Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

อาชีวะทุ่มงบส่งเด็กฝึกงานต่างแดน พัฒนาทักษะ-เทคโนโลยี-เพิ่มยอดเรียนวิชาชีพ

2 กรกฎาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวถึงโครงการความร่วมมือกับอาชีวศึกษาต่างประเทศ ในการจัดส่งนักเรียน นักศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปฝึกงานว่า สอศ.ไม่ได้มองศักยภาพนักเรียนนักศึกษาจำกัดอยู่แค่ระดับอาเซียน แต่มองภาพใหญ่ไปถึงระดับโลก ดังนั้น นอกจากการพัฒนาหลักสูตรที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านขีดความสามารถที่สูงขึ้น และตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานแล้ว ยังประสานความร่วมมือไปยังอาชีวศึกษาในประเทศต่างๆ เพื่อจัดส่งเด็กอาชีวะไปเรียนรู้ฝึกงานยังประเทศนั้นๆ โดยใช้งบฯทั้งสิ้น 35 ล้านบาท

ทั้งนี้ยังเป็นเรื่องน่ายินดีที่โครงการดังกล่าวมียอดเด็กอาชีวะไปฝึกงานต่างประเทศสูงกว่ากรอบที่กำหนดไว้ คือปีการศึกษา 2556 จัดส่งไปทั้งสิ้น 835 คน จากที่ตั้งเป้าไว้ 500 คน นอกจากเด็กทั้งหมดจะได้รับความรู้ และทักษะการปฏิบัติงานจริงจากสถานประกอบการในต่างประเทศแล้ว ยังได้เรียนรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม ตลอดจนคำศัพท์ทางวิชาการในสาขาวิชาชีพ
เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า เด็กที่เดินทางไปฝึกงานมีระยะเวลาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือน มากสุด คือ อิสราเอล 165 คน นอกนั้นอยู่ระหว่าง 20-100 คน คือ เดนมาร์ก กัมพูชา จีน เยอรมนี ออสเตรเลีย มาเลเซีย บรูไน ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม และพม่า สาขาที่จัดส่งไปฝึกงานมากที่สุด คือ สาขาเกษตร นอกนั้นเป็นธุรกิจเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร การโรงแรม ยานยนต์ การเพาะเลี้ยง แปรรูปสัตว์น้ำ หุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการผลิตและบริการ เทคโนโลยีวิทยา ศาสตร์และนวัตกรรม ธุรกิจบริการ อุตสาหกรรมต่อเรือ และวิชาชีพช่าง

นอกจากนี้ ในบางสาขายังจัดส่งครูไปเข้าร่วมกิจกรรมด้วย ระหว่างที่ฝึกงานเด็กจะได้รับเบี้ยเลี้ยงตามอัตราที่ประเทศนั้นๆ กำหนดไว้ โครงการนี้จึงเป็นแรงจูงใจให้เด็กเลือกเรียนสายอาชีวะเพิ่มมากขึ้นได้เป็นอย่างดี

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33225&Key=hotnews

อาชีวะทุ่มงบส่งเด็กฝึกงานต่างแดน พัฒนาทักษะ-เทคโนโลยี-เพิ่มยอดเรียนวิชาชีพ Read More »

ศธ.เล็งรื้อระบบสายด่วน 1579

2 กรกฎาคม 2556

ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนเตรียมจะปรับปรุงศูนย์การเรียนรู้วังจันทรเกษม เพื่อให้เป็นศูนย์พัฒนาภาษาสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สนับสนุนงบประมาณ 20 ล้านบาทและอุปกรณ์สื่อการเรียนรู้ต่างๆ โดยรูปแบบใหม่ของศูนย์ฯ จะเน้นการเป็นห้องเรียนรู้อาเซียน แบ่งพื้นที่การใช้สอยออกเป็นห้องต่าง ๆ รวมถึงมุมพักผ่อน มุมเครื่องดื่ม พร้อมโทรทัศน์ LCD ขนาด 80 นิ้ว และยังมีเครื่องแท็บเล็ตที่บรรจุเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับอาเซียนให้สืบค้นข้อมูลอีกด้วย นอกจากนี้ตนยังจะปรับปรุงสายด่วน 1579 เพราะที่ผ่านมาระบบการรับส่งข้อมูลข่าวสารยังล่าช้ามาก โดยเรื่องร้องเรียนกว่าจะถึงหน่วยปฏิบัติงานที่รับผิดชอบโดยตรงจะต้องผ่านหลายขั้นตอน ดังนั้นต่อไปจะปรับระบบใหม่โดยคัดเลือกเฉพาะเรื่องร้องเรียนกรณีเกิดความรุนแรง เช่น ไฟไหม้สถานศึกษา หรือนักเรียนทะเลาะวิวาท เพื่อส่งตรงไปยังศูนย์เสมารักษ์ให้ออกปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานอื่นมักจะไปถึงที่เกิดเหตุก่อนศูนย์เสมารักษ์ ซึ่งตนไม่อยากให้เป็นแบบนี้ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องรับผิดชอบ ส่วนเรื่องร้องเรียนอื่น ๆ เช่น การรับนักเรียน หรือเรื่องทุจริตก็จะใส่เป็นข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ส่งไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยระบบติดตามด้วยว่าเรื่องร้องเรียนได้รับการแก้ไขปัญหาหรือไม่.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33224&Key=hotnews

ศธ.เล็งรื้อระบบสายด่วน 1579 Read More »

ส่งครูไทยบินฟิตภาษา ‘จีน’ สช.เดินหน้านำร่องทันที 100 คนปีนี้ พร้อมรับครูแดนมังกรช่วยสอนนักเรียน

2 กรกฎาคม 2556

โพสต์ทูเดย์ สช.จับมือจีนส่งครูไทยฝึกภาษา พร้อมรับครูจีนมาสอนในโรงเรียนเอกชน แก้ปัญหาขาดบุคลากร

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเปิดเผยภายหลังหารือกับคณะผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนนานาชาติ (ฮั่นปั้น) ประจำประเทศไทยว่า ในปีนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีโครงการความร่วมมือกับฮั่นปั้นในการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีน โดย สช.จะส่งครูโรงเรียนเอกชน 100 คน ไปอบรมเรียนการสอนภาษาจีน ที่มหาวิทยาลัยครู

เทียนจิน นอร์มอร์ เมืองเทียนจิน ประเทศจีน และมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมกรุงปักกิ่ง เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่เสียค่าที่พักค่าอาหาร และค่าเล่าเรียน เนื่องจากสำนักงานฮั่นปั้นจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แต่ฝ่ายไทยจะต้องรับผิดชอบค่าเครื่องบินไป-กลับ

ขณะเดียวกันสำนักงานฮั่นปั้นได้ส่งครูอาสาสมัครจีนมาช่วยสอนภาษาจีนในโรงเรียนเอกชนที่ขาดแคลนครูภาษาจีนโดยปีนี้มีครูอาสาสมัครมาสอนภาษาในโรงเรียนเอกชนของไทยกว่า 600 คน
สำหรับปีหน้าฮั่นปั้นจะเพิ่มจำนวนครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนเป็น 700 คน เพื่อช่วยแก้ปัญหาครูภาษาจีนขาดแคลนไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงเรียนเอกชนที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

“สาเหตุที่มีความต้องการครูภาษาจีนมากขึ้น เนื่องจากประเทศจีนกำลังเติบโตและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ภาษาจีนเป็นภาษาสำคัญและใช้เป็นภาษากลางในการติดต่อสื่อสารอย่างแพร่หลายทั่วโลกขณะที่นักเรียนโรงเรียนเอกชนสนใจเรียนภาษาจีนเพิ่มขึ้นและจำนวนโรงเรียนเอกชนก็มีเพิ่มขึ้น ดังนั้นความต้องการครูสอนภาษาจีนจึงมีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย” นายบัณฑิตย์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ครูอาสาสมัครจีนที่เดินทางมาช่วยสอนสามารถอยู่ในประเทศไทยเพียง 1 ปี และต้องเดินทางกลับ เนื่องจากเป็นสัญญารายปี ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนครูสอนภาษาจีนในระยะยาวสช. จึงมีโครงการส่งครูไทยไปอบรมการสอนภาษาจีนอย่างเข้มข้นที่ประเทศจีนเพื่อกลับมาสอนนักเรียนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ครูที่ได้รับทุนอบรมภาษาที่ประเทศจีนจะต้องกลับมาเป็นครูสอนภาษาจีนให้กับโรงเรียนเอกชนอย่างน้อยเป็นเวลา 3 ปี ส่วนคุณสมบัติผู้ขอรับทุนฝึกอบรมจะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สามารถสื่อสารภาษาจีนขั้นพื้นฐานได้

ปัจจุบันโรงเรียนในสังกัด สช.มีความต้องการครูสอนภาษาจีนปีละประมาณ1,000 คน แต่มีกำลังคนเพียง 600-700 คนเท่านั้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33223&Key=hotnews

ส่งครูไทยบินฟิตภาษา ‘จีน’ สช.เดินหน้านำร่องทันที 100 คนปีนี้ พร้อมรับครูแดนมังกรช่วยสอนนักเรียน Read More »

ตามไปดู..2 กศน.อีสาน ฟิตภาษา-อาชีพรับอาเซียน

2 กรกฎาคม 2556

โดย…หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ
“เพราะการศึกษาไม่ได้เกิดแค่ภายในโรงเรียนเท่านั้น การศึกษานอกโรงเรียนก็เป็นส่วนสำคัญและเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาคน เพื่อก้าวเข้าสู่การทำงานในสายอาชีพ และการเข้าสู่การเป็นประเทศประชาคมอาเซียน”  ผอ.ประดินันท์ สดีวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าว

เป็นคำพูดที่สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง ซึ่งการศึกษานอกระบบ และตามอัธยาศัยก็เป็นอีกหน่วยงานสำคัญสำหรับการเตรียมคนสู่อาเซียน

ผอ.ประดินันท์ หัวเรือใหญ่ของ กศน.จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า ในปี 2558 ประเทศไทยก็จะก้าวมาเป็น 1 ใน 10 ประเทศอาเซียนแล้ว กศน.จึงก็ต้องให้ความรู้เกี่ยวกับประเทศอาเซียน ทางด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม อาชีพ และภาษาในแต่ละประเทศนั้นๆ

ล่าสุดได้จัดให้มีการอบรมและเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อเตรียมความพร้อม ยกตัวอย่างเช่น โครงการฝึกอาชีพ เสริมสวย นวดตัว นวดผ่อนคลาย การเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเป็ด ไก่ และมีการจัดโครงการ Mini MBA เป็นการเรียนการสอนเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจขั้นพื้นฐาน เพื่อให้นักศึกษาและกลุ่มผู้สนใจเข้าเรียน และมีโครงการสอนภาษาอังกฤษ 100 ชั่วโมง เพื่อการสื่อสาร
บ่งออกเป็นหลักสูตรประเภทขั้นพื้นฐาน 15 ปีขึ้นไป และหลักสูตรใหม่ สอนมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระยะเวลา 8 เดือน ซึ่งนักศึกษาที่จะสามารถเข้าเรียนในชั้นนี้ได้ ต้องประกอบอาชีพแล้วและในการเรียนการสอนก็จะมีสอนเชิงวิชาการและทักษะพื้นฐานของวิชาชีพด้วย

แต่ละโครงการที่เปิดขึ้น ทางการศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดร้อยเอ็ดได้เปิดให้คนทุกกลุ่มได้เข้าร่วมเรียน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป ในส่วนนี้ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมให้เกิดขึ้นทั้งจังหวัดไปพร้อมๆ กันด้วย และจัดการเรียนเฉพาะขั้นพื้นฐานสำหรับผู้พิการขึ้น ซึ่งมีนักศึกษากว่า 1,000 คน และถ้าผู้พิการคนไหนที่ไม่สามารถเดินทางมาเรียนเองได้ กศน.ก็จะจัดครูผู้สอนเข้าไปสอนที่บ้านให้เลย

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ถือว่าประสบความสำเร็จในหลักสูตรการเรียนการสอนทั้งทางวิชาการ และการสอนทางด้านอาชีพเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่าง โดยประเมินจากการที่เปิดสอนนวดตัว และสอนภาษาอังกฤษ ก็มีนักศึกษาที่เรียนจบหลักสูตรไปเปิดร้านเองในประเทศไทย และต่างประเทศ” ผอ.ประดินันท์ กล่าว

ด้าน ผอ.นพกนก บุรุษนันทน์ ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดมหาสารคาม ก็ได้เตรียมความพร้อมโดยการให้ความรู้ทางด้านความสำคัญของการเข้าสู่อาเซียน และให้ข้อมูลแก่นักศึกษาทางด้านวิชาการ วัฒนธรรม รวมไปถึงความพร้อมในเรื่องของภาษาที่ใช้ในการสื่อสารเช่นกัน โดยจัดให้มีการเรียนการสอนทางด้านภาษาอังกฤษ ได้ใช้โปรแกรมอีเลิร์นนิ่งมาใช้ในการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มทักษะในด้านการเรียนให้เข้าใจขึ้น นอกเหนือจากการเรียนกับเจ้าของภาษาอีกด้วย สอนภาษาจีนเพิ่มเติม โดยมีครูจีนซึ่งเป็นเจ้าของภาษามาสอนถึงในคาบเรียน ซึ่งทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษนั้นก็ได้เปิดสอนแก่นักศึกษาที่เรียนใน กศน.เอง บุคลากร และประชาชนทั่วไปที่สนใจในการศึกษา

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำมุมอาเซียน เหมือนห้องสมุด ที่กศน.ตำบล แต่ละตำบล เพื่อให้สามารถเข้าไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมได้ทั้งนักศึกษาและประชาชนทั่วไปด้วย ส่วนในอนาคตอาจจะมีการกระตุ้นผู้เรียนผ่านสื่อไอซีทีช่วยสอนมากขึ้น เช่น โปรแกรมอิงลิช ดิสคัฟเวอรี่ ฝึกทักษะภาษา ทั้งฟัง พูด อ่านเขียน ครบ 4 ด้านได้ด้วยตนเองเชื่อมโยงสู่ระบบออนไลน์ที่ง่ายต่อการเข้าใช้บริการ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเองก็ต้องมีการพัฒนาแรงงานหรือศักยภาพในด้านการทำงานให้มากขึ้น ดังนั้น กศน.จังหวัดมหาสารคามจึงจัดให้มีการฝึกอบรมทางวิชาชีพพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น งานหัตถกรรม สานกระติบข้าว ทำดอกไม้ประดิษฐ์ ทอผ้า เสื่อ ทำไม้กวาด หรือจะเป็นในส่วนงานสานตะกร้า เป็นต้น เหล่านี้เป็นการสร้างอาชีพและการพัฒนาฝีมือของแรงงานให้มีคุณภาพ จึงทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น

โรงเรียนหรือหน่วยงานใดสนใจและอยากดูงาน สามารถติดต่อกันได้ที่ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทร.0-4351-3010 และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดมหาสารคาม โทรสาร 0-4372-2014

–คมชัดลึก ฉบับวันที่ 2 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33222&Key=hotnews

ตามไปดู..2 กศน.อีสาน ฟิตภาษา-อาชีพรับอาเซียน Read More »

สพฐ.มอบทุนภูมิทายาทปี 5 เพิ่มโอกาสเด็กใต้เรียนต่อ

2 กรกฎาคม 2556

นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้นักเรียนในพื้นที่ดังกล่าวขาดโอกาสทางการศึกษา ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้เสนอจัดตั้งงบประมาณเพื่อมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน”ทุนภูมิทายาท” โดยเน้นนักเรียนที่เป็นบุตรของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบ นักเรียนที่ด้อยโอกาสมีฐานะยากจน ซึ่งปีการศึกษา 2556 นี้ ถือเป็นรุ่นที่ 5 แล้ว และเท่าที่ติดตามพบว่าเด็กที่ได้รับทุนนี้สามารถเรียนต่อในระดับสูงได้มากขึ้น

การมอบทุนภูมิทายาท จะแบ่งเป็นประเภททุนไม่ต่อเนื่องระดับประถมในโรงเรียนของรัฐ ทุนละ 5,000 บาท และทุนแบบต่อเนื่องในระดับมัธยม แบ่งเป็น ม.1-ม.3 และ ม.4-ม.6 ทุนละ 15,000 บาท รวมทั้งสิ้น 8,520 ทุน เป็นเงิน 117 ล้านบาท ทั้งนี้ การมอบทุนจะให้ทั้งเด็กไทยพุทธและมุสลิม ซึ่งโครงการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร เพราะเด็กได้เรียนรู้ร่วมกัน และได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น ที่สำคัญทุกรัฐบาลให้การสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอด

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33221&Key=hotnews

สพฐ.มอบทุนภูมิทายาทปี 5 เพิ่มโอกาสเด็กใต้เรียนต่อ Read More »

ผลสอบครู ผช.ฝืด-ตกอื้อ ‘ระนอง’ รับ 80 ที่ ผ่านแค่ 5

2 กรกฎาคม 2556

เขตพื้นที่ฯทยอยประกาศผลสอบครูผู้ช่วย ‘ชินภัทร’เผยไม่พบการทุจริต สพป.ระนองรับ 80 ที่นั่งสอบผ่านแค่ 5 ชี้วิทย์-อังกฤษ-คณิตศาสตร์ ตกเรียบ ต้องเอาครูพื้นที่อื่นมาบรรจุแทน ชี้ได้คะแนนต่ำเป็นประวัติการณ์ สพป.ชุมพร เขต 1 สอบตกเกือบหมด

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าการประกาศผลสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยทั่วไปของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2556 ระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายนที่ผ่านมา จำนวน 1,070 อัตรา ใน 79 เขตพื้นที่การศึกษา แบ่งเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 51 เขต สำนักงานเขตพื่นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 27 เขต และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ใน 34 กลุ่มวิชาเอก และจะประกาศผลสอบอย่างเป็นทางการวันที่ 8 กรกฎาคม ขณะนี้เขตพื้นที่ฯ ต่างๆ จำนวน 19 เขตได้ทยอยประกาศผลสอบแล้ว ได้แก่ สพป.ลพบุรี เขต 2 มีผู้สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาวิชาเอก ยกเว้น ดนตรีไทย นาฏศิลป์ และปฐมวัย ไม่มีผู้สอบผ่าน,

สพป.กำแพงเพชร เขต 1 สอบผ่านทุกกลุ่ม สาขาฯ, สพป.กำแพงเพชร เขต 2 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นคณิตศาสตร์ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.เพชรบูรณ์ เขต 3 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ,

สพป.นครราชสีมา เขต 3 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นคณิตศาสตร์ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.สุรินทร์ เขต 3 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นคณิตศาสตร์ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.ตาก เขต 2 สอบผ่านทุกกลุ่ม สาขาฯ ยกเว้นดนตรีไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.ชุมพร เขต 1 สอบผ่านเฉพาะกลุ่มสาขาวิชาเอกปฐมวัยศึกษา ที่เหลือสอบไม่ผ่านทั้งหมด ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ทั่วไป คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ประถมศึกษา ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.ชุมพร เขต 2 สอบผ่านทุกกลุ่ม สาขาฯ ยกเว้นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดนตรี ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.พังงา สอบผ่านทุกกลุ่ม สาขาฯ ยกเว้นภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพป.ระนอง สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ไม่มีผู้สอบผ่าน, ระนอง สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ไม่มีผู้สอบผ่าน,

สพม.เขต 5 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ, สพม.เขต 30 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นเคมีไม่มีผู้สอบผ่าน, สพม.เขต 32 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ, สพม.เขต 33 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นคณิตศาสตร์ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพม.เขต 39 สอบผ่านทุกกลุ่ม สาขาฯ, สพม.เขต 40 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ ยกเว้นเคมี ดนตรีสากล ไม่มีผู้สอบผ่าน, สพม.เขต 41 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ, สพม.เขต 42 สอบผ่านทุกกลุ่มสาขาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 อยู่ระหว่างการประชุม อ.ก.ค.ศ. ภายหลังจากที่เพิ่งได้รับผลคะแนนการสอบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยคาดว่าจะสามารถประกาศผลสอบออกมาอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 2 กรกฎาคม
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการรายงานเหตุผิดปกติในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีทั่วไปครั้งที่ผ่านมา ส่วนการตรวจข้อสอบนั้นจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามปฏิทินที่กำหนดไว้

นายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 3 (สพป.นม.3) เปิดเผยว่า สพป.นม.3 รับบรรจุแต่งตั้งครูผู้ช่วยครั้งนี้จำนวน 7 อัตรา ใน 7 สาขาวิชา แต่ผลปรากฏว่าปีนี้มีผู้สอบได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เป็นประวัติการณ์ ได้แก่ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ สอบผ่าน 16 ราย, วิชาเอกปฐมวัย สอบผ่าน 18 ราย, วิชาเอกภาษาไทย สอบผ่าน 4 ราย, วิชาเอกวิทยาศาสตร์, ดนตรี, สังคมศาสตร์ สอบผ่านสาขาวิชาละ 3 ราย ขณะที่สาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ มีผู้สมัครสอบจำนวน 130 ราย ไม่มีผู้สอบผ่านเกณฑ์แม้แต่รายเดียว ทั้งนี้ เนื่องจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ต้องสอบได้คะแนนร้อยละ 60 แต่ผู้สอบส่วนใหญ่ทำข้อสอบในบางวิชาได้น้อย เช่น รายวิชาเอก มีคะแนนเต็ม 75 คะแนน แต่ทำได้เพียง 30-35 คะแนนเท่านั้น ส่วนข้อสอบภาค ข มีรายวิชาเอก มีคะแนนเต็ม 75 คะแนน แต่ทำได้เพียง 30-35 คะแนนเท่านั้น ส่วนข้อสอบภาค ข มีคะแนนเต็ม 150 ก็ต้องทำได้อย่างน้อย 90 คะแนนจึงจะผ่านเกณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่ทำได้เพียง 70-85 คะแนนเท่านั้น
นายพิสิษฐ์กล่าวอีกว่า สพป.นม.3 สามารถบรรจุแต่งตั้งครูผู้ช่วยได้เพียง 6 อัตราเท่านั้น จากที่เปิดรับ 7 อัตรา ส่วนที่เหลือจะได้รับการแขวนชื่อไว้ในบัญชีสำรองในระยะเวลา 2 ปี คาดว่ารายชื่อที่อยู่ในบัญชีสำรองจะไม่เพียงพอต่อความต้องการในระยะเวลา 2 ปีแน่นอน จึงต้องรอการพิจารณาของ อ.ค.ศ.ว่าปีหน้าจะสามารถเปิดให้มีการสอบแข่งขันอีกหรือไม่

นายปรีชา บัวกิ่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง กล่าวว่า การประกาศสมัครสอบครูผู้ช่วย 5 วิชาเอก คือ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ประถมศึกษา และปฐมวัย โดยมีผู้มาสมัครจำนวน 140 คน โดยใช้ข้อสอบของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเป็นผู้ออกข้อสอบ และใช้สนามสอบที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีด้วย ซึ่งผลการสอบที่ออกมาปรากฏว่าต้องการครูผู้ช่วยจำนวน 80 คน แต่สอบได้เพียง 5 คนเท่านั้น โดยวิชาเอกวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ไม่มีผู้ผ่านเกณฑ์ มีเอกประถมศึกษาสอบผ่าน 3 คน และเอกปฐมวัยสอบผ่าน 2 คน ปัญหาขณะนี้จังหวัดระนองคือเรื่องขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นขณะนี้คือร้องขอผู้ที่สอบแข่งขันได้ที่จังหวัดอื่นให้มาเข้าบัญชีที่ระนอง ซึ่งต้องได้รับความยินยอมทั้งผู้สอบและเจ้าของพื้นที่บัญชีรายชื่อด้วย

นายวัลลพ สงวนนาม ผู้อำนวยการสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) จังหวัดชุมพร เขต 1 เปิดเผยว่า สพป.ชุมพร เขต 1 ต้องการครูผู้ช่วยจำนวน 6 อัตรา 6 เอกวิชา คือ 1.เอกวิทยาศาสตร์ 2.เอกคณิตศาสตร์ 3.เอกภาษาไทย 4.เอกภาษาอังกฤษ 5.เอกประถมศึกษา และ 6.เอกการศึกษาปฐมวัย แต่มีผู้เข้าสอบจำนวน 179 คน ขาดสอบจำนวน 20 คน ผลการสอบปรากฏว่ามีผู้สอบผ่านเพียง 2 คน คิดเป็นร้อยละ 1.11 เท่านั้น และทั้ง 2 คนคือผู้สอบผ่านวิชา เอกการศึกษาปฐมวัย แต่อีก 5 เอกวิชาไม่มีผู้สอบผ่าน แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานของบุคลากรที่เข้าสอบที่ค่อนข้างต่ำกว่าทุกปีที่ผ่านมา

นายบำรุง ฤทธิรัตน์ ผอ.สพป.ชุมพร เขต 2 เปิดเผยว่า สพป.ชุมพร เขต 2 มีผู้ยื่นใบสมัครจำนวน 1,005 คน แต่มีผู้มีสิทธิเข้าสอบจำนวน 1,002 คน ใน 12 เอกวิชา คือ 1.เอกคณิตศาสตร์ 2.เอกภาษาอังกฤษ 3.เอกวิทยาศาสตร์ 4.เอกภาษาไทย 5.เอกการศึกษาปฐมวัย 6.เอกดนตรี 7.เอกพลศึกษา 8.เอกศิลปะ 9.เอกประถมศึกษา 10.เอกคอมพิวเตอร์ 11.เอกสังคมศึกษา และ 12.เอกนาฏศิลป์ ผลการสอบปรากฏว่ามีผู้สอบผ่านจำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละของผู้สอบได้ 3.95

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33220&Key=hotnews

ผลสอบครู ผช.ฝืด-ตกอื้อ ‘ระนอง’ รับ 80 ที่ ผ่านแค่ 5 Read More »

ศาล ปค.พิษณุโลกยกฟ้องคัด ‘ผอ.สพม.’ ก.ค.ศ.เดินหน้าสรรหา 50 ตำแหน่งว่าง

2 กรกฎาคม 2556

แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่กลุ่มรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.) นำโดยนายวีระ เกตุแก้ว รองผู้อำนวยการ สพป.กำแพงเพชร เขต 1 ยื่นฟ้องศาลปกครองพิษณุโลกเมื่อปี 2553 ขอให้ทุเลาการดำเนินการรับสมัครผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 23 ตำแหน่ง และขอให้เพิกถอนประกาศคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ

สพม.เนื่องจากกลุ่มรองผู้อำนวยการ สพป.ประมาณ 1,941 คน ไม่มีสิทธิสมัคร ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยศาลปกครองพิพากษายกฟ้องทั้งหมด

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ศาลปกครองพิษณุโลกได้พิจารณาคดีที่นายวีระ และ ผู้ร้องสอด 20 ราย ได้ฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), คณะกรรมการ ก.ค.ศ., ปลัด ศธ.และคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สพท.ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลและกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สพม.โดยหลักเกณฑ์ข้อ 1.7 และข้อ 1.5 ของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกและสอบคัดเลือกไว้เหมือนกันว่า ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารมัธยมศึกษามาไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวขัดกับมาตรฐานตำแหน่ง และคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2553 ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ. 0206.4/2533 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2553 โดยได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งในข้อ 2 ว่า ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ สพท.มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และรับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำของอันดับ คศ.4 หรือดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าวิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ หรือดำรงตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ.เทียบเท่านั้น โดยผู้ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งใน 6 ประเด็น อาทิ

1. เพิกถอนหลักเกณฑ์และวิธีการสอบคัดเลือกผู้อำนวยการ สพม.

2. เพิกถอนประกาศคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ สพท.ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2553

3. ให้มีคำสั่งให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิสมัครเข้ารับการสอบคัดเลือก หรือสมัครเข้ารับการคัดเลือกได้สิทธิเข้ารับการคัดเลือก เป็นต้น โดยศาลปกครองได้พิจารณา และพิพากษายกฟ้องทั้งหมด

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวว่า ได้แจ้งเรื่องนี้ให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.ทราบแล้ว หลังจากที่ศาลปกครองพิษณุโลกพิพากษายกฟ้องแล้ว จะต้องดำเนินการคัดเลือกผู้อำนวยการ สพท.ที่ยังไม่สามารถดำเนินการแต่งตั้งได้ในช่วงที่รอคำพิพากษาของศาลปกครองพิษณุโลก รวมประมาณ 50 กว่าตำแหน่ง โดยจะต้องพิจารณาปรับหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการคัดเลือกด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33219&Key=hotnews

ศาล ปค.พิษณุโลกยกฟ้องคัด ‘ผอ.สพม.’ ก.ค.ศ.เดินหน้าสรรหา 50 ตำแหน่งว่าง Read More »

สสช.เผยผลสำรวจแท็บเล็ต ป.1 เป็นสื่อทันสมัยแต่มีปัญหาสายตา

2 กรกฎาคม 2556

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหาร ครูผู้สอน ในโครงการแจกแท็บเล็ตเด็ก ป.1 พบว่า แท็บเล็ตเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย จูงใจให้เด็กสนใจเรียน แต่มีผลเสียในเรื่องสายตา สุขภาพ และออกกำลังกายน้อยลง แนะควรแจกเครื่องที่มีคุณภาพมากกว่านี้

นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยผลการสำรวจความพึงพอใจเกี่ยวกับนโยบายการแจกแท็บเล็ตเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พ.ศ. 2556 พบว่า ผู้ บริหารและครูผู้สอนของโรงเรียนที่อยู่ในข่ายของการจะได้รับการจัดสรรเครื่องแท็บเล็ต ส่วนใหญ่ ร้อยละ 96.4 และร้อยละ 92.5 พึงพอใจต่อนโยบายการแจกเครื่องแท็บเล็ตให้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในระดับปานกลางถึงมากที่สุด ส่วนผู้บริหารและครูผู้สอนที่พึงพอใจในระดับน้อยถึงน้อยสุด มีร้อยละ 3.6 และร้อยละ 7.5 ตามลำดับ

นอกจากนี้ ผู้บริหารโรงเรียนและครู ผู้สอนเห็นว่านโยบายการแจกเครื่องแท็บเล็ต มีผลดี3อันดับแรกได้แก่มีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย จูงใจให้เด็กอยากเรียนรู้ และสนใจการเรียนมากขึ้น ร้อยละ 93.1 และร้อยละ 87.5 ทำให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้พื้นฐานในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวนร้อยละ 85.8 และร้อยละ 83.4 และทำให้เด็กเรียนรู้ก้าวทันโลกโลกาภิวัตน์ การเรียนรู้ไม่จำกัด เวลาและสถานที่ ร้อยละ 82.5 และร้อยละ 78.9

ส่วนผลเสีย 3 อันดับแรก ได้แก่ มีปัญหาเรื่องสายตา ปัญหาด้านสุขภาพ ออกกำลังกายน้อยลง ร้อยละ 56.5 และร้อยละ 59.4 ไม่เหมาะกับวุฒิภาวะของเด็กนักเรียนชั้น ป.1 เพราะจะทำให้ทักษะการใช้มือ เขียนไม่เป็น ร้อยละ 53.6 และร้อยละ 53.2 และมีโอกาสอยู่ในโลกไซเบอร์ (Cyber) มาก ทำให้ขาดมนุษยสัมพันธ์ ลดการเล่นกับ เพื่อน ๆ ร้อยละ 45.0 และร้อยละ 44.6 ทั้งนี้ ผู้บริหารของโรงเรียนได้ให้ข้อเสนอแนะต่อการใช้เครื่องแท็บเล็ตให้เกิดประสิทธิภาพ ได้แก่ ควรเพิ่มเนื้อหาสาระ แบบฝึกหัดลงในโปรแกรมให้มากขึ้น ควรแจกเครื่องแท็บเล็ตที่มีคุณภาพ และจัดอบรมครูผู้สอนในเรื่องการใช้เพิ่มเติม.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33218&Key=hotnews

สสช.เผยผลสำรวจแท็บเล็ต ป.1 เป็นสื่อทันสมัยแต่มีปัญหาสายตา Read More »

สกอ.ร่วมควอท.เปิดห้องเรียนอาจารย์ พัฒนาวิชาชีพสอน-ผลิตบัณฑิตคุณภาพครบ 5 ด้าน

1 กรกฎาคม 2556

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แจ้งว่า โดยที่สถาบันอุดมศึกษาถือเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้และเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตบัณฑิตที่ดีและมีคุณภาพเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศ กลไกสำคัญที่เป็นเครื่องมือในการผลิตบัณฑิตเหล่านี้คือการจัดกระบวนการเรียนการสอนให้มีคุณภาพรองรับกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21  โดยมีอาจารย์ผู้สอนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีส่วนทำให้การจัดกระบวนการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพได้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2552 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดกรอบมาตรฐานให้สถาบันอุดมศึกษา อาจารย์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหรือปรับปรุงหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพครอบคลุมอย่างน้อย 5 ด้าน คือ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะทางปัญญา ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือในการนำแนวนโยบายการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

รายงานข่าวระบุว่า เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา สกอ. ในฐานะหน่วยงานกลางในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย/สถาบัน ร่วมกับเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (ควอท.) จึงเห็นสมควรจัดการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง สอนเก่งเร่งการเรียนรู้ขึ้น ในวันที่ 18-19 ก.ค.นี้ ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาไทย รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนคณาจารย์ให้ได้รับความรู้ และเปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การสอนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการพัฒนาจัดการเรียนการสอนให้เกิดการขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมต่อไป

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33214&Key=hotnews

 

สกอ.ร่วมควอท.เปิดห้องเรียนอาจารย์ พัฒนาวิชาชีพสอน-ผลิตบัณฑิตคุณภาพครบ 5 ด้าน Read More »

คอลัมน์: สถานีก.ค.ศ.: แนวทางป้องกันและการแก้ไขปัญหากรณีนักเรียนถูกล่วงละเมิดสิทธิ

1 กรกฎาคม 2556

ประสาน ยินดีชัย
ผู้อำนวยการภารกิจเสริมสร้างและมาตรฐานวินัย
ด้วยปรากฏว่า มีนักเรียนเป็นจำนวนมากถูกล่วงละเมิดสิทธิทั้งล่วงละเมิดทางร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ อันเกิดจากการกระทำของครูที่สอนและมีความใกล้ชิดกับนักเรียนเหล่านั้น และบุคคลภายนอก สำนักงาน ก.ค.ศ.มีความห่วงใยและตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของเด็กนักเรียนที่ถูกกระทำ จึงขอวิงวอนให้เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาพึงปฏิบัติดังนี้

1.ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กระทำการล่วงละเมิดทางร่างกายนักเรียน โดยไม่มีสิทธิหรือโดยมิชอบ อันได้แก่การทำร้ายร่างกาย การลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุหรือโดยวิธีที่ไม่เหมาะสม

2.ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กระทำการล่วงละเมิดทางเพศ หรือมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมในทางเพศกับนักเรียนดังต่อไปนี้
2.1 กระทำชำเรา ไม่ว่ากระทำโดยที่นักเรียนยินยอมหรือไม่ก็ตาม หรือกระทำอนาจารต่อนักเรียน เช่น สัมผัส กอดรัด จับต้องอวัยวะอันพึงสงวน หรือแตะต้องเนื้อตัวร่างกายด้วยอารมณ์ใคร่
2.2 กระทำการใดๆ อันเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนค้าประเวณี ซึ่งรวมถึงการใช้บริการทางเพศจากนักเรียน
2.3 กระทำการใดๆ อันเป็นลักษณะมีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับนักเรียน เช่น การอยู่กับนักเรียนตามลำพังในที่รโหฐาน หรือในสถานที่อันไม่เหมาะสม เว้นแต่มีเหตุผลอันสมควร
2.4 กระทำการใดๆ อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถานภาพนักเรียน เช่น พานักเรียนไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

3.ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กระทำการใดอันเป็นการล่วงละเมิดด้วยวาจา อากัปกิริยา เช่น พูดจาเกี้ยวพาราสี พูดดูหมิ่น หยาบคาย หลอกลวง หรือกระทำการใดอันเป็นการบีบคั้นจิตใจนักเรียน

4.ให้ตระหนักในหน้าที่ของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะต้องสอดส่องดูแลด้วยความเข้าใจ จิตวิทยาวัยรุ่นประกอบด้วยหลักเมตตาธรรม พร้อมทั้งประสานกับพ่อแม่ ผู้ปกครองของนักเรียน

5.ให้ถือเป็นหน้าที่ของครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ถูกละเมิดทางเพศตามความเหมาะสม ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง นักเรียน ในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองสิทธินักเรียน

นอกจากนี้ ผู้บริหารสถานศึกษายังจะต้องควบคุม ดูแล มิให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น ในกรณีที่มีเหตุการณ์ล่วงละเมิดสิทธินักเรียน ต้องรีบดำเนินการให้ความช่วยเหลือบำบัดและฟื้นฟูจิตใจของนักเรียนทันที และรายงานผู้บังคับบัญชาหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33213&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานีก.ค.ศ.: แนวทางป้องกันและการแก้ไขปัญหากรณีนักเรียนถูกล่วงละเมิดสิทธิ Read More »