Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

มหา’ลัยลงขัน 200 ล้าน ยื่นขอใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะ

5 มิถุนายน 2556

ASTVผู้จัดการรายวัน – ม.รัฐ และม.เอกชน 33 แห่ง ร่วมมือเป็นเครือข่ายขอยื่นขอใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะประเภท 1 ควักกระเป๋าลงขันเบื้องต้น200 ล้านบาท หวังเป็นต้นแบบทีวีมีสาระเน้นข่าวสารร้อยละ 75 ที่เหลือเป็นรายการบันเทิง

วานนี้ (4 มิ.ย.) จุฬากรณ์มหาวิทยาลัยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธาน ทปอ.พร้อมตัวแทนมหาวิทยาลัยรัฐ ที่เป็นสมาชิก ทปอ. 27 แห่งและมหาวิทยาลัยเอกชน 6 แห่ง ลงนามในความร่วมมือ “เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อบริการสาธารณะ”  เพื่อแสดงความพร้อมในการยื่นขอใบอนุญาตทีวีดิจิตอลช่องบริการสาธารณะประเภทที่ 1 โดย ศ.ดร.สมคิด กล่าวว่า ใน พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์พ.ศ.2551 กำหนดให้สถาบันการศึกษามีสิทธิขอรับใบอนุญาตช่องกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์โดยใช้คลื่นความถี่ประเภทสาธารณะ (Free TV) ซึ่งในการประชุม ทปอ.เมื่อวันที่ 28 เม.ย. จึงมีมติให้ยื่นขอใบอนุญาตทีวีดิจิตอลจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยื่น โดยมอบให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้แทนทปอ.ในการยื่นขอใบอนุญาต ซึ่งทางจุฬาฯทำหนังสือแจ้งมายัง ทปอ.เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่ผ่านมา ว่า ได้จัดทำแผนยื่นขอใบอนุญาต เรียบร้อยแล้ว

ศ.ดร.สมคิด กล่าวต่อว่า ตนหวังว่า กสทช.จะพิจารณาเราพอสมควรเพราะสามารถมองเห็นประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับจากกลุ่มมหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายบริการสาธารณะนี้ และยืนยันว่า จะเป็นโทรทัศน์ที่เป็นมืออาชีพ ไม่ใช่ใครอยากทำก็ทำ หรือไม่ใช่มาแบ่งเวลากันแล้วใครอยากทำอะไรก็ทำ หรือเอานักศึกษาฝึกงาน หรือใครๆ มาทำก็ได้ แต่จะหามืออาชีพมาช่วยบริหารจัดการผังรายการเลือกผลิตรายการที่ตอบสนองความต้องการและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเราอยากเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการสถานีที่มีรายการที่ดีและมีสาระเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ทปอ.ได้มอบหมายให้จุฬาฯ เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำข้อเสนอแผนงานเพื่อเตรียมเสนอต่อกสทช. ตนจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานขึ้น โดยมอบหมาย รศ.ทพ.นพ.ดร.สิทธิชัย ทัคศรี รองอธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธาน โดยในการยื่นขอใบอนุญาตนั้น จะให้รายละเอียดทั้งหมด 3 ด้าน คือ ด้านการผลิต, บริหารผังรายการและงบประมาณ ส่วนของการบริหารงานนั้น จะดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการ มีตัวแทนจาก 3 ส่วนคือ ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยที่ร่วมเป็นพันธมิตร ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกและตัวแทนภาคเอกชน

“ส่วนผังรายการนั้น ออกอากาศ 24 ชั่วโมง จะเป็นรายการข่าวสาร ความรู้ไม่น้อยกว่า 75% ที่เหลือเป็นรายการบันเทิง โดยใช้มืออาชีพจากภายในมหาวิทยาลัยและภายนอก รวมทั้งเครือข่ายของ ม.ต่างๆ มาร่วมกันผลิตรายการส่วนงบประมาณตั้งต้นนั้น มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งลงขันกันไว้ 200 ล้านบาท” ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32920&Key=hotnews

มหา’ลัยลงขัน 200 ล้าน ยื่นขอใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะ Read More »

จับ ‘สอบใหม่’ ครู ผช.โคราช ทำ 20 ข้อ คะแนนไม่ถึงครึ่ง

5 มิถุนายน 2556

ปธ.กก.สอบวินัยร้ายแรงฯ เผย’ชินภัทร’รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ให้ความร่วมมือดี ยันแม้เกษียณการสอบต้องเดินหน้าต่อ ชี้อดบำเหน็จบำนาญจนกว่าคดียุติ

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายชินภัทรมารับทราบข้อกล่าวหา ฐานไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรงกรณีปัญหาทุจริตครูผู้ช่วยกรณีพิเศษหรือเหตุจำเป็น ว12 ว่า คณะกรรมการสอบสวนจะหาข้อเท็จจริง ทั้งจากผู้ถูกกล่าวหา ตลอดจน หลักฐานจากทั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงการจัดสอบครูผู้ช่วย ว12 ชุดนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน ซึ่งได้ส่งเอกสารมาแล้วจำนวน 1,444 หน้า รวมถึงเอกสารที่ได้จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อีกจำนวนกว่า 1,000 หน้า หากมีการพาดพิงหรือต้องการข้อมูลข้อเท็จจริงจากผู้ใด ก็จะเชิญคนเหล่านั้นมาให้ข้อเท็จจริง หรือขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป

นายอภิชาติกล่าวว่า กรอบการทำงานของคณะกรรมการสอบสวนมีเวลารวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมดภายใน 60 วัน เพื่อจัดทำบันทึกการแจ้งการรับทราบข้อกล่าวหา และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาเพื่อแก้ข้อกล่าวหา หรือพยานหลักฐาน ทั้งเอกสารและพยานบุคคล ที่จะต้องเชิญมาสอบสวนภายใน 60 วัน จากนั้นคณะกรรมการสอบสวนจะพิจารณาว่าคำแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหารับฟังได้หรือไม่ เพื่อทำความเห็นซึ่งอาจจะเสนอทั้งโทษร้ายแรง ไม่ร้ายแรง หรืออาจไม่มีโทษเลยก็ได้ เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการ ศธ. พิจารณาวินิจฉัยในขั้นตอนสุดท้าย ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนได้นัดหารืออีกครั้งใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า

เลขาธิการ กกอ.กล่าวด้วยว่า ส่วนการยื่นอุทธรณ์ของนายชินภัทรนั้น มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนการอุทธรณ์ แต่สิ่งที่นายชินภัทรสามารถกระทำได้ คือ การทักท้วง หากผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่ากรรมการสอบสวน ทั้ง 7 คน เป็นอริแก่ผู้ถูกกล่าวหา แต่กรณีนี้นายชินภัทรไม่ได้ทักท้วงอย่างอย่างใด ส่วนหนังสือที่นายชินภัทรส่งผ่านรัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นการแจ้งข้อเท็จจริงบางประการเพิ่มเติมเนื่องจากเห็นว่า คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงฯอาจจะไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน จึงไม่ใช่เรื่องการอุทธรณ์ ซึ่งตนจะเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เพื่อขอรับเอกสารที่นายชินภัทรได้ส่งมา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวน

“การยื่นอุทธรณ์ สามารถทำได้เมื่อผลการสอบสวนออกมาเรียบร้อยแล้ว และผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับคำสั่งลงโทษ ซึ่งตามเวลาที่กำหนคดีนี้จะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2556 แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะเกษียณอายุราชการแล้ว กระบวนการสอบสวนก็สามารถเดินต่อไปได้ โดยทางราชการจะไม่จ่ายบำเหน็จบำนาญจนกว่าคดีจะสิ้นสุด” นายอภิชาติกล่าว

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวถึงกรณีคณะอนุกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาบางแห่ง มีมติให้ผู้อำนวยการโรงเรียนตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อนพิจารณาให้ครูผู้ช่วยที่ทุจริตการสอบออกจากราชการ ว่า ไม่เป็นไร หากจะดำเนินการเพื่อความมั่นใจก็สามารถดำเนินการได้ ซึ่งเมื่อมีการแจ้งข้อมูลในประเด็นเหล่านี้เข้ามา จะต้องนำเข้าหารือและพิจารณาในที่ประชุม ก.ค.ศ.ต่อไป
“ตอนนี้มีแค่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา 4 เขตแจ้งข้อมูลเข้ามายัง ก.ค.ศ.จากทั้งหมด 119 เขต ซึ่งข้อมูลที่แจ้งมา มีตั้งแต่การสั่งให้ออก ครูผู้ช่วยบางคนได้ลาออกไปก่อนและได้ไปบรรจุที่อื่นแล้ว รวมทั้งการเชิญผู้อำนวยการโรงเรียนที่ครูผู้ช่วยไปบรรจุอยู่ มาทำความเข้าใจในเรื่องของมติการให้ออก” เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว และว่า กรณีคนที่ลาออกแล้วไปเป็นครูที่อื่นนั้น ขณะยังไม่ขอให้ความเห็น แต่คิดว่าจะต้องนำเข้าหารือในการประชุม ก.ค.ศ.ต่อไป

วันแดียวกัน ที่ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา จ.นครราชสีมา นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมคณะเจ้าพนักงานสอบสวน ได้เรียกตัวบุคคลที่สอบครูผู้ช่วยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 51 ราย มาให้ปากคำกรณีทุจริตการสอบครูผู้ช่วยเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา โดยวันนี้เป็นวันแรก มีการเรียกตัวมาสอบปากคำทั้งหมด 16 ราย และจะทยอยเรียกตัวมาสอบปากคำให้ครบทั้ง 51 ราย จนถึงวันที่ 7 มิถุนายน หลังจากนั้นจะทยอยเรียกผู้ที่อยู่ในจังหวัดใกล้เคียงมาสอบปากคำต่อไปจนครบ 344 คน

นายธานินทร์กล่าวว่า ผู้ที่เข้าข่ายทุจริตสอบครูผู้ช่วยในพื้นที่ จ.นครราชสีมา มีจำนวนทั้งสิ้น 51 ราย แบ่งเป็นผู้ที่สอบครูผู้ช่วยได้ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1-7 จำนวน 48 ราย และในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 จำนวน 3 ราย ซึ่งดีเอสไอมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อข้อสอบครูผู้ช่วย ในการสอบปากคำครั้งนี้ก็ได้นำข้อสอบที่เคยทำได้คะแนนสูงมาให้ทดลองทำดูใหม่ด้วย

หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบครูผู้ช่วยจะเข้าข่ายถูกดำเนินคดีอาญาได้เช่นกัน เป็นคนละส่วนกับคำสั่งเพิกถอนการบรรจุครูผู้ช่วยซึ่งเป็นเรื่องทางวินัย สำหรับการเรียกผู้เข้าข่ายทุจริตสอบครูผู้ช่วยทั้ง 51 รายมาให้ปากคำ จะเป็นกลุ่มแรก หากใครไม่ยอมมาจะมีหมายเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวนที่กรุงเทพฯ โดยเป็นหมายเรียกในฐานะผู้ต้องหาคดีอาญา

นายธานินทร์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 104 ราย ที่มีคะแนนสูงผิดปกติ ซึ่งอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบครูผู้ช่วยหรือไม่ หากมีข้อมูลและหลักฐานความผิดชัดเจนต้องถูกเพิกถอนบรรจุครูผู้ช่วยเช่นกัน

ส่วนการไล่หาตัวการใหญ่ทุจริตการสอบ นายธานินทร์กล่าวว่า ดีเอสไอได้ทำคู่ขนาน กันไป ระหว่างไล่จากล่างขึ้นบนและบนลงล่าง โดยการไล่จากข้างบนนั้น ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูล และหลักฐานว่ามีผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการคนใดบ้างเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนข้างล่างนั้น ต้องมีการเรียกตัวผู้ต้องหาทั้ง 344 ราย มาสอบปากคำ ซึ่งเป็นลำดับล่างสุดที่มีการนำข้อสอบออกมา และทำการสืบสาวไปหาผู้เกี่ยวข้องระดับบนขึ้นไป

“344 รายที่ดีเอสไอเรียกมาสอบปากคำครั้งนี้ ไม่ได้เป็นจุดที่ดีเอสไอให้ความสำคัญมากนัก เนื่องจากมีข้อมูลและหลักฐานชัดเจนว่าทุจริตสอบแน่นอน เพียงแต่ต้องการเปิดโอกาสทั้ง 344 รายมาให้ปากคำเพื่อเป็นพยาน ผู้ที่ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ดีเอสไอจะกันไว้เป็นพยานโดยไม่แจ้งความในคดีอาญา ส่วนผู้ที่ไม่ยอมมา ต้องแจ้งความในคดีอาญาต่อไป” นายธานินทร์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังดีเอสไอสุ่มเอาข้อสอบจำนวน 20 ข้อ มาให้ผู้ถูกเรียกสอบปากคำทั้ง 16 คน ทดลองทำปรากฏว่าทั้งหมดทำได้เพียง 7-8 ข้อเท่านั้น แต่บางคนได้ให้ปากคำที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยเฉพาะในรายของครูผู้ช่วยของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ที่ยอมรับว่าได้ซื้อข้อสอบจากข้าราชการครูคนหนึ่ง ในราคา 4 แสนบาท แต่ไม่รู้ว่าเอาข้อสอบมาจาก ที่ใด โดยครูที่มาติดต่ออ้างว่าทำกันหลายคน

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32919&Key=hotnews

จับ ‘สอบใหม่’ ครู ผช.โคราช ทำ 20 ข้อ คะแนนไม่ถึงครึ่ง Read More »

จี้ครูไทยเปลี่ยนห้องสอนให้เป็นห้องเรียนรู้

5 มิถุนายน 2556

นักการศึกษาแนะครูไทยเปลี่ยนแนวคิดจัดสอน เปลี่ยนห้องสอนเป็นห้องเรียนรู้ เลิกวิธีบอกวิชาให้นักเรียน หันไปส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ย้ำการทำแบบเดิมๆ แม้เคยให้ผลดี แต่ถ้ายังทำแบบเดิมต่อไปถือว่าขาดทุน เพราะทุกสิ่งในโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

วานนี้ (4มิ.ย.) ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวในเวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 17 ในหัวข้อ “ ชุมชนการเรียนรู้ครู : เปลี่ยนห้องสอนให้เป็นห้องเรียน(รู้)” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) ว่า ในวงการธุรกิจจะมีหลักการที่รู้กันทั่วไปว่า การที่เคยทำสิ่งใดแล้วให้ผลดี แต่ถ้ายังทำแบบเดิมๆต่อไปก็จะกลายเป็นขาดทุน เพราะสิ่งต่างๆจะมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนความคิดเป็นระยะๆ ซึ่งเรื่องของการศึกษาก็เช่นกัน การสอนแบบเดิมๆที่ครูเป็นผู้สอนบอกวิชาในห้องเรียนอาจจะเหมาะกับแค่ยุคสมัยหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงล่าอาณานิคม แต่ในโลกปัจจุบันคงไม่ใช่แล้ว เพราะการสอนในลักษณะดังกล่าวเป็นการจำกัดศักยภาพของคน เราจึงต้องเปลี่ยนจากห้องสอนมาเป็นห้องเรียนรู้ เพื่อเปิดพื้นที่ไปสู่การเรียนรู้ในทุกพื้นที่ของชีวิต

“การที่ใช้คำว่าสอนวิชา หรือให้ท่องจำจากหนังสือทำให้รู้สึกคับแคบมาก เหมือนอยู่แค่ในห้อง แต่หากบอกว่าเป็นการเรียนรู้จะรู้สึกเหมือนเป็นการได้เปิดออกไปสู่โลกกว้าง เพราะในโลกยังมีสิ่งที่ให้เรียนรู้ได้ไม่จำกัด ในแต่ละชุมชนก็มีแหล่งเรียนรู้จำนวนมาก ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก ซึ่งในประเทศไทยมีทรัพยากรอยู่มากมาย หากเราเปลี่ยนความคิดเรื่องการเรียนรู้ได้เชื่อว่าจะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศเป็นอย่างมาก” ศ.นพ.ประเวศ กล่าว

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นักวิชาการอาวุโส กล่าวว่า ครูในยุคนี้ต้องเอื้อให้เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือทำ เปลี่ยนจากครูสอนไปเป็นครูฝึก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากปฏิบัติ กระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะต้องมีการรวมกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อช่วยกันพัฒนาวิธีการจัดการเรียนการสอน ดังนั้นครูยุคใหม่จึงต้องเป็นผู้เรียนด้วย

“ในอดีตเป็นการเรียนเพื่อให้ได้วิชาจากครู แต่เป้าหมายการศึกษาในโลกยุคใหม่เปลี่ยนไปแล้ว นอกจากได้วิชาให้รู้แล้วยังต้องรู้จักการนำวิชาไปใช้ให้เป็นด้วย เพื่อการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ที่ไม่เหมือนอดีต ดังนั้นการศึกษาจะต้องสร้างทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ให้แก่ผู้เรียน ประกอบด้วย 1.แรงบันดาลใจต่างๆ เช่น การเป็นคนดี มีจิตอาสาทำประโยชน์ให้สังคม ฯลฯ
2.ทักษะการเรียนรู้ เพราะวิชาต่างๆมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง มีของใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา หากขาดทักษะเรียนรู้ก็จะเรียนของใหม่ไม่ได้ รู้แต่เรื่องเดิมๆ เก่าๆ
3. ทักษะการร่วมมือกับคนอื่น และ
4.ทักษะการรู้เท่าทัน มีวินัยในตนเอง” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32918&Key=hotnews

จี้ครูไทยเปลี่ยนห้องสอนให้เป็นห้องเรียนรู้ Read More »

นัดถกปัญหา ร.ร.ขนาดเล็ก 13 มิ.ย. เล็งดัน OBEC Channel แก้ขาดครู

5 มิถุนายน 2556

คกก.แก้ปัญหาร.ร.ขนาดเล็ก ประชุมนัดแรก 13 มิ.ย.นี้ ขณะที่ สพฐ.พร้อมดัน OBEC Channel เข้าไปช่วยพัฒนาคุณภาพแก้ปัญหาขาดครู

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงผลการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในปีการศึกษา 2556 ที่มีปัญหาในเรื่องของครูไม่ครบชั้น โดยที่ผ่านมา สพฐ.นั้นได้พัฒนาสถานีโทรทัศน์การศึกษาขั้นพื้นฐาน (OBEC Channel) และได้สำรวจข้อมูลพบว่าขณะนี้มีโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 10,000 โรงที่มีการติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมและสามารถรับชมรายการต่างจากทางช่อง OBEC Channel ซึ่งเวลานี้ในการศึกษา 2556 ก็ได้จัดทำผังรายการเรียบร้อยและมีการการสอนในทุกกลุ่มสาระวิชาของระดับประถมศึกษา เพราะฉะนั้น ก็จะพยายามส่งเสริมให้โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล มีปัญหาการขาดแคลนครู ครูสอนไม่ครบกลุ่มสาระ ไม่ครบชั้นวิชา หันมาใช้ช่องทางนี้ให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้มีการใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมวังไกลกังวลควบคู่กันด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะมีโอกาสที่จะทำให้โรงเรียนได้พัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ดียิ่งขึ้น

“มีตัวอย่างที่ดีจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุพรรณบุรี เขต 1 ที่นำการระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมวังไกลกังวลมาใช้ในการเรียนการสอนของนักเรียน ผลปรากฎว่าคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) สูงขึ้นทุกชั้นปีที่มีการสอบวัดผล ซึ่งการพัฒนาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของเขตพื้นที่การศึกษาด้วย อย่างไรก็ตาม ส่วนแนวทางการบริหารจัดการในด้านอื่น ๆ ของโรงเรียนขนาดเล็กนั้นก็จะมีการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการเครือข่ายการศึกษาทางเลือกโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนของชุมชน ซึ่งมีดร.สิริกร มณีรินทร์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานในวันที่ 13 มิถุนายนนี้”นายชินภัทร กล่าว

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32917&Key=hotnews

นัดถกปัญหา ร.ร.ขนาดเล็ก 13 มิ.ย. เล็งดัน OBEC Channel แก้ขาดครู Read More »

บิ๊กสพฐ.ก้มหน้า เซ็นรับทราบข้อกล่าวหาบกพร่องจัดสอบครูผู้ช่วย

5 มิถุนายน 2556

“ชินภัทร” ก้มหน้ารับทราบข้อกล่าวหาส่อบกพร่องจัดสอบครูผู้ช่วย ยันยังไม่คิดฟ้องร้องศาลปกครอง ยังเชื่อในความยุติธรรม ด้าน “อภิชาติ” เผยบรรยากาศดีได้รับร่วมมือดี เตรียมลุยตรวจหลักฐานเพิ่ม ก่อนประชุมนัดต่อไปอีก 2 สัปดาห์

วานนี้ (4 มิ.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักบริการงานวิทยาชุมชน (วชช.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายชินภัทร ว่า ครั้งนี้เป็นการสรุปคำสั่งที่ผู้บังคับบัญชาได้กล่าวหา เลขาธิการ กพฐ. ว่าอาจจะมีความบกพร่องในการสั่งการ ซึ่งถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ โดยคณะกรรมการสอบสวนฯ ก็จะต้องหาข้อเท็จจริง ทั้งผู้ถูกกล่าวหา คือนายชินภัทร รวมทั้งจะต้องดูหลักฐาน ทั้งของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง การจัดสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษหรือเหตุจำเป็น ว12 ที่มีนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน ได้ส่งเอกสารมาจำนวน 1,444 หน้า เอกสารที่ได้จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ อีกจำนวน 1,000 กว่าหน้า จากนั้นหากมีการพาดพิงหรือต้องการข้อมูล ข้อเท็จจริงจากผู้ใด คณะกรรมการสอบสวนฯจะเชิญคนเหล่านั้นมาให้ข้อเท็จจริง หรือขอเอกสารหลักฐานได้เพิ่มเติมต่อไป

ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนฯ มีเวลารวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมด 60 วัน เพื่อจัดทำบันทึกการแจ้งการรับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาแบบ สว.3 ตามกฎคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ซึ่งออกตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน และส่งให้ผู้ถูกกล่าวหา คือ นายชินภัทร เพื่อแก้ข้อกล่าวหา หรือ พยานหลักฐาน ทั้งเอกสารและพยานบุคคลที่จะต้องเชิญมาสอบสวนภายใน 60 วัน จากนั้นคณะกรรมการสอบสวนฯจะพิจารณาว่าคำแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหารับฟังได้หรือไม่ โดยการพิจารณาจากหลักฐานทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อเสนอความเห็นต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้ง คือรัฐมนตรีว่าการศธ. พิจารณาวินิจฉัยในขั้นตอนสุดท้าย โดยทางคณะกรรมการสอบสวนฯอาจจะเสนอทั้งโทษร้ายแรง ไม่ร้ายแรง หรืออาจไม่มีโทษเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่จะต้องพิจารณากันต่อไป โดยคณะกรรมการสอบสวนฯนัดหารือรวมกันอีกครั้งในอีก 2 สัปดาห์

นายอภิชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนการยื่นอุทธรณ์ของ นายชินภัทร ที่ยื่นต่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นั้นมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนการอุทธรณ์ แต่สิ่งที่นายชินภัทรสามารถกระทำได้ คือ การทักท้วง หากผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าคณะกรรมการสอบสวนฯ เป็นอริแก่ผู้ถูกกล่าวหา ตาม กฎก.พ. ซึ่ง นายชินภัทร ได้พิจารณาแล้วว่าคณะกรรมการสอบสวนฯทั้ง 7 คนไม่ได้เป็นอริ ดังนั้นจึงไม่ได้ท้วงประเด็นดังกล่าว ส่วนหนังสือที่ นายชินภัทร ส่งผ่าน รมว.ศึกษาธิการ นั้น เป็นการแจ้งข้อเท็จจริงบางประการว่าคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงฯ น่าจะไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ส่งถึง รมว.ศึกษาธิการ นั้นไม่ใช่การอุทธรณ์ แต่เป็นการส่งข้อเท็จจริงเพิ่มเติม กรณีที่ในบันทึกของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงฯไม่ได้พูดไว้บางประเด็น ซึ่งรวมถึงบทบาทการทำงานในฐานะเลขาธิการกพฐ.ด้วย ซึ่งตนจะเสนอรัฐมนตรีว่าการศธ.เพื่อขอรับเอกสารที่นายชินภัทร ได้ส่งมา เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวน

“ในท้ายคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ มีความคลาดเคลื่อน เพราะขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนการอุทธรณ์ โดยสิ่งที่นายชินภัทร สามารถทำได้หลังการตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ คือ การร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.) หรือการทักท้วงรายชื่อคณะกรรมการฯ หากเห็นว่าเป็นอริกับผู้ถูกล่าวหา ซึ่ง นายชินภัทร ก็ไม่ได้ใช้สิทธิ์นั้น โดยยินยอมรับการสอบสวนตามเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือว่า นายชินภัทร ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยการยื่นอุทธรณ์สามารถทำได้เมื่อผลการสอบสวนออกมาเรียบร้อยแล้ว และผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ภายใน 30 รับจากวันที่ได้รับคำสั่งลงโทษ ซึ่งตามเวลาที่กำหนคดีนี้จะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2556 ทั้งนี้ แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะเกษียณอายุราชการแล้ว กระบวนการสอบสวนก็สามารถเดินต่อไปได้ โดยทางราชการจะไม่จ่ายบำเหน็จ บำนาญจนกว่าคดีจะสิ้นสุด” นายอภิชาติ กล่าว

ด้าน นายชินภัทร ให้สัมภาษณ์กล่าวภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ว่า วันนี้เป็นการเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่ง หลังจากวันนี้คณะกรรมการสอบสวนฯ จะใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ จากคำกล่าวหา และคณะกรรมการ.สืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาที่เป็นรายละเอียดให้ผู้ถูกกล่าวหาให้รับทราบภายใน 60 วัน เพราะฉะนั้น ในช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงที่ตนสามารถรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น ส่วนการยื่นอุทธรณ์กับ ก.พ.ค. เป็นสิทธิที่ทำได้ภายใน 30 วันหลังจากที่ตนได้เซ็นต์รับทราบข้อกล่าวหาตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. ซึ่งจะสิ้นสุดการอุทธรณ์ในวันที่ 27 มิ.ย. เพราะฉะนั้น ก็ยังอยู่ในระยะเวลาที่ทำได้ แต่ตนจะขอรอดูแนวทาง และศึกษากรณีที่เกิดขึ้นในอดีตที่มีความคล้ายคลึงกันว่ามีการจัดการอย่างไรในการชี้แจงและในการใช้สิทธิ์ในการอุทธรณ์ ถ้าเป็นประโยชน์ก็อาจจะพิจารณา แต่ตอนนี้ตนยังไม่ได้ตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง อย่างกรณีของนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หรือไม่ นายชินภัทร กล่าวว่า ขอให้ดำเนินการทีละขั้นตอน โดยในขั้นตอนแรกก็เป็นการสืบสวนข้อเท็จจริงให้เกิดความเป็นธรรม แต่คงไม่ถึงขั้นฟ้องร้อง
“ผมยังเชื่อในความยุติธรรม ว่าในสังคมนี้ยังมีอยู่และยังคงอยู่ในจุดยืนตรงนี้ให้นานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” นายชินภัทร กล่าว

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32916&Key=hotnews

บิ๊กสพฐ.ก้มหน้า เซ็นรับทราบข้อกล่าวหาบกพร่องจัดสอบครูผู้ช่วย Read More »

ออกนอกระบบอีกราย ครม.ไฟเขียวผลัก ม.ขอนแก่น ดูแลตัวเอง

5 มิถุนายน 2556

ม.ขอนแก่น เตรียมออกนอกระบบอีกราย หลัง ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยขอนแก่น เตรียมส่งให้กฤษฎีกาพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎร “พงศ์เทพ” ยันประชาคม มข.เห็นด้วย เพราะมีการแก้ร่าง พ.ร.บ.ที่ตรงกับความต้องการของทุกคนแล้ว

วานนี้ (4 พ.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. … ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยให้รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.กำหนดให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น และกำหนดให้มหาวิทยาลัยมีรายได้ส่วนหนึ่งจากเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ และเงินกองทุนที่รัฐบาลหรือมหาวิทยาลัยจัดตั้งขึ้นและรายได้หรือผลประโยชน์จากกองทุน รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและให้อสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมีผู้อุทิศให้หรือได้จากการซื้อหรือแลกเปลี่ยนไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุและให้ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย อีกทั้ง กำหนดให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วย นายกสภามหาวิทยาลัยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการโดยตำแหน่งกรรมการซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งและคณาจารย์ประจำตามที่กำหนด กำหนดคุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่ง และให้สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด

ด้าน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรี ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติตามที่ ศธ.เสนอร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. … ซึ่งจากนี้จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนจะเข้าสู่พิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเคยจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.แล้วครั้งหนึ่ง แต่ขณะนั้นประชาคมมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ไม่เห็นด้วย มหาวิทยาลัยจึงขอถอนร่างออกจากการพิจารณาของ ครม.ในครั้งนั้น

“เหตุที่ประชาคมไม่เห็นด้วย เพราะยังมีความกังวลในหลายๆ เรื่อง อาทิ หากเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ หรือ ม.นอกระบบ จะทำให้ต้องมีการขึ้นค่าหน่วยกิต ทำให้นักศึกษาที่ยากจนต้องเดือดร้อน เป็นต้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวคลาดเคลื่อนไปจากหลักการและเจตนารมณ์ของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ดังนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จึงแจ้งไปยังมหาวิทยาลัย ต่อมามหาวิทยาลัยจึงได้ขอถอนเรื่องออกจาก ครม. เพื่อกลับไปทำความเข้าใจกับประชาคม” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

นายพงศ์เทพ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากการรับฟังความคิดเห็นสรุปว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องการให้มหาวิทยาลัยมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีความคล่องตัว ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีความอิสระทางวิชาการเพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศ ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงได้ปรับปรุง ร่าง พ.ร.บ.ให้สอดคล้องกับความเห็นของประชาคม จนกระทั่งมาเข้า ครม.อีกครั้ง ซึ่งจากนี้จะต้องส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดูในเรื่องความถูกต้อง และข้อกฎหมายต่าง ๆ ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ต่อไป

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32915&Key=hotnews

ออกนอกระบบอีกราย ครม.ไฟเขียวผลัก ม.ขอนแก่น ดูแลตัวเอง Read More »

ม.พะเยาร่วมมือ ม.ไห่หนานพัฒนาทักษะภาษาให้นักศึกษา

4 มิถุนายน 2556

ศ.พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนพร้อมด้วยคณะได้เดินทางไปมหาวิทยาลัยครูไห่หนาน (Hainan Normal University, HNU) เพื่อลงนามบันทึกความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การวิจัยและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมร่วมกัน โดยได้มีการหารือถึงรายละเอียดของหลักสูตร ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจัดส่งนิสิตของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิตในหลักสูตรแพทย์แผนจีนและหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาภาษาจีน ไปพัฒนาทักษะภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยครูไห่หนาน ทั้งนี้ จากการสอบถามตัวแทนนักศึกษาไทยที่ไปศึกษาภาษาจีนถึงความพึงพอใจในด้านการเรียนการสอน ความเป็นอยู่และการพัฒนาทักษะภาษาจีนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ พบว่านักศึกษาเกือบทั้งหมดพอใจมากกับการเรียน การสอน ความใส่ใจของอาจารย์ บรรยากาศการเรียนและความเป็นอยู่ ตลอดจนอุปนิสัยและความเป็นมิตรของคนในมณฑลแห่งนี้ โดยให้คะแนนความพึงพอใจโดยภาพรวม 9 จาก 10 และส่วนใหญ่ยอมรับว่าค่าใช้จ่ายในการศึกษาตลอดจนค่าใช้จ่ายประจำวันมีความสมเหตุสมผลและยอมรับได้

อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวด้วยว่า ม.พะเยามีแผนที่จะจัดส่งนิสิตอย่างน้อยปีละ 60 คน เพื่อที่จะไปพัฒนาทักษะภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยครูไห่หนานเป็นระยะเวลา 1 ปีการศึกษา โดยจะเริ่มจากปีการศึกษา 2557 เป็นต้นไป รวมทั้งจะได้จัดส่งอาจารย์สาขาภาษาจีนไปพัฒนาทักษะทางภาษาเพิ่ม ทั้งในหลักสูตรพัฒนาระยะสั้นและระดับปริญญาเอกอีกด้วย และในการศึกษาดูงานในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยครูไห่หนาน ได้เสนอทุนการศึกษาในระดับปริญญาเอกของรัฐบาลจีน อย่างน้อย 1 ทุน ให้กับอาจารย์ภาษาจีนของมหาวิทยาลัยพะเยาอีกด้วย

มหาวิทยาลัยครูไห่หนาน (ไหหลำ) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2492 เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในเขตไห่หนาน (ไหหลำ) มีการจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี 52 หลักสูตร ระดับปริญญาโท 11 หลักสูตร ปริญญาเอก 4 หลักสูตร ประกอบด้วยคณะ 18 คณะ ศูนย์วิจัย 30 ศูนย์ โดยเป็นศูนย์วิจัยระดับชาติ 2 ศูนย์ และระดับมณฑล 3 ศูนย์ มีนักศึกษาทั้งหมดประมาณ 20,000 คน เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี 16,000 คน ในจำนวนนี้มีนักศึกษาไทยจำนวน 900 คน มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนให้มีการรับนักศึกษาจากต่างชาติเข้ามาศึกษาภาษาจีน ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีการแลกเปลี่ยนนักศึกษากับมหาวิทยาลัยนานาชาติ จำนวน 100 แห่ง จาก 58 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย และได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้เป็นศูนย์อบรมภาษาจีนแห่งชาติให้กับอาจารย์ภาษาจีนที่จะเป็นอาสาสมัครไปสอนภาษาจีนในนานาประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย และเคยมีโอกาสรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสที่ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรวิธีการเรียนการสอนภาษาจีน ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้อีกด้วย
จากผลการอบรมนักศึกษาในระยะเวลา 3 ปีย้อนหลัง พบว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ช่วยพัฒนาทักษะภาษาจีนให้แก่นักศึกษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำให้นักศึกษาไทยสอบผ่านการสอบ Chinese Language Proficiency Test (HSK) ในระดับ 5 ได้ในระยะเวลา 6 เดือน โดยมีพัฒนาการ ของผลการสอบ 3 ปีย้อนหลัง เป็นประมาณร้อยละ 75 , 85 และ 100 ตามลำดับ พร้อมทั้งได้รับคำยืนยันจากนักศึกษาไทยว่าอาจารย์ที่นี่ให้ความใส่ใจนักศึกษาอย่างมาก และเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนภาษาจีนดีที่สุดในบรรดามหาวิทยาลัยจีนที่มีนักศึกษาไทยระดับปริญญาตรีมาเรียน

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32907&Key=hotnews

ม.พะเยาร่วมมือ ม.ไห่หนานพัฒนาทักษะภาษาให้นักศึกษา Read More »

โจทย์ใหญ่การศึกษาไทย ‘เลือกเรียนอย่างไร…จบไปไม่ตกงาน’

4 มิถุนายน 2556

กนกวรรณ กลินณศักดิ์ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะ สสค.
ผลการประมวลผลเส้นทางการศึกษาของเด็กไทย โดย “ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์” นักวิชาการ สสค. พบว่า หากเปรียบจำนวนเด็กเยาวชนไทยที่เกิดทุกปี ซึ่งมีจำนวน 8 แสนคน เท่ากับเด็ก 10 คน จะพบว่า มีเด็ก 6 คน อายุ 15-18 ปี หลุดออกจากระบบการศึกษา และก้าวสู่ตลาดแรงงานแบบไม่ตั้งตัว คำถามสำคัญ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ช่วยเตรียมความพร้อมในเรื่อง “ทักษะ” ที่เพียงพอให้แก่เยาวชนไทยในการประกอบอาชีพได้อย่างไร?

เวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 16 จึงเน้นโจทย์สำคัญเพื่อค้นหาคำตอบ “การศึกษาเพื่อทักษะและการทำงานในอนาคต” ผ่าน 2 กรณีศึกษาจากโรงเรียนอนุบาลโคกเจริญ จ.ลพบุรี ที่ใช้ภูมิปัญญาการทอผ้ามาทักทอความร่วมมือกันของนักเรียน ครู พ่อแม่และชุมชน จนยกระดับ “ผ้าทอในรั้วบ้าน-โรงเรียน-ชุมชน” สู่ “ผ้าทอ..คณะรัฐมนตรี” ขณะที่โรงเรียนวัดหนองกบ จ.ราชบุรี ใช้ “ไก่ย่างบางตาล และมะกรูด” ทรัพยากรท้องถิ่นเป็นต้นทุนในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ทักษะอาชีพ โดยการสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค. กล่าวว่า ความสำเร็จในการจัดการศึกษาของทั้งสองกรณี คือ การเข้าไปสร้างงานสร้างรายได้ในชุมชน แล้วถ่ายทอดองค์ความรู้จนเกิดเครือข่ายสร้างงาน และยกระดับผลิตภัณฑ์ โดยได้สถานศึกษาเป็นเพื่อนร่วมทางสำคัญ สรุปได้ว่า การศึกษาต้องแก้ไขปัญหาในชุมชนก่อน จึงจำเป็นต้องเริ่มจากชุมชน เริ่มที่เด็กเยาวชน กลายเป็นพลังเครือข่ายทางวิชาการ สร้างทุนในชุมชนและโรงเรียน

วินัย ปัจฉิม ครูสอนดีโรงเรียนอนุบาลโคกเจริญ จ.ลพบุรี กล่าวว่า “การทอผ้า ไม่ใช่เรียนจบแล้วต้องทำเป็นอาชีพ แต่สอนให้เด็กฝึกกระบวนการคิดผ่านการทำงาน สามารถพัฒนาต่อยอดและสร้างรายได้ให้ครอบครัว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการประกอบอาชีพให้นักเรียน และการเชื่อมความรู้สู่ชุมชน
ด้าน พัชรินทร์ วัดอักษร ครูสอนดีโรงเรียนวัดหนองกบ จ.ราชบุรี ยอมรับว่า ไม่เก่งการงานอาชีพเลย จึงให้นักเรียนร่วมสำรวจว่า ในชุมชนประกอบอาชีพอะไร เลยเป็นที่มาของมะกรูดและการทำไก่บางตาล ซึ่งนักเรียนจะรู้จักกระบวนการคิด การค้นคว้า สามารถนำทักษะไปใช้ในการเรียนวิชาอื่นๆ ได้
“ไม่ใช่เฉพาะมะกรูด หรือไก่ย่างบางตาล ถึงนักเรียนย้ายไปอยู่ในพื้นที่อื่นก็สามารถใช้การคิดวิเคราะห์ทำผลิตผลอย่างอื่นได้ ส่วนการขายก็ประยุกต์ในชุมชน นักธุรกิจน้อย สอนการบริหาร คิดต้นทุนกำไร มีความซื่อสัตย์ มีมารยาทในการบริการ”

นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า การฟังกรณีตัวอย่างทั้งสองโรงเรียนนี้ แสดงถึงการศึกษาที่มุ่งแก้ไขปัญหาและสร้างอาชีพให้ชุมชน เป็น “การคืนการศึกษาให้ชีวิต” เช่น ที่ ผอ.นิพนธ์ ตาระกา ร.ร.อนุบาลโคกเจริญ เล่าว่า ให้เด็กเรียนทอผ้าเพื่อแก้ปัญหาความยากจน สิ่งที่ได้คือ นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจและสามารถถ่ายทอดให้ครอบครัวและชุมชนได้

ขณะที่ ผอ.สุพรรณ สุวรรณ์นัง ร.ร.วัดหนองกบ เชื่อว่า ถ้าเอาเรื่องอาชีพเป็นตัวเดินเรื่องจะสร้างทักษะคืนสู่การศึกษาที่ตอบโจทย์ท้องถิ่นได้ “การศึกษาจึงจำเป็นต้องเอาปัญหาในพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาโรงเรียนเอาสถาบันเป็นตัวตั้ง เพราะจะสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็งมีพลัง โดยอาจเริ่มจากการทำแม็พพิ้งในพื้นที่ แล้วก็เรียนรู้วิธีขับเคลื่อนกันเป็นจังหวัด”

ทองอินทร์ เพียภูเขียว ประธานคณะกรรมการคัดเลือกครูสอนดี จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า การสอนอาชีพในโรงเรียนเป็นเรื่องดี เพราะหากเด็กมีงานทำก็จะไม่สร้างปัญหาในสังคม แต่การสร้างความยั่งยืนนั้นต้องเริ่มจากสังคม ปัญหาคือ แม้โรงเรียนจะสอนวิชาชีพ แต่หากเครื่องมือไม่พร้อม เด็กจะขาดการฝึกฝน และหากไม่มีการวางแผนให้นักเรียน ถึงมีอาชีพติดตัว แต่ก็ไม่มีช่องทางการต่อยอดอาชีพได้
สอดคล้องกับ ศิริ โพธินาม ตัวแทน อบจ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ควรเปลี่ยนรูปแบบการศึกษาเป็นแบบอาชีวศึกษา หรือแบบทวิภาคี คือ โรงเรียนในโรงงาน ซึ่งสอดคล้องว่า ทำไมเราจึงสามารถเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้ โดยเน้นการเชื่อมโยงกับท้องถิ่น และทำงานร่วมกับวิทยาลัยอาชีพต่างๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนทัศนคติที่หวังให้เด็กมุ่งสู่รั้วมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว เป็น “เด็กทุกคนต้องมีอาชีพ” ซึ่งเชื่อว่า อบต.หลายพันแห่งยินดีให้ความร่วมมือด้านการศึกษา

เพราะคำตอบ การศึกษาไทย มิใช่มุ่งตรงสู่เพียง “ปริญญา” แต่ต้องช่วยแก้ปัญหา “ปากท้อง” ในชุมชน ด้วยการสร้าง “สัมมาชีพ” ให้เต็มแผ่นดิน

–คมชัดลึก ฉบับวันที่ 4 มิ.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32906&Key=hotnews

โจทย์ใหญ่การศึกษาไทย ‘เลือกเรียนอย่างไร…จบไปไม่ตกงาน’ Read More »

มาตรฐานการศึกษาต้องมาจากแรกเริ่ม ชี้อนุบาลถือเป็นการเริ่มต้นการศึกษา

4 มิถุนายน 2556

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึง การขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาระดับอนุบาลถือว่า มีความสำคัญมาก เพราะการศึกษาในระดับอนุบาลถือเป็นการเริ่มต้นการศึกษาของคน เปรียบดังคำที่ว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย” ดังนั้น สถานศึกษาจะต้องมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน (O-NET)ให้ดีมีมาตรฐาน ให้มีโอกาสทางการศึกษา และเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่จะมีการแข่งขันกันอย่างเสรี กระทรวงศึกษาจึงต้องเตรียมทรัพยากรของประเทศให้มีความรู้ความสามารถในการแข่งขัน

รมช.ศธ. กล่าวต่อว่า จากข้อมูลของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.)ได้ชี้ว่าผลการประเมินนักเรียนยังเกิน 65 % ยังมีมาตรฐานต่ำ โดยเฉพาะในวิชาหลัก ๆ เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ซึ่งปัญหาอาจจะเกิดจากโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกล ที่ทำให้มาตรฐานการศึกษายังไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น จึงต้องมีการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาและการยกระดับคุณภาพผู้เรียน และพัฒนาคุณภาพการศึกษา ในระดับอนุบาลอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดการพัฒนาการศึกษาระดับอนุบาลให้ได้มาตรฐาน

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32905&Key=hotnews

มาตรฐานการศึกษาต้องมาจากแรกเริ่ม ชี้อนุบาลถือเป็นการเริ่มต้นการศึกษา Read More »

พงศ์เทพแจงซื้อรถตู้ถูกกว่าจ้างครู

4 มิถุนายน 2556

“พงศ์เทพ-เสริมศักดิ์” ประสานเสียงแจงจัดซื้อรถตู้คุ้มกว่าจ้างครู ต้องเพิ่ม 70,000 อัตรา ใช้เงิน 1,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่สำนักงบฯ ยัน 12 ที่นั่ง ราคาตลาดไม่ต่ำกว่าล้าน ส่วนแท็บเล็ตแพงขึ้น เพราะสเปกสูงขึ้น

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วยนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศธ. แถลงข่าวชี้แจงการจัดซื้อรถตู้รับส่งนักเรียน และการจัดซื้อแท็บเล็ตนักเรียน โดยนายเสริมศักดิ์กล่าวชี้แจงการจัดซื้อรถตู้ว่า ศธ.จะจัดซื้อรถตู้ 1,000 คัน ราคาคันละ 1,232,400 บาท รวมเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 1,232,400,000 ล้านบาท ขณะที่สเปกรถตู้เป็นไปตามราคามาตรฐานครุภัณฑ์ที่สำนักงบประมาณกำหนด คือรถตู้ขนาด 12 ที่นั่ง ระบบดีเซล ปริมาตรกระบอกสูบไม่ต่ำกว่า 2,400 ซีซี และยืนยันว่ากรณีงบฯ จัดซื้อรถตู้ 2.5 พันล้าน ในการชี้แจงร่างงบฯ ปี 2557 ที่ผ่านมา คลาดเคลื่อนจากการพิมพ์เอกสารที่ไปดึงข้อมูลเก่ามา ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.งบฯ พ.ศ.2557 จัดพิมพ์ถูกต้องแล้ว

สำหรับรถตู้ทั้ง 1,000 คัน ที่แบ่งการจัดซื้อผูกพันระหว่างปี 2557-2558 นั้น จะแบ่ง 150 คัน ให้โรงเรียนขนาดเล็กที่มีการเคลื่อนย้ายนักเรียนไปเรียนรวมกัน ส่วนอีก 850 คัน ให้โรงเรียนหลักและโรงเรียนดีศรีตำบล เพื่อใช้งานต่อไป หากคำนวณงบฯ การจัดซื้อรถตู้กับการจ้างครูสอนในโรงเรียนขนาดเล็กนั้น จะพบว่าการจัดซื้อรถตู้ใช้งบฯ ประหยัดสุด เพราะจากข้อมูลโรงเรียนขนาดเล็ก 14,000 โรง จะต้องจ้างครูเพิ่ม 70,000 คน ใช้งบฯ 1,000 ล้านต่อปี ส่วนการจัดซื้อรถตู้ไม่ได้จัดซื้อทุกปี
ขณะที่ น.ส.จรรยา อยู่โปร่ง ผอ.สำนักจัดทำงบประมาณด้านสังคม 1 สำนักงบฯ กล่าวชี้แจงกรณีทำไมไม่จัดซื้อรถตู้ 16 ที่นั่ง และราคาของรถตู้ 12 ที่นั่ง ว่า สำนักงบฯ ได้กำหนดมาตรฐานครุภัณฑ์การจัดซื้อรถตู้แค่ 12 ที่นั่งเท่านั้น และกำหนดราคากลางที่ 1,232,400 บาท กำหนดตั้งแต่เดือน ก.พ.2555 ส่วนราคาที่เป็นปัจจุบัน เรากำลังจัดทำอยู่ แต่ยืนยันว่ารถตู้ขนาด 12 ที่นั่งในท้องตลาด ราคาไม่ต่ำกว่าหลักล้านบาททั้งนั้น ส่วนกรณีรถตู้ขนาด 16 ที่นั่ง ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้กำหนดในมาตรฐานครุภัณฑ์ เนื่องจากต้องขอยกเว้นจากกรมการขนส่งทางบกก่อน

นายพงศ์เทพกล่าวชี้แจงการจัดซื้อแท็บเล็ตว่า งบฯ ของปี 2556 สูงแท็บเล็ตของปีก่อน ขณะที่สเปกเครื่องแท็บเล็ตก็สูงตามด้วย เปรียบเทียบแท็บเล็ตนักเรียนชั้น ป.1 ดังนี้ ปี 2555 ซีพียู 1 GHz ความเร็ว 512 MB ไม่มีกล้องหน้าและหลัง ราคา 2,624 บาท ซึ่งไม่ใช่ราคา 2,400 กว่าบาท ที่โจมตีกันในสภาฯ ส่วนปี 2556 ซีพียู 1 GHz Core 2 ความเร็ว 1 GB กล้องหน้า VGA กล้องหลัง 1.3 ล้านพิเซล ราคา 2,720 บาท รวมถึงเพิ่มข้อตกลงการจัดส่งตัวเครื่องด้วย การจัดซื้อแท็บเล็ตปี 2556 นี้ยังอยู่ในขั้นตอนการขายแบบเท่านั้น ขณะนี้มี 18 บริษัทที่สนใจซื้อไปแล้ว ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าแต่ละบริษัทจะเสนอราคามาเท่าไหร่.

ที่มา: http://www.thaipost.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32904&Key=hotnews

พงศ์เทพแจงซื้อรถตู้ถูกกว่าจ้างครู Read More »