หน่วยกิตสำหรับรายวิชา และฝึกงานอีก 6 หน่วยกิต ทำให้ความเข้มข้นน้อยกว่า ทั้งนี้ การให้ครูหลักสูตร ป.บัณฑิต เข้ามาเป็นครู อาจ ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาในระยะยาวได้ ดังนั้น ส่วนตัวเห็นว่าการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุทั้งหมด” นายสุรวาทกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34204&Key=hotnews

คอลัมน์: ฟื้น ป.บัณฑิตกระทบหลักสูตรครู 5 ปี สภาคณบดีครุฯชี้ไม่ตอบโจทย์ ‘คุณภาพ’ Read More »

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ. : การบริหารงานบุคคลข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 (จบ)

23 กันยายน 2556

ประชาสัมพันธ์
สำนักงาน ก.ค.ศ.
ในสัปดาห์ที่แล้วได้นำเสนอผลการดำเนินงานในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ พ.ศ.2556 ในสัปดาห์นี้จึงขอนำเสนอผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง เพื่อให้เพื่อนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับทราบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

7.กำหนดมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 42 แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547

8.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 3 กรณี คือ กรณีออกจากราชการไปแล้วจะสมัครกลับเข้ารับราชการ กรณีออกจากราชการไปปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรีกลับเข้ารับราชการ และกรณีออกจากราชการไปรับราชการทหารกลับเข้ารับราชการ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ

9.ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญทุกตำแหน่ง เป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ ว 5/2552 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประเมินให้เกิดความเหมาะสมกับบริบทการปฏิบัติงานของทุกตำแหน่ง

10.กำหนดกรอบอัตรากำลัง ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และการบริหารจัดการกรอบอัตรากำลัง รวมทั้งการกำหนดตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ สายงานทรัพยากรบุคคล เพิ่มเติมจากที่กำหนดให้กฎ ก.ค.ศ. การจัดประเภทตำแหน่ง ระดับตำแหน่ง การให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) พ.ศ.2555

นอกจากจะมีการดำเนินการในการพัฒนา กฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแล้ว สำนักงาน ก.ค.ศ.ยังได้จัดให้มีการประชุมสัมมนา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ เพื่อรับทราบนโยบายด้านการศึกษาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติโดยตรง และจัดประชุมสัมมนาชี้แจงกรอบอัตรากำลังและการบริหารกรอบ อัตรากำลังของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ให้กับรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดการปฏิบัติที่ชัดเจน ถูกต้อง เป็นไปแนวเดียวกันอีกด้วย

นี่คือผลการดำเนินงานของสำนักงาน ก.ค.ศ. ภายใต้การบริหารงานของ ดร.รัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ในรอบปี งบประมาณ พ.ศ.2556

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34203&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ. : การบริหารงานบุคคลข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 (จบ) Read More »

“สสค.” จับมือ “มูลนิธิร่มฉัตร” เปิดศูนย์ศึกษาอาเซียน จ.สงขลา พัฒนาชุมชนต้นแบบ เตรียมความพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน

20 กันยายน 2556

“สสค.” ร่วมกับ “มูลนิธิร่มฉัตร” เดินหน้าขยายผลโครงการ “พัฒนาต้นแบบสาธิตชุมชนวัดไตรมิตรวิทยารามฯ” ลงสู่ระดับภูมิภาค ประเดิมเปิดศูนย์ศึกษาอาเซียน จังหวัดสงขลา ดึงเยาวชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่นร่วมศึกษาเรียนรู้ภาษามลายู เพื่อเตรียมความของชุมชนในการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับ มูลนิธิร่มฉัตร จัดทำ “โครงการ ขยายผลชุมชนต้นแบบและการสื่อสารการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ต่อยอดความสำเร็จจาก “โครงการพัฒนาต้นแบบสาธิตชุมชนวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร” ภายใต้แนวทางการดำเนินงาน “บวรโมเดล” ดึงพลังความร่วมมือจากภาครัฐ ชุมชน สังคม และศาสนา สู่ความร่วมมือทั้งในมิติสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ พร้อมเปิด “ศูนย์ศึกษาอาเซียน จังหวัดสงขลา” สร้างแหล่งเรียนรู้เพื่อเปิดประตูทำความรู้จักกับ 10 ประเทศอาเซียน

พระธรรมภาวนาวิกรม ประธานมูลนิธิร่มฉัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เปิดเผยว่า การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนับเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ในการที่ทั้ง 10 ประเทศจะรวมกันเป็นหนึ่ง โดยโครงการที่ทาง มูลนิธิร่มฉัตร และ สสค. ได้ร่วมกันดำเนินงานนั้น เป็นการนำ 2 ทฤษฎีขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คือ “บ-ว-ร” และ “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” มาใช้ในการเตรียมความพร้อมกับให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมของชุมชนในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน

“การเรียนรู้ภาษาเพื่อนบ้านสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในทุกๆ เรื่อง เพราะภาษาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงในด้านต่างๆ ทั้ง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ศิลปวัฒนธรรม ของไทยและเพื่อนบ้าน และยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งปัจจุบันทาง มูลนิธิร่มฉัตร ได้ร่วมกับ สสค. เตรียมความพร้อมของชุมชนโดยเริ่มต้นจากชุมชนเล็กๆ เริ่มต้นจากทีละหมู่บ้าน ก่อนที่จะขยายไปในระดับตำบล ระดับอำเภอ และจังหวัด โดยกระจายลงไปใน 4 ภูมิภาค เพื่อพัฒนาให้เกิดเป็นชุมชนต้นแบบของการขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่” ประธานมูลนิธิร่มฉัตรกล่าว

ดร.อุบล เล่นวารี ที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวถึงการดำเนินงานโครงการขยายผลชุมชนต้นแบบฯ ว่า จัดทำขึ้นเพื่อขยายผลการดำเนินงานและความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับชุมชนต้นแบบวัดไตรมิตรฯ ออกไปสู่ระดับภูมิภาค เพื่อกระตุ้นและจุดประกายให้สังคมหรือชุมชนตื่นตัวในเรื่องของ AEC ด้วยการสร้างชุมชนต้นแบบขึ้นใน 4 ภาคประกอบไปด้วย ภาคเหนือ โรงเรียนบ้านแม่จัน จังหวัดเชียงราย, ภาคกลาง โรงเรียนเอกชัย จังหวัดสมุทรสาคร, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงเรียนเทศบาล 2 พิบูลวิทยาคาร จังหวัดอุบลราชธานี และภาคใต้ โรงเรียนบ้านน้ำกระจาย จังหวัดสงขลา

“เป้าหมายของการดำเนินโครงการนี้เพื่อให้เกิดการขยายผลแนวคิดและการดำเนินงานออกไปยังชุมชน ตำบล หรืออำเภออื่นๆ ในพื้นที่ของทั้ง 4 จังหวัด และต้องการที่จะจุดประกายให้ทุกภาคส่วนในชุมชนที่ประกอบด้วย ‘บ ว ร’ ช่วยกันคิด วางแผน และดำเนินการในการเตรียมความพร้อมของชุมชนตนเองในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ให้ครอบคุลมทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน จนสามารถเป็นตัวอย่างหรือต้นแบบให้แก่ชุมชนอื่นๆ ในการนำไปใช้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ ควบคู่กันไปอย่างยั่งยืนพร้อมกันทั้งประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเป้าหมายที่แท้จริงของประชาคมอาเซียนก็คือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข” ดร.อุบล ระบุ

นายประทีป เพ็ชรจำรัส ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำกระจาย จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “ศูนย์ศึกษาอาเซียน” และเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนโครงการชุมชนต้นแบบสู่ AEC ของจังหวัดสงขลาเปิดเผยว่า นอกจากการสอนภาษาอังกฤษ และภาษามลายูให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนที่มีความสนใจแล้ว ยังได้จัดให้มีการสอน “ภาษามลายู” ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยมีผู้ที่สนใจเข้าอบรมในรุ่นแรกมากกว่า 30 คน ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการประกอบธุรกิจและทำการค้ากับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลในเซียที่เข้ามาในพื้นที่

“ผลดีที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในโรงเรียนก็คือ เกิดความตื่นตัว และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ.2558 ในส่วนของชุมชนเองก็เกิดความตระหนักและตื่นตัวเช่นเดียวกันว่า ในฐานะเจ้าของบ้าน เราจะต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาได้อย่างไร ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาตนเองขึ้นมาเพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนในอนาคตได้ เพราะต่อไปจะมีชาวต่างชาติเข้ามาเป็นส่วนร่วมในการประกอบอาชีพต่างๆ มากมาย และภาษาก็มีบทบาทที่สำคัญสำหรับการค้าการขายต่างๆ เพราะถ้าเราพูดจาภาษาเดียวกัน สื่อสารกันรู้เรื่อง ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น สำหรับกิจกรรมที่จะดำเนินงานต่อไปในอนาคต จะขยายผลไปสู่การสอนภาษาพม่า เพราะปัจจุบันมีแรงงานชาวพม่าเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดสงขลาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นภาษาพม่าจึงมีความจำเป็นในการเรียนรู้ของชุมชนเพื่อที่จะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนด้วยเช่นกัน” ผอ.ประทีป ระบุ

“เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่จะช่วยทำให้การพัฒนาเป็นหนึ่งเดียวกันของ 10 ประเทศอาเซียน เป็นไปได้ด้วยดีและประสบความสำเร็จ ดังนั้นเมื่อทุกคนในชุมชนมีความรู้ภาษาเพื่อนบ้าน ก็เกิดความเข้าใจในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เมื่อนั้นปัญหาความขัดแย้งในด้านต่างๆ ก็จะหมดไป สิ่งเหล่านี้จะทำให้ประเทศไทยเกิดความเข้มแข็ง พร้อมที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ เข้าถึง และสามารถพัฒนาประเทศไทยให้มีคุณภาพที่ดีในอาเซียน และนำประเทศไทยไปสู่เวทีโลกได้อย่างสง่างาม” พระธรรมภาวนาวิกรม กล่าวสรุป.

สามารถคลิกดูภาพประกอบได้ที่ www.thaipr.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34187&Key=hotnews

“สสค.” จับมือ “มูลนิธิร่มฉัตร” เปิดศูนย์ศึกษาอาเซียน จ.สงขลา พัฒนาชุมชนต้นแบบ เตรียมความพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน Read More »

สพฐ.รับระบบ ‘ซ่อมเสริม’ ไม่เข้มข้น จำเป็นต้องซ้ำชั้นหากเด็กคุณภาพต่ำ

20 กันยายน 2556

เมื่อวันที่ 19 ก.ย.56 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มีแนวคิดจะทบทวนนโยบายตกซ้ำชั้นว่า ตนเห็นด้วยหากจะมีการทบทวนนโยบายเรียนซ้ำชั้น เพราะต้องยอมรับว่าการสอนของโรงเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งกำหนดให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะตรงตามมาตรฐานการสอน จึงมุ่งเน้นให้ความรู้ เพื่อที่เด็กจะนำไปต่อยอดเรียนต่อได้ ไม่ค่อยมีการให้เด็กซ้ำชั้น หากมีปัญหาการเรียนโรงเรียน ก็จะมีระบบซ่อมเสริมมาช่วยแก้ ยกเว้นแต่ว่าเด็กคนนั้นมีปัญหาจริงๆ เรียนไม่ไหว ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของครูผู้สอน และทางโรงเรียนว่าจำเป็นต้องให้ซ้ำชั้นหรือไม่

ระบบซ่อมเสริมที่ไม่เข้มข้น อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพของเด็ก เพราะด้วยระยะเวลาจำกัดหรือจำนวนของเด็กที่ต้องซ่อมเสริมมีมาก ประกอบกับความเอาใจใส่ของครูที่บางครั้งดูแลเด็กไม่ทั่วถึง จึงต้องปล่อยผ่านไปสู่การเรียนระดับต่อไป จนเป็นปัญหาเด็กเรียนไม่ทันเพื่อน ไม่เข้าใจการเรียนจนสะสมจนกลายเป็นดินพอกหางหมูกระทบต่อการเรียนรู้ รวมถึงมีปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ก็เป็นอุปสรรคต่อการเรียน   อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะมีการคัดกรองเด็กที่มีปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เพื่อพัฒนาและแก้ไขสิ่งที่บกพร่อง เชื่อว่าเมื่อแก้ปัญหานี้ได้ ก็จะช่วยให้ปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาของเด็กที่พอกพูนอยู่ลดลง” นายชินภัทร กล่าว

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

 

สพฐ.รับระบบ ‘ซ่อมเสริม’ ไม่เข้มข้น จำเป็นต้องซ้ำชั้นหากเด็กคุณภาพต่ำ Read More »

มติบอร์ดคุรุสภาฟื้นเปิดสอน ป.บัณฑิต ชี้สอนเฉพาะในที่ตั้ง

20 กันยายน 2556

มติบอร์ดคุรุสภา ฟื้นหลักสูตรป.บัณฑิตอีกครั้งหลังจากสั่งยกเลิกไปแต่ปี 53 คาดเริ่มเปิดสอนได้อย่างช้าปี 57 พร้อมมอบคุรุสภา ไปทำหลักเกณฑ์แบบเข้มข้นและให้สอนเฉพาะในที่ตั้งเท่านั้น เน้นเปิดโอกาสครูจ้างสอน ในร.ร.ที่มีปัจจุบันมีอยู่ราว 6-7 หมื่นคนพร้อมย้ำตั๋วครูไม่ใช่ทางผ่าน

วานนี้ (19 ก.ย.) นายไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานคณะกรรมการคุรุสภา เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู หรือ ป.บัณฑิต ใหม่อีกครั้ง ภายหลังที่ได้มีการยกเลิกการจัดการสอนไปเมื่อปี 2553 เนื่องจากเกิดปัญหาว่าสถาบันไปจัดการเรียนการสอนไม่มีคุณภาพและเกิดปัญหาซื้อขาย ป.บัณฑิตขึ้น ขณะเดียวกันการเปิดสอนก็ไปรับคนที่ไม่ได้เป็นครูมาเรียนซึ่งไม่เป็นไปตามที่คุรุสภากำหนด อย่างไรก็ตาม เหตุที่คณะกรรมการฯ มีมติให้สอน ป.บัณฑิต อีกครั้งเพราะขณะนี้มีความจำเป็นและต้องการเปิดโอกาสให้คนที่เป็นครูจ้างสอน ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 6-7 หมื่นคน แต่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้พัฒนาตัวเอง เพื่อให้ได้รับใบอนุญาตฯ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาไปวางหลักเกณฑ์และแบบประเมินการติดตามหลักสูตรการเรียนการสอนทางด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ซึ่งจะควบคุมตั้งแต่หลักสูตร จำนวนผู้เรียน รายชื่อผู้เรียน รายชื่อผู้สอน เป็นต้น โดยจะต้องส่งมาให้คุรุสภาอนุญาตก่อน ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถจัดทำหลักเกณฑ์ให้เสร็จสิ้นและเริ่มเปิดหลักสูตรป.บัณฑิตได้อีกครั้งอย่างช้าในปีการศึกษา 2557 นี้

“สำหรับป.บัณฑิตที่จะเปิดใหม่นี้ จะเปิดให้เฉพาะคนที่เป็นครูอยู่แล้ว เช่นครูอัตราจ้างในโรงเรียนต่าง ๆ แต่ยังไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูเท่านั้นไม่รับคนทั่วไป โดยจะต้องได้รับการรับรองจากสถานศึกษาว่า เป็นได้ทำการสอนจริง ๆ นอกจากนั้นที่ประชุมยังหารือเรื่องการควบคุมคุณภาพการเปิดสอนป.บัณฑิต โดยเห็นว่าที่ผ่านมาวิชาชีพครูค่อนข้างเป็นวิชาชีพที่มีความอะลุ่มอล่วย ทำให้หลายสถาบันจัดการศึกษาไม่มีคุณภาพ ดังนั้นอนาคตถ้าต้องการให้วิชาชีพครูมีคุณภาพจริง ๆ ต้องดูแลเชิงคุณภาพอย่างเข้มข้น ทั้งหลักสูตร จำนวนผู้เรียน คุณภาพผู้เรียน รวมถึงหลักเกณฑ์สำหรับสถาบันที่จะเปิดสอน ป.บัณฑิต ก็จะต้องเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะอาจารย์ผู้สอนจะต้องมีตัวตนจริง ๆ จำนวนผู้สอนกับจำนวนนักศึกษาเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และจะอนุญาตให้เปิดสอนเฉพาะในที่ตั้งเท่านั้น ไม่ให้เปิดสอนนอกสถานที่ตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการจัดการศึกษาไม่มีคุณภาพ” นายไพฑูรย์ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มีแนวคิดการปลดล็อกใบประกอบวิชาชีพครูเพื่อเปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้ ความสามารถในสาขาที่ขาดแคลน อาทิ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ สามารถเป็นครูได้นั้น นายไพฑูรย์ กล่าวต่อว่า อาจจะเป็นความเข้าใจผิด เพราะทุกวันนี้คุรุสภาก็เปิดโอกาสให้คนที่ไม่ได้จบวิชาชีพทางการศึกษาสามารถเข้ามาเป็นครูได้อยู่แล้ว โดยมีหลักการว่าหากโรงเรียนต้องการจ้างคนที่จบสาขาเฉพาะทางที่ไม่ใช่วิชาชีพทางการศึกษามาเป็นครูก็สามารถจ้างได้ แต่ต้องขออนุญาตคุรุสภา ซึ่งก็มีเงื่อนไขว่าจะสามารถสอนได้เป็นเวลา 2 ปี โดยในระหว่างนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการของคุรุสภาซึ่งมีหลายช่องทางเพื่อให้ได้ใบประกอบวิชาชีพทางการศึกษา แต่หากยังไม่ได้ก็สามารถต่ออายุได้อีก 2 ปีเท่ากับว่ามีเวลาถึง 4 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อครบกำหนด 4 ปีแล้วยังไม่ได้ใบประกอบวิชาชีพอีกก็ต้องออกจากวิชาชีพนี้ไป

“ปัจจุบันมีครูที่ยังไม่มีใบประกอบวิชาชีพอยู่ถึง 6-7 หมื่นคน แสดงให้เห็นว่าคุรุสภาก็ไม่ได้ปิดกั้นให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นครู เพียงแต่คุรุสภาต้องการคนที่สนใจเข้ามาเป็นครูอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นเรื่องการปลดล็อกใบประกอบวิชาชีพครูไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือคนวิชาชีพอื่นมาอาศัยวิชาชีพครูเพื่อให้ได้ใบประกอบวิชาชีพครูไปสมัครเพื่อเรียนต่อ เช่นคนจบสายวิทยาศาสตร์มา แต่เรียนแค่พอผ่านจะทำงานสายวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้จึงมาเป็นครูเพื่อให้ได้ใบประกอบวิชาชีพไปใช้ประโยชน์อื่น ทั้งที่ จริงแล้วไม่ได้สนใจที่จะเป็นครูทำให้วิชาชีพครูถูกมองว่าเป็นวิชาชีพเผื่อเลือก เป็นอะไรไม่ได้ก็มาเป็นครู”นายไพฑูรย์ กล่าว

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34185&Key=hotnews

มติบอร์ดคุรุสภาฟื้นเปิดสอน ป.บัณฑิต ชี้สอนเฉพาะในที่ตั้ง Read More »

ศธ.เล็งคืนชีพ “สอบตกซ้ำชั้น” แก้ปัญหาคุณภาพนักเรียน

19 กันยายน 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแนวคิดให้ทบทวนเรื่องของการตกซ้ำชั้นของนักเรียน เนื่องจากปัจจุบันนักเรียนทุกคนได้เลื่อนชั้นอัตโนมัติ เมื่อสอบตกวิชาใดจะต้องไปซ่อมเสริมกับครูหากเป็นนักเรียนหญิงจะช่วยครูจัดดอกไม้ ส่วนนักเรียนชายช่วยทำความสะอาดห้องเรียน แล้วครูจะให้ผ่าน หรือบางครั้งมีผู้ปกครองมานั่งกดดันที่โรงเรียนเพื่อให้ลูกหลานผ่านการซ่อมเสริม โดยสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเด็ก เพราะเมื่อเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษา จะอ่านหนังสือไม่ออก จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา

อย่างไรก็ตามแนวทางแก้ไขปัญหา ไม่ใช่แค่สั่งให้ซ้ำชั้นเหมือนเดิม แต่ต้องคิดเงื่อนไขต่างๆ ประกอบกันใหม่ เช่น การติวเข้มจนกว่าจะผ่าน จึงให้เลื่อนไปเรียนชั้นต่อไป นอกจากนี้ อาจปรับระบบการซ่อม ระบบการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานด้วย โดยจะขอหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน
ผู้สื่อข่าว : ทีมข่าวสปริงนิวส์

บรรยายใต้ภาพ: รมว.ศึกษาธิการ เผย มีแนวคิดนำเรื่องของการสอบตกซ้ำชั้น กลับมาใช้ เนื่องจากปัจจุบันนักเรียนทุกคนได้เลื่อนชั้นอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาและตัวเด็กเอง

ที่มา: http://www.springnewstv.tv

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34180&Key=hotnews

ศธ.เล็งคืนชีพ “สอบตกซ้ำชั้น” แก้ปัญหาคุณภาพนักเรียน Read More »

คอลัมน์: แต่งตั้งโยกย้าย

19 กันยายน 2556

แต่งตั้งรองเลขาธิการ ก.พ.ร. (นักบริหารสูง) (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนางสาวขนิษฐา สุดกังวาล ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร.ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ.ร. สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักนายกรัฐมนตรี ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการและตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1.แต่งตั้ง นางรัชนี สุดจิตร์ รองผู้อำนวยการสำนักงาน (นักบริหาร) สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

2.แต่งตั้งนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ รองอธิบดี (นักบริหาร) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ

3.แต่งตั้งนายวิทัศน์ เตชะบุญ รองอธิบดี (นักบริหาร) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป ให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งวาระ

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี ในวันที่ 7 กันยายน 2556 คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่ออีกหนึ่งวาระ จำนวน 5 ราย ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้

1.พลตำรวจโทฉลอง สนใจ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย

2.นายสุรชัย เบ้าจรรยา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข

3. นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

4.นายวิสา คัญทัพ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน

5.นางฉวีวรรณ คลังแสง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34182&Key=hotnews

คอลัมน์: แต่งตั้งโยกย้าย Read More »

นักวิชาการห่วงเด็กไทยใช้ ‘แทบเล็ต’ ผลการเรียนไม่ขยับ

19 กันยายน 2556

เสาวนีย์ นิ่มปานพยุงวงศ์
นักวิชาการยังคงมีความกังวลต่ออนาคตการศึกษาของเด็กไทย จากนโยบายการแจก “แทบเล็ต” ป.1 ทว่าผ่านมาหนึ่งปียังไม่เห็นพัฒนาที่ชัดเจน จึงถูกมองว่าอาจจะกลายเป็นดาบสองคม แทนที่เด็กจะเรียนรู้เพิ่มขึ้น กลับกลายเป็นถูกปลูกฝังให้เสพติดเทคโนโลยีมากเกินไป ไม่มีความเป็นจิตอาสา อยู่ในโลกส่วนตัวสูง แนะรัฐควรพัฒนาคุณภาพครู และรื้อระบบประเมินผลการศึกษาให้สอดคล้องกับผลการเรียนเด็ก

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินว่าขณะนี้อนาคตเด็กไทยมีความน่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะการมีความคิดแต่เรื่องของตัวเอง มีโลกส่วนตัวสูง ให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่าส่วนรวม และความเป็นจิตอาสาต่ำลงมาก สาเหตุมาจากพฤติกรรมในแต่ละวันมักจะอยู่กับเทคโนโลยีเครื่องมือสื่อสาร โทรศัพท์มือถือที่สามารถเข้าอินเทอร์เน็ตได้ หรือแม้แต่เครื่องแทบเล็ต จึงมีความกังวลว่าหากเด็กใช้เครื่องแทบเล็ตตั้งแต่เล็กๆ เด็กอาจจะติดเครื่องมือเหล่านี้ได้ โดยไม่สนใจคนรอบข้าง ทั้งนี้ เชื่อว่าในเจเนอเรชั่นต่อไปก็จะอยู่ในสังคมที่เรียกว่าสังคมเสมือน

“เชื่อว่าเด็กในเจเนอเรชั่นที่ใช้เครื่องแทบเล็ตตั้งแต่เริ่มต้นในวัยเรียนรู้ จะมีคุณภาพชีวิตในองค์รวมด้อยกว่ามาตรฐาน และเด็กจะไม่สนใจเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง แม้ว่าจะเป็นเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน เด็กเจเนอเรชั่นนี้กลับสามารถยอมรับได้ เพราะเห็นจากข่าวสารให้แต่ละวัน เช่น การทุจริตครูผู้ช่วย ทำให้เรื่องของการทุจริตมันซึมซับเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึก จนพวกเขายอมรับได้” นายสมพงษ์กล่าว

นอกจากนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงในสังคมไทย คือเด็กนักเรียนในปัจจุบันเรียนเยอะเกินไป ส่งผลให้เกิดการแข่งขันสูง ซึ่งไม่เพียงคิดแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น การแข่งขันของเด็กสมัยนี้ยังเน้นไปที่เรื่องปัจจัยภายนอกด้วย เช่น อยากสวยอยากเด่นเหมือนดารา หรืออยากมีของแบรนด์เนมใช้ แต่ไม่ค่อยได้คิดเรื่องของเป้าหมายในชีวิต และนี่คือคุณลักษณะแบบที่เรียกว่า เด็กไทยเกิดน้อยแถมด้อยคุณภาพ

นายสงพงษ์ เสนอว่าหากวันนี้ประเทศไทยยังไม่เร่งทำระบบการเรียนรู้ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ปฏิรูปการศึกษา ไม่ต้องรอถึงอนาคตก็จะเห็นว่า มีแต่เด็กที่อยู่ในเจเนอเรชั่นที่อ่อนแอต่อสังคม ขณะที่ในสังคมมีปัญหาหลายเรื่องทั้งเรื่องยาเสพติด เรื่องเพศ และเรื่องภัยแวดล้อมอันตราย หากยังไม่ทำอะไร เด็กเหล่านี้จะเป็นเด็กที่ตกยุคศตวรรษที่ 21 จะเข้าสู่ระบบการแข่งขันได้ลำบาก ออกไปสู่สังคมระดับชาติแทบไม่ได้ และการทำงานในอนาคต เด็กต่างชาติจะเข้ามาทดแทนเด็กไทย ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นเด็กไทยก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับใครได้

“การจัดอันดับของคุณภาพการศึกษาของ World Economic Forum หรือ WEF ซึ่งไทยอยู่อันดับสุดท้ายนั้นสะท้อนปัญหาการศึกษาไทยได้ชัดเจน และเชื่อว่าจากจุดนี้น่าจะเป็นจุดที่สะเทือนวงการศึกษาไทยว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากเป็นสิ่งที่สะท้อนคุณภาพของคนที่อยู่ในประเทศว่าจะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้หรือไม่” เรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของบ้านเมือง ถ้ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ เท่ากับกำลังทำร้ายประชาชน ทำร้ายสังคมและทำร้ายเด็กไทย ดังนั้น รัฐต้องเห็นความสำคัญเรื่องของการพัฒนาคน มากกว่าเรื่องข้าว เรื่องน้ำ และเรื่องยางพารา แต่ต้องมาคิดแล้วว่าทำอย่างไรจะปฏิรูปคน ให้คนที่อยู่ในประเทศ มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในศตวรรษที่ 21″ นายสมพงษ์กล่าว

ด้านนายศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัยจากสถานบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศหรือทีดีอาร์ไอ มองว่าเครื่องแทบเล็ต ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ แต่วิธีการใช้ต้องมีการเตรียมพร้อมมากพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องของซอฟต์แวร์ หรือเนื้อหาที่บรรจุลงในเครื่องแทบเล็ต เพราะเท่าที่ติดตามดูเนื้อหาในเครื่องแทบเล็ตของเด็ก ป.1 มองว่ายังไม่ถูกใช้งานได้จริง เพราะเป็นการเอาหนังสือมาทำให้อยู่ในแทบเล็ตมากกว่า แต่ยังไม่มีอะไรที่เป็นอินเตอร์แอคชั่น หากเทียบกับการใช้งานของต่างประเทศที่นำมาใช้กับเด็กเล็ก จะมีซอฟต์แวร์ที่กระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กมากกว่า ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

“หากถามว่าเหมาะสมไหมกับเด็ก 6-7 ปี จากการศึกษาการใช้งานแทบเล็ตในต่างประเทศของเด็กอายุ 6-7 ปีจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยหลังจากการใช้งาน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กับเด็กมัธยมขึ้นไป น่าจะมีประโยชน์มากกว่า ทั้งนี้ การจะใช้เครื่องแทบเล็ตมาส่งเสริมให้เกิดความรู้ต้องมีปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตมีความพร้อมหรือไม่ ซอฟต์แวร์และวิธีการสอนของครูไปด้วยกันได้หรือไม่ เพราะหากในเครื่องแทบเล็ตมีซอฟต์แวร์ที่ดีแต่ครูยังสอนเหมือนเดิมก็ไม่น่าจะเกิดประโยชน์ ” นายศุภณัฏฐ์กล่าว

นายศุภณัฏฐ์ เสนอว่าการใช้เครื่องแทบเล็ตให้เกิดประโยชน์ ต้องนำมาใช้ให้เหมาะกับวัยที่พร้อมจะเรียนรู้ และรัฐบาลควรที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ดียิ่งขึ้น เพราะอย่างไรเสียรัฐบาลก็เดินหน้าแจกแทบเล็ตไปแล้ว ก็ต้องมาคิดเรื่องของเนื้อหาว่าทำอย่างไรในแทบเล็ตจะมีซอฟต์แวร์ที่ดีขึ้นจากที่เด็กเรียนรู้ทางเดียวผ่านอี-บุ๊ค และ อี-เลิร์นนิ่งต่างๆ ให้เป็นอินเตอร์แอคชั่นให้มากขึ้น มีลูกเล่นที่ตอบสนองการเรียนรู้ของเด็กมากกว่าที่เป็นอยู่ และต้องพัฒนาครูให้พร้อมจะสอนทักษะการเรียนรู้ให้กับเด็กได้เข้าไปค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต และสอนให้เด็กวิเคราะห์ข้อมูล ให้รู้ว่าข้อมูลไหนเชื่อถือได้ ข้อมูลไหนเชื่อถือไม่ได้ เพราะส่วนนี้ถือเป็นการเรียนรู้อีกอย่างหนึ่ง

“ส่วนเรื่องการพัฒนาการศึกษา มองว่าที่ผ่านมามีการตั้งคำถามกับรัฐบาลไทยเพราะรัฐลงทุนกับการศึกษามาก ทั้งนโยบายแจกแทบเล็ต ทั้งให้ความสำคัญกับการขึ้นเงินเดือนให้กับครูแต่ทำไมผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษายังต่ำอยู่ ซึ่งล่าสุดเวทีเศรษฐกิจโลก รายงานขีดความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพการศึกษาก็จัดให้ไทยอยู่ดันดับ 8 ของอาเซียน ขณะที่ผลการสอบของ PISA ซึ่งเป็นคะแนนสอบนานาชาติไทยก็ยังอยู่ในอันดับรั้งท้ายตลอด จึงคิดว่าในส่วนนี้ต้องทบทวนว่าเหตุใดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยในภาพรวมยังไม่ดีขึ้นเลย” นายศุภณัฏฐ์ กล่าว
จุดบอดของการศึกษาไทยมี 4 เรื่องสำคัญคือ 1.หลักสูตรของไทยยังล้าสมัย 2.ชั่วโมงเรียนของเด็กมากเกินไป 3.ระบบการประเมินผลนักเรียนที่ล้มเหลว และ 4.การประเมินผลครูและโรงเรียน ไม่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน

“ต้องบอกว่าการประเมินผลการศึกษา ทั้งจากเด็ก ครูและโรงเรียน ควรเอาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กมาประเมิน ถ้าวันนี้เด็กยังมีผลการเรียนต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ครูและโรงเรียนถูกประเมินให้ผ่านและดีเยี่ยมการแก้ปัญหาก็ไม่เกิด คุณภาพการศึกษาของเด็กไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างแท้จริง” นายศุภณัฏฐ์ กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34176&Key=hotnews

นักวิชาการห่วงเด็กไทยใช้ ‘แทบเล็ต’ ผลการเรียนไม่ขยับ Read More »

“จาตุรนต์” สั่งรวมข้อมูลความต้องการครู โยงแต่งตั้งโยกย้าย

19 กันยายน 2556

“จาตุรนต์” สั่ง อ.ก.ค.ศ.รวมข้อมูลความต้องการครูภาพรวมทั่วประเทศ และเชื่อมโยงการแต่งตั้งโยกย้ายครูในพื้นที่กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อปฏิรูปการสอน อย่าพิจารณาการย้ายโดยดูแต่เพื่อสร้างความเป็นธรรมหรือแค่แก้ปัญหาระบบเส้นสาย โดยหลงลืมเรื่องคุณภาพ

วานนี้ (18 ก.ย.) ที่โรงแรมคุ้มภูคำ จ.เชียงใหม่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวระหว่างมอบนโยบายต่อที่ประชุมสัมมนาคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางกาศึกษา(อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษา ภาคเหนือ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)มีใจความสำคัญตอนหนึ่ง ว่า ที่ผ่านมาการบริหารงานบุคคลของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ให้ความสำคัญกับการแต่งตั้งโยกย้ายเท่านั้น แต่เป้าหมายสำคัญของการดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ใช่เพื่อความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ควรเชื่อมโยงการแต่งตั้งโยกย้ายให้สอดรับกับการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการปฏิรูปการเรียนการสอนให้มากขึ้น เพราะฉะนั้น อ.ก.ค.ก.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาต้องมีฐานข้อมูลผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนในเขตพื้นที่ฯ และมีข้อมูลการขาดแคลนครูเพื่อใช้ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะความเป็นธรรมและการแก้ปัญหาระบบเส้นสายในการโยกย้ายแต่งตั้งเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพการศึกษาด้วย ที่สำคัญการแต่งตั้งโยกย้ายบรรจุครู ต้องดูภาพรวมความขาดแคลนครูด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการแต่งตั้งโยกย้ายครูในพื้นที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จะพิจารณาไปตามความเห็นและความจำเป็นของแต่ละเขตพื้นที่ ขาดการดูแลในภาพรวมของประเทศ เช่น กรณีครูสอนภาษาฝรั่งเศสที่เหลือ 200 กว่าคนทั่วประเทศ หากประเทศไทยมีความต้องการครูในส่วนนี้มากขึ้นก็จะเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไร หากปล่อยให้ อ.ก.ค.ศ.เขตฯยังแต่งตั้งตามความพอใจแบบในปัจุบัน ทั้งนี้อยากให้ ก.ค.ศ.ไปคิดวิธีการและหลักเกณฑ์ โดยอาจจะต้องจัดทำข้อมูลความต้องการภาพรวมทั่วประเทศ เช่น หากต้องการให้บรรจุครูไอซีที 2,000 คนก็ให้แจ้งไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯให้บรรจุแต่งตั้งครูตามความต้องการ

“จะมอบให้ ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์ว่าจะประเมินการทำงานของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯได้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยมีการประเมินว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯว่าทำงานดีหรือไม่ดีอย่างไร เมื่อมีหลักเกณฑ์การประเมินแล้วจะทำให้ทราบผลการทำงานของแต่ละ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ทั่วประเทศ และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯเองก็จะต้องรับผิดชอบต่อสังคมและผลประเมินที่ออกมา”  รมว.ศึกษาธิการ กล่าว  และว่าในส่วนของการประเมินวิทยฐานะก็อยากให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนด้วย ที่ผ่านมาได้รับข้อมูลว่ามีผู้อำนวยการโรงเรียนหลายแห่งผ่านการประเมินวิทยฐานะที่สูง มีความก้าวหน้าในวิชาชีพแต่ผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนตัวเองกลับต่ำ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34174&Key=hotnews

 

“จาตุรนต์” สั่งรวมข้อมูลความต้องการครู โยงแต่งตั้งโยกย้าย Read More »