Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

สกสค.คัดเลือกครูรับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ”

6 กันยายน 2556

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) คัดเลือกผลงานครูเข้ารอบสุดท้าย 20 คน ก่อนเฟ้นให้เหลือ 10 คนสุดท้าย เพื่อรับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ” ประจำปี 2556 ประกาศผล 9 ก.ย.นี้

นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า สกสค. ได้เล็งเห็นความสำคัญของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกำลังหลักในการพัฒนาเด็กและเยาวชน จึงได้จัดมอบรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณธรรมและน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต จำนวน 10 คน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ปี 2552 สกสค. ได้คัดเลือกครูจากทั่วประเทศให้ได้รับรางวัล “ครูผู้ทำคุณประโยชน์ทางด้านการศึกษา” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ ซึ่งในแต่ละปีจะมีครูได้รับรางวัลประมาณ 800 คน และจนถึงปี 2555 มีครูได้รับรางวัลไปแล้วทั้งสิ้น 3,062 คน ดังนั้นในปี 2556 สกสค.จึงได้มีการคัดเลือกครู จาก 3,062 คนดังกล่าว ให้เหลือ 99 คน เพื่อเข้าร่วมโครงการ “พาครูสู่ดินแดนพุทธภูมิ 99 คน” โดยได้พาครูไปทัศนศึกษาและจาริกแสวงบุญยังสังเวชนียสถานทั้ง 4 ตำบลในประเทศอินเดียและเนปาล หลังจากนั้นได้ให้ครูทั้ง 99 คน ส่งผลงานทางด้านคุณธรรม จริยธรรมมาให้คณะกรรมการพิจารณา โดยในรอบแรกได้คัดให้เหลือ 49 คน จนมาถึงการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย 20 คน ซึ่งจะมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงาน เพื่อการพิจารณาเชิงประจักษ์ในการคัดเลือกให้เหลือ 10 คน เพื่อรับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ” ส่วนครูที่เหลืออีก 10 คน จะได้รับรางวัล “พระพฤหัสบดีเงิน” และครูผู้ผ่านเกณฑ์คัดเลือกในรอบแรกที่เหลืออีก 29 คน จะได้รับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองแดง” โดยจะมีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ” ประจำปี 2556 ในวันที่ 9 กันยายน 2556 และจะมีการมอบรางวัล ในวันที่ 16 มกราคม 2557

” ครูที่ได้รับรางวัลพระพฤหัสบดีทองคำ จะเป็นผู้ผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ ในด้านการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี โดยมีการประเมินด้านความอุตสาหะ ขยัน อดทน มุ่งมั่น และรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ของงาน การยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม หลักนิติธรรม ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยวางตัวเป็นกลางทางการเมือง และเป็นผู้มีส่วนร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในด้านการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม โดยมีการประเมินด้านการดำรงชีวิตตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นผู้ละเว้นอบายมุขและสิ่งเสพติด เป็นผู้ใช้หรือให้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลและทางราชการอย่างเป็นไปด้วยความถูกต้อง เป็นผู้ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีเหมาะสมกับสถานภาพและตำแหน่งหน้าที่ อีกทั้งเป็นผู้ประหยัด มัธยัสถ์ และอดออม” เลขาธิการสกสค.กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34013&Key=hotnews

สกสค.คัดเลือกครูรับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ” Read More »

‘หนึ่งแสนครูดี’ ประจำปี 56 เชิดชูเกียรติ ครูคนเก่งของไทย

6 กันยายน 2556

คำกล่าวที่ว่า “ครู” คือ แม่พิมพ์ของชาติ เป็นสิ่งที่ไม่ได้มาง่ายๆ หากแต่ต้องมีการประพฤติปฏิบัติตนเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ มีความอดทน ทั้งยังต้องทุ่มเททั้งพลังกาย พลังใจ ในการสอนเพื่อให้เยาวชนหรืออนาคตของชาติเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเมื่อความมุ่งมั่นได้สัมฤทธิผล ผลลัพธ์ที่ได้คือการออกดอกออกผลทางการศึกษา เกิดเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ คือ “เยาวชน” และด้วยความมุ่งมั่นดังกล่าว ส่งผลให้ครูทุกท่านที่มีความสามารถสมควรได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติ ซึ่งทางคุรุสภาได้เล็งเห็นความสำคัญของบุคลากรครูทุกท่าน จัดให้ครูส่งผลงานเพื่อคัดเลือกรางวัล “หนึ่งแสนครูดี” เพื่อเป็นรางวัลต่อความสำเร็จในวิชาชีพครูที่สะสมมา

ทั้งนี้ ผลการคัดเลือกรางวัลดังกล่าวจากครูทั่วประเทศ ครูจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับเกียรติรับรางวัล “หนึ่งแสนครูดี” ประจำปีการศึกษา 2556 มาถึง 4 ท่านด้วยกัน โดยที่ครูแต่ละท่านมีแนวทางการสอนและการทำวิจัยที่ต่างกัน แต่ส่งผลในทางบวกสำหรับการศึกษาและแก้ปัญหาพฤติกรรมการเรียนการสอนในวัยเด็กให้มีประสิทธิภาพทั้งสิ้น อันได้แก่ คุณครูลาวัณย์ สมิธ ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กับผลงานอันโดดเด่น คือการวิจัยชั้นเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรม ความสนใจการเรียน การร่วมกิจกรรม และบุคลิกภาพของนักเรียน เพื่อหาสิ่งที่ควรสนับสนุนเพิ่มเติมหรือปรับปรุงนักเรียนในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้นครบทุกด้าน

สำหรับคุณครูอัจฉราณี อัจฉริยศิลป์ ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลงานทางด้านการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบูรณาการการเรียนการสอน โดยสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-books) หมวดวิชาสังคมศาสนาและวัฒนธรรม มีเนื้อหาเป็นการนำเนื้อหาจากหนังสือไปปรับให้เป็นภาพเคลื่อนไหว ใส่เสียง ใส่สีสัน เพื่อให้นักเรียนรู้สึกสนใจและไม่เบื่อกับการเรียนวิชาสังคม ให้เข้าใจง่าย และสนุกมากขึ้น ขณะเดียวกันครูก็ยังคงใช้หนังสือเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกเขียน และฝึกอ่านควบคู่กันไปด้วย

ทางด้านคุณครูสายชล ปัญญามี ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นอีกท่านหนึ่งที่มีผลงงานการสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย และเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในทุกรายวิชาที่คุณครูทำการสอน คุณครูจะมีการกำหนดหัวข้อที่จะเรียน จำลองสถานการณ์ การแสดงบทบาทสมมุติ การสอนแบบศูนย์การเรียนนั้น เพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน และนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง และคุณครูศศินวภา การะหงษ์ ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 คุณครูอีกท่านหนึ่งที่มีผลงานในการเตรียมสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย ใช้สื่อการเรียนการสอนที่เสมือนจริง ให้นักเรียนสามารถเห็น สัมผัสได้ และค้นพบคำตอบของตนเอง แต่ครูผู้สอนจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาและคำแนะนำว่าการค้นพบคำตอบของนักเรียนแต่ละคนนั้นถูกต้องหรือไม่

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลงานอันน่าเชิดชูเกียรติของครูคนเก่ง 4 ท่าน ของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ด้วยความทุ่มเทในการสอนอย่างมีประสิทธิภาพนำมาซึ่งรางวัล “หนึ่งแสนครูดี” ที่ควรได้รับ และแน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างของคุณครูคุณภาพส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีครูอีกหลายท่านที่พร้อมและตั้งใจจริงที่จะสร้างเยาวชนไทยให้เป็นคนดีและคนเก่ง เพื่อเป็นอนาคตที่ดีของชาติสืบต่อไป หากแต่ทุกคนในชาติควรช่วยกันทั้งสถาบันการศึกษาและครอบครัว ไม่ใช่เพียงแต่ปล่อยให้เป็นภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงเท่านั้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34015&Key=hotnews

‘หนึ่งแสนครูดี’ ประจำปี 56 เชิดชูเกียรติ ครูคนเก่งของไทย Read More »

ศธ.ประกาศนโยบายประถมฯ อ่านรู้เรื่อง

6 กันยายน 2556

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. กล่าวในการแถลงข่าวประกาศนโยบาย ศธ. เรื่อง มาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ “นักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ต้องไม่มี” ว่า หลังจากที่ตนได้มอบนโยบายเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้เชื่อมโยงกันเพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เรียนต้องมี เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง คือ ความสามารถในการใช้ภาษา แต่เนื่องจากยังพบว่ามีเด็กไทยจำนวนมากอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงต้องมีการกำหนดมาตรการให้สถานศึกษาปลอดการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำเครื่องมือทดสอบเพื่อตรวจและคัดกรองความสามารถการอ่านออกเสียงและความเข้าใจของนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.6 เพื่อจัดแบ่งเด็กเป็นกลุ่ม วิเคราะห์สภาพปัญหา และหาวิธีแก้ไขที่ตรงจุด โดยจะเริ่มคัดกรองพร้อมกันทุกเขตพื้นที่การศึกษา และรายงานมายัง สพฐ.ภายในเดือน ก.ย. นี้ จากนั้นจะเร่งรัดพัฒนาครูตามผลการประเมินภายในเดือน ต.ค. เพื่อจัดสอนซ่อมเสริมให้แก่นักเรียนที่มีปัญหาภายในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 โดย สพฐ.จะมีการกำกับ ติดตาม นิเทศให้ความช่วยเหลือครูภาษาไทย และครูทุกคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาการอ่านของเด็ก

“ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะเชื่อมโยงไปถึงการให้เด็กคิดวิเคราะห์การเรียนภาษาต่างประเทศ และการเรียนภาษาอื่น ๆ รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการดูแลแก้ไข ซึ่งตัวอย่างของหลายโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา คือ ให้ การดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดและมีการสอนแบบเข้มข้น บางโรงเรียนใช้เวลาเพียง 120 ชั่วโมง ก็สามารถเปลี่ยนให้เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เป็นอ่านออกเขียนได้ แล้วกลับเข้าห้องเรียนตามปกติ ซึ่งวิธีการนี้จะใช้เวลาไม่มาก แต่สิ่งที่จะต้องเร่งรัดต่อไป หลังจากเด็กอ่านออกเขียนได้แล้ว คือ การอ่านรู้เรื่อง และสื่อสารได้ ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงการเรียนในวิชาอื่น ๆ ด้วย เพราะเมื่ออ่อนภาษาไทย ก็ไม่ต้องพูดถึงวิชาอื่น” นายจาตุรนต์ กล่าวและว่า ปัญหาเรื่องการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลักสูตรที่กำหนดให้เด็กเรียนวิชาภาษาไทยน้อยเกินไปหรือไม่ ปัญหาวิธีการสอนที่สอนให้เด็กอ่านเป็นคำ ไม่ได้สอนให้สะกด เด็กประสมคำแจกลูกไม่เป็น นอกจากนี้ระบบการทดสอบก็ไม่มีมาตรฐานกลางที่อ้างอิงหลักวิชาว่าด้วยการวัดผล หรือความรู้ทางมาตรฐานภาษา เป็นต้น

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ยังไม่สามารถตอบได้ว่าวันนี้มีเด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้กี่คน แต่การสแกนครั้งนี้จะทำให้เรารู้ข้อมูลที่ชัดเจนเป็นรายเขตพื้นที่ฯ โดยมีเป้าหมายว่ากลุ่มที่ต้องปรับปรุงจะต้องลดลงจนเป็นศูนย์ภายในสิ้นเทอมที่ 2 ทั้งนี้ คู่มือการตรวจสอบและคัดกรองการอ่านรู้เรื่องและสื่อสาร นั้น จะให้เด็กอ่านออกเสียงตามเวลาที่กำหนด และมีแบบบันทึกคะแนนให้ โดยทั้ง ชั้น ป.3 และ ป.6 มีคะแนนเต็ม 45 แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ อ่านออกเสียงไม่ได้ 0-17 คะแนน ปรับปรุง 18-26 คะแนน พอใช้ 27-35 คะแนน และ ดี 36-45 คะแนน.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34012&Key=hotnews

ศธ.ประกาศนโยบายประถมฯ อ่านรู้เรื่อง Read More »

8 กันยายน วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ

6 กันยายน 2556

สำนักงาน กศน.
องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศให้วันที่ 8 กันยายนของทุกปี เป็นวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ (International Literacy Day) พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกทั่วโลก ร่วมจัดกิจกรรมและเฉลิมฉลองวันสำคัญดังกล่าว โดย ในปีนี้มุ่งเน้นเป็นพิเศษ เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ ที่จำเป็นระหว่างการรู้หนังสือและสันติภาพ

ในโอกาสนี้ ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกขององค์การยูเนสโก ได้ตอบสนองเจตนารมณ์ดังกล่าว โดยร่วมเฉลิมฉลองและจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสแห่ง วันสำคัญนี้ทุกปี สำหรับวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ในปีพุทธศักราช 2556 นี้ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ได้จัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองวันดังกล่าวขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2556 ณ หอประชุมประจักษ์ ศิลปาคม ศาลากลางจังหวัดหนองคาย โดยจะทำการถ่ายทอดสดพิธีเปิดงานทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศ ไทย กรมประชาสัมพันธ์ และสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อการศึกษา (ETV) ระหว่างเวลา 10.00-11.00 น. และเป็นประเพณีของทุกปี ที่จะมีการอ่านสารจาก ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก (อิรินา โบโกวา) ประจำกรุงปารีส ที่มอบให้เนื่องในวันที่ระลึกสากลแห่ง การรู้หนังสือ ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

“การรู้หนังสือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นตัวจักรสำคัญสำหรับการพัฒนามนุษย์ การรู้หนังสือเป็นการปูทางสู่การปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระ การพัฒนาทักษะต่าง ๆ การแสดงออกถึงวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเต็มที่ การไม่รู้หนังสือของประชากรโลกได้ลดลงในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งต้องขอขอบคุณความพยายามร่วมกันระหว่างประเทศและการทำงานที่มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ในปัจจุบันประชากรโลกร้อยละ 84 สามารถอ่านออกและเขียนได้ เมื่อเปรียบเทียบกันกับปี 2533 ซึ่งมีเพียงร้อยละ 76 โดยในช่วง 20 ปี ประชากรผู้ไม่รู้หนังสือได้ลดลงไปกว่า 100 ล้านคน แต่เท่านี้ยังคงไม่เพียงพอ เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ ยังคงมีความไม่เท่าเทียมกันอย่างรุนแรง สองในสามของประชากรผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือในโลก จำนวน 774 ล้านคน ยังคงเป็นสตรี ส่วนประชากรเด็กและเยาวชนที่ไม่ได้ไปโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิง นอกจากนี้ เด็กวัยเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 57 ล้านคน และระดับมัธยมศึกษาจำนวน 69 ล้านคน ไม่มีโอกาสเข้าโรงเรียน สำหรับเด็กที่โชคดีได้เข้าโรงเรียนนั้น เมื่อออกจากโรงเรียนก็ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้กันทุกคน แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้วในเชิงเศรษฐกิจ ก็ยังมีสัดส่วนของประชากรที่ขาดทักษะพื้นฐานด้านการอ่านและการเขียนสูงมาก สิ่งนี้คืออุปสรรคใหญ่หลวงต่อความสำเร็จของตัวบุคคล การพัฒนาสังคม และความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างกลุ่มประชากรหลากหลายเชื้อชาติ การเกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสังคมความรู้ยุคใหม่ ล้วนทำให้สถานการณ์ดังกล่าวแย่ลงไปอีก

ด้วยความสามารถในการอ่านเขียนทวีความสำคัญมากขึ้น การรู้หนังสือเป็นเงื่อนไขแรกสำหรับการสนทนา การสื่อสารและการเข้าร่วมในสังคม สมัยใหม่ที่เชื่อมโยงกัน ประชากรวัยหนุ่มสาวจำเป็นต้องมีทักษะใหม่ ๆ เพื่อเป็นใบเบิกทางในการเข้าสู่ และประสบความสำเร็จในตลาดแรงงาน อันได้แก่ ความรู้ภาษาต่าง ๆ ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งนี้ การรู้หนังสือเป็นหัวใจสำคัญในการแสวงหาความรู้ทักษะต่าง ๆ ในการสื่อสารระหว่างบุคคล ทักษะความรู้ และความสามารถที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม ทักษะ ดังกล่าวทั้งหมดล้วนเป็นพื้นฐานของสังคมสมัยใหม่ โดยในศตวรรษที่ 21 นี้ การรู้หนังสือเป็นรากฐาน สู่สันติภาพและการพัฒนา ยิ่งกว่าสมัยใดในช่วง ที่ผ่านมา การรู้หนังสือเป็นมากกว่าความจำเป็น เร่งด่วนทางการศึกษา กล่าวคือ เป็นการลงทุน ที่สำคัญยิ่ง เพื่ออนาคตและเป็นก้าวแรกสู่การรู้ หนังสือรูปแบบใหม่ ๆ ที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 เราปรารถนาจะเห็นเด็กทุกคนสามารถอ่านออกและใช้ทักษะดังกล่าวเพื่อปลดปล่อยตนเองให้ เป็นอิสระ
เนื่องในโอกาสวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือในปีนี้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งหลายทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุความฝันนี้ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินครั้งใหม่ รวมทั้งนโยบายต่าง ๆ ที่ร่างร่วมกับประชาชนที่เกี่ยวข้อง รูปแบบการดำเนินงานใหม่ ๆ ที่แสดงถึงความเป็นนวัตกรรมยิ่งขึ้น มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งความก้าวหน้าที่ได้ดำเนินการในหลายปีที่ผ่านมานี้ แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่กล่าวมานี้เป็นไปได้ และยูเนสโกขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำ ทุกอย่างเพื่อให้สิ่งที่ตั้งใจไว้ปรากฏเป็นจริง”

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34011&Key=hotnews

8 กันยายน วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ Read More »

ชี้เทรนด์เรียนข้ามศาสตร์รุ่งกระตุ้นเร่งปั้นเด็กไทยเก่งรอบด้านหวังเอื้อจัดอันดับการศึกษาไม่รั้งท้าย.

6 กันยายน 2556

ชี้เทรนด์การศึกษาแบบข้ามศาสตร์กำลังมาแรง เชื่อหากไทยปรับตัวช่วยคนรุ่นใหม่สร้างนวัตกรรมได้
นางพัชราวลัย วงศ์บุญสิน รองผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า แนวโน้มการศึกษาระดับอุดมศึกษาแบบเรียนข้ามศาสตร์ในกลุ่มประเทศอาเซียนกำลังมาแรง โดยตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนคือ สิงคโปร์ที่นำศาสตร์ด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม และนิติศาสตร์ มารวมกันทำให้ผลิตวิศวกรที่สามารถสร้างและออกแบบสิ่งก่อสร้างได้ พร้อมมีความรู้กฎหมายเบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีพตัวเอง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานสมัยใหม่

“การเรียนการสอนแบบนี้จะช่วยทำให้เด็กรู้จักคิดและจะเป็นผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้คุณภาพการศึกษาของประเทศถูกจัดอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น” นางพัชราวลัย กล่าว

ทั้งนี้ ระบบการศึกษาไทยจะต้องเร่งปรับตัวใน 2 ประเด็นหลัก คือ การมองหาจุดร่วมในการพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการนำเอาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มาใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการศึกษาของคนต่างจังหวัด โดยเฉพาะที่อยู่บริเวณชายแดน ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าจะมีสถาบันการศึกษาต่างชาติเข้ามาชิงพื้นที่และเด็กนักเรียน เพราะการศึกษาส่วนใหญ่ยังอยู่ในการกำกับดูแลของภาครัฐ นอกจากนี้จะต้องพัฒนาศักยภาพครูให้มีความรู้และทักษะด้านอาเซียนเพิ่มมากขึ้น

“ประเทศต่างๆ ในอาเซียนต่างตระหนักดีว่า คนคือหัวใจหลักในการพัฒนาประเทศเพื่อเข้าสู่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน จึงมีการวางบทบาทการศึกษาในระดับต่างๆ เช่นสิงคโปร์ บรูไน และฟิลิปปินส์ ที่มีความโดดเด่นมากด้านอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นการสอนให้เด็กรู้จักคิดและใช้ชีวิตเป็น”นางพัชราวลัย กล่าว

ด้านนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมศาสตร์ กล่าวว่า การปฏิบัติตามกรอบความร่วมมือของอาเซียนไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับชาวไทย เนื่องจากยังมีประวัติศาสตร์และความเชื่อเป็นอุปสรรคขัดขวางซึ่งอยู่ในเสาที่สาม คือ เสาสังคมและวัฒนธรรมที่ต้องแก้ไข ที่ผ่านมาคนไทยถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กตามแบบเรียน ทำให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อประเทศเพื่อนบ้านจนบางครั้งสร้างความเข้าใจผิด ดังนั้น จึงต้องมีการปฏิรูปและปฏิวัติระบบการศึกษาครั้งใหญ่ และเปิดโลกให้เด็กได้เห็นและเรียนรู้ด้วยตัวเองเพื่อเปลี่ยนทัศนคติ

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34010&Key=hotnews

ชี้เทรนด์เรียนข้ามศาสตร์รุ่งกระตุ้นเร่งปั้นเด็กไทยเก่งรอบด้านหวังเอื้อจัดอันดับการศึกษาไม่รั้งท้าย. Read More »

ศธ.ปรับหลักสูตรดึงเด็กไทยเก่ง

6 กันยายน 2556

วังจันทรเกษม : รัฐมนตรีศึกษาเดินหน้าปรับหลักสูตรการเรียนใหม่ หวังพัฒนาเด็กไทยอ่านออกเขียนได้ หากมีการดูแลและสอนอย่างเข้มข้น สพฐ. เล็งเพิ่มศักยภาพครูและเด็ก

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ร่วมแถลงข่าวประกาศนโยบายกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง มาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ “นักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ต้องไม่มี” หลังพบว่าเด็กไทยจำนวน มากอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงการให้เด็กคิดวิเคราะห์ การเรียนภาษาต่างประเทศ รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต ล่าสุดสำนักงานคณะกรรม- การการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำเครื่องมือทดสอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไปจัดการทดสอบนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.6 ทั่วประเทศกว่า 1.6 ล้านคน เพื่อคัดกรองนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่ต้องปรับปรุงการอ่านออกเขียนได้ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9-20 ก.ย. 56 และวิเคราะห์ข้อมูลสรุปรายงาน สพฐ. ทางออนไลน์ เสนอแผนของแต่ละเขตพื้นที่ในวันที่ 22 ก.ย. หลังจากนั้นจะมีการพัฒนาครูตามผลการประเมินนักเรียนให้แล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค. หรือช่วงปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556

จากตัวอย่างของหลายโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาคือ ให้การดูแลเด็กอย่าง ใกล้ชิดและมีการสอนแบบเข้มข้น บางโรงเรียนใช้เวลาเพียง 120 ชั่วโมงสามารถเปลี่ยนให้เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เป็นอ่านออกเขียนได้ แล้วกลับเข้าห้องเรียน ตามปรกติ แต่สิ่งที่จะต้องเร่งรัด ต่อไปหลังจากเด็กอ่านออกเขียนได้แล้วคือ การอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ เพราะเมื่ออ่อนภาษาไทยก็ไม่ต้องพูดถึงวิชาอื่น

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34009&Key=hotnews

ศธ.ปรับหลักสูตรดึงเด็กไทยเก่ง Read More »

คอลัมน์: การศึกษา: สั่ง ‘อดีตครูผู้ช่วย’ รับราชการเกมยื้อสางปมทุจริต…?!?

6 กันยายน 2556

หลังจากเรื่องเงียบหายไปพักหนึ่งกับกรณีปัญหาการทุจริตการสอบครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ  ว12 ที่ยืดเยื้อคาราคาซังมาตั้งแต่ช่วงต้นปี

ล่าสุดได้กลายเป็นประเด็นฮอตอีกครั้ง เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่มี นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน ได้หยิบยกเรื่องการทุจริตสอบครูผู้ช่วยเข้าไปพิจารณา

และได้มีมติให้อดีตครูผู้ช่วยตามรายชื่อของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 344 รายที่ถูกให้ออกจากราชการโดยที่ยังไม่มีการสอบสวนและไม่ได้รับโอกาสชี้แจง ให้กลับเข้ารับราชการเพื่อมาตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและได้รับโอกาสชี้แจง

โดยการให้อดีตครูผู้ช่วยกลุ่มนี้ กลับเข้ามารับราชการทำให้เกิดคำถามตามมาว่า จะเป็นการเปิดโอกาสหรือช่วยเหลือคนเหล่านี้ให้พ้นผิดหรือไม่

เพราะจากข้อมูลของดีเอสไอ และผลการวิเคราะห์คะแนน ของ “ดร.ชอบ ลีชอ” ผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผลการสอบของผู้เข้าสอบคัดเลือกประจำคณะกรรมการประจำศูนย์ให้คำปรึกษา และติดตามผลการคัดเลือกครูผู้ช่วย ก็ระบุชัดถึงความผิดปกติของคะแนน

เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้ที่ประชุม ก.ค.ศ. มีมติออกมาเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหวั่นปัญหาการฟ้องร้องตามมาที่อาจจะสร้างความยุ่งยากมากกว่า

ซึ่ง “นายจาตุรนต์” เองได้ยอมรับว่า กรณีกลุ่มอดีตครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกจากราชการ โดยไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หรือว่ายังไม่มีการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มาชี้แจง คำสั่งที่ให้ออกจากราชการ จะไม่มีผลทางกฎหมาย เพราะหากมีการฟ้องร้องขึ้นมา ในที่สุดก็ต้องแพ้คดีและส่งผลให้อดีตครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกจากราชการโดยที่ไม่มีการสอบสวนหรือได้รับโอกาสชี้แจงเหล่านี้ กลับเข้ามารับราชการได้อยู่ดี

โดยนักกฎหมายสูงสุดของประเทศที่อยู่ใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ความเห็นว่าการทบทวนให้กลับเข้ามารับราชการเพื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ และให้โอกาสชี้แจง เป็นวิธีการที่จะรักษาประโยชน์ของทางราชการได้มากกว่า และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุดแล้ว เพราะผู้บริสุทธิ์เอง ก็จะได้มีโอกาสชี้แจง แต่หากไม่บริสุทธิ์ ก็จะต้องถูกลงโทษไปตามระเบียบ

ขณะที่กรรมการใน ก.ค.ศ. หลายคนก็มีความเห็นสอดรับกัน
อย่าง นายสมเกียรติ บุญรอด ในฐานะ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ เห็นว่าเมื่อกลุ่มอดีตครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกโดยไม่มีการตั้งกรรมการสอบฯ หรือเรียกมาชี้แจง ได้อุทธรณ์มา อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯ ก็ต้องสั่งกลับไปรับราชการและให้ดำเนินการให้ถูกต้อง

คือ มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและหากพบว่าผิดก็ให้ออกคำสั่งให้ออกจากราชการโดยผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีอำนาจตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

ส่วน นายสานิตย์ พลศรี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชัยภูมิ เขต 1 มองว่าเคยเสนอไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าควรจะมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะให้ครูผู้ช่วยออกจากราชการ ดังนั้น จึงเห็นด้วยที่จะให้อดีตครูผู้ช่วยกลุ่มนี้กลับมารับราชการ
ฟาก “นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช” รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ในฐานะที่รับผิดชอบและเปิดประเด็นทุจริตครูผู้ช่วยมาตั้งแต่แรก เห็นว่าการให้กลุ่มอดีตครูผู้ช่วยกลับเข้ามารับราชการนั้น คงจะวุ่นวายเพราะเข้าๆ ออกๆ

แต่ทางนักกฎหมายมองว่าการดำเนินการเรื่องนี้ต้องทำให้สมบูรณ์เพื่อป้องกันการฟ้องร้องถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ ก.ค.ศ. ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงก็ได้

ทั้งนี้ ประเด็นการสั่งให้ครูผู้ช่วยออกจากราชการโดยไม่มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนี้ มีข้อถกเถียงกันมา ก่อนนี้สมัย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ. โดยในขณะนั้น ก.ค.ศ. เองได้ยืนยันว่า “ผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีอำนาจตามมาตรา 53 สามารถสั่งให้ออกจากราชการได้เลย เพราะมีหลักฐานที่ชัดแจ้งจากดีเอสไอแล้ว” จนทำให้หลายเขตพื้นที่การศึกษาได้มีการสั่งให้ครูผู้ช่วยออกจากราชการเลย

ในขณะที่มาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ ได้ระบุไว้ว่า หากภายหลังปรากฏว่าผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยขาดคุณสมบัติภายหลัง ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 สั่งให้ออกจากราชการโดยพลัน

สอดรับกับความเห็นของ นายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ที่ระบุว่าในมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ ไม่ได้ระบุขั้นตอนชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ไปอ้างกฎหมายคนละส่วนกัน และโดยหลักกฎหมายแล้วทำผิดก็ต้องผิดเพราะได้กระทำความผิดไปแล้ว และมีการชี้มูลความผิดชัดเจน เว้นแต่จะมีการดึงเรื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเรื่องนี้ นายจาตุรนต์ และที่ประชุม ก.ค.ศ. จะมองว่าการมีมติให้อดีตครูผู้ช่วยกลับเข้าไปรับราชการจะเป็นผลดีมากกว่า

แต่สิ่งที่น่าห่วงและอาจเป็นปัญหาวุ่นวายตามมา คือ กรณีที่ครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกจากราชการโดยที่ไม่ได้รับโอกาสชี้แจง อาจจะไม่ไปชี้แจงและจะอาศัยช่องทางนี้ในการฟ้องศาลปกครองและจะมีโอกาสชนะคดีสูง แม้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. จะออกมาแสดงความเห็นในประเด็นนี้ในทำนองไม่น่าเป็นห่วงอะไร

และที่สำคัญ มติ ก.ค.ศ. ที่ออกมา คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงเสียงวิจารณ์ว่าทำให้การแก้ปัญหาการทุจริตครูผู้ช่วยยิ่งยืดเยื้อไปอีก ในขณะที่กลุ่มครูผู้ช่วยอีกจำนวนมากที่มีคะแนนสูงผิดปกติก็ยังทำหน้าที่สอนตามปกติ

ส่วนการสอบสวนผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เกี่ยวข้องแม้ผลสอบจะออกมาชัดเจนว่ามีใครผิดบ้าง แต่กระบวนการก็ยังไม่สิ้นสุด
ดังนั้น จากนี้ไปคงต้องติดตามว่า ศธ. จะปิดฉากเรื่องนี้ให้สวยงาม หรือสวนทางกับหลักฐานและข้อเท็จจริงหรือไม่…??

–มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 6 – 12 ก.ย. 2556–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34007&Key=hotnews

คอลัมน์: การศึกษา: สั่ง ‘อดีตครูผู้ช่วย’ รับราชการเกมยื้อสางปมทุจริต…?!? Read More »

ศธ.ประกาศเร่งรัดแก้ปัญหาเด็กไทยอ่าน-เขียนไม่ได้

6 กันยายน 2556

“จาตุรนต์” ประกาศมาตรการเร่งรัดแก้ปัญหาเด็กไทย อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ ต้องไม่มีอีกต่อไป ชี้ปัจจัยทำทักษะภาษาไทยอ่อน หลักสูตรภาษาไทยเปลี่ยน ครูไม่สอนการสะกด-ประสมคำ สพฐ.ทำเครื่องมือทดสอบพร้อมสแกนกลุ่มเสี่ยง ป.3 และ ป.6 ทั่วประเทศ เดือน ก.ย.นี้ ตั้งเป้าลดจำนวนเหลือศูนย์ในภาคเรียนที่ 2/2556

ที่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 ก.ย.56 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในการแถลงข่าวประกาศนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ “นักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ต้องไม่มี” ว่า หลังจากที่ตนได้มอบนโยบายเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้เชื่อมโยงกันเพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาและเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เรียนต้องมีเพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง คือ ความสามารถในการใช้ภาษา แต่เนื่องจากยังพบว่าเด็กไทยจำนวนมากที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงต้องมีการกำหนดมาตรการให้สถานศึกษาปลอดการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

และขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้ไปจัดทำเครื่องมือทดสอบเพื่อตรวจและคัดกรองความสามารถการอ่านออกเสียงและความเข้าใจของนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.6 เพื่อจัดแบ่งเด็กเป็นกลุ่มและวิเคราะห์สภาพปัญหาและหาวิธีแก้ไขที่ตรงจุด โดยจะเริ่มดำเนินการคัดกรองพร้อมกันทุกเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศให้แล้วเสร็จและรายงานมายังสพฐ.ภายในเดือน ก.ย.นี้ จากนั้นจะมีการเร่งรัดพัฒนาครูตามผลการประเมินภายในเดือน ต.ค.56 เพื่อจะได้จัดสอนซ่อมเสริมให้แก่นักเรียนที่มีปัญหาภายในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 โดย สพฐ.จะมีการกำกับ ติดตาม นิเทศให้ความช่วยเหลือครูภาษาไทย และครูทุกคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาการอ่านของเด็ก

“ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะเชื่อมโยงไปถึงการให้เด็กคิดวิเคราะห์การเรียนภาษาต่างประเทศ และการเรียนภาษาอื่นๆ รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการดูแลแก้ไข ซึ่งจากตัวอย่างของหลายโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาคือการให้การดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดและมีการสอนแบบเข้มข้น บางโรงเรียนใช้เวลาเพียง 120 ชั่วโมง ก็สามารถเปลี่ยนให้เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เป็นอ่านออกเขียนได้ แล้วกลับเข้าห้องเรียนตามปกติ ซึ่งวิธีการนี้จะใช้เวลาไม่มาก แต่สิ่งที่จะต้องเร่งรัดต่อไป หลังจากเด็กอ่านออกเขียนได้แล้วคือ การอ่านรู้เรื่อง และสื่อสารได้ ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงการเรียนในวิชาอื่น ๆ ด้วย เพราะเมื่ออ่อนภาษาไทย ก็ไม่ต้องพูดถึงวิชาอื่น”

นายจาตุรนต์ กล่าวและว่า ปัญหาเรื่องการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลักสูตรที่กำหนดให้เด็กเรียนวิชาภาษาไทยน้อยเกินไปหรือไม่ ปัญหาวิธีการสอนที่สอนให้เด็กอ่านเป็นคำ ไม่ได้สอนให้สะกด เด็กประสมคำแจกลูกไม่เป็น ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให่ฃ้เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ นอกจากนี้ระบบการทดสอบก็ไม่มีมาตรฐานกลางที่อ้างอิงหลักวิชาว่าด้วยการวัดผล หรือความรู้ทางมาตรฐานภาษา เป็นต้น

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าวันนี้มีเด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้กี่คน แต่การสแกนครั้งนี้จะทำให้เรารู้ข้อมูลที่ชัดเจนเป็นรายเขตพื้นที่ฯซึ่งจะทราบว่ามีเด็กอยู่ในกลุ่มที่ต้องปรับปรุงจำนวนเท่าได เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมครูผู้สอนในช่วงปิดภาคเรียนและดำเนินการสอนซ่อมเสริมได้ทันทีในภาคเรียนที่ 2 โดยมีเป้าหมายว่าแต่ละเดือนนักเรียนกลุ่มที่ต้องปรับปรุงจะต้องลดลงจนเป็นศูนย์ภายในสิ้นเทอมที่ 2

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34004&Key=hotnews

ศธ.ประกาศเร่งรัดแก้ปัญหาเด็กไทยอ่าน-เขียนไม่ได้ Read More »

เสนอเลิกใช้โอเน็ตตัดสินผลการเรียนเด็ก ป.6

6 กันยายน 2556

ประธานบอร์ด สทศ.เสนอเลิกใช้ผลโอเน็ตตัดสินผลการเรียนเด็ก ป.6 หวังลดแรงกดดันครู-นักเรียน ชี้เด็กประถม เหมือนผ้าขาวสั่งให้ตั้งใจเรียนได้ไม่ต้องบังคับสอบ

ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้มีประกาศเรื่องการใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ทั้งระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสัดส่วนร้อยละ 20 โดยให้สถานศึกษาดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 นั้น จากการประเมินของตนเห็นว่าข้อกำหนดดังกล่าวควรให้มีผลบังคับใช้เฉพาะนักเรียนระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป เพราะนักเรียนระดับประถมศึกษายังอยู่ในวัยที่สามารถควบคุมได้ อีกทั้งมีงานวิจัยต่างชาติ ระบุตรงกันว่า เด็กนักเรียนประถม เป็นวัยที่มีระเบียบวินัย เป็นเด็กดี เชื่อฟังครู และเปรียบเสมือนผ้าขาว ถ้าครูสั่งให้ทำอะไรก็สามารถทำตามได้โดยไม่ขัดข้อง ให้อ่านหนังสือก็อ่าน ให้ตั้งใจสอบก็สอบ ดังนั้นประกาศของศธ.ดังกล่าวที่มีขึ้นเพื่อให้นักเรียนตั้งใจทำข้อสอบโอเน็ต จึงไม่จำเป็นสำหรับนักเรียนประถม ทั้งนี้ตนได้เตรียมยื่นข้อเสนอให้ยกเลิกการใช้คะแนนโอเน็ตเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของนักเรียนชั้นป.6 ต่อนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. ในการประชุมระดับนโยบายรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา วันที่ 7 ก.ย.นี้ ที่จังหวัดชลบุรี

ศ.ดร.สมหวัง กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาไม่ได้มีเสียงสะท้อนว่าการทดสอบระดับชาติ ป.6 ไม่ดี เพียงแต่ตนเห็นว่านโยบายดังกล่าว ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อครูและเด็กมากเกินไป เพราะมุ่งจะทำข้อสอบให้ได้คะแนนดี และทำให้ครูเน้นติวความรู้วิชาการมากจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศักยภาพเด็กในด้านอื่น ขณะเดียวกันตนไม่ได้เสนอให้ยกเลิกการสอบโอเน็ต ป.6 เพียงแต่อาจปรับปรุงให้เป็นการสอบเพื่อวัดประเมินผลคุณภาพการศึกษา โดยการสุ่มตัวอย่างนักเรียนมาเข้าสอบ สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)จะนำคะแนนไปใช้อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของสพฐ. เอง

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34003&Key=hotnews

เสนอเลิกใช้โอเน็ตตัดสินผลการเรียนเด็ก ป.6 Read More »

“1 ทศวรรษ สกสค.ตั้งศูนย์ช่วยเหลือ ดูแลครอบครัวครูชายแดนใต้ 24 ชั่วโมง”

5 กันยายน 2556

10 ปี ของเหตุการณ์ความรุนแรงที่ได้ปะทุขึ้นบนพื้นที่ชายแดนใต้ เป็น 10 ปี ที่ประเทศไทยต้องสังเวยชีวิตประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้กระทั่งครู และพระสงฆ์ ซึ่งรวมแล้วมีผู้เสียชีวิตกว่า 5,528 คน บาดเจ็บกว่า 9,524 คน

“ชีวิตคนที่ดับสูญเหมือนใบไม้ร่วง” ณ วันนี้ ไม่ได้บรรเทาเบาบางลงไปเลย ตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร ชรบ. ครู ผู้นำศาสนา ประชาชนทั่วไป กลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อการร้าย จนเกิดเหตุ “ตายรายวัน” วันละหลายๆ เหตุการณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ดูเหมือนสถานการณ์จะดีขึ้นระยะหนึ่งในช่วงเริ่มต้นเดือน “รอมฎอน” แต่ทว่าในช่วงปลายของเดือนรอมฎอนเหตุการณ์กลับมาสู่ “โหมด” ของความรุนแรงและเลวร้ายอีกครั้งหนึ่ง

นายบุญสม ทองศรีพราย ประธานสมาพันธ์ครูสามจังหวัดชายแดนใต้ และผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค. จังหวัดปัตตานี เปิดเผยถึงรายละเอียดจำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ความไม่สงบถึง 159 คนรวมทั้งโรงเรียนที่ถูกเผาถึง 335 โรง นับจากปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา และจากการไม่ปฏิบัติการกับ “ครู” มาเป็นเวลาเกือบ 1 ปี วันนี้ก็กลับมาปฏิบัติการมุ่งหมายเอาชีวิตครูเป็น “เหยื่อ” อีกครั้ง เฉพาะในห้วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม มีครูใน จ.นราธิวาส ปัตตานี ถูกฆ่าไปแล้ว 3 ราย บาดเจ็บอีก 1 ราย ชีวิตของครูในขณะนี้จึงเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายอีกครั้ง

ขณะที่นายสมศักดิ์ ตาไชยเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ในฐานะผู้นำองค์กรวิชาชีพครูที่ดูแลงานด้านสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งประเทศ ได้แสดงความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของเพื่อนครู ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตลอดจนสมาชิกในครอบครัวของผู้ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรารู้ถึงความทุกข์ใจ รู้และรับทราบถึงความสุ่มเสี่ยงในชีวิตกับการทำหน้าที่แต่ละวันที่ไม่อาจมองถึงวันพรุ่งนี้ได้ จึงคิดว่าทำอย่างไรจะให้เพื่อนผู้ปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นได้ทุเลาความทุกข์ ความกังวลใจลงได้ สกสค.ของเราจึงได้จัดตั้งกองทุนฯ ขึ้นมาหนึ่งกองทุนเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาสมาชิกและครอบครัวในอีกหนึ่งทาง” …กองทุนสวัสดิการและสวัสดิภาพเพื่อสงเคราะห์ครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษในชายแดนใต้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ สกสค.กำหนด ในวาระเริ่มแรกได้นำเงินสนับสนุนพิเศษโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ช.พ.ค. เป็นเงินจำนวนยี่สิบสองล้านบาท มาจัดตั้งเป็นกองทุนประเดิม ผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา เลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด พนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งลูกจ้างในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ที่ประสบเหตุเภทภัยจากการปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ

จากการลงพื้นที่ของนายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. พบว่าการดำเนินการช่วยเหลือดังกล่าวยังมีปัญหากับกลุ่มครูไทยมุสลิมที่เสียชีวิต เนื่องจากประเพณีประกอบพิธีทางศาสนาให้แก่ผู้เสียชีวิตต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง ตามประเพณีของชาวไทยมุสลิมที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือต้องปรับยุทธวิธีในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของชุมชน

ในการนี้ สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จึงมีแนวคิดในการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือดูแลครอบครัวครูชายแดนใต้ โดยกำหนดภารกิจและบทบาทหน้าที่ในการดำเนินงาน 3 มาตรการ ได้แก่
1.การจัดตั้งศูนย์ดูแลครอบครัวครูชายแดนใต้
2.การช่วยเหลือดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์
3.การช่วยเหลือครอบครัวครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบ

โดยกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความช่วยเหลือจะแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นสมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. และกลุ่มที่ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. ซึ่งสมาชิกทั้ง 2 กลุ่มนี้ เมื่อประสบเหตุเภทภัยถึงแก่ชีวิตจะได้รับเงินสงเคราะห์รายศพ รายละ 500,000 บาท จากเงินกองทุนสวัสดิการและสวัสดิภาพครูเท่ากัน แต่กลุ่มที่สมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ยังจะได้รับเงินช่วยเหลือฌาปนกิจสงเคราะห์ ช.พ.ค. / ช.พ.ส. อีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ยังดำเนินงานจัดโครงการดูแลครอบครัว การสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวผู้ประสบภัย อาทิ การให้ทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาผู้ประสบภัย การเยี่ยมเยือนปลอบขวัญผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ การช่วยเหลือความเสียหายด้านทรัพย์สิน รวมทั้งการนำไปศึกษาดูงาน นับถึงปัจจุบันสำนักงาน สกสค. ให้ความช่วยเหลือครูผู้เสียชีวิตแล้ว 45 ราย รายละ 500,000 บาทคิดเป็นเงิน 22,500,000 บาท (ยี่สิบสองล้านห้าแสนบาทถ้วน)

และในวาระครบรอบการสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ครบ 10 ปี ซึ่งจะจัดงานในระหว่างวันที่ 5-9 กันยายนนี้ การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือดูแลครอบครัวครูชายแดนใต้ ทั้งนี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติและให้ความสำคัญมาเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ฯ ในวันที่ 5 กันยายน 2556 เวลา 10.30 น. ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จะจัดงานครบรอบ “1 ทศวรรษ สกสค.” ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญอีกหนึ่งก้าวในการที่ สกสค.จะได้ยกระดับการดูแลสวัสดิการ สวัสดิภาพครูให้เข้าถึงส่วนที่อยู่ลึกที่สุด และเป็นโครงสร้างทางสังคมที่แข็งแกร่งที่สุด นั่นก็คือ “ครอบครัว” ครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่พิเศษเสี่ยงภัย จะได้รับความอุ่นใจในการดูแลครอบครัวครู ซึ่งวันนี้ สกสค. ได้รับความร่วมมือที่ดียิ่งจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการ สกสค. คณะผู้บริหารในจังหวัดชายแดนใต้ ผู้แทนครูและผู้ปฏิบัติในพื้นที่ และนี่ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเอื้ออำนวยให้การช่วยเหลือประสานงานเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในชายแดนภาคใต้ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์เป้าหมายที่ตั้งไว้ และเป็นไปดังปณิธานของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ที่กำหนดไว้ว่า “ครอบครัวครู…. เราดูแล” อย่างแท้จริง www.otep.go.th 0-2282-3831

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33991&Key=hotnews

 

“1 ทศวรรษ สกสค.ตั้งศูนย์ช่วยเหลือ ดูแลครอบครัวครูชายแดนใต้ 24 ชั่วโมง” Read More »