Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

สกอ.จับมือ ควอท. ติวอาจารย์สอนเก่งเร่งเรียนรู้

4 มิถุนายน 2556

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แจ้งว่า สกอ. ร่วมกับเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (ควอท.) จัดการสัมมนาวิชาการเรื่อง สอนเก่งเร่งการเรียนรู้ ขึ้นในวันที่ 18-19 ก.ค.นี้ ที่โรงแรม ดิ อิมพีเรียล ควีนส์ ปาร์ค กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาไทย โดยเฉพาะการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ของการเรียนรู้

รายงานข่าวระบุว่า กลไกสำคัญที่เป็นเครื่องมือในการผลิตบัณฑิตคือการจัดกระบวนการเรียนการสอนให้มีคุณภาพรองรับกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยมีอาจารย์ผู้สอนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีส่วนทำให้การจัดกระบวนการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2552 ซึ่งกำหนดกรอบมาตรฐานให้สถาบันอุดมศึกษา อาจารย์ ใช้เป็นแนวทางผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพครอบคลุมอย่างน้อย 5 ด้าน คือ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะทางปัญญา ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 5 มิ.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32903&Key=hotnews

สกอ.จับมือ ควอท. ติวอาจารย์สอนเก่งเร่งเรียนรู้ Read More »

ยุบหรือไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ?

4 มิถุนายน 2556

ฟาฏินา วงศ์เลขา
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราเห็นได้ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีความพยายามดำเนินการเพื่อปฏิรูปการศึกษาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงาน ปฏิรูปครู ปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปการบริหารจัดการ แต่ปัญหาทางการศึกษาก็ยังคงมีอยู่ นับวันกลับทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ตกต่ำ ผลผลิตจากการจัดการศึกษายังไม่เป็นที่ยอมรับเท่าที่ควร ต่างโยนบาปให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นเหตุทำให้เยาวชนคนไทยขาดคุณธรรม จริยธรรม ขาดวินัย ไม่มีจิตสาธารณะ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ผลพวงตามมาคือการเกิดสารพัดปัญหาจนยากเกินกว่าจะเยียวยาอย่างเช่นปัจจุบัน

สำหรับข่าวเด่นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ณ เวลานี้ คงหนีไม่พ้นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่ถึง 60 คน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้นและช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐ ซึ่งถ้ามองในเชิงธุรกิจอาจจะเห็นว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่านัก แต่ในแง่มุมของการศึกษาแล้วไม่มีคำว่าขาดทุนสำหรับการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ เพราะนั่นคือ เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทุกด้าน

ทันทีที่เกิดกระแสข่าวการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กทำให้เกิดกลุ่มที่ต่อต้านและกลุ่มที่เห็นด้วยสนับสนุน แต่จากผลการสำรวจของสวนดุสิตโพล พบว่า ผู้ปกครองไม่เห็นด้วยกับการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กถึงร้อยละ 60.09 เพราะเชื่อว่าจะมีผลกระทบกับนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่ต้องไปโรงเรียนที่ไกลกว่า การปรับตัวของเด็กในโรงเรียนใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เป็นต้น ส่วนผู้ปกครองที่เห็นด้วยมีเพียงร้อยละ 17.20 เท่านั้น ต่างมองว่ากระทรวงศึกษาธิการจะได้ควบคุมดูแลได้ง่ายขึ้น การบริหารจัดการเป็นระบบมากขึ้น เด็กจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงส่วนผู้ปกครองอีกร้อยละ 22.71 ยังไม่แน่ใจว่าการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กนั้นจะดีหรือไม่ เพราะกรณีดังกล่าวมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและคัดค้าน ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็มีมุมมองเหตุผลและอ้างถึงผลประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับเป็นสำคัญ

ในช่วงที่ผ่านมาเห็นได้ว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้พยายามบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในรูปแบบหลากหลาย โดยมีทั้งการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าไปใช้ในการจัดการศึกษา เช่น ห้องเรียนเคลื่อนที่ ครูหลังม้า การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม เป็นต้น ส่วนโรงเรียนใดที่สามารถยุบรวมและเลิกล้มได้ก็ให้ดำเนินการไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ โดยยึดหลักสำคัญคือต้องเป็นไปตามความสมัครใจในระดับพื้นที่ด้วย

ในการก่อตั้งโรงเรียนในชนบทแต่ละแห่งแต่ละพื้นที่ล้วนมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น บ้างเกิดจากการที่รัฐเห็นความจำเป็นต้องขยายโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึงและเท่าเทียม บ้างก็เกิดจากความต้องการของชุมชนท้องถิ่นเอง บ้างก็เกิดจากผู้มีจิตศรัทธาในชุมชนยอมสละที่ดินยกให้ทางราชการสร้างโรงเรียน เพราะต้องการให้บุตรหลานมีที่เรียนใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปโรงเรียนไกล ๆ เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีถนนหนทาง เด็กนักเรียนต้องเดินเท้าไป กลับโรงเรียนวันละหลายกิโลเมตร และบางคนไม่มีแม้แต่รองเท้าที่จะสวมใส่เดินไปโรงเรียน ในขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์เหล่านั้นแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ถนนหนทางดีขึ้นมาก แต่ละครอบครัวมีรายได้ดีขึ้น ส่วนใหญ่แต่ละครัวเรือนมีรถยนต์หรือจักรยานยนต์เป็นของตัวเอง หรือแม้แต่มีรถรับจ้างรถสองแถวคอยบริการรับส่งนักเรียนจากบ้านถึงโรงเรียน

เราต้องยอมรับว่าโรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งหรือส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนพัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพอย่างมีคุณภาพ และแน่นอนว่านักเรียนมีคุณภาพที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสถานศึกษาขนาดอื่น ๆ ซึ่งเป็นปัญหาจากการที่โรงเรียนขนาดเล็กขาดความพร้อมทางด้านปัจจัย เช่น มีครูไม่ครบชั้นเรียน ขาดแคลนสื่อการเรียนการสอนและวัสดุอุปกรณ์ โดยเฉพาะสื่อและเทคโนโลยียุคใหม่ เนื่องจากเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ใช้จำนวนนักเรียนเป็นเกณฑ์ในการจัดสรร จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการในภาวะขาดแคลนงบประมาณและบุคลากร ทำให้ฝ่ายบริหารต่างมองเห็นว่า “การยุบ” เป็นทางออกหนึ่งของสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น

สิ่งหนึ่งที่สมควรได้รับการส่งเสริมสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ โรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งได้จัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้เด็กได้รู้จักรากเหง้าของตนเอง รู้จักชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เน้นการสอนด้านคุณธรรม จริยธรรรม และวิถีการทำมาหากิน ซึ่งแตกต่างจากแนวทางการสอนของโรงเรียนขนาดกลาง ขนาดใหญ่ หรือโรงเรียนในเมืองส่วนใหญ่ที่ถูกกระแสโลกาภิวัตน์ครอบงำได้จัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นเพียงด้านวิชาการเป็นหลักจนผู้เรียนหลงลืมขาดจิตสำนึกที่จะอนุรักษ์รักบ้านเกิดซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายยิ่ง

อย่างไรก็ตาม การจะมีการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กโดยใช้สูตรสำเร็จสูตรเดียวกันทั่วประเทศคงเป็นไปไม่ได้ เพราะในทางปฏิบัตินั้นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ด้วยมาตรการที่หลากหลายเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ หากโรงเรียนอยู่ในที่ทุรกันดารห่างไกลหรือทำได้ดีมีคุณภาพอยู่แล้วก็ให้ดำเนินการต่อไป หรือกรณีผู้ปกครอง ชุมชนมีความพร้อมที่จะจัดในลักษณะอื่น เช่น ศูนย์การเรียน หรือ โฮมสคูล (Home School) ก็ต้องมีคณะกรรมการพิจารณาร่วมกัน แต่สิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม นั่นคือ เด็กทุกคนต้องมีที่เรียนที่ดีกว่า เด็กและผู้ปกครองไม่เดือดร้อน รวมถึงต้องมีมติเห็นชอบจากชุมชนว่าให้ยุบหรือไม่ให้ยุบโรงเรียนของเขา

กระบวนการเวทีประชาคมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่เขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียน ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา ศึกษาหาทางแก้ไขและตัดสินใจร่วมกัน เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องส่งเสริมให้เกิด
ทุกปัญหามีทางออก คงเป็นหน้าที่ของทุกคนต้องหันหน้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยกันคิดแสวงหาวิธีการและทางออกอย่างชาญฉลาด เท่าทัน และสร้างสรรค์ แต่รัฐบาลต้องตระหนักและให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพในภาพรวมของชาติ ไม่ว่าจะยุบหรือไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็กก็ตาม.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32901&Key=hotnews

ยุบหรือไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ? Read More »

สอศ.เปิดช่องมัธยมสะสมหน่วยกิต นำผลโอนเรียน’ระยะสั้น-ปวช.-ปวส.’ คาดกระตุ้นยอดอาชีวะเพิ่ม 2 หมื่นคน

4 มิถุนายน 2556

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวในการมอบนโยบายให้กับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า อาชีวศึกษาถือเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทย ที่สำคัญผลิตบุคลากรมารองรับการพัฒนาประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการบุคลากรจำนวนมาก จนทำให้ขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจเอกชน และด้านเกษตร ซึ่งที่ผ่านมาได้ตั้งเป้าว่าจะต้องเพิ่มสัดส่วนให้คนมาเรียนสายอาชีวะกับสายสามัญเป็น 50 : 50 แต่ผลปรากฏว่าปีนี้มีเด็กมาเรียนสายอาชีวะเพียง 34% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายมาก ฉะนั้น คิดว่าการจะให้เด็กมาเรียนสายอาชีวะเพิ่มขึ้น จะเปิดโอกาสให้คนที่จบชั้น ม.3 แต่ไม่ได้เรียนต่อ หรือผู้ที่จบชั้น ม.4-6 แต่ไม่ได้เรียนต่อ เป็นเป้าหมายที่จะให้มาเรียนต่อในสายอาชีวะได้

“เรื่องของภาพลักษณ์ คุณภาพ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะดึงคนมาเรียนอาชีวะ ความจริงมีสถานศึกษาอาชีวะส่วนน้อยที่มีปัญหา แต่ทำให้คนรู้สึกว่าเอาลูกมาเรียนแล้วจะไม่ปลอดภัย ฉะนั้น จำเป็นต้องสร้างภาพพจน์ใหม่ อย่างการส่งเด็กอาชีวะไปช่วยซ่อม สร้าง อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ แก่ชาวบ้าน นอกจากนี้ ผู้บริหารทุกคนจะต้องทำให้เด็กเห็นว่าการมาเรียนสายอาชีวะมีอนาคตที่ดีอย่างไร โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์เรื่องสถาบันอาชีวะ หรือการเรียนแบบทวิภาคี มีความน่าสนใจอย่างไรด้วย นอกจากนี้ โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล ตนเห็นว่าเป็นโครงการใหญ่ที่จะสามารถเชื่อมโยงการผลิตบุคลากรสายอาชีวะมารองรับโครงการต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ขอฝากให้ผู้บริหารทุกคนทำงานเชิงรุก และดึงเด็กให้มาเรียนสายอาชีวะเพิ่มขึ้นให้ได้” นายพงศ์เทพกล่าว

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า ตนได้ลงนามคำสั่งเรื่องแนวปฏิบัติการเรียนรายวิชาสะสมหน่วยกิตเตรียมอาชีวศึกษา (Per-VEd.) ถึงผู้อำนวยการสถานศึกษาสังกัด สอศ.ทั่วประเทศแล้ว โดยแนวปฏิบัติดังกล่าวจะเพิ่มโอกาสขยายวิธีการ และกลุ่มเป้าหมาย ซึ่ง สอศ.ได้กำหนดให้มีการเรียนรายวิชาสะสมหน่วยกิตเตรียมอาชีวศึกษารายวิชาชีพระยะสั้น รายวิชาเตรียมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และรายวิชาเตรียมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยผู้เรียนสามารถนำผลการเรียนมาขอโอนเพื่อนับจำนวนหน่วยกิตสะสมภายหลังจากสมัครเข้าเรียน และขึ้นทะเบียนเป็นนักเรียนนักศึกษาตามหลักสูตรอาชีวศึกษา ทั้งนี้ แนวปฏิบัติดังกล่าวคาดว่าจะมีนักเรียนเข้าเรียนประมาณ 15,000-20,000 คน ซึ่งจะทำให้ยอดการรับนักเรียนในระดับ ปวช.เป็นไปตามเป้าหมายที่จำนวน 186,873 คน

“แนวปฏิบัติดังกล่าว จะเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมต้น และมัธยมปลาย ที่มีความประสงค์จะเพิ่มพูน หรือสะสมความรู้ ทักษะ และเตรียมตัวที่จะเข้าศึกษาในระดับอาชีวะ มาเรียนสะสมหน่วยกิตไว้ก่อนได้ใน และเมื่อเรียนจบในระดับมัธยมศึกษา ก็เข้ามาเรียนต่อในสายอาชีวะ สามารถนำผลการเรียนจากรายวิชาดังกล่าวมาขอ เพื่อนับโอนหน่วยกิตสะสมได้ จะทำให้ใช้เวลาเรียนจบเร็วกว่าผู้ที่เรียนปกติ” นายชัยพฤกษ์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32900&Key=hotnews

สอศ.เปิดช่องมัธยมสะสมหน่วยกิต นำผลโอนเรียน’ระยะสั้น-ปวช.-ปวส.’ คาดกระตุ้นยอดอาชีวะเพิ่ม 2 หมื่นคน Read More »

สพฐ.เล็งดึงเด็ก ตจว.เรียน ร.ร.ดัง หลัง 3 จว.ใต้สอบเข้ามหา’ลัยได้ 90%

4 มิถุนายน 2556

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่โรงแรมอเล็กซานเดอร์ กรุงเทพฯ นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวในพิธีส่งมอบนักเรียนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส) ให้แก่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และส่วนภูมิภาค ตามโครงการ “โรงเรียนอุปถัมภ์ (ครอบครัวอุปถัมภ์) ว่า ในปีการศึกษา 2556 มีนักเรียน 278 คน ในเขตพัฒนาพิเศษฯ ได้รับคัดเลือกให้เข้าศึกษาต่อระดับมัธยมปลายในโรงเรียนดัง 45 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาส สร้างความพร้อม และสร้างศักยภาพทางวิชาการในการเตรียม เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ทั้งนี้ จากการติดตามผลการประเมินโครงการ พบว่า นักเรียนเหล่านี้เรียนจบตามกำหนด และสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยได้ประมาณ 90% จึงนับเป็นความภาคภูมิใจ เพราะโครงการนี้นอกจากจะช่วยเติมเต็มความรู้ให้แก่เด็กแล้ว ยังสร้างโอกาสให้เด็กได้มีเพื่อน และมี ประสบการณ์ใหม่ๆ เชื่อว่าเด็กเหล่านี้เมื่อกลับไปในพื้นที่ของตนเองแล้ว จะเป็นผู้นำที่ดีของสังคมได้

นายกมลกล่าวต่อว่า ปีนี้ได้ให้ทุกโรงเรียนเน้นทักษะชีวิตสำหรับเด็กให้มากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รู้จักพัฒนาตัวเองในด้านอื่นด้วย นอกจากนี้ ได้ให้เด็กรวมกลุ่มนักเรียน และตั้งเป็นชมรม รวมทั้ง เปิดเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก เพื่อให้ทุกคนได้ติดต่อประสาน และแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นกันด้วย
“ขณะเดียวกันในปีการศึกษา 2557 จะขยายโครงการไปยังภูมิภาคอื่นด้วย โดยจะนำร่องคัดเลือกเด็กประมาณ 30-40 คนจากภูมิภาคอื่นๆ เข้าเรียนต่อระดับมัธยมปลายโรงเรียนดังในกรุงเทพฯ อาทิ โรงเรียนหอวัง โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสรับรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ เช่นเดียวกับเด็กในเขตพัฒนาพิเศษฯ โดยจะสังเกตได้ว่าเด็กในต่างประเทศ มักจะไปเรียนต่างถิ่น เพราะจะทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกัน และมีความสามารถมากกว่าเด็กคนอื่น ดังนั้น ในปีแรกจะทดลองดูว่าเด็กจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง แต่คงไม่ได้มุ่งหวังว่าเมื่อเด็กไปเรียนโรงเรียนใหม่แล้ว จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทุกคน เพราะแค่ให้เด็กได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมารับประสบการณ์ใหม่ ก็ถือเป็นความสำเร็จแล้ว” นายกมลกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32899&Key=hotnews

สพฐ.เล็งดึงเด็ก ตจว.เรียน ร.ร.ดัง หลัง 3 จว.ใต้สอบเข้ามหา’ลัยได้ 90% Read More »

ยกเครื่องกลุ่ม 6 วิชาพื้นฐานใหม่รับอาเซียน

3 มิถุนายน 2556

โพสต์ทูเดย์ ศธ.เตรียมคลอด 6 กลุ่มวิชาในการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่รองรับอาเซียน

นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ผู้ช่วย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ขณะนี้กระทรวงได้เตรียมความพร้อมรับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนไปแล้ว 60-70% ล่าสุดได้ปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนใน 6 กลุ่มวิชาที่จะใช้ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กลุ่มวิชาใหม่ที่กำหนดออกมาจะเน้นหลักสูตรอาเซียนให้มีความเข้มข้นขึ้น จากเดิมที่มีอยู่ 8 กลุ่มวิชา เหลือ 6 กลุ่มวิชา ได้แก่ วิชาภาษาและวัฒนธรรม วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ วิชาการดำรงชีวิตและโลกการงานวิชาทักษะการสื่อสารอาเซียนวิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และวิชาอาเซียนและโลก

“6 กลุ่มวิชาที่ออกมานี้ เบื้องต้นยังเป็นร่างอยู่ เพื่อที่จะนำไปปรับใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอนขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะครอบคลุมทุกด้าน โดยจะนำวิชาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ มารวมเป็นกลุ่มเดียวกัน ทำให้เกิดการบูรณาการมากขึ้น และเป็นหลักสูตรเดียวกันในอาเซียน”                นางพวงเพ็ชร กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการมีแผนที่จะเดินหน้าการเตรียมความพร้อมบุคลากรเพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแบบเต็มรูปแบบ โดยจะจัดโครงการสอนภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียนให้กับกลุ่มคนทั่วไป ตั้งแต่คนขับแท็กซี่ แม่ค้า และกลุ่มสตรีแม่บ้าน ตั้งเป้าให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษประโยคพื้นฐานที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพได้อย่างน้อย 10-20 ประโยค
นางพวงเพ็ชร กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะดำเนินโครงการรณรงค์การใช้ภาษาให้คนไทยได้เรียนรู้ผ่านศูนย์การเรียนรู้สู่อาเซียนทั้ง 26 ศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งแบ่งเป็นศูนย์ของ กศน. 15 แห่ง และศูนย์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 11 แห่ง พร้อมจัดทำคู่มือภาษาแจกให้กับผู้ประกอบการกลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีความพร้อมที่จะแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจอาเซียนมากขึ้น n

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32891&Key=hotnews

ยกเครื่องกลุ่ม 6 วิชาพื้นฐานใหม่รับอาเซียน Read More »

ปฏิรูปหลักสูตรหวังเด็กคิดเป็น ไม่เกียจคร้าน-มีทักษะทำงานดี

3 มิถุนายน 2556

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยความคืบหน้าในการจัดทำหลักสูตรใหม่ว่าที่ประชุมได้นำข้อมูลจากการวิจัยสำรวจและค้นพบคุณลักษณะของเด็กไทย 3 ประการในปัจจุบันที่น่าเป็นห่วงและต้องแก้ไข และจัดหลักสูตรการศึกษาให้เปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของเด็กไทยให้ดีขึ้น คือ

1.การที่เด็กไทยยอมรับการคอร์รัปชัน

2.การสำรวจพบว่าเด็กไทย 12% เท่านั้นที่คิดเป็นคิดได้และกล้าแสดงความคิดเห็น และ 63% เป็นกลุ่มเด็กที่คิดได้แต่เงียบ ไม่แสดงออก สุดท้ายก็คล้อยตามผู้อื่น และที่เหลืออีก 25% เป็นเด็กที่คิดไม่ได้ แสดงออกก็ไม่ได้  ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยไม่มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่มีวิธีคิด ดังนั้น การจัดการสอนต้องปรับจากเดิมที่ครูเขียนข้อมูลบนกระดานแล้วให้เด็กแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่ หากเด็กไม่เห็นด้วยครูก็จะพยายามชักจูงให้เด็กเห็นด้วยกับครู แต่การสอนในปัจจุบัน ครูจะต้องถามว่านักเรียนคนใดที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากครู แล้วนำเสนอเพื่ออภิปราย ซึ่งจะส่งเสริมให้เด็กกล้าคิดกล้าแสดงออก ไม่เช่นนั้นสังคมไทยจะคิดเห็นคล้อยกันไปทั้งประเทศ และ

3.การที่เด็กไทยทำงานไม่เป็น ทำให้เกียจคร้าน

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มการเรียนรู้ 6 กลุ่ม ในส่วนของกลุ่มการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรม ที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนแปลงเป็นกลุ่มการเรียนรู้ภาษาและวรรณกรรม เพราะเห็นว่าภาษาไม่ใช่แค่การสื่อสารแต่เป็นอัตลักษณ์ สุนทรียศาสตร์ ส่วนการจัดหลักสูตรระดับประถมและมัธยมนั้น ระดับประถมเดิมกำหนดว่าควรเรียนในห้องเรียน800 ชั่วโมง แต่ที่ประชุมเห็นว่ายังมากเกินไปน่าจะจัดการเรียนในห้องให้ไม่เกิน 600 ชั่วโมงและเพิ่มการเรียนรู้นอกห้องเรียน แต่อยู่ภายในโรงเรียน และเรียนรู้นอกสถานที่กับชุมชน

“ในส่วนของชั้น ป.1-3 จะเน้น 3 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เนื่องจากมีงานวิจัยระบุชัดเจนว่า หากเด็กเรียนวิชาคณิตศาสตร์เก่ง จะส่งผลให้เรียนเก่งในทุกวิชา และควรให้เด็กเรียนคณิตตั้งแต่แรก ส่วนเรียนรู้โครงงานเป็นส่วนเสริม ทั้งด้านโครงงานวิทย์ สังคมและชุมชน โครงงานสุนทรียะ คุณธรรมและวิถีประชาธิปไตย ส่วนระดับมัธยม จะเรียนลักษณะบูรณาการลดลง และเพิ่มการเรียนเป็นรายวิชามากขึ้น และตั้งแต่ชั้น ม.1 จะเรียนรู้ทักษะชีวิตและโลกของงาน เพื่อให้เด็กทำงานเป็น ไม่ว่าจะจบชั้นไหนก็สามารถทำงานได้ ประกอบกับขณะนี้ตลาดแรงงานต้องการแรงงานด้านอาชีวะ ซึ่งเป็นตัวกำหนดให้เด็กเห็นช่องทางการมีงานทำ และอาจทำให้ค่านิยมเรียนเพื่อปริญญาลดลงได้” นายสมพงษ์ กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32890&Key=hotnews

ปฏิรูปหลักสูตรหวังเด็กคิดเป็น ไม่เกียจคร้าน-มีทักษะทำงานดี Read More »

มจษ.ขานรับแนวทางปฏิบัติ ศธ.-สกอ.กิจกรรมรับน้องสร้างสรรค์-เคารพสิทธิเสมอภาค

3 มิถุนายน 2556

ผศ.ยะผาด วิวัฒน์พงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (มจษ.) กล่าวว่า กิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์เป็นประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน ของมจษ. โดยมีปณิธานเพื่อสานสัมพันธ์ของนักศึกษารุ่นพี่สู่รุ่นน้องให้เกิดความสามัคคี ระเบียบวินัย ความภาคภูมิใจในสถาบัน โดยมหาวิทยาลัยได้ยึดหลักปฏิบัติตามแนวปฏิบัติจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก 5 คณะ 1 วิทยาลัย ประกอบด้วย คณะศึกษาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ คณะเกษตรและชีวภาพ และวิทยาลัยการแพทย์ทางเลือก ในการทำความเข้าใจกับกิจกรรมการรับน้องสร้างสรรค์ตามรูปแบบแต่ละคณะ

“กิจกรรมรับน้องใหม่เพื่อสร้างความประทับใจ ส่งเสริมความสามัคคี ให้เกิดความผูกพันระหว่างเพื่อนร่วมรุ่น เกิดความมั่นใจแก่ผู้ปกครอง ก็สามารถมาสังเกตการณ์กิจกรรมรับน้องใหม่ได้ตลอด และเพื่อป้องกันความรุนแรงและสิ่งอบายมุขทั้งหลาย ยังจัดตั้งกองอำนวยการกลางทำหน้าที่กำกับดูแล เฝ้าระวัง รวมถึงตรวจสอบกิจกรรมรับน้องอย่างเคร่งครัด” ผศ.ยะผาด กล่าว

รองอธิการบดี มจษ.กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้รับนโยบายแนวปฏิบัติในการจัดกิจกรรมรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ โดยเคารพสิทธิเสรีภาพ หลักความเสมอภาค ไม่มีความรุนแรง ไม่ล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ดื่มสุราและเสพสิ่งมึนเมาทุกชนิด และไม่กระทบต่อการเรียนการสอน ทั้งต้องอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรของทุกคณะ จัดกิจกรรมในลักษณะสร้างสรรค์ ไม่ขัดระเบียบมหาวิทยาลัย กฎหมาย วัฒนธรรม ประเพณี และมารยาททางสังคมที่ดีงาม ยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรมจริยธรรม ห้ามจัดกิจกรรมรับน้องใหม่นอกมหาวิทยาลัย การเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องใหม่ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามาสังเกตการณ์ได้

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 4 มิ.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32889&Key=hotnews

มจษ.ขานรับแนวทางปฏิบัติ ศธ.-สกอ.กิจกรรมรับน้องสร้างสรรค์-เคารพสิทธิเสมอภาค Read More »

เสนอ ครม.เพิ่มเงินรายหัวอาหารเด็ก ศธ.ขอขยับขึ้น 20 บาท – เร่งแก้ปัญหาทุพโภชนาการ

3 มิถุนายน 2556

นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุน เพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมอนุมัติให้ใช้ดอกผลของกองทุนอาหารกลางวัน จำนวน 210 ล้านบาท มาในโครงการเพิ่มผลผลิตอาหารกลางวันในโรงเรียน เป็นการสนับสนุนงบประมาณให้โรงเรียนนำไปทำการเกษตร เพื่อนำผลผลิตมาประกอบอาหารกลางวันเพื่อให้อาหารกลางวันเพียงพอและมีคุณภาพสำหรับนักเรียนมากขึ้น

ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ยังอนุมัติให้ใช้ดอกผล กองทุนอีก 372 ล้านบาท เพื่อเติมเต็มงบประมาณค่าอาหารกลางวันให้โรงเรียนที่มีนักเรียนอยู่ในภาวะทุพโภชนาการจำนวน 369,214 คน ในโรงเรียน 4,594 โรง แบ่งเป็น โรงเรียนสังกัดสพฐ. ภาคเหนือ จำนวน 807 จำนวนเงิน 35,704,100 บาท ภาคกลาง จำนวน 499 โรง จำนวน 24,271,300 บาท ภาคอีสาน จำนวน 2,645 โรง จำนวนเงิน 116,409,100 บาท ภาคใต้ จำนวน 599 โรง จำนวนเงิน 32,290,700 บาท สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 12 โรง จำนวนเงิน 871,900 บาท สังกัดโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จำนวน 9 โรง จำนวนเงิน 412,900 บาท และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 1 โรง จำนวนเงิน 40,000 บาท รวมถึงโครงการสนับสนุนอาหารเช้า-เย็น สำหรับเด็กพักนอนในโรงเรียนตชด. 52 โรง จำนวน 1,876 คน รวมเป็นเงิน 9,755,200 บาท และโครงการประชาสัมพันธ์และรณรงค์แก้ปัญหาทุพโภชนาการ แบ่งเป็นโครงการประชา สัมพันธ์ จัดมหกรรมเฉลิมพระเกียรติวันแม่ และรณรงค์อาหารกลางวัน รวมทั้งสิ้น จำนวน 32,730,000 บาท

“ศธ.ยังเสนอขอครม.ปรับ พ.ร.บ.กองทุนอาหารกลางวัน พ.ศ.2526 ซึ่งใช้มา 20 ปีแล้ว โดยจะขอแก้ไขตัวเลขเงินรายหัวค่าอาหารกลางวัน จากปัจจุบัน 13 บาท เป็น 20 บาท เพื่อให้พอต่อค่าใช้จ่ายจริง รวมถึงขอปรับให้กองทุนครอบคลุมถึงอาหารมื้อเช้าและเย็นด้วย เพราะในกรณีของเด็กยากจน อย่างเช่น ร.ร.ตชด. เด็กจะต้องอยู่ประจำ ต้องจัดทำอาหารเช้าและเย็นให้ด้วย จึงควรปรับให้ใช้ดอกผลเงินกองทุนมารองรับส่วนนี้ได้ด้วย” นางพนิตากล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 4 มิ.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32888&Key=hotnews

เสนอ ครม.เพิ่มเงินรายหัวอาหารเด็ก ศธ.ขอขยับขึ้น 20 บาท – เร่งแก้ปัญหาทุพโภชนาการ Read More »

สอศ.เพิ่มขรก.-พนง. 1.5 หมื่นอัตรา ลุ้นดันร่าง พ.ร.บ.บุคลากรฯ มหา’ลัย

3 มิถุนายน 2556

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่าที่ประชุมได้อนุมัติตามที่ สอศ. เสนอกรอบอัตรากำลังข้าราชการและพนักงานราชการเพิ่มเติมในปี 2557-2559 จำนวน 15,973 อัตรา แบ่งเป็นข้าราชการ 1,409 อัตรา พนักงานราชการทั่วไป สายผู้สอน จำนวน 10,000 อัตรา และสายสนับสนุน จำนวน 4,564 อัตรา ซึ่ง สอศ.จะเสนอให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) พิจารณาอีกครั้ง สำหรับสาเหตุที่ต้องเพิ่มอัตรากำลังข้าราชการและพนักงานราชการสังกัด สอศ.เพราะขณะนี้จำนวนบุคลากร สอศ.ไม่เพียงพอต่อการความต้องการที่แท้จริง โดยปัจจุบันสถานศึกษาสังกัด สอศ.มีนักศึกษาอยู่ 684,760 คน ข้าราชการครู 14,856 คน พนักงานราชการ 3,498 คน และลูกจ้างชั่วคราวทำหน้าที่สอน จำนวน 19,998 คน

“เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนนักเรียนต่อครู จะเห็นว่าไม่เพียงพอ เพราะจำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้น และสัดส่วนนักเรียนต่อครูผู้สอนที่เหมาะสมอยู่ที่ 40 ต่อ 1 ทำให้ที่ผ่านมา สถานศึกษาสังกัด สอศ.ต้องใช้วิธีจ้างลูกจ้างชั่วคราวมาสอนเพิ่ม เพราะอัตรากำลังข้าราชการของ สอศ.ลดลงถึง 80% โดยสถานศึกษาต้องเจียดเงินงบประมาณรายหัวของนักศึกษามาจ่ายเป็นค่าจ้างให้ลูกจ้างชั่วคราว ถึง 2,356 ล้านบาทต่อปี”  รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าว

ด้าน นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการ เพื่อศึกษาระบบการบริหารงานบุคคลสำหรับพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้หารือรายละเอียดของ ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาที่ได้จัดทำเสร็จแล้ว และคาดว่า จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ในเดือนนี้ หาก ก.พ.อ.เห็นชอบจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

นายสุมิตร สุวรรณ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ในฐานะประธานเครือข่ายพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา กล่าวว่า รายละเอียดในร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารฯ เป็นไปตามที่เครือข่ายพนักงานเสนอฯ อาทิ จะมีการปรับสถานะจากพนักงานราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้รับสวัสดิการที่ดีกว่า การปรับเพิ่มเงินเดือนแรกเข้า จัดระบบประกันสุขภาพกลุ่ม เพื่อให้พนักงานมหาวิทยาลัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับสิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียมกับข้าราชการ เป็นต้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32887&Key=hotnews

สอศ.เพิ่มขรก.-พนง. 1.5 หมื่นอัตรา ลุ้นดันร่าง พ.ร.บ.บุคลากรฯ มหา’ลัย Read More »

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: เงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาปี พ.ศ.2556 และ 2557

3 มิถุนายน 2556

วัชรี เกิดพิพัฒน์ ผอ.ภารกิจเสริมสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับวงวิชาชีพครู ซึ่งเป็นที่สนใจของสาธารณชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1 ปี พ.ศ.2556 ซึ่งมีผู้สนใจสมัครสอบแข่งขันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเห็นว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาพลเมืองของประเทศเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง มีค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในวิชาชีพตามความรู้ความสามารถ ในวันนี้จึงนำความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรองเพื่อการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในปี พ.ศ.2556 และปี พ.ศ.2557 มานำเสนอเป็นความรู้ ดังนี้

จากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้มีการปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิการศึกษาของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในวันที่ 1 มกราคม 2555 โดยให้ผู้มีวุฒิตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไปได้รับเงินเดือนแรกบรรจุรวมกับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว จะมีรายได้ไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำหรับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิการศึกษาและการปรับเงินเดือนชดเชยให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ข้าราชการพลเรือนสามัญ) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 และวันที่ 1 มกราคม 2557 นั้น ส่งผลให้ ก.ค.ศ. ต้องมีการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิการศึกษาและการปรับเงินเดือนชดเชยสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 และวันที่ 1 มกราคม 2557 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตาม นโยบายรัฐบาลและเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี

ก.ค.ศ. ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 ได้มีการพิจารณาและเห็นชอบร่างบัญชีอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรองเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 และร่างบัญชีกำหนดอัตราเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ โดยมอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ต่อไป ซึ่งมีหลักการคือ

1.ร่างบัญชีอัตราเงินเดือนดังกล่าว เป็นการกำหนดอัตราเงินเดือนแรกบรรจุให้ใกล้เคียงกับข้าราชการพลเรือนสามัญ และยึดโยงตามบัญชีเงินเดือนชั่วคราว ถ้าไม่มีอัตราเงินเดือนเท่ากับข้าราชการพลเรือนสามัญจะใช้อัตราเงินเดือนใกล้เคียงที่สูงกว่า

2.ร่างบัญชีกำหนดอัตราเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการกำหนดอัตราเงินเดือนแรกบรรจุใหม่ ให้เป็นธรรมและใกล้เคียงกับข้าราชการพลเรือนสามัญมากที่สุด

3.ในการกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) ให้ใช้บัญชีอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.พ.รับรองเพื่อการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือน

ขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ดำเนินการจัดเตรียมข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น จำนวนเงินงบประมาณที่ใช้ในการปรับอัตราเงินเดือน และการปรับชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาผลการพิจารณาเป็นอย่างไรจะนำมาแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32886&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: เงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาปี พ.ศ.2556 และ 2557 Read More »