สพฐ.ระดมสมองปรับแนวทางสอนใหม่

22 เมษายน 2556

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เตรียมจัดเวทีเสวนาโต๊ะกลมเกี่ยวกับแนวคิดการปรับทิศทางของห้องเรียนในเร็ว ๆ นี้ โดยจะนำแนวคิดจากหนังสือ Flip Your Classroom ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าด้วยการปรับทิศทางการจัดกิจกรรมในชั้นเรียนภายใต้บริบทของเทคโนโลยี ระบบไอซีทีที่ความรู้มีอยู่ทั่วทุกสถานที่และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลามาเป็นหลักในการเสวนา เพราะปัจจุบันการเรียนการสอนที่โรงเรียนใช้อยู่นั้น เด็กมีส่วนร่วมในชั้นเรียนน้อยมาก คือ ช่วงเวลา 5 นาทีแรกจะเป็นการนำเข้าสู่บทเรียน 20 นาทีต่อมาเป็นการบรรยาย จากนั้นเป็นเวลาของการสาธิต 10 นาที และ 5 นาทีสุดท้ายครูจะตั้งคำถามให้เด็กคิดและตอบ ดังนั้นจากนี้ไปจะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนและการใช้เวลาในห้องเรียน โดยใช้เทคโนโลยีที่มีมาช่วยให้เกิดการประโยชน์คล้ายกับการใช้แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือใช้ในการสืบหาข้อมูล

“ต่อไปเด็กจะมาเรียนโดยมีความพร้อมที่จะตั้งคำถามกับครู พร้อมที่จะเสวนาหรือถกแถลงในชั้นเรียนเกี่ยวกับเรื่องที่ครูมอบเป็นการบ้านให้กลับไปสืบค้นจากเนื้อหาที่มีอยู่ในแท็บเล็ตได้ ไม่ใช่มาเรียนด้วยสมองว่างเปล่าและรอรับความรู้จากครูซึ่งเป็นวิธีการแบบเดิม”เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า หากปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้สำเร็จเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อโรงเรียนที่มีข้อจำกัดได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในโรงเรียนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเด็กจะสามารถใช้เวลาเรียนด้วยตนเองได้มากขึ้น เวลาเรียนในห้องเรียนต่อวันและสัปดาห์จะลดลง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน สื่อการเรียนการสอน ระบบอินเทอร์เน็ต แผนการสอนต้องมีความพร้อม รวมถึงครูต้องยอมรับและเข้าใจและพร้อมที่จะปรับตัวเข้าสู่การเรียนการสอนรูปแบบใหม่ด้วย.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32474&Key=hotnews

สพฐ.ระดมสมองปรับแนวทางสอนใหม่ Read More »

กศน.เน้นเรียนรู้เอง – เอ็นเน็ตผลพลอยได้

22 เมษายน 2556

ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวกรณีผลคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ด้านการศึกษานอกโรงเรียน หรือ เอ็นเน็ต ประจำปีการศึกษา 2555 ที่ออกมาเฉลี่ยแต่ละวิชาค่อนข้างต่ำในทุกระดับว่า ฐานะที่ติดตามเรื่องการประเมินผลการศึกษาของผู้เรียน กศน.มาโดยตลอด หากมองในภาพรวม จากในอดีตที่ กศน.จัดทดสอบเอ็นทีกันเอง แล้วมาเข้าสู่ระบบเอ็นเน็ตที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นผู้จัดถือว่า ผลการประเมินมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าคะแนนเฉลี่ยที่ได้จะต่ำกว่าร้อยละ 50 ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจแล้วสำหรับผู้เรียนที่เป็นผู้ด้อยโอกาส พลาดโอกาส และขาดโอกาสทางการศึกษา

รองเลขาธิการ กศน. กล่าวต่อไปว่า ประเด็นหลักที่ทำให้ผลคะแนนออกมาไม่สูงนั้น น่าจะขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียน เพราะคนที่เรียน กศน.ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีภาระมีแต่ความตั้งใจและต้องเจียดเวลามาเรียน ซึ่งประเด็นนี้เป็นพื้นฐานที่ทุกคนยอมรับได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเรียน กศน. คือ การเรียนด้วยตนเอง ดังนั้นผู้เรียนต้องควบคุมตัวเองได้และต้องจัดเวลามาเรียนรวมถึงร่วมทำกิจกรรมด้วย ขณะเดียวกันกระบวนการเรียนการสอนของ กศน.เองก็ต้องมีการปรับปรุง ครูก็ต้องใกล้ชิดผู้เรียนมากขึ้นโดยต้องเป็นพี่เลี้ยงและเอาใจใส่ผู้เรียนให้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ถึงเวลาที่ต้องมีการทบทวนสื่อการเรียนการสอนของ กศน.ให้ตรงตามประเด็น เนื้อหาสาระ และมีระดับความยากง่ายตามระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย รวมถึงต้องพัฒนาหลักสูตรโดยลดเนื้อหาบางวิชาลงซึ่งทางกลุ่มพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียนกำลังศึกษาแนวทางอยู่

“ในอนาคตการเรียน กศน.จะต้องยึดหลัก “สอนน้อยเรียนมาก” ให้มากขึ้น คือ ผู้เรียนจะต้องแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นหลักปรัชญาการเรียนรู้ที่แท้จริงและสอดคล้องกับการเรียนตามแนวทางของ กศน. ซึ่งมั่นใจว่าผู้เรียน กศน.ทำได้แน่นอน โดยที่ผ่านมาก็มี กศน.อำเภอหลายแห่งที่ทำได้ผลเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าครูสามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและมีความสามารถในการมอบหมายงานเป็นอย่างดี” ดร.ชัยยศกล่าวและว่า หากสามารถปรับแนวทางการจัดการเรียนการสอนรวมถึงพัฒนาหลักสื่อและหลักสูตรต่าง ๆ ได้ประสบความสำเร็จ เชื่อว่าผลการทดสอบเอ็นเน็ตน่าจะดีขึ้นได้.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32473&Key=hotnews

กศน.เน้นเรียนรู้เอง – เอ็นเน็ตผลพลอยได้ Read More »

ศธ.ออกประกาศอัตราค่าเทอม EP อาชีวะ

22 เมษายน 2556

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาในการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาภาคภาษาอังกฤษ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีสาระสำคัญคือ สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนนอกเหนือหลักสูตรการศึกษาอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้นักเรียนเกินมาตรฐานที่รัฐจัดให้ สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน ดังนี้ ห้องเรียนพิเศษ English Program (EP) ระดับ ปวช.เก็บได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อคนต่อภาคเรียน ห้องเรียนพิเศษ Mini English Program (MEP) ระดับ ปวช. เก็บได้ไม่เกิน 17,500 บาท และห้องเรียนพิเศษด้านภาษาต่างประเทศ ด้านวิชาการ และด้านอื่น ๆ เช่น ห้องเรียนทฤษฎี และห้องเรียนปฏิบัติทางวิชาชีพ เก็บได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น และเหมาะสมกับสภาพฐานะทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น  ยกเว้นค่าใช้จ่ายห้องเรียนพิเศษด้านภาษาอังกฤษเก็บได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของห้องเรียน MEP

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า การเปิดห้องเรียนพิเศษของสถานศึกษาต้องได้รับอนุมัติจาก สอศ. และการเก็บเงินบำรุงการศึกษาต้องเป็นไปตามประกาศ ศธ. และต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการสถานศึกษา โดยประกาศให้ผู้ปกครองและนักเรียน นักศึกษาทราบล่วงหน้า และสถานศึกษาต้องพิจารณาให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาส โดยไม่รอนสิทธิที่จะได้เรียนกับครูชาวต่างประเทศ โดยจัดให้ทุกคนได้เรียนสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง การเรียนการฝึกคอมพิวเตอร์ และการใช้บริการอินเทอร์เน็ตปีละ 40 ชั่วโมง เป็นต้น ทั้งนี้สามารถเก็บเงินบำรุงการศึกษาดังกล่าวได้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 เป็นต้นไป ส่วนสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร ปวช.ปกติ ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองได้ เนื่องจากรัฐบาลได้จ่ายเงินอุดหนุนให้แล้ว

“ปีการศึกษา 2555 สถานศึกษาในสังกัด สอศ. ได้มีการนำร่องจัดห้องเรียน EP, MEP และห้องเรียนพิเศษต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่ไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาเพิ่มเติมจากมาตรฐานทั่วไป ดังนั้นเพื่อให้การขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน การกำหนดหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติดังกล่าวจึงเป็นการคุ้มครองผู้ปกครองไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น” ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32472&Key=hotnews

ศธ.ออกประกาศอัตราค่าเทอม EP อาชีวะ Read More »

ถกยุทธศาสตร์การศึกษาฯ Trip สุดท้าย ก่อนคลอดแผนยุทธศาสตร์การศึกษาชาติ

22 เมษายน 2556

เป็นครั้งสุดท้ายแล้วสำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ.2556-2558 ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นที่โรงแรมเดอะรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน-ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นประธานเปิดการประชุมและมอบนโยบายผ่านวีดิทัศน์ จากนั้น ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวสรุปภาพรวมจากการประชุมทั้ง 4 ภาค ท่ามกลาง ผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,600 คน

พลตรีศรชัย มนตริวัต ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาวิชาการทหาร กล่าวว่าปัจจัยสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาคือครู ซึ่งการพัฒนาครูเดินมาถูกทางแล้ว โรงเรียนที่มีครูเก่งๆ แม้จะอยูในที่ห่างไกลก็สามารถพัฒนานักเรียนให้เก่งได้ และควรส่งเสริมให้คนที่อยากเป็นครูให้ได้เรียนด้านครู ไม่ใช่เอาคนที่เรียนไม่เก่งหรือเรียนไม่ได้มาเป็นครู ในส่วน ของกระทรวงกลาโหมมีการจัดการศึกษาอยู่หลายหน่วยงาน เช่น โรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วิทยาลัยแพทย์ทหาร แต่ที่ผ่านมาการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงกลาโหมยังประสานงานกันน้อย อยากให้มีการประสานงานกันมากขึ้น

รศ.ดร.เปรื่อง กิจรัตน์ภร ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ กล่าวว่า การจัดการศึกษาจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการสร้างคนให้เป็นคนดีและคนเก่ง คือเป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรมและใฝ่หาความรู้ ส่วนการจัดการเรียนการสอนจะต้องเป็นการเรียนรู้แบบวิจัยและเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem based Learning) คือสอนให้รู้ปัญหาและหาวิธีแก้ เริ่มตั้งแต่เด็กโดยจัดเนื้อหา ให้ตรงกับวัย และยุคนี้เป็นยุคของเศรษฐกิจบนฐานวัฒนธรรม ดังนั้นควรจะใช้วัฒนธรรมไทยในการสื่อสารและเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ

ศ.กิตติคุณ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงปี 2545 เป็นยุคที่ประเทศไทยเผชิญกับความไม่เสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งปัจจุบันปัญหาดังกล่าวยังคงมีอยู่และยิ่งมีช่องว่างเพิ่มมากขึ้น และมีบางเรื่องที่ตั้งเป้าหมายไว้แต่ยังทำไม่ได้ เช่น การเพิ่ม โอเน็ตร้อยละ 40 และจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่ผ่านมาเป็น บทเรียน สิ่งใดบ้างที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ สิ่งใด ที่ทำแล้วประสบความสำเร็จและควรสานต่อ

รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนทัดเทียมกัน แต่จะต้องไม่ทิ้งภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยและควรบรรจุให้เข้าไปอยู่ในโลกไซเบอร์ด้วย และเห็นด้วยกับการเรียนภาษาเพื่อนบ้านเพื่อเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เขมร ลาว นอกจากนี้การเรียนการสอนควรให้มีการเรียนเกี่ยวกับการเรียงความ ย่อความ และหน้าที่พลเมืองด้วย เพราะเด็กยุคนี้เขียนเรียงความ ย่อความไม่เป็น สุดท้ายจะต้องทำแผนที่สามารถแจ้งให้ทราบว่าอีก 5 ปีประเทศไทยต้องการคนอย่างไร เพื่อมหาวิทยาลัยจะได้ผลิตคนได้ตรงตามต้องการ

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้นำเสนอ “ยุทธศาสตร์ประเทศ” (Country Strategy) ของกระทรวงศึกษาธิการ และรายงานผลการดำเนินงานด้านการศึกษาในระยะเวลาที่ผ่านมา โดยมีนักวิชาการศึกษาหลายท่านร่วมแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเดอะ รีเจ้นท์ เสนอแนะว่า ควรปลูกฝัง คุณธรรมและทักษะสังคมให้กับเด็กตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนต้นที่เรียกว่า C-GRIP คือการสอนให้เด็กเรียนรู้จากเหตุการณ์จริงหรือกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วย Courage คือ กล้าคิด กล้าทำ Generosity ปลูกฝังเรื่องจิตอาสาช่วยผู้ที่ลำบากหรือด้อยกว่า, Resolution พัฒนาความสามารถและมองหาจุดบกพร่องของตนเองและสัญญาว่าจะไม่ทำอีก, Imagination พัฒนาความสามารถในการจินตนาการและค้นคิดของใหม่ที่เป็นประโยชน์หรือจินตนาการในการแก้ไขปัญหาที่เห็นซ้ำซากหรือเพิ่งเกิดใหม่, Principle การปลูกฝังคุณธรรมประจำใจ โดยใช้ประสบการณ์การเรียนรู้ การพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรมและทักษะทางสังคมดังกล่าวข้างต้น เช่น สอนไม่ให้เด็กเกลียดชังเพื่อนต่างผิว เคารพ ความคิดเห็นของเพื่อน สามารถทำงานเป็นกลุ่มได้ ไม่เห็นแก่ตัว รู้จักแบ่งปัน กล้าที่จะทำดี เป็นผู้นำและแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อน เห็นคุณค่าของตัวเอง มีความเมตตาและช่วยเหลือผู้อื่น

ดร.บูรพาทิศ พลอยสุวรรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ได้รายงานถึงการติดตาม ประเมินผลการจัดการศึกษาตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่ ภาคกลาง พบข้อมูลที่น่าสนใจคือ ครูคิดว่าวิชาในหลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตได้มากที่สุดคือ ภาษาไทย รองลงมาคือภาษาอังกฤษ ส่วนศิลปะนำไปใช้น้อยที่สุด สอดคล้องกับนักเรียนมัธยมที่เห็นว่าภาษาไทยใช้กับชีวิตประจำวันได้มากที่สุด ศิลปะน้อยที่สุด และนักเรียนมีความเห็นว่าการเรียนการสอนในโรงเรียนช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด แต่ส่งเสริมด้านคุณธรรมจริยธรรม น้อยที่สุด ซึ่งตรงกันข้ามกลับครูและผู้บริหารที่เห็นว่า การจัดโครงการหรือกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม มีความเหมาะสมและเพียงพอ นอกจากนี้ยังพบว่าห้องสมุดโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่นักเรียนใช้มากที่สุด

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพ 10300 โทรศัพท์ 0-2668-7123 ต่อ 2413, 2414, 2416 เว็บไซต์ www.onec.go.th

–มติชน ฉบับวันที่ 22 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32471&Key=hotnews

 

ถกยุทธศาสตร์การศึกษาฯ Trip สุดท้าย ก่อนคลอดแผนยุทธศาสตร์การศึกษาชาติ Read More »

เฟสบุ๊คไม่ใช่ที่ส่วนตัวอีกต่อไป (itinlife393)

กรณีผู้จัดการโรงภาพยนตร์กับลูกค้า
กรณีผู้จัดการโรงภาพยนตร์กับลูกค้า

http://www.manager.co.th/lite/ViewNews.aspx?NewsID=9560000046526

ผู้ใช้เฟสบุ๊คหลายคนคงเชื่อฝังหัวว่า เฟสบุ๊คคือพื้นที่ส่วนตัว จะบ่น จะด่าอะไรก็ได้ เป็นที่ระบายอารมณ์ให้เพื่อนฟังอย่างเสรี ไร้ปัญหาแน่นอน จะถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า โทษฟ้า โทษดินก็ทำได้ เพราะไม่ใช้ชื่อจริง ไม่ใช้ภาพจริง แล้วหลายคนก็ประกาศไว้ว่าถ้าไม่อยากติดต่อ ไม่พอใจในการเป็นเพื่อนก็ให้กดปุ่ม unfriend ยกเลิกความสัมพันธ์ได้ทันที ซึ่งความจริงไม่เป็นเช่นนั้นไปทั้งหมด มีกรณีปัญหาจากการโพสต์ไม่คิดเกิดขึ้นมาแล้ว อาทิ ด่าเจ้านายก็ถูกไล่ออก ครูชายชมนักเรียนหญิงก็ถูกไล่ออก พนักงานด่าลูกค้าก็ถูกไล่ออก แม้ใช้ชื่อปลอม หรือภาพประจำตัวปลอมก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ซึ่งสามกรณีข้างต้นเกิดขึ้น และถูกแบ่งปันกันอย่างแพร่หลาย

ในต่างประเทศเมื่อเกิดข้อพิพาทก็จะผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน แต่ที่ประเทศไทยเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้จัดการโรงภาพยนตร์กับลูกค้าย่านพระราม 3 เมื่อกลางเดือนเมษายน 2556 เป็นเหตุให้ผู้จัดการพิจารณาตนเองแล้วลาออกไป จากนั้นอีก 2 วันพนักงาน 2 คนก็ถูกให้ออก แบบประกาศผ่านเครือข่ายสังคม เพราะมีเหตุมาจากเครือข่ายสังคมที่พนักงานไปแสดงความเห็นว่าเบื่องาน และพูดถึงลูกค้าด้วยวาจาไม่เหมาะสม ซึ่งเชื่อว่าผู้ถูกพิจารณาให้ออกงานจะไม่ยื่นอุทธรณ์ แล้วโรงภาพยนตร์ก็ประกาศเป็นการแสดงความรับผิดชอบ และแก้ไข เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าในการให้บริการที่มีคุณภาพต่อไป

เคยมีคนกล่าวว่า การเขียนในเครือข่ายสังคม โดยเฉพาะเฟสบุ๊คเสมือนเขียนด้วยปากกา ไม่ใช่ดินสอ เพราะเกิดเรื่องมาแล้วลบด้วยยางลบไม่ได้ แล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของคนไทยก็จะเขียนด้วยสำนวนที่เป็นกันเองมากเกินไป เหมือนเขียนไว้อ่านคนเดียว ไม่คำนึงว่าเพื่อนนับร้อยนับพันที่เคยรับไว้เป็นเพื่อน นั้นมีเพื่อนของเพื่อน ญาติ ครู อาจารย์ ลูกค้า เจ้านาย หรือผู้สูงอายุอยู่ในกลุ่มได้รับข้อความเหล่านั้น เมื่อเคยชินกับการใช้ถ้อยคำที่ไม่ได้กลั่นกรอง ก็อาจมีบางครั้งเขียนข้อความที่ผู้อ่านบางคนยอมรับไม่ได้ แล้วถ้าผู้อ่านคือหัวหน้า เจ้านาย หรือลูกค้าก็อาจนำไปเขียนซ้ำ (repost) แบ่งปัน (share) หรือเก็บจอภาพ (capture) ไปเผยแพร่ต่อ ย่อมเป็นความเสียหายที่ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ก็หวังว่าเพื่อนชาวไทยจะใช้ความระมัดระวังในการเขียนเรื่องราวลงไปในเครือข่ายสังคมเพิ่มขึ้น

 

 

เฟสบุ๊คไม่ใช่ที่ส่วนตัวอีกต่อไป (itinlife393) Read More »

องค์การค้าฯ เล็งจับมือจีนผุดโรงงานผลิตแท็บเล็ตขายในไทย

19 เมษายน 2556

ผุดโปรเจกต์ยักษ์ ! องค์การค้าฯ เล็งจับมือนักลงทุนจีนสร้างโรงงานผลิตแท็บเล็ตจำหน่ายในประเทศ เน้นผลิตแท็บเล็ตราคากลางๆ สบายกระเป๋า เน้นกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด “สมมาตร” การันตี องค์การค้าฯ ไม่ต้องควักสักบาทแค่จัดหาสถานที่ ส่วนภาระอื่นๆ เครื่องจักร บุคลากร เป็นของผู้ลงทุนจากจีน ด้านบอร์ด สกสค.ดับฝันระบุแผนธุรกิจไม่ชัดเจนตีกลับพร้อมตั้งกรรมการศึกษารู้ผลภายใน 3 เดือน

นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ในการประชุมบอร์ด สกสค.วานนี้ (18 เม.ย.) นายสมมาตร มีศิลป์ ผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สกสค.ได้เสนอแผนธุรกิจร่วมทุนกับผู้ประกอบการจากประเทศจีน เพื่อเปิดโรงงานผลิตแท็บเล็ตสำหรับจำหน่ายในประเทศไทย ทั้งนี้ เพราะองค์การค้าฯ เล็งเห็นว่า ในอนาคตหนังสือเรียนจะถูกลดความสำคัญลง และถูกแทนที่ด้วยสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่อย่างแท็บเล็ต จึงต้องการเปิดตลาดทางด้านแท็บเล็ตเต็มตัว

นางพนิตา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตามแผนธุรกิจที่องค์การค้าฯ เสนอนั้น ระบุว่าองค์การค้าฯ จะเป็นผู้จัดหาสถานที่ให้ซึ่งเบื้องต้นองค์การค้าฯ ได้เสนอขอใช้ที่ดินโรงพิมพ์องค์การค้าฯ ลาดพร้าวมาปรับปรุงเป็นโรงงานผลิตแท็บเล็ต ขณะที่นักลงทุนจากจีนจะเป็นผู้ออกทุนในการก่อสร้างโรงงานทั้งหมด โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก คือ นักเรียน เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีโครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1ไปบ้างแล้วแต่ก็ยังแจกไม่ครบทุกชั้นปี ยังมีนักเรียนจำนวนมากที่ไม่มีแท็บเล็ตใช้
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าแผนการทำธุรกิจในการสร้างโรงงานผลิตแท็บเล็ตขององค์การค้าฯ นั้นยังขาดความชัดเจนและขาดรายละเอียดอยู่ในหลายเรื่องโดยเฉพาะไม่มีแผนบริหารความเสี่ยงจึงยังไม่อนุมัติโครงการดังกล่าว และให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ก่อน มีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นตัวแทนจาก สกสค.และองค์การค้าฯ ส่วนที่ 2 ตัวแทนจากองค์กรหลักต่างๆ รวมถึงตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานปลัด ศธ.และส่วนที่ 3 องค์กรภายนอก เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)

“บอร์ดได้ให้เวลาคณะทำงานต่างๆ ไปศึกษาเรื่องนี้เป็นเวลา 3 เดือน โดยเฉพาะศึกษาในประเด็นความคุ้มค่าในการลงทุน แล้วให้นำผลการศึกษามาหารือในบอร์ด สกสค.อีกครั้ง แล้วบอร์ดจะตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลดังกล่าวว่าสมควรไฟเขียนให้โครงการหรือไม่ เพราะเสียงในที่ประชุมวันนี้บางส่วนเห็นว่าองค์การค้าฯ ควรจะเป็นตัวแทนจำหน่ายมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่องค์การค้าฯ ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม ใช้ร้านค้าต่างๆ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศที่เป็นตัวแทนจำหน่ายองค์การค้าฯ มาเป็นที่ระบายสินค้าได้เลย อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมีการลงทุนสร้างโรงงานผลิตแท็บเล็ตจริงๆ จะต้องเปิดกว้างหาผู้ประกอบการที่ให้เงื่อนไขที่ดีที่สุดมาร่วมลงทุนโดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ประกอบการจากจีนที่องค์การค้าฯ ได้ไปประสานงานไว้เพราะการร่วมทุนกับต่างชาติเป็นเรื่องที่ยุ่งยากจะต้องดูเรื่องของหลักกฎหมายและต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)” นางพนิตา กล่าว

ด้านนายสมสมาตร กล่าวว่า ตามแผนธุรกิจที่วางไว้นั้น องค์การค้าฯ จะเป็นผู้จัดเตรียมสถานที่ให้ โดยวางแผนดัดแปลงอาคารเหลือใช้ 1 หลังในบริเวณโรงพิมพ์ลาดพร้าวทำเป็นตัวโรงงาน ส่วนผู้ลงทุนจากจีนจะเป็นผู้จัดหาเครื่องจักร วิศวกร บุคลากร และเทคโนโลยีการในการผลิตแท็บเล็ต แต่ส่วนมูลค่าการลงทุนและการแบ่งปันกำไรนั้น ยังไม่ได้มีการกำหนด เพราะต้องรอให้บอร์ด สกสค.ไฟเขียวให้โครงการเดินหน้าได้ก่อน จึงจะสามารถเจรจาในรายละเอียดกับทางผู้ลงทุนได้
“วางแผนไว้ว่า ระยะแรกนั้น จะเป็นการทดลองตลาด เพราะฉะนั้น จะสร้างเป็นโรงงานขนาดกลางก่อน ส่วนตัวผลิตภัณฑ์นั้นอาจมีหลายรุ่นแต่จะเน้นผลิตแท็บเล็ตที่มีราคาปานกลาง ประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อเครื่อง เพราะกลุ่มลูกค้าของโครงการนี้ จะเป็นนักเรียน ครูในต่างจังหวัด เพราะยังมีนักเรียน และครูอีกมากที่ยังไม่ได้รับแจกเครื่องแท็บเล็ตจากรัฐบาล และองค์การค้าฯ ก็มีร้านค้าตัวแทนในต่างจังหวัดอยู่แล้ว สามารถใช้เป็นช่องทางในการกระจายสินค้าได้“ นายสมมาตร กล่าวและว่า ขณะนี้ องค์การค้าเตรียมกำลังเตรียมเปิดร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์เพิ่มเติมในโรงเรียนอีกด้วยซึ่งได้สำรวจพื้นที่ไว้แล้วประมาณ 70 โรงและว่า โครงการนี้ไม่มีความเสี่ยงอย่างแน่นอน เพราะองค์การค้า ไม่ได้ลงทุนเพิ่มเติม แค่ดัดแปลงอาคารที่มีอยู่มาเป็นโรงงาน ภาระการลงทุนจะอยู่ที่นักลงทุนที่จะมาร่วมโครงการ

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32466&Key=hotnews

องค์การค้าฯ เล็งจับมือจีนผุดโรงงานผลิตแท็บเล็ตขายในไทย Read More »

“9 มทร.” ประชุมเตรียมรับมือ 19 สถาบันอาชีวะเปิด ป.ตรี

19 เมษายน 2556

นายนำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดี มทร. 9 แห่ง เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา 19 แห่ง และเตรียมความพร้อมจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ถึงปริญญาตรีนั้น คิดว่า มทร. 9 แห่ง คงไม่ได้รับผลกระทบเท่าใดนัก ที่ผ่านมาแต่ละ มทร.ได้เตรียมความพร้อม รวมถึงปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ ที่ประชุมอธิการบดี มทร. 9 แห่ง ยังได้พูดคุย และส่งสัญญาณเรื่องนี้ให้ทุกสถาบันเตรียมความพร้อมรับการแข่งขันที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่คิดว่าทุกสถาบันต่างก็มีความเข้มแข็ง เพราะเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปรับหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี เพื่อรองรับทั้งผู้ที่จบระดับ ม.6 และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ขณะที่หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปี ที่จะรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เองก็ไม่ได้ทิ้ง แม้ที่ผ่านมาจะพบข้อมูลว่ามีนักเรียนให้ความสนใจเข้าเรียน ปวส.ทั้งสังกัด สอศ.และของโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนน้อยลงก็ตาม

“หลังจาก สอศ.เปิดสอนปริญญาตรี คิดว่าโรงเรียนอาชีวะเอกชน จะเป็นหน่วยงานที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะหลักสูตรที่เปิดสอนอาจไม่สอดรับกับหลักสูตรที่จะไปเรียนต่อในระดับ ปวส. หรือปริญญาตรี ดังนั้น ทำให้เด็กเลือกที่จะเรียนในสถาบันที่เรียน ปวช. หรือ ปวส.แล้วเรียนต่อที่เดียวจนจบปริญญาตรีได้เลย ซึ่ง มทร.เองอาจต้องคิด และเตรียมหลักสูตรเพื่อรองรับเด็กกลุ่มนี้ด้วย” นายนำยุทธ กล่าว

ที่มา: http://www.prachachat.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32465&Key=hotnews

“9 มทร.” ประชุมเตรียมรับมือ 19 สถาบันอาชีวะเปิด ป.ตรี Read More »

สอท.แนะนักเรียนให้รีบตัดสินใจเลือกคณะแอดมิชชัน

19 เมษายน 2556

สอท.ย้ำ นร.รีบตัดสินใจเลือกคณะแอดมิชชัน และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการสมัครให้เรียบร้อย

นางศศิธร อหิงสโก ผู้จัดการสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ตามที่สอท.ได้เปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชัน ประจำปีการศึกษา 2556 ระหว่าง วันที่ 11-21 เม.ย.2556 ทาง www.cuas.or.th ชำระเงินค่าสมัคร วันที่ 11-23 เม.ย.2556 ผ่านทางธนาคาร หรือ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ไทย นั้น ข้อมูล วันที่ 18 เม.ย.2556 มีผู้สมัคร จำนวน 70,689 คน ชำระเงิน จำนวน 21,878 คน ซึ่งถือว่าจำนวนผู้ชำระเงินยังน้อย ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่านักเรียนยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกคณะอะไร แต่ยังพอมีเวลาสมัครและชำระเงิน ดังนั้นตนฝากนักเรียนให้รีบตัดสินใจได้แล้ว รวมทั้งตรวจสอบการสมัครให้เรียบร้อยและชำระเงิน เพื่อการสมัครจะได้สมบูรณ์

ทั้งนี้ ขอฝากนักเรียนที่สมัครและชำระเงินเรียบร้อยแล้วให้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการสมัครทาง www.cuas.or.th ยื่นคำร้องขอแก้ไขข้อมูลส่วนตัวจนถึงวันที่ 26 เม.ย.2556 ทางโทรสารหมายเลข 0-2354-5155-6 ตรวจสอบคะแนนดิบที่ใช้ในการคัดเลือกฯ และรายชื่อนักเรียนที่ถูกตัดสิทธิ์แอดมิชชั่นกลาง วันที่ 28-30 เม.ย.2556 www.cuas.or.th ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกายวันที่ 9 พ.ค.2556 www.cuas.or.th สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย วันที่ 14-16 พ.ค.2556 และมหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาที่สอบได้ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา วันที่ 22 พ.ค.2556 www.cuas.or.th

. –ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32464&Key=hotnews

สอท.แนะนักเรียนให้รีบตัดสินใจเลือกคณะแอดมิชชัน Read More »

เด็กไทยเสนอผลงานวิจัยดาราศาสตร์ที่ญี่ปุ่น

19 เมษายน 2556

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ และ สสวท. พานักเรียนยุววิจัยรุ่นแรกจากจังหวัดน่านและฉะเชิงเทรา เสนอผลงานวิจัยดาราศาสตร์ร่วมกับนักเรียนจากทั่วโลก ที่ประเทศญี่ปุ่น

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(สดร.) ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) นำนักเรียนยุววิจัยรุ่นแรกโชว์ผลงานวิจัยทางดาราศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ในการประชุม Junior Session of Astronomical Society of Japan 2013 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ พร้อมด้วยนายสุพจน์ วุฒิโสภณ หัวหน้าสาขาวิชาวิทยาศาสตร์รากฐาน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.วิภู รุโจปการ วิทยากร และที่ปรึกษาโครงการ จาก Steward Arizona Observatory นำทีมนักเรียน 6 คน อาจารย์ที่ปรึกษา 2 คน จากโรงเรียนปัว จ.น่าน และโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เดินทางไปนำเสนอผลงานวิจัยดาราศาสตร์ระดับนักเรียน ในการประชุมดังกล่าว ซึ่งเป็นเวทีนำเสนอผลงานวิจัยดาราศาสตร์ของยุววิจัยดาราศาสตร์จากทั่วโลก

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า สดร. ได้คัดเลือกโรงเรียน โรงเรียนปัว จ.น่านและโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งครูและนักเรียนจะมาอบรมพร้อมกันเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการทำวิจัยทางดาราศาสตร์ นักเรียนจะต้องคิดโครงงานวิจัยขึ้นมาคนละ 1 เรื่องโดยมีครูที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำในการทำวิจัย มีทีมที่ปรึกษาช่วยเหลือในด้านเทคนิคดาราศาสตร์ต่างๆ แล้วคัดเลือกออกมา 6 โครงงาน นำไปเสนอผลงานใน Junior Session of Astronomical Society of Japan 2013 ขณะที่เด็กนักเรียนญี่ปุ่นมีการทำโครงงานทางดาราศาสตร์ในงานนี้กว่าร้อยโครงงาน ซึ่งญี่ปุ่นเน้นให้เด็กทำงานวิจัยอย่างมืออาชีพ เน้นการใช้ความคิด การวางแผน อุปกรณ์ต่างๆ ก็ขอยืมจากนักดาราศาสตร์สมัครเล่นใกล้เขตโรงเรียน รวมถึงการใช้กล้องโทรทรรศน์จากหอดูดาวซึ่งมีอยู่แทบทุกจังหวัด

สำหรับโครงงานวิจัยดาราศาสตร์ของเด็กไทยที่นำเสนอในการประชุมนี้ ค่อนข้างเป็นงานวิจัยในระดับสูง ทำการวิจัยโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ติดตั้งอยู่ ณ ประเทศชิลี ควบคุมระยะไกลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเนื่องจากเป็นกล้องขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีการให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด จึงดำเนินการผ่านโชเชียลเน็ตเวิร์ค ผลการวิจัยที่ได้อาจไม่ใช่องค์ความรู้ใหม่ แต่เด็กจะได้ฝึกฝนการทำงานวิจัยดาราศาสตร์อย่างเป็นระบบ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เรียนรู้ด้วยตัวเอง รวมถึงการนำเสนอผลงานของตนให้เป็นที่ยอมรับ

อาจารย์จิราภรณ์ ก๋าแก้ว ครูจากโรงเรียนปัว จ.น่าน เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับว่า เป็นโอกาสดีที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่อยู่ห่างไกลได้เข้าร่วมโครงการฯ หากพูดถึงความรู้ด้านดาราศาสตร์ เด็กมักจะไม่เข้าใจ เด็กอยากรู้แต่ไม่มีใครอธิบาย แต่เมื่อเด็กได้มาเรียนรู้ ณ จุดนี้ เป็นสิ่งที่ดี และควรเปิดโอกาสให้เด็กที่สนใจไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนไหนได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้

นายตุลยรัฐ รัตนประภา นักเรียนที่นำเสนอผลงานวิจัย กล่าวว่า ดีใจที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปนำเสนอผลงานทางด้านดาราศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่น และงานวิจัยนี้ ได้เรียนรู้ถึงวิธีในการทำวิจัยดาราศาสตร์ ฝึกฝนวิธีคิดอย่างเป็นระบบ และรู้จักวางแผนการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน

ผลงานวิจัยที่นำเสนอแบบปากเปล่าในการประชุมดังกล่าว จำนวน 6 โครงงาน ประกอบด้วย
1. คาบการแปรแสงของระบบดาวคู่อุปราคา V357 Peg โดย นางสาวรัตนาวดี ฑีฆะวงษ์ โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฏิ์ ฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา

2. ความหนาแน่นของดาวฤกษ์เป็นฟังก์ชันของละติจูดในกาแลกซีทางช้างเผือกที่ลองจิจูดที่ 0 โดย นายรัชชานนท์ บัวรอด โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฏิ์ ฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา

3. การหาความเร็วของดาวหาง C262p/McNaught-Russell ในเดือนตุลาคม 2555 โดย นายณปัณณ์ เจริญสินรุ่งเรือง โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฏิ์ ฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา

4. การหาระยะห่างของดาราจักรแมกเจลแลนใหญ่จากการแปรแสงของดาวแปรแสงแบบเซเฟอิด โดย นางสาวชลียา พรมมา โรงเรียนปัว จ.น่าน

5. การวัดระยะห่างจากโลกถึงกาแลกซีด้วย Supernova la โดย นายวสุทิน ขอดแก้ว โรงเรียนปัว จ.น่าน และ

6. ความรีของกาแลกซี่ทรงรีในกระจุกกาแลกซี่ฟอร์ฟอร์แนกซ์ โดย นายตุลยรัฐ รัตนะประภา โรงเรียนปัว จ.น่าน

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32463&Key=hotnews

เด็กไทยเสนอผลงานวิจัยดาราศาสตร์ที่ญี่ปุ่น Read More »

สอศ. ระดมสมองแก้ 3 โจทย์ใหญ่อาชีวะ

19 เมษายน 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์พัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศพต.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 18 แห่ง รวม 172 คน โดยสาระสำคัญคือการระดมความคิดเพื่อหาแนวทางเพิ่มปริมาณผู้เรียน ลดปัญหาออกกลางคัน และเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอน

สำหรับการเพิ่มปริมาณผู้เรียน สรุปได้ว่า จะต้องสร้างแรงจูงใจด้วยการให้สวัสดิการผู้เรียน เช่น อาหารกลางวันฟรี จัดรถรับ-ส่งผู้เรียน เนื่องจากปัจจุบันรถประจำทางหลายสายไม่ให้บริการแล้ว นอกจากนี้จะต้องลดภาระงานอื่นๆ ของครู เพื่อให้ครูสอนได้เต็มที่ เพิ่มทุนการศึกษา ทำเอ็มโอยูร่วมกับโรงเรียนสอนศาสนา จัดการศึกษาให้ตรงกับความต้องการแรงงานในพื้นที่ และทำโครงการให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน
สำหรับการลดปัญหาออกกลางคันนั้น ครูที่ปรึกษาต้องรู้จักข้อมูลพื้นฐาน เช่น ครอบครัว ที่อยู่ ของนักเรียนทุกคน เมื่อนักเรียนเริ่มมีปัญหาขาดเรียนบ่อยๆ จะติดตามได้ทันที พร้อมกันนี้ต้องปรับโครงสร้างรายวิชาให้นักเรียนได้เรียนวิชาชีพก่อนวิชาสามัญ เช่น คณิตศาสตร์ หรืออังกฤษ เพื่อให้นักเรียนที่ไม่มีความถนัดได้มีเกรดที่สูงขึ้น ตลอดจนจัดสวัสดิการให้รวดเร็วขึ้น เช่น เรียนฟรี 15 ปี ทุนการศึกษา และสวัสดิการต่างๆ ส่วนการเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนจะต้องพัฒนาคุณภาพครู สื่อการเรียนการสอน ครุภัณฑ์อาชีวศึกษา ให้ทันสมัย เพียงพอต่อนักเรียนเป็นรายบุคคล และตรงกับสาขาวิชาที่นักเรียนต้องออกไปทำงาน โดยครูต้องสอนให้ตรงกับคุณวุฒิที่จบมา ต้องมีใจรักในวิชาชีพ มีคุณธรรม จริยธรรมและจิตสำนึก พร้อมกันนี้ที่ประชุมยังเห็นควรมีนโยบายรับครูที่จ้างสอนครบอายุงาน 3-5 ปี ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำแหน่งครูผู้ช่วย เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน และมีทุนการศึกษาต่อสำหรับครู

นอกจากนี้ สอศ.จะจัดโครงการฝึกอบรมอาชีพ โดยใช้ศูนย์อบรมอาชีพในสถานศึกษาของ สอศ.จำนวน 121 ศูนย์ทั่วประเทศ ที่มีความศักยภาพโดดเด่นเฉพาะด้าน เปิดอบรมอาชีพแก่ประชาชน เช่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ เด่นเรื่องอาหารนานาชาติ ก็เปิดอบรมไม่น้อยกว่า 75 ชั่วโมง ให้แก่ผู้สูงอายุ เพื่อนำความรู้ไปประกอบอาชีพ และประสานกับสถานประกอบการ เพื่อดึงเด็ก ม.3 มาทำงานควบคู่กับการเรียนอาชีวะและเปิดสอนหลักสูตรการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ระดับ ปวส.สาขาวิชาการบริหารงานคหกรรมศาสตร์ซึ่งอาชีพบริการผู้สูงอายุนั้น ในปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างมาก ปีการศึกษา 2555 มีสถานศึกษาเปิดสอนทั้งสิ้น 4 แห่ง คือ วิทยาลัยการอาชีพ (วก.) เชียงราย มีผู้เรียน 17 คน วก.พล 8 คน วิทยาลัยเทคนิค (วท.) เดชอุดม 3 คน และวท.สุวรรณภูมิ 1 คน

–คมชัดลึก ฉบับวันที่ 19 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32462&Key=hotnews

สอศ. ระดมสมองแก้ 3 โจทย์ใหญ่อาชีวะ Read More »