Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

ร้อง! ครูลวนลามศิษย์เพศเดียวกันมากขึ้น อ.ก.ค.ศ.ด้านวินัย จี้ ผอ.สอดส่อง/โทษไล่ออก-ริบใบวิชาชีพ

11 มิถุนายน 2556

นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)ในฐานะประธานคณะกรรมอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญ วินัยและการออกจากราชการ เปิดเผยว่า จากการทำหน้าที่เป็นประธาน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ พิจารณาโทษเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ พบว่ามีเรื่องร้องเรียนกรณีครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเพิ่มมากขึ้น และไม่ได้มีเฉพาะครูชายลวนลามทางเพศนักเรียนหญิงเท่านั้น แต่มีการร้องเรียนกรณีใหม่ พบครูมีพฤติกรรมลวนลามนักเรียนเพศเดียวกัน คือครูผู้หญิงลวนลามนักเรียนหญิง ครูผู้ชายลวนลามทางเพศนักเรียนชาย

ประธาน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ กล่าวต่อไปว่า ส่วนใหญ่ครูที่ลวนลามเด็กจะเป็นครูวิชาที่ต้องมีความใกล้ชิดกับเด็กนอกเวลาเรียน เช่น วิชาพลศึกษานาฏศิลป์ และล่าสุดที่มีร้องเรียนเข้ามาใหม่คือครูสอนคอมพิวเตอร์ เพราะต้องมีการสัมผัสเนื้อตัวเด็ก โดยส่วนใหญ่ครูที่ถูกร้องเรียนจะอยู่ในต่างจังหวัดมากกว่าในเขตกรุงเทพฯ สำหรับการพิจารณาโทษนั้น หากพบว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศจริง โทษคือไล่ออก หรือปลดออกทันที แต่ถ้าเป็นกรณีทำอนาจารเด็ก ก็ต้องดูว่าถึงขั้นไหน กระทำอย่างไรกับเด็ก และเคยกระทำความผิดกรณีอื่นมาหรือไม่ หากพบว่าขาดคุณสมบัติก็สามารถไล่ออกได้ทันที

“ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ วินัยและการออกจากราชการเพิ่งมีมติลงโทษข้าราชการครูคนหนึ่งที่ทำอนาจารเด็ก โดยให้ออกจากราชการและเสนอให้คุรุสภายกเลิกใบประกอบวิชาชีพด้วย เพื่อไม่ให้สามารถกลับมาเป็นครูได้อีก แม้จะเป็นโรงเรียนเอกชนก็ตาม ทั้งนี้ ส่วนใหญ่กรณีอนาจารจะเกิดกับเด็กประถม มากกว่ามัธยมเพราะยังเด็ก ส่วนล่วงละเมิดทางเพศจะเกิดกับนักเรียนมัธยมมากกว่า ซึ่งตนอยากฝากผู้บริหารโรงเรียนให้ช่วยสอดส่อง และสังเกตกิริยาอาการของครูกับนักเรียนให้มากขึ้น” นายอภิชาติ กล่าว และว่า นอกจากนี้ยังพบว่ามีข้อร้องเรียนว่าครูขายยาเสพติดเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งหากเป็นกรณีดังกล่าวจะถือว่ามีความผิดร้ายแรงมีโทษไล่ออกทันที

ด้านนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวว่าเมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้นำจดหมายร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของครูอาจารย์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เนื้อหาระบุถึงกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ เนตรนารี ในสถานศึกษาหลายแห่งที่มีการล้มวัวกินเหล้า เมาแล้วลวนลามเด็กโดยไม่มีใครกล้าโวยวายว่าขณะนี้ได้มอบหมายให้นายโรจนะ กฤษเจริญ รองเลขาธิการ กอศ. ตรวจสอบแล้วว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ และหากเป็นเรื่องจริง มีวิทยาลัยที่เกิดเหตุลักษณะนี้กี่แห่ง เพราะเรื่องนี้คงไม่ได้มีความผิดแค่โทษทางวินัยเท่านั้น แต่มีความผิดทางอาญาด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32982&Key=hotnews

ร้อง! ครูลวนลามศิษย์เพศเดียวกันมากขึ้น อ.ก.ค.ศ.ด้านวินัย จี้ ผอ.สอดส่อง/โทษไล่ออก-ริบใบวิชาชีพ Read More »

‘พงศ์เทพ’ กดปุ่มเปิดสอน หลักสูตร ป.ตรี 9 สถาบันอาชีวะ

11 มิถุนายน 2556

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ ประจำปีการศึกษา 2556 พร้อมกันครั้งแรก 9 สถาบันการอาชีวศึกษา ใน 43 วิทยาลัย โดยมี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)กล่าวว่า สอศ.ได้ทำพิธีเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือ สายปฏิบัติการ เป็นครั้งแรกในปีการศึกษา 2556 โดยเปิดสอนทั้งหมด 16 สาขาวิชา ใน 9 สถาบัน 43 วิทยาลัย รับนักศึกษาไว้ทั้งหมด 667 คน
ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการกำลังคนภายในประเทศ ปัจจุบันกำลังคนภายในประเทศ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรก เป็นแรงงานระดับฝีมือ คือผู้จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) กลุ่มที่ 2 เป็นแรงงานระดับเทคนิค คือ ผู้จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และประเภทที่ 3 คือ ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งในตลาดแรงงานปัจจุบันมีแต่ปริญญาตรีสายวิชาการ แต่ภาคอุตสาหกรรม ต้องการแรงงานปริญญาตรีสายปฏิบัติการ เพราะฉะนั้น จึงเป็นภารกิจที่อาชีวศึกษาต้องผลิตกำลังคนระดับปริญญาตรีสายปฏิบัติการตอบสนองกับตลาดแรงงานภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเปิดปริญญาตรีของอาชีวศึกษานั้น สอศ.ได้ให้วิทยาลัยรวมกลุ่มเข้ามาเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาเพื่อให้มีการแชร์ทรัพยากรทางวิชาการความร่วมมือร่วมกันและให้สถาบันเป็นผู้เปิดรับปริญญาตรี ปัจจุบันวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่มีความพร้อม 160 วิทยาลัยได้รวมกันเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาทั้งหมด 19 สถาบัน โดยใช้การรวมกลุ่มตามกลุ่มจังหวัด และมีการรวมกลุ่มวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เป็นสถาบันการอาชีวเกษตรอีก 4 สถาบัน

โดย สอศ.ไม่ประกันโอกาสการเรียนปริญญาตรีให้กับทุกคน เพราะยังมีข้อจำกัดในการรับอยู่ แต่ประกันว่าทุกหลักสูตรที่เปิดนั้น เป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพโดยหลักสูตรปริญญาตรีส่วนใหญ่จะเป็นหลักสูตรเจาะลึกเฉพาะทางและเป็นหลักสูตรอิงสมรรถนะ ซึ่งประกันได้เลยว่าผู้ที่เรียนจบจะมีสมรรถนะเช่นใด เช่นสาขายานยนต์ วิทยาลัยในอยุธยา จะเน้นในเชิงการประกอบรถยนต์

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32981&Key=hotnews

‘พงศ์เทพ’ กดปุ่มเปิดสอน หลักสูตร ป.ตรี 9 สถาบันอาชีวะ Read More »

สอศ.เปิดสอบ’ผอ.-รองฯ’ 216 ตำแหน่ง เว้น 4 จว.ใต้-แบ่งกลุ่ม’ ทั่วไป-ประสบการณ์’ รับสมัครถึง 16 มิ.ย. – สอบคัดเลือก 14 ก.ค.นี้

11 มิถุนายน 2556

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 10-16 มิถุนายน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กำหนดให้สถานศึกษาในสังกัดที่เป็นหน่วยรับสมัครประจำจังหวัด รับสมัครคัดเลือกสรรหาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ.ยกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ใน จ.สงขลา อ.จะนะ สะบ้าย้อย เทพา และนาทวี) จำนวน 68 ตำแหน่ง แบ่งเป็น กลุ่มทั่วไป จำนวน 34 ตำแหน่ง และกลุ่มประสบการณ์ 34 ตำแหน่ง ซึ่งได้กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้ารับการสรรหา แบ่งเป็น

1.กลุ่มทั่วไป เช่น ต้องเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัด สอศ. มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา เป็นรองผู้อำนวยการสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สพท. เจ้าหน้าที่บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษานิเทศก์ หรือบุคลากรทางการศึกษาอื่น 38ค (2) เป็นรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่มีประสบการณ์การบริหารไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากลุ่ม หรือหัวหน้าหน่วย หรือผู้อำนวยการกลุ่มเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการสรรหาโดยไม่มีเงื่อนไขระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง และ

2.กลุ่มประสบการณ์ เช่น ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษามาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี และมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่ารองผู้อำนวยการชำนาญการ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไม่ต่ำกว่า 5 ปี และมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าชำนาญการพิเศษ เป็นต้น

นายชัยพฤกษ์กล่าวต่อว่า สำหรับการสอบคัดเลือกในวันที่ 14 กรกฎาคม กลุ่มทั่วไปสอบเฉพาะข้อเขียน แบบปรนัย คะแนนรวม 200 คะแนน และกลุ่มประสบการณ์ คะแนนรวม 300 คะแนน แบ่งเป็น สอบข้อเขียน แบบปรนัย คะแนนเต็ม 200 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 60 ประวัติและผลงาน คะแนนเต็ม 100 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 40 ส่วนเกณฑ์การตัดสินผู้ได้รับการสรรหา กลุ่มทั่วไป ต้องได้คะแนนรวมสอบข้อเขียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 โดยเรียงลำดับตามคะแนนจากมากไปหาน้อย เท่ากับจำนวนตำแหน่งว่างในปัจจุบัน และจำนวนตำแหน่งที่คาดว่าจะว่างจากการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2556-2557 ส่วนกลุ่มประสบการณ์ ผู้ผ่านการสรรหาต้องได้คะแนนรวมสอบข้อเขียน และประวัติและผลงานไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 โดยเรียงลำดับตามคะแนนจากมากไปหาน้อย อย่างไรก็ตาม ผู้จะสมัครสอบคัดเลือกสามารถดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ www.boga.go.th

“นอกจากนี้ สอศ.ยังเปิดรับสมัครคัดเลือกตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ยกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจฯ จำนวน 148 ตำแหน่ง แบ่งเป็น กลุ่มทั่วไป 74 ตำแหน่ง และกลุ่มประสบการณ์ จำนวน 74 ตำแหน่ง โดยเปิดรับสมัครระหว่าง วันที่ 10-16 มิถุนายน เช่นเดียวกัน ณ สถานศึกษาในสังกัด สอศ.ที่กำหนดให้เป็นหน่วยรับสมัครประจำจังหวัด” นายชัยพฤกษ์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32980&Key=hotnews

สอศ.เปิดสอบ’ผอ.-รองฯ’ 216 ตำแหน่ง เว้น 4 จว.ใต้-แบ่งกลุ่ม’ ทั่วไป-ประสบการณ์’ รับสมัครถึง 16 มิ.ย. – สอบคัดเลือก 14 ก.ค.นี้ Read More »

ศธ.เล็งนำร่องหลักสูตรพื้นฐานใหม่ชั้น’ ป.1, 4- ม.1, 4′ 3 พันโรงเรียนปี’ 57

11 มิถุนายน 2556

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวในการปาฐกถาเรื่อง “พลิกโฉมการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน หลากหลายเส้นทางสู่การปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่ 21” ที่โรงแรมแกรนด์มิราเคิล กรุงเทพฯ ว่าการพัฒนาผู้เรียนที่แท้จริง สำคัญที่ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง จึงจะเกิดความรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่จากการสอนของครูอาจารย์เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งจากงานวิจัยเรื่องการวัดความคงอยู่ของความรู้และความจำของตัวบุคคลต่อการเรียนและสอน สหรัฐอเมริกา พบว่า หากครูสอนด้วยการให้ผู้เรียนจดบันทึกเพียงอย่างเดียว ผู้เรียนจะคงความรู้ และจำได้เพียง 5% หากผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างเป็นลำดับ โดยเฉพาะให้ผู้เรียนกลับไปทบทวนตำราเอง จะเพิ่มเป็น 10% หากใช้สื่อเทคโนโลยีช่วย กระตุ้นความน่าสนใจการเรียนการสอน จะเพิ่มเป็น 20% หากเรียนผ่านการสาธิตเป็นประจำ โดยเฉพาะผ่านการเห็นของจริง อย่างการเรียนแพทย์ หรือสาขาวิทยาศาสตร์ ต่างๆ จะเพิ่มเป็น 30% หากผู้เรียนได้พูด หรือแสดงออกสิ่งที่เข้าใจในชั้นเรียน และได้ลงมือปฏิบัติ จะเพิ่มเป็น 75% หากผู้เรียนได้ถ่ายทอด หรือไปสอนผู้อื่น จะเพิ่มเป็น 90% และหากผู้เรียนได้ทำโครงงาน หรือวิจัยกับสิ่งที่ศึกษาด้วยตัวเอง จะเพิ่มมากกว่านี้อีก ดังนั้น การเรียนรู้ด้วย ตัวเองเป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืนกว่ารูปแบบ อื่น

“การศึกษาไทยขณะนี้ กำลังทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ ซึ่งเดินหน้าไปกว่า 80% ในหลักสูตรใหม่จะใส่เนื้อหาความรู้ที่เหมาะสมกับพัฒนาการของสมอง ดังนั้น ตั้งแต่ระดับประถม มัธยมต้น จะเป็นเนื้อหาแบบบูรณาการ อย่างชั้น ป.1-2 จะเน้นเรียน 3 วิชาหลัก คือคณิตศาสตร์ ภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ และวิชาอื่นๆ จะเป็นวิชาบูรณาการ ส่วนมัธยมปลายค่อยแตก แขนงเป็นรายวิชาเยอะขึ้น เพราะมีความเฉพาะมากขึ้น แต่จะปรับลดชั่วโมงในห้องเรียน มาเปลี่ยนเป็นการเรียนนอกห้องเรียนผ่านกิจกรรมโครงงาน-ชมรมแทน คาดว่าหลักสูตรใหม่จะเริ่มใช้ในโรงเรียนนำร่อง ตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 โดยมอบให้มหาวิทยาลัยที่มีโรงเรียนเครือข่าย มากๆ ประมาณ 30 มหาวิทยาลัย นำร่อง เป็นกลุ่มแรก ตั้งเป้าว่าจะมีโรงเรียนในเครือข่ายฯ รวมประมาณ 3,000 แห่งนำร่อง ในระดับชั้น ป.1, ป.4, ม.1 และ ม.4 ก่อน” นายภาวิชกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32979&Key=hotnews

 

ศธ.เล็งนำร่องหลักสูตรพื้นฐานใหม่ชั้น’ ป.1, 4- ม.1, 4′ 3 พันโรงเรียนปี’ 57 Read More »

ทบทวนเปิด-ปิดเทอมรับอาเซียน สพฐ.พร้อมปรับเวลา-ห่วงเลื่อนมากกระทบเด็ก

10 มิถุนายน 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงการประชุมปรับเวลาเปิด-ปิดภาคเรียนของสถานศึกษาในสังกัด ศธ. มีมติให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กลับไปทบทวนรายละเอียดการเปิด-ปิดภาคเรียนของโรงเรียนระดับการศึกษาพื้นฐาน พร้อมเสนอทำประชาพิจารณ์อีกครั้ง หลังจาก สพฐ.กำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ วันที่ 10 มิ.ย. ขณะที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำหนดให้มหาวิทยาลัยสมาชิก เปิด-ปิดภาคเรียนตามปฏิทินอาเซียน คือ ระหว่างกลางเดือนส.ค.-ก.ย. ส่งผลให้ช่วงเวลาการเปิดภาคเรียนของทั้ง 2 ระดับห่างกันถึง 2 เดือน ว่า สพฐ.ทำประชาพิจารณ์ไปรอบหนึ่งแล้ว โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมคือวันที่ 10 มิ.ย. ส่วนจะให้ทำประชาพิจารณ์รอบใหม่หรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับมอบหมาย จึงยังไม่ทราบว่าจะให้พิจารณาใหม่เพิ่มเติมในด้านใด

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่จะให้ สพฐ.ศึกษาข้อมูลการเปิด-ปิดภาคเรียนระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ของชาติสมาชิกอาเซียนและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก สพฐ.ได้ศึกษาข้อมูลพร้อมกับเสนอไปตั้งแต่รอบแรกแล้ว ซึ่งหลังจาก รมว.ศธ.รับฟังข้อคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่าย จึงมีแนวคิดในรอบแรก คือ ไม่อยากให้การเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียนกระทบกับนักเรียน ผู้ปกครอง และวิถีชีวิตมากเกินไป ที่สำคัญคือโรงเรียนในชาติสมาชิกก็เปิดปิดภาคเรียนไม่ตรงกันอยู่แล้ว

“จริงๆ แล้วจะปรับอย่างไรก็อยู่ในวิสัยที่ทำ เพียงแต่การเตรียมการจะต่างกัน ถ้าเลื่อนออกไปไม่มากก็คงไม่ต้องปรับอะไร แต่ถ้าสมมติว่าเลื่อนออกไป 1-2 เดือน ก็คงต้องปรับ อย่างเรื่องตารางการสอบก็คงต้องมานั่งไล่กันใหม่เลย เพราะระบบการสอบโอเน็ต เอ็นที แกตแพต พวกนี้มีตารางล็อกอยู่ แต่หากมีคำสั่ง ซึ่งถือเป็นนโยบายให้ทำประชาพิจารณ์ใหม่ สพฐ.ก็จะเร่งทำทันที เพราะตอนนี้ สพฐ.ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการให้ทุกโรงเรียนเลื่อนไปเปิดภาคเรียนในวันที่ 10 มิ.ย.” นาย ชินภัทรกล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 11 มิ.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32970&Key=hotnews

ทบทวนเปิด-ปิดเทอมรับอาเซียน สพฐ.พร้อมปรับเวลา-ห่วงเลื่อนมากกระทบเด็ก Read More »

สกสค. : ก้าวแรก “ครอบครัวครู…เราดูแล”

10 มิถุนายน 2556

ก้าวเข้าสู่เดือนที่ 8 แล้วในการเข้ามาบริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)ของ”นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการ สกสค. คนปัจจุบัน ที่ได้เข้ามาผลักดันนโยบายต่างๆ มากมาย ดังนั้นในโอกาสพิเศษนี้จึงขอเปิดใจถึงนโยบายที่จะดำเนินการต่อไปในอนาคต แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้

“ก่อนมารับตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. มีงานที่ยังคั่งค้างอยู่และได้เกิดปัญหาขึ้นแล้วจนส่งผลมาจนถึงปัจจุบันทำให้ต้องมีการสะสาง โดยเฉพาะ โครงการการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ที่ได้มีการเสนอข่าวสารที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงไปมาก เพื่อตรวจสอบงานก่อสร้างดังกล่าวให้เป็นไปโดยสุจริต และโปร่งใส สกสค.จึงขอความร่วมมือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้า ร่วมตรวจสอบการดำเนินการ และได้มีผลสรุปการตรวจสอบโครงการว่าไม่พบการทุจริตในทุกขั้นตอน ตามหนังสือยืนยันจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ มายังสกสค.สองฉบับ และวันนี้ได้แก้ปัญหาด้วยการตั้งคณะทำงานเพิ่ม 3 ชุดเพื่อดำเนินการบริหารโครงการนี้ต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งงานจะสำเร็จตามที่คณะกรรมการชุดเดิมได้วางนโยบายไว้

“ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2555 นับถึงวันนี้ก็ผ่านมามากกว่า 6เดือนแล้ว มีการดำเนินการพัฒนางานประจำ ควบคู่ไปกับการกำหนดนโยบายเพื่อการเสริมสร้างองค์กรให้เข้มแข็ง การจัดสวัสดิการที่ยั่งยืน มั่นคง การยกย่องเชิดชูเกียรติครูและบุคลากรทางการศึกษา การส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาการจัดสวัสดิการและการส่งเสริมองค์การค้าให้ผลิตสื่อ อุปกรณ์การศึกษาที่มีคุณภาพ โดยเน้นให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สภา ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้กำหนดภารกิจให้กับองค์กรนี้เป็นผู้ดำเนินการจัดสวัสดิการและสวัสดิภาพที่ดีและมีคุณภาพให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน” มติชน 10 มิ.ย. 56 MCMUS0606POR.PDf saleสุ awปองานที่จะต้องทำต่อไปข้างหน้าจะเป็นเรื่องของการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาใน 2 ด้าน ได้แก่

1.ด้านเศรษฐกิจจะทบทวนข้อตกลงหรือMOUกับธนาคารออมสินในการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นสมาชิกอยู่กับสกสค. ซึ่งขณะนี้นโยบายภาครัฐด้านการเงินการธนาคารก็ได้ลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่สกสค.ต้องเข้ามาผลักดันในส่วนนี้ โดยได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาทบทวนข้อตกลงกับทางธนาคารออมสินแล้ว และคาดหวังว่าจะเป็นแนวทางที่จะช่วยเหลือสมาชิกในภาวะที่มีความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจ ภาวะที่หนี้สินครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์สูงสุดในการกู้เงิน

2. ปรับปรุงระบบจ่ายเงินค่าสงเคราะห์สมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา ในกรณีที่คู่สมรสถึงแก่กรรม(ช.พ.ส.)ที่เสียชีวิตให้รวดเร็วขึ้นโดยต้องจ่ายภายใน 30 วันหลังมีการประกาศรายชื่อผู้เสียชีวิตในแต่ละเดือน ซึ่งเดิมได้กำหนดให้จ่ายเงินภายใน 90 วันหรือมากกว่านั้น โดยนโยบายนี้ได้ประกาศออกไปแล้วและจะเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายนนี้ เป็นต้นไป

3. การดูแลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่พิเศษ เช่น พื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่กันดาร พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สกสค.ได้ทำโครงการช่วยเหลือให้มีความรวดเร็วและถึงมือผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งการดูแลการศึกษาบุตรของข้าราชการครูและบุคลากรฯกลุ่มนี้ที่เสียชีวิตหรือประสบภัยให้ได้เรียนจนถึงระดับปริญญาตรี และในอนาคตหากบุตรของครูและบุคลากรฯ เรียนจบและประสงค์จะทำงานในหน่วยงานของสกสค.จะให้รับเข้าทำงานเป็นกรณีพิเศษ

4. การส่งเสริมการยกย่องเชิดชูเกียรติ ส่งเสริมเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของครู ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา เช่น การนำครูไปทัศนศึกษาสถานที่ตามรอยพระพุทธเจ้า ณ ประเทศอินเดีย การสรรหาครูผู้มีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อการยกย่องเชิดชูเกียรติ
สิ่งที่จะผลักดันทำในอนาคต คือการลดค่าใช้จ่ายในภาคครัวเรือนของข้าราชการครูฯ ทุกสังกัด จะมีการจำหน่ายสินค้าในราคาสวัสดิการที่สำนักงานสกสค.จังหวัด เป็นสวัสดิการภายในหน่วยงานโดยให้สมาชิกที่เป็นครูถือบัตรเครดิต ที่มีวงเงินครัวเรือนละ 20,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิต เช่น การซื้อข้าวสาร น้ำมันพืช เป็นต้น โดยจะประสานกระทรวงพาณิชย์ และองค์การตลาดเพื่อการเกษตร(อตก.) เพื่อหาสินค้าคุณภาพราคาไม่แพงมากนักมาจำหน่ายแก่สมาชิก แนวทางดังกล่าวนอกจากจะสนองนโยบายรัฐบาลในการลดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังเป็นการช่วยเหลือครอบครัวครูในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ในเรื่องของสุขภาพของข้าราชการครูฯ ทางสกสค.มีแนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาลภูมิภาคขึ้น จะนำร่องก่อนในภาคกลาง และขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาแล้ว โดยการตั้งโรงพยาบาลของสกสค.มีเป้าหมายเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่เป็นข้าราชการครูฯด้วยราคาที่ไม่แพงเป็นราคาสวัสดิการ และยังเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามารับบริการได้ด้วย

นอกจากนี้จะหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมาดูแลครูที่ประสบหนี้สินวิกฤติ หรืออยู่ระหว่างการฟ้องร้อง ที่มีอยู่ประมาณ 2,000 คน ทางสกสค.กำลังประสานกับสถาบันการเงินให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าร้อยละ 5 ต่อไป เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในหนี้สิน และที่สำคัญทำให้เพื่อนครูเหล่านี้มีพื้นที่ที่จะยืนอยู่ในสังคมได้
ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจของผมที่จะมุ่งมั่นทำงาน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเพื่อนครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา ทุกคน
www.otep.go.th โทร. 0 2282 3831

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32969&Key=hotnews

สกสค. : ก้าวแรก “ครอบครัวครู…เราดูแล” Read More »

คอลัมน์: สถานี กคศ. : การมอบหมายผู้แทน ก.ค.ศ. กำกับดูแล การดำเนินการสอบแข่งขัน ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1 ปี พ.ศ.2556

10 มิถุนายน 2556

ตามที่ ก.ค.ศ.มีมติกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย และกำหนดให้ดำเนินการสอบแข่งขัน ครั้งที่ 1 ปี พ.ศ.2556 ในวันที่ 22-24 มิถุนายน 2556 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) ประธาน ก.ค.ศ. ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เรื่อง มอบหมายอนุกรรมการผู้แทน ก.ค.ศ. และอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการบริหารงานบุคคล ปฏิบัติราชการ ประกาศ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2556

สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้จัดประชุมผู้แทน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ.ตั้งในส่วนราชการ ที่ดำเนินการสอบแข่งขันดังกล่าว ในวันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2556 ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช) เป็นประธานการประชุมและมอบนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินการสอบ โดยให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ.ส่วนราชการ ดำเนินการให้การสอบแข่งขันเป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดถือระบบคุณธรรม ความเสมอภาค ความโปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มาสู่วิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูง เหมือนในอดีตที่สังคมไทยให้ความเคารพและนับถือครูมาโดยตลอด ที่สำคัญอย่างยิ่งสังคมมุ่งหวังที่จะให้การสอบครั้งนี้บริสุทธิ์ ยุติธรรม

จากนั้น รองศาสตราจารย์ ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ใน ก.ค.ศ. ได้เป็นวิทยากรมอบแนวทางการกำกับ ติดตาม ดูแล การดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นไปตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ และรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอรายงานต่อ ก.ค.ศ. ซึ่งครั้งนี้หน่วยสอบใดที่จัดสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแบบอย่างที่ดี จะใช้เป็นองค์ความรู้พื้นฐานในการเป็นต้นแบบการดำเนินการสอบสำหรับหน่วยสอบที่จะสอบในอนาคตซึ่งเข้าลักษณะการจัดการความรู้เกี่ยวกับการดำเนินการสอบ

ช่วงท้าย เลขาธิการ ก.ค.ศ. (ดร.รัตนา ศรีเหรัญ) ได้อธิบายหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขัน พร้อมร่วมตอบคำถามในประเด็นต่างๆ และสำนักงาน ก.ค.ศ. จะได้มีหนังสือส่งผู้แทน ก.ค.ศ.ไปดูแลการสอบ ในระหว่างดำเนินการสอบ ณ หน่วยสอบต่อไป

ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจอันแน่วแน่ และเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่จะให้การสอบแข่งขันเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว เพื่อได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม ให้กับเยาวชนไทย ต่อไป

ศรีชัย พรประชาธรรม
ผู้อำนวยการภารกิจนโยบายและระบบบริหารงานบุคคล

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32968&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานี กคศ. : การมอบหมายผู้แทน ก.ค.ศ. กำกับดูแล การดำเนินการสอบแข่งขัน ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1 ปี พ.ศ.2556 Read More »

สรุปผลสอบ ‘ศศิธารา’ สัปดาห์นี้ ก่อนให้ผู้ถูกกล่าวหาส่งหลักฐานแย้ง

10 มิถุนายน 2556

นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และนายภูมิพิชญ์ วโรดมรุจิรานนท์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ รักษาการตำแหน่งที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรณีเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์อาชีวศึกษา โครงการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะที่ 2 : ไทยเข้มแข็ง 2555 สูญหาย และส่อว่าจะเกิดความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์โครงการดังกล่าว เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) แต่ ก.พ.ค.ไม่รับเรื่องไว้พิจารณา และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้สั่งการให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยฯเร่งดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็วนั้น ขณะนี้การดำเนินการสอบสวนใกล้เสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าภายสัปดาห์นี้จะส่งสรุปข้อกล่าวหา พร้อมพยานหลักฐาน หรือ สว.3 ให้ผู้ถูกกล่าวหา เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาส่งหลักฐานโต้แย้งกลับมาให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยฯพิจารณา

“ขณะนี้การดำเนินการสอบสวนวินัยฯเป็นการสอบสวนในส่วนของผู้กล่าวหาพร้อมพยานหลักฐาน ซึ่งใกล้เสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังบอกไม่ได้ว่าผลการสอบสวนจะชี้ไปในทิศทางใด เพราะยังไม่ได้สอบสวนผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้โต้แย้ง และชี้แจงในส่วนที่ถูกกล่าวหาก่อน ทั้งนี้ ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการสอบสวนวินัยฯจะพิจารณาเอกสารชิ้นล่าสุดที่ สอศ.ส่งมาให้ หลังจากนั้นน่าจะสรุปผลการสอบสวนในส่วนของผู้กล่าวหาได้” นายอภิชาติกล่าว

นายอภิชาติ กล่าวว่า กรณีที่นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยร้ายแรงนายศุภชัย สมัปปิโต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) และผู้เกี่ยวข้อง กรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชี้มูลเรื่องการทุจริตในการเบิกจ่ายเงินโครงการก่อสร้างอาคารวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ มมส.วงเงิน 88 ล้านบาท มีพฤติการณ์ไม่ชอบด้วยระเบียบ กฎหมาย หรือมีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงิน หรือทรัพย์สินของราชการ และกรณีร้องเรียนกล่าวหาการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษอธิการบดี โดยใช้เงินรายได้ ให้แก่นายศุภชัย โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบ หรือกฎหมายกำหนด ล่าสุด นายพิษณุเปิดเผยผลจากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่าการก่อสร้างอาคารวิทยพัฒนาฯ มีขบวนการทุจริตแน่นอน เพราะการดำเนินการทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ โดยผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริต มีตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ไปจนถึงผู้บริหารนั้น ยังไม่ทราบรายละเอียด เพราะนายพิษณุยังไม่ได้ส่งสรุปผลการสอบสวนมาให้พิจารณา

“การสอบสวนชุดนายพิษณุ ถือเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลว่ากรณีดังกล่าวจะถึงขั้นต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งเป็นอำนาจของผมในการพิจารณา และแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดี กระบวนการสอบสวนก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะถือว่ายังเป็นข้าราชการ ส่วนจะสามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้หรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละมหาวิทยาลัย เพราะบางแห่งไม่ได้ระบุไว้ว่าหากอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวน ไม่สามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้” นายอภิชาติกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32967&Key=hotnews

สรุปผลสอบ ‘ศศิธารา’ สัปดาห์นี้ ก่อนให้ผู้ถูกกล่าวหาส่งหลักฐานแย้ง Read More »

ระดับ’หัวหน้า’เขตพท.ทั่วปท.เตรียมเฮ! ก.ค.ศ.ชงขยับขึ้น’ชำนาญการพิเศษ’ได้ ลุ้นศาลชี้ขาดเกณฑ์หา’ผอ.สพม.’ 27 มิ.ย.

10 มิถุนายน 2556

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำกรอบอัตรากำลังของบุคลากรทางการศึกษาอื่น 38ค (2) ประมาณ 10,000 กว่าคน ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ว่า ยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายละเอียด และความถูกต้องเหมาะสมของกรอบอัตรากำลังดังกล่าวใน สพป.และ สพม.ซึ่งจะต้องดูเส้นทางความก้าวหน้าของบุคลากรกลุ่มนี้ด้วย ไม่ใช่ว่าใครอยู่ในระดับไหนก็ได้เท่าเดิม ฉะนั้น จะต้องดูในรายละเอียดทั้งหมด อย่างตำแหน่งหัวหน้าประชาสัมพันธ์ที่มีประมาณ 150 กว่าเขตพื้นที่ฯ ที่ยังไม่สามารถปรับเป็นชำนาญการพิเศษได้ เพราะปริมาณงานยังไม่เพียงพอกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้น จะเสนอให้ได้ชำนาญการพิเศษทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้มีการเรียกร้องมาหลายปี นอกจากนี้ ในกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นระดับหัวหน้า แต่ยังไม่สามารถปรับเป็นชำนาญการพิเศษได้ ก็จะพิจารณาปรับให้ด้วยเช่นเดียวกันเพื่อความก้าวหน้า

นางรัตนา กล่าวต่อว่า ส่วนการรอฟังคำพิพากษาของศาลปกครองพิษณุโลกในวันที่ 27 มิถุนายน จากกรณีที่กลุ่มรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองพิษณุโลกในปี 2553 ให้เพิกถอนประกาศคณะกรรมการสรรหา ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สพม.เนื่องจากกลุ่มรองผู้อำนวยการ สพป.ไม่มีสิทธิสมัครสอบคัดเลือก เนื่องจากในขณะนั้น ก.ค.ศ.ได้กำหนดคุณสมบัติว่าผู้สมัครสอบคัดเลือกที่มีประสบการณ์ใน สพป.ควรต้องสมัครใน สพป.จะสมัครคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการ สพม. ไม่ได้นั้น ทาง ก.ค.ศ.ยังทำอะไรไม่ได้ ต้องรอคำพิพากษาก่อน

“ถ้าศาลมีคำพิพากษาเห็นตามกลุ่มที่ยื่นฟ้อง ทาง ก.ค.ศ.จะต้องมาแก้คุณสมบัติมาตรฐานตำแหน่งก่อน แต่หากมีคำพิพากษาว่าคุณสมบัติที่ ก.ค.ศ.กำหนดถูกต้องแล้ว ทาง ก.ค.ศ.จะใช้ตัวมาตรฐานเดิม แต่อาจจะต้องปรับวิธีการสรรหาว่าจะใช้วิธีการสอบอย่างเดียว หรือจะรับคนมีประสบการณ์โดยไม่ต้องสอบ และกำหนดสัดส่วนของ 2 กลุ่มนี้ รวมทั้ง จะต้องขึ้นบัญชีหรือไม่ โดยการสรรหาจะต้องแยกเป็นผู้อำนวยการ สพป.และผู้อำนวยการ สพม.เช่นเดิม” นางรัตนากล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32966&Key=hotnews

ระดับ’หัวหน้า’เขตพท.ทั่วปท.เตรียมเฮ! ก.ค.ศ.ชงขยับขึ้น’ชำนาญการพิเศษ’ได้ ลุ้นศาลชี้ขาดเกณฑ์หา’ผอ.สพม.’ 27 มิ.ย. Read More »

กศน.เลย-อุดรปลื้มชาวบ้านเรียนม.6 จบ 8 เดือนทะลุเป้า

10 มิถุนายน 2556

นายบุญโชค พลดาหาญ ผอ.สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จังหวัดเลย เปิดเผยว่า สำนักงาน กศน.จังหวัดเลย ได้จัดโครงการยกระดับการศึกษาประชาชนจบชั้น ม.6 ใน 8 เดือน อย่างมีคุณภาพ โดยให้ประชาชนนำความรู้และประสบการณ์มาเทียบระดับการศึกษา เพื่อให้ได้รับวุฒิ ม.6 ซึ่งตามนโยบายสำนักงาน กศน.ได้ตั้งเป้าหมายในปีการศึกษา 2556 จะส่งเสริมให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 150,000 คน โดยในส่วนของสำนักงาน กศน.จังหวัดเลย มียอดประชาชนเข้าร่วมโครงการใน 14 อำเภอรวมทั้งหมด 1,879 คน จากจำนวนที่ได้รับมอบหมาย 1,620 คน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ได้รับมอบหมาย 259 คน

“การที่จังหวัดเลย มีผู้เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ให้ความสำคัญสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมีนโยบายให้ผู้นำชุมชนผู้นำท้องถิ่นทุกตำแหน่ง จะต้องมีวุฒิ ม.6 จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ช่วยให้มีผู้เข้าร่วมโครงการเกินเป้าหมาย เพราะอย่างน้อยก็มีกำนันกว่า 300 คน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 คนเข้าร่วมโครงการ” นายบุญโชค กล่าว

ด้านว่าที่ ร.ต.สมปอง วิมาโร ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่าในส่วนจังหวัดอุดรธานี นั้นต้องถือว่า นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและเชิญชวนบุคลากรข้าราชการ และประชาชนที่มีอาชีพมั่นคงให้เข้าโครงการโดยจัดรายการสายตรงผู้ว่าฯ และเชิญสำนักงาน กศน. ไปให้ข้อมูลเชิญชวนประชาชนมาเรียน เพื่อการต่อยอดความรู้และยังเป็นการเตรียมการเพื่อรองรับการจัดตั้งมหาวิทยาลัยอุดรธานี ในอนาคตอีกด้วย
“กศน.จังหวัดอุดรธานี ได้รับเป้าหมายที่จะต้องเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมโครงการ ให้ได้ทั้งหมดประมาณ 2,900 คน ซึ่งขณะนี้สามารถทำได้ถึงร้อยละ 80-90% แล้ว อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราต้องการเน้นคุณภาพของผู้ที่จะเข้าโครงการ โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งอายุ ความมั่นคงของอาชีพและความรู้พื้นฐาน เช่น ภาษาอังกฤษจะต้องได้คำศัพท์พื้นฐานอย่างน้อย300 คำ เป็นต้น เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์จริง และเรียนต่อระดับที่สูงขึ้นได้” ว่าที่ ร.ต.สมปอง กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32965&Key=hotnews

กศน.เลย-อุดรปลื้มชาวบ้านเรียนม.6 จบ 8 เดือนทะลุเป้า Read More »