Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

‘จาตุรนต์ ฉายแสง’ ชูวาระแห่งชาติรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา

12 กรกฎาคม 2556

ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 56 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ แถลงนโยบายและการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษา แก่ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ภายหลังเข้ารับตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 56 ที่ผ่านมา

โดยนายจาตุรนต์กล่าวว่า หลังจากที่ได้หารือและร่วมรับฟังความคิดเห็นตลอดจนข้อเสนอแนะในการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาจากผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ. จึงได้ประมวลมาเป็นนโยบายด้านการศึกษาที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันยกเครื่องการศึกษาไทยโดยในปีนี้จะประกาศให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา ทั้งนี้ ได้วางเป้าหมายในการจัดการศึกษาไว้ว่า ภายในปี 2558 จะต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถคิด วิเคราะห์เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21
สำหรับนโยบายที่จะต้องเร่งดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และสานต่องานที่ได้ดำเนินการไว้แล้วประกอบด้วย 8 นโยบาย ได้แก่

1.เร่งปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิรูปให้มีการเชื่อมโยงกันทั้งหลักสูตร และการเรียนการสอนในโลกยุคใหม่ การพัฒนาครู ระบบการทดสอบ การวัดและประเมินผล โดยจะเริ่มจากวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ นอกจากนี้ต้องพัฒนาผลการทดสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ของนักเรียนไทยให้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นอย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานก็จะต้องเดินหน้าต่อไปเพราะการที่ไทยจะสามารถยืนอยู่บนเวทีการแข่งขันของนานาชาติได้ จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษา และการพัฒนาคนที่ดี

2.ปฏิรูประบบผลิต และพัฒนาครูโดยจำนวนการผลิตจะต้องสอดคล้องกับความต้องการ มีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนในโลกยุคใหม่ มีการพัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะครูให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ดูแลระบบสวัสดิการครูเพื่อเพิ่มขวัญและกำลังใจ

3.เร่งนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการปฏิรูปการเรียนรู้สร้างมาตรฐานการเรียนการสอน และการพัฒนาครู การพัฒนาเนื้อหาสาระ เพื่อเป็นเครื่องมือให้เกิดระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต

4.พัฒนาคุณภาพการอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานเทียบได้กับระดับสากล โดยจะต้องผลักดันกรอบคุณวุฒิวิชาชีพตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อนำมาใช้กำหนดทักษะ ความรู้ความสามารถให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ เพื่อการมีงานทำมีความก้าวหน้า และมีค่าตอบแทนตามทักษะ ความรู้ ความสามารถ อีกทั้งต้องมีมาตรการจูงใจให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานศึกษาในลักษณะทวิภาคี เพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษา:สามัญให้เป็น 50:50

5.ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาเร่งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน มากกว่าการขยายเชิงปริมาณ ต้องมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี ต้องมีการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานและจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก

นอกจากนี้ต้องพัฒนาให้มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลกมากขึ้น เพราะปัจจุบันการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกขององค์กรนานาชาติ พบว่าในกลุ่ม 351-400 มีมหาวิทยาลัยไทยติดอันดับเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ดังนั้นต้องมาดูว่ามหาวิทยาลัยที่เหลือมีคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนและผลิตบัณฑิตอย่างไร ซึ่งขณะนี้คำตอบในเรื่องนี้ยังไม่มีใครรู้

6.ส่งเสริมให้เอกชนและทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมจัด และสนับสนุนการศึกษามากขึ้น โดยรัฐจะเข้าไปกำกับควบคุมเท่าที่จำเป็น เพื่อรักษาคุณภาพมาตรฐาน 7.เพิ่มและกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส และพิการ ขณะเดียวกันจะต้องใช้กองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคตหรือ กรอ. เป็นกลไกในการพัฒนาคุณภาพเพื่อเพิ่มโอกาสและผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ และ 8.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม อัตลักษณ์ตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การสร้างขวัญกำลังใจให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา

ทั้งนี้ เพื่อให้นโยบายบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำหนด 5 กลไกขับเคลื่อน ประกอบด้วย

1.เร่งจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

2.จัดตั้งสถาบันวิจัยหลักสูตร และพัฒนาการเรียนการสอน รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมการเรียนการสอน

3.สร้างความเข้มแข็งของกลไกวัดผล ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล

4.เร่งรัดให้มีพระราชบัญญัติอุดมศึกษา เพื่อประกันความเป็นอิสระ และความรับผิดชอบต่อสังคม และ

5.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ยังได้กำหนด 2 แนวทางบริหาร ประกอบด้วย 1.ตั้งคณะกรรมการ/คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเรื่องสำคัญต่างๆ โดยระดมภาคส่วนต่างๆ มาร่วมขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมเริ่มต้นจากคณะกรรมการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์จากการทดสอบ PISA และ 2.จัดประชุมปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ เพื่อการระดมความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนตามนโยบาย

นายจาตุรนต์กล่าวทิ้งท้ายว่าสำหรับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในวง การศึกษานั้น เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายใหญ่ และสำคัญอย่างมากของรัฐบาล ซึ่งกำชับให้การทำงานในทุกองค์กรหลัก ศธ. ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงาน หรือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ทุกเรื่องจะต้องมีความสุจริตโปร่งใสและเป็นธรรม ส่วนกรณีการทุจริตต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน ศธ. นั้น จะต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อหาผู้ทุจริตมาลงโทษให้ได้

“ผมขอเน้นย้ำว่า หากมีใครมาแอบอ้างชื่อไปเพื่อกระทำการใดๆ โดยมิชอบให้แจ้งมาที่ผมได้ทันที เพราะผมไม่มีนโยบายมอบให้ใครไปปฏิบัติหน้าที่แทนส่วนกรอบเวลาของการแก้ปัญหาทุจริตต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะแล้วเสร็จได้เมื่อไหร่นั้นการทำงานทุกอย่างต้องยึดหลักความถูกต้องรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมประกอบกัน ทั้งนี้เรื่องการตรวจสอบเกี่ยวกับการทุจริตนั้น เป็นเรื่องที่จะใช้นโยบายหรือไปกำหนดรายละเอียดมากเกินไปไม่ได้เพราะจะมองว่าฝ่ายการเมืองเข้าไปยุ่งเกินไปแต่ยืนยันว่าเรื่องการทุจริตต่างๆ จะไม่เป็นมวยล้มต้มคนดูแน่นอน” นายจาตุรนต์ กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33340&Key=hotnews

‘จาตุรนต์ ฉายแสง’ ชูวาระแห่งชาติรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา Read More »

DSI ส่งหนังสือตอบกลับ สกสค. ระบุหอพักครูเชียงใหม่ไม่ทุจริต

11 กรกฎาคม 2556

นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยกรณีโครงการการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) ว่า ที่ผ่านมาได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการก่อสร้างหอพักดังกล่าว ซึ่ง สกสค. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจจึงได้ประสานให้องค์กรที่น่าเชื่อถืออย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เข้ามาตรวจสอบถึง 2 ครั้ง และเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2556 ดีเอสไอก็ได้ทำหนังสือ ยธ. 0843.2/142 มาถึง สกสค. โดยระบุว่า ไม่พบการทุจริตในทุกขั้นตอนของการทำงาน และให้เร่งดำเนินงานต่อไปได้ ซึ่งขณะนี้ สกสค.ก็ได้ดำเนินการก่อสร้างต่อไปแล้ว

“จริง ๆ แล้วเงินที่ สกสค. นำมาสร้างหอพักฯเป็นรายได้ของสำนักงาน สกสค. ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ใช้ได้ ไม่ใช่เงินสมาชิก แต่เป็นเงินรายได้ของสำนักงาน ซึ่งเป็นการทำตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ที่ระบุให้ สกสค.หารายได้และให้นำรายได้ไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของครู ซึ่งก็คือการจัดสวัสดิการ โดยไม่ต้องนำเงินรายได้ส่งแผ่นดิน และไม่รบกวนงบประมาณแผ่นดิน และ สกสค.ก็ทำทุกขั้นตอนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญได้มีการรายงานความก้าวหน้าต่อรมว.ศึกษาธิการมาตลอด และล่าสุดก็ได้ไปรายงานนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2556 แล้ว” นายสมศักดิ์กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33329&Key=hotnews

DSI ส่งหนังสือตอบกลับ สกสค. ระบุหอพักครูเชียงใหม่ไม่ทุจริต Read More »

ศธ.สานต่อ อาเซียนสัญจรปี 2 “รู้จักเขา พัฒนาเรา” สื่อสารได้ในเขตแดนใหม่

11 กรกฎาคม 2556

ปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) ซึ่งลงนามที่ ที่พระราชวังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย กำหนดให้มีการก่อตั้ง สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations) หรือ อาเซียน (ASEAN) เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาคและเสริมสร้างสันติภาคในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อันจะนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง และการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม คุณภาพชีวิตของประชากรในแต่ละประเทศบนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน

ผ่านไป 48 ปี ประชาคมอาเซียน กำลังจะถือกำเนิดขึ้น โดยมีประเทศสมาชิกเพิ่มเป็น 10 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ไทย บรูไน พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย กินพื้นที่ราว 4,435,570 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 590 ล้านคน ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP ของประเทศสมาชิกรวมกันคิดเป็นมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นลำดับที่ 9 ของโลก

มิเพียงเท่านั้น ยักษ์ใหญ่ในเอเชียอีก 3 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ยังขอเข้าร่วมเป็น อาเซียน + 3 ส่งผลให้สถานะของอาเซียนทวีความยิ่งใหญ่ขึ้น รวมแล้วทั้ง 13 ประเทศ มีประชากรกว่า 2,000 ล้านคน หรือหนึ่งในสามของประชากรโลก ขณะที่ตัวเลขรวม GDP มีมูลค่าถึง 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 16 ของจีดีพีโลก อย่างไรก็ตาม ในอนาคต กำลังจะเกิด อาเซียน + 6 รวมพันธมิตรอีก 3 ประเทศ เข้ามาด้วย คือ อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เข้ามาด้วย ประชากรรวมของอาเซียนทั้ง 16 ประเทศ จะพุ่งขึ้นเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ของประชากรโลก

เมื่ออาเซียน กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน พร้อมกันความหลากหลายที่เพิ่มมากตามในฐานะที่เป็นประเทศหนึ่งในเขตแดนใหม่นี้ พลเมืองอาเซียนทุกคนรวมทั้งคนไทยจำเป็นต้อง ทำความรู้จัก กับประชาคมอาเซียนให้ถ่องแท้ ก่อนที่ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2558 สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จึงร่วมกับบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) และนิตยสารเนชั่นจูเนียร์จึงได้จัดโครงการ “มหกรรมอาเซียนสัญจร 4 ภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2556” ขึ้นเป็นการสัญจรต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากที่เคยจัดโครงการนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2555 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชน ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงประชาชนทั่วไป เข้าสู่ประชาคมอาเซียน อย่างมีประสิทธิภาพ

มหกรรมอาเซียนสัญจรปี 2556 จะเริ่ม ออกสตาร์ทที่ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคมนี้ ก่อนจะสัญจรไปตามภูมิภาคต่างๆ เริ่มจากภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม ภาคใต้วันที่ 22-24 สิงหาคม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือวันที่ 5-7 กันยายน และมาปิดท้ายโครงการที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 28 กันยายน

ภายใน งานมหกรรมอาเซียนสัญจร มีกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน ครู และผู้บริหาร อย่างไรก็ตาม ความพร้อมที่คนไทยเสียเปรียบสุด คือ ทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นภาษากลาง ของประชาคมอาเซียน ขณะเดียวกัน หน้าที่ในการเตรียมความพร้อมด้านภาษา พัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษนั้น ถือเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้น กิจกรรมหลักในมหกรรมอาเซียนสัญจรครั้งนี้ จะเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านกิจกรรมการแข่งขัน 4 รายการใหญ่ คือ การแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย, การแข่งขันสะกดคำภาษาอังกฤษชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นล การแข่งขันพูดภาษาอังกฤษในที่ชุมชน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และอุดมศึกษา ปี 1-2 และการแข่งขันการเขียนเรียงความ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

นอกจากกิจกรรมการแข่งขันภาษาอังกฤษแล้ว ภายในมหกรรมอาเซียนสัญจร ยังมี สถานีให้ความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนด้วย (ASEAN Pavillion) ทั้งหมด 4 สถานี
1.สถานี Knowing ASEAN: นำเสนอเรื่องราวของ 10 ประเทศในอาเซียน พร้อมสิ่งที่โดดเด่น วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ
2.สถานี Food Pavillion: นำเสนอวัฒนธรรมของประเทศอาเซียนผ่านเมนูอาหารของแต่ละประเทศ
3.สถานี 7+1 in AEC: ให้ข้อมูลการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือและบริการวิชาชีพใน 7 สาขาอาชีพและ 1 งานบริการได้แก่ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ช่างสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล และการบริการท่องเที่ยว
4.สถานี Do you know AC?: เรียนรู้เรื่องอาเซียนและประชาคมอาเซียนทั้ง 3 เสาหลัก ได้แก่ประชาคมการเมือง และความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจและประชาสังคมและวัฒนธรรม

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33330&Key=hotnews

ศธ.สานต่อ อาเซียนสัญจรปี 2 “รู้จักเขา พัฒนาเรา” สื่อสารได้ในเขตแดนใหม่ Read More »

สช.แจงเบิกสวัสดิการครู ร.ร.เอกชน

11 กรกฎาคม 2556

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวถึงระเบียบและอัตราค่ารักษาพยาบาลของครูสังกัดร.ร.เอกชน ว่า ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการสงเคราะห์ครูใหญ่และครูร.ร.เอกชน กรณีเจ็บป่วยและคลอดบุตรปี 2549 ซึ่งผู้มีสิทธิ ได้แก่ ผอ. ครู โดยเบิกได้ปีละ 100,000 บาท ต่อคนต่อปี นับระยะเวลาหนึ่งปีปฏิทิน ทั้งนี้ค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับ ขึ้นอยู่กับดอกผลที่กองทุนสงเคราะห์หามาได้ ส่วนหนึ่งมาจากครูส่งเงินสมทบ 3 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน และการลงทุนของกองทุน กรณีที่ครูเอกชนบรรจุ และส่งเงินสมทบเข้ากองทุนนั้น ตามพ.ร.บ. ร.ร.เอกชน ปี’50 ครูต้องใช้สวัสดิการที่กองทุนจัดให้ ปัจจุบันดอกผลที่ได้รับไม่เพียงพอที่จะปรับค่ารักษาพยาบาลเพิ่มได้ ในอนาคตถ้าจะปรับให้มากขึ้น ก็จะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนก่อน

เลขาธิการ กช. กล่าวต่อว่า มีข้อสอบถามมายังสช. ว่าปีนี้เบิกค่ารักษาไปแล้วเต็มวงเงิน และอาจมีค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม จากการสอบถามไปยังสำนักงานกองทุน ได้คำตอบว่า กรณีปีนี้ได้ใช้สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลเต็มวงเงินและมีค่ารักษาเพิ่มเติม ให้เก็บใบเสร็จรับเงินไว้ เพื่อใช้เบิกในปีถัดไป แต่ต้องมายื่นก่อนใบเสร็จหมดอายุก่อนวันจริง 1 วัน เช่น ไปหาหมอวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ให้เก็บใบเสร็จไว้เบิกในปีถัดไปได้แต่ต้องไม่เกินวันที่ 19 มิ.ย. 2557

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 12 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33331&Key=hotnews

สช.แจงเบิกสวัสดิการครู ร.ร.เอกชน Read More »

กมธ.ดันตั้ง ‘กองทุนอาชีวะ’ หวังเพิ่มเด็กเรียนสายอาชีพ

11 กรกฎาคม 2556

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นายประกอบ รัตนพันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังการประชุมสัญจรแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการจัดการอาชีวศึกษาร่วมกับผู้บริหาร สอศ.ว่า จากการติดตามการจัดการศึกษาในภาพรวมของประเทศ พบว่ายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แม้ทุกรัฐบาลมีนโยบายเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษาให้ใกล้เคียงสายสามัญศึกษา แต่ไม่มีมาตรการสนับสนุน กมธ.การศึกษา มองว่าควรมีระบบจูงใจเพื่อให้เด็กมาเรียนสายอาชีพมากขึ้น ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าควรจัดตั้งกองทุนผู้สำเร็จอาชีวศึกษา เพื่อให้ผู้สำเร็จอาชีวศึกษากู้ยืมเงินไปประกอบอาชีพหรือเป็นเถ้าแก่ใหม่ โดยได้มอบให้ สอศ.ไป ยกร่าง พ.ร.บ.กองทุน ส่วนที่มาของกองทุนจะมาจากงบประมาณของรัฐบาลและสถานประกอบการสนับสนุน

ประธาน กมธ.การศึกษากล่าวต่อว่า กมธ.การศึกษาได้เน้นย้ำเรื่องคุณภาพของผู้จบอาชีวศึกษาว่าไม่ใช่ผลิตเพื่อใช้ในประเทศเท่านั้น แต่ต้องเป็นแรงานส่งออกด้วย ดังนั้น ต้องเน้นเรื่องภาษาอังกฤษ โดยควรกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังได้หารือเรื่องงบประมาณของ สอศ.ที่รอบ 3 ปีที่ผ่านมางบลดลงอย่างต่อเนื่อง ตนรับปากว่าจะไปทวงถามในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส่วนการแปรญัตติงบประมาณปี 2557 มีโครงการที่เห็นควรให้การสนับสนุน อาทิ การเพิ่มเงินเดือน 15,000 บาท สำหรับผู้จบปริญญาตรี เงินวิทยฐานะครู เงินภัยพิบัติ การเพิ่มอัตราครูจ้าง เป็นต้น

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สอศ.กำลังเร่งปรับภาพลักษณ์เพื่อ จูงใจให้เด็กเรียนอาชีวศึกษามากขึ้น ปัจจุบันมีผู้จบ ม.3 มาเรียนสายอาชีวะ 2.8 แสนคน จากทั้งหมด 900,000 คน หากต้องการ เพิ่มเป็น 400,000 คน ต้องมียุทธศาสตร์ สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่ง สอศ.จะเปิดสอนสาขาใหม่ๆ เช่น หุ่นยนต์โรโบ ติค พลังงาน ที่ตลาดแรงงานต้องการ และกำลังหาแรงจูงใจเพื่อให้เด็กเก่งที่ชอบปฏิบัติ รวมถึงเด็กผู้หญิง หันมาเรียนสายอาชีพ เพิ่มขึ้น
ด้านนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สอศ.จะยกร่าง พ.ร.บ.กองทุนผู้สำเร็จอาชีวศึกษา แยกส่วนจากกองทุนตั้งตัวได้ของรัฐบาล เบื้องต้นจะให้กู้ยืมตั้งแต่ผู้ที่จบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่ พ.ร.บ.กองทุนตั้งตัวได้ยังครอบคลุมไม่ถึง

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33328&Key=hotnews

กมธ.ดันตั้ง ‘กองทุนอาชีวะ’ หวังเพิ่มเด็กเรียนสายอาชีพ Read More »

สอศ.เข้มสอบ ‘รอง-ผอ.อาชีวะ’ ‘กักตัวกก.-ใช้พิมพ์ดีด-ตัดเน็ต’ สกัดรั่ว

11 กรกฎาคม 2556

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยถึงการสอบคัดเลือกสรรหาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถาน ศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ระหว่างวันที่ 13-14 กรกฎาคมนี้ ว่า ขณะนี้มีผู้สมัครสอบตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา 1,045 คน จากตำแหน่งรองรับที่ สอศ.ขึ้นบัญชีไว้ 2 ปี 68 ตำแหน่ง ส่วนตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สมัคร 297 คน จากตำแหน่งที่รองรับ 148 ตำแหน่ง โดยในปีนี้ สอศ.ได้เตรียมการจัดสอบอย่างรัดกุมมาก ตั้งแต่การออกข้อสอบ การดูแลระหว่างการสอบ การตรวจข้อสอบ และประกาศผล พร้อมกันนี้ยังมีมาตรการสืบสวนสอบสวน เชิงลึกว่ามีประเด็นปัญหาอะไรที่ส่อไปในเชิงทุจริตหรือไม่ เพื่อความโปร่งใส และเป็นธรรม แก่ผู้เข้าสอบทุกคน อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ สอศ.ยังไม่พบเรื่องทุจริตแต่อย่างใด มีเพียงการจัดติวเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสอบ ซึ่งไม่เข้าข่ายทุจริต เนื่องจากเป็นการติวก่อนการออกข้อสอบที่เพิ่งดำเนินการในวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา

“ตัวแทนผู้ออกข้อสอบของ สอศ.จะต้องเก็บตัวขณะเริ่มออกข้อสอบไปจนถึงวันที่ 14 กรกฎาคม เมื่อสอบวิชาสุดท้ายเสร็จ ที่สำคัญ สอศ.ยังมีระบบป้องกันข้อสอบรั่ว โดยขณะออกข้อสอบจะตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ พร้อมทั้งใช้เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าจัดพิมพ์ข้อสอบแทนคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันข้อสอบรั่วได้ 100% นอกจากนี้ ในวันสอบจะตัดสัญญาณทุกช่องทาง โดยกรรมการคุมสอบ และผู้สอบ จะต้องเซ็นชื่อที่กระดาษคำตอบ เพื่อป้องกันการเปลี่ยนกระดาษคำตอบ จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการตรวจข้อสอบ โดยจ้างมหาวิทยาลัยดำเนินการ ซึ่งมั่นใจว่าจะประกาศผลสอบได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์หลังจากสอบเสร็จ” นายชัยพฤกษ์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33327&Key=hotnews

สอศ.เข้มสอบ ‘รอง-ผอ.อาชีวะ’ ‘กักตัวกก.-ใช้พิมพ์ดีด-ตัดเน็ต’ สกัดรั่ว Read More »

สพร.เร่งวิเคราะห์เหตุครู ผช.ตกเพียบ ก่อนชง ก.ค.ศ.สอบเพิ่ม-ถกใช้บัญชีข้ามพื้นที่ฯ การศึกษา ชี้ สพม.1 ผ่านมากสุด 538 – ตามด้วย’ตากเขต2′

11 กรกฎาคม 2556

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2556 ที่มีเขตพื้นที่การศึกษา 79 เขต เปิดสอบ และขณะนี้ได้ประกาศผลการสอบคัดเลือกครบทุกเขตพื้นที่ฯ แล้ว ว่าจากรายงานผลการสอบคัดเลือกที่มีการเปิดสอบ 34 สาขาวิชาเอก มีผู้สมัครสอบ 84,584 คน และเป็นผู้มีสิทธิสอบ 83,930 คน แต่มีผู้ที่สอบผ่านเพียง 5,074 คน คิดเป็นร้อยละ 6.05 ของผู้มีสิทธิสอบนั้น เมื่อพิจารณาเป็นรายเขตพื้นที่ฯ พบว่าแต่ละแห่งมีผู้ที่สอบผ่าน ดังนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นนทบุรี เขต 1 สอบผ่าน 5 คน สพป.นนบุรี เขต 2 ผ่าน 1 คน สพป.ปทุมธานี เขต 1 ผ่าน 24 คน สพป.ปทุมธานี เขต 2 ผ่าน 6 คน สพป.สมุทรปราการ เขต 1 ผ่าน 68 คน

สพป.นราธิวาส เขต 2 ผ่าน 72 คน สพป.นราธิวาส เขต 3 ผ่าน 13 คน สพป.ปัตตานี เขต 1 ผ่าน 26 คน สพป.ยะลา เขต 3 ผ่าน 37 คน สพป.ชุมพร เขต 1 ผ่าน 2 คน สพป.ชุมพร เขต 2 ผ่าน 36 คน สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 3 ผ่าน 10 คน สพป.กระบี่ ผ่าน 187 คน สพป.พังงา ผ่าน 11 คน สพป.ระนอง ผ่าน 5 คน สพป.กาญจนบุรี เขต 2 ผ่าน 5 คน สพป.กาญจนบุรี เขต 3 ผ่าน 48 คน

สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 ผ่าน 99 คน สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 ผ่าน 55 คน

สพป.ราชบุรี เขต 2 ผ่าน 5 คน สพป.สุพรรณบุรี เขต 2 ผ่าน 5 คน สพป.สุพรรณบุรี เขต 3 ผ่าน 8 คน

สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 ผ่าน 20 คน สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 ผ่าน 6 คน สพป.ลพบุรี เขต 2 ผ่าน 108 คน สพป.สระบุรี เขต 2 ผ่าน 12 คน สพป.กำแพงเพชร เขต 1 ผ่าน 104 คน

สพป.กำแพงเพชร เขต 2 ผ่าน 19 คน สพป.ตาก เขต 2 ผ่าน 429 คน สพป.นครสวรรค์ เขต 2 ผ่าน 45 คน สพป.เพชรบูรณ์ เขต 3 ผ่าน 9 คน สพป.เชียงราย เขต 2 ผ่าน 225 คน สพป.เชียงราย เขต 3 ผ่าน 232 คน

สพป.เชียงใหม่ เขต 3 ผ่าน 36 คน สพป.เชียงใหม่ เขต 5 ผ่าน 79 คน สพป.เชียงใหม่ เขต 6 ผ่าน 47 คน สพป.ลำปาง เขต 3 ผ่าน 72 คน สพป.เลย เขต 3 ผ่าน 26 คน สพป.สกลนคร เขต 1 ผ่าน 8 คน

สพป.บึงกาฬ ผ่าน 78 คน สพป.อุดรธานี เขต 4 ผ่าน 84 คน สพป.อุบลราชธานี เขต 3 ผ่าน 75 คน สพป.นครราชสีมา เขต 3 ผ่าน 117 คน สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 ผ่าน 169 คน สพป.สุรินทร์ เขต 3 ผ่าน 13 คน สพป.จันทบุรี เขต 1 ผ่าน 21 คน สพป.จันทบุรี เขต 2 ไม่มีผู้สอบผ่าน สพป.ชลบุรี เขต 2 ผ่าน 38 คน สพป.ชลบุรี เขต 3 ผ่าน 2 คน สพป.ตราด ผ่าน 38 คน สพป.ระยอง เขต 1 ผ่าน 32 คน

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 1 ผ่าน 538 คน สพม.2 ผ่าน 113 คน สพม.3 ผ่าน 5 คน สพม.4 ผ่าน 18 คน สพม.5 ผ่าน 14 คน สพม.6 ผ่าน 34 คน สพม.7 ผ่าน 1 คน สพม.8 ผ่าน 200 คน สพม.9 ผ่าน 67 คน สพม.10 ผ่าน 105 คน สพม.13 ผ่าน 118 คน สพม.14 ผ่าน 50 คน สพม.15 ผ่าน 16 คน สพม.17 ผ่าน 12 คน สพม.18 ผ่าน 17 คน สพม.20 ผ่าน 125 คน สพม.25 ผ่าน 10 คน สพม.29 ผ่าน 19 คน สพม.30 ผ่าน 104 คน สพม.31 ผ่าน 120 คน สพม.32 ผ่าน 25 คน สพม.33 ผ่าน 27 คน สพม.36 ผ่าน 110 คน สพม.39 ผ่าน 4 คน สพม.40 ผ่าน 66 คน สพม.41 ผ่าน 111 คน สพม.42 ผ่าน 121 คน และสำนักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ ผ่าน 52 คน

นายชินภัทรกล่าวอีกว่า เมื่อแยกเป็นรายวิชาเอก มีผู้ผ่านการคัดเลือกขึ้นบัญชีดังนี้ ภาษาไทย 328 คน ภาษาอังกฤษ 417 คน ภาษาจีน 27 คน ฝรั่งเศส 25 คน ภาษาญี่ปุ่น 14 คน ภาษาเกาหลี ไม่มีผู้สอบผ่าน คณิตศาสตร์ 353 คน วิทยาศาสตร์ 340 คน วิทยาศาสตร์ทั่วไป 178 คน ชีววิทยา 114 คน ฟิสิกส์ 71 คน เคมี 144 คน สังคมศึกษา 617 คน พลศึกษา 171 คน สุขศึกษา 64 คน นาฏศิลป์ 35 คน ดนตรี 44 คน ดนตรีไทย 8 คน ดนตรีสากล 23 คน ศิลปะ 60 คน ศิลปะศึกษา (ทัศนศิลป์) 7 คน วิจิตรศิลป์ 7 คน คอมพิวเตอร์ 810 คน อุตสาหกรรมศิลป์ 161 คน เกษตรกรรม 170 คน คหกรรมทั่วไป 94 คน บรรณารักษ์ 39 คน การเงิน/บัญชี 58 คน เทคโนโลยีทางการศึกษา 37 คน จิตวิทยาและการแนะแนว 86 คน ประถมศึกษา/การประถมศึกษา 304 คน ปฐมวัยศึกษา/อนุบาลศึกษา 265 คน กายภาพบำบัด ไม่มีผู้สอบผ่าน กิจกรรมบำบัด 3 คน

“ส่วนที่กรรมการในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ระบุว่าที่มีผู้สอบผ่านน้อย มาจากหลายปัจจัย ทั้งผู้สอบไม่มีคุณภาพ หรืออาจเป็นเพราะข้อสอบยาก หรือสถาบันอุดมศึกษาที่ออกข้อสอบต้องให้เปิดสอบใหม่ จะได้รับงบประมาณเพิ่ม ส่วนการแก้ปัญหาโดยการดึงบัญชีของเขตพื้นที่ฯข้างเคียงมานั้น ไม่สามารถทำได้ หรือหากมีก็ต้องเก็บไว้เมื่อมีอัตราว่างในอนาคตนั้น ขณะนี้กำลังรอข้อมูลการวิเคราะห์ในภาพรวมของสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติกร (สพร.) จากนั้นจะนำเรื่องการจัดสอบเพิ่ม และการขอใช้บัญชีข้ามเขตพื้นที่ฯเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)” นายชินภัทรกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33326&Key=hotnews

 

สพร.เร่งวิเคราะห์เหตุครู ผช.ตกเพียบ ก่อนชง ก.ค.ศ.สอบเพิ่ม-ถกใช้บัญชีข้ามพื้นที่ฯ การศึกษา ชี้ สพม.1 ผ่านมากสุด 538 – ตามด้วย’ตากเขต2′ Read More »

สกอ.แจ้งเอาผิด ม.สันติภาพ ชง ‘ดีเอสไอ’ ฟันอีก 2 มหา’ลัย

11 กรกฎาคม 2556

‘รองเลขาฯ กกอ.’ เข้ากล่าวโทษ ม.สันติภาพโลก อย่างเป็นทางการ ก่อนตามเอาผิด’ม.โรชวิลล์- อดัมสัน’ไม่ขออนุญาตผิด กม.

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามแก้ปัญหามหาวิทยาลัยเถื่อน ซึ่งไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งและเปิดการเรียนการสอนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และไม่ได้รับการรับรองปริญญาจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า ในกรณีของมหาวิทยาลัยอดัมสัน ประเทศฟิลิปปินส์ ที่นายจุฑาพงษ์ รัตนโชติ ผู้ประสานงานศูนย์พบกลุ่มที่ปรึกษานักศึกษา ม.อดัมสัน ประจำศูนย์ จ.สมุทรปราการ ชี้แจงว่ามีหลักฐานการรับรองจาก ม.อดัมสัน ประเทศฟิลิปปินส์ ให้เปิดศูนย์ดังกล่าวในลักษณะโครงการความร่วมมือการจัดโครงการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา (Doctor of philosophy in Education) พร้อมระบุว่ามีการอนุญาตจากสำนักงานการอุดมศึกษาแห่งประเทศฟิลิปปินส์ (COMMISSION ON HIGHER EDUCATION) อย่างถูกต้อง รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ของไทยมีการรับรอง ม.อดัมสัน ประเทศฟิลิปปินส์อย่างถูกต้องนั้น แม้ว่าสำนักงาน ก.พ.จะให้การรับรอง ม.อดัมสัน ของประเทศฟิลิปปินส์ แต่ถ้ามาเปิดศูนย์จัดการเรียนการสอนในไทยก็ต้องขออนุญาตจาก สกอ.ก่อน ไม่เช่นนั้นถือว่าผิดกฎหมาย

รองเลขาธิการ กกอ.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีมหาวิทยาลัยโรชวิลล์ (Rochville University) จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ สกอ.กำลังตรวจสอบอยู่ด้วยนั้น พบว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีการจัดการเรียนการสอน และเข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และเท่าที่ทราบมีคนใช้วุฒิปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปใช้เป็นอาจารย์แล้วจำนวนมาก สกอ.จึงจะขอให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ตรวจสอบวุฒิการศึกษาของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่อไป หากพบว่ามีใครใช้วุฒิจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้รับการอนุญาตจาก สกอ.เป็นอาจารย์ ถือว่าไม่ถูกต้อง

“ปัญหาของ ม.อดัมสัน และ ม.โรชวิลล์ จะแตกต่างจากกรณีของ ม.สันติภาพโลก ที่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ดำเนินการที่ชัดเจน ขณะนี้มีเพียงแต่ผู้ประสานงานประจำศูนย์เท่านั้น ซึ่ง สกอ.จะตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อนว่าใครเป็นผู้ดำเนินการ จากนั้นจะเสนอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับไปตรวจสอบเช่นเดียวกับ ม.สันติภาพโลก” นพ.กำจรกล่าว

นายบัญชา เกิดมณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยธนบุรี ในฐานะนายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) กล่าวว่า เคยส่งรายชื่ออาจารย์ที่จบปริญญาเอกจาก ม.อดัมสันไปให้ สกอ.รับรองวุฒิการศึกษาในฐานะอาจารย์ประจำหลักสูตร แต่ สกอ.รับรองวุฒิต่ำกว่าปริญญาเอก ดังนั้น จึงให้ออกจากการเป็นอาจารย์ทันที เพราะถือว่ามีคุณสมบัติไม่ครบ ซึ่งเชื่อว่ามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งอื่นๆ ก็จะให้ออกเช่นกัน ที่ผ่านมายอมรับว่ามีอาจารย์และข้าราชการจำนวนมากที่จบมาจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ และไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยในประเทศฟิลิปปินส์เท่านั้นที่มีปัญหาลักษณะดังกล่าว ยังมีมหาวิทยาลัยจากประเทศอินเดียอีกหลายแห่งที่ สกอ.ไม่รับรอง แต่ใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อ ใช้ระบบการตลาดดึงดูดคนเข้าเรียน โดยไม่ได้จัดการศึกษาจริง ทั้งนี้ เท่าที่ทราบ ม.อดัมสันไปเปิดศูนย์เรียนในจังหวัดทางภาคใต้ด้วย และมีคนสนใจเรียนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะข้าราชการที่อยากได้วุฒิการศึกษาสูงขึ้น เพื่อนำไปปรับตำแหน่ง ฉะนั้น อยากให้ สกอ.ตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะทำให้การศึกษาไทยตกต่ำไปด้วย จะเห็นได้จากปัจจุบันมีคนจบปริญญาเอกจำนวนมาก แต่คุณภาพการศึกษากลับแย่ลง

ที่ จ.ยโสธร นายไตรสรณ์ สุวพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนกุดชุมวิทยา อ.กุดชุม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นประธานบัณฑิตรุ่นที่ 1 ของ ม.อดัมสัน ประเทศฟิลิปปินส์ ที่มาเปิดศูนย์เรียนที่โรงแรมปทุมรัตน์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในหลักสูตรปริญญาเอก สาขาบริหารการศึกษา หลักสูตร 2 ปี 60 หน่วยกิต เสียค่าใช้จ่ายการเรียนประมาณ 450,000 บาท เริ่มเรียนตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เหลือเวลาอีก 7 เดือน หรือ 3 ภาคเรียนก็จะจบหลักสูตร โดยรุ่นแรกมีผู้เรียนทั้งห้อง 27 คน มีทั้งผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน และครูในเขต จ.ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ ครั้งแรกเปิดสอนที่โรงเรียนกันทรารมณ์ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ แต่เนื่องจากอาจารย์ที่เดินทางมาสอนจากฟิลิปินส์ไม่สะดวก จึงย้ายไปเปิดสอนที่ จ.อุบลราชธานี ทั้งนี้ ในรุ่นที่ 2 มีผู้มาสมัครเรียนแล้วกือบ 20 คน เป็นคนในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ที่สมัครเรียนเพราะเห็นว่า ก.พ.รับรองแล้ว จะเรียนเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ หรือจะเป็นวันที่อาจารย์ฟิลิปปินส์สะดวกมาสอน โดยจะลงเครื่องบินที่ จ.อุบลราชธานี

ที่ จ.สุรินทร์ นายสงวน ศาลางาม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวังปลัด ต.ทับทัน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ลงเรียนระดับปริญญาเอกของ ม.อดัมสัน ที่ศูนย์เรียน จ.อุบลราชธานี เรียนมาได้ปีกว่าแล้ว เป็นรุ่นแรก จะจบในปี 2557 เสียค่าเรียนไปแล้ว 446,000 บาท มีผู้อำนวยการโรงเรียนจาก จ.สุรินทร์ สมัครเรียน 3 คน คือ นางญาณี สืบสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาสนวนกลาโหม ต.จรัส อ.บัวเชด และ น.ส.พรทิพย์ วิเศษวุฒิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบัวขุนจง (กรป.กลางอุปภัมถ์) ที่สมัครเรียนเพราะเห็นว่าทางเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยแจ้งว่า ก.พ.รับรองแล้ว ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยังไม่รับรองก็ไม่เป็นไร จะว่าหลอกลวงก็ไม่น่าจะใช่ แต่อะไรจะเกิดก็ให้เกิดไป เพราะไม่ได้คิดว่าจะเอามาใช้ประโยชน์ในการยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น

น.ส.พรทิพย์กล่าวว่า ตนพร้อมเพื่อนผู้บริหารโรงเรียนใน จ.สุรินทร์ สมัครเข้าเรียนจริง เสียค่าเทอม 430,000 บาท เคยไปศึกษาดูงานที่ประเทศลาว และนักศึกษาต้องให้ที่ปรึกษาตรวจสอบผลงานวิจัยว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ดังนั้น ในฐานะนักศึกษายืนยันว่ายังมีความมั่นใจและเชื่อมั่นในสถาบันแห่งนี้ เพราะนอกจากเรียนที่ สาขาอุบลราชธานีแล้ว ยังจะได้ไปเรียนที่ ม.อดัมสัน ที่ประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงใกล้จบในปี 2557 ด้วย

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า การนำวุฒิการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่จัดตั้งไม่ถูกต้องมาใช้ประโยชน์ต่างๆ เป็นเรื่องที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาในฐานะที่เป็นสถาบันด้านมาตรฐานวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา จะต้องเข้าไปควบคุมคุณวุฒิต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานที่ใช้บุคลากรครู ทำได้แค่เพียงว่าเมื่อพบความไม่ถูกต้องก็จะรายงานให้คุรุสภาดำเนินการต่อไป

ที่ จ.เชียงใหม่ นายสวัสดิ์ บรรเทิงสุข ผู้ก่อตั้งและอธิการบดีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตนได้เชิญดีเอสไอมาสอบปากคำที่ จ.เชียงใหม่ในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นบ้านส่วนตัว โดยทางดีเอสไอได้ตอบรับมาสอบปากคำในวันเวลาดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ อยากให้ดีเอสไอสอบพยาน 1,200 คนตามที่กล่าวหาว่าได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จาก ม.สันติภาพโลก ทั้งที่ได้มอบปริญญาไปเพียง 300 คนเท่านั้น และหลังให้ปากคำกับดีเอสไอแล้วอาจขอลี้ภัยทางการศึกษาไปต่างประเทศชั่วคราว เพื่อไปพักผ่อน แต่ไม่ได้หนีคดี เพราะไม่ใช่อาชญากรร้ายแรง หากดีเอสไอและ สกอ.อยากสอบปากคำเพิ่มเติม ก็จะเดินทางกลับมาตามกำหนดแน่นอน
นายสุธรรม เลิศพงษ์ประเสริฐ ผู้อำนวยการหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า ตนได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก ม.สันติภาพโลกจริง แต่ไม่ได้นำไปใช้ โดยเหตุที่รับเพราะเห็นว่าเป็นการประกาศเกียรติคุณในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา และคิดว่าไม่น่ามีอะไรเสียหาย จึงยอมรับและยืนยันว่าไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนจะคืนปริญญาหรือไม่นั้น ยังไม่ได้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ดังนั้น จะรอให้เรื่องนี้มีความชัดเจนก่อน ทั้งนี้ ตนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก Sardar Patel University ประเทศอินเดีย ซึ่ง สกอ.ให้การรับรอง

วันเดียวกัน ที่ดีเอสไอ พ.ต.ท.ศักกพล สุขปาน หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของ ม.สันติภาพโลก และการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก สกอ. เปิดเผยว่า นพ.กำจร รองเลขาธิการ กกอ. ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษในฐานะผู้เสียหายอย่างเป็นทางการ เบื้องต้นมีความชัดเจนว่าการดำเนินการของ ม.สันติภาพโลกไม่ได้รับอนุญาตจาก สกอ. ไม่มีสถานที่ตั้ง ไม่มีหลักสูตรหรือจัดการเรียนการสอน แต่กล่าวอ้างว่าตั้งมหาวิทยาลัยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ จากการสอบปากคำพยานหลายปากไม่มีผู้ใดได้เห็นใบอนุญาตของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา และปากีสถาน หรือเอกสารการทำข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศตามที่มีการกล่าวอ้าง และจากการตรวจสอบกับรัฐปัญจาบ ประเทศปากีสถาน พบว่าเอกสารที่ ม.สันติภาพโลกนำมากล่าว อ้างเป็นมหาวิทยาลัยสาขา ที่จริงเป็นเพียงสถาบันอาชีวศึกษาเท่านั้น นอกจากนี้ จากการตรวจสอบกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยังพบว่า นายสวัสดิ์และคนอื่นๆ ที่อ้างว่ามีการไปทำข้อตกลงกับต่างประเทศนั้น แต่จากข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศครั้งสุดท้าย คือปี 2007 ดังนั้น ไม่น่ามีการติดต่อทำข้อตกลงกับต่างประเทศจริง
นายธนันท์พงศ์ ปิยะวรรณะกูล ผู้อำนวยการส่วนสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย ดีเอสไอ เปิดเผยว่า จากข้อมูลพบว่า ม.สันติภาพโลกมีการจัดพิธีแจกปริญญาไปแล้ว 18 ครั้ง มีบุคคลมีชื่อเสียงหลายคนเป็นที่ปรึกษา เช่น นายสมบัติ เมทะนี เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นพ.ธนัท ฤกษ์อาษา เป็นรองประธานที่ปรึกษา นายสมบัติ ฤกษ์สมุทร เป็นประธานอาวุโส นางผ่องศรี วรนุช นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นายศรเทพศรทอง กองทองมณีโรจน์ นายศุภรณัฐ และนายจิระ ฐานิสสะ เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์
นพ.กำจรกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้กับ ม.สันติภาพโลกมีการใช้ตำแหน่งทางวิชาการที่ได้มาไม่ถูกต้อง หากไม่ยุติการใช้ จะถูกดำเนินคดีด้วย ที่ผ่านมามีการแจ้งเตือนไปแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่หยุดพฤติการณ์ ทั้งนี้ ยืนยันว่า สกอ.จะตรวจสอบเข้มงวดทั้งสถานที่ตั้ง เงินทุน เครือข่าย รวมทั้งศูนย์การเรียนการสอนหรือให้คำปรึกษาทางการศึกษา หรือไซเบอร์ยู ซึ่งจะดำเนินคดีทั้งหมด

“หลังดำเนินคดีกับ ม.สันติภาพโลกแล้ว จะขยายผลไปอีก 2 สถาบันที่มีพฤติกรรมเช่นเดียวกัน คือ ม.โรชวิลล์ จากสหรัฐ และ ม.อดัมสัน จากฟิลิปปินส์ โดยในส่วนของ ม.โรชวิลล์ตรวจสอบพบผู้ดำเนินการเป็นกลุ่มคนเดียวกับที่ดำเนินการ ม.สันติภาพโลก ทั้งนี้ ขอเตือนไปยังสถานศึกษาที่อนุญาตให้ ม.สันติภาพโลกใช้สถานที่แจกปริญญาจะถูก สกอ.ดำเนินการขั้นเด็ดขาดด้วย” นพ.กำจรกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33325&Key=hotnews

สกอ.แจ้งเอาผิด ม.สันติภาพ ชง ‘ดีเอสไอ’ ฟันอีก 2 มหา’ลัย Read More »

สั่งเข้มสินค้าเป็นภัยขายรอบ ร.ร. สช. แฉของเล่น-อาหารต้องห้ามระบาด-จี้คุม

10 กรกฎาคม 2556

นายบัณฑิต ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ทำหนังสือถึงผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชนให้กวดขันการจำหน่ายสินค้าอันตรายบริเวณหน้าโรงเรียน หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พบว่ามีการขายสินค้าบริเวณหน้าโรงเรียน ซึ่งเป็นสินค้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีคำสั่งห้ามขายได้เริ่มกลับมา ระบาดอีก เช่น ของเล่นชนิดพองตัวเมื่อแช่น้ำ หรือ ตัวดูดน้ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต หากเด็กกินหรือกลืนเข้าไป ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ขายของเล่นชนิดนี้แล้วตั้งแต่ปี 2527 แต่ยังมีผู้ลักลอบเข้ามาขายอยู่

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีลูกโป่งวิทยาศาสตร์ หรือ ลูกโป่งพลาสติก อุปกรณ์ไฟฟ้าชอร์ตสำหรับแกล้งคน และสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก เช่น ของเล่นที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมกำหนด ไม่มีฉลากคำเตือนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งอาหารทอดที่ใช้น้ำมันซ้ำลูกชิ้น ไส้กรอก และขนมที่มีสีสันสวยงาม ซึ่งอาจใส่สีสังเคราะห์ที่ไม่เหมาะสม

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวต่อว่า สช.พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรป้องกันไม่ให้เด็กนักเรียนได้รับอันตรายจากของเล่นที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ และการบริโภคอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ หรือขนม จึงขอความร่วมมือผู้บริหาร อาจารย์ร.ร.เอกชนช่วยรณรงค์ดูแลการขายสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่เด็กบริเวณรอบร.ร. เชื่อว่าหากให้ร.ร.เข้ามาร่วมดูแลแจ้งเบาะแส จะเป็นช่องทางช่วยควบคุมไม่ให้ของเล่นอันตรายแพร่ระบาดได้

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 11 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33318&Key=hotnews

สั่งเข้มสินค้าเป็นภัยขายรอบ ร.ร. สช. แฉของเล่น-อาหารต้องห้ามระบาด-จี้คุม Read More »

‘1.3 พัน’ ครู-ลูกจ้างอาชีวะ เฮ! เพิ่มเงินค่าครองชีพ 1.5 พัน บ.

10 กรกฎาคม 2556

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ทำหนังสือแจ้งหัวหน้าสถานศึกษาและหน่วยงานในสังกัด สอศ.ทั่วประเทศ เพื่อให้ดำเนินการเรื่องให้ข้าราชการได้รับการปรับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำส่วนราชการฉบับที่ 5 พ.ศ.2555 โดยได้เพิ่มเติมระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวฯ พ.ศ.2548 เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2553 และวันที่ 20 กันยายน 2554 ที่เห็นชอบให้ปรับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ที่บรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่กำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่กำหนดไว้

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.ในกรณีที่กำหนดให้คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น ต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งบรรจุหรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวที่มีเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนจนครบ 15,000 บาท และ

2.กรณีวุฒิการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ที่มีเงินเดือนค่าจ้างไม่ถึง 12,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ 1,500 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 12,285 บาท และกรณีจำนวนเงินที่ได้รับดังกล่าวรวมกันไม่ถึงเดือนละ 9,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นอีกจนถึงเดือนละ 9,000 บาท

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับข้าราชการ ลูกจ้างประจำของ สอศ. อาทิ ครูผู้ช่วย ครู พนักงานธุรการ พนักงานบัญชี เป็นต้น ที่จะได้รับการปรับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวครั้งนี้ มีจำนวน 1,398 คน ส่วนใหญ่จะเป็นครูผู้ช่วย ครู ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-30 กันยายนนี้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33316&Key=hotnews

‘1.3 พัน’ ครู-ลูกจ้างอาชีวะ เฮ! เพิ่มเงินค่าครองชีพ 1.5 พัน บ. Read More »