Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

‘เสริมศักดิ์’ ส่ง 47 ชื่อ ส่อโกงสอบ ‘ครูผู้ช่วย’ ให้ ‘ดีเอสไอ-ก.ค.ศ.’

10 มิถุนายน 2556

‘เสริมศักดิ์’ พร้อมจัดส่ง 47 รายชื่อส่อทุจริตครูผู้ช่วย ให้ดีเอสไอ-ก.ค.ศ. ลุยสั่งการให้ออกจากราชการเพิ่ม ประธาน อ.ก.ค.ศ.บุรีรัมย์ เขต 1 พร้อมอ้าแขนรับผู้ทุจริตสอบแต่ชิงลาออกก่อน

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณีที่นายชอบ ลีชอ อดีตผู้ตรวจราชการ ศธ.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการหนังสือพิมพ์มติชนรายวันวิเคราะห์ข้อมูลการสอบครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 เมื่อเดือนมกราคม 2556 ได้นำเสนอผลการวิเคราะห์คะแนนกลุ่มที่สอบครูผู้ช่วยที่ผ่านมา ที่ได้คะแนนรวม 80-90% จำนวน 104 ราย ที่ทำข้อสอบในข้อ 34 ผิด โดยเลือกคำตอบข้อ ก เช่นเดียวกับกลุ่ม 344 คน พบว่ามีกลุ่มน่าสงสัยปานกลาง 30 กว่าคน และกลุ่มที่ระดับความน่าสงสัยเหมือนกับ 344 ราย จำนวน 47 คน ที่ค่อนข้างชัดเจนในการทุจริตว่า ได้รับข้อมูลดังกล่าวแล้ว และกำลังดูข้อมูลว่าจะมีประโยชน์ในด้านคดีอย่างไรบ้าง โดยจะต้องส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือส่วนงานที่เกี่ยวข้องไหนบ้าง ในส่วนของ 47 รายที่วิเคราะห์แล้วค่อนข้างชัดเจนว่าทุจริต จะต้องใช้กระบวนการเดียวกับ 344 ราย คือส่งข้อมูลให้ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และดีเอสไอ เพื่อแจ้งไปยังคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำเนินการเช่นเดียวกัน 344 ราย

นายเสริมศักดิ์กล่าวต่อว่า กรณีครูผู้ช่วยในกลุ่ม 344 ราย ได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปแล้ว แต่ได้ชิงลาออกก่อนที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จะมีมติสั่งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนดำเนินการให้ออก และมีบางหน่วยงานของ ศธ.จะรับคนกลุ่มนี้เข้าไปทำงานต่อนั้น ได้มอบให้ ก.ค.ศ.ไปศึกษาในข้อกฎหมายว่าการลาออกก่อนจะมีการดำเนินการสอบวินัยและคดีอาญา จะมีผลในเรื่องของการเสื่อมเสีย การทุจริต ด่างพร้อยในการรับราชการหรือไม่ จะได้แจ้งให้ส่วนราชการทุกหน่วยงานของ ศธ.ได้รับทราบเป็นแนวปฏิบัติกันต่อไป

“ส่วนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วยกรณีทั่วไป ประจำปี 2556 ที่จะสอบระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายนนี้ นอกจากผมได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้ประสานไปยังสถานีตำรวจภูธรทุกแห่ง ส่งสายสืบหาข่าวว่ามีกระบวนการทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วยในพื้นที่ใดหรือไม่ รวมทั้งการขอสนับสนุนเครื่องตรวจวัสดุต้องห้ามในการสอบ พร้อมทั้งการตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือในสนามสอบแล้ว ยังได้ประสานเพื่อขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เปิดสอบ แจ้งไปยังปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ช่วยกันสอดส่องด้วยว่ามีข่าวการทุจริตหรือไม่ รวมถึงได้ให้นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัด ศธ. มอบผู้ตรวจราชการออกตรวจเยี่ยมเขตพื้นที่ฯ 79 เขต ที่เปิดสอบคราวนี้ด้วย” นายเสริมศักดิ์กล่าว
นายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 3 กล่าวถึงความคืบหน้าจัดสอบบรรจุครูผู้ช่วยทั่วไป ในวันที่ 22-24 มิถุนายน ว่า สพป.นครราชสีมา เขต 3 ได้เตรียมสนามสอบไว้ 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนปักธงชัยประชานิรมิต, โรงเรียนปักธงชัยชุณหวัณวิทยาคาร และโรงเรียนบ้านเมืองปักสามัคคี มีผู้มีสิทธิสอบทั้งหมด 2,745 คน ใน 7 สาขาวิชาเอก ได้เตรียมมาตรการป้องกันการทุจริตสอบอย่างเข้มงวด ตั้งแต่เดินเข้ามาในสนามสอบ การตรวจเอกสาร การเฝ้าจับตาดูพฤติกรรม แปลกๆ รวมทั้งประสานรถดักจับสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ มั่นใจว่าจะไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นซ้ำอีกแน่นอน

นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ในฐานะประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 กล่าวว่า กรณีที่ดีเอสไอส่งรายชื่อผู้ที่เข้าข่ายทุจริต 344 คน มาให้พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายนั้น ในส่วนของ สพป.บุรีรัมย์ เขต 1 ได้รับข้อมูลจากดีเอสไอว่ามีผู้ที่ทำคะแนนสูงผิดปกติ 4 ราย ในจำนวนดังกล่าวเป็นผู้ที่ตอบข้อ 34 ผิด จำนวน 3 ราย แต่มีผู้ที่สอบบรรจุได้แค่ 2 รายเท่านั้น ดังนั้น จะนำทั้ง 2 ราย ที่ได้รับการบรรจุเข้าที่ประชุม อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ บุรีรัมย์ เขต 1 เพื่อพิจารณาสัปดาห์หน้า แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครชิงลาออก อย่างไรก็ตาม หากชิงลาออกก็มีสิทธิไปบรรจุเข้ารับราชการที่สังกัดอื่น
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ถือว่าคนเหล่านี้มีความด่างพร้อยทางศีลธรรมจริยธรรม สามารถรับราชการได้อีกหรือ นายประเสริฐกล่าวว่า แม้จะมีปัญหาด่างพร้อยทางศีลธรรมจริยธรรมก็จริง แต่เนื่องจากยังไม่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยใดๆ เพราะชิงลาออกก่อน จึงไม่มีประวัติ ดังนั้น จึงสามารถไปบรรจุรับราชการที่สังกัดอื่นได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีครูผู้ช่วยที่ส่อทุจริต และชิงลาออกมาสมัครเป็นครูที่ กศน.ทาง กศน.จะรับเข้าทำงานหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า รับสมัครได้ตามปกติ เพราะถือว่าไม่มีประวัติถูกสอบทางวินัย
นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวถึงความคืบหน้าในการดูแลการจัดสอบครูผู้ช่วยทั่วไป จัดสอบระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายน ว่า ก.ค.ศ.จะจัดส่งคณะทำงานจำนวน 80 คน ลงไปดูแลติดตามเกี่ยวกับการสอบครูผู้ช่วยทุกประเด็น ไม่ใช่เฉพาะประเด็นการทุจริตสอบเท่านั้น จะมีเครื่องมือให้ผู้แทนทั้ง 80 คน สำหรับจัดเก็บข้อมูล แต่ละคนจะลงไปดูแลคนละเขตพื้นที่ฯ หรือส่วนราชการที่จัดสอบ ซึ่งมีทั้งหมด 80 แห่ง จำแนกเป็น 78 เขตพื้นที่ฯ และ 2 ส่วนราชการ ได้แก่ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) และวิทยาลัยชุมชน (วชช.) โดยคณะทำงานจะเริ่มเดินทางล่วงหน้าลงไปสังเกตการณ์และเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน และกลับขึ้นมาในวันที่ 25 มิถุนายน ก่อนจะรายงานผลต่อ ก.ค.ศ.

นางรัตนากล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าในการสั่งให้ผู้เข้าข่ายทุจริตสอบครูผู้ช่วย ว12 ออกจากราชการตามหนังสือของดีเอสไอ และมติ ก.ค.ศ.จำนวน 344 ราย จาก 119 เขตพื้นที่ฯ นั้น จนถึงขณะนี้มีเขตพื้นที่ฯรายงานมายังสำนักงาน ก.ค.ศ.น้อยมาก มีเพียงแค่ 5 เขต เท่านั้น โดยมีกรณีที่ลาออกก่อนที่หนังสือของสำนักงาน ก.ค.ศ.ไปถึงเขตพื้นที่ฯ 2 ราย จาก 2 เขตพื้นที่ฯ ตนได้ข่าวว่าเป็นการลาออกเพื่อไปบรรจุรับราชการในบัญชีสอบแข่งขัน เป็นคนละบัญชีกับบัญชีสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย ว12 โดยสำนักงาน ก.ค.ศ.จะต้องตรวจสอบก่อนว่าเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ หากจริงต้องไปดูว่าผู้ลาออก 2 รายดังกล่าวทุจริตการสอบครูผู้ช่วย ว12 ครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ ถ้าทุจริต โดยหลักการต้องถือว่าขาดคุณสมบัติ และต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการต่อไป
“นอกจากนี้ มี 2 เขตพื้นที่ฯที่รายงานเข้ามาว่าได้สั่งการให้ผู้ที่มีรายชื่อตามหนังสือดีเอสไอ และ ก.ค.ศ.ออกจากราชการ และอีก 1 เขตพื้นที่ฯ รายงานว่าอยู่ในขั้นตอนเชิญผู้อำนวยการโรงเรียนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการให้ครูที่เข้าข่ายทุจริตออกจากราชการ ทั้งนี้ หลังจากที่เขตพื้นที่ฯรายงานข้อมูลเข้ามามากแล้ว สำนักงาน ก.ค.ศ.ถึงจะรวบรวมนำเสนอที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาต่อไป” นางรัตนากล่าว

ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 7 เปิดเผยกรณีดีเอสไอเรียกตัวผู้ที่สอบบรรจุครูผู้ช่วยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ได้ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา จำนวน 51 ราย มาสอบปากคำระหว่างวันที่ 4-7 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า ทราบว่ามีการนำข้อสอบชุดเดียวกันกับที่สอบในวันที่ 13 มกราคม 2556 สุ่มมาให้พยานทั้งหมดทดลองทำ 20 ข้อ แต่ละคนทำข้อสอบได้เพียง 8-9 ข้อเท่านั้น แม้ไม่สามารถวัดผลการทุจริตสอบได้ 100% ผู้ให้ปากคำอาจอ้างว่าอาจจะลืมไปแล้ว แต่เห็นว่าระยะเวลาในการเตรียมตัวสอบมานานหลายเดือน หากเป็นข้อสอบที่เคยผ่านตาเพียงไม่กี่เดือน ก็ไม่ควรทำข้อสอบเดิมได้คะแนนน้อยกว่าครึ่ง ต้องถามไปที่ดีเอสไอด้วยว่าข้อสอบที่นำมาให้ทำใหม่นั้น เป็นข้อสอบประเภทใด เช่น ประเภทใช้ความจำ ประเภทคิดวิเคราะห์ หรือประเภทวัดกระบวนการ หากเป็นประเภทความจำก็อาจลืมเลือนไปตามกาลเวลา แต่หากเป็นประเภทคิดวิเคราะห์ ต่อให้ทำใหม่กี่รอบก็จะสามารถคิดวิเคราะห์ได้เหมือนเดิมทุกครั้ง
“เรื่องนี้จะเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการจับผิดคนโกงสอบได้ ต่อจากนี้ไป เชื่อว่าทางดีเอสไอจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากจากพยานที่ให้ความร่วมมือ จะสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้หรือไม่นั้นไม่ค่อยมั่นใจนัก เพราะได้ข่าวว่าจะมีการตัดตอนให้คนผิดมาอยู่ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายคอมพิวเตอร์ที่พิมพ์ และผลิตข้อสอบ แล้วส่งมาให้ผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้กระจายเฉลยข้อสอบออกไป ในความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะการพิมพ์หรือผลิตข้อสอบ ไม่ได้อยู่ที่ จ.นครราชสีมา มั่นใจได้ว่าข้อสอบต้องหลุดมาจากผู้ใหญ่ระดับกระทรวงแน่นอน” ผศ.ดร.อดิศรกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32964&Key=hotnews

‘เสริมศักดิ์’ ส่ง 47 ชื่อ ส่อโกงสอบ ‘ครูผู้ช่วย’ ให้ ‘ดีเอสไอ-ก.ค.ศ.’ Read More »

สำรวจผู้เรียนครู 5 ปี ทั้งเกิน-ทั้งขาด’ไม่สมดุล’

10 มิถุนายน 2556

ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ
ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.)

จากการสำรวจจำนวนผู้เรียนในสถาบันผลิตครู จากมหาวิทยาลัยของรัฐเดิม มหาวิทยาลัยเปิด มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเอกชน สถาบันการพลศึกษา และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2556 พบว่า มีผู้เรียนในสาขาวิชาต่างๆ ในชั้นปีที่ 1-5 ที่จะสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2556-2560
ตามลำดับ จากมากไปหาน้อยดังนี้
1) พลศึกษา สุขศึกษา 54,542 คน
2) การปฐมวัย 27,136 คน
3) ภาษาอังกฤษ 24,748 คน
4) สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 22,884 คน
5) คณิตศาสตร์ 22,656 คน
6) ภาษาไทย 20,537 คน
7) วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทั่วไป 17,847 คน
8) คอมพิวเตอร์ศึกษา เทคโนโลยีการศึกษา 17,562 คน
9) การประถมศึกษา 8,119 คน
10) ดนตรี 4,180 คน
11) ชีววิทยา 4,024 คน
12) ศิลปศึกษา ทัศนศิลป์ จิตรกรรม 3,899 คน
13) นาฏศิลป์ (ไทย สากล) นาฏยดุริยางคศาสตร์ 3,810 คน
14) เคมี 2,917 คน
15) ฟิสิกส์ 2,813 คน
16) ภาษาจีน 2,229 คน
17) วิศวกรรมอุตสาหกรรม 2,203 คน
18) การศึกษา 2,025 คน
19) การศึกษาพิเศษ 1,834 คน
20) วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม 1,668 คน
21) วิศวกรรมเครื่องกล 1,594 คน
22) วิศวกรรมไฟฟ้า 1,283 คน
23) เกษตรกรรม เกษตรศาสตร์ สิ่งแวดล้อม 1,225 คน
24) วิศวกรรมโยธา 1,166 คน
25) จิตวิทยา 1,116 คน
26) คหกรรมศาสตร์ 980 คน
27) ธุรกิจศึกษา บริหารธุรกิจ 705 คน
28) อุตสาหกรรม 688 คน
29) ครุศาสตร์วิศวกรรม 410 คน
30) ภาษาญี่ปุ่น 337 คน
31) การวัด การวิจัย การประเมินผลการศึกษา 332 คน
32) เทคโนโลยีอุตสาหกรรมศึกษา 295 คน
33) ครุศาสตร์สภาพแวดล้อมภายใน 284 คน
34) ครุศาสตร์การออกแบบ 283 คน
35) การศึกษานอกระบบ 282 คน
36) สถาปัตยกรรม 248 คน
37) การสอนวิทยาศาสตร์ทั่วไป 169 คน
38) บรรณารักษ์ศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ 158 คน
39) วิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ 156 คน
40) ภาษาฝรั่งเศส 120 คน
41) การงานอาชีพและเทคโนโลยี 33 คน
42) การบริหารการศึกษา 13 คน
43) อิสลามศึกษา 12 คน

รวมผู้เรียนจะสำเร็จการศึกษาในทุกสาขา แต่ละปี ดังนี้ ปีการศึกษา 2556 จำนวน 29,844 คน ปีการศึกษา 2557 จำนวน 40,437 คน ปีการศึกษา 2558 จำนวน 56,382 คน ปีการศึกษา 2559 จำนวน 71,530 คน ปีการศึกษา 2560 จำนวน 61,329 คน ทั้งนี้ จนถึงปีการศึกษา 2560 หรืออีก 5 ปี จะมีผู้สำเร็จรวมทั้งสิ้น 259,522 คน

จากที่ สกอ. โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ. เป็นประธานการประชุมอธิการบดีและคณบดีในสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการผลิตครู 5 ปี เพื่อวางแผนการ ผลิตครู และมีการเสนอผลการสำรวจ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2556 พบว่ามีจำนวนผู้เรียนเกินความต้องการของหน่วยงานผู้ใช้ครูมากในบางสาขาวิชา และคาดว่าจะขาดแคลนในหลายสาขาวิชา และมีมติให้สถาบันฝ่ายผลิตพิจารณาทบทวนแผนการผลิตนั้น

ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2556 สภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) ได้ทำการสำรวจ ปรากฏว่าสาขาวิชาที่มีผู้เรียนเกินความต้องการมีจำนวนมากขึ้นอย่างน่าตกใจ และสาขาที่คาดว่าจะขาดแคลนก็ยังคงมีผู้เรียนน้อยตามเดิม และจำนวนภาพรวมเพิ่มขึ้นกว่า 20,000 คน คือ 259,522 คน จากเดิมที่พบจากการสำรวจครั้งก่อนประมาณ 240,000 คน ในขณะที่ข้อมูลครูจะเกษียณอายุราชการประมาณ 100,000 คน แต่เชื่อว่าจะได้อัตราแทนเพียง 20,000 คน หรือร้อยละ 20 เท่านั้น

โดยสรุป สถาบันฝ่ายผลิตครู ไม่สามารถลดจำนวนและเพิ่มจำนวนให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ อาจเป็นเพราะมี การกำหนดแผนการรับและประกาศรับสมัครไปแล้ว ทั้งระบบรับตรงและแอด มิสชั่นส์กลาง

สำหรับข้อแนะนำที่ ส.ค.ศ.ท.เคยหารือกันไว้คือ
1) ลดหรืองดรับผู้เรียนในสาขาวิชาที่ เกินความต้องการ โดยเฉพาะ 8 สาขา วิชา เพิ่มจำนวนผู้เรียนในสาขาวิชาที่ขาดแคลน กรณีสถาบันฝ่ายผลิตมีความพร้อม ในปีต่อไป
2) โอนย้ายผู้เรียนไปในสาขาวิชาที่เกินไปเรียนในสาขาวิชาขาดแคลน ตามความพร้อมของสถาบันฝ่ายผลิต ตามความสามารถ และตามความสมัครใจของผู้เรียน
3) สนับสนุนให้บัณฑิตเรียนเพิ่มในสาขาวิชาที่ขาดแคลน อีกสาขาหนึ่ง (ปริญญาเดียวกันสาขาที่สอง)
4) เปิดโอกาสให้สถาบันฝ่ายผลิต เทียบโอนหรือโอนย้ายนักศึกษาหรือรับบัณฑิตปริญญาอื่น เข้าเรียนในสาขาวิชาที่มีความขาดแคลน หรือเข้าเรียนในระดับปริญญาโท ทางการสอน
การแก้ปัญหากรณีสาขาวิชาที่มีการผลิตเกิน (หากยังคงจำนวนเท่าเดิม)
1) พัฒนาทักษะความสามารถพิเศษ เพื่อสร้างโอกาส และตรงตามความต้องการผู้จ้างงานอื่นนอกจากการเป็นครู
2) พัฒนาทักษะภาษาเพื่อให้สามารถสอนในโรงเรียนนานาชาติ หรือในประเทศอื่น ทั้งในอาเซียนและนานาชาติ เช่น ทักษะภาษาอังกฤษหรือภาษาอาเซียน
3) จัดให้มีการเรียนปริญญาอื่นควบคู่ไปด้วย
ส่วนตัวเห็นว่าสาขาวิชาที่มีผู้เรียนเกินความต้องการ คือสาขาวิชาที่มีผู้เรียนมากกว่า 10,000 คน ส่วนสาขาวิชาที่คาดว่าจะขาดแคลน คือ สาขาวิชาที่มีผู้เรียนไม่เกิน 5,000 คน สำหรับสาขาวิชาที่น่าเป็นห่วงคือ สาขาวิชาด้านพลศึกษา สุขศึกษา ส่วนสาขาวิชาภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์อาจหางานอื่นทำได้ สำหรับคณิตศาสตร์อาจไปทดแทนที่อัตราที่ขาดแคลนอยู่เดิมแล้ว อาจจะเกินไม่มากนัก
ส่วนสาขาที่จะขาดแคลนและจะเป็นปัญหาต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่ สาขาวิชาเคมี ชีววิทยา และฟิสิกส์ รวมทั้งสาขาวิชาด้านภาษาโดยเฉพาะภาษาอาเซียน พบว่าไม่มีการผลิต ควรต้องพิจารณาขยายการผลิต

ปัญหาการผลิตนี้ เป็นเพราะกระทรวงศึกษาธิการไม่มีข้อมูลความต้องการที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน ที่สำคัญประเทศไทยมีการยุบกรมการฝึกหัดครู จึงไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบแผน
การผลิต จึงต่างคนต่างผลิต ในขณะที่ ส.ค.ศ.ท.เป็นเพียงองค์กรที่ตั้งขึ้นมา นอกเหนือกฎหมายกำหนด ขาดอำนาจ สั่งการหรือตัดสินใจใดๆ หน่วยงานที่เกี่ยวกับครูมีมากแต่ไม่มีหน่วยงานใดทำหน้า ที่นี้และขาดความเป็นเอกภาพ นอกจากนี้ คณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ไม่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้มีความเข้มแข็งมาอย่างยาวนาน ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐเดิม มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยอื่นๆ เปิดรับตามความพร้อมที่มีอยู่ ทำให้เกินและขาดในบางสาขาวิชาไม่สอดคล้องกับความต้องการ

จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ถือว่าเป็นปัญหาเชิงปริมาณซึ่งจะส่งผลในเชิงคุณภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดบ้าง โดยเฉพาะรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ถ้าไม่ถือว่าเรื่องการผลิตครูนี้เป็นเรื่องใหญ่ คนในประเทศนี้จะขาดคุณภาพ ไม่มีทางปรองดอง ไม่สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ แต่ฝ่ายการเมืองคงชอบเพราะคนขาดคุณภาพแล้วปกครองง่าย (ยากจน เหลื่อมล้ำ ประชานิยม ซื้อเสียงได้อำนาจต่อไป)

และขอวิงวอนคณบดีและอธิการบดี การพิจารณาจำนวนรับเข้าเรียนเพื่อหวังเป้าหมายทางงบประมาณ โดยไม่ห่วงใยลูกศิษย์และความเป็นวิชาชีพชั้นสูงด้วย ตกงานถูกดูแคลนแล้วมันจะเป็นวิชาชีพชั้นสูงได้อย่างไร

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32963&Key=hotnews

 

สำรวจผู้เรียนครู 5 ปี ทั้งเกิน-ทั้งขาด’ไม่สมดุล’ Read More »

เสนอตั้งอนุก.ค.ศ.สพฐ.เคลียร์ปัญหาแต่งตั้ง-โยกย้ายผอ.ร.ร.พรีเมียม

10 มิถุนายน 2556

บอร์ด กพฐ.เสนอตั้ง อนุ ก.ค.ศ.สพฐ. ขึ้นเคลียร์ปัญหาตั้งผู้บริหารกลุ่ม ร.ร.พรีเมียม หวังแก้ปัญหาระยะยาว ส่วนระยะสั้นเสนอโยน อนุ ก.ค.ศ.วิสามัญฯ พิจารณาหลักเกณฑ์โยกย้ายข้ามเขต และกำหนดจำนวน ร.ร.ที่เหมาะสม เหตุบอร์ดมองว่าจำนวนมากเกินไป

นายสุรัฐ ศิลปอนันต์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กพฐ. เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการโยกย้ายและแต่งตั้งผู้บริหารโรงเรียนในกลุ่มพรีเมียมสคูล จำนวน 111 โรง ซึ่งประกอบด้วยโรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษ 56 โรง และโรงเรียนคุณภาพพิเศษ 55 โรง ซึ่งหลังจากนี้จะเตรียมส่งต่อไปยังคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาเพื่อพิจารณาแต่งตั้งต่อไป นอกจากนี้ บอร์ด กพฐ.ได้ทบทวนเรื่องการพิจารณากลั่นกรองโยกย้ายและแต่งตั้งผู้บริหารกลุ่มดังกล่าวด้วย เนื่องจากอำนาจการแต่งตั้งผอ.โรงเรียน เป็นของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ แต่เพราะกรณีโรงเรียนกลุ่มพรีเมียม ก.ค.ศ.ได้กำหนดให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พิจารณาการกลั่นกรองก่อนเพื่อให้ได้คนมีฝีมือและมีคุณภาพไปบริหารโรงเรียน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม แต่เพราะยังมีปัญหาในหลายขั้นตอน เพราะฉะนั้น บอร์ด กพฐ.จึงมีมติมอบหมายให้กรรมการท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมการในคณะ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับนโยบายและระบบบริหารงานบุคคล ไปหารือใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯชุดดังกล่าวว่า การดำเนินการโยกย้ายและแต่งตั้งผู้บริหารกลุ่มชพรีเมียมสูคลนั้นจะยังคงดำเนินการตามระบบวิธีการเดิม หรือจะเปลี่ยนแปลง

ด้าน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ.ได้นำเสนอผลการประมวลผลดีผลเสียกรณีมีการกลั่นกรองการคัดเลือก ผอ.โรงเรียน ในกลุ่มพรีเมียมสคูล จากส่วนกลางต่อที่บอร์ด กพฐ. ซึ่งได้มีมติให้ สพฐ.ดำเนินการแก้ปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นที่ต้องดำเนินการทันที คือให้ สพฐ.ส่งมอบผลการประมวลดังกล่าวให้ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯ นำไปพิจารณาใน 2 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรก ให้ทบทวนหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายเพื่อให้เกิดการเลื่อนไหลหรือย้ายข้ามเขตได้เพื่อให้ได้ผู้บริหารที่มีคุณภาพประสบการณ์เหมาะสมที่สุด และประเด็นที่สอง เพื่อให้พิจารณาว่าจำนวนรายชื่อโรงเรียนกลุ่มคุณภาพพิเศษ จำนวนที่เหมาะสมควรมีเท่าไร หรือที่มีอยู่ในปัจจุบันมากเกินไปหรือไม่ เนื่องจากระยะแรกที่ สพฐ.ดำเนินการนั้นมีเพียง 16 โรงแต่ปัจจุบันในปีที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็น 56 โรง ซึ่งที่ประชุมบางส่วนใหญ่มองว่าจำนวนมากเกินไป

ส่วนระยะยาว ที่ประชุมเสนอให้มีการตั้งกำหนด อ.ก.ค.ศ.สพฐ. ขึ้นเพื่อที่หากเกิดกรณีที่การพิจารณาจาก สพฐ.ไม่สอดคล้องกับการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ก็ให้นำเสนอปัญหาเหล่านั้นมาสู่การพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.สพฐ. และให้ถือว่าการประชุมและมติของ อ.ก.ค.ศ. สพฐ.เป็นข้อยุติ แต่เนื่องจากเวลานี้ในระบบบริหารงานบุคคลนั้นไม่ได้มี อ.ก.ค.ศ. สพฐ. ทำให้เวลาเกิดปัญหาขัดแย้งจึงต้องเสนอปัญหาไปยังบอร์ด ก.ค.ศ.ชุดใหญ่เท่านั้น

กรุงเทพฯ–10 มิ.ย.–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32962&Key=hotnews

เสนอตั้งอนุก.ค.ศ.สพฐ.เคลียร์ปัญหาแต่งตั้ง-โยกย้ายผอ.ร.ร.พรีเมียม Read More »

กมธ.ศึกษาฯ จี้สพฐ.กระจายอำนาจ ทำหน้าที่ส่งเสริมแทนจัดการศึกษา

7 มิถุนายน 2556

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่โรงแรมปริ๊น พาเลซ มหานาค นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “ทิศทางการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในอนาคต”  มีผู้บริหารสถานศึกษา นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา 150 คนเข้าร่วม จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องพลิกโฉมการศึกษาไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยให้ดำเนินการตามนโยบายของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ที่ต้องการให้นำรูปแบบการจัดการศึกษาของแต่ละพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จ ไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ขณะเดียวกันจะทำอย่างไรให้การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนลดเนื้อหาลง แต่เพิ่มการคิดวิเคราะห์ของเด็กให้มากขึ้น รวมถึง ส่งเสริมเรื่องคุณธรรมจริยธรรมให้มีการปฏิบัติอย่างชัดเจน เนื่องจากมีตัวชี้วัดว่าปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด และพฤติกรรมความรุนแรงของเด็กกลับเพิ่มมากขึ้น จากนี้จะพิจารณาด้วยว่าการปฏิรูปการศึกษา ต้องดูความสำเร็จจากตัวชี้วัดทางสังคมด้วย

“เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอว่าควรกระจายภาระการจัดการศึกษาให้สมดุลมากขึ้น ทั้ง สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และท้องถิ่น นอกจากนี้ ควรปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของ สพฐ.จากหน่วยงานที่จัดการศึกษาเอง เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริม และพัฒนาการ เป็นต้นแบบของการจัดการศึกษา อีกทั้ง ควรพัฒนาอบรมครู คิดระบบของการพัฒนาครูในเชิงสมรรถนะที่ความก้าวหน้าต้องควบคู่ไปกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก เพราะจะเห็นว่าปัจจุบันครูก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่ผลการเรียนของเด็กกลับย่ำอยู่กับที่” นายชินภัทรกล่าว

นายอมรวิชช์ นาครทรรพ์ คณะกรรมการบริหารสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวว่า รูปแบบการใช้ชีวิตของเด็กไทยเปลี่ยนไปมาก อยู่ในภาวะที่ต้องการความรักความใส่ใจจากครูมากขึ้น แต่ระบบการศึกษาไทยทำให้ครูมีเวลาให้เด็กน้อยลง เพราะยุ่งกับภาระงานที่ไม่ใช่เรื่องการสอน ทำให้เด็กขาดที่พึ่ง และออกไปเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ ทั้งที่ยังขาดทักษะชีวิต จึงต้องทำให้การเรียนรู้ของเด็กมีเสน่ห์เท่าทันโลกภายนอกให้ได้ ไม่เช่นนั้นเด็กจะเรียนด้วยระบบที่เรียนแบบไม่รู้ หรือเรียนแบบคัดลอกข้อมูลมาแปะงานส่ง จึงถึงเวลาที่โจทย์การศึกษาต้องถูกยกระดับ ไม่ควรปล่อยให้การศึกษาไทยเหมือนกบอยู่ในหม้อน้ำร้อน เพราะถ้าผลิตคนออกมาทั้งระบบ เป็นคนที่ไม่รู้ มีแต่ใบปริญญา ไม่มีปัญญา ประเทศชาติจะอยู่ไม่ได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32955&Key=hotnews

กมธ.ศึกษาฯ จี้สพฐ.กระจายอำนาจ ทำหน้าที่ส่งเสริมแทนจัดการศึกษา Read More »

ครู 2 พันถูกฟ้องเหตุหนี้วิกฤต เล็งคุยแบงก์ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 5% ช่วย สกสค.ชี้ 4 แสนแม่พิมพ์มีหนี้กว่าแสนล้าน

7 มิถุนายน 2556

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยความคืบหน้าในการจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มาปล่อยกู้ให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีหนี้สินวิกฤตตามแนวคิดของนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าขณะนี้สำนักงาน สกสค.กำลังประสานกับสถาบันการเงินเพื่อหาอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า ร้อยละ 5 มาปล่อยกู้ให้กับข้าราชการครูฯที่หนี้สินวิกฤต อยู่ระหว่างการฟ้องร้อง ที่มีประมาณ 2,000 คน เพื่อให้ข้าราชการครูฯเหล่านี้อยู่ได้ เพราะบางคนอาจไม่มีเงินพอเหลือจ่ายหนี้สิน โดยการหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำดังกล่าว เมื่อได้รายละเอียด และข้อสรุปแล้ว จะต้องนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.อนุมัติเห็นชอบต่อไป

“นอกจากนี้ สกสค.จะทบทวนข้อตกลง หรือ MOU กับธนาคารออมสินในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยให้กับข้าราชการครูฯ ที่เป็นสมาชิกอยู่กับ สกสค.โดยได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาทบทวนข้อตกลงกับทางธนาคารออมสินแล้ว และคาดหวังว่าจะเป็นแนวทางที่จะช่วยเหลือสมาชิกในภาวะที่มีความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจ และภาวะที่หนี้สินครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์สูงสุดในการกู้เงิน” นายสมศักดิ์กล่าว

“ภาพรวมมีครูประมาณ 3-4 แสนคน ที่ไปกู้สินเชื่อ และยังมีหนี้ที่ต้องชำระอยู่ประมาณ 1 แสนกว่าล้านบาท ถึงแม้จะเป็นมูลค่าที่มาก แต่ว่าข้าราชการครูฯ ส่วนใหญ่ก็ยังสามารถผ่อนชำระได้ ไม่ได้เป็นหนี้เสีย และหากรวมทรัพย์สินของครูแล้ว คิดว่าน่าจะมากกว่าสินเชื่อที่ไปกู้มา ส่วนครู 2,000 ราย ที่มีหนี้สินวิกฤตนั้น สกสค.ยังไม่สามารถประเมินได้ว่ามีหนี้สินอยู่เท่าไร” นายสมศักดิ์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32954&Key=hotnews

ครู 2 พันถูกฟ้องเหตุหนี้วิกฤต เล็งคุยแบงก์ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 5% ช่วย สกสค.ชี้ 4 แสนแม่พิมพ์มีหนี้กว่าแสนล้าน Read More »

สหกิจศึกษาไทยก้าวสู่อาเซียนพลัส

7 มิถุนายน 2556

ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 56 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ร่วมกับสมาคมสหกิจศึกษาไทยและ 9 เครือข่ายของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ได้จัดงาน “วันสหกิจศึกษาไทย” ครั้งที่ 5 พ.ศ.2556 ภายใต้แนวคิด”สหกิจศึกษาไทย กลไกสู่การพัฒนาประชาคมอาเซียนพลัส” โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการพร้อมด้วย นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)  และนายวิจิตร ศรีสอ้าน นายกสมาคมสหกิจศึกษา ร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการ

นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า โครงการสหกิจศึกษานานาชาติ นั้นเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการจัดการศึกษาที่ สกอ.รับผิดชอบร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและเครือข่ายมหาวิทยาลัย ที่จะพัฒนานิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ ทักษะในการปฏิบัติงาน เพื่อนำไปสู่การผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งวิชาการและการปฏิบัติ เป็นการเตรียมพร้อมบุคลากรของประเทศ ที่ตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นจึงอยากฝากนิสิต นักศึกษาที่เข้าร่วมในโครงการ ขอให้ตั้งใจเรียน และเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานในสถานประกอบการอย่างเต็มที่

นายวิจิตร กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากจะนำเสนอกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ การมอบรางวัลสหกิจศึกษาดีเด่นระดับชาติ 11 รางวัลและเสวนาจากนักวิชาการระดับนานาชาติแล้ว ยังเป็นการแสดงให้บัณฑิตไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเข้าร่วมสหกิจศึกษา ที่จะทำให้พวกเขาได้ความรู้ มีทักษะในการทำงาน และพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32953&Key=hotnews

สหกิจศึกษาไทยก้าวสู่อาเซียนพลัส Read More »

เทคนิคดอนเมืองใช้ค่ายคุณธรรมกล่อมเกลาจิตใจ-ลดความรุนแรง-ปัญหาตีกัน

7 มิถุนายน 2556

นายเพิ่มสิน เฉยศิริ ผอ.วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง เปิดเผยว่า จากการที่วิทยาลัยได้ร่วมจัดกิจกรรมค่ายคุณธรรม จริยธรรม กับกรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในการเสริมสร้างให้นักศึกษาได้ใช้หลักธรรมกล่อมเกลาจิตใจ เพื่อลดความรุนแรง และลดปัญหาการตีกัน เมื่อปีที่ผ่านมานั้น พบว่า ค่ายดังกล่าวทำให้นักศึกษามีพฤติกรรมที่ดีขึ้น รู้จักการช่วยเหลือ ผู้อื่น และความรุนแรงต่างๆ ลดลง ดังนั้น ในปี 2556 ช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ ทางวิทยาลัยจะได้นำนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ไปเข้าค่ายคุณธรรม จริยธรรม ภายใต้โครงการอบรมคุณธรรมนักเรียนใหม่ ประจำปีการศึกษา 2556 ระหว่างวันที่ 5-7 มิ.ย. ณ ศูนย์เยาวชนนครราชสีมา โดยมีพระวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถมากล่อมเกลาจิตใจนักศึกษา พร้อมกับมีการอบรมครูในการเฝ้าระวังนักเรียน นักศึกษา และเสริมสร้างความรู้การเข้าถึงจิตใจเด็กในการป้องกันปัญหาการตีกันด้วย

นายเพิ่มสิน กล่าวต่อว่า ส่วนมาตรการการป้องกันปัญหาการตีกัน ทางวิทยาลัยได้มีระบบการตรวจเช็กนักเรียนในช่วงเช้า โดยเฉพาะการเข้าแถวหน้าเสาธง ว่าห้องไหน นักเรียนคนใดขาด หรือไม่มา แล้วที่ไม่มามีสาเหตุใด ซึ่งจะช่วยป้องกันเด็กได้ในระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกัน วิทยาลัยได้ประสานผู้ปกครอง ประชาชนในพื้นที่ ในการช่วยกันเฝ้าระวังการเกิดความรุนแรงหรือตีกันระหว่างเด็กต่างสถาบัน ช่วยแจ้งข้อมูลต่างๆ มายังวิทยาลัยด้วย นอกจากนี้ ตนยังอยากให้วิทยาลัยเทคนิค หรือโรงเรียนเทคนิคต่างๆ ใช้แนวทางดังกล่าวในการเฝ้าระวังเหตุการณ์ความรุนแรง เชื่อว่า หากแต่ละแห่งมีมาตรการป้องกัน หรือสามารถตรวจสอบได้ว่า นักศึกษาของตนเองอยู่ที่ใด ก็จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้

“เราต้องนำหลักคุณธรรม จริยธรรม มาพัฒนาจิตใจเด็ก โดยเฉพาะนักศึกษาปี 1 เชื่อว่า นักเรียนอาชีวะมีพัฒนาการที่ดีได้ อย่ามองว่าเป็นกลุ่มหัวรุนแรงเพียงอย่างเดียว ส่วนทัศนคติ ต้องไปตีกันเพื่อแสดงให้รุ่นพี่เห็นว่าเก่งนั้น ผมได้ให้ครูอบรมเด็ก รวมทั้งป้องกันกิจกรรมรับน้อง ไม่ให้รุ่นพี่ปลูกฝังความรุนแรงให้แก่รุ่นน้อง และไม่ให้รุ่นพี่ที่เรียนไม่จบเข้ามาร่วมกิจกรรม” ผอ.วิทยาลัยเทคนิคดอนเมืองกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32952&Key=hotnews

เทคนิคดอนเมืองใช้ค่ายคุณธรรมกล่อมเกลาจิตใจ-ลดความรุนแรง-ปัญหาตีกัน Read More »

ปฐมวัย ฐานรากแห่งการพัฒนาประเทศ

7 มิถุนายน 2556

เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ประเทศจะพัฒนาในอนาคต ขึ้นอยู่กับคุณภาพของประชากรตัวน้อยทุกคนด้วยตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว ในงาน “สานงาน เสริมพลัง ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่”  ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ จึงได้ระดมผู้รู้ผู้เกี่ยวข้องมาร่วมกันถก เรื่อง   “สานพลังสร้างปฐมวัยให้มีคุณภาพ”  โดย พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล รักษาการรองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การสร้างคุณภาพเด็กควรเริ่มตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ แต่ปัจจุบันมีเพียง5-10% ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แม้หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่คลอดที่สถานพยาบาล ยังต้องเผชิญ 2 ปัญหาสำคัญคือ

1.ทารกแรกคลอดน้ำหนักตัวน้อย ซึ่งทางการแพทย์ระบุว่ากำลังเป็นภาระทางสุขภาพที่สำคัญในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็มีเด็กน้ำหนักเกินมากขึ้นเรื่อยๆ

2.การเติบโตเรียนรู้ ปลอดโรค ปลอดภัยของเด็ก ซึ่งไทยมีความก้าวหน้าด้านวัคซีน แต่ยังมีเด็กด้อยโอกาสที่เข้าไม่ถึง เมื่อคลอดปลอดภัยแล้ว ก็เตรียมพร้อมเข้าสู่การดูแลของสถานเลี้ยงเด็ก ก่อนเข้าสู่รั้วโรงเรียน เพราะพ่อแม่ยุคใหม่ต้องทำงานนอกบ้าน หน้าที่ในการดูแลบุตรหลานจึงถูกส่งต่อไปยังครูพี่เลี้ยง

นายวีระชาติ ทศรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการศึกษานอกระบบและพัฒนากิจกรรมเยาวชน สำนักประสานและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ปัจจุบันมีศูนย์เด็กเล็กในสังกัดกรมฯ รองรับเด็กที่ไม่ได้เข้าสู่สถานเลี้ยงเด็กอื่นๆ 20,000 แห่งทั่วประเทศ ครู 52,000 คน ดูแลเด็กประมาณ 1 ล้านคน เพื่อกระตุ้นพัฒนาเด็ก ให้ได้รับการพัฒนาตามวัย ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม

นางสุกัญญา เวชศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชนผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กล่าวว่า แต่ละปีมีเด็กคลอดใหม่กว่า 4 ล้านคน เด็ก 1 ล้านคนเข้าศูนย์ดูแลเด็กเล็ก อีก 1 ล้านคนเข้าศูนย์พัฒนาเด็กของรัฐบาล ที่เหลืออีกประมาณ 2 ล้านคนไม่ได้อยู่ในการดูแลของสถานดูแลเด็กสังกัดใดๆ อยู่ในการดูแลของปู่ย่า ตา ยาย การสร้างคุณภาพเด็กปฐมวัยจึงต้องมองให้ครบทุกกลุ่มให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงกับครอบครัว ผู้ปกครองเด็ก และควรมีมาตรฐานกลางศูนย์ดูแลเด็กเพราะปัจจุบันยังเป็นมาตรฐานเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน จึงร่วมกับ สสส. พัฒนาการทำงานด้านเด็กเชิงระบบ ให้เด็กเป็นศูนย์กลางตอบสนองความต้องการของเด็กได้ทุกมิติ ทั้งการศึกษา อนามัย สิ่งแวดล้อม

รศ.ดร.อุดมลักษณ์ กุลพิจิตร กรรมการพัฒนาระบบประเมินคุณภาพการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) หรือ สมศ. กล่าวว่า เพราะการประเมินของ สมศ. ครอบคลุมทั้งด้านผู้บริหาร ด้านครู และด้านผู้เรียน ซึ่งการรับรองและประเมินคุณภาพเป็นการตรวจสอบคุณภาพภายนอก จะช่วยผลักดันให้โรงเรียน รวมถึงสถานดูแลเด็กให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้เด็ก 2 ล้านกว่าคน ที่อยู่ในการดูแลของศูนย์ฯ ต่างๆ ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้าย เศร้าสลด ทั้งการลืมเด็กไว้ในรถ การทำร้ายร่างกายเด็ก เป็นต้น

เด็กไทยในวันนี้ล้วนมีศักยภาพในตัวเอง ขอเพียงผู้ใหญ่ให้การดูแลและส่งเสริมอย่างเหมาะสมและใส่ใจ เท่านี้ก็ประชากรตัวน้อยๆ ก็พร้อมจะเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้วัฒนาก้าวหน้าได้แน่นอน

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32951&Key=hotnews

ปฐมวัย ฐานรากแห่งการพัฒนาประเทศ Read More »

‘ผอ.สพม.’ ยันไม่ขัด ‘ทรงผม’

7 มิถุนายน 2556

กรณีนักเรียนและผู้ปกครองร้องผ่านสายด่วนการศึกษา 1579 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่ามีสถานศึกษาหลายแห่งไม่ปฏิบัติตามร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับความประพฤติ การแต่งกายและแบบทรงผมของนักเรียนและนักศึกษาฉบับใหม่ หลัง ศธ.ทำหนังสือสั่งการถึงหัวหน้าส่วนราชการที่มีสถานศึกษาในสังกัด เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับทรงผมนักเรียนนั้น เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายสัจจา ศรีเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กรุงเทพฯ เขต 2 กล่าวว่า ในส่วนของ สพม. กรุงเทพฯ เขต 2 ทำหนังสือถึงโรงเรียนทุกแห่งในสังกัด สพม.กรุงเทพฯ เขต 2 ให้ปฏิบัติตามร่างกฎกระทรวงฯ แต่ที่ผ่านมามีผู้ปกครองบางรายไม่เข้าใจ และสอบถามมาที่เขตพื้นที่ฯ บ้าง ซึ่งเขตพื้นที่ฯ ก็ได้ชี้แจงทำความเข้าใจแล้ว ขณะนี้ยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนใดๆ อีก

“ผมเข้าใจว่าที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว เพื่อไม่เป็นการไปละเมิดสิทธิของเด็ก ตามหลักการประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เรื่องนี้อยู่ที่มุมมอง เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็มีเหตุผล ทั้งนี้ เชื่อว่าไม่มีโรงเรียนใดไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงเพราะถือเป็นนโยบาย แต่ที่ยังมีความไม่เข้าใจเกิดขึ้นบ้าง ส่วนหนึ่งอาจเพราะโรงเรียนยังทำความเข้าใจไม่เพียงพอ เชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้น” นายสัจจากล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32950&Key=hotnews

‘ผอ.สพม.’ ยันไม่ขัด ‘ทรงผม’ Read More »

เครือข่ายพลเมืองเน็ตวอนรัฐ ป้องข้อมูลส่วนตัวเด็ก

7 มิถุนายน 2556

เครือข่ายพลเมืองเน็ต แนะภาครัฐเร่งหามาตรการปกป้องความเป็นส่วนตัวด้านข้อมูลบนโลกออนไลน์ ชี้ นักเรียนนักศึกษาอ่อนไหวมีความเสี่ยงสูงสุด หลังพบผู้ให้บริการคลาวด์ฯ บางรายแสวงหากำไร

เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) และองค์กร Safe Gov จัดเสวนาโต๊ะกลม เพื่อหารือเกี่ยวกับ “สิทธิส่วนบุคคลออนไลน์ ประเด็นที่ต้องทบทวนในทุกภาคส่วนของสังคม”

ดร.นคร เสรีรักษ์ ที่ปรึกษานโยบายของเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า บริการคลาวด์ฯ บนโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ เพราะผู้ให้บริการมักนำเสนอระบบที่เอื้อให้ผู้ใช้งานรายบุคคลและองค์กรสามารถจัดเก็บข้อมูลในระบบประมวลผลตามความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ให้บริการบางรายได้แสวงหาประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและมีการจำหน่ายข้อมูลเหล่านั้นเพื่อการพาณิชย์และเป้าหมายอื่น ดังนั้น เครือข่ายพลเมืองเน็ตและแนวร่วมนักวิชาการด้านสิทธิส่วนบุคคล อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เพื่อเสนอกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร กำหนดแนวทางควบคุมการดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย โดยจะเน้นพิเศษไปยังสถานศึกษาเป็นหลัก

“มหาวิทยาลัยและโรงเรียน เป็นแหล่งข้อมูลที่อ่อนไหว ทั้งข้อมูลด้านการเรียนและอีเมลส่วนตัว บริษัทเอกชนผู้ให้บริการคลาวด์ฯ กำลังใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพของการทำกำไรทางธุรกิจที่ต้องแลกกับสิทธิส่วนบุคคลของนักเรียนนักศึกษาเหล่านี้ ภาครัฐควรดำเนินการเพื่อยับยั้งการทำธุรกิจในลักษณะนี้ด้วย” ดร.นคร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารจะเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์หมด บางครั้งการยินยอมให้มีการเข้าถึงข้อมูลแค่เพียงมุ่งหวังเพื่อจะเข้าใช้บริการเท่านั้น ดังนั้นผู้บริหารโรงเรียนจะต้องกำหนดแนวทางในการทำงานให้แก่ผู้ให้บริการคลาวด์ฯ อย่างชัดเจน และทำข้อตกลงในการใช้ข้อมูลของนักเรียนเฉพาะเพื่อการศึกษาเท่านั้น เป็นต้น.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32949&Key=hotnews

เครือข่ายพลเมืองเน็ตวอนรัฐ ป้องข้อมูลส่วนตัวเด็ก Read More »