Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

สช. ประกวดสุนทรพจน์ ๘ ภาษา อาเซียน

5 กรกฎาคม 2556

ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จัดการ

ประกวดสุนทรพจน์ ภายใต้หัวข้อ “พลังเด็กไทยก้าวไกลสู่อาเซียน” เป็นการกระตุ้นให้ผู้บริหาร ครูผู้สอน นักเรียนโรงเรียนเอกชนตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมพัฒนาองค์ความรู้ หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอนเพื่อยกระดับศักยภาพรองรับเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และเป็นการสร้างเวทีให้กับนักเรียนได้แสดงศักยภาพในมิติด้านองค์ความรู้ ด้านมุมมองความคิดเชิงวิเคราะห์ สร้างสรรค์ ด้านการแสดงออก แบบร้อยเรียงคำพูดผ่านการกล่าวสุนทรพจน์ นำไปสู่การค้นหานักเรียนตัวแทน คนรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถโดดเด่นด้านภาษาของโรงเรียนเอกชนทั้งในระดับโรงเรียน ระดับภูมิภาคและระดับประเทศให้สาธารณชนได้รับทราบ

สำหรับการประกวดสุนทรพจน์ ภายใต้หัวข้อ “พลังเด็กไทยก้าวไกลสู่อาเซียน” เป็นการประกวดสุนทรพจน์ ๘ ภาษา ๑๕ ประเภท ประกอบด้วย ภาษาไทย อังกฤษ จีน เวียดนาม ลาว เขมร พม่า และมลายู ของนักเรียนโรงเรียนเอกชนในระบบ (ระดับประถมศึกษา – ปวช.) และนักเรียนโรงเรียนเอกชนนอกระบบ โดยจะมีการจัดประกวดแบ่งออกเป็น ๕ ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร วันที่ ๑๓ – ๑๔ กรกฎาคม 2556 ณ โรงเรียนแม่พระฟาติมา ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก วันที่ ๑๓ – ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการอยุธยา จังหวัดพระนคร- ศรีอยุธยา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ ๑๓ – ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ณ โรงเรียนมหาไถ่ศึกษา จังหวัดขอนแก่น ภาคเหนือ วันที่ ๒๗ – ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ณ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ และภาคใต้ วันที่ ๒๗ – ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยนักเรียนที่เข้าร่วมการประกวดในแต่ละภาษา แต่ละประเภท ที่มีคะแนนตั้งแต่ ๘๐ คะแนนขึ้นไป จะได้รับ (เกียรติบัตรเหรียญทอง) ๗๐ – ๗๙ คะแนน (เกียรติบัตรเหรียญเงิน) ๖๐ – ๖๙ คะแนน (เกียรติบัตรเหรียญทองแดง) ๕๐ – ๕๙ คะแนน (เกียรติบัตรชมเชย) ต่ำกว่า ๕๐ คะแนน (เกียรติบัตรเข้าร่วมประกวด) ทั้งนี้โรงเรียนที่ส่งนักเรียนเข้าร่วมประกวด จะได้รับเกียรติบัตรสนับสนุนการจัดงาน ตลอดจนครูผู้สอนของนักเรียนที่ได้รับเกียรติบัตรเหรียญทองจะได้รับเกียรติบัตรด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33265&Key=hotnews

 

สช. ประกวดสุนทรพจน์ ๘ ภาษา อาเซียน Read More »

สพฐ.ถกวิชาการครบหนึ่งทศวรรษโชว์สุดยอดผลงาน 5 โซน – ฉีดวัคซีนเจนแซด

4 กรกฎาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดจัดงานสัมมนาวิชาการในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษ สพฐ.ในวันที่ 8 ก.ค.นี้ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. เดินทางมามอบนโยบายและแนวทางการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้การดำเนินการมีความชัดเจนไปในทิศทางเดียวกัน และมีการบรรยายเชิงวิสัยทัศน์ของนักวิชาการ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานในทศวรรษที่ 2 และการอภิปรายใน 2 หัวข้อหลักๆ คือ ปัจจัยและเงื่อนไขความสำเร็จของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการให้วัคซีนกับเจเนอเรชั่นแซด เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เติบโตอย่างมีวุฒิภาวะ รู้จักการป้องกันตนเอง ภายในงานยังมีนิทรรศการแบ่งเป็น 5 โซน คือ 1.”ก้าวย่างบนเส้นทางพัฒนา” สรุปพัฒนาการในการดำเนินงานของ สพฐ.ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.)

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) การบริหารสถานศึกษาต่างๆ และ ร.ร.นิติบุคคล
เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า 2. “ก้าวกล้าพัฒนาคน” ซึ่งเป็นภารกิจหลักของ สพฐ.ในการจัดสรรโอกาสให้แก่เด็กทุกกลุ่ม ไม่ว่าเด็กด้อยโอกาส พิการ  3. “ก้าวล้ำผู้นำวิชาการ” ซึ่งแสดงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล  4. “ก้าวมั่นด้วยประกันคุณภาพ” เน้นระบบการประกันคุณภาพภายใน และการบริหารจัดการ ร.ร.ที่หลากหลายและสอดคล้องกับบริบทของ ร.ร.แต่ละกลุ่ม ได้แก่ ร.ร.ดีประจำตำบล ร.ร.ในฝัน ร.ร.มาตรฐานสากล และ ร.ร.ขนาดเล็กที่ต้องบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม และ  5. “ก้าวไกลสู่ศตวรรษใหม่ไอซีที” ที่เน้นในเรื่องเกี่ยวกับการเรียนการสอนที่ใช้แท็บเล็ต อินเตอร์เน็ต การเรียนการสอนทางไกลโดยระบบดีแอลทีวี จากไกลกังวล และ OBEC Channel

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 5 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33255&Key=hotnews

สพฐ.ถกวิชาการครบหนึ่งทศวรรษโชว์สุดยอดผลงาน 5 โซน – ฉีดวัคซีนเจนแซด Read More »

คัดครู ผช.สระบุรี ไม่มีคนสอบผ่าน!

4 กรกฎาคม 2556

‘เลขาฯ ก.ค.ศ.’ เผยมีครู ผช.ที่ถูกปลดจากปัญหาส่อทุจริตการสอบครั้งที่ผ่านมายื่นอุทธรณ์แล้ว 77 ราย

ความคืบหน้ากรณีผลการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครู ตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2556 ใน 79 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ มีอัตราว่างบรรจุรวม 1,070 อัตรา ซึ่งจากรายงานข้อมูลผลการสอบของ 24 เขตพื้นที่ฯ มีจำนวนผู้เข้าสอบรวม 21,773 คน ปรากฏว่ามีผู้สอบผ่านเกณฑ์คัดเลือกคะแนน 60% จำนวนเพียง 1,536 ราย หรือคิดเป็น 7.06% ถือเป็นจำนวนที่น้อยมากเป็นประวัติการณ์ โดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ว่าอาจเป็นเพราะสถาบันอุดมศึกษาที่ออกข้อสอบค่อนข้างยากนั้น

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นายสุรวาท ทองบุ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาสารคาม ในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวว่า ในภาพรวมจะต้องวิเคราะห์รายละเอียดให้ชัดเจนว่าผู้เข้าสอบทำคะแนนต่ำในหมวดใด ซึ่งหากเป็นวิชาเอก ก็อาจเป็นไปได้ว่ามหาวิทยาลัยออกข้อสอบยากเกินหลักสูตรที่บัณฑิตสาขาครูเรียนมา เพราะในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์จะสอนเฉพาะเรื่องที่นักศึกษาจำเป็นต้องนำไปใช้ในการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น ขณะเดียวกันก็อาจเป็นเพราะมหาวิทยาลัยเร่งรีบทำข้อสอบเกินไป จนทำให้ข้อสอบไม่ได้มาตรฐาน ขาดการจำแนกความยากง่าย และอาจไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองข้อสอบจากคณะกรรมการกลั่นกรองข้อสอบ ซึ่งตามปกติจะต้องมีอย่างน้อย 5 คน หรืออาจจะเป็นข้อบกพร่องที่เกิดจากตัวผู้เข้าสอบเองที่ไม่ติดตามสถานการณ์รายวัน รวมถึงความเคลื่อนไหวทางวิชาการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนโยบายการศึกษา และข้อกฎหมายต่างๆ
“ขณะนี้คงยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าการที่ผู้เข้าสอบทำคะแนนได้น้อยเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะต้องวิเคราะห์ให้มีความชัดเจน เพื่อหาสาเหตุและปรับปรุงแก้ไขต่อไป” นายสุรวาทกล่าว

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.ยังไม่ได้รับรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการสอบครูผู้ช่วยจากเขตพื้นที่การศึกษาที่เหลือ

นายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 3 กล่าวว่า จากผลการสอบบรรจุครูผู้ช่วยครั้งนี้พบว่าผลคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ โดยเฉพาะสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ไม่มีผู้สอบผ่านเกณฑ์คัดเลือกแม้แต่รายเดียว ขณะเดียวกันภาพรวมส่วนใหญ่ทำข้อสอบในบางวิชาได้น้อย เช่น คะแนนเต็ม 75 คะแนน เฉลี่ยทำได้เพียง 30-35 คะแนน อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ตนยังไม่เห็นข้อสอบ จึงไม่สามารถระบุได้ว่าข้อสอบเป็นอย่างไร แต่จากการสอบถามผู้เข้าสอบจะบอก เหมือนๆ กันว่าให้เวลาทำข้อสอบค่อนข้างน้อย และข้อสอบยากมาก ซึ่งการสอบครั้งนี้ได้ว่าจ้าง มรภ.นครราชสีมา ดำเนินการทั้งหมด และหลังจากนี้ทางคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 จะนำข้อสอบมาประมวลวิเคราะห์หาเหตุผลเพื่อนำมาเป็นบทเรียนในการสอบครั้งต่อๆ ไป

นายอดิศร เนาวนนท์ ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ในฐานะนักวิชาการ มรภ.นครราชสีมา กล่าวว่า จากการสอบถามเพื่อนคณาจารย์ใน มรภ.นครราชสีมาที่รับดำเนินการออกข้อสอบบรรจุครูผู้ช่วยครั้งนี้ ยืนยันว่าได้ออกข้อสอบตามกรอบในตำราเรียน ทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และปริญญาตรีต่อเนื่อง โดยไม่ได้นำสิ่งที่พิสดารมาออกข้อสอบแต่อย่างใด ข้อสอบครั้งนี้เป็นแนววิเคราะห์ แต่ผู้เข้าสอบอาจเก็งแนวข้อสอบ ผิดพลาดไปเน้นการท่องจำ จึงทำข้อสอบไม่ค่อยได้ ส่งผลให้ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์คัดเลือก เพราะฉะนั้น อย่าโยนบาปไปให้มหาวิทยาลัยผู้ออกข้อสอบ แต่ผู้เข้าสอบจะต้องเตรียมตัวให้มากกว่าเดิม ไม่ใช่กำหนดอยู่แต่ในตำราเรียนเท่านั้น ต้องรู้จักวิเคราะห์และเชื่อมโยงให้ได้ เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งประโยชน์จะตกอยู่กับเด็กนักเรียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ สพป.สระบุรี เขต 2 ได้ประกาศผลการสอบบรรจุครูผู้ช่วย ปรากฏว่าไม่มีผู้สอบผ่าน 3 กลุ่มสาขา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศิลปะ สร้างความผิดหวังให้กับไม่มีผู้สอบผ่าน 3 กลุ่มสาขา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศิลปะ สร้างความผิดหวังให้กับผู้เข้าสอบเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ น.ส.พลอยประภัส จิระกุลเรืองนนท์ ผู้เข้าสอบกลุ่มวิชาเอกวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังกับการสอบครั้งนี้มาก เพราะตั้งใจไว้มาก และได้เตรียมตัวมาอย่างดี แต่ข้อสอบยากมาก และให้เวลาทำข้อสอบน้อย อีกทั้งกรรมการคุมสอบยังไม่ให้นำนาฬิกาเข้าห้องสอบด้วย จึงคาดคะเนไม่ได้ว่าใกล้จะหมดเวลาหรือยัง ทั้งนี้ ในกลุ่มวิชาเอกวิทยาศาสตร์มีผู้เข้าสอบ 182 คน แต่สอบไม่ผ่านทั้งหมด เป็นไปได้อย่างไร ไม่ทราบวัดกันที่อะไร ทุกคนทุ่มเทกับการสอบ หลายคนต้องเดินทางมาจากต่างจังหวัดเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ควรจะวิเคราะห์ผู้ออกข้อสอบด้วย

นายรังสรรค์ เถื่อนนาดี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 25 ขอนแก่น เปิดเผยผลการสอบบรรจุครูผู้ช่วยในสังกัด 3 สาขาวิชาเอกว่า วิชาเอกคณิตศาสตร์ มีผู้เข้าสอบ 65 คน สอบผ่าน 9 คน วิชาเอกฟิสิกส์ เข้าสอบ 29 คน สอบผ่าน 1 คน ส่วนวิชาเอกดนตรี เข้าสอบ 24 คน แต่สอบไม่ได้เลยสักคน ซึ่งการออกข้อสอบได้ให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นผู้ออกข้อสอบทั้ง 5 เขตพื้นที่ฯในโซนเขตตรวจราชการที่ 7 ประกอบด้วย สพม.เขต 25 ขอนแก่น, สพม.เขต 20 อุดรธานี, สพป.เลย อุดรธานี และบึงกาฬ

ทางด้านนางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีครูผู้ช่วยที่ถูกปลดออกจากราชการ จากปัญหามีพฤติกรรมส่อเข้าข่ายทุจริตการสอบบรรจุครูผู้ช่วยกรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 เมื่อครั้งที่ผ่านมา จำนวนรวม 77 ราย จาก 36 เขตพื้นที่การศึกษา ได้ยื่นอุทธรณ์ร้องทุกข์มายังสำนักงาน ก.ค.ศ.แล้ว แต่ยังไม่ได้นำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ เพราะต้องตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งต้องแจ้งกลับไปยังผู้อำนวยการสถานศึกษา ในฐานะผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารับทราบด้วย

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวด้วยว่า สำหรับผลการสอบบรรจุครูผู้ช่วย กรณีทั่วไปในครั้งนี้ ที่หลายเขตพื้นที่ฯมีผู้สอบผ่านเกณฑ์คัดเลือกไม่ครบตามอัตราว่างบรรจุที่เปิดรับนั้น ขึ้นอยู่กับทางเขตพื้นที่ฯจะเสนอมายัง ก.ค.ศ.ว่าต้องการจะเปิดสอบบรรจุใหม่หรือไม่ หากเสนอสอบใหม่จะต้องมีการสำรวจอัตราบรรจุ เพื่อจะได้กำหนดการสอบพร้อมๆ กัน แต่หากไม่ต้องการสอบใหม่ก็สามารถการสำรวจอัตราบรรจุ เพื่อจะได้กำหนดการสอบพร้อมๆ กัน แต่หากไม่ต้องการสอบใหม่ก็สามารถขอใช้บัญชีของเขตพื้นที่ฯอื่นได้

นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้ราชการเสียหาย กรณีมีการทุจริตการสอบบรรจุครูผู้ช่วย ว12 ครั้งที่ผ่านมา เปิดเผยความคืบหน้าว่า คณะกรรมการสอบสวนฯได้สอบปากคำพยานครบทุกปากแล้ว ซึ่งมีไม่มาก และในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ จะนัดประชุมเพื่อสรุปข้อกล่าวหาทั้งหมด และจัดทำบันทึกการแจ้งรับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาแบบ สว.3 ตามกฎคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาคือนายชินภัทรได้รับทราบเพื่อแก้ข้อกล่าวหา หรือส่งพยานหลักฐาน ทั้งเอกสารและพยานบุคคลเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งจะต้องเชิญมา สอบสวนภายใน 45 วัน จากนั้นคณะกรรมการสอบสวนฯจะพิจารณาคำแก้ข้อกล่าวหาว่ารับฟังขึ้นหรือไม่ ก่อนเสนอความเห็นต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งคือรัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาวินิจฉัยในขั้นตอนสุดท้าย

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33252&Key=hotnews

คัดครู ผช.สระบุรี ไม่มีคนสอบผ่าน! Read More »

ขยายคลินิกคุณธรรมในอาชีวะ

4 กรกฎาคม 2556

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. กรมการศาสนา (ศน.)ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดโครงการคลินิกคุณธรรมในสถานศึกษา ที่วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษา โดยมีพระสงฆ์ ให้คำปรึกษา ชี้แนะแนวทางการปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแก่เด็กและเยาวชนในสถานศึกษา โดย นายปรีชา กันธิยะ อธิบดี ศน. กล่าวว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการทำกิจกรรมของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการแห่งละ 3 แสนบาท โดยปีนี้มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการ 30 แห่ง เป็นอาชีวศึกษาของรัฐ 20 แห่ง และอาชีวศึกษาเอกชน 10 แห่ง และในอนาคตจะมีการขยายผลไปยังสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา ซึ่งหากสามารถเปิดคลินิกคุณธรรมในสถานศึกษาได้ทุกแห่งทั่วประเทศจะทำให้เด็กมีคุณธรรมจริยธรรมและมีสมาธิในการเรียนไม่ต้องตามไปแก้ปัญหาเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นายภูมิพิชญ์ วโรดมรุจิรานนท์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สอศ.กล่าวว่า สอศ.ได้ทดลองแก้ปัญหาพฤติกรรมนักเรียนมาแล้วหลายวิธีก็พบว่าการใช้วิธีทางศาสนาทำให้พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงของเด็กลดลง ดังนั้น สอศ.จะไปสำรวจว่า ศูนย์เฝ้าระวังเหตุรุนแรงของนักเรียนอาชีวศึกษา 18 ศูนย์ ที่ สอศ.ตั้งขึ้นเข้าโครงการคลินิกคุณธรรมบ้างหรือไม่ ส่วนวิทยาลัยที่เหลือก็ต้องลงไปดูและจะให้ทยอยเข้าร่วมโครงการต่อไป เพราะถือว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33254&Key=hotnews

ขยายคลินิกคุณธรรมในอาชีวะ Read More »

สพฐ. มึนปั่นหุ้น ‘แท็บเล็ต’ 5 ก.ค. บอร์ดอี-ออกชั่นเปิดต่อรอง บ.สุพรีม

4 กรกฎาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวบริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังอินเทลลิเจ้น คอนโทรล จำกัด ปั่นหุ้นตัวเองด้วยการมาประโคมข่าวว่าได้ทำสัญญากับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไทย ในการจัดซื้อเครื่องแท็บเล็ตให้นักเรียน ว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่คิดว่าน่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นกันไปเอง อย่างไรก็ตาม ในวันศุกร์ที่ 5 ก.ค.56 จะมีการประชุมคณะกรรมการประกวดราคาการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-ออกชั่น จัดซื้อแท็บเล็ตประจำปีการศึกษา 2556 โดยจะหารือทั้งประเด็นการต่อรองราคาจัดซื้อแท็บเล็ต ในโซน3 ที่บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ชนะไปด้วย ราคา 1,240,900,000 บาท จากราคาเริ่มต้น 1,245,914,360 บาทเฉลี่ย 2,908.24 บาทต่อเครื่อง แต่ราคาที่ชนะยังสูงอยู่รวมถึงการหารือประเด็นที่อาจเป็นปัญหาในโซน 1 และโซน 2

ขณะที่แหล่งข่าว ศธ. กล่าวว่า ประเด็นการปั่นหุ้นของบริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังฯน่าจะมีมูลความจริงเพราะข่าวจากประเทศฮ่องกง ได้รายงานก่อนจะมีการจัดอี-ออกชั่นหลายเดือนว่าบริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังฯได้ประกาศให้นักลงทุนทราบว่าบริษัทของตนชนะการประกวดราคาจัดซื้อแท็บเล็ตกับ ศธ.ไทย ซึ่งการประโคมข่าวดังกล่าวทำให้ราคาหุ้นของบริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ พุ่งขึ้นหลายเท่าตัวแต่เมื่อภาครัฐได้ตรวจสอบความจริง กลับพบว่าเป็นเพียงข่าวหลอกเพื่อหวังปั่นหุ้นจึงเตรียมสั่งประหารชีวิตผู้บริหารของบริษัทเสิ่นเจิ้น อิงถังฯ ซึ่งด้วยเรื่องดังกล่าวทำให้บริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ จะแพ้การอี-ออกชั่นปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะเดิมพันด้วยชีวิต ผลการอี-ออกชั่นแท็บเล็ต ก็ออกมาตามคาด ว่าบริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ ชนะประกวดราคา ไป 2 สัญญา จาก 4 สัญญา

“เพราะบริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถังฯ มีเดิมพันสูง จึงยอมเสนอราคาประกวดที่ต่ำจนชนะ แต่ขาดทุน ขณะที่เรื่องนี้จะส่งผลกระทบอะไรกับคุณภาพและประสิทธิภาพแท็บเล็ตหรือไม่นั้น เข้าใจว่าทางคณะกรรมการอี-ออกชั่นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คงต้องไปเตรียมการรับมือแทน เบื้องต้นหากบริษัท เสิ่นเจิ้นอิงถังฯ รับสภาพขาดทุนไม่ไหวแล้วทิ้งงานเราก็สามารถยึดเงินแบงก์การันตีขอบบริษัทได้สัญญาละ 60 ล้านบาท รวม 2 สัญญาเป็นเงิน 120 ล้านบาท แล้วจัดอี-ออกชั่นใหม่ ส่วนการต่อรองราคาแท็บเล็ตกับบริษัทสุพรีมฯ คาดว่าจะต่อรองราคาให้ลดอีก300 ล้านบาท” แหล่งข่าว ศธ. กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33253&Key=hotnews

สพฐ. มึนปั่นหุ้น ‘แท็บเล็ต’ 5 ก.ค. บอร์ดอี-ออกชั่นเปิดต่อรอง บ.สุพรีม Read More »

รมว.ศธ.จี้ 5 องค์กรหลักร่วมปฏิรูป มุ่ง ‘เรียนรู้-ผลสัมฤทธิ์’ เด็กไทยสูงขึ้น

4 กรกฎาคม 2556

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับ ผู้บริหารระดับสูง 5 องค์กรหลักของ ศธ.ว่า ได้รับฟังรายงานความคืบหน้า ข้อเสนอแนะ และปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานเรื่องต่างๆ ของสำนักงานปลัด ศธ.และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยพบว่าแต่ละหน่วยงานนำนโยบายของรัฐบาลในด้านการศึกษามาจำแนกแยกแยะ และพัฒนาเป็นแผนยุทธศาสตร์ได้อย่างดี และมีความชัดเจนในหลายเรื่อง เพื่อให้นโยบายเดินไปสู่เป้าหมายได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งในส่วนของการนำไปปฏิบัตินั้น คงต้องติดตามกันต่อไปว่าแต่ละ ส่วนจะทำอย่างไร โดยอยากให้ประสาน และเชื่อมโยงกันทุกหน่วยงานใน 5 องค์กรหลัก โดยเฉพาะในเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน หรือการเรียนรู้ การพัฒนาครู การทดสอบการวัดผล และการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ที่จะต้องนำไปอิงกับการจัดอันดับในการประเมินขององค์กรระหว่างประเทศ อีกทั้ง จะต้องพัฒนาระบบประเมินของไทยให้ดี และมีมาตรฐานมากขึ้นด้วย

“เรื่องที่สำคัญมาก และต้องทำโดยเร็ว คือการปฏิรูปการเรียนรู้ การเรียนการสอน ที่ต้องคู่ขนานไปกับการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่กว่าจะเริ่มใช้อย่างทั่วถึงก็น่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี ฉะนั้น ระหว่างนี้จะทำอย่างไรให้การเรียนการสอนมีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้น และตอนนี้มีวิทยาการใหม่ๆ เกิดขึ้นในยุคอินเตอร์เน็ต การเรียนในยุคใหม่ต้องหาวิธีให้เด็กคิดเป็น และอธิบายได้ ไม่ใช่ให้เด็กค้นคำตอบทางอินเตอร์เน็ตแล้วนำมาตัดแปะส่งรูปเท่านั้น อีกทั้ง ควรต้องปรับการเรียนการสอนใหม่ๆ ในหลายๆ วิชา” นายจาตุรนต์กล่าว

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ส่วนการจัดทดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ต้องดูว่ามาตรฐาน และความเชื่อมโยงกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น การออกข้อสอบนอกหลักสูตรหรือไม่ จนทำให้ผลคะแนนต่ำ หรือกรณีที่ผลคะแนนสูง อาจเป็นเพราะเด็กไปเรียนนอกตำรา เป็นต้น สำหรับเรื่องคอมพิวเตอร์พกพา หรือแท็บเล็ตนั้น เรื่องใหญ่คือเนื้อหาสาระที่ป้อนเข้าไปในแท็บเล็ต เพราะไม่ใช่เอาเนื้อหาอะไรใส่เข้าไปก็ได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33251&Key=hotnews

รมว.ศธ.จี้ 5 องค์กรหลักร่วมปฏิรูป มุ่ง ‘เรียนรู้-ผลสัมฤทธิ์’ เด็กไทยสูงขึ้น Read More »

เกาะติดการปฏิรูปการศึกษาไทย 2

4 กรกฎาคม 2556

เพชร เหมือนพันธุ์
การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้เป็นความหวังของอนาคตประเทศไทย ยุคไทยก้าวเข้าสู่อาเซียน AEC อยากเปรียบเทียบให้เห็นความชัดเจนว่า การออกแบบปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา ก็เสมือนการสร้างบ้าน การสร้างบ้านจะให้มีความมั่นคงแข็งแรงสวยงามเพียงใด ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสองส่วนคือ หนึ่ง แบบรูปรายการ หรือพิมพ์เขียว (Blue Print) และสอง ช่างก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญแบบรูปรายการจะเป็นเค้าโครงที่บ่งบอกถึงรูปโครงสร้างหน้าตาของอาคาร อยากให้เป็นทรงสเปน ทรงอิตาลี ทรงไทย หรือทรงโมเดิร์น อย่างไรก็อยู่ที่ผู้เขียนแบบจะกำหนด อยากให้มีห้องเล็ก มีห้องใหญ่ มีห้องใต้ดินก็จะอยู่ที่ผู้เขียนแบบ ส่วนจะให้เกิดความมั่นคง แข็งแรง สวยงามอย่างไรอยู่ที่ฝีมือช่างก่อสร้าง

หลักสูตรใหม่กระทรวงศึกษาฯกำลังออกแบบอยู่ขณะนี้ก็เปรียบเสมือนกำลังออกแบบพิมพ์เขียว (Blue Print) หลักสูตรทางการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษาทุกระดับ ภาพที่ปรากฏผ่านสื่อคือ ลดเวลาเรียนในห้องลง จากปีละ 1,000-1,200 เหลือ 600-800 ชั่วโมง จัดกลุ่มสาระวิชาออกเป็น 6 กลุ่มสาระวิชา ลดลงจากเดิมที่มี 8 สาระวิชา ในระดับชั้นประถมศึกษาจะเรียนวันละ 5 คาบ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาเรียนวันละ 6 คาบ โดยจะจัดให้มีการเรียนนอกห้องเรียนปีละ 400 ชั่วโมง

เห็นหน้าตาพิมพ์เขียวหลักสูตรที่ออกมาแล้วรู้สึกว่าเป็นอย่างไรครับ ดูแบบพิมพ์เขียวก่อนที่จะนำไปก่อสร้างในปีการศึกษาหน้า

การจัดการเรียนนอกห้องเรียนปีละ 400 ชั่วโมง จะจัดการเรียนอย่างไรเพื่อให้เด็กได้ฝึกฝนตนเองกิจกรรมหลายอย่างทางโรงเรียนจัดไว้ให้ จัดเป็นชุมนุมกิจกรรมต่างๆ (Club) เช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ อาสาพัฒนา หรืออาจเป็นกิจกรรมนอกโรงเรียนเช่น สมัครเป็นสมาชิกชมรมนักฟุตบอลของชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ ซึ่งในต่างประเทศมีชมรมภายนอกโรงเรียนมากมาย ส่วนในเมืองไทยยังไม่ชัดเจน เวลาส่วนนี้ 400 ชั่วโมง กระทรวงศึกษาธิการจะออกแบบให้สถานศึกษาบริหารอย่างไรจึงจะมีคุณภาพ มีตัวอย่างให้ดูในหลายประเทศ

สอนให้น้อย เรียนให้มาก (Teach Less Learn more) ในประเทศสิงคโปร์ที่ระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเขาอยู่ในลำดับที่ 5 ของโลกใช้วิธีการเรียนการสอนเช่นนี้ คือครูจะสอนเด็กไม่ใช้เวลามาก แต่จะให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติ ได้สร้างทักษะ สร้างความชำนาญการเรียนรู้และแก้ปัญหาให้แก่ตนเอง ในประเทศเยอรมนี เด็กนักเรียนจะเรียนในภาคเช้าเต็ม เรียนภาคบ่าย 1-2 ชั่วโมง ถึงบ่ายสองโมง หลังจากนั้นเด็กจะกลับบ้าน หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่เขาสนใจ ชมรมต่างๆ เข้าคลับ (Club) แม้เด็กเขาจะเรียนในห้องน้อย แต่เขาเรียนหนักกว่าเด็กไทย ครูเขาจะพูดน้อย แต่เด็กเขาจะเรียนมาก ครูเขาจะให้เด็กได้ฝึก ได้ทำกิจกรรมมาก ส่วนเด็กไทยที่ผ่านมาจะเรียนมาก ทำกิจกรรมน้อย เปรียบเสมือนเราใช้เวลาเรียนปั่นจักรยาน หรือเรียนว่ายน้ำอยู่ในห้องเรียนมากเกินไป แต่ไม่ได้ลงไปฝึกในสนามหรือไม่ได้ลงไปสระว่ายน้ำ การศึกษาไทยจึงคุณภาพลดลงโดยลำดับ

หลักสูตรและครูผู้สอนจึงมีความสัมพันธ์กันมาโดยตลอด เสมือนคนเขียนพิมพ์เขียวกับช่างก่อสร้าง ช่างก่อสร้างก็เหมือนครู สามารถพัฒนา สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะโดยทักษะ พื้นฐานเขาเป็นช่างโดยอาชีพอยู่แล้ว แม้ว่าจะมี นวัตกรรมใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเขาก็สามารถใช้วัสดุเหล่านั้นก่อสร้างได้ ครูก็สามารถพัฒนาวิธีสอนของตนเองได้เร็วเช่นกัน ขอเพียงผู้ออกแบบเขียนแบบได้ชี้แจงให้เข้าใจก่อน ใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม บ้านหลังใหม่ก็จะเกิดขึ้นตามจินตนาการของผู้เขียนแบบ

ถ้าได้ช่างเก่งๆ ได้ครูเก่ง สิ่งก่อสร้างที่ออกมาก็อาจได้คุณภาพตามแบบที่กำหนดถึง 100 เปอร์เซ็นต์
สร้างบ้านตามแบบพิมพ์เขียวเสร็จแล้ว สอนเด็กให้เรียนตามหลักสูตรใหม่จบแล้ว ไม่ทราบว่าจะถูกใจเจ้าของบ้านจะถูกใจผู้เข้าอยู่อาศัย จะพอใจผู้นำผลผลิตไปใช้หรือเปล่า บางครั้งสร้างเสร็จก็จะได้คำตอบทันที แต่บางครั้งต้องใช้เวลาหลายปี หลักสูตรใหม่ก็เช่นกัน การทดลองสร้าง การทดลองใช้ การ (Try Out) จึงมีความจำเป็น เคยจำได้ไหมครับ บ้านทรงสเปนเคยเป็นที่นิยม เข้ามาสู่เมืองไทยเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา เดี๋ยวนี้บ้านทรงนั้น อยู่อาศัยไม่ได้แล้ว ไม่เหมาะกับอากาศเมืองไทย

สิ่งที่ผู้ปกครองต้องการคือ ระดับประถมศึกษา ป.1-ป.6 ขอให้ลูกอ่านออก เขียนได้ คิดเลขคล่อง เข้ากับเพื่อนได้ มีนิสัยดีใฝ่รู้ใฝ่เรียน ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีแสวงหาความรู้ ได้มีวัฒนธรรมของรักความเป็นไทยเท่านั้นเอง ส่วนในมัธยมศึกษาตอนต้น ม.1-ม.3 เป็นช่วงวัยเด็กที่จะก้าวเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น โดยธรรมชาติ เด็กต้องการมีสมบัติส่วนตัวที่สามารถผลิตได้ด้วยตนเอง สามารถพึ่งตนเองได้บางส่วน ต้องการเรียนรู้ประสบการณ์ในทักษะการผลิตเบื้องต้น เช่น เรียนรู้งานไม้ ลานปูน งานไฟฟ้า งานเกษตร อยากเป็นนักแสวงหา วิชาช่างพื้นฐานเด็กควรได้เรียนรู้และได้ฝึกปฏิบัติในระดับนี้ ส่วนในระดับ ม.ปลาย คือ ชั้น ม.4-ม.6 เด็กควรจะได้เลือกแล้วว่าตนเองจะเรียนในสายวิชาชีพ หรือสายวิชาการ เมื่อได้เลือกเรียนสายใดแล้วเด็กก็จะได้ตั้งใจมุ่งไปสู่ความสำคัญในสายนั้น
น่าเสียดายที่หลักสูตรในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้ตอบคำถามเหล่านี้

ไม่อยากเห็นความล้มเหลวในการปฏิรูปหลักสูตรในครั้งนี้ มีอุทาหรณ์เรื่องหนึ่งที่อยากยกมาประกอบคือ เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว ผู้เขียนได้ไปดูงานโรงงานอุตสาหกรรมแป้งมันในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ในภาคอีสานหลายจังหวัด ผลผลิตแป้งมันได้ส่งไปขายยังต่างประเทศทั้งในยุโรปและประเทศจีน ได้ทราบว่าลูกชายได้เข้ามาช่วยดูแลบริษัทด้วย ผมก็ได้คุยเรื่องการศึกษาของลูกชายเจ้าของบริษัทแห่งนี้ ท่านได้เล่าให้ฟังมาสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ลูกชายของท่านได้เข้าเรียนในหลายโรงเรียน เรียนแล้วก็มีปัญหา ถูกครูกล่าวหาว่าไม่รับผิดชอบ เรียนโง่ เรียนไม่ทันเพื่อน ท่านได้ส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนดังๆ ในกรุงเทพ ก็เรียนไม่จบ มีข้อกล่าวหาเช่นเดิม
จนในที่สุด ท่านได้ตัดสินใจส่งลูกไปเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ประเทศสิงคโปร์ เพียงปีเดียวลูกชายของท่านก็พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง สื่อสารภาษาจีนได้ ผลการเรียนดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ท่านก็เลยสรุปว่า วิธีเรียน วิธีสอนในโรงเรียนในประเทศสิงคโปร์แตกต่างจากประเทศไทย เขาสามารถสอนเด็กโง่ให้กลายเป็นเด็กที่ฉลาดได้ ปัจจุบันท่านก็ได้ลูกชายที่เรียนจบจากสิงคโปร์คนนี้มาช่วยงานบริษัทของท่าน

นักปฏิรูปและนักศึกษาทั้งหลายไม่ลองหันกลับมาดูข้อผิดพลาดบางประการของตนเองบ้างหรือครับ ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน ยืมแทคติค ดีๆ ของเขามาใช้ เผื่อจะได้ประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้

“เด็กไทยที่ผ่านมา จะเรียนมาก ทำกิจกรรมน้อย เปรียบเสมือนเราใช้ เวลาเรียนปั่นจักรยาน หรือเรียนว่ายน้ำอยู่ในห้องเรียนมากเกินไป การศึกษาไทยจึงคุณภาพลดลงโดยลำดับ”

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33250&Key=hotnews

เกาะติดการปฏิรูปการศึกษาไทย 2 Read More »

เฟ้นเด็กเก่งคณิตแข่งจีเอสพี

3 กรกฎาคม 2556

นางพรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) แจ้งว่า สสวท.ได้จัดประกวดผลงานสร้างสรรค์ของคนมีความสามารถทางคณิตศาสตร์โดยใช้โปรแกรม The Geometers Sketchpad (GSP) ระดับประเทศ ประจำปี 2556 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นเวทีสำหรับนักเรียนทุกระดับชั้นในการนำความรู้คณิตศาสตร์ที่ได้รับในห้องเรียนมาประมวลสร้างสรรค์ผลงาน การประกวดแบ่งออกเป็น 3 ระดับชั้น ได้แก่ ประถมศึกษา มัธยมต้น และมัธยมปลาย

“จุดเด่นในปีนี้คือ การประกวดรอบคัดเลือก เป็นการสอบแบบโอเพ่นบุ๊ก ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ศึกษาค้นคว้าเพื่อหาคำตอบ ทั้งจากที่บ้านและโรงเรียน อันเป็นรูปแบบใหม่ของการสอบที่สอดคล้องกับชีวิตจริง โดยขณะนี้ สสวท.ได้เฟ้นหาสุดยอดทีมเพื่อเข้าสู่การแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศแล้ว จำนวน 120 ทีม (ระดับละ 40 ทีม) และจะประกวดรอบชิงชนะเลิศ ในเดือน สิงหาคมนี้ ได้แก่ ระดับประถมศึกษา วันที่ 5-6 สิงหาคม มัธยมศึกษาตอนต้น วันที่ 7-8 สิงหาคม และมัธยมศึกษาตอนปลาย วันที่ 9-10 สิงหาคม ณ โรงแรมเอส 31 กรุงเทพฯ” ผอ.สสวท.กล่าว

ดูรายละเอียดทีมที่ผ่านการคัดเลือกได้ที่เว็บไซต์ www.ipst.ac.th หมวดข่าวประกาศ สสวท. เฟซบุ๊กสาขาคณิตศาสตร์ มัธยมศึกษา สสวท.https://www.face-book.com/ipstmath หรือ สอบถามที่โทร.0-2335-5222

ทั้งนี้ จีเอสพีเป็นโปรแกรมที่ สสวท.ได้ส่งเสริมให้ใช้ในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาและนำคณิตศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ อีกทั้งเป็นเครื่องมือให้นักเรียนบูรณาการคณิตศาสตร์เข้ากับเทคโนโลยีและวิชาต่างๆ ได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น

–คมชัดลึก ฉบับวันที่ 3 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33245&Key=hotnews

เฟ้นเด็กเก่งคณิตแข่งจีเอสพี Read More »

วชช.จัด กศ.ใหม่นำร่อง 4 หลักสูตรตอบสนองชุมชน

3 กรกฎาคม 2556

รศ.ชวนี ทองโรจน์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) กล่าวว่า ในการสัมมนาสภาวิชาการวิทยาลัยชุมชน ประจำปี 2556 เมื่อเร็วๆนี้ ได้มอบนโยบายการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ของวิทยาลัยชุมชน(วชช.) 3 รูปแบบ ได้แก่

1.การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นชุมชน เรียกว่า แทร็กวิทยาลัยชุมชน โดยจะเน้นพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของคนในชุมชน ตอบสนองการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

2.การจัดการศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพ หรือ แทร็กอาชีพ เน้นการพัฒนาอาชีพ ตอบสนองความต้องการแรงงาน ทักษะ และการประกอบอาชีพอิสระ และ

3.การจัดการศึกษาระดับอนุปริญญาหรือแทร็กอนุปริญญา เน้นการต่อยอดความรู้ตอบสนองความต้องการศึกษาต่อระดับปริญญา

“ทุกรูปแบบจัดการศึกษาที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการผู้เรียนอย่างแท้จริง ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบนี้สามารถเทียบโอนผลการเรียนการสอนลักษณะนี้จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นคล่องตัว และสามารถสนองตอบความต้องการของชุมชน ประเทศชาติและภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้นโดยปีการศึกษา 2556 เริ่มนำร่องจัดการเรียนรูปแบบใหม่ใน 4 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการเกษตรแบบผสมผสาน หลักสูตรการท่องเที่ยว หลักสูตรการอาหาร และหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุ/เด็ก/ผู้ป่วย”  รศ.ชวนี กล่าว

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานคณะกรรมการ วชช.กล่าวว่า ในแทร็กวชช.และแทร็กอาชีพ จะจัดการเรียนการสอนในลักษณะโมดูล(Module)ซึ่งแตกต่างจากการเรียนแบบสะสมหน่วยกิตทั่วไป และระยะเวลาการเรียนจะไม่ถูกจำกัดว่าจะต้องเรียนกี่ชั่วโมงเพื่อให้เท่ากับกี่หน่วยกิต แต่จะใช้การวัดสมรรถนะหรือผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจริงเป็นเกณฑ์ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนจะขึ้นอยู่กับ วชช.แต่ละแห่งที่จะออกแบบหลักสูตรและระยะที่ใช้ว่าแค่ไหนจึงจะสามารถทำให้เกิดการเรียนรู้และออกไปประกอบอาชีพจริงได้

–คมชัดลึก ฉบับวันที่ 3 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33244&Key=hotnews

 

วชช.จัด กศ.ใหม่นำร่อง 4 หลักสูตรตอบสนองชุมชน Read More »

เผยมุมมอง ค่านิยมหญิงไทย ผ่านผู้บริหารหญิงของสถาบันอาชีวะ

3 กรกฎาคม 2556

ในวันที่สังคมไทยมองสิทธิ ความเสมอทางเพศระหว่างหญิงและชายเท่าเทียมกัน เราจึงเห็นว่าสังคมไทยมีสตรีแถวหน้าที่มีความสามารถมากมายในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจน แวดวงการการศึกษาก็เช่นกัน ที่ปัจจุบันมีการพัฒนาหลักสูตรในระดับปริญญาตรีของสายการเรียนอาชีวะ ซึ่งเป็นสายที่มักจะมีผู้บริหารชายเสียส่วนใหญ่ แต่ในวันนี้เรามีผู้บริหารหญิงสามท่านของสถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นดั่ง “สามทหารเสือสาวแห่งอาชีวะ” ที่มีความสามารถและความเป็นผู้นำไม่แพ้ผู้บริหารชายท่านอื่นๆ และยังได้รับการยอมรับในวงการอาชีวศึกษาอย่างกว้างขวาง มาพูดถึงบทบาทของสตรีในสังคมอาชีวศึกษาทุกวันนี้ให้ฟัง

เริ่มจาก นางสุพิศ ยางาม ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ ผู้ริเริ่มหลักสูตรการเรียนการสอนสายอาชีวะที่ประสบความสำเร็จมากมาย ได้กล่าวว่า สายการเรียนอาชีวะที่ ผู้หญิงนิยมเรียนอยู่ในปัจจุบันหนีไม่พ้นสาขาบัญชี คอมพิวเตอร์ธุรกิจ การตลาด ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบสูง จึงเป็นอาชีพที่ค่อนข้างจะเหมาะสมกับความเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่ขณะนี้ก็มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่เลือกเรียนในสาขาวิชาที่เป็นของผู้ชายอย่างสาขาช่างต่างๆ เช่น ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์นั้น อาชีพเหล่านี้ในอดีตจะไม่รับ นักเรียนหญิง แต่ปัจจุบันสาขาเหล่านี้เปิดรับนักเรียนทุกเพศอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งก็มีผู้หญิงให้ความสนใจเรียนด้านนี้อยู่ไม่น้อยและยังเรียนได้ดีกว่าผู้ชายด้วย เพราะผู้หญิงมีบุคคลิกที่ความละเอียดและรอบคอบมากกว่าทำให้เป็นที่ยอมรับของตลาดแรงงานอย่างมาก แต่เนื่องด้วยค่านิยมของคนไทยยังคงมองว่าสาขาอาชีพเหล่านี้เป็นสาขาอาชีพของผู้ชายทำให้ผู้ปกครองยังไม่สนับสนุนให้บุตรสาวเรียนในสาขานี้มากเท่าที่ควร”
ด้าน ดร.กฤชนันท์ ภู่สวาสดิ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพาณิชยการบึงพระพิษณุโลก กล่าวต่อว่า เมื่อผู้หญิงหันไปเรียนวิชาอื่นๆ มากขึ้นทำให้ปัจจุบันการเรียนในด้านคหกรรมซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาขาที่เหมาะกับผู้หญิงมากที่สุดนั้น มีผู้เรียนลดน้อยลงอย่างมาก

“อีกไม่นานประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว และการแข่งขันทางเทคโนโลยีปัจจุบันนี้มีมากมายทั้งในอาเซียนและทั่วโลก แต่ประเทศไทยของเรามีจุดแข็งอยู่ นั่นคือ ความเป็นไทย ในงานด้านศิลปะ งานฝีมือ งานโบราณของไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างชาติต่างก็เห็นคุณค่าในงานเหล่านี้ ดิฉันอยากอยากรณรงค์ให้เด็กๆ เห็นว่า อาชีพด้านคหกรรม อาชีพที่ต้องใช้ฝีมือและความปราณีตน่าจะเป็นจุดขายของไทยมากที่สุด ธุรกิจด้านนี้จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจและไปได้สวยในอนคต จึงอยากจะให้เด็กรุ่นใหม่หันมาสนใจเรียนในด้านเหล่านี้ ซึ่งทางอาชีวะเองก็มีโครงการที่จะปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้น่าสนใจและทันสมัยมากขึ้นด้วย”

ท้ายสุด ดร.ชมพูนุช บัวบังศร ผู้อำนวยการวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน ฝากถึงนักเรียนหญิงที่สนใจจะเรียนในสายอาชีวะว่า ปัจจุบันโอกาสของสตรีมีสูงมากขึ้น จะเห็นได้จากการทำงานที่ผู้หญิงก็มีความสามารถไม่แพ้ผู้ชาย และด้านการศึกษาที่ต่างก็เปิดโอกาสให้แก่ผู้หญิงและผู้ชายอย่างเท่าเทียมกัน วิชาชีพทุกวันนี้เปิดกว้างมาก ไม่ว่านักเรียนต้องการเรียนด้านไหน สาขาอะไร ตนในฐานะครูเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น แต่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกิดจากความรัก ความชอบ ไม่ใช่เรียนตามกระแส ถ้าเราทำทุกอย่างด้วยความรัก ความชอบ ทำทุกอย่างออกมาจากใจ สิ่งนั้นก็จะดีที่สุด

ที่มา: http://www.naewna.com

เผยมุมมอง ค่านิยมหญิงไทย ผ่านผู้บริหารหญิงของสถาบันอาชีวะ

 

เผยมุมมอง ค่านิยมหญิงไทย ผ่านผู้บริหารหญิงของสถาบันอาชีวะ Read More »