Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

ก.ค.ศ.ขึ้นบัญชีผู้บริหารโรงเรียน

1 กรกฎาคม 2556

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ. กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่เครือข่ายครูและผู้บริหารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ทบทวนมติก.ค.ศ.เรื่องการประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบผ่านเกณฑ์การสรรหา เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผอ.สถานศึกษา และ ผอ.สถานศึกษา โดยให้ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบผ่านเกณฑ์การสรรหาที่ทำคะแนนข้อเขียนได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 เป็นบัญชีผู้ผ่านการสรรหา เพื่อให้บรรจุเพิ่มเกินกว่าตำแหน่งว่างที่เคยประกาศไว้ ซึ่งที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติให้สำนักงานเลขาธิการ ก.ค.ศ.ไปรวบรวมข้อมูลว่า ในชั้นที่ประกาศตำแหน่งว่างนั้น ขณะนั้นมีจำนวนเท่าใด และวันที่ 1 ต.ค. นี้ ซึ่งจะมีผู้ที่เกษียณอายุราชการอีกเท่าใด เพื่อที่จะได้มาพิจารณาในที่ประชุมครั้งต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวเคยนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมก.ค.ศ.มา 3 ครั้ง ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติให้ยืนยันมติก.ค.ศ. ในการประชุมเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 56 ไว้ตามเดิม คือไม่อนุมัติให้ สพฐ.ประกาศขึ้นบัญชีผู้ผ่านเกณฑ์การตัดสินร้อยละ 60 จำนวน 1,224 คน เป็นบัญชีผู้ผ่านการสรรหา เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก.ค.ศ.กำหนด แต่ก็ยังมีการเสนอขอทบทวนเรื่องนี้เข้ามาอีก

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33212&Key=hotnews

 

ก.ค.ศ.ขึ้นบัญชีผู้บริหารโรงเรียน Read More »

กศน.จับมือครุฯจุฬาฯติวครูสอนภาษา

1 กรกฎาคม 2556

นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงาน กศน. ได้จัดการเรียนการสอนหลักสูตรการศึกษานอกระบบขั้นพื้นฐานภาคภาษาอังกฤษ (English Program) พร้อมทั้งดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์อาเซียนศึกษา กศน. เพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนาทักษะการใช้ภาษาของประชาชน ซึ่งทุกศูนย์จะจัดให้มีการเรียนการสอนภาษาของประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างน้อยศูนย์ละ 3 ภาษา โดยเน้นภาษาอังกฤษ กับ ภาษาจีน เป็นหลัก ส่วนอีก 1 ภาษา ให้จัดสอนภาษาของประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกัน เพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 นั้น สำนักงาน กศน.ได้ร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น เพื่อพัฒนาบุคลากรของ กศน.ที่จะร่วมจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศให้แก่ประชาชนตามโครงการดังกล่าว

เลขาธิการ กศน.กล่าวต่อไปว่า การจัดอบรมเพื่อพัฒนา บุคลากร กศน.จะมีด้วยกัน 4 โครงการ คือ 1. หลักสูตรการพัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนการสอนสำหรับครูและผู้ประสานงานหลักสูตร EP ซึ่งได้แก่ครูอาสาสมัคร กศน. หรือ ครู ศรช.ที่ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างครูชาวต่างชาติและผู้เรียนประจำศูนย์ กศน.ที่เปิดหลักสูตร EP ทั่วประเทศจำนวน 85 คน 2. โครงการพัฒนาภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียนสำหรับครูผู้สอนประจำศูนย์อาเซียนศึกษานำร่อง 15 ศูนย์ ศูนย์ละ 3 คน ซึ่งเป็นครูชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของภาษาทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีนและภาษาเพื่อนบ้าน 3. โครงการอบรมพัฒนาทักษะเทคนิคการสอนสำหรับครูชาวต่างชาติที่สอนหลักสูตร EP จำนวน 85 คน และ 4. โครงการหลักสูตรการสื่อสารภาษาอังกฤษพื้นฐานเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับครูและบุคลากรที่จะเดินทางไปอบรมภาษาที่ประเทศอังกฤษ จำนวน 56 คน ซึ่งทั้งหมดนี้จะอบรมในช่วงเดือน ก.ย. ถึงต้นเดือน พ.ย. จากนั้นผู้เข้าอบรมจะต้องมาขยายผลเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนด้านภาษาของ กศน.มีประสิทธิภาพพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนต่อไป.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33211&Key=hotnews

กศน.จับมือครุฯจุฬาฯติวครูสอนภาษา Read More »

วงการศึกษา..ขานรับ ‘จาตุรนต์’ ลุ้น ‘เพิ่มสปีดทำงาน-กล้าชน-ตัดสินใจเร็ว’

1 กรกฎาคม 2556

หมายเหตุ…จากกรณีที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) “ยิ่งลักษณ์ 5” และ นายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่แทนนายพงศ์เทพ เทพกาญจนารองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จะไปดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพียงตำแหน่งเดียว “มติชน” จึงสัมภาษณ์ความคิดเห็นนักวิชาการ และบุคคลในแวดวงการศึกษา เกี่ยวกับการปรับรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในครั้งนี้

นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ
อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
“นายจาตุรนต์เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มาแล้ว เชื่อว่าจะสานต่องานได้เร็ว เพราะมีพื้นฐานมาแล้ว โดยสิ่งที่อยากให้สานต่อจากนายพงศ์เทพ คือ การคืนความเป็นธรรมให้กับข้าราชการในอุดมศึกษา ที่เงินเดือนต่างจากครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยู่ 8% ซึ่งเรื่องนี้นายพงศ์เทพได้ดำเนินการมาระดับหนึ่งแล้ว ขณะเดียวกันอยากให้พิจารณาเรื่องการแยกกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย เพราะขณะนี้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำลังทำการวิจัยถึงข้อดี ข้อเสีย ตั้งแต่มีการรวมโครงสร้าง ซึ่งพบว่ามีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการที่ไม่คล่องตัว และมีแนวโน้มว่าทาง ทปอ.จะยืนยันขอแยกเป็นกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัยแน่นอน ส่วนในภาพรวมอยากให้เดินหน้าเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะการปฏิรูปหลักสูตร เพราะถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการศึกษาทั้งระบบ”

สุรวาท ทองบุ
คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
“ส่วนตัวสนับสนุน และรู้สึกพอใจที่นายจาตุรนต์ได้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ เพราะเป็นผู้ที่รับฟังทุกความคิดเห็นของทุกๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นใคร และอยู่ในระดับไหน และการได้คนที่มีประสบการณ์ จึงไม่ต้องมาเริ่มต้นใหม่ โดยสิ่งที่อยากให้ช่วยผลักดันคือการปฏิรูปการเรียนรู้ที่มีการริเริ่มกันมาตั้งแต่ปี 2549 รวมทั้งการผลิตครูเพื่อรองรับครูที่จะเกษียณอายุราชการในอีก 6-7 ปีข้างหน้าหลักแสนคน ซึ่งการผลิตครูจะต้องเน้นสาขาที่ขาดแคลน และเน้นการสร้างความเข้มแข็งในการผลิตครู เพราะขณะนี้ค่อนข้างอ่อนแอมาก อย่างไรก็ตาม ผมมีความเชื่อมั่นในตัวนายจาตุรนต์ว่าจะช่วยผลักดันงานการศึกษาได้”

วันชัย ศิริชนะ
อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
“การเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.บ่อย คงไม่กระทบกับการดำเนินงานของ ศธ.มากนัก เพราะหากรัฐบาลมีนโยบายด้านการศึกษาที่ชัดเจน ไม่ว่าใครจะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. การทำงานก็จะต้องมีความต่อเนื่อง แต่หากได้คนที่เข้าใจในเรื่องการพัฒนาและการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาครู อาจารย์ ให้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนด้วยแล้ว ก็ถือว่าดีอย่างยิ่ง เพราะ ศธ.ถือเป็นหัวใจที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น จึงต้องการคนที่มีความรู้ความเข้าใจ และตั้งใจจริง ที่อยากเห็นการศึกษาชาติดีขึ้น

“ส่วนที่มีข่าวว่านายจาตุรนต์จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.นั้น คิดว่าเหมาะสม เพราะนายจาตุรนต์เองก็เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มาแล้วหนึ่งสมัย จึงเชื่อว่าน่าจะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการศึกษาเป็นอย่างดี ทั้งนี้ ในส่วนของอุดมศึกษา อยากฝากให้เร่งผลักดันให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ และมีความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศได้ โดยอยากให้ช่วยผลักดันทรัพยากรต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้มหาวิทยาลัย จัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ”

สมพงษ์ จิตระดับ
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“การเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 แล้วในรัฐบาลชุดนี้ เป็นห่วงเรื่องนโยบายจะไม่ต่อเนื่อง แต่การเปลี่ยนจากนายพงศ์เทพเป็นนายจาตุรนต์ ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงนัก เพราะความคิดหลักของทั้ง 2 คน คือ หลักสูตร การปฏิรูป และการเรียนรู้ ฉะนั้น จึงน่าจะเป็นการต่อยอดและสานงานเก่ากันมากกว่า จึงไม่น่าเป็นห่วง และที่ผ่านมานายจาตุรนต์เคยทำเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้แล้ว ในขณะที่การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติก็เป็นฐานที่จะมาเชื่อมโยงและสอดคล้องกัน ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ต้องทำและริเริ่มคือ โครงการตำราแห่งชาติ ที่เป็นลักษณะวิจัยและพัฒนา ซึ่งนายจาตุรนต์ได้วางเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ 5-6 ปีก่อน การแก้ไขระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ การเข้ามาดูแลองค์การมหาชนอย่างสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ที่ควรต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ค่อนข้างมาก นอกจากนี้มีประเด็นที่นายจาตุรนต์ ต้องสานต่อจากตัวนโยบายของพรรคอีก 3-4 เรื่อง เช่น ตลาดแรงงานระดับกลาง การรับอาเซียน และการปฏิรูประบบครู

ข้อดีจากประสบการณ์ที่นายจาตุรนต์เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มาก่อน คือไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้งานกับองค์กร จะเข้ามาทำงานได้เลย ส่วนสิ่งที่เป็นประสบการณ์และปัญหาของนายจาตุรนต์ คือความเชื่องช้า การประนีประนอม ดังนั้น จึงอยากให้มีความรวดเร็ว เพราะในงานการศึกษาต้องการคนที่กล้าชน กล้าตัดสินใจ ไม่ใช่นักประนีประนอม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกันครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ต้องขอบคุณนายกฯ ที่ส่งคนที่เข้าใจงานการศึกษามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.”

ธวัชชัย พิกุลแก้ว
นายกสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย
“นายจาตุรนต์เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มา สมัยหนึ่งแล้ว จึงมีประสบการณ์ และเป็นที่ยอมรับของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สิ่งที่อยากให้เข้ามาพัฒนา และช่วยเหลือคือ การพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก การพัฒนาครู การแก้ปัญหาขาดแคลนครู และขาดแคลนผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้งอยากให้ตั้งสำนักงานสถานศึกษาขึ้นในแต่ละโรงเรียน เพื่อให้มีบุคลากรทำหน้าที่งานธุรการต่างๆ แทนครู อย่างงานด้านการเงิน พัสดุ ซึ่งปัจจุบันได้ให้ครูผู้สอนมาดูแลส่วนนี้ แต่กลับทำให้ครูมีความเครียดกันมาก เพราะไม่ได้เรียนมาทางด้านดังกล่าว นอกจากนี้ อยากให้เพิ่มความมั่นคงแก่ครูอัตราจ้างที่ทำงานมานาน โดยการบรรจุเป็น พนักงานราชการให้ เพื่อความมั่นคงในชีวิต ทั้งนี้ สำหรับงานเก่าๆ ที่ได้ทำกันไว้เล้ว ก็ควรจะสานต่อ เช่น การปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนที่กำลังดำเนินกันอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน”

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33210&Key=hotnews

วงการศึกษา..ขานรับ ‘จาตุรนต์’ ลุ้น ‘เพิ่มสปีดทำงาน-กล้าชน-ตัดสินใจเร็ว’ Read More »

คลอด 5 แนวทางผลิตครูใหม่ เพิ่มสัดส่วนรับสาขาขาดแคลน

1 กรกฎาคม 2556

นายพีระวุฒิ สุวรรณจันทร์ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า จากการประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3/2556 ได้กำหนดแนวทางการร่วมกับปฏิรูปการศึกษา 5 แนวทาง ได้แก่

1.การผลิตครูให้มีจำนวนที่เหมาะสม โดยจะเริ่มวางแผนการผลิตครูในปีการศึกษา 2557 ซึ่งจะเพิ่มจำนวนการผลิตในสาขาวิชาที่ขาดแคลน และลดจำนวนการผลิตในสาขาที่เกินความต้องการ

2.คัดกรองผู้เข้าเรียนครูอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น ผู้สมัครเข้าเรียนครูจะต้องผ่านการสอบที่มีมาตรฐาน และจัดสอบร่วมกันทั่วประเทศ จะต้องมีประวัติการเรียนที่ดี เพื่อให้ได้รับการยอมรับในวิชาชีพเพิ่มขึ้น

3.สร้างนวัตกรรมใหม่ในการผลิตครู ด้วยการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตครู เพื่อให้ได้ครูรุ่นใหม่ที่สอนด้วยวิธีการ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย

4.คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ต้องมีบทบาทในการชี้นำแนวคิดให้กับสังคม โดยครูรุ่นใหม่จะต้องมีความทันสมัย และเป็นผู้นำสูง สามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสังคม สร้างบรรยากาศการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการสอนให้ผู้เรียนมีแนวคิด และเข้าใจสิ่งใหม่ได้

5.สร้างบทบาทเชิงรุกผ่านสมาคมทางการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทำให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่มีบทบาท และเติบโตได้อย่างมีความหมาย ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่สภาคณบดีฯเน้นย้ำ และพยายามสร้างความร่วมมือกันในการพัฒนา

“การรับนักศึกษาเกินจำนวน ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพของการผลิตครู สิ่งสำคัญที่จะทำให้การวิจารณ์หมดไป จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงบทบาท และหน้าที่ของการผลิตครูในชั้นเรียนให้ตรงตามเป้าประสงค์ และผลิตครูที่มีคุณภาพ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนในการผลิตครู เพื่อให้ครูเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงชั้นเรียน ฉะนั้นแล้ว การปฏิรูปการศึกษาอาจไม่ประสบความสำเร็จ” นายพีระวุฒิกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33209&Key=hotnews

คลอด 5 แนวทางผลิตครูใหม่ เพิ่มสัดส่วนรับสาขาขาดแคลน Read More »

ตั้ง 11 ประธานอนุกรรมการคุรุสภา

1 กรกฎาคม 2556

นายอำนาจ สุนทรธรรม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการรองรับการดำเนินงานของคณะกรรมการคุรุสภา เมื่อเร็วๆ นี้ ได้คัดเลือกประธานอนุกรรมการ 11 คณะ ดังนี้ 1.นายสุรวาท ทองบุ ประธานคณะอนุกรรมการวางแผนประสานการผลิตครู 2.นายอมรชัย ตันติเมธ ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์การออกและการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา 3.นายเสรี แสงทองเขียว ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาในประจำการ 4.นายวินัย แบนสุภา ประธานคณะอนุกรรมการกระจายอำนาจไปสู่คุรุสภาส่วนภูมิภาค 5.นายโอภาส กลับแป้น ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาเครือข่ายวิชาชีพทางการศึกษา 6.นายธีระพันธ์ พุทธิสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการกฎหมายและระเบียบ 7.นายวิรัช จันทร์เกิด ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนวิชาชีพและองค์กรวิชาชีพสู่อาเซียนและนานาชาติ 8.นางรัชนี ชังชู ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กรคุรุสภา 9.นายสุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ 10.นายพลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง ประธานคณะอนุกรรมการวิจัยและพัฒนาการประกอบวิชาชีพ และ 11.นายเจริญ ไชยสมคุณ ประธานคณะกรรมการรับรองคุณวุฒิและเทียบประสบการณ์

“ในโอกาสที่รับตำแหน่งใหม่ มีแนวคิดในการทำงานว่าจะทำให้วิชาชีพครูได้รับการยอมรับเท่าเทียมกับวิชาชีพชั้นสูงอื่น และจะทำงานด้วยความโปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล และเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” นายอำนาจกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33208&Key=hotnews

ตั้ง 11 ประธานอนุกรรมการคุรุสภา Read More »

ชงตั้ง สนง.ลูกเสือโลกในไทย

1 กรกฎาคม 2556

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบการจัดสร้างค่ายลูกเสือระดับภาค ตามที่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติเสนอใช้พื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ ต.บ้านต้า อ.ขุนตาล จ.เชียงราย เป็นค่ายลูกเสือระดับภาคเหนือ ซึ่งมีเนื้อที่ 175 ไร่ โดยมีแผนพัฒนาการจัดสร้างค่ายลูกเสือดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2556-2558 ใช้วงเงิน 125 ล้านบาท ในปีแรกจะใช้งบประมาณของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ 20 ล้านบาท เพื่อปรับปรุง และพัฒนาสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่เดิมให้พร้อมเป็นค่ายลูกเสือระดับภาคเหนือทันที

“นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าการที่ประเทศไทยเสนอตัวเป็นสถานที่จัดตั้งสำนักงานลูกเสือโลกแห่งใหม่ ซึ่งจะย้ายที่ทำการจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเลขาธิการสำนักงานลูกเสือโลกได้เยือนประเทศไทย เพื่อดูสถานที่แล้ว คาดว่าจะพิจารณาคัดเลือกแล้วเสร็จประมาณเดือนกรกฎาคมนี้” นายพงศ์เทพกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33207&Key=hotnews

ชงตั้ง สนง.ลูกเสือโลกในไทย Read More »

อาชีวะของบปี 57 เพิ่มอีก 3 พันล้าน

1 กรกฎาคม 2556

ASTV ผู้จัดการรายวัน – สอศ.เตรียมขอแปรญัตติงบปี 57 เพิ่มเติมอีกกว่า 3 พันล้านบาท ใช้พัฒนาคนและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน โอดงบถูกหั่นทุกปี ในขณะที่หน่วยงานอื่นๆ ได้ปรับขึ้น

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้แจ้งให้ส่วนราชการต่างๆ ที่มีความจำเป็นต้องเสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 เพิ่มเติม ส่งคำของบประมาณมานั้น ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับงบปี 57 จำนวน 20,715 ล้านบาท จากเดิมที่ได้รับในปีงบ 56 จำนวน 21,548 ล้านบาท ซึ่งลดลง 804 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.74 และหากดูจากปีงบ 55-56 พบว่าลดลงรวมกว่า 1,700 ล้านบาท ซึ่งถือว่างบของ สอศ.ที่ได้รับลดลงทุกปีในขณะที่ส่วนราชการอื่นได้รับงบเพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน และคุณภาพการพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา สอศ.จึงได้เสนอคำขอแปรญัตติงบปี 57 เพิ่มเติม จำนวนกว่า 3,980 ล้านบาท

ทั้งนี้ การเสนอขอแปรญัตติเพิ่มงบ สอศ.จะนำไปใช้ในโครงการสำคัญๆ ได้แก่ โครงการสนับสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 736 ล้านบาทเป็นค่าอุปกรณ์การเรียนและค่าเครื่องมือประจำตัวนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 460,000 คน ให้ได้รับในอัตราใหม่ 1,600 บาทต่อคนต่อปี จากเดิม 460 บาทต่อคนต่อปีซึ่งไม่เพียงพอ โครงการแก้ปัญหาวิกฤตการขาดแคลนบุคลากรด้านอาชีวศึกษา เพื่อเป็นค่าจ้างครูอัตราจ้าง ทั้งในระดับ ปวช. ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และวิชาชีพระยะสั้น กว่า 500 ล้านบาท งบพัฒนาอาคารสถานที่ และเครื่องมืออุปกรณ์ช่างเพื่อขยายอาชีวศึกษาระดับอำเภอ จำนวนกว่า 1,900 ล้านบาท และโครงการผลิตกำลังคนเพื่อรองรับโครงการด้านคมนาคม 2.2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล การพัฒนาสื่อตำราเรียนภาษาอังกฤษและนำนักศึกษาทั้ง ปวช. และปวส.เข้าอบรมคุณธรรมจริยธรรม กว่า 841 ล้านบาท

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33206&Key=hotnews

อาชีวะของบปี 57 เพิ่มอีก 3 พันล้าน Read More »

นักเรียนเมินจ่ายหนี้ กยศ. ชี้หัวหมอซื้อเวลาไกล่เกลี่ย

1 กรกฎาคม 2556

นายเปรมประชา ศุภสมุทร กรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเด็กนักเรียนและนักศึกษาที่กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกรอ.ค้างชำระหนี้อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกยศ.ที่มีหนี้ค้างชำระล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 56 สูงถึง 48% หรือคิดเป็นวงเงิน 28,026 ล้านบาท จากจำนวนเงินกู้ยืมที่ครบกำหนดชำระหนี้ 58,011 ล้านบาท ขณะที่กรอ.มีหนี้ค้างชำระ 66% หรือคิดเป็นวงเงิน 231 ล้านบาท โดยมีนักศึกษาต้องชำระหนี้รวม 163,407 ราย ซึ่งถือว่าเป็นยอดค้างชำระที่ค่อนข้างสูงมาก

ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะนักเรียนนักศึกษาไม่ได้ให้ความสำคัญที่จะชำระหนี้คืนทั้ง 2 กองทุน รวมถึงอาจไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระคืน ที่สำคัญอาจเกิดจากช่องโหว่ที่ได้จัดทำโครงการไกล่เกลี่ยหนี้ที่แม้ตัวเองเป็นคนริเริ่มให้เกิดโครงการนี้ก็ตามแต่ปรากฏว่ามีการใช้ช่องทางนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงต้องการเรียกร้องเชิญชวนให้เด็กนักเรียนนักศึกษาที่กู้ยืมเงินจากทั้ง 2 กองทุนให้ความสำคัญกับการชำระหนี้คืนให้มากขึ้น เพราะนอกจากสร้างเครดิตให้กับตัวเอง ทดแทนคุณให้แผ่นดิน เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้องแล้วยังเปิดโอกาสให้รุ่นน้องมีโอกาสได้รับการศึกษามากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีการศึกษา 39-55 พบว่ามีนักเรียนนักศึกษาได้กู้ยืมเงินจากกยศ.ทั้งสิ้น 4.19 ล้านราย คิดเป็นเงินให้กู้ยืม 417,536 ล้านบาท ซึ่งมีเพียง 5% หรือ 203,273 รายที่ได้ชำระหนี้คืนเสร็จสิ้น ขณะที่ 62% หรือ 2.60 ล้านรายเป็นผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ อีก 21% หรือ 884,978 ราย เป็นผู้กู้ยืมที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 55 และอีก 12% หรือ 495,970 ราย เป็นผู้กู้ยืมที่อยู่ในช่วงปลอดหนี้

ส่วนนักศึกษาที่กู้ยืมเงินกรอ.ตั้งแต่ปีการศึกษา 49-55 นั้นมีผู้กู้รวมทั้งสิ้น 345,364 ราย คิดเป็นวงเงิน 14,156.92 ล้านบาท โดยครบกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่ปี 54 จำนวน 258,065 ราย คิดเป็นวงเงินกู้ยืมรวมทั้งสิ้น 7,777 ล้านบาทแต่วงเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้มีจำนวน 311 ล้านบาท ขณะที่ในปี 55 มีผู้ครบกำหนดชำระหนี้ 21,483 ราย วงเงินกู้ยืมรวม 2,712 ล้านบาท จำนวนที่ต้องชำระหนี้ 39 ล้านบาท

นอกจากนี้ในฐานะที่เป็นนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก ได้เตรียมพัฒนาระบบการศึกษาระดับอาชีวศึกษาในภาคตะวันออกให้ดีขึ้นโดยเฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานคุณภาพขาดแคลนในระดับอาชีวศึกษา โดยเตรียมเซ็นสัญญากับบริษัทเอกชน เพื่อผลิตนักศึกษาระดับอาชีวะในสาขาที่ต้องการ.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33204&Key=hotnews

นักเรียนเมินจ่ายหนี้ กยศ. ชี้หัวหมอซื้อเวลาไกล่เกลี่ย Read More »

สพฐ. เชิญครู – นร. 10 ประเทศอาเซียน เรียนรู้อัตลักษณ์เห็นคุณค่าการอยู่ร่วมกัน

28 มิถุนายน 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้ให้ความสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนของบุคลากรในสังกัด จึงได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมให้กับโรงเรียนผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค (Education Hub) โครงการพัฒนาสู่ประชาคมอาเซียน (Spirit of ASEAN) ที่จัดการเรียนรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนในรูปแบบศูนย์การเรียนรู้อาเซียน 3 รูปแบบ คือ แบบ Sister School Buffer School และ ASEAN Focus School โครงการภาษาที่สอง โครงการพัฒนาภาษาอังกฤษสู่อาเซียน โครงการโรงเรียนในฝัน โครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล เป็นต้น
ทั้งนี้ ได้มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในรูปแบบที่หลากหลาย รวมถึงการติดต่อสื่อสารกับโรงเรียนในประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนผ่าน ICT แต่อย่างไรก็ตาม การจัดโอกาสให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรงจากวิถีชีวิตของการอยู่ร่วมกันกับบุคคลอื่น ๆที่อาศัยอยู่ในประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน จะเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง รวมถึงสร้างความตระหนักและเจตคติที่ดีเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนและประเทศสมาชิกได้อย่างแท้จริง

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สพฐ.ได้มีการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการนานาชาติสู่ประชาคมอาเซียน ขึ้นครั้งแรกขึ้นเมื่อปี 2553 และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการสร้างความเข้าใจและการเห็นคุณค่าของการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน และอัตลักษณ์ของพลเมืองอาเซียน การสร้างเครือข่ายการศึกษาระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ดังนั้น สพฐ.จึงได้เชิญครูและนักเรียนจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน กว่า 100 คน เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมปฏิบัติการนานาชาติประชาคมอาเซียน ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “การทำงานร่วมกันเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 24 – 29 มิถุนายน นี้ ณ ชลพฤกษ์รีสอร์ท จ.นครนายก

นายชินภัทร กล่าวด้วยว่า สำหรับกิจกรรมที่สพฐ.จัดขึ้น นอกจากจะมีการแลกเปลี่ยนศิลปะวัฒนธรรม การเรียนรู้ในเรื่องของหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและผู้อื่น การทำงานร่วมกันเป็นทีม การสร้างความรู้และการแบ่งปัน ผ่านกิจกรรมปฏิบัติการ เกม และการอภิปรายกลุ่มย่อย เพื่อก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในการเป็นประชาคมอาเซียนร่วมกัน แล้วยังมีการจัดเทศกาลอาเซียนประกอบการเรียนรู้ และศึกษาดูงานสถานที่สำคัญ ๆของประเทศไทย อาทิ พาครูและนักเรียน 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ทัศนศึกษาพระบรมมหาราชวัง และพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยกิจกรรมต่าง ๆที่สพฐ.จัดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 2 นี้ จึงคาดหวังว่าจะทำให้ครูและนักเรียนที่เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมทุกคนเกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน และอัตลักษณ์ความเป็นประชาคมอาเซียน เห็นคุณค่าต่อการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน และสร้างเครือข่ายการศึกษาระหว่างกลุ่มประชาคมอาเซียนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33195&Key=hotnews

สพฐ. เชิญครู – นร. 10 ประเทศอาเซียน เรียนรู้อัตลักษณ์เห็นคุณค่าการอยู่ร่วมกัน Read More »

จี้ “คุรุสภา” ร่วมครุศาสตร์พัฒนาครู

28 มิถุนายน 2556

ศ. ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานกรรมการคุรุสภา เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการการดำเนินงานของคุรุสภา ได้หารือถึงแผนการดำเนินงานของคุรุสภา โดยชี้ให้เห็นถึงครูและวิชาชีพครูมีปัญหามากเริ่มตั้งแต่คนเก่งคนดียังไม่เข้ามาเป็นครูมากพอ สถาบันผลิตครูยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร งานครูไม่ท้าทาย อีกทั้งครูยังมีปัญหา เศรษฐกิจ กลุ่มผู้นำครูบางกลุ่มยังเน้นการเมืองมากกว่าวิชาการ ดังนั้น คุรุสภามีหน้าที่ต้องพัฒนาครูให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพสูงโดยจะต้องร่วมกับคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ คัดเลือกเด็กที่มาเรียนครูให้ได้คนเก่งและสนใจเป็นครูจริงๆ และมุ่งมั่นพัฒนาให้สถาบันผลิตครูเป็นสถาบันชั้นเลิศ ไม่ใช่เป็นสถาบันชั้นรองอย่างที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ จะต้องยกระดับการพัฒนาให้คุรุสภาเป็นองค์กรเข้มแข็ง เริ่มตั้งแต่การเตรียมบุคลากรให้ทันสมัย เรียนรู้แนวคิดและวิธีการใหม่ๆ ตามทันเทคโนโลยี พัฒนาขีดความสามารถในการให้บริการได้อย่างเต็มที่กับครูและประชาชนทั่วไป ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือครูประจำการที่มีภาระอื่นมากกว่าการสอน หรือการไม่ได้รับความเป็นธรรมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนวิทยฐานะ ทั้งนี้ การทำงานของคุรุสภาควรนำข้อมูลจากการวิจัยมาเป็นฐานการทำงานให้เชื่อถือได้และมีหลักการ.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33193&Key=hotnews

จี้ “คุรุสภา” ร่วมครุศาสตร์พัฒนาครู Read More »