Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

ประถม-มัธยมอยู่ร่วมกันเข้มแข็ง ‘ชินภัทร’ ชี้ต้องขับเคลื่อนพร้อมกันคุณภาพ นร.ต่อเนื่อง/ดันลูกหม้อเติบโต

8 กรกฎาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)เปิดเผยถึงกรณีที่สมาพันธ์ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยองค์กรเครือข่ายการมัธยมศึกษา ได้ร่วมกันเสนอต่อนายจาตุรนต์ ฉายแสงรมว.ศึกษาธิการ เพื่อขอแยกตั้งสำนักงานคณะกรรมการการมัธยมศึกษาว่า เรื่องการปฏิรูปการศึกษาทุกฝ่ายสามารถเสนอความเห็นได้ แต่ก็ต้องวิเคราะห์หรือประมวลข้อคิดเห็นทั้งข้อดีและข้อเสียก่อน และการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ เราควรทุ่มเทให้กับการปฏิรูปหลักสูตร เน้นเรื่องของงานวิชาการเป็นหลัก เพราะการปฏิรูปการศึกษารอบแรกเราได้เสียเวลาไปกับการปฏิรูปโครงสร้างมามาก และโดยส่วนตัวก็เห็นว่าวันนี้กลไกการทำงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ยังดำเนินไปได้ด้วยดี

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่าสำหรับกรณีที่สมาพันธ์ฯ แสดงความห่วงใยว่า ปัจจุบันผู้บริหารที่เข้าใจการมัธยมศึกษา ในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลดน้อยลงนั้นตนเองมองว่า สพฐ. ไม่มีปัญหาเรื่องการขาดช่วงของผู้รอบรู้เรื่องการมัธยมศึกษาและการเกษียณอายุราชการก็เป็นเรื่องปกติของวิถีชีวิตของข้าราชการ ซึ่งก็จะมีคนใหม่หมุนเวียนเข้ามาทำงาน และเชื่อว่าสามารถสานต่องานแทนคนรุ่นเดิมได้ส่วนข้อเสนอการแยกตั้งองค์กรหลักใหม่เพื่อสร้างผู้บริหารด้านการมัธยม ที่มาจากสายมัธยมโดยตรงนั้นก็เป็นข้อเสนอหนึ่งแต่เห็นว่าการสร้างคนใหม่ต้องใช้เวลาดังนั้น ควรพัฒนาคนที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่า

“เรื่องที่ชาวมัธยมรู้สึกน้อยใจว่าดูแลประถมมากกว่านั้น คงไม่จริง สพฐ. ดูแลทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกัน จนหลายครั้งยังถูกต่อว่าจากฝ่ายประถมว่าดูแลฝ่ายมัธยมมากเกินไปด้วยซ้ำ ผมขอบอกว่าผมมองการมัธยมเปรียบเสมือนหัวรถจักร เป็นพี่ใหญ่ที่มีประสบการณ์สูงทั้งด้านวิชาการและด้านการบริหาร ส่วนประถมเป็นเหมือนน้อง แต่ในการบริหารผมใช้หลักการเดียวกันคือโรงเรียนมาตรฐานสากลไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่หรือเล็กก็มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน จึงเห็นว่าทั้งมัธยมและประถมควรอยู่ด้วยกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งดีกว่าแยกกันอยู่” นายชินภัทร กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33282&Key=hotnews

ประถม-มัธยมอยู่ร่วมกันเข้มแข็ง ‘ชินภัทร’ ชี้ต้องขับเคลื่อนพร้อมกันคุณภาพ นร.ต่อเนื่อง/ดันลูกหม้อเติบโต Read More »

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: แนวทางป้องกันและการแก้ไขปัญหา กรณีนักเรียนถูกล่วงละเมิดสิทธิ

8 กรกฎาคม 2556

ประสาน ยินดีชัย ผู้อำนวยการภารกิจเสริมสร้างและมาตรฐานวินัย
ด้วยปรากฏว่า มีนักเรียนเป็นจำนวนมากถูกล่วงละเมิดสิทธิทั้งล่วงละเมิดทางร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ อันเกิดจากการกระทำของครูที่สอนและมีความใกล้ชิดกับนักเรียนเหล่านั้น และบุคคลภายนอก สำนักงาน ก.ค.ศ.มีความห่วงใย และตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของเด็กนักเรียนที่ถูกกระทำ จึงขอวิงวอนให้เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาพึงปฏิบัติดังนี้

1.ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กระทำการล่วงละเมิดทางร่างกายนักเรียน โดยไม่มีสิทธิหรือโดยมิชอบ อันได้แก่การทำร้ายร่างกาย การลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ หรือโดยวิธีที่ไม่เหมาะสม

2.ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กระทำการล่วงละเมิดทางเพศ หรือมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมในทางเพศกับนักเรียนดังต่อไปนี้
2.1 กระทำชำเรา ไม่ว่ากระทำโดยที่นักเรียนยินยอมหรือไม่ก็ตาม หรือกระทำอนาจารต่อนักเรียน เช่น สัมผัส กอดรัด จับต้องอวัยวะอันพึงสงวน หรือแตะต้องเนื้อตัวร่างกายด้วยอารมณ์ใคร่
2.2 กระทำการใดๆ อันเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนค้าประเวณี ซึ่งรวมถึงการใช้บริการทางเพศจากนักเรียน
2.3 กระทำการใดๆ อันเป็นลักษณะมีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับนักเรียน เช่น การอยู่กับนักเรียนตามลำพัง ในที่รโหฐานหรือในสถานที่อันไม่เหมาะสม เว้นแต่มีเหตุผลอันสมควร
2.4 กระทำการใดๆ อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถานภาพนักเรียน เช่น พานักเรียนไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

3.ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กระทำการใดอันเป็นการล่วงละเมิดด้วยวาจา อากัปกิริยา เช่น พูดจาเกี้ยวพาราสี พูดดูหมิ่น หยาบคาย หลอกลวง หรือกระทำการใดอันเป็นการบีบคั้นจิตใจนักเรียน

4.ให้ตระหนักในหน้าที่ของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะต้องสอดส่องดูแลด้วยความเข้าใจ จิตวิทยาวัยรุ่นประกอบด้วยหลักเมตตาธรรม พร้อมทั้งประสานกับพ่อแม่ ผู้ปกครองของนักเรียน

5.ให้ถือเป็นหน้าที่ของครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ถูกละเมิดทางเพศตามความเหมาะสม

ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง นักเรียน ในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองสิทธินักเรียน
นอกจากนี้ผู้บริหารสถานศึกษายังจะต้องควบคุม ดูแล มิให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น ในกรณีที่มีเหตุการณ์ล่วงละเมิดสิทธินักเรียน ต้องรีบดำเนินการให้ความช่วยเหลือบำบัดและฟื้นฟูจิตใจของนักเรียนทันที และรายงานผู้บังคับบัญชาหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33281&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: แนวทางป้องกันและการแก้ไขปัญหา กรณีนักเรียนถูกล่วงละเมิดสิทธิ Read More »

๑ ทศวรรษ สพฐ. “ฐานพลังการศึกษาของปวงชน”

8 กรกฎาคม 2556

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ เป็นกฎหมายแม่บทด้านการศึกษาฉบับแรกของประเทศไทย มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดสิทธิและเสรีภาพ ที่สนองต่อรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งมีการกำหนดกรอบทิศทางการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาในยุคปัจจุบัน กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานหลัก รับผิดชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปี โดยการขยายการศึกษาภาคบังคับจาก ๖ ปี เป็น ๙ ปี ตามมาตรา ๑๐ ที่บัญญัติไว้ว่า “การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษา ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า ๑๒ ปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่าย”

เพื่อให้การบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๔๖ ขึ้น ซึ่งเป็นการกำหนดขอบเขตอำนวจหน้าที่ของส่วนราชการต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการให้ชัดเจน มิให้เกิด การปฏิบัติงานซึ่งซ้อนทับกันระหว่าง ส่วนราชการของกระทรวงศึกษาธิการพร้อมทั้งเป็นการจัดระบบบริหารราชการในระดับต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการให้มีเอกภาพ สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ

จากการที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๔๖ มีการบังคับใช้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือ การควบรวมหน่วยงานสำคัญ ๑๔ กรม กลายมาเป็น ๕ องค์กรหลัก ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน จึงถือเอาวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เป็นวันสถาปนา สพฐ.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็น ๑ ใน ๕ องค์กรหลัก เกิดจากการควบรวมหน่วยงานระดับกรม ๓ กรม ได้แก่ กรมวิชาการ (วก.) กรมสามัญศึกษา (สศ.) และ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) เข้าไว้ด้วยกัน มีพันธกิจในการพัฒนาและส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐานให้ประชากรวัยเรียนทุกคน ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีความรู้คู่คุณธรรม มีความสามารถตามมาตรฐานการศึกษาและนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพระดับสากล

สพฐ.เป็นองค์กรขนาดใหญ่ แบ่งการบริหารราชการในส่วนกลางระดับสำนักและเทียบเท่าสำนัก ๑๙ สำนัก และ ส่วนภูมิภาคครอบคลุม ๗๗ จังหวัด ทั่วประเทศ ได้แก่สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) จำนวน ๑๘๓ เขตพื้นที่การศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) ๔๒ เขตพื้นที่การศึกษา มีสถานศึกษาในสังกัดที่รับผิดชอบ ๓๑,๑๑๖ แห่ง ครูและบุคลากรทางการศึกษา ๔๒๒,๕๑๘ คน

ซึ่งทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นพลังสำคัญในการวางแผน กำหนดนโยบาย วางยุทธศาสตร์ และการปฏิบัติที่เป็น รูปธรรมเพื่อจัดการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนไทยกว่าเจ็ดล้านสามแสนคน
นับแต่เริ่มก่อตั้ง สพฐ.จวบจนปัจจุบันมีผู้บริหารที่ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ กพฐ. ตามลำดับ ดังนี้
๑. นายไพฑูรย์ จัยสิน ดำรงตำแหน่งระหว่าง กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๔๖
๒. ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยาดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ.๒๕๔๖ – ๒๕๔๗
๓. ดร.พรนิภา ลิมปพยอม ดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ.๒๕๔๗ – ๒๕๔๙
๔. ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยาดำรงตำแหน่ง ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๔๙ – ๒๕๕๒
๕. ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ.๒๕๕๒ – ปัจจุบัน

๑ ทศวรรษ สพฐ.
ในโอกาสการสถาปนาครบรอบ ๑ ทศวรรษ สพฐ. จึงจัดให้มีการประชุมสัมมนาทางวิชาการ ระหว่างวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ โดยการเชื่อมโยง บูรณาการงานประชุมสัมมนาทางวิชาการของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัด สพฐ.ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคตลอดช่วงเวลาดังกล่าว มีการระดมความคิดของทุกภาคส่วนของสังคม ในการปรับเปลี่ยนทิศทางการศึกษาขั้นพื้นฐานในการสร้างฐานรากของสังคมอนาคต และกำหนดประเด็นการพัฒนาที่สำคัญในทศวรรษต่อไปเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบาย เกิดประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์

อีกทั้งยังได้เชิญผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูง บุคลากรทางการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารโรงเรียน ครู แขกผู้มีเกียรติ และ คณะทำงานจำนวนประมาณ ๗,๕๐๒ คน เข้าร่วมประชุมสัมมนาทางวิชาการในวาระครบรอบ ๑ทศวรรษ สพฐ. ระหว่างวันที่ ๘-๙ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์คอนเวนชั่น วิภาวดีรังสิตหลักสี่กรุงเทพมหานคร

ในวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๖ จะมีการถ่ายทอดสด พิธีเปิดตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๕ – ๑๑.๐๐ น. โดย ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะกล่าวรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมร่วมรับฟังปาฐกถาพิเศษ จากรัฐมนตรี ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBTจากนั้น ศ.นพ.วิจารณ์พานิช จะบรรยายพิเศษในหัวข้อ “มองไปข้างหน้า: การศึกษาขั้นพื้นฐานในทศวรรษที่ ๒”

ส่วนภาคบ่ายจะเป็นการเสวนา “มองอดีตเพื่อกำหนดอนาคต” โดยจัดกิจกรรม ออกเป็น ๒ กลุ่มผู้ฟัง ได้แก่ ห้องที่ ๑ หัวข้อ”ปัจจัยและเงื่อนไขความสำเร็จของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ซึ่งจะเป็นการเสวนา วิพากษ์ การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อกำหนดอนาคต และการมองในเชิงสารสนเทศผลการดำเนินงาน ที่ผ่านมา และผลกระทบรวมทั้งแนวทางสำคัญของการบริหารจัดการงบประมาณ บุคลากร ฯลฯ สำหรับมุมมองของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาในอนาคตวิทยากรประกอบด้วย รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ และ รศ.ดร.สุธรรม วาณิชเสนี

ห้องที่ ๒ “การให้วัคซีนกับ Generation Z” หรือ วัคซีนที่จำเป็นสำหรับ Gen Z ซึ่งเป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่เกิดในช่วงกลางทศวรรษ ที่ ๑๙๙๐s จนถึงปัจุบัน โดยการมองในเชิงกระบวนการเรียนรู้ เกี่ยวกับเด็กและการดูแลเด็ก การดูแลช่วยเหลือนักเรียน การป้องกัน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กรุ่นใหม่ เติมในด้านจิตใจและความคิด นำมาสู่กระบวน การพัฒนาครูและการนิเทศ สำหรับกลุ่มผู้ฟัง คือผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล การจัดการศึกษา โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ และ ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เป็นวิทยากรร่วมเสวนาภายในงานจะมีการจัดนิทรรศการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพใน การพัฒนา สู่ความสามารถของเด็กไทย ภายใต้การจัดการศึกษาที่เป็นรูปธรรมของ สพฐ.ในรอบ ๑ ทศวรรษ แบ่งเป็น ๕ โซน ได้แก่ โซน ๑ : “ก้าวย่าง…บนเส้นทางการพัฒนา”ที่ผู้ชมจะได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการ รวมถึงการบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆ ของ สพฐ.ซึ่งจะนำเสนอในลักษณะTime Line โซนที่ ๒ : “ก้าวกล้า…พัฒนาคน” ที่จะแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของการศึกษาที่เน้นทางด้านโอกาส ในการ เตรียมความพร้อมและความรู้ให้กับเด็กปกติที่ได้รับ การพัฒนาเต็มตามศักยภาพ และเด็กด้อยโอกาส ที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง โซน ๓ : “ก้าวล้ำ…ผู้นำวิชาการ”เป็นการแสดงความหลากหลายในการพัฒนาครูและนักเรียน โดยเฉพาะการพัฒนาครู อาทิ บันได ๕ ขั้น การปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน Independent Study รวมถึงความพยายามในการปฏิรูปหลักสูตร เพื่อให้เกิดความพร้อม และการนิเทศเต็มพิกัด พร้อมทั้งการสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพเด็ก ทั้งเด็กพิการ และเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

โซน ๔ : “ก้าวมั่น…ด้วยประกันคุณภาพ” นำเสนอการบริหารจัดการโรงเรียนในหลายรูปแบบ อาทิ โรงเรียนในฝัน โรงเรียนดี ประจำตำบล โรงเรียนดีศรีตำบล โรงเรียนมาตรฐานสากล ฯลฯ ที่มีความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน ในด้านความพร้อมด้านทรัพยากร รวมไปถึงการประเมินผลและการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนเหล่านั้น และโซน ๕ : “ก้าวไกล…สู่ศตวรรษใหม่ ICT”ที่จะแสดงให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอน เช่น การถ่ายทอดสดโรงเรียนทางไกล ไกลกังวล การจัด OBECChannel ที่มีการบรรจุกิจกรรมหลากหลายไว้ในช่องรายการ รวมถึงการจัดการเรียนการสอน

โดยใช้ Tablet เป็นสื่อในการเรียนการสอนนับตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๖ เป็นต้นมาจวบจนวันนี้ ครบหนึ่งทศวรรษที่ สพฐ.ไม่เคยหยุดนิ่ง มุ่งนำนวัตกรรมทาง การศึกษา มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมและทันสมัยเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ คิด วิเคราะห์และ การสร้างคุณลักษณะที่ดี เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเพื่อ นำไปสู่เป้าหมายให้เด็กไทยเติบโตและพัฒนาอย่างมีศักยภาพและมีคุณภาพ

หนึ่งทศวรรษแห่งความมุ่งมั่น สพฐ.พร้อมรับความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์จากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างขุมพลังการมีส่วนร่วมจัดการศึกษา ขับเคลื่อน และพัฒนาคุณภาพเด็กไทย ให้เป็น “ฐานพลังการศึกษาของ ปวงชน”..

“ขอแสดงความยินดีในโอกาสที่ สพฐ.ดำเนินงานมาครบ ๑ ทศวรรษ ขอให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของชาติสืบไป”
นายจาตุรนต์ ฉายแสง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33280&Key=hotnews

๑ ทศวรรษ สพฐ. “ฐานพลังการศึกษาของปวงชน” Read More »

สพฐ.เล็งเลิกซื้อรถตู้ สางปมโรงเรียนเล็ก

8 กรกฎาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กลับไปพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กใหม่ โดยเฉพาะในส่วนที่ขอแป ญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ในส่วนของการจัดซื้อรถตู้เพื่อแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 1,000 คัน คันละ 1.2 ล้านบาท เป็นวงเงินกว่า 1.2 พันล้านบาท โดยให้พิจารณาว่าสามารถใช้พาหนะอื่นหรือวิธีการอื่นๆ แทนการจัดซื้อรถตู้ได้หรือไม่ ว่า การจัดซื้อรถตู้เป็นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งนาย จาตุรนต์ตั้งโจทย์ให้ สพฐ.ไปทบทวนใหม่ว่ามีแนวทางแก้ปัญหารูปแบบอื่นอีกหรือไม่ เช่น โรงเรียนดีประจำตำบล ซึ่งเป็นโรงเรียนศูนย์กลางการศึกษา ก็น่าจะใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดย สพฐ.จะกลับไปดูให้รอบคอบเพื่อให้มีทางเลือกที่ชัดเจนและจะรับฟังความเห็นของคณะกรรมการเครือข่ายการศึกษาทางเลือกโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนของชุมชนด้วย

“สพฐ.จะรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และดูประเด็นของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 และอนุกรรมาธิการด้านการศึกษาก่อนว่าจะเน้นประเด็นใด ซึ่งข้อเสนอที่ว่าจะให้ใช้พาหนะอื่น หรือจัดทำคูปองเป็นค่าพาหนะ ก็เป็นแนวทางแก้ปัญหาหนึ่งที่ทาง กมธ.วิสามัญฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ ส่วนที่ว่าจะยังเสนอของบประมาณเพื่อจัดซื้อรถตู้ต่อหรือไม่นั้น ขอหารือให้ได้แนวทางที่ชัดเจนก่อน จึงจะสรุปทางเลือกทั้งหมดว่ามีอะไรบ้าง” นายชินภัทรกล่าว และว่า คาดว่าจะสรุปแนวทางที่ชัดเจนได้ภายในสัปดาห์นี้ ทันต่อการยื่นขอแปรญัตติงบประมาณเพิ่มแน่นอน เพราะการแปรญัตติต้องทำภายหลังการพิจารณาของ กมธ.วิสามัญฯ เรียบร้อยแล้ว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33279&Key=hotnews

สพฐ.เล็งเลิกซื้อรถตู้ สางปมโรงเรียนเล็ก Read More »

รวมพลังลูกเสือ-เนตรนารีไทยรำลึกวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ

8 กรกฎาคม 2556

จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีสำหรับพิธีปฏิญาณตน และสวนสนามเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 1 กรกฎาคมเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย และถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระประมุขคณะลูกเสือแห่งชาติ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกเสือ เนตรนารี มีระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม สร้างจิตสำนึกในความเสียสละบำเพ็ญประโยชน์ และช่วยเหลือสังคม โดยในปี 2556 นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จแทนพระองค์เป็นประธานในพิธีปฏิญาณตน และสวนสนาม ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จัดขึ้น ณ ลานพระราชวังดุสิต โดยมีนายพงศ์เทพเทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัด ศธ. นายศุภกรวงศ์ปราชญ์ เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ พร้อมด้วยลูกเสือ เนตรนารี บุคลากรทางการลูกเสือ กว่า 5,000 คน เข้าร่วมพิธีปฏิญาณตน และสวนสนาม ในการนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี ได้ประทานพระโอวาท และประทานเหรียญลูกเสือสรรเสริญ ประจำปี 2556 ชั้นที่ 3 แก่นายสมพงษ์ แจ่มจำรัสผู้อำนวยการลูกเสือโรงเรียนบ้านหนองซ่อมตะเคียนงาม สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษา นครราชสีมา เขต 4 โดยได้กระทำความดีความชอบ โดยช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในรถบรรทุกที่พลิกคว่ำ และนายปิยะพงษ์ ฉิมธง เจ้าหน้าที่ลูกเสือประจำสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กระทำความดีความชอบ โดยช่วยเหลือผู้มีอาการโรคลมชักให้รอดพ้นจากอันตราย สำหรับการจัดกิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2556 นั้น นอกจากจะจัดให้มีพิธีปฏิญาณตน และสวนสนามอย่างยิ่งใหญ่แล้ว ยังได้จัดให้มีพิธีมอบนโยบายการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมเยาวชนโดยกระบวนการลูกเสือที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมมอบหนังสือสำคัญการแต่งตั้ง “ผู้ตรวจการลูกเสือประจำสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ”ให้แก่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด ผอ.สำนักงานศึกษาธิการภาคผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และ ผอ.สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด กว่า 360 คน

นอกจากนี้ยังมีพิธีลงนามความร่วมมือ และปักธงพันธสัญญา “ร่วมสร้างสรรค์สังคมด้วยอุดมการณ์ของลูกเสือ” พร้อมทั้งมีการมอบโล่เกียรติคุณให้แก่ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งผู้ได้รับการคัดเลือกและผู้ได้รับรางวัลจากสำนักงานลูกเสือภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก ขณะเดียวกันในกิจกรรมครั้งนี้ยังได้จัดให้มีพิธีมอบสายบีดสี่ท่อนให้แก่ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และพิธีรับมอบธงชนะเลิศการประกวดระเบียบแถวระดับจังหวัดประจำปี 2556 ด้วยทั้งนี้การดำเนินกิจการลูกเสือของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติได้มีการดำเนินงานต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปด้วยความราบรื่น บรรลุวัตถุประสงค์ของคณะลูกเสือแห่งชาติ นโยบายของสภาลูกเสือไทย นโยบายของ ศธ. และธรรมนูญของลูกเสือโลก
โดยในรอบปีที่ผ่านมา สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานในกำกับของ ศธ. รวมถึงหน่วยงานที่มีพันธสัญญาความร่วมมือในการสร้างสรรค์สังคมด้วยอุดมการณ์ลูกเสือ กำหนดจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อเยาวชนเพื่อฝึกทักษะความมีระเบียบวินัยต่อตนเอง และสังคม รวมถึงส่งเสริมความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับคณะลูกเสือนานาชาติ อันเป็นแนวทางพัฒนากิจการลูกเสือที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนกิจการลูกเสือ ทั้งด้านการบริหาร การพัฒนาลูกเสือ การพัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ วิชาการ และการต่างประเทศ

กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติในปีนี้ คงจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเดินหน้าขับเคลื่อนกิจการลูกเสือไทยให้มีความก้าวหน้า เพื่อที่จะพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป.

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33278&Key=hotnews

รวมพลังลูกเสือ-เนตรนารีไทยรำลึกวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ Read More »

อาชีวะเร่งปั้นเด็กเก่งเกษตรเตรียมผุดหลักสูตรระดับปริญญาตรีปั๊มยอดนักศึกษา-เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ.

5 กรกฎาคม 2556

อาชีวะเร่งสร้างเด็ก ป.ตรีสายเกษตร ตั้งเป้าเก่งทั้งปฏิบัติและภาษาหวังอัพเกรดคุณภาพรับเออีซี   นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่าขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กำลังหาแนวทางดึงเด็กให้เข้ามาเรียนสายอาชีวะเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังมีสัดส่วนเด็กต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะในวิทยาลัยเกษตรที่ได้รับความสนใจน้อย จึงมีแนวคิดที่จะเปิดสอนหลักสูตรอาชีวศึกษาเกษตรในระดับปริญญาตรีรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยที่ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางเกษตร รวมทั้งเรื่องภาษาเพื่อให้พร้อมรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

ทั้งนี้ การเปิดสอนอาชีวศึกษาเกษตรระดับปริญญาตรีสายปฏิบัติการหรือสายเทคโนโลยีนั้น สถาบันอาชีวศึกษาเกษตรทั้งหลายต้องกำหนดเป้าหมายที่จะให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นชัดเจน โดยบูรณาการทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนการสอน รวมทั้งให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเด็กมากที่สุด

“ต่อไปการเปิดรับสมัครนักเรียนระดับปริญญาตรีในวิทยาลัยอาชีวะเกษตร จะไม่เน้นปริมาณ แต่เน้นเรื่องคุณภาพแทนเพื่อให้รับประกันได้ว่าเมื่อนักศึกษาเรียนจบแล้วมีคุณภาพ และมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดแรงงาน” นายชัยพฤกษ์ กล่าว

นอกจากนี้ นักศึกษายังต้องเน้นความร่วมมือระบบทวิภาคีกับสถานประกอบการอย่างน้อย 50% เพื่อให้เด็กได้มีประสบการณ์การทำงานในสถานประกอบการจริงได้เรียนเทคโนโลยีจริง ทำให้รู้จักบูรณาการทฤษฎีที่เรียนมากับการทำงานจริง ทำให้เด็กสามารถคิดและวิเคราะห์เป็น

สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีสายปฏิบัติรุ่นแรกของวิทยาลัยอาชีวะเกษตรจะต้องฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการต่างประเทศด้วย เพื่อให้ได้ภาษาอังกฤษ โดยจะดึงนักศึกษาที่จบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่มีผลการเรียนดีเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและเก่งเฉพาะทาง ซึ่งจะยกระดับคุณภาพภาคเกษตรของไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลก

ที่ผ่านมาได้มีการวิเคราะห์ตัวแปรทางสังคม พบว่าประชากรส่วนใหญ่ 41% อยู่ภาคบริการ รองลงมาเป็นภาคเกษตร 38%คิดเป็น 14.7 ล้านคน ซึ่งสังคมคาดหวังว่าภาคการเกษตรจะเป็นตัวขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจและสังคม หลักสูตรด้านการเกษตรจึงต้องเรียนเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของเกษตรกรในอนาคต

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33268&Key=hotnews

อาชีวะเร่งปั้นเด็กเก่งเกษตรเตรียมผุดหลักสูตรระดับปริญญาตรีปั๊มยอดนักศึกษา-เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ. Read More »

‘อาชีวะ’ เร่งผลิตกำลังคนรองรับโครงการ 2.2 ล้านล้าน

5 กรกฎาคม 2556

เสาวนีย์ นิ่มปานพยุงวงศ์
รัฐบาลได้เตรียมจัดทำโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2.2 ล้านล้านบาทเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังต้องการกำลังคนอย่างมหาศาล ทำให้หน่วยงานหลักอย่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ต้องเร่งปรับแผนการผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของโครงการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกว่า 10 สาย ทั้งระบบรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่และถนนเชื่อมต่อเครือข่ายการขนส่งระบบราง ซึ่งเน้นแรงงานทุกระดับในสายงานก่อสร้าง

โดย นายชัยพฤกษ์เสรีรักษ์เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา บอกว่า ประเทศไทยในภาวะที่ต้องเร่งพัฒนากำลังคนอย่างมาก โดยเฉพาะกำลังก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบหมายในเรื่องของการเตรียมกำลังคน กำลังแรงงานให้พร้อมรับกับโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้ามคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท ที่จะเดินหน้าโครงการก่อสร้างขนส่งระบบราง ซึ่งแผนดำเนินงาน ได้มีศาสตราจารย์พิเศษภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานคณะทำงาน โดยได้ทำการศึกษาความต้องการออกเป็น 2 แนวทาง ได้แก่ 1.ศึกษาความเร่งด่วนเฉพาะความต้องการกำลังคนตามโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม และ2.ศึกษาความต้องการกำลังคนในภาพรวมทั่วประเทศจากกลุ่มอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และบริการ

“ที่ผ่านมาเราไม่สามารถผลิตแรงงานได้พอเพียงกับความต้องการ ผลิตเท่าไร่ก็ไม่พอ แต่ก็บอกได้เลยว่าไม่เคยมีเด็กอาชีวะที่เรียนจบไปแล้วแต่ตกงาน ไม่ว่าจะสายช่าง สายอุตสาหกรรม สายพาณิชกรรม ซึ่งเราพยายามดึกเด็กนักเรียนเข้ามาเรียนในสายอาชีพ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ซึ่งขณะนี้ก็ยังมีอุปสรรคในเรื่องของเด็กเข้ามาเรียนในสายอาชีวะน้อยลงกว่าเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้ที่ 37% และสายสามัญที่ 64 % โดยเราได้ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2559 ต้องดึกเด็กเข้ามาเรียนในสายอาชีพให้ได้ 40% เป็นอย่างน้อยและภายใน 5 ปีต้องได้เพิ่มเป็น 50% แต่ในปีนี้สัดส่วนก็ยังเท่าเดิม แสดงว่าคนก็ยังสนใจสายอาชีพเท่าเดิม ขณะเดียวกันรัฐบาลได้มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ มีความต้องการกำลังคนจำนวน ในส่วนนี้ก็เป็นโจทย์ที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ทางอาชีวศึกษาไปปรับแผนว่าทำอย่างไรจะเร่งผลิตกำลังคนได้ตามที่ต้องการและมีคุณภาพ” นายชัยพฤกษ์ กล่าว

ในแนวทางที่การศึกษาความจำเป็นเร่งด่วนได้เชิญเอกชนในกลุ่มของอุตสาหกรรมก่อสร้างมาร่วมให้ข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ความต้องการในแต่ละงาน แต่ละระดับ โดยทางอาชีวศึกษาก็ได้รับการสนับสนุนจาก ดร.โอฬาร ไชยประวัต ประธานผู้แทนการค้าไทยและที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทำการวิเคราะห์ความต้องการกำลังคนซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ฯได้ทำการศึกษาไว้เดิม โดยพบว่าความต้องการกำลังคนในทุกระดับของภาพรวมตลาดแรงงานในระยะ 6 ปีนับตั้งแต่เริ่มโครงการจนแล้วเสร็จมีความต้องการแรงงานสูงถึง 280,000 คน

โดยแบ่งสัดส่วนแรงงานที่จบทางประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ซึ่งเทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เทียบเท่าอนุปริญญามีความต้องการ 110,000 คน จาก 280,000 คน ซึ่งที่ผ่านมาอาชีวศึกษาผลิตคนออกไปเท่าไร่ก็ยังไม่พอ จึงต้องมีการปรับแผนการดำเนินงานต่างๆ เพื่อดึงเข้ามามาเรียนในสายอาชีพมากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าปี 2556 จะต้องผลิตกำลังคนได้ 28,825 คน ปีที่ 2 จำนวน 86,475 คน และปีที่ 3 จำนวน 115,300 คนเป็นตัวสะสมไปเรื่อยๆ
“การดำเนินงานในส่วนของอาชีวศึกษาจะใช้ 3 แนวทาง โดยมุ่งตรงต่อความต้องการกำลังคนใน 3 กลุ่มคือกลุ่มงานระบบรถไฟฟ้า กลุ่มงานระบบรางและคมนาคมทางถนน ซึ่งอาชีพหลักก็คือช่างก่อสร้างต่างๆ และมีสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งแนวทางที่ 1 จะให้เด็กที่เรียนสาขาตรงอยู่แล้ว เช่นสาขาก่อสร้างสาขาช่างยนต์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องมาเรียนเสริมในส่วนที่อาชีพนั้นๆ ต้องการ เมื่อเรียนจบออกไปก็สามารถทำงานได้ทันที แต่สายอาชีพนี้มีคนเรียนน้อยมาก ทั้งๆ ที่ตลาดแรงงานมีความต้องการมาก แต่กลับมีเด็กมาเรียนน้อง” นายชัยพฤกษ์ กล่าว

ส่วนแนวทางที่ 2 จะแนะแนวให้ความรู้กับนักศึกษาที่เรียนอยู่ในสาขาอื่น เช่นสาขาไฟฟ้า สาขาอิเล็กทรอนิกส์ สาขาสถาปัตยกรรม มาเรียนรู้เพิ่มเติม ในวิชาที่สายอาชีพนั้นๆ ต้องการ เพื่อเด็กมาเรียนในสาขาที่มีความต้องการมากขึ้นหรือ เรียนเพิ่มเติมในบางวิชาที่เกี่ยวข้อง แต่สามารถทำงานได้เหมือนกัน และแนวทางที่ 3 เราพบว่าแรงงานในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคของการผลิตและการเกษตรประมาณ 79% รวมๆ กว่า 30 ล้านคน ซึ่งกำลังแรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา แต่จะทำงานเป็นฤดูกาลตามฤดูกาลผลิต

ดังนั้น ในส่วนนี้ก็จะมีการเพิ่มทักษะช่างฝีมือกับคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะคนที่มีพื้นฐานการก่อสร้างอยู่แล้ว ส่วนคนที่ไม่มีพื้นฐานเลยก็ต้องฝึกอบรมสามารถเปลี่ยนอาชีพได้ ซึ่งใน 3 วิธีนี้สามารถผลิตแรงงานได้พอเพียง เชื่อว่าใน 3 แนวทางนี้จะตอบสนองความต้องการแรงงานในช่วงที่เร่งเดินหน้าก่อสร้างโครงการต่างๆ ได้

“ส่วนระยะยาวการผลิตคนของอาชีวศึกษาจะต้องพัฒนาศักยภาพสูงขึ้น โดยมีการปรับหลักสูตรและเนื้อหาวิชาต่างๆ ให้เหมาะกับงานที่จะทำ และเป็นปีแรกที่ปรับมีการเรียนการสอนถึงปริญญาตรีในบางสาขา เช่นสาขาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เพราะความต้องการของตลาดแรงงานมีมากกว่าวุฒิ ปวช.ปวส. แต่ผู้ที่เรียนในระบบอุดมศึกษา ที่เรียนจบปริญญาตรีไม่มาทำงาน จึงมีความจำเป็นต้องผลิตคนโดยการเพิ่มวุฒิสูงขึ้นในสายอาชีพ และในอนาคตหลักสูตรต่างๆ จะมีเนื้อหาเฉพาะมากขึ้น เช่น ถ้าเป็นอาชีพก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าอาจจะต้องเรียนเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ระบบรางควบคู่ไป เรียนช่างยนต์ ช่างเชื่อม และอาชีพช่างก่อสร้างก็ต้องเรียนสามารถสร้างถนนได้ ไม่ใช่ก่อสร้างบ้าน หรือสร้างตึกได้เท่านั้น แต่ต้องเรียนสำหรับสร้างถนนโดยเฉพาะ ก็จะมีการออกแบบวิชาเฉพาะ และเพื่อให้มั่นใจว่าจบไปแล้วสามารถทำงานได้ทันที ก็จะต้องออกแบบการเรียนการสอนให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงโดยการส่งไปฝึกงานกับมืออาชีพได้เรียนรู้จากการทำงานจริง และยังได้เงินสนับสนุนเป็นค่าตอบแทนด้วย”นายชัยพฤกษ์กล่าว

นอกจากเร่งพัฒนาไปที่เป้าหมายแล้ว ในส่วนของบุคลากรที่จะทำงานขับเคลื่อนอย่างสถาบันการศึกษาของอาชีวศึกษาในทุกพื้นที่ ก็ต้องปรับแผนการดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานเช่นกัน เช่น การพัฒนาครูใสอดคล้องกับเทคโนโลยีการก่อสร้างรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่ การจัดเตรียมครูฝึกในสถานประกอบการสามารถกำกับดูแลการเรียนและการฝึกงานทวิภาคีแบบเต็มเวลาในสถานประกอบการได้ และเพิ่มปริมาณครูเพียงพอต่อภาระงาน พร้อมกับการพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นเร่งด่วนและจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเฉพาะกิจบริเวณ Site งาน หรือสถานศึกษาที่ใกล้เคียงกับโครงการ และจัดตั้งสถานศึกษาเฉพาะทางด้านขนส่งเพื่อผลิตกำลังคนต่อเนื่องระยะยาว

“ต้องยอมรับว่าค่านิยมของเด็กยุคใหม่ต่อการเรียนสายอาชีพยังมีไม่มาก เพราะยังมีทัศนคติเดิมๆ ในเรื่องของการเรียนสายอาชีพ ที่ต้องเป็นพวกใช้แรงงาน ต้องทำงานนักและภาพลบของเด็กอาชีวศึกษาที่ออกสู่สื่อต่างๆ ดังนั้น การจะปรับทัศนคติของผู้ปกครองก็เป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กับ การเดินหน้าปรับหลักสูตรเนื้อหา ปรับวิธีการเรียนการสอนแล้ว ก็ต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบถึงภาพลักษณ์ใหม่ของอาชีวศึกษาและทิศทางของความต้องการแรงงาน ที่ยืนยันได้ว่าสายอาชีวศึกษาไม่มีทางตกงานแน่นอน แถมยังเป็นที่ต้องการอีกมาก แต่เราต้องเพิ่มศักยภาพสูงขึ้น ทั้งในแง่ของทฤษฎีและการปฏิบัติที่เน้นทำงานได้จริง และทำงานได้เทียบเท่ากับผู้ที่เรียนสายสามัญ ซึ่งคนของสายอาชีพจะได้เปรียบต้องที่เน้นการปฏิบัติ สามารถทำงานได้ทันที” นายชัยพฤกษ์ กล่าว

‘ใช้ 3 แนวทาง โดยมุ่งตรงต่อความต้องการกำลังคนใน 3 กลุ่มผลิตคนให้เพียงพอ’

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33269&Key=hotnews

‘อาชีวะ’ เร่งผลิตกำลังคนรองรับโครงการ 2.2 ล้านล้าน Read More »

‘จาตุรนต์’ หวัง ศธ.ทำงานเชื่อมโยงกระตุ้นเด็กคิดต่อยอดจากการใช้เน็ต

5 กรกฎาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ได้รับฟังรายงานความคืบหน้า ข้อเสนอแนะ และปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานเรื่องต่างๆ ของสำนักงานปลัด ศธ. และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยพบว่าแต่ละหน่วยงานมีการนำนโยบายของรัฐบาลในด้านการศึกษามาจำแนกแยกแยะ พัฒนาเป็นแผนยุทธศาสตร์ได้อย่างดีและมีความชัดเจนในหลายเรื่อง เพื่อให้สามารถนำนโยบายเดินไปสู่เป้าหมายได้เป็น ผลสำเร็จ แต่ในส่วนของการนำไปปฏิบัตินั้นเนื่องจาก ศธ.มีหลายหน่วยงานมีผู้บริหารกำกับดูแลหน่วยงานตนเอง ซึ่งไม่มีตัวกลางคอยประสานงานเชื่อมโยง อย่างไรก็ตามตนอยากให้ทุกหน่วยงานมีการประสานและเชื่อมโยงกันเพื่อให้การทำงานเดินไปในทิศทางเดียวกัน

นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า ตนได้เสนอประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งทำโดยเฉพาะในเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้ การพัฒนาครู การทดสอบ การวัดผล และการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ซึ่งจะต้องมีการนำไปอิงกับการจัดอันดับในการประเมินขององค์กรระหว่างประเทศ อีกทั้งจะต้องมีการพัฒนาระบบประเมินของไทยให้ดี และมีมาตรฐานมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นจากนี้ทุกหน่วยงานจะต้องช่วยคิดทบทวนว่าจะทำงานให้มีความเชื่อมโยงกันได้อย่างไร เพื่อให้การศึกษาได้รับการพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะในการทดสอบทางการศึกษาที่สถาบันการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ดำเนินการนั้นควรจะต้องเชื่อมโยงกับเนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อที่เมื่อการวัดประเมินผลออกมาผลสัมฤทธิ์ที่ได้จะได้สะท้อนตามจริง ไม่ใช่คะแนนเด็กออกมาต่ำเพราะข้อสอบยากเกินไป หรือถ้าเด็กทำคะแนนได้สูงเพราะได้ไปเรียนรู้นอกห้องเรียนมาแล้ว ดังนั้นต้องมีมาตรฐานกลางในการทดสอบและเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงอุดมศึกษา ขณะเดียวกันผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนจะต้องเชื่อมโยงกับการประเมินวิทยฐานะของครูด้วย
“ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทกับเด็กมาก จึงต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่ไม่ใช่จะนำมาใช้เพียงให้เด็กค้นหาคำตอบ แล้วนำมาตัดแปะส่งครูเท่านั้น แต่จะต้องสอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งที่ไปค้นหาคำตอบมานั้นจะเชื่องโยงไปสู่เรื่องต่างๆ ได้ การจัดหาเนื้อหาที่จะมาบรรจุอยู่ในคอมพิวเตอร์พกพาด้วยว่าจะต้องทำให้มีมาตรฐาน โดยคัดเลือกเนื้อหาที่สามารถทำให้เด็กเรียนรู้ได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่จะเอาเนื้อหาอะไรใส่ให้เด็กก็ได้”

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33272&Key=hotnews

‘จาตุรนต์’ หวัง ศธ.ทำงานเชื่อมโยงกระตุ้นเด็กคิดต่อยอดจากการใช้เน็ต Read More »

ก.ค.ศ.ไฟเขียวแก้เกณฑ์ย้ายผู้บริหาร ร.ร.

5 กรกฎาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในส่วนของสถานศึกษา ที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษหรือโรงเรียนพรีเมียมตามมติของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญ เกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคลที่เห็นว่า ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ว9/2554 ก.ค.ศ.ได้กำหนดให้มีการย้ายไปดำรงตำแหน่งในสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษฯ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองการย้ายให้ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาเกี่ยวข้องพิจารณา แต่เนื่องจากการพิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษาอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ สามารถพิจารณาย้ายภายในเขตพื้นที่การศึกษา ต่างเขตพื้นที่การศึกษา และต่างสังกัดได้ในคราวเดียวกัน และทำให้การสรรหาบุคลากรมาดำเนินการได้อย่างคล่องตัว จึงอาจไม่จำเป็นต้องกำหนดสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ และสถานศึกษา คุณภาพพิเศษ

“เมื่อไม่มีกลุ่มโรงเรียนพรีเมียมก็ไม่ต้องมีการ กลั่นกรองอีก ซึ่งรอบใหม่ที่จะให้ยื่นย้ายระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคมนี้จะต้องใช้หลักเกณฑ์ตามที่ ก.ค.ศ.เห็นชอบ คือ ให้เรื่องนี้เป็นอำนาจการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ และไม่ต้องมีการกลั่นกรองจากส่วนกลาง” เลขาธิการกพฐ. กล่าวและว่า จากนี้ไปเป็นหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ที่จะต้องดูคุณวุฒิ ประสบการณ์ และผลงานอย่างไรในการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษา

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33270&Key=hotnews

ก.ค.ศ.ไฟเขียวแก้เกณฑ์ย้ายผู้บริหาร ร.ร. Read More »

ชี้เด็กลดอีก 10 ปี มียุบมหา’ลัย

5 กรกฎาคม 2556

จากการเสวนาเรื่องมหาวิทยาลัยไทยจะเป็น World Class Universities ได้อย่างไร จัดโดยมูลนิธิและสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยวิสคอนซินประเทศไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน อดีต รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีบุคคลบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลก เพราะหลักเกณฑ์บางเรื่องอาจไม่ชัดเจน แต่เป็นเรื่องที่ท้าทาย ทั้งนี้ ส่วนตัวตนเห็นว่าไทยควรพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก คาดว่าคงไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะมหาวิทยาลัยหลายแห่งได้อันดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ควรทำคือ การยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย รัฐต้องสนับสนุนทรัพยากรให้แก่มหาวิทยาลัยอย่างเพียงพอ ขณะที่ตัวป้อนเข้าสู่มหาวิทยาลัยก็ต้องมีคุณภาพ แต่ขณะนี้โครงสร้างประชากรของไทยเปลี่ยนไป จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลง เราพยายามยุบโรงเรียนขนาดเล็ก คาดว่าอีก 10 ปี เราคงต้องมีนโยบายยุบมหาวิทยาลัย เพราะคนเรียนน้อยลง

ด้าน ศ.ดร.วิชัย ริ้วตระกูล ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยไทยจำเป็นต้องยกระดับให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกแห่ง และในการจะยกระดับเป็นมหา วิทยาลัยระดับโลกได้นั้น เราต้องปฏิวัติระบบสภามหาวิทยาลัย โดยอาศัย ร่าง พ.ร.บ.อุดมศึกษา ที่กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ปลอดจากฝ่ายการเมืองมากที่สุด มีระบบกองทุนอุดมศึกษา มีระบบการดูแลพัฒนาอาจารย์และนักศึกษา ที่สำคัญมีการวางระบบธรรมาภิบาลในการบริหารมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสภามหาวิทยาลัย นอกจากนี้ควรร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลิตกำลังคน ทั้งนี้ การที่จะแก้ไขปัญหามหาวิทยาลัยไทยได้ จะต้องโน้มน้าวให้ รมว.ศึกษาธิการ เห็นด้วยและช่วยผลักดันร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33266&Key=hotnews

ชี้เด็กลดอีก 10 ปี มียุบมหา’ลัย Read More »